PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561

บอลโลก2018 นัดเปิดสนามคืนนี้


Sermsuk Kasitipradit
บอลโลก2018 นัดเปิดสนามคืนนี้ 22.00..Russia ..Sbornaya กับ Saudi Arabia..The Green Falcons...
โค้ชซาอุบอกเป้าหมายเก็บสามแต้ม ไม่ได้หวั่นเกรงเจ้าบ้าน..อันดับบอลโลกรัสเซียอยู่ที่70 ซาอุ อยู่ลำดับที่67..เป็นสองทีมที่อันดับบอลโลกต่ำสุด รัสเซียไม่ชนะใครเลยใน7เกมหลังตั้งแต่เดือนต.ค.60 ขณะที่ซาอุ 3เกมหลังแพ้อิตาลี เปรู และเยอรมนี..สถิติมีไว้ให้ทำลายหรือไม่ เจ้าภาพบอลโลกไม่เคยแพ้ในนัดเปิดสนาม หากแพ้ซาอุ โอกาสเข้ารอบต่อไปริบหรี่...เกิจดัง LAWRO จาก BBC ให้เจ้าภาพได้เปรียบด้านเสียงเชียร์ ฟอร์มสองทีมไม่ต่างกันมาก เจ้าภาพน่าจะพลิกเอาชนะ 2 -0....
////////////
(ข้อมูล)

ฟุตบอลโลก 2018 (อังกฤษ2018 FIFA World CupรัสเซียЧемпионат мира по футболу 2018) เป็นการแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลก ที่จะจัดขึ้นในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) โดยประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ นับเป็นการจัดครั้งแรกของรัสเซียและยุโรปตะวันออก และเป็นครั้งแรกที่ประเทศเจ้าภาพคาบเกี่ยวระหว่างสองทวีป คือ ยุโรปกับเอเชีย โดยการประกาศประเทศเจ้าภาพอย่างเป็นทางการมีขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ณ นครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับการประกาศประเทศเจ้าภาพ ปี 2022
คณะกรรมการจัดการแข่งขันของรัสเซียได้เตรียมการในการสร้างสนามฟุตบอลใหม่ถึง 9 แห่ง รวมกับสนามที่มีอยู่เดิม 7 แห่ง โดยมีสนามลุจนีกีเป็นสนามที่มีความจุมากที่สุด คือ 89,318 ที่นั่ง นอกจากนี้ สนามกีฬาโอลิมปิกโซชีที่สร้างเพื่อใช้ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 จะเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันในฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย
ผู้เล่น
ดูบทความหลักที่: ผู้เล่นในฟุตบอลโลก 2018
แต่ละทีมต้องส่งรายชื่อผู้เล่นเบื้องต้นในรอบแรก 30 คน จากนั้นส่งรายชื่อ 23 คนสุดท้ายจากรายชื่อผู้เล่นเบื้องต้น (ต้องมีผู้รักษาประตู 3 คน) ในการแข่งขันฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2017 ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน จนถึง 2 กรกฎาคม ค.ศ. 2017 เป็นการเล่นประเดิมก่อนฟุตบอลโลก 2018 ทีมจะต้องส่งรายชื่อผู้เล่น 23 คน (โดยต้องมีผู้เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตู 3 คน) หากมีผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บหรือเหตุผลอื่นที่ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ สามารถที่จะเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้ภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนที่จะแข่งขันนัดแรก ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในรายชื่อผู้เล่นเบื้องต้น[2]
สำหรับผู้เล่นเบื้องต้น 30 คน จะต้องมีเวลาเหลืออยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 21 และ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 ยกเว้นผู้เล่นที่เกี่ยวข้องในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2017 ที่จะเล่นในวันที่ 26 พฤษภาคม[3]

สิทธิการออกอากาศ

ในประเทศไทย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานแถลงข่าว ประเทศไทยเซ็นสัญญาคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018” ซึ่งจะจัดการแข่งขันขึ้นระหว่างวันที่ 14 มิ.ย. - 15 ก.ค. 2561 ที่ประเทศรัสเซีย โดยความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐบาล นำโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยภาคเอกชน 9 องค์กร ที่ร่วมลงทุนในครั้งนี้ ซึ่งการเจรจาที่ผ่านมามีความล่าช้าไปเล็กน้อย เนื่องจากคิงเพาเวอร์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนเจรจาในตอนต้น เพิ่งได้รับแจ้งถึงนโยบายข้อกำหนดของฟีฟ่าว่า จะเจรจาและลงนามในสัญญาเฉพาะกับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจบรอดแคสติ้งเท่านั้น ซึ่งในเวลาที่กระชั้นชิด เพื่อให้ฟีฟ่าอนุมัติได้รวดเร็ว จะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาระดับโลก จึงประสานให้บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด เป็นตัวแทนประเทศไทยในการเจรจา และลงนามในสัญญา ทำให้คนในประเทศไทยสามารถรับชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ครบทั้ง 64 แมตช์ โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง ทรูโฟร์ยู ช่อง 24อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 และช่อง 5[6]

ฟีฟ่าเผยพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2018 เชิญชมคอนเสิร์ต ร็อบบี้ วิลเลียมส์ ร็อบบี้ วิลเลียมส์นักร้องดังชาวอังกฤษ วัย 44 ปี ที่จะมาร้องเพลงกล่อมให้แฟนๆ ได้ฟัง โดยมี ไอดา การิฟูลไลนา ที่จะได้กลับไปรัสเซีย เพื่อเปิดการแสดงที่สำคัญที่สุดหนหนึ่งในชีวิต

โพลบอลโลก 2018 คนกรุงคาด ‘บราซิล’ คว้าแชมป์

โพลบอลโลก 2018 คนกรุงคาด ‘บราซิล’ คว้าแชมป์

รัสเซียออกกฎคุมเข้มช่วงบอลโลก
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพล สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2018 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,117 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2561 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่าประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพล กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต้องการสะท้อนความคิดเห็นในเรื่อง ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อฟุตบอลโลก 2018 มีกำหนดการแข่งขันตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 8 กรกฏาคม 2561 โดยมีประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ความคิดเห็นของประชาชนต่อฟุตบอลโลก 2018 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าทีมที่จะได้แชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 คือทีมชาติบราซิล เป็นอันดับหนึ่ง 21.9% อันดับที่สองคือทีมชาติฝรั่งเศส 16.1% อันดับที่สามคือทีมชาติสเปน 12.8% อันดับที่สี่คือทีมชาติโปรตุเกส 10.1% และอันดับที่ห้าคือทีมชาติอาร์เจนตินา 8.1%

ในส่วนของตำแหน่งดาวซัลโวกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่า ลีโอเนล เมสซี ทีมชาติอาร์เจนตินา เป็นอันดับหนึ่ง 20.4% อันดับที่สองคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ทีมชาติบราซิล 20.1% อันดับที่สามคืออองตวน กริซมันน์ ทีมชาติฝรั่งเศส 11.3% อันดับที่สี่คือแฮรี่ เคน ทีมชาติอังกฤษ 9.8% และอันดับที่ห้าคือคริสเตียนโน่ โรนัลโด้ ทีมชาติโปรตุเกส 9.3%

แต่เมื่อถามถึงทีมที่ชื่นชอบและติดตามเชียร์ทีมชาติเยอรมนี 22.6% เป็นอันดับแรก ทีมชาติสเปนเป็นอันดับที่สอง 12.7% อันดับสามคือทีมชาติฝรั่งเศส 11.2% อันดับที่สี่คือทีมชาติโปรตุเกส 11.1% และอันดับที่ห้าคือทีมชาติอังกฤษ 9.5%

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 กับคนในครอบครัวมากที่สุด 37.0% อันดับที่สอง คือเพื่อนๆ 35.0% อันดับสามคือ คนรัก/แฟน 15.2% และอันดับสุดท้ายคือ คนเดียว 12.8% และสถานที่ที่คิดว่าจะรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่บ้านตนเองมากที่สุด 44.1% อันดับที่สองคือร้านอาหาร 22.4% อันดับสามคือบ้านเพื่อน 17.7% และอันดับสุดท้ายคือสถานบันเทิง 15.8%

และคิดว่าในช่วงเวลาการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ทำให้มีการพนันฟุตบอลมากยิ่งขึ้น 65.5% ไม่ใช่ 19.9% และไม่แน่ใจ 14.6% ซึ่งความเห็นต่อประเด็นปัญหาการพนันในฟุตบอลโลกนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้มงวดในการป้องกันไม่ให้มีการพนันฟุตบอลในช่วงเวลาการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ 58.5% ไม่อยาก 25.6% และไม่แน่ใจ 15.8%

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ชอบคำด่ามากกว่าคำชมเคลือบยาพิษ

“บิ๊กตู่” เผย  ชอบ คำด่า มากกว่า “คำชมที่เคลือบแฝงไปด้วยยาพิษ “

“หลายคน ไม่อยากฟัง ผม และรัฐบาลพูด เพราะต้องไปใช้เวลาติดตามหวย 30 ล้านว่า ใครมันโกง หรือดาราคนนี้เลิกกับคนนี้ 

ท้ายสุดก็ลืมว่าตัวเองคิดอะไร รัฐบาลพูดอะไร ก็ไม่รู้อีก แล้วกลับมาด่ารัฐบาล ด่ากันเองนี้แหละ 

“ผมยินดีรับคำด่า คำว่าทุกวัน มากกว่าคำชมที่เคลือบแฝงไปด้วยยาพิษ “

ต้องจริงใจต่อกัน คนเราพูดแล้วทำ สำคัญ และความรับผิดชอบ ความจริงใจที่ผมทำให้กับท่าน ผมไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดทำงาน คณะรัฐมนตรีทุกคนของผมเหมือนกัน” 

พล.อ.ประยุทธ์ เปิดปฏิบัติการโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยศาสตร์พระราชาตามแนวทางประชารัฐ ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ขยันสัญจร

