PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

นายกฯเปรยคิดตั้ง หนังสือพิมพ์แห่งชาติ

 นายกฯบิ๊กตู่ หยั่งเชิง เปรยคิดตั้ง "หนังสือพิมพ์แห่งชาติ"ชาติเดินหน้าแน่ รับสมัคร นักข่าวสวย เพราะคนสวยฝึกให้เก่งได้ แต่นักข่าว พิธีกร ไม่สวยไม่มีใครฟัง แม้จะเก่ง ยอมรับ นายกฯ เป็นคนของสังคม ติติง ด่าได้ จะอดทน วอนอย่าว่า ผมนัก แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หวังทำสิ่งใหม่ๆ หวังนักข่าวจริงใจ แขวะ บรรณาธิการ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
"สื่อต้องช่วยผม ช่วยสร้างการรับรู้ จิตสำนึก ไม่ใช่เขียนข้อเท็จจริงอย่างเดียว ต้องเข้าใจผมสิ อะไรที่ผมเจตนาดี แต่จบไปแล้วก็บอกไป อย่าทำอีก เจ้าหน้าที่เขาเหนื่อย เขียนแบบนี้เป็นไหม หรือเขาสอนมาให้เขียนแต่ข้อเท็จ ตำหนิได้ ตักเตือนได้ เพราะนายกฯเป็นคนของสังคม ต้องติติงได้ ด่าได้ ว่าได้ ผมต้องอดทน พูดจาเพราะๆ บังคับได้หรืออย่างไร ผมบอกแล้วว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อย่ามาว่าผมมากนัก เพราะอย่างไรผมโดนอยู่แล้ว แต่ผมกำลังทำสิ่งใหม่ๆ ให้ท่าน"
"ผมรู้ว่าใครจริงใจหรือไม่จริงใจกับผม นักข่าวจริงใจกับผมทุกคน เว้นแต่พวกบรรณาธิการ เอาไหมละจะตั้ง "บริษัทหนังสือพิมพ์แห่งชาติ" มาอยู่กับผมไหม ดูสิว่าประเทศเดินหน้าไหม
คุณสมบัติข้อ 1.มีความรู้ความสามารถ 2.สวยไหม เพราะสื่อต้องไปพบคน ไม่สวยเขาก็ไม่ฟังเธอ เหมือนโฆษกฯพิธกรที่เขาต้องคัด ที่เขาต้องคัดเอาคนเก่ง เขาบอกว่าคนเก่งฝึกได้แต่คนสวยฝึกไม่ได้ แต่ผมจะเลือกคนไม่สวย"
เมื่อสื่อมวลชนบอกว่าไม่สวยก็ศัลยกรรมได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เฮ้อ เธอชอบหลอกลวงคน"


“จุฬาราชมนตรี” ให้อภัย จนท.สนามบินตรวจศีรษะ-ผ้าสะระบั่น !

ทำตามหน้าที่ !
“จุฬาราชมนตรี” ให้อภัย จนท.สนามบินตรวจศีรษะ-ผ้าสะระบั่น !

‘จุฬาราชมนตรี’ ไม่ติดใจเอาความ จนท.สนามบินสุวรรณภูมิ หลังมีภาพเผยแพร่ ขณะ จนท.สนามบินฯ กำลังตรวจค้นผ้าสะระบั่นของ ‘จุฬาราชมนตรี’ ด้านผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิเตรียมเข้าขอขมา

วันนี้ 2 มิ.ย. เดอะ พลับลิกโพสต์ รายงานว่า นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ถูกตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรณภูมิ ขณะผ่านเครื่องสแกน ซึ่งภาพเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง กำลังใช้เครื่องมือตรวจที่ศรีษะและผ้าสะระบั่น (ผ้าโพกศรีษะ) ขณะนั่งอยู่บนรถเข็น ซึ่งทำให้มุสลิมจำนวนมากไม่พอใจเพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสมและเกินกว่าเหตุ เป็นการไม่ให้เกียรติจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นประมุขสุงสุดของชาวมุสลิมในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม รองเลขานุการจุฬาราชมนตรี ยืนยันว่า ทุกครั้งที่ท่านจุฬาราชมนตรีจะเดินทางนั้นได้ทำหนังสือแจ้งไปยังการท่าอากาศยานทุกครั้ง และเจ้าหน้าก็รู้ว่าบุคคลที่กำลังเดินทางคือท่านจุฬาราชมนตรี ซึ่งการตรวจค้นแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 3-4 ครั้ง ซึ่งผู้ติดตามจุฬาราชมนตรีก็รู้สึกไม่พอใจต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ แต่เนื่องจากท่านจุฬาราชมนตรีไม่ต้องการให้เกิดเป็นประเด็นจึงไม่ได้เปิดเผย จนกระทั่งมีผู้พบเห็นถ่ายภาพ และเผยแพร่จนมาสู่กระแสความไม่พอใจของชาวมุสลิม

ส่วนกรณีหลายคนสงสัยว่าทำไมท่านจุฬาราชมนตรีไม่ใช้ช่องตรวจวีไอพีนั้นซากีย์ พิทักษ์คุมพล ระบุว่า ก็เนื่องจากไม่มีช่องตรวจดังกล่าวนั้นแต่อย่างใดโดยคาดว่าผู้บริหารการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรู้เรื่องที่เกิดขึ้นและเตรียมเข้าขอขมาจุฬาราชมนตรีแล้ว

ทั้งนี้เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าวท่านจุฬาราชมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจใน จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา


