PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

งานรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ประจำปี 2558

“ เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์ มะนะเรื่องบำรุงกาย ส่วนจิตต์บ่มีสบาย ศิระกลุ้มอุราตรึง
แม้หายก็พลันยาก จะลำบากฤทัยพึง ตริแต่จะถูกตรึง อุระรัดและอัตรา
กลัวเป็นทวิราช บตริป้องอยุธยา เสียเมืองจึงนินทา บละเว้นฤวางวาย”

กาพย์ห่อโคลงและลงท้ายคำ อินทรวิเชียรฉันท์ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรง พระราชนิพนธ์ แสดงความทุกข์ระทมในพระราชหฤทัย ภายหลังเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ซึ่งตรงกับ ปี พ.ศ. 2436 โดยประเทศไทย ได้เสียดินแดนบางส่วนให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมในประเทศแถบอินโดจีน 

ในอดีตช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ประเทศมหาอำนาจ ได้เข้ามามีอิทธิพลสำคัญทางแถบเอเชีย โดยจุดประสงค์ที่สำคัญก็คือ การแสวงหาอาณานิคม ประเทศต่างๆ ในแถบอินโดจีน เช่น ญวน เขมร ลาว ได้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ส่วนพม่าและมลายูตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในส่วนของประเทศไทยหรือประเทศสยาม ในขณะนั้น แม้จะไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจเฉกเช่นประเทศอื่น ๆ ในคาบสมุทรอินโดจีน แต่ต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำเนินวิเทโศบายเช่นเดียวกับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ทรงยอมรับว่าถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องผูก สัมพันธไมตรี กับพวกฝรั่ง และจากการที่พระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศหลายครั้ง จึงทรงนำเอาความเจริญรุ่งเรืองที่ทรงพบเห็นมาปรับปรุงประเทศชาติ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับนับถือของพวกฝรั่ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการรุกรานของพวกฝรั่งชาติตะวันตกได้ โดยเฉพาะชาติอังกฤษและฝรั่งเศส 

ในปี พ.ศ.2427 ทรงเล็งเห็นว่า ชาติมหาอำอาจเหล่านั้น จะเป็นภัยต่อสยามประเทศ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปืนขึ้นบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในปี พ.ศ.2427 เพื่อป้องกันเรือรบชาติตะวันตกที่จะมารุกรานโดยงบประมาณในการสร้างนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเงินงบประมาณรายได้ของแผ่นดิน และ อีกส่วนหนึ่ง เป็น พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

ป้อมปืนแห่งใหม่ของสยามได้สร้างเรียบร้อยในต้นปี พ.ศ.2436 (ร.ศ.112) พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เพื่อเสด็จทอดพระเนตรป้อม ในวันที่ 10 เมษายน 2436 ด้วยพระองค์เอง และได้ทรงพระราชทานนามป้อมปืนแห่งนี้ว่า “ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ

ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง เมอสิเออร์ เดอลองล์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศส ได้เสนอต่อรัฐสภาฝรั่งเศสเร่งรัดให้ รัฐบาลฝรั่งเศสใช้กำลังกับไทยในปัญหาเขตแดน ซึ่งเคยเป็นของญวนและเขมรจากนั้นฝรั่งเศสก็ได้ยกกำลังทหาร เข้ามาประชิดฝั่งซ้ายของลำแม่น้ำโขง และส่งเรือปืนลูแตง เข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อต้น พ.ศ.2436 โดยอ้างว่าเพื่อคุ้มครอง ผลประโยชน์ของฝรั่งเศสที่มีอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยจำต้องยินยอม