ขยันสัญจร



เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ควบ หน.คสช.ผูกขาด อำนาจเบ็ดเสร็จแต่ผู้เดียว
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลสาธารณะ ย่อมต้องโดนกระแสวิจารณ์โจมตีติฉินนินทาเป็นธรรมดา
ล่าสุด การยกขบวนไปจัดมหกรรม ครม.สัญจรภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ ก็ต้องเจอกระแสโจมตีว่าไปหว่านงบหาเสียงล่วงหน้า ตามแผนสืบทอดอำนาจ คสช.
มันก็มีส่วนจริงอย่างเค้าว่านั่นแหละโยม
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าการที่ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ขยันลงพื้นที่ตรวจราชการ และพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศไทย...เป็นเรื่องที่ดี
จะได้เห็นของจริงด้วยตา และได้ฟังปัญหาชาวบ้านด้วยหูตัวเอง
ปัญหาคือการจัดประชุม ครม.สัญจร ส่วนใหญ่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่มีโอกาสได้สัมผัสสภาพปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริง
เพราะมีการจัดฉากผักชีโรยหน้าตามธรรมเนียมไทยๆ
แต่ถึงกระนั้น...การประชุม ครม.สัญจร ย่อมเกิดประโยชน์อยู่ดี เพราะต้องมีการอัดฉีดงบเพิ่มเติมตามที่จังหวัดและประชาชนในพื้นที่เสนอมา
ในการจัดประชุม ครม.สัญจร ล่าสุด (จังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์) มีสารพัดโครงการรวมวงเงินกว่าห้าหมื่นล้านบาทเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา
หลายโครงการเป็นวาระเร่งด่วน หลายโครงการน่าสนใจ แต่หลายโครงการก็ฝันเฟื่องเกินจริง
ถ้าไม่นับโครงการรถไฟรางคู่ ลพบุรี-ปากนํ้าโพ 145 กม. มูลค่า 20,000 ล้านบาทที่เริ่มเดินหน้าไปแล้ว
“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตเลือกจิ้มอีก 2 โครงการที่เห็นว่ารัฐบาล คสช.ควรเร่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างที่ฉายหนังโฆษณา
1,โครงการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัด พิจิตร แหล่งนํ้าใหญ่อันดับ 3 ของประเทศไทย
เดิมบึงสีไฟ มีพื้นที่กักเก็บนํ้ามหา-ศาลถึง 12,000 ไร่ แต่ถูกบุกรุกจนเหลือพื้นที่เพียง 5,390 ไร่เท่านั้นเอง
เท่ากับพื้นที่เก็บนํ้าหายไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
แถมบึงสีไฟถูกปล่อยปละละเลยจนมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักนํ้าจืดเพื่อการเพาะปลูก และการบริโภคได้เลย
“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่น พล.อ.ประยุทธ์ เร่งฟื้นฟูบึงสีไฟให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้เป็นผลงานชิ้นโบแดงโค้งสุดท้ายของรัฐบาล คสช.
2,โครงการปฏิรูปบึงบอระเพ็ด แหล่งเก็บกักนํ้าจืดใหญ่ที่สุดของประเทศ ไทย เคยมีพื้นที่ใหญ่โตมโหฬารกว่า 132,837 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คืออำเภอเมือง อำเภอชุมแสง และอำเภอท่าตะโก
ล่าสุดบึงบอระเพ็ด (ที่เคยมีจระเข้ชุม) ถูกบุกรุกจนเหลือพื้นที่นํ้าเพียง 32,285 ไร่
เท่ากับพื้นที่บึงบอระเพ็ดหายไป 70 เปอร์เซ็นต์
จากที่เคยเก็บนํ้าจืดได้กว่า 180 ล้าน ลบ.เมตร วันนี้บึงบอระเพ็ดเก็บนํ้าจืดได้ 30 ล้าน ลบ.เมตรเท่านั้นเอง
“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่าเมื่อต้นปี 2559 “พล.อ.ประยุทธ์” เคยยกขบวน ครม.สัญจรไปสำรวจบึงบอระเพ็ดด้วยตัวเอง และมีมติ ครม.ให้เร่งฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดให้คืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว
ผ่านไปแล้ว 2 ปี โครงการฟื้นฟู บึงบอระเพ็ดเสร็จหรือยัง??
พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตรวจการ บ้านตัวเองซะที.
“แม่ลูกจันทร์”

‘แต้มต่อ’ในสนามจริง

‘แต้มต่อ’ในสนามจริง



เข้าวัดทำบุญ หาพระหาเจ้าเอาฤกษ์เอาชัยในวันพระ
ตามโปรแกรมแทรกคิวพิเศษไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ก่อนประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดนครสวรรค์ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้แวบไปกราบนมัสการ “หลวงปู่ลี” เจ้าอาวาสวัดหัวตลุกวนาราม อำเภอลาดยาว เกจิอาจารย์ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
พร้อมกันนั้นยังมีช็อตน่ารักๆแบบที่นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสบีบนวดขาให้เกจิดังเมืองปากน้ำโพ และได้ของดีเป็น “คชสิงห์หลวงปู่ลี” ติดไม้ติดมือกลับมาเป็นสิริมงคล
เรื่องของเรื่องประเมินจากภาพข่าวการเดินสายประชุม ครม.สัญจรที่พิจิตรและนครสวรรค์ สังเกตได้เลยว่า ผู้นำ คสช.อารมณ์ดี รอยยิ้มเริ่มกลับมาเจือบนใบหน้า
ขึ้นรถไฟทักทายประชาชนสองข้างทาง รำวงย้อนยุคกับผู้เฒ่าผู้แก่
พูดแหย่เย้าหยอกล้อกับชาวบ้านไปยันโอภาปราศรัยกับนักการเมือง อดีต ส.ส.ในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงที่มารอต้อนรับอย่างไม่มีฟอร์ม ไม่มีสคริปต์ ปล่อยมุกอย่างอารมณ์ดี
นี่แหละคือความเป็นตัวตนของ “นายกฯลุงตู่”
“จุดขาย” ตามธรรมชาติที่ไม่ด้อยไปกว่านักการเมืองอาชีพ
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ “บิ๊กตู่” คนที่ทำเนียบรัฐบาล ที่หน้าบึ้ง เสียงเขียว อารมณ์บูดเบี้ยวตลอด 2–3 สัปดาห์ เพราะอาการเสพโซเชียลมีเดียมากเกินไป
เครียดกับไซเบอร์ วอร์ แนวรบที่ฝ่ายต่อต้านลากเข้าไปรุมสกรัม
ทีมยุทธศาสตร์ต้องรีบดึง “นายกฯลุงตู่” กลับมาสู่เกมของตัวเอง
และแน่นอน มุมแบบนี้ก็ต้องเป็นเซียนการตลาดระดับ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ที่ประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้ “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ตามจังหวะต้องออกแรงกระตุกกระแส เบรกอารมณ์กันตั้งแต่ช็อตที่เครือข่ายชาวนาประชารัฐ “เฟรนด์ ออฟ สมคิด” เข้าให้กำลังใจนายกฯที่ทำเนียบรัฐบาล และในการประชุม ครม.สัญจร “สมคิด” ก็คือคนดีลนักการเมืองเข้าร่วมฉาก สร้างบรรยากาศดีๆแบบที่ได้ทั้งมุมการบริหารราชการและบริการแต้มทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่ “จอมยุทธ์กวง” คอยกำกับคิวให้ผู้นำอยู่ในโหมดตุน “แต้มบวก”
และถึงตรงนี้ “ลุงตู่” ได้ผ่านด่านทดสอบ “แรงกระแทก” ทางการเมืองเบื้องต้น ก่อนลงสนามจริงไปแล้ว ตามแนวโน้มโลกสมมติในโซเชียลมีเดียที่สะท้อนว่า “ลุงตู่” ตกเป็นรองสงครามชิงกระแส
แต่นั่นก็ตรงกันข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริงที่ “ลุงตู่” กำลังถือแต้มต่อ
ประเมินเกมรุกคืบชิงพื้นที่ในสนามเลือกตั้ง กับคำสั่งหัวหน้า คสช.คืนตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ประกอบด้วย 1.นายสถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร 2.นางมลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร 3.นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ 4.นายชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร
แน่นอน มันคงไม่ใช่ปกติธรรมดาที่อยู่ๆจะหักมุมคืนเก้าอี้กันง่ายๆ
ตามรูปการณ์แบบที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ ต้องเป็นข้อแลกเปลี่ยนสำคัญ
เอาเป็นว่า เช็กข่าววงใน วงการนักเลือกตั้งขาใหญ่ยอมรับ 4 คน 4 จังหวัดที่ได้ตั๋วกลับมานั่งคุม อบจ.
ล้วนแล้วแต่ “ใจนักเลง” พูดคำไหนคำนั้น
นั่นหมายถึง ถ้ามีการตกปากรับคำกันจริงๆ แค่แลกกับการไม่หนุนตัวปัญหาของทหาร คสช. นั่นคือลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” ก็ถือว่า มีผลต่อเกมการเลือกตั้งแล้ว
ส่วนเป้าหมายที่ลึกไปกว่านั้น หากถึงขั้นดึงเข้าหนุนค่ายพลังประชารัฐ ก็ผู้นำท้องถิ่นนี่แหละ “ของแท้” ที่กุมฐานคะแนนเลือกตั้งในต่างจังหวัดอย่างแท้จริง
เสียงแน่น ชัวร์กว่าอดีต ส.ส. โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเภท “นกแล” ของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องอาศัยกระแสพรรค เครดิต “นายใหญ่” ไม่มีแต้มนิยมส่วนตัว
ถ้าย้ายพรรคเป็นสอบตก ไม่มีมูลค่าทางการตลาดอย่างแท้จริง
เมื่อ “ลุงตู่” ล็อกผู้นำท้องถิ่นเป็นแนวร่วม สนามเลือกตั้งใหญ่ก็เข้าทาง
และนี่แค่ประเดิมชุดแรก ตามรูปการณ์ที่ฟังจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย จะมีการทยอยคืนตำแหน่งให้ผู้นำท้องถิ่นที่ผลสอบสวนยืนยันไม่มีปัญหาทุจริต
ยังมีจ่อตามมาอีกหลายลอต หลายจังหวัด
ตามแนวโน้มน่าจะปล่อยให้ผู้นำท้องถิ่นชุดเดิมได้บริหารต่อไป โดยยังไม่มีการเลือกตั้ง ภายหลังงานพัฒนาท้องถิ่นสะดุดมานาน
2–3 ปี ถนนหนทางชำรุดไม่มีคนดูแล แก้ปัญหาชาวบ้านเดือดร้อน
เป็นแรงสะท้อนทำให้เกิดภาวะต่อต้านรัฐบาล
โจทย์สำคัญของ “แต้มจริง” ที่ต้องเคลียร์ก่อนเข้าโหมดเลือกตั้ง.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กป้อมคุยเอง