เลิกรับใช้คนรวย ‘นพ.เกษม วัฒนชัย’ แนะนักวิชาการลงพื้นที่ช่วยคนชนบทให้หายจน

เลิกรับใช้คนรวย ‘นพ.เกษม วัฒนชัย’ แนะนักวิชาการลงพื้นที่ช่วยคนชนบทให้หายจน

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 03 มิถุนายน 2558 เวลา 10:56 น.
เขียนโดย
isranews
"นักวิชาการส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักชนบท เป็นลูกคนเมือง จบเมืองไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักมีความรู้สึกเป็นเทวดาลงไปหาชาวนา แทนที่จะเข้าไปสร้างประโยชน์ให้กลับกลายเป็นสร้างโทษ เพราะไม่รู้จริง ฉะนั้นเงื่อนไขสำคัญ หากนักวิชาการจะลงพื้นที่ไปหาชาวนาต้องรู้จักชนบทอย่างแท้จริง ไปอย่างผู้นอบน้อม"
natdanai030658
วันที่ 3 มิถุนายน 2558 มูลนิธิมั่นพัฒนาและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวทีเสวนา ‘TSDF SUSTAINABILITY FORUM 1/2015 เรื่อง ชนบทไทย:พื้นที่วิจัยสำหรับนักวิชาการรุ่นใหม่ ณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ ในเวทีเสวนามี ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง นักวิชาการกับการพัฒนาชนบท ใจความตอนหนึ่งระบุถึงกรอบคิดจากวารสารมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน โดยเป็นพระราชกระแสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้ ความสามารถ และทรงยึดมั่นในหน้าที่
ในฐานะพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่สมัยโบราณ ใครเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระเจ้าอยู่หัวต้องดูแลราษฎร อีกประการหนึ่ง คือ ท่านเป็นพลเมืองดีของชาติ การเป็นพลเมืองดีคือเห็นอะไรที่เราจะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ
ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา กล่าวถึง ‘พลเมืองดี’ ต้องขีดเส้นใต้  เพราะมีพลังมาก และทุกสถาบันการศึกษา ทุกองค์กร ก็ล้วนมี 2 หน้าที่เช่นกัน คือ หน้าที่หลัก และหน้าที่พลเมืองดีของชาติ ดังนั้นหากเผยแพร่แนวคิดดังกล่าวทั้งประเทศ ปัญหาหลัก ๆ จะผ่อนเบาไปมาก และประเทศจะก้าวไปได้อย่างมั่นคง
"ที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงทุกหย่อมหญ้า มีความเหลื่อมล้ำรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ศีลธรรม หรือเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันชนบทไทยมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะวิถีชีวิตและคุณภาพชีวิต ฉะนั้นทำอย่างไรให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีเทียบเท่าคนเมือง สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้
เพราะตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ปี 2504 พบความเหลื่อมล้ำยิ่งมีมากขึ้น ครัวเรือนในชนบทมีหนี้สิน ขาดอำนาจต่อรอง ชาวนาไม่มีทางสู้ จึงต้องทำให้พวกเขาเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้ถามว่ามีคนเคยทำหรือไม่"
natdanai0310658
ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม กล่าวถึงบัณฑิตไทยไม่กลับไปทำนา ชาวนาไทยจึงไม่มีความรู้และชราลงเรื่อย ๆ เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและสหรัฐอเมริกา ด้วยเป็นความคิดฝังหัวของพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเรียนจบกลับมาทำนา นี่คือความคุ้นชินกับความบกพร่องที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ไทยผลิตบัณฑิตเพื่อทำงานในองค์กรข้ามชาติ
นอกจากนี้นักวิชาการยังรับใช้คนรวยมากกว่าคนจนสูงถึงร้อยละ 90 งานวิจัยส่วนใหญ่รับใช้คนรวย เพราะมีเงินมาทำวิจัย ส่วนการบริการวิชาการสำหรับชาวนาก็ไม่มี การทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ไม่มี เพราะนักวิชาการมุ่งทำเฉพาะโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น ด้วยสาเหตุข้างต้น ทำให้คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนาจึงอยากเห็นไทยอีก 50 ข้างหน้า มีนักวิชาการลงพื้นที่ช่วยให้คนชนบทหายจน
ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม ระบุด้วยว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักชนบท เป็นลูกคนเมือง จบเมืองไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักมีความรู้สึกเป็นเทวดาลงไปหาชาวนา แทนที่จะเข้าไปสร้างประโยชน์ให้กลับกลายเป็นสร้างโทษ เพราะไม่รู้จริง ฉะนั้นเงื่อนไขสำคัญ หากนักวิชาการจะลงพื้นที่ไปหาชาวนาต้องรู้จักชนบทอย่างแท้จริง ไปอย่างผู้นอบน้อม ไม่ใช่ไปอย่างเทวดาจะลงดินไปช่วย และให้ชาวนาชาวไร่เป็นเจ้าของโครงการ เรามีหน้าที่นำหลักวิชาการไปหนุนเสริม โดยผสมผสานระหว่างศาสตร์สากล ศาสตร์ชาวบ้าน และศาสตร์พระราชา
ก่อนทิ้งท้ายว่า ไม่ขอให้นักวิชาการทำอะไรเกินเลยพันธกิจปกติ เราต้องช่วยกัน อย่างน้อยที่สุดในฐานะพลเมืองดีของชาติ .

ชายแดนไทยผวา เชื้อไวรัส "เมอร์ส"ระบาดตรวจเข้ม

สระแก้วตรวจเข้มนักท่องเที่ยว กัน"ไวรัสเมอร์ส"แพร่ระบาด 
Cr:เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. พ.ต.อ.ไพรัสผุกเจริญ ผกก.ตม.จว.สระแก้ว พร้อมด้วย พ.ต.ท.เบญพล รอดสวาสด์รอง ผกก. ร่วมกับ นายธนกฤต สายสิญจน์ หน.ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จ.สระแก้ว ให้นำกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือทางการแพทย์ มาทำการตรวจวัดความร้อนในร่างกายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยงแถบตะวันออกกลาง ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่กำลังมีการระบาดของ เชื้อไวรัส "เมอร์ส" เพื่อคัดกรองและป้องกันการเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยด้านด่านพรมแดนอรัญประเทศ เนื่องจากด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นด่านพรมแดนที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งในแถบยุโรป เอเซียใต้ และอื่นๆเดินทางเข้าออกวันละเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จากการตรวจวัดความร้อนในร่างกายของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการคัดเลือกตรวจเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางมาจากประเกาหลีใต้ ประเทศจีน และนักท่องเที่ยวแถบตะวันออกกลาง โดยใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานสากลวัดความร้อนในร่างกายของนักท่องเที่ยวดังกล่าว ซึ่งความร้อนในร่างกายของมนุษย์ปกติจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากสูงขึ้นไปอยู่ที่ 38 องศาเซลเซียส ถือว่าผิดปกติจะต้องรีบตรวจหาสาเหตุของความร้อนนั้นทันที อย่างไรก็ตามการตรวจวัดความร้อนในร่างกายของนักท่องเที่ยวกลุ่มเสียงในครั้งนี้ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใดแต่ก็ยังคงจับตาเฝ้าระวังไวรัสเมอร์สอย่างใกล้ชิด.“


ยักษ์กาสิโนทึ้งที่ดิน"มักกะสัน" ดอดคุยรัฐชู"มารีน่าเบย์"ต้นแบบ

updated: 02 มิ.ย. 2558 เวลา 11:06:41 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ทุนใหญ่ต่างชาติทั้งสหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลย์ รุมจ้องพัฒนาที่ดินมักกะสัน 497 ไร่ บริษัท SAND Group ในเครือลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป ยักษ์ใหญ่ธุรกิจกาสิโน สถานบันเทิงจากสหรัฐ เจ้าของ "มารีน่าเบย์ แซนด์" ในสิงคโปร์ ดอดพบ "บิ๊กตู่" ขายไอเดียผุดธุรกิจกาสิโน ทุนไทยไม่น้อยหน้า กลุ่มไทยเบฟ-คิงเพาเวอร์ ซุ่มเจรจาเช่าที่ดินการรถไฟฯ รมว.คมนาคม-รมว.คลัง ปัดวุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่าแม้ภาพรวม เศรษฐกิจและการลงทุนขณะนี้ยังชะลอตัว แต่จากที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาการท่อง เที่ยวและธุรกิจบริการ ทำให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติหลายกลุ่มสนใจเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ครบวงจร โดยเฉพาะหลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแนวคิดจะนำที่ดินแปลงใหญ่ย่านมักกะสัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาพัฒนาสร้างรายได้แก้ปัญหาภาระหนี้สินของ ร.ฟ.ท.ที่มีกว่า 1.1 แสนล้านบาท ปรากฏว่าทุนต่างชาติหลายกลุ่มขานรับนโยบายดังกล่าว

ดอดพบบิ๊กตู่ผุด "กาสิโน" ในไทย

รายงาน ข่าวระบุว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มแซนด์กรุ๊ป (SAND Group) ในเครือกลุ่มบริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป (Las Vegas Sands Corporation) จากสหรัฐ ที่พัฒนาโครงการมารีน่าเบย์ แซนด์ส ในสิงคโปร์ นักลงทุนด้านสถานบันเทิงและบริการการท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากสหรัฐ รู้จักกันในนามนักพัฒนากาสิโนรายใหญ่ของโลก ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความสนใจลงทุนพัฒนาสถานบันเทิงและบริการท่องเที่ยว และกาสิโนครบวงจร ในพื้นที่มักกะสันหรือพื้นที่อื่นที่มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตามเป็นการหารือเบื้องต้น โดยนายกฯแค่รับฟังข้อมูลโดยไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ

ขณะเดียวกันมี ทุนต่างชาติกลุ่มอื่นแสดงความสนใจลงทุนพัฒนาโครงการย่านมักกะสันด้วย ทั้งกลุ่มทุนจากอังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ส่วนนักลงทุนไทยที่สนใจ อาทิ กลุ่มคิง เพาเวอร์ ไทยเบฟเป็นต้น