เหตุการณ์มิได้ยุติลงเพียงแค่นั้น ในเดือนกรกฎาคม 2436 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ขออนุญาตต่อรัฐบาลไทยขอนำเรือปืน 2 ลำ คือ เรือแองคองสตังค์ และเรือโคแมต เข้ามายังประเทศไทย รวมกับเรือลูแตงที่มาประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วรวมเป็น 3 ลำ ซึ่งรัฐบาลไทยได้พิจารณาเห็นว่าการที่ต่างประเทศนำเรือของตน เข้ามาประจำอยู่ในกรุงเทพ เกิน 1 ลำเป็นสิ่งที่ไม่น่าปลอดภัย รัฐบาลไทยจึงตอบปฏิเสธ ไป อย่างไรก็ตามทางฝ่ายไทยก็มิได้นิ่งนอนใจ เพราะการตอบปฏิเสธเช่นนั้น ย่อมเป็นที่ไม่พอใจของฝรั่งเศส 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระบรมราชโองการให้กองทัพเรือ เตรียมกำลังป้องกันการล่วงล้ำอธิปไตย โดยมี นายพลเรือจัตวาพระยาชลยุทธโยธินทร์ รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เป็นผู้อำนวยการการป้องกันปากน้ำเจ้าพระยาโดยได้วางแผนปฏิบัติการ ป้องกันการบุกรุกของกองเรือรบฝรั่งเศสที่ปากน้ำเจ้าพระยา ดังนี้คือ

- สั่งให้ป้อมพระจุลจอมเกล้า และป้อมฝีเสื้อสมุทร ซึ่งได้ติดตั้งปืนอาร์มสตรอง ขนาด 6 นิ้ว อันทันสมัยเตรียมพร้อม เพื่อจะหยุดยั้งการบุกรุกของเรือรบฝรั่งเศส อันอาจเกิดขึ้นได้


- สั่งให้เรือรบ 9 ลำ ประกอบด้วย เรือปืนมกุฎราชกุมาร เรือปืนมูรธาวสิตสวัสดิ์ เรือหาญหักศัตรู เรือนฤเบนทร์บุตรี เรือทูลกระหม่อมเรือฝึกและเรือวางทุ่นระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่มีชาวต่างชาติเป็นผู้บังคับการเรือ เตรียมพร้อมอยู่ที่ด้านเหนือของป้อมพระจุลจอมเกล้าเล็กน้อย เรือที่วางกำลังป้องกันเหล่านี้ ส่วนมากเป็นเรือล้าสมัย หรือเป็น เรือกลไฟ ประจำในแม่น้ำ มีเรือที่ทันสมัยเพียง 2 ลำ เท่านั้น คือ เรือมกุฎราชกุมาร และเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ รวมทั้งได้วางเครื่องกีดขวางที่ปากน้ำเจ้าพระยา เช่น ตาข่าย สนามทุ่นระเบิด และสนามยิงตอร์ปิโด 

ครั้นในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 เรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ คือ เรือสลุปแองคองสตังค์ และเรือปืนโคแมต ได้รุกล้ำสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายัง กรุงเทพ หมู่ปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้ยิงด้วยนัดดินเปล่าเพื่อเป็นการเตือน เรือรบฝรั่งเศส ไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ ในที่สุดต่างฝ่ายก็ระดมยิงโต้ตอบกัน เรือรบไทยที่จอดอยู่เหนือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ทั้ง 9 ลำ ต่างก็ระดมยิงไปยังเรือรบฝรั่งเศส การรบได้ดำเนินไปเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเศษก็ยุติลง เพราะความมืด เป็นอุปสรรค เรือแองคองสตังต์ และเรือโคแมต ที่ได้รับความเสียหายบางส่วน สามารถตีฝ่าแนวป้องกันที่ปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาได้จนถึงกรุงเทพฯ และเทียบท่าอยู่ที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส โดยมีทหารประจำเรือเสียชีวิตรวม 3 นาย และเรือนำร่อง ถูกยิงเกยตื้นอยู่ริมฝั่ง ส่วนกองกำลังฝ่ายสยามที่ประจำอยู่บนป้อมพระจุลจอมเกล้าและเรือปืน ที่ได้พยายามต้านทานอย่างกล้าหาญแต่ก็ไม่อาจสกัดกั้นฝ่ายฝรั่งเศสที่มีกำลังเหนือกว่าได้ ต้องสูญเสียทหารไป 8 นาย และอีก 40 นาย ต้องได้รับบาดเจ็บ ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ยุติลง ฝรั่งเศสได้บีบบังคับให้มีการลงนามในสนธิสัญญาที่สยามต้องเสียเปรียบในทุกด้าน และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ สยามต้องยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมถึงเกาะทั้งหมด ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝรั่งเศส รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 230.000 ตารางกิโลเมตร ยังความเสียพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอันมาก ดังที่ทรงมี พระราชหัตถเลขา ถึงเสนาบดี ที่ประชุมกันอยู่บนเรือพระที่นั่งมหาจักรี ว่า

