PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ถอดรหัสแผนไล่ล่าอดีตพระเถระ โจทย์หลักคือ ‘รัฐปลอดภัย’

ถอดรหัสแผนไล่ล่าอดีตพระเถระ โจทย์หลักคือ ‘รัฐปลอดภัย’


คงต้องให้กำลังใจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือบิ๊กแป๊ะ ผบ.ตร. และทีมงาน มากกว่าจะมาซ้ำเติมหาว่าทะเล่อทะล่า กรณีนำคณะติดตามล่าตัวอดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ บินไปถึงประเทศเยอรมนี แต่มีโอกาสสูงว่าจะกลับมามือเปล่า ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้
อย่าลืมว่าคดีนี้บิ๊กแป๊ะลงมือเกาะติดมาด้วยตัวเองตลอด แม้กระทั่งบินไปติดตามคดีถึงจังหวัดนครพนม ช่วงที่มีข่าวว่าอดีตพระเถระรูปนี้แอบหนีข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผบ.ตร.ก็พยายามเต็มที่ แต่มันไม่ทันแล้ว เพราะมีผู้ช่วยเหลือให้หนี และเป็นบุคคลกว้างขวาง สามารถจัดการให้หนีไปจนถึงประเทศเยอรมนีได้อย่างสะดวกโยธิน
เมื่อไปถึงเยอรมนีแล้ว อดีตพระพรหมเมธียื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยทันที และมีโอกาสสูงว่าจะได้รับการอนุมัติ หากดูจากเงื่อนไขของเยอรมนี กำหนดว่าจะใช้เวลา 3 วันในการพิจารณาตามคำขอ จึงเป็นที่มาที่ทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าอีก 3 วันรู้
หากทางการเยอรมนีอนุมัติ ก็คือจบ อดีตพระเถระรูปนี้จะอยู่ได้หลายปีกว่าจะมีการพิจารณาทบทวนสถานะต่างๆ โอกาสนำตัวมาดำเนินคดีคงเกิดยาก
หากไม่อนุมัติ ผู้ร้องขอก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้อีกประมาณ 2 เดือน หมายความว่าเวลาในการนำตัวมาดำเนินคดีก็ต้องทอดยาวออกไปอีก
แต่ประเด็นหลักของการจะอนุมัติหรือไม่ จะให้เป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ จะส่งตัวกลับประเทศต้นทางหรือไม่
ทางการเยอรมนีจะพิจารณาว่า ประเทศต้นทางเป็น”รัฐปลอดภัย” หรือไม่ เพราะผู้ยื่นร้องขอ อ้างเงื่อนไขว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับทางการเมืองและศาสนา มีอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ถูกจับกุมและไม่ได้รับการประกันตัวออกมาให้สู้คดี

ส่วนประเด็นการเมืองประเทศไทยยังคงปกครองด้วยรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ยังมีการจับกุมผู้ออกมาเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้ง ทางรัฐบาลเองก็ไม่ยอมปลดล็อกทางการเมือง ประกาศวันเลือกตั้ง
และที่สำคัญก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพิ่่งเลื่อนกำหนดการเดินทางไปเยือนยุโรปหรืออียู แหมบๆ โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ในประเทศยังไม่เรียบร้อยดี
จึงเหมือนเป็นการตอกย้ำความหมายของคำว่า”รัฐปลอดภัย” ในความหมายของทางการเยอรมนี
ดังนั้นรัฐบาลควรจะรีบเดินหน้าประกาศเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะจะเป็นการปลดล็อกในทุกๆด้าน
หรืออาจจะเปฺ็นเพราะว่าทีมงานยังไม่พร้อม เคลียร์ลานบินให้”บิ๊กตู่”ได้กลับมานั่งตำแหน่งนายกฯยังไม่ชัวร์ ก็เลยยังไม่มีอะไรชัดเจน จนส่งผลกระทบเหมือนตอนนี้
อย่างไรก็แล้วแต่ รัฐบาลจะทำอะไรก็ต้องเร่งสปีดมากกว่าเดิม เพราะนับจากนี้จะเข้าสู่โหมด”บอลโลก” ชาวบ้านร้านรวงจะลดความสนใจด้านการเมืองลง นั่นหมายความว่าอารมณ์เบื่อการเมืองจะตามมา ราคาของรัฐบาลนี้อาจจะลดฮวบทันตาเห็นก็ได้ใครจะไปรู้

ผลพวง การเมือง จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อ ‘หนุ่มซินตึ๊ง’

ผลพวง การเมือง
จาก สุเทพ เทือกสุบรรณ
ต่อ ‘หนุ่มซินตึ๊ง’
////
ถามว่า สภาพที่การหลั่งน้ำตาของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แย่ง “ซีน” การประชุมพรรครวมพลังประชาชาติไทยไปโดยสิ้นเชิง เป็นผลดี หรือว่าเป็นผลเสีย

หากมองในแง่ “ข่าว” อาจเป็น “ผลดี”

เพราะจากสถานภาพในทางการเมืองของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำให้ชื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทยติดตลาด

ไม่ว่า “หนังสือพิมพ์” ไม่ว่า “โทรทัศน์” ล้วนกล่าวขวัญ

ยิ่งหากลงไปภายในรายละเอียดของ “สื่อใหม่” ในทางโซเชียลมีเดีย ยิ่งกระหึ่มทั้งภาพและเสียงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ถามต่อไปว่า นี่คือ “ผลดี” ที่พรรคต้องการหรือไม่

ยังไม่มีคำตอบจาก นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ยังไม่มีคำตอบจาก นายประสาร มฤคพิทักษ์ ยังไม่มีคำตอบจาก นายสุริยะใส กตะศิลา

เพราะ “ผลดี” นี้อาจเป็น “ดาบสองคม”


มองในแง่ชื่อของพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้อย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริงที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการได้ของพรรครวมพลังประชาชาติไทยอยู่ในร่มเงาของใคร

แน่นอน เป็นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

นโยบายดีๆ มากมายอันออกมาจาก นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จาก นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง หรือแม้กระทั่งการจัดวางบทบาทของ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ก็ถูกมองข้ามไป

น่าเสียดายอย่างยิ่ง น่าเสียดายอย่างมาก

กระแสการกล่าวถึงพรรครวมพลังประชาชาติไทยจึงแวดล้อมอยู่โดยรอบกับสถานะและความเป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นด้านหลัก

เป็นด้านอันผูกกับ “ประชาธิปัตย์” เป็นด้านอันผูกกับ “กปปส.”

ประหนึ่งว่าที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตัดสินใจออกมาพูดพร้อมกับหลั่งน้ำตาเป็นเหมือนกับคำประกาศใหม่ในทางการเมือง

เหมือนกับจะยืนอยู่ “เบื้องหลัง”

แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อมองไปยังการได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมาเข้าร่วมกับพรรค

นั่นจะถือว่าเป็น “เบื้องหลัง” หรือว่าเป็น “เบื้องหน้า”

เท่ากับว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประตูแรกของคนที่จะมาเป็นกำลังให้กับพรรค และจากนั้นจึงตกไปอยู่ในมือของ นายเอนก และ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ 2 พ่อลูก

อบรมทางการเมือง อบรมฝังเลือดให้กับคนรุ่นใหม่

บทบาทอย่างนี้ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คือ บทบาททางด้าน “การจัดตั้ง” คือ บทบาททางด้านการสะสมกำลัง

เปรียบไปก็เหมือนกับ “แม่ทัพ”

คำถามก็คือ พรรครวมพลังประชาชาติไทยต้องการพรรคในแบบที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กำหนดทิศทาง หรือว่าจะเป็นไปตามแนวที่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ต้องการ

ตรงนี้แหละจึงขึ้นอยู่กับว่า ใครนำ ใครตาม

หากพรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่สามารถ “สลัด” ภาพและบทบาทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ลงไปได้โอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยย่อมตามมา

นั่นก็คือ เส้นทางของ “พรรคมหาชน”

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จึงต้องนำ “บทเรียน” มาประสานอย่างจริงจังว่าจะให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นในแบบ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หรือไม่

เวลาในการลงมือจึงเหลือไม่มากนัก

ทำไมโดนคนเดียว

ทำไมโดนคนเดียว



พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามนักข่าว กรณี กกต.มีมติว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี
(เนื่องจากคู่สมรสรัฐมนตรีดอน ถือหุ้นบริษัทเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่แจ้ง ป.ป.ช. และไม่โอนหุ้นให้ผู้อื่นดูแลแทน)
ปัญหาคุณสมบัตินายดอน จะส่งผลให้ต้องปรับ ครม.หรือไม่??
นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามด้วยนํ้าเสียงฉุนๆว่า “ไม่มี”!!
นักข่าวถามยํ้าว่าจะไม่มีการปรับ ครม.ใช่หรือไม่??
พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ปรับทำไม ผมไม่ปรับ ถ้าอยู่ได้ก็อยู่ ถ้าอยู่ไม่ได้ท่านก็ต้องออก” พร้อมเดินกลับไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง!!
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่ากรณี กกต.ฟันธงว่า นายดอน ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี ย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดอาการหงุดหงิดเป็นธรรมดา
แต่การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไประบายความหงุดหงิดใส่นักข่าว...ก็ไม่แฟร์
เพราะปัญหารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติ เป็น “ไฟต์บังคับ” ที่นักข่าว “ต้อง” สอบถามประเด็นนี้จากหัวหน้ารัฐบาล
เรื่องมันก็มีแค่นี้เอง
อย่างไรก็ตาม “แม่ลูกจันทร์” ไม่แปลกใจที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตอบว่า...จะไม่ปรับ ครม.
เพราะวันนี้ กกต.ยังไม่ได้ยื่นคำร้อง “คุณสมบัตินายดอน” ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติรับคำร้องหรือไม่ ก็ยังไม่แน่นอน
ล่าสุด นายบุญส่ง น้อยโสภณ หนึ่งใน กกต.ที่โดนเซ็ตซีโร่ยกเข่ง เปิดเผยว่า กกต.กำลังเร่งยกร่างคำวินิจฉัยคุณสมบัติรัฐมนตรีของ นายดอน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยภายใน 7 วัน
ส่วน “นายดอน” จะต้องหยุดปฏิบัติ หน้าที่ รมว.ต่างประเทศหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีเหตุควรสงสัยว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี
ศาลรัฐธรรมนูญสามารถสั่งให้ นายดอนยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
หากศาลรัฐธรรมนูญลงมติว่าขาดคุณสมบัติจริง “นายดอน” จะต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีทันที
และจะไม่สามารถกลับไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีก เว้นแต่ได้พ้นตำแหน่งไปแล้วเกิน 2 ปี ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ
“แม่ลูกจันทร์” ขอชื่นชม กกต.ที่ชี้แจงประเด็นนี้ได้กระจ่างแจ้งชัดเจน
แต่ที่ยังไม่แจ่มแจ้งชัดเจน คือนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นคำร้อง กกต.ให้ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี 9 คน
เหตุไฉน นายดอนจึงถูกหวยล็อก กกต.คนเดียว??
ส่วนรัฐมนตรีอีก 8 คน เข้าข่ายขาดคุณสมบัติหรือไม่??
ทำไม กกต.ไม่เปิดเผยผลการตรวจสอบให้หมดปัญหาคาใจ??
ข้อสำคัญ ยังมีรัฐมนตรีน้องใหม่อีก 3 คน ถูกร้องว่าถือครองหุ้นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ
นอกจากนั้น ยังมี สนช.ลากตั้งอีก 90 คน ที่ถูกยื่นคำร้องว่าขาดคุณสมบัติกรณีเดียวกัน
บัดนี้ผ่านไปแล้วกว่า 1 ปี ยังไม่มีข่าวคืบหน้าว่า กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จหรือยัง??
ปล่อยให้คุณลุงดอนเดือดร้อนอยู่คนเดียว...
ก็เหงาแย่น่ะซีโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