ทุนต่างชาติแย่งเค้กที่ดินมักกะสัน

แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ดินย่านมักกะสันเนื้อที่ 497 ไร่ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติหลายราย

ก่อนหน้าที่รัฐบาลชุด ปัจจุบันจะกำหนดพื้นที่พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว หรือปอดของคนกรุงเทพฯ มีบริษัท โมริ จากประเทศญี่ปุ่น มานำเสนอโครงการโดยจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงิน โมเดลเดียวกับที่ลงทุนในประเทศจีน

ส่วนบริษัท MRCB LAND จากประเทศมาเลเซีย ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เช่นเดียวกัน โดยจะพัฒนาโครงการรูปแบบเชิงพาณิชยกรรมครบวงจร โดยรอบสถานีมักกะสัน คอนเซ็ปต์เดียวกันกับโครงการ KL Sentral กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยพัฒนาเป็นเมืองเล็ก ๆ ประกอบด้วย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และที่พักอาศัย เพราะมองว่าที่ดินมักกะสันเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงสามารถพัฒนาได้ ซึ่ง พล.อ.อ.ประจินชี้แจงกับบริษัทว่า นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเน้นพัฒนาสวนสาธารณะเป็นหลักมากกว่า

สำหรับกระแสข่าวที่มีกลุ่ม SAND Group นักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ กลุ่มเดียวกับกลุ่มบริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป สนใจจะมาพัฒนาเป็นรูปแบบเดียวกับ "มารีน่าเบย์ แซนด์ส" นั้น กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้รับการติดต่อ

โดยล่าสุดอยู่ระหว่างจ้างที่ ปรึกษาประเมินราคาที่ดิน มูลค่าทรัพย์สิน และค่าเสียโอกาสที่ ร.ฟ.ท.จะได้รับ คาดว่าจะนำเสนอข้อสรุปเบื้องต้นต่อ พล.อ.อ.ประจิน รมว.คมนาคม และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาในวันที่ 19 มิถุนายนนี้

"มารีน่าเบย์ แซนด์ส" ต้นแบบ

"แนวคิดการพัฒนารูปแบบมารีน่าเบย์ แซนด์ส ก็มีความเป็นไปได้ เพราะคอนเซ็ปต์การพัฒนาจะคล้ายกับนโยบายของ คสช. คือจะแบ่งพื้นที่การพัฒนา 3 ส่วน คือ พิพิธภัณฑ์ 30 ไร่ พื้นที่สวน 150 ไร่ และพื้นที่เชิง พาณิชยกรรม เฟสแรก 140 ไร่อาจจะมีการสร้างตึกสูงเพื่อให้เป็นแลนด์มาร์ก ขึ้นอยู่กับการออกแบบของกรมธนารักษ์ และเอกชนที่สนใจ และนำเสนอโครงการ"

สอดคล้องกับที่ นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ก่อนหน้านี้ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กับกระทรวงการคลัง พิจารณานำที่ดินโครงการมักกะสันมาพัฒนา เพื่อแลกกับหนี้ที่ ร.ฟ.ท.มีทั้งหมดประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ส่วนจะลดภาระหนี้ได้เท่าใดหลังมีการพัฒนาตามโมเดลใหม่อยู่ระหว่างศึกษา แต่หากไม่เพียงพอจะพิจารณาที่ดินแปลงอื่นด้วย เช่น สถานีแม่น้ำ 277 ไร่ และบริเวณ กม.11 จำนวน 359 ไร่

"ที่ดินมักกะสันจะต้องแบ่งพื้นที่ เป็นปอดคนกรุงเทพฯ การพัฒนาเชิงพาณิชย์อาจจะมีไม่มาก ทางกรมธนารักษ์ต้องให้ที่ปรึกษาออกแบบการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ สอดคล้องกับนโยบาย ความตั้งใจของรัฐบาลอยากจะให้เหมือนกับโครงการมารีน่าเบย์ของสิงคโปร์"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการ "มารีน่าเบย์ แซนด์ส" เป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่อ่าวมารีน่า ประเทศสิงคโปร์ นับเป็นอาคารที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก ประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากราคาที่ดินในบริเวณดังกล่าวที่มีมูลค่าสูง พัฒนาโดยบริษัทลาสเวกัสแซนด์ส ประกอบด้วย โรงแรม ศูนย์การค้า กาสิโน โรงละคร ศูนย์ประชุม และพิพิธภัณฑ์

ปัดวุ่นผุดบ่อนกาสิโน

ผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.อ.ประจิน ถึงกรณีกลุ่ม SANS Group จะเสนอโครงการพัฒนาที่ดินมักกะสันเป็นกาสิโน พล.อ.อ.ประจินกล่าวสั้น ๆ ว่า "ยังไม่มี และไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด"

อนึ่ง สำหรับแผนพัฒนาโครงการที่ดินย่านมักกะสัน ตามผลการศึกษาเดิมของ ร.ฟ.ท. ก่อนที่รัฐบาล คสช.จะเข้ามาบริหารประเทศ มีแนวคิดพัฒนาเป็นซูเปอร์คอมเพล็กซ์ มูลค่าโครงการกว่า3 แสนล้านบาท แบ่งการพัฒนาเป็น 4 โซนประกอบด้วย 1.โซนเอ พื้นที่ 139.82 ไร่ เป็นส่วนธุรกิจการค้า 2.โซนบี มีพื้นที่ 117.31 ไร่ เป็นส่วนธุรกิจสำนักงาน 3.โซนซีพื้นที่ 151.40 ไร่ เป็นส่วนแสดงสินค้า และ 4.โซนดี มีพื้นที่ 88.58 ไร่ เป็นส่วนบางกอกแฟชั่น

ยันไม่มีนักลงทุนพบนายกฯ

ด้าน นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ปฏิเสธในทำนองเดียวกันว่า ไม่มีนักลงทุนรายใดเข้าพบนายกฯ เพื่อหารือถึงเรื่องการลงทุนในพื้นที่มักกะสัน และถึงขณะนี้ตนก็ไม่เห็นมีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดัง กล่าว

"ผมไม่ทราบ แต่ไม่มีนะ พบนายกฯก็ไม่มี" นายสมหมายกล่าว

ขณะ ที่แหล่งข่าววงในรัฐบาลระบุว่า นักลงทุนที่สนใจพื้นที่มักกะสัน หากเป็น "มารีน่าเบย์ แซนด์ส" ก็คือกลุ่มเดียวกับที่ลงทุนอยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย และในอดีตทางคิง เพาเวอร์ กับอิตาเลียน-ไทย ก็เคยชักชวนนักลงทุนกลุ่มนี้มาลงทุนในจังหวัดภูเก็ต อย่างไรก็ตามการเข้ามาของกลุ่มนี้ น่าจะสนใจรับทำมาสเตอร์แพลนการใช้ประโยชน์พื้นที่มากกว่า

ก่อนหน้านี้ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุลอธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษาภายนอก เข้ามาประเมินราคาทรัพย์สินของ ร.ฟ.ท. ในส่วนของที่ดินมักกะสัน ก่อนจะโอนแลกหนี้กับกระทรวงการคลัง จะได้ข้อสรุปประมาณ 30 วันหลังจากนี้

เปิดปูม "ลาสเวกัส แซนด์" 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป เป็นกลุ่มนักลงทุนด้านสถานบันเทิงและบริการการท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากสหรัฐ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการโดดเด่นและแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ เน้นการพัฒนาอสังหาฯครบวงจร ตั้งแต่โรงแรมที่มีห้องพักหรูหรา สิ่งอำนวยความสะดวกระดับ High-end เช่น ไนต์คลับ, สปา, ร้านค้าปลีก รวมทั้งกาสิโนที่หลากหลาย