“ฉันรู้ตัวชัดอยู่ว่า ถ้าความเปนเอกราชของกรุงสยามได้สิ้นสุดไปเมื่อใด ชีวิตรฉันก็คงจะสุดสิ้นไปลงเมื่อนั้น”

จากเหตุการณ์การสู้รบ ร.ศ. 112 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณา เห็นว่าการว่าจ้างชาวต่างประเทศ เป็นผู้บังคับการเรือ และป้อมนั้นไม่เป็นหลักประกันพอที่จะรักษาประเทศได้ สมควรที่จะต้องบำรุงกำลังทหารเรือ ไว้ป้องกันภัยด้านทะเล และต้องใช้คนไทยทำหน้าที่แทนชาวต่างประเทศทั้งหมด และการที่จะให้คนไทย ทำหน้าที่แทนชาวต่างประเทศ ได้นั้นต้องมีการศึกษาฝึกหัดเป็นอย่างดี จึงจะใช้การได้ จึงทรงส่ง พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ออกไปศึกษา วิชาการ ทั้งใน ด้านการปกครอง การทหารบก ทหารเรือ และอื่น ๆ ในทวีปยุโรป รวมทั้งได้ทำการฝึก นายทหารเรือไทย เพื่อปฏิบัติงาน แทนชาวต่างประเทศ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นับตั้งแต่ปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศสยาม ได้เสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศส รวม 5 ครั้ง เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ดินแดนที่เสียไป ประกอบด้วย แคว้นกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2410 ตารางเมตร แคว้นสิบสองจุไทย ในปี พ.ศ. 2431 ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อันได้แก่ ประเทศลาวปัจจุบัน ในพื้นที่เมืองหลวงพระบาง เมืองเวียงจันทน์ และอาณาเขตนครจำปาศักดิ์ตะวันออก ตลอดจนบรรดาเกาะแก่งต่าง ๆ ในแม่น้ำโขง ในปี พ.ศ. 2436 หรือที่รู้จักกันดีในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 รวมเป็นพื้นที่ที่ต้องเสียให้กับฝรั่งเศสทั้งสิ้น 481,600 ตารางกิโลเมตร ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 513,600 ตารางกิโลเมตร
แม้ว่า วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 จะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ แต่ประวัติศาสตร์ ก็ได้บันทึกภาพของความรู้รักสามัคคีของบรรพชนชาวสยาม ที่ได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไว้อย่างสุดกำลัง อันเป็นสิ่งที่อนุชนไทยในปัจจุบันต้องเรียนรู้และเจริญรอยตามบรรพบุรุษเพื่อร่วมกันรักษาความเป็นไทยให้ดำรงสืบไป


เพิ่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น กองทัพเรือ จึงได้จัดให้มีการจัดงาน “รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ในวันที่ 13 กรกฏาคม 2558 ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ระหว่างเวลา 10.00 – 18.00 น. ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการ พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิธีสดุดีวีรชนในเหตุการณ์ ร.ศ.112 ในโอกาสนี้ กองทัพเรือ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทำให้ประเทศไทย เป็นเอกราชไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจ และวีรกรรมอันหาญกล้าของบรรพชนทหารเรือ ในวันเวลา และสถานที่ดังกล่าว โดยภายในอาณาบริเวณของ อุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ประกอบด้วยสถานที่เหมาะแก่การศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ อาทิ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีขนาดพระบรมรูป ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ป้อมพระจุลจอมเกล้า ป้อมปืนเสือหมอบ พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง ลานจัดแสดงอาวุธกลางแจ้ง และ เส้นทางชมป่าชายเลนอันร่มรื่นและแวดล้อมด้วยสัตว์ประจำถิ่นนานา