มุกเก่าจะเอาอยู่หรือ

มุกเก่าจะเอาอยู่หรือ



มุกเก่า แต่ก็เข้าเป้า ยังใช้ได้ผลตลอด
กับภาพ 2 พี่น้อง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กับ “น้องปู” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เฉิดฉายสบายอกสบายใจอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏหราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ 3-4 ฉบับ
ตามเหลี่ยมที่จับทางได้ ตั้งใจโชว์ “ชีวิตดี๊ดี” เบิ้ลบลัฟฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย
เย้ยกันเป็นนัย ภายหลัง “น้องปู” เพิ่งได้วีซ่าจากประเทศอังกฤษยาว 10 ปี สามารถบินโฉบฉายไปได้ทุกประเทศในโลกเสรีประชาธิปไตย ยกเว้นประเทศไทย
แถมในจังหวะสถานการณ์ที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่เป็นคนยกเลิกหนังสือเดินทางอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังตกที่นั่งลำบาก
สถานภาพคลอนแคลนจากวิบากกรรมเมียถือหุ้นบริษัทเอกชน เจอกดดันให้ปรับพ้นคณะรัฐมนตรี
ก็ยิ่งเป็นอะไรที่ “หักมุม” เข้าเหลี่ยมเบิ้ลตีกินของทีม “นายใหญ่”
ตามสภาพการณ์เหมือนเงื่อนไขสถานการณ์เป็นใจ ทุกอย่างกำลังไหลเข้าทางดูไบ
แต่อีกนัยหนึ่ง ถ้าอ่านสถานการณ์ให้ลึกๆกับจังหวะเลี้ยงเรตติ้ง กระตุ้นกองเชียร์
นั่นก็สะท้อนเกมบีบ “นายใหญ่” ต้องเคลื่อนไหว แสดงตัวตนตลอดเวลา
เพื่อกระตุกลูกพรรคเพื่อไทยที่กำลัง “ชั่งใจ”
จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายลุยเผชิญวิบากกรรมกับ “ทักษิณ” ที่ยังไม่รู้ทิศรู้ทางจะสู้เต็มตัวหรือไม่
หรือย้ายพรรคเปลี่ยนสังกัดใหม่ไปอยู่ในที่ปลอดภัย
ตามสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยที่เข้าสู่ความเงียบงัน ภายหลังมีความชัดเจนว่า
“เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง คือผู้ถูกเลือกให้ถือธง “นอมินี” นำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง
โดยยังไม่ได้ยินเสียงจากฝั่งของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่วังบัวบาน หรือ “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แกนนำขาใหญ่ระดับ “หัวจ่าย” ท่อน้ำเลี้ยง
เห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์หรือไม่
ที่สำคัญพร้อมจะลงทุนลงแรงสู้แบบเต็มกำลังแค่ไหน
และอีกทางหนึ่งก็สังเกตได้ถึงการแปรรูปขบวนยุทธการ “แยกกันเดินรวมกันตี”
มอบธงนอมินีให้ “เจ๊หน่อย” แล้ว “นายใหญ่” ยังมุ่งไปที่การเปิดดีล แตะมือกับ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เรตติ้งวูบวาบกว่า แถมยังพ่วงด้วย “บิ๊กตู่ตำรวจ” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ที่แสดงตัวแสดงตนเป็น “ตัวชน” กับทีมทหาร คสช.อย่างถึงแก่น
แผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม “เจ๊หน่อย-ธนาธร-เสรีพิศุทธ์”
ไม่รู้ใครจะเป็น “ตัวจริง” ของ “ทักษิณ” ในศึกทวงคืนอำนาจ
ตามสถานการณ์ที่ยังสับสนในทิศทางการต่อสู้ ประกอบกับเงื่อนไขการเลือกตั้งตามกติการัฐธรรมนูญใหม่ที่สลับซับซ้อน ไม่นับด่านองค์กรอิสระที่ดักอยู่รายทาง
ถึงยี่ห้อ “ทักษิณ” จะกระแสดียังไง
เกมการตลาดเหนือกว่าทหาร เป็นต่อในแนวรบสงครามโซเชียลมีเดีย
แต่โอกาสจะได้ครองเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องที่แสนลำบาก
ยากจะฝ่าเกมล็อก 3-4 ชั้น
นี่คือสถานการณ์ “ย้อนแย้ง” ที่ทำให้ลูกข่ายพรรคเพื่อไทยต้องคิดหนัก
ที่แน่ๆพวกรุ่นใหญ่ มวยเก๋าเกมอ่านขาด กระโดดสละเรือกันก่อนแล้ว
ตามแนวโน้มแบบที่บ้านใหญ่นครปฐม ตระกูลสะสมทรัพย์
ไม่ยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยค่ายพลังชลของบ้านใหญ่ชลบุรี ทีมงานตระกูล “คุณปลื้ม” ถูกดึงเข้าเสริมงานการเมืองรัฐบาล
ยี่ห้อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สุชาติ ตันเจริญ” อาสาเป็นทีมระดมพล
เป็นฐานต้นทุนให้ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ตีตั๋วต่อ
โชว์ตัวแสดงความชัดเจนกันตั้งแต่หัววัน
ท่ามกลางเสียงด่ารัฐบาล การโหมเกมของฝ่ายต่อต้าน “นายกฯลุงตู่” ช่วยกันปลุกอุปาทานหมู่ ชาวบ้านเดือดร้อนปากท้อง ตัดแต้มดิสเครดิตทีมเศรษฐกิจของกัปตันทีมอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”
เตะสกัดเส้นทางไปต่อของ พล.อ.ประยุทธ์
แต่นั่นก็สวนทางกับข่าววงใน ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของอดีต ส.ส.ที่จ่อเข้าร่วมค่าย “พลังประชารัฐ”
ว่ากันว่าหลายทีม หลายจังหวัด เปิดมาเซอร์ไพรส์
แบบที่ปากยังด่า แต่ตัวมาแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เหนื่อยแต่อธิบายยาก