ผลงานของลาสเวกัส แซนด์ ที่ผ่านมา เคยทุ่มงบฯก่อสร้างอาคารคอมเพล็กซ์ด้านการท่องเที่ยวในนครโฮจิมินห์ อดีตเมืองหลวงของเวียดนาม ใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในญี่ปุ่น สร้างตลาดกาสิโนขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชีย พัฒนามารีน่าเบย์ แซนด์ส (Marina Bay Sands) รีสอร์ตขนาดใหญ่ ที่อ่าวมารีน่า ประเทศสิงคโปร์ นับเป็นอาคารที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก ประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้มีโรงแรมเดอะ เวเนเชี่ยน มาเก๊า รีสอร์ต, โฟร์ซีซั่น โฮเทล มาเก๊า, เดอะ พลาซ่า มาเก๊า, Sands Cotai Central และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์

ว่าด้วย ปตท.ทุนและกองทัพ


*คนชั่วที่แกล้งดีรึ?/K-P*
@พลอ.เปรมลงจากตำแหน่งก็ไปทำงานรับใช้ให้ซีพี ในขณะที่นายอานันท์ ปันยารชุน ไปทำงานรับใช้บริษัทเชฟรอน@
^^....โลกแห่งความเป็นจริงทหารก็คือผู้ดูแลปิโตรเลียมในชาติอย่างแท้จริง หลุมขุดน้ำมันหลายบ่อก็อยู่ในเขตของทหารแบบไม่ให้คลาดสายตา ความร่ำรวยอู้ฟู้ของทหารระดับนายพลจึงบานขึ้นยังกับดอกเห็ด ในขณะที่พลอ.เปรมลงจากตำแหน่งก็ไปทำงานรับใช้ให้ซีพี ในขณะที่นายอานันท์ ปันยารชุน ไปทำงานรับใช้บริษัทเชฟรอน แทนที่จะเลือกทำงานรับใช้คนในชาติแต่ทั้งหมดกับเลือกรับใช้นายทุนและบริษัทต่างชาติ ^^
=>ก่อนหลังการลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลอ.เปรม ท่านยังได้สร้างปตท.ในรูปแบบใหม่ขึ้นมากับมือตนเอง หลังจากนั้นมาทุกรัฐบาลก็เข้ามาปู้ยี่ปู้ยำพรบ.ปิโตรเลียมจนมันเลือนหายไปจากความทรงจำกันว่าพลังงานเป็นของประชาชน และข้อกฎหมายในพรบ.ปิโตรเลียมต่างถูกเขียนขึ้นหลายมาตราว่าปิโตรเลียมเป็นของรัฐบาล!!ไม่ใช่ของประชาชน นับตั้งแต่นั้นมาโลกแห่งความเป็นจริงทหารก็คือผู้ดูแลปิโตรเลียมในชาติอย่างแท้จริง หลุมขุดน้ำมันหลายบ่อก็อยู่ในเขตของทหารแบบไม่ให้คลาดสายตา ความร่ำรวยอู้ฟู้ของทหารระดับนายพลจึงบานขึ้นยังกับดอกเห็ด ในขณะที่พลอ.เปรมลงจากตำแหน่งก็ไปทำงานรับใช้ให้ซีพี ในขณะที่นายอานันท์ ปันยารชุน ไปทำงานรับใช้บริษัทเชฟรอน แทนที่จะเลือกทำงานรับใช้คนในชาติแต่ทั้งหมดกับเลือกรับใช้นายทุนและบริษัทต่างชาติ การคาดหวังจากคสช.จึงเป็นเรื่องที่ไร้ความหวังเพราะคสช.ทุกคนก็คือผู้ที่เข้ามาสานต่อเรื่องพลังงานและนั่นก็คือหน้าที่ของทหารที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเหมือนทำเนียมที่ทำกันมาตั้งแต่ยุคปี2475 ที่ประชาชนคือผู้ที่ถูกกดหัวจากอำนาจเผด็จการตลอดมา.=>ประเทศที่มีปัญหาเรื่องพลังงานจริงๆแล้วแก้ไขไม่ได้รัฐบาลเขาต้องลาออก มีแต่ประเทศนี้ที่มีปัญหาเรื่องพลังงานแต่มีแต่คนอยากคุมก.พลังงานกันจนแทบจะฆ่ากันตาย ช้างตายทั้งตัวพวกมึงยังพยายามเอาใบบัวมาปิดมันให้ได้..เวรจริงๆ..

ปรองดองรอบ2 ตบเท้าพรึ่บ สโมสรทบ. "นพดล-ปึ้ง-อ๋อย-ตู่-สุริยะใส-เจิมศักดิ์" พาเหรดมา

ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป จัดเสวนาปรองดองสมานฉันท์ฯ ครั้งที่ 2 โดยมีตัวแทนจากกลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองเข้าร่วม เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการหาทางออกของประเทศ ไม่ให้เกิดความความขัดแย้ง
http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14333033911433303435l.jpg
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2558ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) จัดเสวนาปรองดองสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทย ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ "อนาคตของประเทศไทย" โดยเชิญนักการเมือง นักวิชาการ และกลุ่มประชาชนเข้ามาร่วมพูดคุยหารือ เพื่อเสนอแนวทางเดินหน้าปฏิรูปประเทศ โดยมี พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก เป็นประธานในเวทีการพูดคุย  พร้อมด้วย พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ในฐานะผอ.ศปป.  เข้าร่วมเสวนาด้วย

http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14333033911433303439l.jpg

ทั้งนี้บรรยากาศก่อนเข้าประชุม ได้มีนักวิชาการ นักการเมือง ทยอยเข้า ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายเสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการอิสระ นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.  นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำ กปปส. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สภาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ  เป็นต้น
   
อย่างไรก็ตามแกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับเชิญ แต่ไม่ได้มาร่วมเสวนา  คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ขอลาประชุมเนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ

http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14333033911433303444l.jpg
    
ในขณะที่บรรยากาศโดยรอบ เป็นไปอย่างเข้มงวดมีเจ้าหน้าที่ทหารรักษาความปลอดภัยทุกทางเข้าออก และไม่ให้ผู้เข้าร่วทเสวนานำเครื่องมือสื่สารเข้าร่วมประชุมด้วย  ประกอบกันด้านสื่อมวลชนสามารถติดตามทำข่าวได้ที่ห้องโถงรับรองในสโมสรทหารบก

ทั้งนี้การเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของปัญหา และข้อเสนอแนะจากทุกกลุ่ม พร้อมทั้งร่วมพิจารณาหาทางออกในการลดความขัดแย้ง และขจัดเงื่อนไขที่จะสร้างความแตกแยกในสังคมไทยไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