“บิ๊กป้อม” คุยเอง

นายกฯ มอบ “บิ๊กป้อม”นั่งหัวโต๊ะ คุยกับนักการเมืองเอง ปลายมิย.นี้  บิ๊กป้อม เผย ผมจะคุยเอง ถกปลดล็อค รอบแรกเอง แต่จะแค่ให้พรรคการเมือง จัดประชุมและจัดการสมาชิกพรรค เท่านั้น ยังไม่ให้หาเสียง  ต้องรอกม.ลูกเสร็จก่อน เชื่อไม่มีปัญหา คุยนักการเมือง แต่ไม่ให้ Liveสด ชี้ไม่มา ก็ไม่ต้องมา ก็พูดคุยกันก่อน จะมาLive สดอะไรล่ะ เชื่อไม่มีปัญหา ระดับโลกเขายังทำอะไรกันได้เรียบร้อย ของเราแค่นี้

ครม.สัญจรใต้

จับตา ครม.สัญจร ปักษ์ใต้

"บิ๊กป้อม" ปัด ครม.สัญจรใต้ เอื้อประโยชน์ "พรรคลุงกำนัน" ยัน ดูแลเท่าเทียมกัน นายกฯแจก งบฯทุกภาค

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่มีแผนจะลงภาคใตั ในเดือนหน้า อาจถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บางพรรคการเมือง ที่มีฐานเสียงที่ภาคใตั  นั้น ว่า  ไม่หรอก เราทำเหมือนกันทุกภาค ไม่ได้ไป เอื้อประโยชน์ใคร  เราก็ไปประชุมของเรา

“นายกฯ ก็ไปเยี่ยมประชาชน ไปดูแลประชาชน เอางบประมาณไปให้ทุกภาค ให้ทัดเทียมกัน  ไม่มีการได้มากได้นัอย” พลเอกประวิตร กล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ครม.สัญจร เดือนหน้า จะลงใต้ จนทำให้ถูกจับตามองว่า จะเอิ้อประโยชน์ให้ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มีจุดยืน สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ และ คสช.ตลอดมา หรือไม่

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ครม.ตีกลับ เพิ่มบำเหน็จ 600 คสช.

ครม.ตีกลับ เพิ่มบำเหน็จ 600 คสช.”บิ๊กตู่” ให้ลดลงอีก เท่าที่จำเป็น ไม่ต้องรีบ!!
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สลธ.คสช.) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาอนุมัติบำเหน็จประจำปี 2 ขั้น นอกเหนือโควต้าปกติให้เจ้าหน้าที่ในคสช. ว่าคณะรัฐมนตรียังไม่อนุมัติ โดยให้คสช.ไปดูเรื่องของความจำเป็นของการทำงาน และเรื่องของจำนวนคนที่เสนอมา 600 นาย ที่ถือว่าลดลงมาเป็นลำดับ
จากปีแรกที่มี 1,000 คน แต่นายกฯระบุว่าควรลดได้มากกว่านี้ โดยให้ดูเท่าที่มีความจำเป็น
ส่วนจะเสนอ ครม.กลับมาเมื่อไหร่นั้น ยังไม่มีกำหนดตายตัว ไม่ต้องรีบเร่งเพราะครอบคลุมเวลาตั้งแต่ 1 ต.ค.60 จนถึงวันที่ 30 ก.ย.61

“บิ๊กตู่” ปฏิรูปตำรวจ ต้องไม่มีซื้อเก้าอี้

ใช้Fast Track
“บิ๊กตู่” ปฏิรูปตำรวจ ต้องไม่มีซื้อเก้าอี้ ชี้ “ตรงนี้ทหารเขาทำได้ ตำรวจก็ต้องทำได้”....เปรย ใช้Fast Track ในกองทัพ ไม่อย่างนั้น ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวภายหลังการประชุมครม.สัญจร ว่า ได้สั่งการได้ที่ประชุมถึงเรื่องการปฏิรูปตำรวจ 1 ปีที่ผ่านมา ทำในสิ่งที่ทำได้ก่อน
ส่วนเรื่องการแต่งตั้ง ขอให้เกิดความชัดเจน ต้องไม่มีการทุจริตเรียกเงินเรียกทอง มันมีวิธีการอยู่
“ตรงนี้ทหารเขาทำได้ ตำรวจก็ต้องทำได้”
ฉะนั้นมันมีทั้ง 2 อย่างคือ จริงบ้างไม่จริงบ้าง บางอย่างก็ไม่บอกกัน บางอย่างก็อ้างกัน
ฉะนั้น จะทำอย่างไรนั้น ผมมอบหมายไปแล้ว การแต่งตั้งต้องเป็นธรรม ซึ่งมีสัดส่วนของมันอยู่ ทั้งเรื่องอาวุโส และความเหมาะสม ซึ่งต้องมีfast trackขึ้นมาด้วย หากเอาความอาวุโสอย่างเดียวบางทีมันไม่ได้
“ทหารก็เหมือนกัน บางทีเราอาวุโสอย่างเดียว มันก็อาจไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องเตรียมคนรุ่นใหม่ไว้พร้อมกัน ไม่เช่นนั้นความอาวุโสที่เท่ากัน เมื่อขึ้นมาแล้วเกษียณพร้อมกันหมด ไม่เกิดความต่อเนื่องจึงต้องดูสัดส่วนตรงนี้ให้เหมาะสม”

ของดีต้องแพง

ของดีต้องแพง



หากหวังจะสืบทอดอำนาจ คสช. หลังเลือกตั้งต้นปีหน้าให้ยาวว์ว์ไปสุดซอย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเวลาเหลืออีก 8 เดือน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
ต้องดันราคาสินค้าเกษตร (ข้าว ยาง ปาล์ม ข้าวโพด ฯลฯ) ให้ขยับขึ้นพรึ่บพรั่บพร้อมกันทุกตัว
นี่คือ “โจทย์หิน” ที่รัฐบาลบิ๊กตู่ กำลังเร่งปลํ้าฟัดสุดลิ่มทิ่มประตู
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า โชคดี ปีนี้ราคาข้าวไทยดีขึ้นผิดหูผิดตา ทำให้ นายกฯบิ๊กตู่ เบาใจไปได้อีกหลายกิโล
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ออกมาฟันธงว่าปีนี้จะเป็น “ปีทองของตลาดข้าวไทย” เนื่องจากต่างประเทศแห่กันสั่งซื้อข้าวไทยจนหัวกระไดเป็นมัน ทั้งแอฟริกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง และมาเลเซีย ฯลฯ
โดยเฉพาะพี่เบิ้มจีนกระหน่ำซื้อข้าวไทยไปแล้ว 6 แสนตัน และกำลังเจรจาจะเซ็นสัญญาซื้อข้าวลอตใหญ่เพิ่มอีก 1 ล้านตัน
ส่งผลให้ปีนี้ไทยส่งออกข้าวสูงทะลุเป้า 10 ล้านตัน!!
สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 5 แสนตัน
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า แนวโน้มตลาดข้าวไทยจะสดใสต่อไปอีก 2 ปี ช่วยให้พี่น้องชาวนา ซึ่งขาดทุนบักโกรกมาหลายปี มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ
โดยเฉพาะข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาพุ่งกระฉูดไปถึง 18,800 บาทต่อตัน สูงกว่าราคาเฉลี่ยปีก่อนถึง 7,000 บาทต่อตัน
การที่ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิทำสถิติสูงที่สุดในรอบ 10 ปี เป็นใบเสร็จยืนยันว่า ข้าวหอมมะลิไทย ยังผูกขาดตำแหน่งแชมป์ข้าวตลาดพรีเมียมต่อไปอีกยาวนาน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ยิ่งข้าวหอมมะลิไทยขายดี และขายได้ราคาแพง ยิ่งทำให้ประเทศคู่แข่งเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย
เพื่อขายตัดราคาแย่งตลาดข้าวไทยกันอึกทึกครึกโครม
ที่กำลังมาแรงคือ “ข้าวหอมดอกมะลิ” และ “ข้าวดอกลำดวน” ของกัมพูชา ซึ่งใช้สายพันธุ์เดียวกับข้าวหอมมะลิไทย
ที่แสบติ่งยิ่งกว่าคือ “เวียดนาม” ซึ่งจ้องตัดราคาแย่งตลาดข้าวไทยทั้งตลาดล่างและตลาดบน
“เวียดนาม” เอาพันธุ์ข้าวดอกมะลิของกัมพูชา (ซึ่งมาจากพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทย) ไปพัฒนาพันธุ์ใหม่เป็น “ข้าวหอมมะลิเวียดนาม”
ขายตัดราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิไทยถึง 200 เหรียญต่อตัน!!
อ้อ...ยังมีข้าวหอมมะลิพม่า เริ่มส่งออกช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทยเพิ่มอีกราย
ล่าสุด มีข้าวหอมมะลิอเมริกา เรียกว่า “อเมริกัน จัสมิน” พัฒนาสายพันธุ์จากข้าวหอมมะลิไทย เริ่มแผ่พังพานบุกตลาดข้าวพรีเมียม ฮ่องกง และฟิลิปปินส์
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า แม้จะถูกคู่แข่งตัดราคาแย่งตลาดข้าวไทยกันอุตลุด
แต่ “จุดแข็ง” อยู่ที่คุณภาพข้าว หอมมะลิไทยยังเหนือกว่าข้าวหอมมะลิคู่แข่งครึ่งช่วงตัว
ปัญหาอย่างเดียว ข้าวหอมมะลิไทยยุคปัจจุบันกลิ่นไม่หอมติดลิ้นเหมือนข้าวหอมมะลิไทยเมื่อ 10 ปี 20 ปีที่ผ่านมา
เพราะปุ๋ยเคมีทำให้ความหอมดั้งเดิมหอมธรรมชาติ หอมเป็นเอกลักษณ์เจือ
จางลง
“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่า ถ้าไม่รักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยให้คงเส้นคงวา
ตลาดข้าวหอมมะลิไทยต้องเจอศึกหนักแน่นอน
โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิเวียดนาม ประมาทไม่ได้นะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้

ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้



โฟกัสทั่วโลกมุ่งเป้าสายตาไปที่เกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์
ช็อตประวัติศาสตร์การประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กับประธานาธิบดีคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ
เพื่อแนวทางสันติภาพ ยุติการก่อสงครามนิวเคลียร์
“ทรัมป์-คิม จอง อึน” เงื่อนไขสถานการณ์ขัดแย้งระดับโลก ที่ไม่คิดว่าจะโคจรมาเจอกันได้ ยังเกิดขึ้นแล้ว ตามแนวโน้มเงื่อนไขสถานการณ์ที่ย้อนกลับมาวิกฤติการเมืองในประเทศไทยที่แตกแยกกันมากว่า 10 ปี
มันก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
ในสถานการณ์ถ้าขั้วขัดแย้งอย่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” จะหันกลับมาจูบปาก หักมุมปรองดอง ยุติการแย่งชามข้าวในหมู่นักการเมืองอาชีพ
รวมหัวเพื่อชิงอำนาจทางการเมืองคืนจากขั้วอำนาจ คสช.
เรื่องของเรื่อง จับอาการล่าสุดของเซียนการเมืองตัวพ่อระดับนายชวน หลีกภัย ประธานกุนซือพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งใจออกมาซัดใบมีดโกนใส่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โทษฐานชักชวนให้นักธุรกิจตั้งพรรคการเมืองกันเยอะๆ
ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะส่งผลดีต่อระบบการเลือกตั้ง
ซึ่งก็ไม่แน่ใจความหมายแฝงของนายชวนที่ไม่ชอบให้มีพรรคการเมืองมากๆเพราะเหตุใด เพราะตามหลักการมันก็มีคำถามย้อนแย้งในที ถ้าพรรคการเมืองเดิมดีอยู่แล้ว ก็คงไม่จำเป็นต้องมีพรรคใหม่มาเป็นทางเลือก หรืออีกมุมทุกคนควรมีส่วนร่วมกับการเมือง ไม่ใช่จำกัดแค่นักการเมืองมิใช่หรือ
ไม่บ่อยนักที่เจ้าหลักการอย่างนายชวนจะออกหมัดหลวม เปิดช่องให้โดนโต้ง่ายๆ
ประเด็นสำคัญจริงๆเลยก็คือ อาการของมวยเก๋าอย่างนายชวน เหมือนเงื้อหมัดมาตั้งแต่บ้าน
พุ่งเป้าใส่ “สมคิด” อย่างชัดเจนและโจ่งแจ้ง
และแน่นอน มันไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะมองได้ นอกจากเหลี่ยมเกมการเมือง
เรื่องของการเตะตัดขา งานนี้นายชวนยิ่งกว่าตั้งใจ “เจาะยาง” นายสมคิด พาลกระแทกชิ่งขาค้ำยันสำคัญของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
หลังเป็นที่ประจักษ์แล้ว นายสมคิดคือผู้มีบทบาทสำคัญทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง
ในฐานะขุมพลังเดินเครื่องให้ “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
“ชวน” เปิดเกมล่อเป้า “สมคิด” โดยไม่สนความเป็นแนวร่วมฝ่ายเดียวกัน ตรงกันข้ามกลับเป็นการช่วยตอกย้ำซ้ำเงื่อนไขสถานการณ์กระแสอุปาทานหมู่ปมเศรษฐกิจปากท้อง
เข้าเหลี่ยมขุมข่าย “ทักษิณ” ที่ทั้งโห่ทั้งแห่กระแสขย่ม “สมคิด” เย้ยฝีมือเศรษฐกิจรัฐบาล “ลุงตู่” บ้อท่าอย่างเนียนๆ
ปรมาจารย์ชวน” แตะมือแท็กทีมกับยี่ห้อ “ทักษิณ” โดยอัตโนมัติ
ปฏิบัติการฟัดเป้าหมายร่วมคนเดียวกันคือ “จอมยุทธ์กวง”
ถ้าเตะตัดขา “สมคิด” ร่วง ก็หมายถึง “ลุงตู่” นั่งร้านพังเท่านั้นเอง
และนั่นก็โยงเป็นเหตุเป็นผลรองรับ กับการที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดชัดเลยว่า จะผลักดันให้ใส่ชื่อปรมาจารย์ชวนเป็น 1 ใน 3 บัญชีนายกฯของพรรคประชาธิปัตย์
ตั้งแท่นแต่งตัวให้ผู้อาวุโสไปนั่งรอเทียบแต่หัววัน
เพราะมันมีโอกาสไม่น้อยที่สถานการณ์จะเดินไปสู่เส้นทางบังคับ ถนนเส้นเดียวที่จะกลับสู่เกมอำนาจ “นายใหญ่” จำเป็นต้องยอมจับมือกับประชาธิปัตย์โค่น คสช.
ดันปรมาจารย์ชวนขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี ตามรอย “ปู่มหาเธร์ โมฮัมหมัด” แห่งมาเลเซีย
โดยไม่จำเป็นที่นายชวนจะต้องหวนมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หักหน้า “ศิษย์รัก” อย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ให้เสียผู้เสียคนทางการเมือง
และตามท้องเรื่องที่แรงเสียดทานทีมของ “สมคิด” เริ่มยกระดับขึ้น
ตามจังหวะการขยับของทีม “FOS” หรือ “เฟรนด์ ออฟ สมคิด” ที่ยกขบวนเครือข่ายชาวนาประชารัฐ เข้าให้กำลังใจ “ลุงตู่” สู้กับแรงเสียดทานฝ่ายต้านถึงในทำเนียบรัฐบาล
ล่าสุดนายวันชัย บุนนาค ทนายความอิสระ ได้เข้ายื่นหนังสือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อติดตามทวงถามความคืบหน้าคดีฟอกเงินจากการทุจริตโครงการอนุมัติปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร
ไล่บี้ให้เอาผิดกับนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะอดีตกรรมการ (บอร์ด) แบงก์กรุงไทยที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ
รับน้อง “ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” ตั้งแต่ไก่โห่เลย.
ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

“ไพบูลย์”หนุนผอ.พศ.สอบบัญชีเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ

“ไพบูลย์”หนุนผอ.พศ.สอบบัญชีเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ส่งหนังสือให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาศนา(พศ.)ทุกจังหวัด เข้าสำรวจบัญชีวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยพระภิกษูต้องไม่ถือเงินสด แต่นำเงินเข้าส่วนกลางของวัดทันที พร้อมกับให้เข้าสัมภาษณ์การจัดการบัญชี บันทึกเป็นวีดีโอส่งข้อมูลแจ้งให้ พศ. ทรายภายในวันที่ 11 มิ.ย. และหากสำรวจแล้วปรากฏว่าไม่มีวัดใดดำเนินการต้องแจ้งให้ทราบด่วน ว่า ตนถือว่าเป็นการนับหนึ่งที่แท้จริงของการปฏิรูปวงการสงฆ์ไทย ที่ประชาชนจะจับต้องได้อย่างรูปธรรมในการแสวงหาข้อมูลว่าวัดไหนเป็นวัดที่ดี ปฎิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ที่ระบุในวรรคแรกของ พ.ร.บ.สงฆ์ ได้บัญญัติไว้ว่าทรัพย์สินต้องเป็นของวัด ซึ่งเจ้าอาวาสหรือพระ รับเงินถวายมาถือว่าอาบัติ แต่ไม่ใช่ว่าพระจับเงินไม่ได้เลย แต่เมื่อรับมาแล้วต้องรีบสละให้เป็นส่วนกลาง เป็นของวัด ซึ่งหากเอาของวัดมาใส่บัญชีตัวเองเท่ากับยักยอกทรัพย์
“ยกตัวอย่างเจ้าอาวาสวัดที่ดี ที่ปฎิบัติตามหลักธรรมวินัยมาตลอด เช่น ท่านพุทธทาส ภิกขุ, หลวงปู่ชา และพระพยอม กัลยาโณ เป็นต้น คนไทยจะได้รู้ว่ามีวัดที่ดีเท่าไหร่ และอีกหลายวัดเป็นอย่างไร ซึ่งพระประพฤติผิดธรรมวินัยมีหลายวัดให้ตรวจสอบ ถ้าไม่มีบัญชีส่วนกลางถือว่าพระในวัดนั้นล่วงละเมิดพระธรรมวินัยทั้งหมด เพราะที่ผ่านมากรรมการมหาเถระไม่เคยวางกฎระเบียบ จึงเอาทรัพย์สินวัดมาเป็นของตัวเอง ซึ่งเจ้าอาวาสใหญ่ๆ โตๆ ก็นั่งเป็นกรรมการมหาเถระ ทำให้ลุกลามไปเอางบแผ่นดิน รับไปเป็นของตัวเอง บ้างก็เอาเงินวัดไปฝากไว้ซื้อรถเบนซ์ อย่างนี้ผิดระเบียบสงฆ์ชัดเจน ซึ่งการบวชพระจะต้องไม่มีเงิน แต่กับไปยึดถือเงินเป็นของตัว แล้วจะเห็นพระผู้ใหญ่ชอบอ้าง ว่าเงินมันมาเองคนมาถวายไม่รับขัดศรัธรา แต่มีกติกาอยู่ในพระธรรมวินัยที่เขียนไว้ว่าแล้วให้สละเป็นของวัด ไม่ยึดเป็นของส่วนตัว หากพระทำได้ตามนี้ปัญหาไม่มีทั้งเรื่องเงินทอนวัดและสีกาด้วย” นายไพบูลย์ กล่าว
หัวหน้พรรคปฏิรูปประชาชน กล่าวว่าส่วนที่อ้างว่าต้องไปศึกษาพระธรรมต่างประเทศ อยากถามว่าบวชพระเพื่อสละ ไม่ใช่มาสะสม ก็มาบอกว่าไปสังเวชนียสถาน มีคนจัดการให้ เป็นเรื่องแก้ตัวกันไป แต่มาเอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ อันนี้แก้ตัวไม่ได้

เด็กไม่ฟังไม่รู้จัก

ไม่ต้องมารักผม ไม่ต้องฟังผม ก็ได้?