เหนื่อยแต่อธิบายยาก



บ่งบอกถึงระดับความเครียดของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
เพราะโดยอารมณ์ปกติน่าจะต้องมีช็อตแสดงความยินดีกับ “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟสาวมืออันดับ 5 ของโลก ที่เพิ่งคว้าแชมป์ “ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น” กระหึ่มโลก
แต่ล่าสุด “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ “หน้านิ่วคิ้วขมวด” ไร้รอยยิ้มมาตลอด 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียว ตอบคำถามนักข่าวแบบห้วนๆ
เสียงแข็ง 6 เดือนที่เหลือไม่ปรับคณะรัฐมนตรีแน่นอน
“ตัดตอน” กระแสที่กำลังไหลเข้าเหลี่ยมพวกฉวยสถานการณ์กดดันให้เขี่ยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พ้นเก้าอี้เพราะพิษหุ้น ขณะเดียวกันก็ไหลลามเป็นเชิงกดดันมัดคอ “นายกฯลุงตู่”
ต้องถือโอกาสปรับกระทรวงเศรษฐกิจที่ทำงานไม่เข้าเป้า
เร้าไปกับโพลรายวัน ถามย้ำแบบรายสัปดาห์ ชาวบ้านไม่พอใจปัญหาปากท้อง เข้าทางนักการเมือง ขบวนการเตะตัดขา “นายกฯลุงตู่” ได้ทีกระตุก “อุปาทานหมู่” ให้คนรุมด่ารัฐบาล
สถานการณ์บีบคั้น “ลุงตู่” เครียด ตกเป็นรองเกมชิงกระแสเล่นกับอารมณ์สังคม
หลงอยู่ในกระแส “อุปาทานหมู่” ปมเศรษฐกิจปากท้อง
เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ การใช้โพลถามคำถามเชิงความรู้สึกชาวบ้าน ย่อมได้คำตอบเชิงลบที่ใช้ความรู้สึก ไม่ได้มาจากความเป็นเหตุเป็นผลสักเท่าไหร่
ตรงกันข้าม สิ่งที่รัฐบาลแถลงไขออกมานั่นต่างหากที่อยู่บนพื้นฐานข้อมูลชัวร์ๆ
อิงกับตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อีกทั้งล่าสุด นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยในวงประชุมใหญ่หอการค้า 5 ภาค ว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากหอการค้าต่างจังหวัดหลายๆแห่ง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไม่คึกคัก กำลังหดตัว ยังไม่ฟื้นเหมือนเศรษฐกิจภาพรวม
เป็นผลจากการปราบปรามธุรกิจสีเทาอย่างเข้มงวด ทั้งธุรกิจพนัน บ่อน หวยใต้ดิน การจัดระเบียบพ่อค้าแม่ค้าตามชายหาดและแหล่งท่องเที่ยว และการปราบปรามผู้มีอิทธิพล
ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นหายไปเฉลี่ยปีละ 2–3 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลในวงหอการค้าไทยและหอการค้าภาคระบุ เศรษฐกิจภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือเศรษฐกิจฐานรากที่ยังเดือดร้อน ภายใต้บริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายยุคดิจิทัลและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
นี่คือคำตอบที่ว่าเศรษฐกิจภาพรวมดี แต่ชาวบ้านบ่นปัญหาปากท้อง
และนั่นก็ต้องให้ความเป็นธรรม ประเมินตามเงื่อนไขสถานการณ์ 3 ปีที่ผ่านมา จากตัวจีดีพีที่โตกว่า 2 ล้านล้านบาท ตลาดหุ้นโต 4 ล้านล้านบาท ตรงนี้คนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่เล่นหุ้นจะไม่ได้ประโยชน์เลยหรือ
หรือตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรโตขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ ราคาข้าวหอมมะลิที่สูงกว่าตันละ 17,000 บาท เป็นไปไม่ได้ที่ชาวนาจะไม่ได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวโตกว่า 35 ล้านคนต่อปี รายได้ท่องเที่ยวโตกว่าร้อยละ 20 ยังไงประโยชน์ก็ต้องตกไปถึงเศรษฐกิจระดับล่าง
ขณะที่เมกะโปรเจกต์ โครงการลงทุนต่างๆของรัฐบาลจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
ยังไงก็ต้องเอื้อต่อการส่งออกและเกิดการจ้างงาน
รวมทั้งโครงการสวัสดิการประชารัฐ บัตรคนจนที่ถึงมือคนจนโดยตรง ยังไงก็ต้องเกิดประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก บรรเทาปัญหาปากท้อง
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกว่า ผลงานรัฐบาล คสช. “จับต้อง” อะไรไม่ได้
ไม่นับโครงการพื้นฐานระยะยาวที่รัฐบาล “ลุงตู่” วางฐานเสาเข็มไว้ เส้นทางรถไฟฟ้าสารพัดสายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ความพยายามยกระดับวิสาหกิจชุมชนที่เป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศเกษตรกรรมแบบเมืองไทย การเร่งรัดประเทศเข้าสู่ยุคดิจิทัลเพื่อให้เท่าทันเศรษฐกิจโลกในอนาคต
เทียบกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มีอะไรด้อยกว่า
แถม “ลุงตู่” เหนือกว่าในเรื่องการใช้อำนาจพิเศษเชิงบวกทะลุทะลวงปัญหาหมักหมม ไม่ว่าจะปมการค้ามนุษย์ที่โดนแบน การสางยกระดับคุณภาพการบินพาณิชย์ที่ติดธงแดงจนสถานการณ์คลี่คลาย
สรุป ปัญหามันอยู่ที่จุดอ่อนการอธิบายเรื่องยากๆให้ฟังเข้าใจง่าย
ตรงกันข้าม อีกฝ่ายแค่พูดง่ายๆ ลูกเขี้ยวยี่ห้อ “ทักษิณ” เบิ้ลบลัฟปัญหาปากท้อง โยงเทียบกับสมัยอดีตรัฐบาล กระตุ้นกองเชียร์รากหญ้าที่คิดถึงแต่โครงการจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท ที่ทำให้คนทั่วเมืองรู้สึกถึงความกินดีอยู่ดี
ทั้งๆที่บทสรุปสุดท้ายต้องแลกด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน
ทำรัฐเสียหายนับหมื่นนับแสนล้าน.
ทีมข่าวการเมือง

เตือนกลุ่มอยากเลือกตั้ง

“พลเอกเฉลิมขัย” เตือน”กลุ่มอยากเลือกตั้ง” ชุมนุมหน้าUN 7 มิย.นี้ ต้องไม่เหมือน 22 พค. เชื่อ ไม่มีเรื่องจุดประเด็น

   
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ เลขาธิการคสช. กล่าวถึง การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลิกตั้งบริเวณหน้า องค์การสหประชาชาติ (UN) ในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ว่า หากมีการเคลื่อนไหวในลักษณะของการชุมนุม ในเรื่องการแสดงความเห็น แต่ไม่ใช่ เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง เหมือนวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
           
ทั้วนี้ ไม่เป็นห่วงว่าจะเดินเข้าไปบริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งคงไม่มีประเด็นอะไรสำคัญจนกระทั่งต้องมีมวลชนเข้ามามากมายถ้าหากเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เราก็ดูแลความปลอดภัยอำนวยความสะดวกให้

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รับไม่ได้หาว่าลงพื้นที่หาเสียง

รับ ไม่ได้ ยอมไม่ได้ สื่อหา ลงพื้นที่หาเสียง

"บิ๊กตู่" ปรี๊ดดดดด!!!สื่อวิจารณ์ ลงพื้นที่หาเสียง ใครหนุน ขออะไรก็ให้ ผมให้ได้ยังไง มันเงินของผมที่ไหน ยันบอก "เลือกตั้ง" ก็เลือก  แต่สื่อ เขียนเลอะเทอะ ไม่รับผิดชอบ แบบนี้ ไม่ยอม

 
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลได้ลงไปรับทราบความเดือดร้อนความต้องการของประชาชนมาแล้ว  ผมไปประชุมครม.นอกสถานที่หลายครั้ง ทุกภาค ไม่ได้ไปทำงานการเมือง ไปฟังทุกภาคส่วนว่าเขาต้องการอะไร ก่อนมีการเสนอแผนงานเข้ามา ส่วนหนึ่งหยิบยกมาพูดในห้องประชุม ผมให้ไม่ได้ แต่อนุมัติหลักการ แล้วไปหารือกันต่อว่าจะทำได้หรือไม่ ใช้งบฯตรงไหน

"ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์นายกฯไปหาเสียงการเมือง ขออะไรก็ให้ ถ้าหนุนรัฐบาลหนุนพล.อ.ประยุทธ์ ก็ให้หมด ผมให้ได้ยังไง มันเงินของผมที่ไหน มันเงินของรัฐบาล ต้องอนุมัติโดยครม. 

สื่อเขียนไปเรื่อย เขียนจนไม่รับผิดชอบอย่างนี้ผมไม่ยอม บ้านเมืองสงบไม่สงบ เลือกตั้งไม่เลือกตั้ง ก็เขียนกันเข้าไป

และผมยืนยันเลือกตั้งก็เลือก แล้วมาเขียนให้มันเลอะเทอะไปอีก" นายกฯ กล่าว 

 วันนี้เริ่มวันด้วยความเข้มแข็งแข็งแรง รับรอง ผมโดนอยู่แล้วล่ะวันนี้ สื่อเชิญท่านตามสบาย ประเทศของท่านเหมือนกัน ผมไปแบกคนเดียวไม่ไหว ท่านก็รับผิดชอบกันบ้าง เสียหายก็รับกันไป  ผมรับอยู่แล้วของผม