โรคระบาดจาเกาหลีใต้ลามจีน

คัดกรองผู้เดินทางมาจากเกาหลีใต้ด่วน ระบาดหนักแพร่เข้าจีนแล้ว ....... OMG ข่าวนี้คน ไทยไม่ได้ซีเรียสเลย แต่ที่เกาหลีใต้ เป็นข่าวใหญ่มาก คนเกาหลีแทบจะไม่ออกจากบ้านไปไหนถ้าไม่จำเป็น การติดเชื้อและอาการ จะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ตามฤดูกาล แต่รุนแรงกว่า ข้อมูลตอนนี้ ยังมีไม่มาก เนื่องจากพบครั้งแรกในปี 2012
ไวรัส MERS - Middle East Respiratory Syndrome หรือ Coronavirus สายพันธุ์กลุ่มอาการ โรคทางเดินหายใจ ตะวันออกกลาง โดย Coronavirus นี้เป็นสายพันธ์ไวรัสตระกูลใหญ่ อาทิ ไข้หวัด และ SARS-CoV หรือพวกโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
เชื้อไวรัส MERS เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี .2012 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย มีคนเสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้มากกว่า 100 ราย ยังมีการแพร่กระจาย ไปประเทศอื่นอีก ได้แก่ จอร์แดน การ์ต้า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ตูนีเซีย อียิปต์ อังกฤษ สหรัฐฯ และล่าสุด เกาหลีใต้
“ไวรัส MERS ” จะแพร่จากคนสู่คน เมื่อมีการปฏิสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่จะติดเชื้อจากละอองเสมหะ เมื่อมีอาการไอหรือจาม ถ้าร่างกายแข็งแรงพอ ก็รอดได้ แต่ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิต จะเป็นผู้สูงอายุ กับคนที่ร่างกายอ่อนแอ ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อ ที่เกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆและเริ่มมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อ 25 ราย สูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจากประเทศซาอุดิอาระเบีย และ UAE ผู้เสียชีวิต รายแรกเป็นผู้หญิง อายุ 58 ปี เนื่องจากภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน รายที่ 2 เพศชาย อายุ 71 ปี
สอทไทย/โซล แจ้งเตือนมายังชาวไทย ในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะที่อาศัยในเขตเมือง Daejeon และพื้นที่ใกล้เคียง ให้เพิ่มความระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงการอยู่ใน ที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นแหล่งติดเชื้อได้ หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และใช้หน้ากากอนามัย ปิดปากและจมูก เมื่อมีอาการไอ หรือจาม และหากเป็นไข้ไม่สบาย ควรรีบพบแพทย์ทันที
ขณะนี้ทางการเกาหลีใต้ได้ สั่งห้ามการเดินทาง ออกนอกประเทศของผู้ต้องสงสัย ติดเชื้อไวรัส MERS อีกราว 700 คนแล้ว WTO ออกแถลงการณ์ว่า ไม่พบการรแพร่ระบาด ‘จากคนสู่คน’ ในเกาหลีใต้ และ ไม่ได้แนะนำให้มีการตรวจสอบ ผู้โดยสาร หรือเคร่งครัด ในการควบคุมการเดินทางแต่อย่างใด ชณะที่สื่อจีนรายงานว่า ชายชาวเกาหลีใต้ ซึ่งถูกตรวจพบว่าติดไวรัส MERS แต่ไม่สมัครใจยอมถูกกักกันโรค ได้เดินทางด้วยเครื่องบิน ไปยังฮ่องกง และต่อรถยนต์เข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่


วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เปิดเกมรุก หยุดทักษิณ ก็ต้องหยุดแรงกระเพื่อม !

หลัง คสช. เดินเกม ถอนพาสปอร์ต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อด้วยเดินหน้าถอด ถอดยศ ถือเป็นการเปิดเกมรุกสะกด การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่พยายามออกมาเคลื่อนไหวในต่างแดน ซึ่งการเดินเกมนี้มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะการต่อรองของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับ กลุ่ม คสช.ไม่สามารถเจรจากันต่อไปได้ หรือ ดีลการต่อรองไม่มีทางเกิดขึ้น

การออกมาเปิดเกมรุก พุ่งตรงไปยังตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นการพุ่งเป้าตรงมายังหัวขบวนของกลุ่ม เป็นต้นตอของกลุ่มอำนาจในซีกนี้โดยตรง และเป็นการสะท้อนรากของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยที่ผ่านมาว่า ปัญหาที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ คือต้นตออย่างแท้จริง

ปัญหาความขัดแย้งในสังคมต้องยอมรับว่า ปัญหาได้ลุกลามขึ้นมาตั้งแต่ช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามามีอำนาจทางการเมือง แม้จะผ่านการนั่งในอำนาจโดยตรงเนื่องจากต้องหลบลี้หนีไปต่างประเทศเหตุหนี้คดีที่ศาลตัดสินจำคุก และยังมีคดีความอีกมากมายหลายคดี แต่ในช่วงที่พรรคการเมืองอีกซีกอย่างประชาธิปัตย์จะขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองเป็นรัฐบาล อิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังคงมีอยู่เหนือตัวแทนที่นั่งอยู่ในพรรคการเมืองที่ตัวเองก่อตั้ง และ กลุ่มการเมืองจัดตั้ง อย่างนปช. อย่างแท้จริง

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์เปิดเกมรุกกลับจาก คสช. ในเรื่องถอนพาสปอร์ต และ เดินหน้าถอดยศ ทำให้การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดชะงักทันที แต่ สิ่งที่เราเห็นต่อมาก็คือ บรรดาเครือข่ายพลพรรค ต่างออกมาดิ้น ตอบโต้การกระทำดังกล่าวเป็นละลอก

พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างเป็นการไล่ล่าตระกูลชินฯ ไม่เป็นธรรม อ้างไปถึงแนวทางนี้ไม่สามารถเดินหน้าไปสู่ความปรองดองในอนาคตได้

แน่นอนว่า หลังการเดินเกมรุกเปิดใส่ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรงแบบนี้ ถามว่า คสช.ประเมินหรือไม่ว่าจะเกิดกระแสต้านจากพลพรรค การเคลื่อนไหวใต้ดินหนักขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ยอมต้องมีการประเมินและเตรียมตั้งรับกันพอสมควร จะเห็นได้ว่า ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงได้ออกมาให้ข่าวว่าได้จับตาดูในเรื่องดังกล่าวอยู่ แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่ผิดปรกติ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความนิ่งในขณะนี้ ไมใช่เรื่องที่จะไว้วางใจได้ เพราะก่อนหน้าในช่วงสงกรานต์ก็เกิดความเคลื่อนไหว เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นในพื้นที่เกาะสมุยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ในภาคใต้มาแล้ว ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงก็ประเมินว่านี้เป็นการสร้างสถานการณ์ทางการเมือง มีการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น หลายฝ่ายที่ประเมินสถานการณ์ว่า นับจากนี้อาจมีการเปิดเกมแรงใส่ มีการเคลื่อนไหวใต้ดินหนักขึ้นจึงไม่อาจประมาทได้เด็ดขาด แม้ขณะนี้หน้าฉากจะยังเป็นเพียงสงครามน้ำลาย ที่เหล่าแม่ทัพนายกองจะอาศัยช่องทางต่างๆปล่อยแนวคิดผ่านสื่อทั้งสื่อออนไลน์และสื่อกระแสหลักเท่านั้น
นับจากนี้ เมื่อคสช.เปิดเกมรุก ย่อมเกิดแรงกระเพื่อม แต่จะสามารถสกัดหยุดแรงเหล่านั้นลงได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตามกันต่อไป...
.............................
ขอบคุณ ...เปลวไฟน้อย


บุกค้นเรือนำเที่ยวท่าน้ำพระราม3 ผงะ ! ซุกอาวุธสงครามอื้อ

ตำรวจกองปราบขยายผลจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด พบยาไอซ์-อาวุธสงครามซุกเรือนำเที่ยววัดคลองภูมิ ย่านพระราม3 ผู้การฯกองปราบ ปัดเชื่อมโยงการเมือง
วันที่ 2 มิ.ย. 2558พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบราม เข้าตรวจสอบบริเวณท่าน้ำวัดคลองภูมิ ซอยพระรามสาม 46 เขตยานนาวา กทม. หลังรับแจ้งว่า พบวัตถุระเบิดหลายรายการและเครื่องกระสุนปืนซุกซ่อนอยู่ในเรือนำเที่ยวลากจูง ชื่อ ดิแอดมิราล ซึ่งจอดอยู่บริเวณท่าน้ำดังกล่าว
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบระเบิดซีโฟร์ น้ำหนักประมาณ 2 ปอนด์ครึ่ง ระเบิดเครโมจำนวน 1 ลูก ระเบิดชนิดเอ็ม67 จำนวน 1 ลูก ระเบิดควันจำนวน 1 ลูก กระสุนปืนเอ็ม16 จำนวน 224 นัด ยาไอซ์ น้ำหนักประมาณครึ่งกรัม
ขณะที่พ.ต.อ.อัคราเดช เปิดเผยว่า เบื้องต้นตำรวจขยายผลมาจากการจับผู้ต้องหาคดียาเสพติด ซึ่งเป็นช่างเครื่องประจำเรือลำนี้ โดยการขยายผลมาตรวจค้นที่เรือลำดังกล่าว จึงพบของกลางทั้งหมดซุกซ่อนอยู่ และจากการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหา พบว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีลักลอบค้าอาวุธสงครามและเชื่อว่าอาวุธที่พบไม่น่าจะเชื่อมโยงกับคดีทางการเมืองแต่อย่างใด