จีนแผ่อิทธิพล-ญี่ปุ่นขยายบารมี ไทยควรเป็นมือประสานสิบทิศ

07072558 
โดย : กาแฟดำ

จีนประกาศเป็นแกนนำตั้งธนาคาร เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไทยร่วมเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งกับอีก 56 ประเทศ 

ทุนจดทะเบียนแรกเริ่มอยู่ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท

ญี่ปุ่นยังไม่ยอมเข้าเป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งของ Asian Infrastructure Investment Bank (BIIS) เพราะจีนเป็นแกนนำ

แต่ญี่ปุ่นก็อยู่เฉยไม่ได้ เพิ่งชวนประเทศลุ่มน้ำแม่โขง 5 ประเทศรวมทั้งไทยไปประชุมสุดยอดที่โตเกียว แล้วประกาศจะให้เงินช่วยเหลือสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 6,100 ล้านดอลลาร์หรือ 2 แสนล้านบาท

เป็นการแข่งกันเอาใจประเทศลุ่มแม่น้ำโขงทั้งห้า นั่นคือไทย พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนามอย่างเต็มที่
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศนโยบาย One Road One Belt อันหมายถึงการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมในประวัติศาสตร์ มาใช้กับยุทธศาสตร์การเมืองเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีน โดยเพิ่มเส้นทางทะเลประกอบกับการสร้างเครือข่ายเส้นทางรถไฟ ที่เชื่อมต่อระหว่างจีนตอนใต้ผ่านอาเซียนไปสู่ยุโรป
ถือเป็นทิศทางรุกเพื่อสร้างอิทธิพลบารมีของจีนอย่างเต็มรูปแบบ

ญี่ปุ่นย่อมอยู่เฉยไม่ได้เพราะต้องยื้อแย่ง บทบาทในเอเซียจากจีนให้ได้ ในภาวะที่การแข่งขันเพื่อช่วงชิง การนำกำลังเดินหน้าอย่างเชี่ยวกราก

สหรัฐฯ หนุนญี่ปุ่น รัสเซียจับมือจีน อาเซียนถูกวางอยู่ระหว่างกลางของสองกลุ่มยักษ์ จึงเป็นเกมแห่งการถ่วงดุลอำนาจอย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

นายกฯชินโซะ อาเบะของญี่ปุ่น ประกาศว่ารัฐบาลของเขาจะให้เงินสนับสนุนภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 7.5 แสนล้าน เป็นการช่วยเหลือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพราะโตเกียวถือว่าลุ่มน้ำโขงเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุดของเขา

อย่าลืมว่าจีนตั้งอยู่ต้นน้ำแม่โขงขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ห่างไกลออกไป แต่ความใกล้ไกลทางภูมิศาสตร์ไม่ได้เป็นตัวกำหนดนโยบายแต่เพียงตัวเดียว ผลประโยชน์ทางการทูตและการเมืองมีส่วนสำคัญไม่น้อยในการวางแนวทางการทูตของจีนกับญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ นายกฯหลี่เค่อเฉียงของจีนประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมาระหว่างการประชุมสุดยอดของผู้นำจีนกับอาเซียน ที่พม่าว่าจีนเห็นอาเซียนเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง และความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน กำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สดใส ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ลุ่มลึกและกว้างขวาง

จีนมาสร้างทาง ญี่ปุ่นก็จะทุ่มเงินลงทุนสร้างทางหลวง ทางรถไฟ และโรงไฟฟ้าในภูมิภาคนี้

ญี่ปุ่นกับจีนมีความขัดแย้งในทะเลจีนตะวันออก จีนกับเวียดนามและฟิลิปปินส์มีความระหองระแหงในทะเลจีนใต้

ไทยเราไม่ได้เป็นคู่กรณีในความบาดหมางในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีน และญี่ปุ่นมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านการลงทุนและค้าขายในอาเซียน

จึงเป็นจังหวะอันสำคัญยิ่งที่ไทยเราจะแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ใช้วิเทโศบายทางการทูตที่จะสานสัมพันธ์ เพื่อถ่วงดุลแห่งอำนาจในภูมิภาคนี้ ให้เกิดประโยชน์แก่เราเองและอาเซียนมากที่สุด