“บิ๊กตู่" โวย เพจดังในโซเชียลฯ"ไปถามเด็กๆ  รู้จัก “บิ๊กตู่”มั้ย ซัดไปถาม เด็กเล็ก ๆ อนุบาล จะไปรู้เรื่องอะไร” เด็กปิดทีวี.เวลา บิ๊กตู่ โผล่จอทีวี. แล้วเอามาแชร์กัน  ชี้ นี่คือโซเชียลมีเดีย ไม่สร้างสรรค์ ยัน ไม่ต้องมารัก จะไม่ฟังผมก็ได้ แต่ไม่เห็นต้องมาเขียนแบบนี้ 

          
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวตอนหนึ่งระหว่างพบประชาชน ที่ บึงสีไห เมือง พิจิตร ว่าเรื่องราคาข้าวอย่าให้ใครมาบิดเบือน ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็แย่ วันนี้รัฐบาลทำทุกมิติที่จะขายข้าว แต่เรื่องการทุจริตก็ต้องไล่กัน แต่ต้องแยกระหว่างการทำงานกับการทุจริต
           
นี่คือคนไทย 4.0 ไม่ใช่เขียนอะไรมาในโซเชียลแล้วเชื่อทุกอันแล้วเผยแพร่กันออกไป อย่าลืมว่าเด็กเสพและอ่านอยู่ ต้องคิดด้วยว่าเราให้ข้อมูลในสิ่งที่ถูกหรือผิด ขอให้ระมัดระวังในการใช้โซเชียลมีเดีย ขอให้ใช้ในสิ่งที่เกิดประโยชน์

“จะไม่ฟังผมในวันศุกร์ก็แล้วแต่ท่าน ก็มีหลายคนเอาไป ถามเด็กว่ารู้จักนายกฯหรือไม่ ซึ่งเด็กบางคนไม่รู้จัก ก็ไปพูดว่าเด็กยังไม่รู้จักเลย มันถูกหรือไม่ไปทำอยู่ในโซเชียลแบบนี้ เด็กเล็ก ๆ อนุบาล จะไปรู้เรื่องอะไร”
          
บ้างก็ถามว่ารู้จักนายกฯไหม ได้คำตอบว่าเป็นนักร้อง ปัดโธ่ ทำกันแบบนี้ออกมาเพื่ออะไร รักผมหรือแบบนี้ เขาไม่รักผมหรอก เขาไม่รักประเทศของเขา ผมไม่ได้ต้องการให้มารักผม ขอให้รักประเทศ ผมกำลังทำงานอยู่มาเขียนแบบนี้ได้อย่างไร 

แต่ผมไม่ว่าหรอก แต่จะคอยดูว่าบิดเบือนมากน้อยแต่ไหน เป็นเรื่องที่คณะทำงานจะดำเนินการ 

อีกคนบอกวันศุกร์ฟังนายกฯ หรือเปล่า เด็กบอกไม่เคยดูโทรทัศน์ ก็แสดงว่าไม่สนใจนายกฯ นายกฯ ไม่น่าสนใจ นายกฯ แย่ พอนายกฯ มาผมปิด เด็กก็ตอบแบบเด็ก ๆ แต่ก็เอามาแพร่กันใหญ่ นี่คือโซเชียลมีเดีย ไม่สร้างสรรค์เลยแบบนี้ ไม่ต้องมารัก จะไม่ฟังผมก็ได้ แต่ไม่เห็นต้องมาเขียนแบบนี้ เพราะคนฟังก็ยังมี 
          
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าไม่ฟังในคืนวันศุกร์ ก็ขอให้ไปอ่านในหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เขาลงเต็มๆ แต่ไม่ขอบอกว่าฉบับไหน เพราะจะเป็นการโฆษณา ขอให้อ่านหน่อยจะได้เห็นพื้นฐานความคิดรัฐบาลและ ผมเป็นอย่างไร รัฐมนตรีทุกท่านทำงานกับผม ไม่ใช่รักผมแต่ไม่รักเขา ทุกคนเหน็ดเหนื่อยป่วยไข้ก็มี มนุษย์พอเครียดมากๆ สมองก็แย่เหมือนกัน อายุก็เยอะกันแล้ว ปวดขาแข้งน้ำตาลขึ้น นี่คือปัญหาของมนุษย์ รัฐบาลก็คือมนุษย์ แต่รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเพื่อประชาชนโดยตรง และทุกอย่างมาคลี่และทำ

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ไม่เอาเงินข้าว ไปทำการเมือง

ไม่เอาเงินข้าว ไปทำการเมือง
"บิ๊กตู่" บอกชาวนา ขอเชื่อใจผม ไม่เอาเงินข้าว ไปทำการเมือง แขวะจำนำข้าวต้องไม่เป็นภาระประเทศ ยันไม่เคยห้ามปลูกข้าว แต่ต้องเน้นคุณภาพไม่ฉุดราคา ย้ำต้องทำให้กระดูกสันหลังชาติตั้งตรงไม่งอ / กลุ่มชาวนาประชารัฐ หนุนบิ๊กตู่ โผล่
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ นำคณะ ผู้นำชาวนา องค์กรชาวนา ที่ได้รับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นด้านข้าว ประจำปี 2561 และตัวแทนชาวนารุ่นใหม่ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ได้ฟังคำกล่าวปฏิญาณจากชาวนาแล้วทำให้ตนรู้สึกว่าเรามีโอกาสที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น และประเทศชาติจะมีความมั่นคงขึ้นด้านอาหาร
ทั้งนี้อยากให้ชาวนาศึกษารายละเอียดหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งชาวนาเป็นกำลังสำคัญของประเทศผลิตข้าวเลี้ยงคนไทยทั้งประเทศมาอย่างยาวนาน ถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ต้องตั้งให้ตรง ไม่อยากเห็นกระดูกสันหลังชาติหลังงอก้มหน้าก้มตาไปตลอด เราจึงต้องแก้ปัญหาให้ทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม 7 มิ.ย.ตนได้แถลงชี้แจงงบประมาณไปแล้ว ซึ่งได้มีการแบ่งแยกชัดเจนว่างบฯลงไปแต่ละภาคเท่าไหร่ ต้องลงไปสู่ทุกกลุ่มอาชีพให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่โลกของเราเปลี่ยนแปลงจะคิดแบบเดิมๆ มีการต่อต้านไม่ร่วมมือไม่ได้อีกแล้ว เพราะจะทำให้ประเทศไม่เสถียรภาพ ไม่เข้มแข็ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันวันนี้หลายอย่างดีขึ้น ตัวเลขดีขึ้น แต่รัฐบาลไม่ได้มองตัวเลขอย่างเดียว ต้องแก้ปัญหาภายใน จึงพยายามคิดทุกอย่างทุกวัน อยากให้เกษตรกรเรียนรู้ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่าปลูกข้าวอย่างเดียว ข้าวต่างประเทศมีการพัฒนาพันธุ์คล้ายกับเรา และหลายประเทศปลูกเหมือนกันหมด ถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย เพราะปลูกมากราคาน้อยลง แต่หน้าที่ของรัฐบาลต้องยกระดับชีวิตชาวนาไทย จึงมีหลายโครงการออกไป เช่น การแก้ปัญหาข้าวราคาตก แต่ขอร้องในเรื่องจำนำข้าวต้องไม่เป็นภาระให้กับประเทศ เกินราคาตลาดโลกไม่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาไม่ให้แย่กว่าเดิม แต่จะดีทั้งหมดคงไม่ได้จึงต้องมาร่วมหารือว่าจะทำอย่างไรเพราะทั้งหมดเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา ไม่ใช่รัฐบาลฝ่ายเดียว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 62 กว่า 3 ล้านล้านบาทนั้นมีในส่วนของชาวนาด้วย แต่ก็ต้องคำนึงทุกภาคส่วนของเทศ เพราะหากใช้ตรงไหนมากเกินไปก็จะเกิดปัญหา จึงขอให้ทุกคนช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้เป็นภาระ ไม่เช่นนั้นหากรัฐบาลอยู่ไม่ได้ เกษตรกรก็อยู่ไม่ได้ และไม่ใช่ใครให้เยอะแล้วชอบ เพราะเป็นสุดท้ายจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดิน
อีกทั้งงบฯในด้านเกษตรถือว่าให้มากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา จึงต้องลงไปถึงเกษตรกรให้มากที่สุดด้วย และขอร้องเกษตรกรต้องรวมกลุ่มให้ได้รัฐบาลจะได้สนับสนุนได้ และทราบว่าหลายคนอยากขอน้ำ แต่เราไม่สามารถวางแผนการใช้น้ำให้ไปบ้านใครโดยเฉพาะได้ จึงอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ ขอให้ช่วยกันให้มากๆ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างปัญหาประเดประดังมาที่รัฐบาล นอกจากนี้ต้องควบคุมการผลิตข้าวให้ได้ จึงฝากกระทรวงเกษตรฯ และกรมการข้าวไปดูเรื่องการตลาดนำการผลิต ซึ่งไม่ใช่ห้ามชาวนาปลูกข้าว เพียงแต่ให้ปลูกข้าวให้มีคุณภาพให้ได้ราคา ไม่ใช่อะไรราคาดีก็ปลูกตาม วันนี้หลายอย่างราคาเริ่มตก เช่น มะม่วง สับประรด สุดท้ายให้รัฐบาลช่วย ขอให้เกษตรกรยึดแนวทางการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย
ตนได้สั่งการให้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากชาวนาไปแล้ว ดังนั้นใครมีปัญหาอะไรรวมถึงเรื่องหนี้นอกระบบขอให้ไปแจ้งได้เลย ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครเหนือกฎหมาย และมีรัฐบาลและคสช. ดูแลอยู่ กฎหมายคือกฎหมาย
อย่างไรก็ตามบรรพบุรุษตนก็ทำนาอยู่ภาคอีสาน จึงพอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง สิ่งที่พูดจึงเป็นการสร้างความเข้าใจและให้ช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการปฏิรูปการเกษตร เราต้องเข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ ต้องแก้ปัญหาให้ได้ในสมัยเรา ไม่ใช่ต่างคนต่างฟัง ถ้ารัฐบาลคิดแต่ทุกคนไม่ช่วยกันไม่ได้ำ จึงต้องทำการบ้านไปด้วยกันถึงจะแก้ได้ และหวังว่ารัฐบาลหน้าก็ต้องแก้ได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาแบบนี้ก็จะเป็นไปชั่วนาตาปี สุดท้ายขอให้ชาวนาอย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวัง และร่วมกันทำเพื่ออนาคต
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ได้เดินลงไปทักทายกับตัวแทนเกษตรกรโดยในช่วงหนึ่งได้มีชาวนาตะโกนขึ้นว่า “สู้สู้” ทำให้พลเอกประยุทธ์ถึงกับหัวเราะชอบใจก่อนจะกล่าวว่าจะให้สู้กับใครตอนนี้ก็สู้อยู่กับปัญหา วันนี้ทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และและนายกฯไม่เคยทอดทิ้งใคร ทำงานเพื่อทุกคนนั่นแหละ ทำงานเพื่อคนทั้ง 70,000,000 คน
ทั้งนี้ช่วงหนึ่งหลังการถ่ายรูปร่วมกับคณะตัวแทนชาวนา เมื่อนายกดนตรีหันไปเห็นข้อความบนหลังเสื้อได้แสดงค่าและ ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเห็นข้อความสนับสนุน “กองหนุนลุงตู่”หลังเสื้อที่ตัวแทนชาวนาใส่มา ได้ทำท่าตกใจ
พร้อมถามกลับว่า “เอ๊ย!ใครไปทำมา เดี๋ยวก็หาว่าผมนั่นอีก”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยได้ประโยชน์จากข้าว เพราะตนเป็นประธานเองและเข้าประชุมทุกครั้ง อะไรที่ไม่เข้าคณะกรรมการก็จะไม่อนุมัติให้ ทุกอย่างเปิดเผยทั้งหมด มีการประมูลที่หน้าคลัง หากใครไม่ไปร่วมแล้วมาบอกว่าไม่ยุติธรรมไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นการงุบงิบเปิดแล้วใส่ซอง อีกทั้งคนที่เคยได้แล้วไม่ได้ ก็หาว่ารัฐบาลไม่เป็นธรรมได้เงินมา 4หมื่นล้านจากการขายข้าว 2 ล้านตัน แล้วเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ที่ไหน แล้วยังบอกว่ารัฐบาลจะเอาเงินนี้ไปทำการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เละไปหมด
“เชื่อใจผมสิครับ ผมเป็นอย่างนี้ผมไม่ทำหรอก ถึงไม่เข้ามาผมก็ไม่ทำ ผมไม่เคยทำอย่างนั้น ไม่เคยทรยศกับประเทศชาติ จำคำพูดผมไว้แล้วกันนโยบายผมชัดเจน
ส่วนของการปฏิบัติก็ไปไล่กันตรงโน้น มีการตรวจสอบไปไล่กันมา ผิดก็ลงโทษ แต่ยืนยันว่าผมมีเจตนาบริสุทธิ์ในการทำงาน ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ผมเข้ามาในลักษณะนี้ ผมรู้ตัวดีอยู่แล้ว