ดึงจังหวะ ไม่ชนะไม่เข้าตี

ดึงจังหวะ ไม่ชนะไม่เข้าตี



“ประยุทธ์”แก้เกม คสช.เป็นรองแนวรบชิงกระแส
อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง หลังปรากฏการณ์ฟ้าผ่าธรณีสงฆ์สะเทือน
ตามราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ พระภิกษุถูกกล่าวหาว่า กระทําการทุจริตและถูกดำเนินคดีอาญา ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
1.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 2.พระพรหมเมธี (จํานงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม 3.พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา
4.พระราชอุปเสณาภรณ์ หรือสมณศักดิ์เดิมคือ พระเมธีสุทธิกร (สังคม สังฆะพัฒน์) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 5.พระราชกิจจาภรณ์ หรือสมณศักดิ์เดิมคือ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 6.พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา 7.พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คํามา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ล้วนแล้วแต่ “เจ้าคุณ” วัดดังที่โดนดำเนินคดี “เงินทอนวัด”
หมดบุญหมดวาสนาในทางธรรม ไปรับกรรมในทางโลก
อีกส่วนที่เป็นคนละกรณี แต่มีเชื่อมโยงกันในมุมของการก่อความขัดแย้งในวงการสงฆ์
ก็คือรายของนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีต “พุทธะอิสระ” แห่งวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมพระปรมาภิไธย
ต้องโดนปลดจีวรกลายเป็นฆราวาส
ถูกส่งตัวเข้าห้องขัง ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเหมือนๆกัน
ไม่มีการเลือกข้าง ไม่แบ่งฝั่งเลือกปฏิบัติ ท่ามกลางเสียงอนุโมทนาสาธุ กับยุทธการ “ซักจีวร” ลุยล้างบางมนุษย์ในคราบผ้าเหลืองที่ทำให้พุทธศาสนามัวหมอง
ลูบหน้าปะจมูกกันมานาน ที่สุดจึงเกิดปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่า”
วงการ “พุทธจักร” เข้าสู่โหมดการปฏิรูปใหญ่อย่างเด่นชัด
ตัดฉากมาที่สถานการณ์ของฝ่าย “อาณาจักร” ที่ยังคงวุ่นวายต่อเนื่อง ตามท้องเรื่องที่กำลังเข้าสู่โหมดการประกาศกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน
เป็นห้วงเวลาท้ายเทอมที่รัฐบาลอำนาจพิเศษนับถอยหลัง
ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.
เป็นอันว่า กฎหมายอันเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้
ไม่มีเหตุทำให้การเลือกตั้งสะดุดจากปมอภินิหารกฎหมาย
ตามจังหวะการเร้ากระแสของนักการเมืองทุกป้อมค่ายที่ปรองดองโดยอัตโนมัติ รวมพลังแท็กทีมกดดัน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.และฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษ
เร่งวันเร่งคืน เปิดไฟเขียวสนามเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ดูเหมือนพรรคเก่า ป้อมค่ายเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กเริ่มซาเสียงลงไป
กระแสดูดที่เคยปั่นมาประจานพรรคทหารเริ่มเฝือ อีกทั้งตามผลโพลประชาชนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าการย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติตามวิถีการเมืองแบบไทยๆ
ยุคใครยุคมัน ใช้วิธีแบบนี้มาทั้งนั้น
สีสันจริงๆมันอยู่ที่ป้อมค่ายใหม่ ไฮไลต์เลยก็คือคิวของ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เพิ่งได้รับการโหวตให้เป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ในฉากอีเวนต์เปิดตัวพรรคได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
“ไพร่หมื่นล้าน” นำทีมแกนนำและสมาชิกพรรคที่ล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ ยืนถือไฟฉายจากสมาร์ทโฟน สื่อความหมายเป็นนัย คนยุคใหม่ขับไล่ความมืดดำที่ปกคลุมอำนาจการเมืองไทย
กระตุกภวังค์ ย้อนอดีตไปถึงการเปิดตัวพรรคไทยรักไทยที่คนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” นำทีมผู้ก่อตั้งพรรคจากทุกวงการของประเทศไทย ขี่ดาวเทียมชูม็อตโต “ตาดูดาวเท้าติดดิน”
อีเวนต์แทบจะลอกแบบกันมาเลย
จะแตกต่างกันตรงบทห้าวเป้งของ “ธนาธร” ที่ประกาศกร้าวว่า ถ้าชนะการเลือกตั้งได้เข้าไปในสภาฯจะเดินหน้าฉีกรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับมรดก คสช.
พร้อมนิรโทษกรรมคดีการเมืองในยุคอำนาจพิเศษทั้งหมด
เรียกเสียงจากกองเชียร์ดังกระหึ่ม คนเกลียดทหารกดปุ่มไลค์รัวๆ
และตามฟอร์มพรรคเพื่อไทยรีบกระโจนเข้าใส่อาการแบบที่ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำสายตรงดูไบ ประกาศเอาด้วยช่วยตามแห่เกมล้มรัฐธรรมนูญ คสช.
แค่นั้นไม่พอ ยังแถมโวลั่น ต้องไล่เช็กบิลเผด็จการด้วยถึงจะสาแก่ใจ
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เสมือนหนึ่งว่า กระแสไหลเข้าทางเกมทวงอำนาจของฝ่าย “ทักษิณ”
อย่างที่เห็นการขับเคลื่อนของพรรคอนาคตใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยตามแห่ขบวนอยู่ด้านหลัง โดยมีพลังมวลชนม็อบคนอยากเลือกตั้งเป็นตัวช่วยกดดัน โยงไปถึงอีกตัวละครสำคัญคือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ที่เปิดหน้าแสดงตัวเป็นแนวร่วมฝ่ายต้านทหาร ขอเป็นนายประกันให้แกนนำม็อบอยากเลือกตั้งที่โดนล็อกตัวฐานผิดคำสั่ง คสช.
ยุทธการแยกกันเดินรวมกันตีเริ่มแปรรูปขบวนชัดเจน
ใครเป็นใครเห็นๆกัน เหลือแค่ลุ้นคนถือธง “นอมินี” ตัวจริง
และตรงกันข้ามกับฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษ คสช.ที่ชักจะทนนิ่งอยู่ไม่ได้
ในอาการเทกแอ็กชันขู่กลับแรงๆแบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ส่งซิกให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบดูว่าผิดหรือถูกอย่างไร
กับมุกพูดหาเสียงล่วงหน้าของนายธนาธร
เสียงแข็งการฉีกรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ รวมทั้งการเช็กบิล คสช.ที่ไม่ได้ทำผิดอะไร
“พี่ใหญ่” เริ่มส่งเสียงคำรามดังๆ ในห้วงสถาน-การณ์ที่ทีมทหาร คสช.ตกที่นั่งลำบาก
“เสือตะวันออก” กำลังเป็นฝ่ายตั้งรับกระแส
แรงกระแทกทั้งจากภายใน อาการป่วนจากอดีตแนวร่วมฝ่ายเดียวกันที่ร่วมโค่นระบอบทักษิณมา แต่ไม่พอใจกับการแชร์อำนาจและผลประโยชน์
แบบที่แนวร่วมพันธมิตรฯจิกตีปมราคาน้ำมัน เพราะหมั่นไส้รัฐบาล “ลุงตู่” ไม่รับมุกการยกเลิกสัมปทานปิโตรเลียม และการทวงคืนขุมทรัพย์บริษัท ปตท.
นั่นก็ไปเพิ่มแรงบวกกับแรงเสียดทานภายนอกเครือข่ายฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะขุมข่ายพรรคเพื่อไทยของ “นายใหญ่” ที่ได้ทีเขย่าสถานการณ์ราคาน้ำมัน
เบิ้ลบลัฟซ้ำภาวะข้าวยากหมากแพง กระตุกต่อมหงุดหงิดปัญหาปากท้องชาวบ้าน
พาลถึงการดิสเครดิตฟอร์มบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เพิ่งโชว์ตัวเลขจีดีพีดีดตัวสูงถึงร้อยละ 4.8 สูงสุดในรอบ 5 ปี แต่เจอตีปี๊บประจานเรื่องน้ำมันแพง แก๊สหุงต้มขึ้นราคา กลบไปหมด
กระตุกอารมณ์หงุดหงิดของผู้นำทหารอย่าง “บิ๊กตู่”
สั่งไล่จับขบวนการปล่อยข้อมูลเท็จผ่านเพจปลอม บิดเบือนข้อมูลถล่มรัฐบาล
สถานการณ์ถึงขั้นที่เพจอวย “นายกฯลุงตู่” แท้ๆ ทำโพลถามสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำต่อหรือไม่ คะแนนออกมาเกินร้อยละ 90 กว่าๆ “โหวตโน” ทำหน้าหงาย
เรื่องของเรื่อง คสช.ถูกลากเข้าไปในสงครามที่เสียเปรียบ
แนวรบโซเชียลมีเดียที่ทหารตกเป็นรองมาตลอด
และต่อให้ทีม “นายกฯลุงตู่” ยกระดับการต่อสู้ เกณฑ์นักรบไซเบอร์ เพิ่มดีกรีการตอบโต้ในโลกโซเชียลฯ
แต่นั่นก็ทำได้แค่ขีดระดับความสามารถในแบบฉบับของทหาร
ไม่มีทางเทียบได้กับ “โคตรเซียนตัวพ่อ” ยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่มีพร้อมทั้งลูกเขี้ยวเกมการตลาดและความฉลาดในการใช้เครื่องมือสื่อสารที่ไปไกลระดับโลกแล้ว
ประกอบกับแนวโน้มสถานการณ์ที่เอื้อให้ กระแสเบื่อรัฐบาลทหารที่อยู่มานานเกิน 4 ปี
เกมนี้ “บิ๊กตู่” สู้ไปก็มีแต่เข้าเนื้อ เจ็บตัวหนักถ้าไม่ปรับมุมการต่อสู้ใหม่
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ คสช.เป็นรองเกมแห่กระแส ผวาแนวรบสงครามโซเชียลมีเดียสู้ไม่ได้
มันก็มีสัญญาณแปร่งๆ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ส่งซิกการนัดพบระหว่าง คสช.กับพรรคการเมืองเพื่อพูดคุยเรื่องการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนนี้ ส่อต้องเลื่อนออกไป
แถมการนับปฏิทินโรดแม็ปเลือกตั้งแบบลากยาวสุดคือเดือนเมษายน 2562
เหมือนว่าบรรยากาศสถานการณ์กำลังเข้าสู่จุดพลิกผัน
ตามฟอร์มทหารที่ทำอะไรต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน ในเมื่อรู้อยู่ว่าแพ้ จะรบทำไม
ขืนปล่อยเลือกตั้งในจังหวะกระแสเป็นรอง ก็เสี่ยง “เสียของ”
ต้องดึงเกมออกไปก่อน ไม่ชนะ ไม่เข้าตี.
“ทีมการเมือง”

ยืดเวลาตั้งหลักให้ลงตัว

ยืดเวลาตั้งหลักให้ลงตัว



เจอคิวแทรกบั่นทอนเครดิตท็อปบูต
ในซีนที่ กกต.ลงมติเสียงข้างมากชี้มูล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 กรณีภริยาถือครองหุ้นเกิน 5% โดยไม่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ภายในเวลาที่กำหนด
ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเป็นด่านสุดท้าย จะหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่
ตามท่าทีของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
ที่ยังไม่กล้าตัดสินใจชัดเจน จะดำเนินการต่อไปอย่างไร
ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดแรงกระเพื่อม ทั้งคนใน คนนอกรัฐบาลต่างรอโอกาส จับจ้องแย่งเก้าอี้ เผลอๆอาจวุ่นวายไปถึงขั้นปรับใหญ่ ไม่ใช่แค่ปรับเล็กเฉพาะตำแหน่งที่มีปัญหา
เขย่าเสถียรภาพรัฐบาลให้เกิดปัญหาภายใน
ขยายแผล ซ้ำเติมสถานการณ์ให้ “บิ๊กตู่” มีเรื่องต้องพะวงใจมากขึ้นกว่าเดิม
นอกเหนือจากแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองชักแถวออกมาทวงสัญญาคืนเวทีเลือกตั้งตามโรดแม็ป
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญลงมติเป็นเอกฉันท์ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
กฎหมายลูกสำคัญฉบับสุดท้ายถูกปลดล็อก รอประกาศบังคับใช้ นั่นเท่ากับ “บิ๊กตู่” หมดตัวช่วย ยื้อเลือกตั้ง รอเวลาเข้าคูหาหย่อนบัตร เร้าเสียงปี่กลองการเมืองหลังจากนี้ให้ดังขึ้นเรื่อยๆ
สอดรับจังหวะออกตัวแรงๆของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ที่ประกาศชูธงโละรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งฉบับ หากได้รับโอกาสเข้ามาทำงานในสภาฯ
ตั้งแท่นทำลายล้างมรดก คสช. จ่อเช็กบิลฝ่ายอำนาจพิเศษตั้งแต่ออกตัว
แม้จะรู้เป็นแค่ลีลาหาเสียง อาศัยเหลี่ยมการตลาดวาดลวดลายทางวาทกรรม ปั่นเรตติ้งให้ตัวเอง แต่ก็สร้างอาการผวาให้ คสช.ได้ไม่น้อย
หากดูจากแอ็กชันของเหล่าคีย์แมนอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาตั้งแง่ข้องใจการประกาศเจตนารมณ์รื้อรัฐธรรมนูญเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ โดยเรียกร้องให้ กกต.ไปดำเนินการตรวจสอบ
สะท้อนให้เห็นอาการแอบหวั่นไหวอยู่ลึกๆ
อย่างที่เห็นๆกันอยู่ พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้สู้แค่เพียงลำพัง เพราะพรรคการเมืองต่างๆ พร้อมผสมโรงเป็นแนวร่วม รอคอยการปลดโซ่ตรวน ถ้าโอกาสเข้าทาง อะไรที่ยากในทางปฏิบัติก็อาจเป็นไปได้
รูปการณ์ที่เคยเป็นต่อ ชักจะไม่นิ่ง หลังจากเพลี่ยงพล้ำในสงครามโซเชียล เจอลูกเขี้ยวฝ่ายตรงข้ามโหมกระแสปล่อยข่าวลบเล่นงานรัฐบาลสะบักสะบอม ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน การลักไก่ขึ้นภาษีแวต
ต้องสั่งทีมงานไล่แก้ข่าวเชิงลบกันอุตลุด
นี่คือปรากฏการณ์แพ้ทางโลกโซเชียลที่ “ลุงตู่” กำลังเผชิญอยู่ โดนปั่นกระแสเสี้ยมให้คนเบื่อรัฐบาลทหารที่ครองอำนาจมา 4 ปี
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยการเมืองที่ชักไม่นิ่ง สถานการณ์ไม่เป็นใจให้ขั้วอำนาจพิเศษเหมือนเดิม
ซีกการเมืองยังแตกเป็นหลายขั้ว พรรคใหญ่จูนกันไม่ลงรอยหลังเลือกตั้ง ต้องเตรียมหาทางใช้สูตรพิเศษ โมเดลรัฐบาลแห่งชาติเป็นทางเลือกสำรองไว้เวลาฉุกเฉิน
ขณะที่ฟากประชาชนยังแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่าย ตัวอย่างที่เห็นชัดๆจากปฏิบัติการบุกจับ “อดีตพุทธะอิสระ” ที่สะท้อนแรงกระเพื่อมในสังคมชัดเจน ทั้งฝ่ายกองเชียร์ กองแช่งเปิดศึกด่าทอกันเละเทะ
ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถูกสะกดชั่วคราวด้วยมาตรา 44 ศึกสีเสื้อยังอยู่คู่สังคมไทย
สภาวการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง โยงกับการรอดูท่าทีผลการตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560
นั่นก็เป็นความจำเป็นที่อาจจะต้องเลื่อนโปรแกรมการจับเข่าคุยพรรคการเมืองในเดือน มิ.ย.ออกไป ตามการส่งสัญญาณจากนายวิษณุ เครืองาม
อย่างน้อยก็ต้องรอให้กฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายประกาศบังคับใช้แล้ว เบรกการปล่อยผีนักการเมืองออกมาเคลื่อนไหวในช่วงรัฐบาลกำลังเสียหลัก
ดึงจังหวะให้ทุกอย่างกลับมาเข้ารูปเข้ารอยก่อน ค่อยมาว่ากันใหม่
ทำไปทำมามีแนวโน้มไปกระทบปฏิทินเลือกตั้งอาจขยับจากกำหนดการเดิมในเดือน ก.พ.2562 เล็กน้อย
ยืดเวลาให้ “ลุงตู่” ตั้งหลักปรับทัพให้ลงตัว.
ทีมข่าวการเมือง