ผมไม่มองว่านี่คือกรณีของช้างชนกัน หญ้าแพรกต้องแหลก

แต่ผมเห็นว่าเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศไทยที่จะทำหน้าที่เป็น “มือประสานสิบทิศ” เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน ของการเกื้อหนุนกันและกัน แทนที่จะทำศึกสงครามให้เกิดความเสียหายกับทุกฝ่าย

เพราะมหาสมุทรแปซิฟิกกว้างขวางใหญ่โตพอ สำหรับที่จะให้ทุกประเทศเล่นบทบาทของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องกระทบกระทั่งคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

- See more at:
จีนประกาศเป็นแกนนำตั้งธนาคาร เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไทยร่วมเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งกับอีก 56 ประเทศ
BANGKOKBIZNEWS.COM

เสธ.ทบ. เผย "นพดล ปัทมะ" เสนอลงสัตยาบัน ก่อนเลือกตั้ง

เสธ.ทบ. เผย "นพดล ปัทมะ" เสนอลงสัตยาบัน ก่อนเลือกตั้ง ยัน คสช.ไม่มีแผนสืบทอดอำนาจ ยึดตามโรดแมพ ยืดเพราะร่างรธน.และประชามติ
พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก /รองเลขาธิการ คสช. และ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ชี้แจงถึงการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ว่า ยังคงยึดคามโรดแมพที่วางไว้
"การเข้ามาของคสช.เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีอำนาจเต็ม ไม่สามารถจัดทำงบประมาณประจำปีได้ มีการชุมนุมยืดเยื้อ การตั้งเวทีคู่ของกลุ่มการเมือง มีการใช้อาวุธสงครามในกรุงเทพฯ"
พลเอก ฉัตรเฉลิม กล่าวว่า คสช.ต้องการให้คนที่ทะเลาะกันหันมาปรองดองกัน ผมได้เชิญนักการเมืองฝ่ายต่างๆมาพูดคุย เห็นตรงกันว่าต้องมีการปฏิรูปและต้องการให้มีความปรองดอง เช่น นายนพดล ปัทมะ ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เสนอทำสัตยาบันก่อนเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้กลับมามีความขัดแย้ง
พร้อมชี้แจงถึงการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ที่มีการบิดเบือนจุดประสงค์ไป
พลเอกฉัตรเฉลิม ยืนยันว่า คสช.ไม่มีการสืบทอดอำนาจ แต่การที่โรดแมพที่ยืดออกไปก็เพราะมีการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคสช.ต้องการให้เสร็จสิ้นตามโรดแมพที่วางไว้


แผนทหารยามบ้านเมืองไม่มีทางเลือก?