กองหนุน ลุงตู่ เพื่อน”สมคิด”

ชาวนาเสื้อฟ้า
กองหนุน ลุงตู่
เพื่อน”สมคิด”
“สมคิด” ตั้ง “เครือข่ายขาวนาประชารัฐ” และตั้งเป็น FOS -Friends of Somkid เป็น”กองหนุน ลุงตู่” เสื้อฟ้า “แทนคุณแผ่นดิน”-“ชีวิตนี้เพื่อขาติ ศาสน์ กษัตริย์
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯและแกนนำ ตั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่มีเป้าหมายสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ มีการจัดตั้ง “เครือข่ายขาวนาประชารัฐ” และตั้งเป็น FOS -Friends of Somkid เป็น”กองหนุน ลุงตู่”
โดยเป็น “ชาวนาเสื้อฟ้า” พร้อมข้อความ ที่ด้านหลัง ว่า “กองหนุนลุงตู่. เคริอข่ายชาวนาประชารัฐ By FOS” และ แทนคุณแผ่นดิน ที่แขนเสื้อข้างขวา และ “ชีวิตนี้เพื่อขาติ ศาสน์ กษัตริย์”. ที่ด้านหน้า
วันนี้ มาพบ นายกฯ บิ๊กตู่ ขอบคุณ ที่ช่วยชาวนา ในงาน วันข้าว และชาวนาแห่งชาติ 5 มิย. ที่ทำเนียบฯ
นาย พูลพัชร พูลเจริญ ที่ปรึกษาสมาคมชาวนาข้าวไทย เผย ทำไมถึง รัก พลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา เผย ความรู้สึกที่มีต่อ พลเอกประยุทธ์ ตั้งแต่ ปี2546 สมัยเป็น พันเอก ประยุทธ์ รอง ผบ.ร.21 รอ. ที่มีความจงรักภักดี

สงครามกลางเมือง

สงครามกลางเมือง
"บิ๊กตู่” เผย ถ้าย้อนกลับได้ คงปล่อยผ่าน ไม่ปฏิวัติ ดูว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่ ซัด โซเชียล ด่าทำสิ่งดีๆพัง “แนะ”อย่าเอาการเมืองนำแต่ต้องใช้ปัญญา จวกคนปูดเอาเงินขายข้าวมาทำการเมือง ลั่นถึงเข้ามาแบบนี้ ก็ไม่คิดทรยศชาติ ยันผม ไม่อายใคร เพราะผมทำความดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวตอนหนึ่งกับชาวนา ในวันข้าวว่า วันนี้หากทุกคนใจร้อน อยากได้อะไรดีๆเร็วๆด่วนๆ ท้ายสุดก็กลับมามีปัญหาทั้งสิ้น รัฐบาลไม่อยากจะทำอะไรที่แก้ปัญหาอย่างง่ายๆ หากเดือดร้อนแล้วให้เงินไป แต่วัดสัมฤทธิ์อะไรไม่ได้เลย
ขณะเดียวกันสังคมวันนี้หลายอย่างมีปัญหา โดยเฉพาะสังคมในโซเชียลมีเดียที่ด่ากันไปด่ากันมาทุกวันตนไม่เห็นว่าจะได้สาระอะไรทำให้สิ่งที่ดีๆล้มไปหมด เพราะซึ่งเกิดจาก 2 อย่าง คือ การเมืองและความเพลิดเพลินในการเล่นโซเชียลมีเดียโดยไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นขออย่าให้การเมืองนำ แต่ต้องใช้สติปัญญาและความคิดในการทำงาน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยได้ประโยชน์จากข้าว เพราะตนเป็นประธานเองและเข้าประชุมทุกครั้ง อะไรที่ไม่เข้าคณะกรรมการก็จะไม่อนุมัติให้ ทุกอย่างเปิดเผยทั้งหมด มีการประมูลที่หน้าคลัง หากใครไม่ไปร่วมแล้วมาบอกว่าไม่ยุติธรรมไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นการงุบงิบเปิดแล้วใส่ซอง อีกทั้งคนที่เคยได้แล้วไม่ได้ ก็หาว่ารัฐบาลไม่เป็นธรรมได้เงินมา 4หมื่นล้านจากการขายข้าว 2 ล้านตัน แล้วเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ที่ไหน แล้วยังบอกว่ารัฐบาลจะเอาเงินนี้ไปทำการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เละไปหมด
“เชื่อใจผมสิครับ ผมเป็นอย่างนี้ผมไม่ทำหรอก ถึงไม่เข้ามาผมก็ไม่ทำ ผมไม่เคยทำอย่างนั้น ไม่เคยทรยศกับประเทศชาติ จำคำพูดผมไว้แล้วกันนโยบายผมชัดเจน
ส่วนของการปฏิบัติก็ไปไล่กันตรงโน้น มีการตรวจสอบไปไล่กันมา ผิดก็ลงโทษ แต่ยืนยันว่าผมมีเจตนาบริสุทธิ์ในการทำงาน ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ผมเข้ามาในลักษณะนี้ ผมรู้ตัวดีอยู่แล้ว
" แต่ถ้าไม่เข้ามาจะทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมก็อยากจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ดูสิว่าวันนี้จะอยู่กันได้ไหม มันจะเกิสงครามกลางเมืองหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้
แล้ววันนี้จะปล่อยในเกิดขึ้นอีกหรือ ทุกอย่างที่ทำวันนี้มันจะล้มไปหมดเลย ทั้งการค้าการลงทุน หลายประเทศก็เชิญมา ผมก็ต้องไป อาจไม่ให้ไปเป็นทางการ พูดคุยได้เพราะกฎหมายเขียนอย่างนั้น ผมก็ทน ผมไม่อายใครเพราะผมทำความดี
แต่เรื่องกฎหมายมันก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเขา แต่ความรู้สึกส่วนตัวเขาไม่มีอะไรกับผม ต้องเข้าใจตรงนี้ไม่ใช่ตีกันไปเหมือนที่ผมบอก ทำลายกันเข้าไปนายกรัฐมนตรี วันหน้ามาอีกก็โดนอีกนายกฯ ดีไม่ดีก็โดนด่าพอกัน ทำดีก็โดนทำไม่ดีก็โดนแล้วมันจะเป็นอย่างนี้หรือ จะแยกแยะใครได้”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้แม้ตนไม่ได้เรียนด็อกเตอร์ แต่คิดและอ่านหนังสือรวมถึงอ่านโซเชียลมีเดียและสื่อที่มีทั้งด่าและชม แต่ส่วนใหญ่ด่ามากกว่า ตนไม่เคยน้อยใจจะรู้เองว่าวันหน้าเกิดอะไรขึ้นเพราะตนทำวันนี้เพื่อวันหน้าและไม่ได้โทษใคร ซึ่งการไปสู่ประชาธิปไตยต้องสงบและเรียบร้อย การตีกันไปมาจะเลิกได้ไม่ได้ก็มีผลกระทบกับทุกคน ประท้วงกันไปมารัฐบาลก็ไม่สามารถทำงานหรือแก้อะไรต่อได้ จึงขอให้เลิกได้แล้วการประท้วงแบบเดิม ขออย่าเข้าไปร่วม ทั้งนี้ประชาธิปไตยไม่ใช่แก้ทุกอย่างได้ทั้งหมด แต่มีความจำเป็น เพราะโลกเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องมองว่าประชาธิปไตยของเราควรเป็นแบบใด จะเป็นแบบเดินหรือไม่ จึงต้องร่วมมือกัน ซึ่งประชาธิปไตยต้องดูแลทั้งคนส่วนใหญ่และส่วนน้อยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