อยู่ไม่ได้ก็ออกไป

อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ ก็ออก!

“บิ๊กตู่” อารมณ์เสีย ลั่นไม่ปรับครม. “ดอน” อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ ก็ออก” ยัน ไม่ได้คิดว่าจะปรับใคร  ทุกอย่าง อยู่ขั้นตอนตามกม.”

พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีคุณสมบัติ รมต.ของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ  จะต้องปรับ ครม.หรือไม่ ว่า  ปรับทำไม ผมไม่ปรับ คุณก็ปรับเอง สิ

“ผมไม่ปรับ อยู่ได้ก็อยู่. อยู่ไม่ได้ ท่านก็ต้องออกอยู่แล้ว”

เมือถามว่า จะต้องปรับ ครม.ตำแหน่งอื่นด้วยหรือไม่ พลเอกประยุทธ์  กล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดีว่า พูดไป ไม่เข้าใจหรือไง  จะตำแหน่งอะไรอีก. ไม่มีแผน 

“ไม่ได้คิดว่าจะปรับใคร ทุกอย่าง อยู่ขั้นตอนตามกม.”

เมื่อถามว่า สุดท้ายหาก นาย ดอน พ้นสภาพ รมต.จะต้องปรับหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ทำหน้า ไม่สบอารมณ์ แล้วยุติการให้สัมภาษณ์ เดินออกจากไมค์ฯ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

บูด

อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ ก็ออก!

“บิ๊กตู่” อารมณ์เสีย ลั่นไม่ปรับครม. “ดอน” อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ ก็ออก” ยัน ไม่ได้คิดว่าจะปรับใคร  ทุกอย่าง อยู่ขั้นตอนตามกม.”

พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีคุณสมบัติ รมต.ของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ  จะต้องปรับ ครม.หรือไม่ ว่า  ปรับทำไม ผมไม่ปรับ คุณก็ปรับเอง สิ

“ผมไม่ปรับ อยู่ได้ก็อยู่. อยู่ไม่ได้ ท่านก็ต้องออกอยู่แล้ว”

เมือถามว่า จะต้องปรับ ครม.ตำแหน่งอื่นด้วยหรือไม่ พลเอกประยุทธ์  กล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดีว่า พูดไป ไม่เข้าใจหรือไง  จะตำแหน่งอะไรอีก. ไม่มีแผน 

“ไม่ได้คิดว่าจะปรับใคร ทุกอย่าง อยู่ขั้นตอนตามกม.”

เมื่อถามว่า สุดท้ายหาก นาย ดอน พ้นสภาพ รมต.จะต้องปรับหรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ทำหน้า ไม่สบอารมณ์ แล้วยุติการให้สัมภาษณ์ เดินออกจากไมค์ฯ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

รมย์เสียถามเรื่องลุงกำนัน

ไม่อยากตอบ เรื่อง”สุเทพ” ..บิ๊กตู่  อารมณ์เสีย  ฉุนสื่อ รุมซัก ปรับครม. แถม เสนอข่าวไม่ถูกใจ  ถาม..“ สื่อ นี่ต้องซื้อ เท่านั้นหรือไง? 

“นายกฯบิ๊กตู่” เมินตอบ “สุเทพ” หลั่งน้ำตา ตั้งพรรค รวมพลังประชาชาติไทย ....จะเป็นกองหนุน คสช. อีกแรงหรือไม่ ...เดินเชิดหน้า ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หลัง ผละออกจากไมค์ ยุติการให้สัมภาษณ์ ตั้งแต่ ถูกซัก เริ่องปรับครม.

สื่อตั้งข้อสังเกตุ บิ๊กตู่ อารมณ์เสีย ใส่นักข่าว วันนี้  นอกจาก ไม่แฮปปี้กับ ข่าวในหน้าสื่อ และ ข่าว ในโซเชี่ยล มีเดีย  และบ่นการเสนอข่าวของสื่อ หลายสำนัก แต่เอ่ยชื่อ TPbs ข่าวสด มติชน  ถาม “สื่อ นี่ต้องซื้อ เท่านั้นหรือไง?” ปิดท้ายสัมมนา แล้ว  อาจเพราะไม่อยากตอบ เรื่อง “สุเทพ” ....เดินหนี ตั้งแต่เริ่องปรับครม.
เพราะ นายกฯไม่ได้ ปริ๊ดมานาน หลายเดือน!!

ดีแล้วทำงานร่วมกัน

ดี แล้ว "ลุงกำนัน" ตั้งพรรค หลายฝ่ายร่วมมือกัน...เมื่อก่อนเป็นกองหนุน คสช.แต่ตอนหลัง คสช.ก็ไปทำงานของคสช.เอง”

“บิ๊กป้อม”บอกเป็นเรื่องดี สุเทพ ร่วมอดีตกปปส. ตั้งพรรค รปช. เพราะหลายฝ่ายมาร่วมมือกัน  แต่ออกตัว “ไม่รู้ใจ”ลุงกำนัน ทำไม หลั่งน้ำตา ร่วม”พรรครวมพลังประชาชาติไทย” เขาร้องไห้ ผมจะไปรู้ได้ยังไง  ไม่ได้ไปรู้ใจ เขาก็คิด ตามที่เขาคิด  ปัดวิจารณ์ ทำไมยอม”ตระบัดสัตยเพื่อชาติ” ตัองไปถาม คุณสุเทพ เอง ผมไม่ตอบ เห็นแล้ว รู้สึกยังไง ก็ไม่ตอบ...แต่มองว่าดี ที่ สุเทพ-อดีตกปปส.ตั้งพรรคการเมือง เพราะจะได้มีหลายส่วนร่วมมือกัน  ปัด ช่วยซับน้ำตา แม้”สุเทพ “เคยหนุน คสช.แต่ตอนหลัง คสช.ก็ทำในส่วนคสช. เอง ยันไม่รู้ สุเทพ ตั้ง รปช.เพื่อหนุน”บิ๊กตู่”เป็นนายกฯ  แนะสื่อไปถาม สุเทพ เอง เหน็บสื่อ อยากคิดยังไงก็คิดไป เรื่อง รปช. เริ่อง สุเทพ

พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และได้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)ว่า แล้วแต่เขาว่าเขาจะคิดอย่างไร แต่ส่วนตัวเห็นว่านายสุเทพ มาตั้งพรรคการเมืองก็ดี มาร่วมมือกันหลายส่วน

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้เห็นภาพนายสุเทพ ร้องไห้หรือไม่ รู้สึกอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เห็น 

เมื่อถามว่า นายสุเทพ บอกว่าต้องยอมตระบัดสัตย์เพราะต้องการมาทำงานเพื่อประชาชน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เขาคิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แล้วแต่เขา  

เมื่อถามว่าเห็นแล้วสะท้อนใจหรือไม่ ที่คนระดับนายสุเทพ ต้องมาหลั่งน้ำตาเพื่อมาทำงานทางการเมือง พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่ขอตอบ ไปซับอะไรเขา ก็เขาร้องไห้ เราจะไปรู้ได้อย่างไร ไม่ได้รู้ใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องซับน้ำตาให้นายสุเทพ หรือไม่ เพราะเคยเป็นกองหนุนของรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยเป็นกปปส. ลงเรือลำเดียวกันมาตั้งแต่ปี 2557  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “อะไรว่ะ  ไม่มีไร ตอนหลังก็ไม่ได้มาทำอะไรร่วมกันแล้ว คสช.ก็ไปทำงานของคสช.เอง” 

ส่วนที่มองกันว่าการที่นายสุเทพ ร่วมก่อตั้งพรรครปช.ขึ้นมามีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามเขา ถามผมไม่ได้ 

เมื่อถามอีกว่าหาก นายสุเทพ หนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า “คุณคิดอย่างไร ก็แบบนั้นนั่นแหล่ะ”
///

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เกษม อัชฌาสัย:การทหารย่อมไม่หน่ายอุบาย