วันนี้ก็ยังคงย้ำเตือนว่า ระบอบทักษิณก็ยังรุกหนัก ที่จะสร้างความฉิบหายและทิมตำประเทศชาติทุกมิติอย่างไม่ลดละ แผนชั่ว-Conspiracy ในหมู่นักการเมืองระบอบทักษิณและกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการประโยชน์จากอำนาจรัฐ หากระบอบทักษิณครองเมืองอีกครั้ง ก็ยังแสดงบทบาทยุยงและเปิดทางให้เกิดความวุ่นวายต่อไป รวมทั้งข้าราชการทหารตำรวจและข้าราชการพลเรือนที่เสียโอกาสหรือถูกพบว่าทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อสนองตอบอามิสสินจ้างที่ระบอบทักษิณประเคนให้ ตลอดจนกลุ่มธุรกิจที่ได้อนิสงค์จากอำนาจระบอบทักษิณ ก็เตรียมที่จะร่วมลงทุนเพื่อหวังผลในอนาคต ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องรุนแรง
วันนี้เราคนไทยไม่เอาระบอบทักษิณ ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ใครก็ตามในยามนี้ กระทำตนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล คสช.ก็คือแรงเสียดทานและเป็นอุปสรรคร้ายแรงต่อการปฏิรูปประเทศ " (เพราะขณะนี้เราไม่มีทางเลือก)
เราจะเห็นกันเองว่า สนช.และสปช.ที่ คสช.แต่งตั้งมานั้น จะตอบสนองความต้องการของมวลมหาประชาชนได้ครบถ้วนหรือเปล่า หรือ ร่างรธน.นี้ขาดเหลืออย่างไร
เราก็คงพบเห็นได้จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับโค่นระบอบทักษิณ-ระบอบทักษิณ(ไม่ได้หมายความเฉพาะตัวทักษิณแต่หมายถึงแนวคิดและวิธีปฏิบัติของคนในอาณัติอำนาจเงินทักษิณ เช่น การซื้อเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้ง เสียงสกปรกในสภาตัดสินออกกฏหมายเอื้ออำนวยผลประโยชน์เพื่อทักษิณและพวก มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่เห็นแก่ตัวเข้าดำรงตำแหน่งแต่เป็นทาสระบอบทักษิณ เป็นต้น)
หากร่างรธน.ฉบับโค่นระบอบทักษิณนี้ ไม่เป็นไปตามปรารถนาของมวลมหาประชาชน แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับเอื้อประโยชน์ให้ระบอบทักษิณและกลุ่มอำนาจและกลุ่มทุนใหม่ซึ่งพัฒนาอิงระบอบทักษิณและกลายเป็นแนวร่วมทักษิณไป กรรมจะสนองกลับบรรดานักการเมืองสมัครเล่นที่ คสช.ไว้วางใจแทนมวลมหาประชาชน ให้ได้รับกรรมนั้นอย่างแน่นอน
สัจจะธรรม ว่าด้วยกฏแห่งกรรมนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรีใช้ รธน.ชั่วคราวมาตรา 17 ปกครองและบริหารประเทศ เมื่อถึงอสัญกรรมลง เกิดศึกชิงมรดกภายในครอบครัว มีการเปิดโปงการใช้อำนาจที่ผิดธรรมะ ลูกน้องเก่าของตัวเอง คือ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจรธน.ชั่วคราว มาตรา 21 ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ ฯ 2,300 ล้านบาทเพราะ เป็นเรื่องอื้อฉาว สื่อและประชาชนให้ความสนใจในคดีนี้ จึงเป็นการบังคับให้รัฐบาลจอมพลถนอมต้องเข้าแทรกแซงและสอบสวนเบื้องหลังความมั่งคั่งของจอมพลสฤษดิ์(เป็นการทำ Power play ขจัดสาวกเก่าๆของจอมพลสฤษดิ์)ในปี 2507
และก็เกิดเรื่องทำนองนี้จากกรณี 14 ตุลาคม 2516 เมื่อนิสิตนักศึกษาและประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาลทหารยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียรและพันเอก ณรงค์ กิตติขจร และถูกรัฐบาลพระราชทานท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ ใช้อำนาจ มาตรา 21 ยึดทรัพย์ แต่การยึดทรัพย์ครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากถูกนักศึกษาประชาชนขับไล่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งแรงกดดันของสังคมในตอนนั้นทำให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 17 ยึดทรัพย์สินของจอมพลถนอมและพวก รวมมูลค่า 400 กว่าล้านบาท ในปี 2517 แม้ว่าฝ่ายจอมพลถนอม จะต่อสู้เพื่อขอทรัพย์สินคืนโดยการฟ้องศาลแต่ก็ไม่สำเร็จ
กรรมมีจริง เพราะหากว่า "หากคนไม่โลภแล้วเรื่องก็จะไม่แดงขึ้น หากคนยอมรับอำนาจประชาชนที่มีความชอบธรรมและใช้อำนาจบริสุทธิ์ปราศจากการปรุงแต่งด้วยเงินตราและอำนาจแล้ว โดยรัฐบาลจอมพลถนอม ฯลาออกไปตั้งแต่ต้น เรื่องทั้งหมดก็ไม่เกิดขึ้น"
แต่มันเป็นเรื่องของกรรม จึงเกิดปรากฏการณ์ "ธรรมะจัดสรร" และเป็นจริงเหมือนการยึดทรัพย์"ทักษิณ"นั่นเอง