FOS

ชาวนาเสื้อฟ้า
กองหนุน ลุงตู่
เพื่อน”สมคิด”

“สมคิด” ตั้ง “เครือข่ายขาวนาประชารัฐ” และตั้งเป็น  FOS -Friends of Somkid เป็น”กองหนุน ลุงตู่” เสื้อฟ้า “แทนคุณแผ่นดิน”-“ชีวิตนี้เพื่อขาติ ศาสน์ กษัตริย์

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯและแกนนำ ตั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่มีเป้าหมายสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ มีการจัดตั้ง “เครือข่ายขาวนาประชารัฐ” และตั้งเป็น  FOS -Friends of Somkid เป็น”กองหนุน ลุงตู่”

โดยเป็น “ชาวนาเสื้อฟ้า”  พร้อมข้อความ ที่ด้านหลัง ว่า “กองหนุนลุงตู่. เคริอข่ายชาวนาประชารัฐ By FOS” และ แทนคุณแผ่นดิน ที่แขนเสื้อข้างขวา  และ “ชีวิตนี้เพื่อขาติ ศาสน์ กษัตริย์”. ที่ด้านหน้า

วันนี้ มาพบ นายกฯ บิ๊กตู่ ขอบคุณ ที่ช่วยชาวนา ในงาน วันข้าว และชาวนาแห่งชาติ 5 มิย. ที่ทำเนียบฯ

นาย พูลพัชร พูลเจริญ ที่ปรึกษาสมาคมชาวนาข้าวไทย  เผย ทำไมถึง รัก พลเอกประยุทธ์  ไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา เผย  ความรู้สึกที่มีต่อ พลเอกประยุทธ์ ตั้งแต่ ปี2546 สมัยเป็น พันเอก ประยุทธ์ รอง ผบ.ร.21 รอ. ที่มีความจงรักภักดี

‘สมชัย’ เล่าเรื่องลุงในหมู่บ้าน ‘เมื่อลุงของผมเปลี่ยนไป-เป็นห่วงลุงจริงๆ’

‘สมชัย’ เล่าเรื่องลุงในหมู่บ้าน ‘เมื่อลุงของผมเปลี่ยนไป-เป็นห่วงลุงจริงๆ’


เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความเล่าเรื่อง เมื่อลุงของผมเปลี่ยนไป ทางเฟซบุ๊ก มีรายละเอียดระบุว่า
ตอนนั้นลุงใกล้เกษียณจากราชการ แต่บังเอิญมีงานสำคัญให้ลุงทำ เขาบอกว่าลุงต้องมาช่วยวิกฤตของหมู่บ้าน หากไม่เข้ามาช่วย ชาวบ้านที่ทะเลาะกัน อาจจบลงด้วยฆ่ากันตายมากกว่านี้ ลุงมีมีดไม้อยู่ในมือ ลุงเลยถือมีดเข้ามาแก้ปัญหาทำหน้าที่รักษาความสงบหมู่บ้านไว้ไม่ไห้แตกสลายไปมากกว่านี้ ลุงบอกคงอยู่สักพักเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น
ลุงตั้งใจทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เที่ยวเฟ้นหาคนมาช่วยทำงานด้วย แต่ลุงมักจะชอบคนที่ไว้ใจได้มากกว่าคนดีคนเก่ง ดังนั้นรอบๆ ตัวลุงจึงมีเพื่อนลุงที่เกษียณแล้วมาช่วยงานมากกว่าคนเก่งๆ ที่พูดเอาใจลุงไม่เป็น งานต่างๆ ที่ลุงตั้งใจทำเลยไม่ค่อยคืบหน้ามากนัก ลุงขยันออกพบปะชาวบ้าน ขยันพูดหอกระจายข่าวเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ จนคนฟังแล้วรู้สึกว่าในบรรดาเพื่อนๆ ลุงดูเหมือนจะมีลุงทำอยู่คนเดียว แต่พอฟังมากขึ้นๆ ก็รู้สึกไม่น่าสนใจ เวลาลุงออกกระจายเสียง ชาวบ้านเลยไม่ค่อยอยากฟังเรื่องที่ลุงเล่านัก
หลายปีผ่านไป ด้วยฝีมือไม่เท่าไรของเพื่อนๆ ลุง การงานก็เลยไม่ค่อยคืบหน้า ปัญหาต่างๆ เริ่มสะสม เพื่อนบางคนก็ทำตัวไม่เป็นที่น่าไว้วางใจแก่ชาวบ้าน แต่ลุงรักเพื่อน ใครว่าเพื่อนลุง ลุงก็จะโกรธ มีคนพยายามบอกลุงว่าพอแล้วๆแต่ลุงก็กลัวว่าชาวบ้านในหมู่บ้านจะตีกันอีก ลุงจึงบอกว่าถ้าตีกันลุงก็จะอยู่ตรงนี้แหละ พักหลังคะแนนนิยมลุงลดต่ำเรื่อยๆ แต่ลุงไม่รู้ตัว เนื่องจากยังมีกองเชียร์บางส่วนเชียร์ให้ลุงสู้สู้ ลุงเลยมีแรงฮึดสู้ต่อ

พอลุงบอกลุงจะสู้ต่อ บรรดานักเลงหัวไม้ในหมู่บ้านเห็นเป็นโอกาส เลยมารวมตัวกัน ตะโกน “เราสนับสนุนลุง เราสนับสนุนลุง” ยามนั้น ลุงเริ่มตาฝ้าฟางลืมพฤติกรรมในอดีตของนักเลงหัวไม้เหล่านั้น อ้าแขนรับมาเป็นพวกด้วยความเต็มใจ บรรดาชาวบ้านเริ่มหันหน้ามองกันเลิ่กลั่ก นึกถึงสุภาษิตที่ว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด” หรือลุงที่เคารพของเราจะเสียคนตอนปลาย
ก่อนหน้านี้ ลุงขอให้ตามีช่วยเขียนกติกา เพื่อหาคนดีมาดูแลหมู่บ้านต่อจากลุง ตามีก็เขียนกติกาเสียรัดกุมดูยุ่งเหยิงไปหมด กติกาที่เขียนประกาศแล้วก็ใช้ไม่ได้ ต้องมีประกาศอื่นมาแก้ไข กติกาที่เขียนก็ขัดไปขัดมาจนตามีก็งงว่ากติกาเล็กจะขัดกติกาใหญ่หรือไม่ วุ่นวายกันไปทั่ว ลุงเองก็ไม่ถนัดในเรื่องกฎหมายก็เชื่อใจทีมงานว่าที่บอกมานั้นถูกต้อง เลยสัญญาว่าเดือนยี่ปีหน้าลุงจะให้มีประชุมชาวบ้านเพื่อหาผู้นำหมู่บ้านใหม่สักที ตามีกับลุงวิดอีกคนที่รู้กฎหมายดี รู้ว่านับเดือนแล้วยังไงก็ไม่ทัน เพราะที่ผ่านมามัวแต่ดึงกันไปดึงกันมาจนลืมนับเดือนวัน แต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก กลัวจะขัดใจลุง เลยปล่อยให้เลยตามเลย
พอลุงพูดซ้ำบ่อยๆ ชาวบ้านเริ่มจำว่าเดือนยี่ปีหน้า เดือนยี่ปีหน้า นี่ถ้าถึงตามกำหนดแล้วกลายเป็นว่าไม่มีประชุมชาวบ้านอีก ท่าทางลุงจะเสียคำพูดเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้นะ พักหลัง ลุงชอบทำท่าโมโหกราดเกรี้ยวบ่อยๆ ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นมุกของลุงจะได้ไม่มีใครมากล้าตอแย แต่พอทำบ่อยๆ คนเค้าไปพูดกันว่า ลุงเปลี่ยนไปนะ ผมน่ะกลัวว่า มุกแบบนี้ต่อไปจะใช้ไม่ได้ผลและยิ่งทำให้ชาวบ้านเขาไม่พอใจ ยังไงๆ ลุงลองนึกดูนะ
เป็นห่วงลุงจริงๆ

ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์

ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์



หงส์รู้มังกรรู้ ว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน
หาก...คสช.ยังไม่ปลดล็อกพรรค การเมือง
ยังไม่ยกเลิกคำสั่ง คสช. 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม
ล่าสุดมีคำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.ผู้เป็นเจ้าของลูกกุญแจปลดล็อกพรรคการเมือง
ไขกุญแจปุ๊บ...ล็อกหลุดปั๊บเห็นทันตา
พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า การจะปลดล็อกพรรคการเมืองให้ดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่...
จะไม่ปลดล็อกพรวดเดียวทันที!!
แต่จะพิจารณาปลดล็อกเป็นเรื่องๆ ไป เพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินการเฉพาะในขั้นตอนที่จำเป็น
เพราะถ้าหากปลดล็อก 100 เปอร์เซ็นต์ อาจเกิดปัญหาวุ่นวาย หรือเกิดชุมนุมเดินขบวนเหมือนที่ผ่านมา
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ยังไม่ปลดล็อก 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะค่อยๆคลายล็อกเป็นขั้นเป็นตอน
เริ่มจากปลดล็อกให้พรรคการเมืองจัดประชุมพรรคได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง
แต่ยังไม่เปิดก๊อกให้พรรคการเมือง และนักการเมืองเคลื่อนไหวหาเสียงเลือกตั้งอย่างอิสระเสรี
จนกว่าจะเข้าโซนรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.จึงจะปลดล็อกให้หาเสียงเลือกตั้งได้... “ตามสมควร”
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า คสช.จะใช้เงื่อนไขปลดล็อกเป็นเครื่องมือต่อรองกับพรรคการเมืองและนักการเมือง
เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้พรรคการเมืองให้คำรับรองว่า จะไม่เคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เกิดการปลุกระดมทำให้การเลือกตั้งชุลมุนวุ่นวาย
ส่วนการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการ-เมืองต้องเสนอแต่เรื่องที่ดี หรือเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ไม่ใช่เปิดเวทีหาเสียงด่ากันระเบิดเถิดเทิง
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า 2 ประเด็นนี้คือเหตุผลสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยก่อนที่ คสช.จะเริ่มปลดล็อกให้เตรียมการเลือกตั้งได้ตามขั้นตอน
พูดง่ายๆ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการฟังคำตอบจากพรรคการเมืองว่า พร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่วุ่นวายขายปลาช่อนอย่างที่ผ่านมา
“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขอความร่วมมือจากพรรค การเมืองเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งเกิดความวุ่นวาย หรือมีการปลุกม็อบชุมนุมลุกลามบานปลาย
แต่ “แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่จะผ่านไปด้วยดี
เพราะพรรคการเมืองที่บอยคอตเลือกตั้งก็พร้อมลงเลือกตั้งสุดลิ่มทิ่มประตู
โดยเฉพาะกลุ่มม็อบขัดขวางเลือกตั้งก็กลับลำตั้งพรรคลงเลือกตั้ง (โดยไม่ต้องรอปฏิรูปก่อนเลือกตั้งให้เมื่อยตุ้มอีกต่อไป)
ส่วนการที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตั้ง เงื่อนไขให้พรรคการเมืองต้องหาเสียงเฉพาะนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน
ไม่ให้โจมตีกันเละตุ้มแป๊ะอย่างที่ผ่านมา
แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่มันฝืนธรรมชาติการหาเสียงเลือกตั้งที่พรรค การเมืองต้องโจมตีพรรคคู่แข่งเพื่อชิงคะแนนเสียงประชาชน
ขืนบังคับให้พูดแต่นโยบายพรรคอย่างเดียว
มันก็จืดเป็นน้ำล้างถุงกาแฟน่ะซีโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

คลายล็อกโล่งทีละขยัก

คลายล็อกโล่งทีละขยัก



ทิศทางสดใส ขยักนี้ไปโล่ง เริ่มจากสัญญาณเศรษฐกิจ ทีม รมต.ในเครือข่าย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ช่วยกระตุกแต้ม “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไต่กราฟไนกี้ ตัวเลขเศรษฐกิจเชิดหัวขึ้น
เหลือเพียงปมปัญหาปากท้อง ที่รอเวลาเห็นผลสัมฤทธิ์จากสารพัดมาตรการอัดฉีดสู่ “ฐานราก”
ล่าสุด ทีมข่าวการเมืองได้มีโอกาสร่วมคณะไทยรัฐ ต้อนรับและฟังเลกเชอร์จากคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สอท.ชุดใหม่ นำโดยคุณสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมสมัย 2
โดยงานนี้ทีม สอท.จัดกันมาเต็มคณะ สลับกันแจกแจงแผนงาน-โครงการยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ แยกย่อยแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากร การปรับตัวรับยุคของเอไอปัญญาประดิษฐ์-หุ่นยนต์
เทคโนโลยีดิจิทัล ไอโอที จะเข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ ที่ต้องเร่งหนุน การดึงผลวิจัยที่น่าสนใจลงจากหิ้งสู่การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม พาณิชย์ ประโยชน์สาธารณะ รวมถึงการสนับสนุนด้านสถานศึกษา ผลิตกำลังคน การพัฒนานวัตกรรมใหม่
เรียกว่า สอท.ยุค “ประธานสุพันธุ์” เป็นอีกกลจักรสำคัญยุคไทยแลนด์ 4.0 ของ “นายกฯตู่”
ขณะที่หันมาดูในภาคส่วนฝ่ายบริหารบ้านเมือง ขยักที่ว่าไปโล่ง นั่นก็ไม่พ้นผลสืบเนื่องจากกรณีที่กฎกติกาเลือกตั้ง กฎหมายลูกสำคัญๆผ่านด่านฉลุย รองรับคิวเข้าคูหากาคะแนน โรดแม็ปเลือกตั้งปี 2562
แผน “ต่อตั๋ว” น่าจะปลอดโปร่ง ถ้าไม่มีเหตุทำ “นายกฯตู่” สะดุดอารมณ์
เรื่องของเรื่อง ในห้วงที่เพลี่ยงพล้ำแนวรบไซเบอร์วอร์ สงครามโซเชียลมีเดีย นอกจากข่าวจริง–ข่าวปลอมปนเปกันมั่ว คลิปตัดต่อ ดึงผู้นำเป็นพระเอก “ล่อเป้า” กระหน่ำ นั่นก็ทำ “บิ๊กตู่” ฉุนสะสม
นอกเหนือจากนั้น ก็ดูจะเข้าล็อกเปิดทางสะดวก โดยเฉพาะเรื่องกองหนุนกองเชียร์ เกมระดมไพร่พลตั้งนั่งร้านเดินไปตามสเต็ปด้วยดี ทั้งกับค่ายกองเชียร์หลัก เห็นแผ่วๆเรื่องกระแสฮือฮาไป
แต่พลังดีลดึงดูดไม่ได้ลดทอน ห้วงล่าสุดส่อแววได้กำลังยกลอตเข้าเสริมทัพ “พลังประชารัฐ” ที่มีรัฐมนตรีในเครือข่าย “ดร.สมคิด” บริหารจัดการ มีดีลเมกเกอร์ “3 ส.” สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สุชาติ ตันเจริญ
ระดับหัวจ่ายหลัก ในเครือข่ายเก่า ดร.สมคิด สมัยพรรคไทยรักไทย
60–70 อดีต ส.ส. ไล่เช็กชื่อแล้ว มีทั้งอดีต ส.ส. อดีต ส.ต.สอบตก อดีต ส.ว. แต่ถือว่าเห็นน้ำเห็นเนื้อ
ดึงจากค่ายนายใหญ่ได้พอประมาณ ทำเพื่อไทย “แกว่ง” เหมือนกัน
ขณะที่อีกด้าน ส.ที่เคยอยู่นอก “สมคิดกรุ๊ป” อย่าง “กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” ก็กลายเป็นอีกแนวร่วมสำคัญ เพราะรู้กันดีดีลลับ “2 ส.” มีมานาน ในแผนปั้นผู้นำอำนาจพิเศษเข้าสู่ระบบ หลังเลือกตั้ง
ถึงจะกั๊กเรื่องหนุนใคร แต่ก็อ่านทางได้จากกำนันที่คอนโทรลเกมหลังค่าย ประกาศไว้แต่ไหนแต่ไร
ชูเชียร์ “บิ๊กตู่” ให้อยู่ต่อเก็บงานให้เสร็จ
ที่สำคัญ “ลุงกำนันสุเทพ” คัมแบ็กเข้าฝัก แม้ว่าช็อตแรกๆจะสะดุดตอ “นายหัว” โดดขวาง แต่พอถอยแล้วรุกเข้าสูตรใหม่ ค่อยๆ แซะค่อยๆทอน ดึงเข้าค่ายใหม่ หั่นแต้มลดดีกรีเฮี้ยวประชาธิปัตย์เข้าเป้า
ตามรูปเกม 2 บิ๊ก ส.เสือ แม่ทัพดีลประสานงานเข้าเป้า ผู้นำ ก็น่าจะวางใจได้กับสูตรรัฐบาลผสม ถ้าไม่มีเรื่องกวนอารมณ์ รอเวลาผลสัมฤทธิ์งานปั่นเศรษฐกิจฐานราก
รวมทั้งที่เริ่มมีเสียงอื้ออึง ต่อเนื่องจากคิวคำสั่งหัวหน้า คสช.และกฎหมายพรรคการเมือง ในปมไพรมารีโหวต
กระบวนการเฟ้นผู้สมัครขั้นต้น ที่ยังมีปัญหาเรื่องสมาชิก สาขาพรรค ตัวแทนจังหวัด องค์ประกอบสำคัญ นอกจากขั้วฝ่ายการเมืองโวยแล้ว ล่าสุด กกต.ก็ออกมาติง กลัวไพรมารีโหวตจะทำไม่ทัน
แน่นอนประเด็นนี้ย่อมมีผลต่อทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคใหม่ พรรคขนาดกลางขนาดย่อมที่เคลื่อนตัวรอบวงโคจรค่ายหลักค่ายหนุน “บิ๊กตู่” จนต้องจับตา อาจต้องงัด “อำนาจพิเศษ” มาคลายล็อก
แก้ปมเอื้อค่ายบริวาร ไม่ให้สะดุดแผนพลาดเป้า.
ทีมข่าวการเมือง