เกมลึก "บิ๊กตู่" ผ่าตัดทัพ 1 "อุดมเดช" นิ่ง จับตา "พอพล-ปรีชา" ชิง ผบ.ทบ. และแม่ทัพเรือ "เข้"

เกมลึก "บิ๊กตู่" ผ่าตัดทัพ 1 "อุดมเดช" นิ่ง จับตา "พอพล-ปรีชา" ชิง ผบ.ทบ. และแม่ทัพเรือ "เข้"

วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:30:03 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (แฟ้มภาพ)

รายงานพิเศษ/มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 27 ก.ย.- 3 ต.ค.2556)



แม้บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายทหาร จะคลอดออกมาแล้ว แต่เรื่องที่ยังเม้าธ์กันสนั่นกองทัพบก ก็คือ ฝีมือการตัดกองทัพภาค 1 ของบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

เพราะนอกจากจะเปลี่ยนแม่ทัพภาค 1 คนใหม่ ด้วยการคิดใหม่ทำแปลก โดยให้บิ๊กหมู พล.ท.ธีระชัย นาควานิช ขยับแนวระนาบจาก รอง เสธ.ทบ. มานั่งคุมขุมกำลังหลัก แทนการให้ขึ้นจาก รองแม่ทัพภาค 1 หรือแม่ทัพน้อย 1

แถมทั้ง พล.ท.ธีระชัย ก็ไม่ได้อยู่ในเส้นทางเหล็กของผู้ที่จะขึ้นแม่ทัพภาค 1 เพราะแม้จะเป็น ผู้บังคับกองพัน และผู้บังคับการกรม จาก พล.ร.2 รอ. บูรพาพยัคฆ์ แต่ก็ไม่เคยเป็น ผู้บัญชาการกองพล มาก่อน แต่ก็เคยเป็นแม่ทัพน้อย 1

แต่ด้วยเพราะ เก้าอี้แม่ทัพภาค 1 ในโยกย้ายครั้งนี้ เป็นโควต้าของบูรพาพยัคฆ์และน้องรักของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม พี่ใหญ่แห่งทหารเสือตะวันออก จึงทำให้ พล.ท.ธีระชัย ข้ามมาเสียบแทนบิ๊กอู๊ด พล.ท.วลิต โรจนภักดี ที่ยังต้องนั่งเป็นแม่ทัพน้อย 1 รอที่จะเป็นแม่ทัพภาค 1 ในปีหน้า ด้วยความหวังว่าจะไม่ถูกเสื้อแดงสกัดอีก

แต่ทว่าได้ถูกมองว่า เป็นกลเกม การเตะถ่วงเวลาของ พล.ท.ธีระชัย ที่เดิมมีชื่อจ่อชิง เสธ.ทบ. แต่เพราะหากให้ขึ้นมาเป็นพลเอก ขึ้นห้าเสือ ทบ. เลย ก็จะกลายเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ.คนใหม่ ในการโยกย้ายปลายปี 2557 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เกษียณ แข่งกับบิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เสธ.ทบ. เพื่อน ตท.14 กันเอง ที่ขยับขึ้นจ่อเป็น รอง ผบ.ทบ. เนื่องจาก พล.ท.ธีระชัย เกษียณปี 2559 ส่วน พล.อ.อุดมเดช นั้นเกษียณปี 2558

อีกทั้งจะเป็นการทำให้ พล.ท.ธีระชัย ได้เปรียบบิ๊กติ๊ก พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาค 3 น้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ที่ถูกจับตามองว่า ในโยกย้ายปลายปีหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จะผลักดันขึ้นห้าเสือ ทบ. แน่นอน เพื่อไปวัดดวงชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. คนต่อจาก พล.อ.อุดมเดช



พล.ท.ปรีชา นั้นเป็นแกนนำ ตท.15 แถมมีอายุราชการถึงปี 2559 โผโยกย้ายครั้งนี้จึงถูกมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จัดทัพเพื่อกรุยทางให้น้องชาย

เพราะ พล.ท.วลิต เอง ก็ไม่ได้ขึ้นแม่ทัพภาค 1 แต่เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 ต่อไป เพราะเขาเป็น ตท.15 และมีอายุราชการถึงปี 2559 เช่นเดียวกับ พล.ท.ปรีชา

เชื่อกันว่า ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จะเกษียณ ก็คงต้องส่ง พล.ท.ปรีชา น้องชาย ขึ้นฝั่งเป็นห้าเสือ ทบ. ก่อน เพื่อให้ไปวัดดวงเอาว่าจะได้เป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.อุดมเดช หรือไม่ เพราะ พล.อ.อุดมเดช นั้น เมื่อเป็น ผบ.ทบ. ในโยกย้ายปลายปีหน้า ก็คงต้องตอบแทน พล.อ.ประยุทธ์ ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งแน่

อีกทั้งยังมีเหตุผลที่สวยงาม ในการดันแม่ทัพภาค 3 ขึ้นห้าเสือ ทบ. ว่าเพื่อเป็นการกระจายความเป็นธรรม ไม่ใช่ให้แต่แม่ทัพภาค 1 เท่านั้น

หนทางของ พล.ท.ปรีชา สู่เก้าอี้ 5 เสือ ทบ. อาจจะมองเห็นชัดเจน แต่ทว่าหนทางที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. นั้นไม่ง่าย

ด้วยเพราะ พล.ท.ปรีชา นั้น ไม่ใช่แค่ไม่ได้โตมาในสายกำลังรบ หรืออาจเรียกว่า ไม่ได้เป็นดาวรุ่งหรือดาวเด่นในกองทัพภาค 3 มาก่อนเลย จนเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็น ผบ.ทบ. นี่เอง ที่เขาได้เข้าไลน์เป็นรองแม่ทัพภาค 3 แม่ทัพน้อย 3 และ เป็นแม่ทัพภาค 3



ทั้งนี้ ยังมีบิ๊กอุ๋ย พล.ท.พอพล มณีรินทร์ ผบ.ร.ร.นายร้อย จปร. ที่ไม่อาจมองข้าม เพราะมีข่าววงในว่า ได้รับการผลักดันจากแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้ขึ้นเป็นห้าเสือ ทบ. ตั้งแต่การโยกย้ายครั้งล่าสุดแล้ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ต่อรองให้รอไปก่อน เพราะเป็น ตท.16 และมีอายุราชการถึงปี 2559

แต่เชื่อว่าโผหน้า ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ เกษียณ ก็คงต้องไฟเขียวให้ พล.ท.พอพล ขึ้นมาเป็นห้าเสือ ทบ.

แม้ว่าภาพพจน์ พล.ท.พอพล จะเป็นนายทหารที่ติดตามบิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มายาวนาน แต่ทว่าเส้นทางของเขานั้นไม่ธรรมดา ตรงที่เป็นนายทหารรบพิเศษหมวกแดง และเป็นนักรบเหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร จึงได้ถูกคัดเลือกมาเป็นนายทหารคนสนิท พล.อ.ชวลิต ตอนเป็น ผบ.ทบ.