INEWHORIZONขอบฟ้าใหม่
เว็บไซต์ว่าด้วยความหลากหลายแห่งความรอบรู้ เพื่อวิทยาทาน
สบาย สบาย สไตล์เกษม :"การทหารย่อมไม่หน่ายอุบาย"
เกษม อัชฌาสัย
ขอออกตัวไว้ก่อนว่า เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ขึ้นกับอยู่กับการคาดการณ์ทั้งหมด เป็นเพียงความพยายามที่จะอ่านสถานการณ์บ้านเมืองให้กระจ่างชัด จะผิดหรือจะถูกอย่างไร โปรดพิจารณาด้วยครับ
จากกรณีตำรวจพร้อมอาวุธบุกจับสึก”หลวงปู่พุทธอิสระ”ซึ่งถูกวิจารณ์ว่ากระทำหยาบคายเกินความจำเป็น ว่าทำไมต้องทำกันถึงขนาดนั้น ส่งให้เกิดเสียงต่อต้านตำรวจดังขรมระงมไปทั่วทิศ ไม่ยอมหยุด ในสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลักและกระแสรอง โดยเฉพาะในสื่อสังคม เช่น”ไลน์”และ”เฟซบุ๊ก”
ส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงรัฐบาลคสช.ในแง่ความน่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงมิได้
ที่สำคัญ เป็นการบ่อนทำลายความนับถือถือในตัวพล อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและตอกย้ำให้สังคมไทย เกิดความแตกร้าว แยกย่อยกันมากขึ้นโดยวิวาทะและความเชื่อ ทำให้ยากที่จะปรองดองกัน ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้
ก่อให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ว่า “ใครสั่ง”และ”ทำไม”จึงต้องเกิดตอนนี้ด้วย
ที่ว่า”ใครสั่ง”นั้น ไม่เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์นายกรัฐมนตรี หรือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงปลอดภัย หรือพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะมีส่วนรู้เห็น หรือสั่งการเอง เพราะทั้งสามท่านนี้ น่ามีความใกล้ชิดกับ”หลวงปู่พุทธอิสระ”ซึ่งเห็นได้จากกิจกรรมที่เคยทำร่วมกันในอดีต ตลอดจน”หลวงปู่พุทธอิสระ”ก็สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่มีข้อกังขา
เมื่อเกิดปฏิกิริยาต่อต้านหนักขึ้น ทั้งนายกฯและรองนายกฯ ก็ได้แต่กล่าวว่า”ขอโทษ”เพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ก็ไม่ว่ากระไร นอกเหนือไปกว่านั้น
ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่พล ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอสั่งการให้ใช้วิธีเช่นนี้
ตอบว่าเป็นไปได้ หากจะต้องมีผู้รับรู้ด้วย อย่างน้อยก็ต้องรัฐมนตรีมหาดไทย เพราะพล.ต.อ.จักรทิพย์ยืนยันว่าการบุกจับ เป็นไปตามยุทธวิธี เพียงแต่ประชาชนไม่คุ้นชิน กับวิธีการเท่านั้น
นั่นก็แสดงว่า ทางตำรวจตระหนักว่า “จะเกิดปฏิกิริยาอะไร”ตามมา เมื่อตำรวจนั่นเอง ที่เปิดเผยคลิปการบุกจับในรายละเอียดอย่างจงใจ ก่อให้เกิดปฏิกิริยา”ตีกลับ”ตำรวจโดยรวมอย่างดุเดือดและต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของฝ่ายตำรวจอยู่แล้ว ซึ่งต้องตั้งคำถามว่า”ทำไม”
ตอบว่าเป็นไปได้ว่า ตำรวจแพร่ข่าวนี้เพื่อ”กลบข่าว”การจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่มากๆ ในข้อหา”เงินทอน”อีกห้ารูปในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างกว้างขวาง แต่ปรากฏว่าพระผู้ใหญ่ชั้น”พรหม”สองรูป หลบหนีไปได้ ซึ่งเข้าใจว่า”ข่าวรั่ว” เฉกเช่นกรณีพระธัมมชโยที่กระทำ”ยมกปาฏิหาริย์”หายตัวไป
กล่าวคือ ตำรวจคงเกรงว่า จะเกิดปฏิกิริยาที่อาจรุนแรงต่อเนื่อง จากลูกศิษย์ลูกหาพระชั้นผู้ใหญ่ เช่นที่เกิดกับศิษยานุศิษย์ของ”ธัมมชโย” จึง”สร้างข่าวจับ”หลวงปู่พุทธอิสระ”ให้ใหญ่โต หมาย”กลบกระแส” แม้ท่านเป็นพระธรรมดาๆไม่มีสมณศักดิ์ แต่ก็มีลูกศิษยลูกหาเยอะแยะและสังคมเห็นใจ
ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่การบุกจับกุม”หลวงปู่พุทธอิสระ”อีกนัยหนึ่งก็เพื่อประจานให้อับอาย เป็นการ”เอาคืน”ของตำรวจ ในกรณีที่การ์ด(การชุมนุมต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์) จับได้ตำรวจนอกเครื่องแบบที่”แจ้งวัฒนะ”ในปี ๒๕๕๘ ทั้งนี้ เพียงเพื่อความสะใจของ”ตำรวจมะเขือเทศ”บางนายบางกลุ่ม
ก็เป็นได้อีก
แต่ถ้าหากถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวของกับ”ทักษิณ”ยุแยงจะแคงรั่วหรือไม่
ตอบว่าน่าจะ”ใช่”หาก”ทักษิณ”มีสายข่าวตำรวจ ที่มีความสามารถสั่งการได้ในบางระดับ หวัง”ทำลายความน่าเชื่อถือในรัฐบาลคสช.และของพล.ประยุทธ์เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองในอนาคต
ถามว่า”หลวงปู่พุทธอิสระ”ยอมทำร้ายตัวเอง ด้วยการยอมให้ควบคุมโดยละม่อม ไม่ขัดขืนใดๆ เพื่อให้การจับกุมพระผู้ใหญ่รูปอื่นๆ ราบรื่นหรือไม่ เพราะท่านเอง ก็แสดงเจตนาชัดเจนก่อนหน้านี้หมายช่วยชำระสะสางพุทธศาสนาให้เป็นที่ประจักษ์โดยเฉพาะในกรณี”ธรรมกาย”
ตอบว่าย่อมเป็นไปได้ แต่ท่านจะไม่พูดตรงๆออกมาหลังโดนจับกุม ข่าวออกมาตอนแรกๆ จึงทำให้ดูเหมือนว่าท่านเกี่ยวข้องกับคดี”เงินทอน”ด้วย
ข้อเขียนทั้งหมดนี้ เป็นเพียง”มองตามข่าว” มิได้เป็นการวิเคราะห์เจาะลึกแบบนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญอะไรทั้งสิ้น
“การทหารย่อมไม่หน่ายอุบาย”
คือถ้อยคำที่ “โอ้ว ทิ ฮวย”กล่าวเตือนเอาไว้ ในหนังสือเรื่อง”ชอ ลิ้ว เฮียง”ตอนศึกวังน้ำทิพย์(ฉบับปรับปรุงใหม่)
จึงใคร่หยิบยกมาเตือนต่อว่า จะทำอะไรกันในบ้านเมืองนี้ ก็พึงต้องพิจารณากันให้รอบด้าน ด้วยความรอบคอบ มิเช่นนั้น จะส่งให้เกิดผลลบต่อส่วนรวมได้ โดยคาดไม่ถึง
Facebook Comments

กกต.แจง “ดอน” ไม่ย้องยุติปฎิบัติหน้าที่ เหตุกม.ไม่ได้เขียนไว้ รอจนศาลรธน.ชี้ขาด

กกต.แจง “ดอน” ไม่ย้องยุติปฎิบัติหน้าที่ เหตุกม.ไม่ได้เขียนไว้ รอจนศาลรธน.ชี้ขาด


เลขาฯกกต. แจ้งยอดสมาชิกพรรคเดิมลดจาก 4 ล้าน เหลือแสนกว่า แจงข่าวมติฟัน “ดอน”พ้นเก้าอี้รมต. ยังอยู่ในกระบวนการ เผยไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง แถลงว่า ขณะนี้พรรคการเมืองเดิม 54 พรรค ได้รายงานยอดสมาชิก จำนวนทั้งสิ้น 137,479 คน จากเดิม 4 ล้านคน ส่วนการยื่นของจดแจ้งเตรียมการตั้งพรรคการเมือง 106 พรรค และมี 67 พรรค ได้รับหนังสือยืนยันการยื่นจดแจ้ง และมีพรรคที่กกต.ส่งขออนุญาตจัดประชุมพรรค 57 พรรค และมีพรรคมายื่นขอจัดตั้งพรรคแล้ว 7 พรรค ทั้งนี้รายงานการแจ้งยอดสมาชิกของพรรคการเมือง สำนักงานจะเสนอกกต.ต่อไป ส่วนจะเป็นเหตุผลให้คสช.เร่งพิจารณาปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองหาสมาชิกเพิ่มเพื่อจัดทำไพรมารีโหวตหรือไม่ ก็เป็นอำนาจพิจารณาของคสช.แต่คิดว่าพรรคการเมืองเองได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ กกต.จะเตรียมออกระเบียบรองรับ ซึ่งมีทั้งหมด 45 ฉบับ ขณะนี้เสร็จแล้ว 19 ฉบับ ส่วนการใช้อำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ พิการ ทุพลภาพกกต.กำลังพิจารณาหามาตรการในการดูแลให้การใช้สิทธิของกลุ่มนี้ ที่มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก เป็นความลับตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะยกร่างระเบียบให้ชัดเจน ส่วนเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เกรงว่ากกต.จะแบ่งเขตไม่ทันนั้น ตามกฎหมายแล้วกกต.จะดำเนินการได้เมื่อพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ใช้บังคับแล้ว โดยกกต.จะออกระเบียบและให้ผอ.กกต.จังหวัด นำ 3 รูปแบบของการแบ่งเขตในแต่ละเขตไปให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน แล้วกกต.จะพิจารณารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาในกระบวนการทั้งหมด 45 วัน ส่วนตัวได้ยินว่าอยากให้มีการใช้อำนาจพิเศษให้กกต.แบ่งเขตได้เร็ว แต่กกต.ยังไม่เคยหารือกัน
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวชี้แจงข่าวกกต.ลงมติการถือหุ้นของ 9 รัฐมนตรีว่า ข้อเท็จจริงอยู่ในกระบวนการดำเนินการของกกต.ซึ่งไม่สามารถตอบได้ว่าอยู่ขั้นตอนใดและมีมติตามที่สื่อเสนอข่าวหรือไม่ แม้จะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วคงจะพูดไม่ได้ เพราะการพิจารณาของกกต.เป็นการพิจารณาลับ และหากพูดไปจะกระทบต่อการทำหน้าที่ของรัฐมนตรีและรัฐบาล เนื่องจากตามกฎหมาย กกต.ไม่ใช่ผู้ชี้ขาด ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ รวมทั้งไม่มีการแจ้งมติกับผู้ร้องและผู้ถูกร้อง จะทราบก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตามกระบวนการของอนุกรรมการวินิจฉัยได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีที่ถูกร้องได้ชี้แจงก่อนที่จะชี้มูลความผิด