บิ๊กตู่ หงุดหงิด ถูกต้านซื้อเรือดำน้ำ

บิ๊กตู่ หงุดหงิด ถูกต้านซื้อเรือดำน้ำ บอก"รัฐบาลอยู่เฉยๆดีกว่า เอาเงินมาแจกกัน หรือเอาเงินมาโกงกัน เอามั้ยละ"

คณะรัฐมนตรี ยังไม่มีการพิจารณา โครงการซื้อเรือดำน้ำจีน 3ลำ 3.6 หมื่นล้าน ของทร. วันนี้

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยัน ทัพเรือจำเป็นมีเรือดำน้ำ และ เป็นแผนระยะยาวของทร. ที่กำหนดแผนความต้องการมา จะมีอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ใช่ว่า เสนอมาปุ้ป ต้องมีในรัฐบาลนี้แต่รัฐบาลอื่นเขาจะทำมั้ยเล่า ผมยังไม่ได้ซื้อสักลำเลย แต่โยงกับเรื่องอื่น โยง ประมง รถไฟ วุ่นวายไปหมด
" ถ้างั้นรัฐบาลผมไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่เฉยๆดีกว่า เอาเงินมาแจกกัน หรือเอาเงินมาโกงกัน เอามั้ยละ ใครอยากทำเสนอมา ติดต่อผมเนี่ย ตั้งโต๊ะเลย แล้วก็อยู่กันไปอย่างนี้ หากินกันไปเรื่อยๆ "
มันเป็นเรื่องภายในของเขา จะซื้อไม่ซื้อ เป็นแผนระยะ10ปี 20ปี ตามแผนปฏิรูปกองทัพ ฝ่ายการเมืองปฏิรูปมั้ย อย่ามาโจมตีกันนักเลย วอนอย่าโยงเรื่องอื่น อยู่ในขั้นตอนอยู่

ถามกลับ รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรเพื่อป้องกันประเทศหรือ ไม่ใช่มีเพื่อไปรบกับใคร มีแล้วไม่ต้องรบ ทำให้เขาเกรงใจ ถาม หรือจะเอาเงินไว้ให้โกงดีกว่า ใช่มั้ย ถามถ้าไม่ซื้อเรือดำน้ำ ไม่ต้องทำอะไรเพื่อป้องกันเส้นทางทะเลงั้นหรือ

มันเป็นเริ่องภายในทร.เดี๋ยวเหล่าทัพอื่นก็มีออกมาอีก เพราะแผนพัฒนาศักยภาพกองทัพระยะยาว เรือดำน้ำไม่ใช่แค่ดูแลอ่าวไทย แต่ดูแลอันดามัน ด้วย เส้นทางเดินเรือ เส้นทางทะเลคิดว่าวันหน้าจะไม่มีปัญหาหรือ ตอนนี้ก็มีปัญหากันอยู่ แถมถ้าซื้อแล้ว อีกหลายปีกว่าจะมา ผูกพันงบฯระยะยาว กว่าจะผ่อนหมด เรือผุก่อนมั้ง

ยันการที่ ทร.ตัดสินซื้อเรือดำน้ำจีน ไม่ได้ชี้ความสัมพันธ์ เอนเอียงมาทางจีน เพราะ เราดีกับทุกประเทศ ทุกประเทศก็ดีกับเราหมด เว้นแต่ประชาธิปไตย เท่านั้น แต่ผมแสดงให้เห็นความตั้งใจของผม เรารักษาข้อผูกพันต่างๆระหว่างประเทศหมด รักษาผลประโยชน์ทุกประเทศ


ครม.มีมติ แต่งตั้ง “วิรไท สันติประภพ” นั่งเก้าอี้ ผู้ว่าธปท.คนใหม่ แทน “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล”

ครม.มีมติ แต่งตั้ง “วิรไท สันติประภพ” นั่งเก้าอี้ ผู้ว่าธปท.คนใหม่ แทน “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ที่จะครบวาระ ก.ย.58 สำเร็จการศึกษาเศรษฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จาก มธ. ได้รับพระราชทานรางวัลทุนภูมิพล และได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ไปศึกษาต่อ จนสำเร็จการศึกษาระดับมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Harvard
เริ่มต้นการทำงาน เป็น นักเศรษฐศาสตร์ IMF กรุงวอชิงตัน ดีซี ก่อนถูกเรียกตัวกลับมาช่วยงาน เพื่อช่วยแก้วิกฤติปี 40 หลังจากนั้นเข้ารับตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ และย้ายไปรับตำแหน่ง รอง ผจก. ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย
ปัจจุบัน ยังมีตำแหน่งเป็น หนึ่งใน บอร์ดธปท. และเป็นกรรมการ ใน คกก.นโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือ ‘ซูเปอร์บอร์ด’