แต่ทว่าก็ไม่เคยเป็น ผู้บัญชาการกองพลคุมสายกำลังรบ แต่เป็น ผบ.ร.ร.เตรียมทหาร ผบ.ร.ร.นายร้อย จปร. ที่ถือว่าเป็นนายทหารที่สมาร์ต และเป็นครูใหญ่ของเด็กๆ

ที่สำคัญ เขาเป็นน้องชายของ พล.ต.ท.วงกต มณีรินทร์ แกนนำ ตท.10 เพื่อนซี้ พ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้ง พล.ท.ปรีชา และ พล.ท.พอพล จะเป็นตัวแทนของ ตท.15 และ ตท.16 ในการชิงขึ้นมาเป็นห้าเสือ ทบ. ในโยกย้ายปลายปีหน้า และชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. กันในปลายปี 2558



แต่ทว่า ณ เวลานี้ พล.อ.อุดมเดช เสธ.ทบ. ที่ขยับขึ้น รอง ผบ.ทบ. นั้น ถูกมองว่านอนมา 100% ที่จะเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่ ต่อจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเกษียณกันยายน 2557 นี้ เพราะพร้อมสรรพทั้งเส้นทางรับราชการที่โตมาในสายกำลังรบ และเป็นนายทหารเสือราชินี

มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จากการทำงานในฐานะ เสธ.ทบ. ที่เป็น เลขาธิการ กอ.รมน. ด้วยทำให้กลายเป็นคนคุ้นเคยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่เป็น ผอ.รมน. ด้วย

รวมทั้งการเป็น แผงดรีมทีมความมั่นคง ทั้งกับบิ๊กแมว พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯ สมช. เพื่อน ตท.14 น้องรักของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาฯ ศอ.บต. และบิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกลาโหม คนใหม่ เพื่อน ตท.14 ที่กลายเป็นนายทหารข้างกาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกคน

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะมีโปรดเกล้าฯ ให้เป็น รอง ผบ.ทบ. ครองอัตราจอมพล แล้ว แต่ พล.อ.อุดมเดช ก็ยังรักษาอาการนิ่งไว้ได้ดังเดิม ไม่มีการยิ้มร่า หรือดีใจอะไรจนเกินงาม และหลีกเลี่ยงที่จะให้ใครแสดงความยินดี

ทั้งนี้ อาจเพราะเกรงว่าจะออฟไซด์ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กำลังจะหมดความสำคัญหมดอำนาจลงไปด้วยนั่นเอง



ที่น่าจับตามองคือ ตอนนี้ ตท.14 ขึ้นมาเป็นแผงรองรับ พล.อ.อุดมเดช แล้ว ทั้ง พล.ท.ธีระชัย เป็นแม่ทัพภาค 1 พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง เป็นแม่ทัพภาค 2 บิ๊กโบ้ พล.ท.อักษรา เกิดผล เป็น เสธ.ทบ.คนใหม่ และจะเป็น เลขาธิการ กอ.รมน.ที่จะมาอยู่ในดรีมทีมความมั่นคงด้วย

และต้องรอดูว่า ตท.14 แผงดรีมทีมความมั่นคง จะยึดเก้าอี้แม่ทัพภาค 4 ในการโยกย้ายกลางปี เมษายนปีหน้าหรือไม่ เมื่อบิ๊กแขก พล.ท.สกล ชื่นตระกูล จะต้องขยับเป็นพลเอก เตรียมเกษียณ เมื่อนั้น อาจมีการส่งบิ๊กไก่ พล.ต.กิตติ อินทสร รองแม่ทัพภาค 4 แกนนำ ตท.14 ขึ้นมาเป็น พลโท ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายข่าว ไว้แล้ว

เพราะแม้จะมีข่าวว่า มีบางสูตรอำนาจที่จะดัน พล.ท.วลิต ลงไปเป็นแม่ทัพภาค 4 ก็ตาม แต่วงใน ทบ. เชื่อกันว่า พล.ท.วลิต ต้องการลุ้นที่จะผ่านด่านรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดง ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 1 มากกว่า ที่จะต้องหนีกระแสต้าน ลงไปโตในชายแดนใต้

เพราะแม้ร่างกายจะแข็งแรงดีแล้วจากที่ถูกระเบิดที่สี่แยกคอกวัว ตอนเมษายน 2553 แต่ก็อาจจะทำงานที่ชายแดนใต้ไม่ได้เต็มที่นัก

แต่อีกสูตรอำนาจหนึ่งคือ พล.อ.ประยุทธ์ อาจคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยการให้ พล.ต.ปราการ ชลยุทธ รองแม่ทัพภาค 3 ที่ขยับไปเป็นรองแม่ทัพภาค 4 ในโผโยกย้ายล่าสุด ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 4 แทน เนื่องจากเห็นฝีมือเมื่อครั้งลงไปเป็น ผบ.ฉก.ยะลา และจะเป็นการส่งทหารจากเหนือ และเป็นทหารม้า มาแก้ไฟใต้บ้าง

อย่างไรก็ตาม ในบรรดา ผช.เสธ.ทบ.ชุดใหม่หลายคน ก็มีสิทธิ์ที่จะลุ้นเป็นแม่ทัพภาค 4 และแม่ทัพภาค 1 ชิงกับ พล.ท.วลิต ได้ เพราะขยับขึ้นพลโท กันในโผนี้แล้ว ทั้งบิ๊กโชย พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายยุทธการ บิ๊กอิ๊ด พล.ต.ภาณุวัชร์ นาควงษม์ ผช.เสธ.ทบ.ฝ่ายกิจการพลเรือน

แต่โอกาสที่ พล.ต.กัมปนาท ตท.16 และ พล.ต.ภาณุวัชร์ ตท.17 ซึ่งเกษียณปี 2559 ที่จะเป็น ผบ.ทบ.นั้น ริบหรี่ลงไปแล้วจากโผนี้ เพราะต้องไปไต่อีกหลายขั้น จาก ผช.เสธ. เป็น รอง เสธ.ทบ. นอกเสียจากขึ้นแม่ทัพภาคใดภาคหนึ่ง ในโยกย้ายปลายปี จึงจะมีสิทธิ์ลุ้น

ส่วนบิ๊กแกะ พล.ต.พิสิทธิ์ สิทธิสาท รองแม่ทัพภาค 1 ที่ถูกย้ายเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ ทบ. แต่ปลอบใจโดยให้เป็น พลโท นั้น ก็ดูจะหมดโอกาสโต เพราะถูกเรื่องร้องเรียน และเกมการเมืองภายใน ทบ. สกัดดาวรุ่งไปเรียบร้อยแล้ว



แต่คนที่คนใน ทบ. รู้ดีว่า คือทายาทอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือบิ๊กเข้ พล.ต.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผบ.พล.ร.2 รอ. น้องรัก ที่ขยับขึ้นรองแม่ทัพภาค 1 ในโผครั้งนี้ เพื่อจ่อเป็นแม่ทัพภาค 1 ในอนาคต ที่คาดกันว่าเขาจะเป็นบูรพาพยัคฆ์อีกคนที่จะขึ้นมาแบบ Fast Track แบบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ขึ้นมายศละปี ในตำแหน่ง โดย พล.ต.เทพพงศ์ นั้นเป็น ตท.18 ที่มีอายุราชการถึงปี 2562 เลยทีเดียว

ส่วนน้องรักอีกคนของบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือบิ๊กตู่เล็ก ว่าที่ พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา แกนนำยังเติร์ก ทบ. แห่ง ตท.20 ที่ขึ้นมาเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. แทน