ปมร้อน การเมือง แก้ ไม่แก้ ‘รัฐธรรมนูญ’ ปม ‘อนาคตใหม่’

ปมร้อน การเมือง แก้ ไม่แก้ ‘รัฐธรรมนูญ’ ปม ‘อนาคตใหม่’


ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รวมถึง นายวิษณุ เครืองาม ออกมาแสดงความหงุดหงิดต่อคำประกาศที่จะ “รื้อ” รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ของพรรคอนาคตใหม่
ยิ่งจะทำให้ปัญหา “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นประเด็น
ต่อกรณีที่ “นักการเมือง” จากบางพรรคออกมาแสดงความเป็น “ผู้อาวุโส” เตือน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ด้วยความรำคาญ
ราวกับว่า 2 คนนี้เป็นเด็ก
ก็จะนำไปสู่คำถามที่ว่า นักธุรกิจระดับ “หมื่นล้าน” อย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือเป็นเด็กนักวิชาการระดับดอกเตอร์อังดรัวจากฝรั่งเศสอย่าง นายปิยบุตร แสงกนกกุล หรือเป็นเด็ก
และคำถามก็จะย้อนกลับไปยังบรรดา “เฒ่าทารก” ทั้งหลายโดยอัตโนมัติ
การเสนอประเด็นในเรื่อง “รื้อสร้าง” เพื่อนำไปสู่การสถาปนารัฐธรรมนูญ “ใหม่” โดยพรรคอนาคตใหม่ จึงกลายเป็นเรื่องร้อน
นับวันจะยิ่ง “ร้อน” และ “แหลมคม”
แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะผ่านประชามติมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 แต่ถามว่าผู้คนมีความรู้สึกและตั้งข้อสังเกตอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
คำถามนี้ไม่เพียงแต่ตัว “รัฐธรรมนูญ”
หากแต่ยังย้อนกลับไปยาวไกลถึงกระบวนการในระหว่างการทำ “ประชามติ” ด้วยว่าดำเนินไปด้วยความโปร่งใสหรือไม่
คสช.จะตอบคำถามต่อ “คดี” ที่มีอยู่ใน “ศาล” อย่างไร
เพราะความเป็นจริงที่เห็นและเป็นอยู่อย่างทนโท่ก็คือ มีแต่ฝ่ายที่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้
ตรงกันข้าม หากไม่ต้องการให้ผ่านก็จะประสบปัญหานานาประการ

รอยตำหนิและใฝฝ้าราคีอันเนื่องแต่ “ประชามติ” เช่นนี้แหละที่ไปสร้างความชอบธรรมโดยปริยายให้กับข้อเสนออันมาจากพรรคอนาคตใหม่
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นข้อเสนอตามบทบัญญัติของ “รัฐธรรมนูญ” อีกด้วย
ถึง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะใช้คำว่า “ฉีก” ต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แต่ความเป็นจริงก็คือ เขาต้องการแก้ไข และยืนยันเป็นการแก้ไขตามหลักแห่งกฎหมายที่มีอยู่
นั่นก็คือ ตามหลักที่กำหนดไว้ใน “รัฐธรรมนูญ” เอง
เพียงแต่ว่าเมื่อเป็นพรรคการเมือง กระบวนการรณรงค์และเคลื่อนไหวก็ต้องสร้างความเห็นร่วมเพื่อให้ได้รับ “ฉันทานุมัติ” จากประชาชน
พรรคอนาคตใหม่มิได้ทำแบบที่ “นักรัฐประหาร” ชอบทำกัน
ขั้นตอน 1 คือ ความเห็นชอบจากประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง หากประชาชนเห็นด้วยก็เลือกพรรคอนาคตใหม่ หรือเลือกพรรคที่มีแนวทางเช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่
ขั้นตอน 1 คือ นำเอา “ฉันทานุมัติ” นี้เข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภา
นี่คือแนวทางที่เป็น “อารยะ” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทาง “อนารยะ” โดยการลากปืนและรถถังออกมาทำรัฐประหารแล้วฉีกทิ้ง
ตรงนี้ต่างหากคือ “วิธีการ” ตรงนี้ต่างหากที่ “สำคัญ”
เชื่อได้เลยว่า นับแต่นี้เป็นต้นไปประเด็นอันเกี่ยวกับ “รัฐธรรมนูญ” จะกลายเป็นเรื่องราวซึ่งถกเถียงกันในหมู่ประชาชนและพรรคการเมือง
แต่ละพรรคจะมี “ท่าที” อย่างไรต่อ “รัฐธรรมนูญ”
แน่นอน ท่าทีนั้นย่อมจะแตกออกไปเป็น 2 แนวทาง นั่นก็คือ แนวทาง 1 เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีความยอดเยี่ยม ไม่จำเป็นต้องไปแตะ อีกแนวทาง 1 เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา จำเป็นต้องแตะ
ท่าที 2 ท่าทีนี้แหละจะอยู่ในสายตาประชาชน

จุดพลุรวมขั้วเฉพาะกิจ

จุดพลุรวมขั้วเฉพาะกิจ



อ่านสัญญาณเฉพาะหน้า โรดแม็ปก็ไม่น่าจะพลิกโปรแกรมจากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ประกาศไว้ ปี 2562 คืนอำนาจสู่การเลือกตั้ง
หลังเงื่อนไขที่ค้างเติ่งคลี่คลาย ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รอกระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศใช้
พร้อมๆกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ได้ไฟเขียวไปก่อนหน้า
จะเหลือก็แค่การตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวันที่ 5 มิ.ย.นี้
กฎหมายลูกสำคัญๆ 4 ฉบับ ต่อแถวรอประกาศใช้เกือบครบแล้ว ถ้าหากไม่กรณีพิเศษ ปัจจัยสำคัญอื่นในบ้านเมืองทำให้พลิกผันอีก ก็พอจะฟันธงได้ คิวเลือกตั้งน่าจะเป็นไปตามที่ขึ้นกระดานไว้
รูปการณ์ก็คงจะเป็นไปอย่างที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม การันตีล่าสุด มั่นใจ “บิ๊กตู่” คงไม่ต้องออกคำสั่งมาตรา 44 ร่นเวลา “อย่างไรก็ทันเดือนกุมภาพันธ์ 2562”
หรือ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือกฎหมายรัฐบาล นับนิ้วบวกเงื่อนเวลา สรุป 11 เดือนสู่เลือกตั้ง
ดีเดย์กาบัตรลงคะแนน จะขยับไปก็ไม่กี่เดือน
เท่านี้สัญญาณตอบรับกระหึ่ม แต่อีกทางก็เพิ่มดีกรีป่วนจากขั้วการเมือง กระแทกแผนต่อตั๋ว “บิ๊กตู่”
ในห้วงที่ทีมงานแผน “ต่อตั๋วผู้นำ” เครื่องชักอืด ถึงแม้จะระดมเครือข่ายกองหนุนได้เนืองแน่น แต่ในที่สุดก็ยังแก้ไม่ตกกับเงื่อนปมสมการตัวเลข ยากจะปั่นยอดเข้าสูตรคณิตศาสตร์
รวมแต้มหนุน “บิ๊กตู่” ทะลุครึ่งสภาฯ ยังเป็นงาน “เข็นครก” ของทีมสร้าง
ล่าสุดยังมึนตึ้บเข้าไปอีก กับการที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศในวันเปิดตัวนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมล้างชนักผู้ที่ติดคดีในห้วงรัฐบาล คสช. รวมทั้งชูธงแก้กฎกติกาใหม่
จุดกระแส “รื้อรัฐธรรมนูญปี 2560”
แน่นอน คิวนี้ลำพังพรรคเพื่อไทยโดดร่วมวง “เอาด้วย” ไม่เท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่มั่นใจเครือข่ายแนวร่วมที่ถึงแม้วันนี้จะเข้าร่วมภารกิจหนุนแผนชู “บิ๊กตู่” ก็จริง แต่ในปมรัฐธรรมนูญมีโอกาสพลิ้วพลิกเหมือนกัน
รวมทั้งที่ไม่ชัวร์เอาเลย กับค่ายประชาธิปัตย์ มีโอกาสเกี่ยวจังหวะโหนกระแส
ยิ่งล่าสุด คนกลางๆอย่าง “เดอะป๋อง” สัญญา สถิรบุตร นักการเมืองเก๋าประสบการณ์ ทั้งเคยร่วมปลุกปั้นพรรคประชากรไทยยุครุ่งเรือง เคยร่วมค่าย ปชป. นั่งแท่น ผอ.พรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว รวมทั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีมาหลายยุค
อีกปรมาจารย์การเมืองระดับซือแป๋ที่คนในวงการคุ้นเคย ออกมาขายไอเดีย “ทางออกประเทศไทย”
ทั้งเสนอระบบ “ลูกขุนสภา” มีที่มาจากทุกองค์กรในบ้านเมือง เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาขัดแย้งในระบบ และตัดสินโดยประชาชน สูตรล้างวิกฤติลุกลามสู่การชุมนุมบนท้องถนนแบบช่วงที่ผ่านมา
ล่าสุด “เดอะป๋อง” ชูแนวคิดกับขั้วฝ่ายต่างๆมาหลายเดือน กับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎกติกาประเทศ ที่หลายฝ่ายมองว่ายังไม่เป็นประชาธิปไตย
ปลุกสูตรพิเศษ พรรคเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ พักรบชั่วคราว รวมตัวในรายการ “รวมการเฉพาะกิจ”
2 ค่ายใหญ่จับมือ “แก้รัฐธรรมนูญ”
เวลานี้เสียงตอบรับเริ่มดังเข้าหูทุกขั้วอำนาจ
โดยเฉพาะในห้วงที่ฝ่ายถือดุลท็อปบูตชักแกว่ง จากปัจจัยที่ขั้วการเมืองเริ่มคอนโทรลไม่นิ่ง และมีการโยนสูตรแชร์อำนาจ โมเดลรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลเฉพาะกิจ รัฐบาลเฉพาะกาล ออกมาถี่ในห้วงนี้
อีกทางก็เลยมองเป็นสารพัดสูตรแก้ทาง-แก้ลำเกมท็อปบูต “รวบยาว”
ทำเอาขั้วอำนาจพิเศษ อาจต้องปรับหมากเหมือนกัน.
ทีมข่าวการเมือง