ในเวลานี้ ใน ทบ. เริ่มมองข้ามช็อตกันไปแล้วว่า เมื่อ พล.อ.อุดมเดช ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ในปลายปีหน้า หน้าตาห้าเสือ ทบ. ที่วางกันไว้คือ ขยับ ว่าที่ พล.อ.อักษรา จาก เสธ.ทบ. เป็นรอง ผบ.ทบ. แล้วให้บิ๊กน้อย พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รอง เสธ.ทบ. เพื่อน ตท.14 มาเป็น เสธ.ทบ. และมี พล.ท.พอพล ผบ.ร.ร.จปร. มาเป็น ผช.ผบ.ทบ. และ พล.ท.ธีระชัย แม่ทัพภาค 1 มาเป็น ผช.ผบ.ทบ. อีกคน

ส่วนบิ๊กต๊อก พล.ท.ไพบูลย์ คุ้มฉายา แม่ทัพภาค 1 แกนนำ ตท.15 ที่ขึ้นมาเป็น พลเอก เป็น ผช.ผบ.ทบ. ในโยกย้ายครั้งนี้ แม้จะมาแรงและ Fast Track ด้วยแรงหนุนจากแกนนำรัฐบาลพรรคเพื่อไทย รวมทั้ง เป็นน้องรักในสายวงศ์เทวัญของ พล.อ.ประยุทธ์ อีกด้วยก็ตาม แต่ก็เสียเปรียบ หากจะชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. กับ พล.อ.อุดมเดช ที่เป็นรุ่นพี่และอาวุโสกว่า เกินไปหลายขุมแล้ว

ตามโผของ ตท.14 แล้ว โยกย้ายปลายปีหน้า เมื่อ พล.อ.อุดมเดช ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก็จะส่ง ว่าที่ พล.อ.ไพบูลย์ ขยับจาก ผช.ผบ.ทบ. ข้ามไปเป็น รองปลัดกลาโหม เลยทีเดียว

ท่ามกลางการจับตามองว่า พล.ท.ไพบูลย์ จะยอมง่ายๆ หรือ ในเมื่อเขานั้นถือว่าไม่ธรรมดา ตั้งแต่ฝ่าด่านต่างๆ ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 1 ได้ โดยโดนครหาว่า เป็นใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จนเจ้าตัวต้องออกมาประกาศว่า "คนอย่างผมไม่เคยกราบเท้าใคร" มาแล้ว

รวมถึงมีข่าวลือออกมาเสมอๆ ถึงการพบปะติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เนืองๆ ในต่างแดน ยิ่งเมื่อมีข่าวว่า พล.ท.ไพบูลย์ ลาไปต่างประเทศ ก็ต้องเช็กข่าวกันวุ่นว่าไปพบเจอใคร

เหล่านี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาในวงการทหาร ในการแย่งชิงอำนาจในหมู่เพื่อนพี่น้องสายเลือดทหารด้วยกัน แต่จะยิ่งดุเดือด เมื่อต้องอิงอำนาจทางการเมือง



แต่ที่เชื่อว่าจะดุเดือดไม่แพ้กันก็คือ กองทัพเรือ ที่ บิ๊กเข้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร.คนใหม่ จะต้องบริหารจัดการความขัดแย้งภายในของ ทร.

ทั้งความน้อยเนื้อต่ำใจ ในการแชร์อำนาจ กระจายอำนาจในแต่ละรุ่น เพราะแม้ว่าบิ๊กหรุ่น พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. จะจัดให้มีทุกรุ่นใน 5 ฉลามทัพเรือ คือ พล.ร.อ.ณรงค์ และบิ๊กเจี๊ยบ พล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ รอง ผบ.ทร. และ พล.ร.อ.ไกรสรณ์ จันทร์สุวานิชย์ ผช.ผบ.ทร. เป็น ตท.13 และบิ๊กปุ๋ย พล.ร.อ.พิจารณ์ ธีรเนตร ผบ.กองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) เป็น ตท.14 และบิ๊กจุ๊ พล.ร.อ.ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ ตท.15 เป็น เสธ.ทร. ก็ตาม

แต่ก็พบว่า ตท.15 ขยับขึ้นมาเป็นพลเรือเอกหลายคน ในขณะที่ยังเป็นแผงอำนาจที่คุมกำลังรบทัพเรือ ทั้ง บิ๊กเผือก พล.ร.อ.อนุทัย รัตตะรังสี และบิ๊กณะ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. ส่วน ตท.14 นั้น มีบิ๊กน้อง พล.ร.อ.พจนา เผือกผ่อง บิ๊กตัน พล.ร.อ.ชัยณรงค์ เจริญรักษ์

แต่ที่จับตามองคือ ปฏิกิริยาของบิ๊กต้อม พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง ที่ถูกเตะไปเป็น รอง ผบ.สส. เมื่อพลาดเก้าอี้ ผบ.ทร.

"ไม่มีอะไรหรอก ยังไงก็เพื่อนกัน คุยกันได้" พล.ร.อ.ณรงค์ ผบ.ทร.คนใหม่ เปรย พร้อมเชื่อมั่นว่า ทร. ไม่มีปัญหาในเรื่องความขัดแย้งอะไร

เพราะในส่วนตัวแล้ว พล.ร.อ.ณรงค์ เผยว่า "ผมเป็นคนใจดี ไม่ได้ดุเข้มอะไร ไม่เชื่อก็ลองดูได้"

โดยเขาจะพยายามทำให้ ทัพเรือ เป็นเหล่าทัพที่รักษาธรรมเนียมให้ได้มากที่สุด ทั้งในการเป็นทหารอาชีพ และวางระยะห่างกับการเมือง รวมทั้งอยู่กันแบบพี่ๆ น้องๆ

ภารกิจสำคัญก็คือ การสานต่อในการแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ในฐานะที่ ทร. มีหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน (ฉก.นย.) ดูแลพื้นที่ 5 อำเภอของ จ.นราธิวาส โดยเน้นที่การดูแลสวัสดิการ ขวัญกำลังใจของทหาร เช่นที่ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ เคยทำไว้ จนมีการตั้งกองทุนน้ำใจไทยฯ ช่วยดูแล

"ผมตั้งใจว่า เมื่อรับมอบหน้าที่ ผบ.ทร. แล้ว ก็จะลงใต้ไปเยี่ยม พบปะทหารเรือที่นราธิวาส" บิ๊กเข้ กล่าว



ส่วนที่สงสัยกันว่า เพราะเหตุใด จึงมีชื่อเล่นว่า "เข้" นั้น พล.ร.อ.ณรงค์ เผยว่า เพราะเป็นคนที่ชอบว่ายน้ำมาก ตอนเรียน ร.ร.เตรียมทหารนั้น เพื่อนๆ เห็นว่าชอบลงไปว่ายน้ำลอยคอในสระตลอด นั่นเอง

แต่เรื่องฝันที่จะมีเรือดำน้ำนั้น ผบ.ทร.คนใหม่ บอกว่า ตอนนี้โอกาสยังไม่มา จังหวะยังไม่ได้ แม้ว่าจะมีความจำเป็นกับ สมุทรานุภาพ หรือ Sea Power ของ ทร. ในการปกป้องอธิปไตยและน่านน้ำ ในยุคที่ให้ความสำคัญกับ Maritime security เช่นนี้

แต่ทว่าก็ต้องดูงบประมาณและปัจจัยหลายอย่าง เราจึงต้องใช้เรือผิวน้ำ เรือฟริเกตไปก่อน เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม ทร. เราจะเสนอขอรัฐบาลแน่นอน แต่ตอนนี้ก็แค่ส่งทหารไปฝึก ศึกษาหลักสูตรเรือดำน้ำก่อนเท่านั้น

ส่วนเรื่องอื่นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แม้แต่ความขัดแย้งต่างๆ เพราะในยุคนี้เป็นยุคปรองดอง

"ยิ่งนายกฯ และ รมว.กลาโหม หญิง ที่ไม่ตอบโต้อะไรกับใคร ก็จะยิ่งทำให้ไม่เพิ่มความขัดแย้งได้" แม่ทัพเรือคนใหม่ ทิ้งท้าย