แก้ปัญหาวินvsแก๊ปไบร์ท

(31พ.ค.)ทหาร หย่าศึก "วิน จยย" กับ Grab Bike ...ชี้ต้อง ป้ายเหลือง เท่านั้น รับผู้โดยสารได้....ให้ "พี่วิน" เข้า App ให้ลงทะเบียน 1กค.นี้ แต่ วิน หลายวิน ไม่ง้อ App ใช้ group Line แทน ชี้ ผู้โดยสาร คุ้นหน้า ไว้วางใจ และ อยู่ในพื้นที่

“ทหาร-ตำรวจ-กรมการขนส่งทางบก-วินจยย.-แกร็บไบค์” เปิดเวทีแก้ปัญหาจัดระเบียบวินจยย.รับจ้างสาธารณะระยะที่ 3 กรมขนส่งทางบก เตรียมเปิดรับลงทะเบียนรอบใหม่เริ่ม 1 กค.นี้ ด้านตัวแทนวินจยย.รับจ้างเปิดใจรับแอพพลิเคชั่น แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ส่วนแกร็บไบค์ ไฟเขียววินจยย.เข้าร่วม ส่วนสมาชิกเดิมต้องใช้ป้ายเหลือง รับผู้โดยสารตามกฎหมาย ขณะที่ป้ายขาวใช้ส่งของ-ส่งอาหารเท่านั้น/ วิน จยย. ยันไม่ต้องพึ่ง แอพ

ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11) พร้อมด้วยนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร และพ.ต.อ.เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ระยะที่ 3 

นายสนิท กล่าวว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย มทบ.11 กรมการขนส่งทางบก กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักเทศกิจกรุงเทพมหานคร มีการประชุมเพื่อเตรียมการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ระยะที่ 3 

ในส่วนของกรมการขนส่งทหารบกเตรียมเปิดรับลงทะเบียน สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ พร้อมยื่นเอกสารได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.- 31 ส.ค.61 ที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานครที่วินตั้งอยู่ 

ทั้งนี้แต่ละเขตจะเริ่มดำเนินการตรวจสอบสิทธิ์และออกหนังสือรับรองใช้รถจักรยานยนต์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ต.ค.61โดยจะตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงความเหมาะสมรอบด้าน
โดยเฉพาะการจัดตั้งวินใหม่ที่ต้องไม่ทับซ้อนเส้นทางวินเดิม 

ทั้งนี้ผู้ที่ลงทะเบียนไว้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามขั้นตอนภายใน 120 วัน และเมื่อได้รับหนังสือรับรองการใช้รถฉบับใหม่แล้วให้เร่งดำเนินการจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะก่อนเดือนก.พ.62

ด้าน พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่าในพื้นที่กทม.มีวินรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะที่จัดระเบียบไปแล้ว 5,800 วิน มีสมาชิก จำนวน 87,179 คน และในพื้นที่ปริมณฑล 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ รวมจำนวนวินรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะที่จัดระเบียบไปแล้ว 2,688 วิน มีสมาชิก จำนวน 63,944 คน 

นอกจากนี้กรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาระบบบริการขนส่งสาธารณะด้วยการเรียกใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นคู่ขนานเป็นอีกทางเลือกให้ผู้ใช้บริการเชื่อมั่นในความปลอดภัย และความสะดวกในการเรียกใช้บริการ จึงขอความร่วมมือประชาชนเลือกใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้องตามกฏหมาย

ด้าน ตัวแทนวินรถจักรยานยนต์สาธารณะ ระบุว่า เราไม่ได้ปฏิเสธแอพพลิเคชั่น แต่ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องใช้รถจักรยานยนต์ป้ายเหลืองสำหรับบริการประชาชนเท่านั้น 

นอกจากยอมรับว่าในส่วนของผู้ขับวินเองก็ต้องปรับตัวให้ได้ และดึงผู้โดยสารให้มาอยู่กับเรามากที่สุด เพราะเราสนิทกับผู้โดยสารมากกว่าแอพพลิเคชั่น

ขณะที่ตัวแทนแอพพลิเคชั่นแกร็บไบค์ กล่าวว่า ทางบริษัทได้ให้ความสำคัญกับ วินรถจักรยานยนต์สาธารณะ และผู้โดยสาร ซึ่งเราต้องหาช่องทางที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และพร้อมเดินหน้าแก้ไขไปด้วยกัน 

โดยยินดีให้วินรถจักรยานยนต์สาธารณะมาเข้าร่วมสมัครกับแอพพลิเคชั่น โดยจะมีสิทธิพิเศษให้ด้วย 

ส่วนสมาชิกเดิมที่ต้องการรับผู้โดยสารก็ต้องดำเนินการเป็นป้ายเหลืองตามกฎหมาย 

ส่วนผู้ที่ให้บริการโดยใช้รถป้ายขาวนั้นก็จะให้ส่งของและอาหาร เท่านั้น ไม่สามารถรับคนได้

เลนส์วินจักรยานยนต์ย่านสุขุมวิทกล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับการจะต้องเข้าไปอยู่ในแอพพลิเคชั่นเพราะเรามี LINE กลุ่มกับลูกค้ากลุ่มใหญ่อยู่แล้ว และเป็นคนในพื้นที่ที่ใช้กันอยู่เป็นประจำรู้จักหน้ากันไว้วางใจกันไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในแอพให้เสียเงินเพิ่ม

วิน จยย. เราอยู่คู่ประเทศไทยมา 40 -50 ปีแล้ว อีกทั้งคสช. ก็ได้จัดระเบียบและลงทะเบียนวินมอเตอร์ไซค์มาแล้วถึงสองครั้งก็ถือว่าดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งแอพพลิเคชั่นที่เปรียบเสมือน นายทุน
/

ยังเร็วไป

ปรับ ครม.?

"วิษณุ" บอก ยังเร็วเกินไป ที่จะพูด เรื่อง ปรับคณะรัฐมนตรี หลัง "ดอน" รมว.ต่างประเทศ โดน กกต.ชี้ขาดคุณสมบัติ เหตุ ภริยาถือหุ้นเกิน เผื่อมีคนอื่น โดนอีก... ส่วนตัวเอง รอดแล้ว ไม่ขาดคุณสมบัติ กรณีเป็น กรรมการสภามหาวิทยาลัยฯ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่เป็นหนึ่งใน 9 รัฐมนตรี ที่ถูกยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ว่า กกต.ได้แจ้งผลมาที่ตนนานแล้ว โดยระบุว่าตนหลุดจากข้อร้องเรียนและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการถือหุ้นเพราะไม่มีหุ้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สิน แต่ที่ถูกร้องเพราะดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยที่ห้ามรัฐมนตรีดำรงตำแหน่ง ส่วนกรณีของนายดอน ปรมัติถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่ถูกร้องนั้น คิดว่ากกต.คงแจ้งให้นายดอนทราบเอง ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญยกเว้นไว้ให้ ข้าราชการ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เป็นรัฐมนตรีได้ เป็นปกติเป็นไม่ได้

เมื่อถามถึงข้อสังเกตมติของกกต. 3ต่อ2 เสียง ชี้ว่านายดอน ขาดคุณสมบัติ แต่กกต.ขณะนี้เหลือเพียง 4 คน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ให้ไปถามจากกกต.ต่อข้อถามว่าแสดงว่ากกต.พิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ยังเป็นกกต. อยู่ใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่รู้ แต่แจ้งผลให้ตนทราบมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่นายสมชัย ยังอยู่ในตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่านายดอน ควรแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง หรือต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า รอสักพักให้ชัดเจนก่อน หากพูดไปแล้วกกต.ระบุว่ายังไม่มีมติจะยุ่ง ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ากกต.มีมติหรือยังไม่มี ต้องไปถามกกต.ไม่ใช่มาถามรัฐบาล เมื่อถามย้ำว่าหากกกต.มีมติชี้ว่านายดอนขาดคุณสมบัติจริง จะต้องปรับครม.หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า เร็วไปที่จะพูด

เมื่อถามว่ากรณีของนายดอน ซึ่งภรรยาเป็นผู้ถือหุ้น จะถือว่ามีความผิดในการปกปิดบัญชีทรัพย์สินด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่ถึงขนาดว่าเป็นความผิด”

“แต่หากถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ต้องทำหนังสือโอนหุ้นให้คนอื่นดูแลและต้องแจ้งให้ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) รับทราบ หากไม่แจ้งก็ผิด ส่วนรายละเอียด ให้ถามกกต. หรือนายดอนเอง” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่าหากนายกรัฐมนตรี สอบถามจะให้คำแนะนำข้อกฎหมายอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า จะตอบเหมือนที่ตอบกับสื่อ เมื่อถามย้ำว่าจะถึงขั้นต้องปรับครม.หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวย้ำว่า เร็วไปที่จะพูด รอให้ม้วนเดียวจบแล้ว

ปรับครม.

ตีความกันเอาเอง!!

"บิ๊กตู่" ยังไม่ตอบ ปรับ ครม.มั้ย หลัง กกต.ฟัน "ดอน"ขาดคุณสมบัติ แค่ ยกนิ้วโป้ง โชว์สื่อ คุย "สมคิด-วิษณุ" หาทางออก/ ชี้ยังทำหน้าที่ต่อได้ แต่จะลาออกหรือไม่ แล้วแต่"ดอน"เพราะ  มี รมช.กต. อยู่ และ "สมคิด" คุม กต.

  
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กรณี กกต.มีมติเห็นว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ขาดคุณสมบัติจากการเป็นรัฐมนตรี เพราะภริยาถือหุ้นเกิน5%แต่ไม่แจ้ง

 พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม แต่ได้โบกมือให้ 

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบ แต่ยกนิ้วโป้งให้ผู้สื่อข่าว ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ตีดภักดีบดืนทร์

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเช่นกัน พร้อมกับได้โบกมือ และ ทำสัญลักษณ์3 นิ้ว ไอเลิฟยูให้กับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดคุยกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ โดยนายวิษณุ ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบด้วย ว่า นาย
ดอน ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่จะแสดงสปิริต ลาออกหรือไม่ แล้วแต่ นายดอน แต่ มี รมช.กต. อยู่ และ นายสมคิด ก็ดูแล กต.