"บิ๊กเยิ้ม"สปช.เพื่อนบิ๊กตู่ แฉ องค์กรต่างประเทศ พานักศึกษา ไปคุยด้วย2 คืน ก่อนออกมาเคลื่อนไหว

"บิ๊กเยิ้ม"สปช.เพื่อนบิ๊กตู่ แฉ องค์กรต่างประเทศ พานักศึกษา ไปคุยด้วย2 คืน ก่อนออกมาเคลื้อนไหว อ้าง บิดานักศึกษา ที่สุรินทร์เล่าให้ฟัง
บิ๊กเยิ้ม พลเอกธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตแม่ทัพภาค2 กล่าวถึง กรณี 14 นักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ว่า เมื่อวานนี้ผมได้พูดคุยกับบิดา 1 ใน 14 นักศึกษา ที่เป็นชาวจังหวัดสุรินทร์ แต่ขอไม่เปิดเผยชื่อ ได้เล่าให้ฟังว่าเทื่อ1เดือนกว่า ก่อนหน้านี้ มี"องค์กรต่างประเทศ" แต่ไม่ขอระบุชื่อองค์กร นำตัวบุตรชายไป 2 คืน ซึ่งส่งผลให้บุตรชายเกิดความคิดออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง
พลเอกธวัชชัย ระบุว่า กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เสมอในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยเริ่มต้นจากจังหวัดขอนแก่นและขยายไปยังจังหวัดอื่นๆในภาคอีสาน เป็นกระบวนการต่างชาติที่ไม่หวังดีต่อประเทศ ซึ่งผมไม่ขอลงรายละเอียดเพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง แต่ยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นจริง
"ที่ออกมาพูด เพราะอยากช่วยชาติ ไม่อยากให้ต่างชาติ มาทำให้เราวุ่นวาย ผมแก่แล้ว เป็นลุงแล้ว พร้อมถูกด่า แต่เป็นเรื่องจริง" บิ๊กเยิ้ม เพื่อน เตรียมทหาร12 ของนายกฯ กล่าว


“ประยุทธ์”ย้ำ 14 นศ.ต้องขึ้นศาลทหารเท่านั้น


Cr:เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินคดีกับนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ 14 คน ว่า ต้องแก้ปัญหาด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เมื่อถามว่ากรณีดังกล่าวต้องขึ้นศาลทหารเท่านั้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กฎหมายประกาศไว้อย่างไร ต้องรู้ว่าทหารทำอย่างไรในยามที่ไม่ปกติ หรือเมื่อต้องใช้อำนาจพิเศษ เพราะมีการประกาศออกมาแล้วว่าคดีใดที่จะต้องขึ้นศาลทหาร ไม่ใช่ประกาศหลังเกิดการจัดกิจกรรม โดยหลังจากนี้ต้องไปว่าไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมจะดูแลได้แค่ไหน เขามีการประกาศคำสั่งคสช.แล้ว ดังนั้นเวลาสื่อมวลชนเขียนข่าว ก็ขอให้เขียนให้ชัดเจนว่ากี่เรื่องที่ต้องขึ้นศาลทหาร คือ 1.คดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 2.การขัดคำสั่งคสช.และกฎหมายตามคำสั่งคสช.ทุกฉบับ “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะแต่งตั้ง ซื้อโน่นซื้อนี่ เขียนกันให้พัลวัน มันได้อะไรกับประเทศชาติบ้าง ผมอยากจะรู้นัก เขาเขียนกฎหมายมาก็จะแหกกฎหมายทุกดอก ผมถามว่ากฎหมายเหล่านี้ใช้กับคนอื่นด้วยหรือเปล่า คนอื่นเขาโดนด้วยหรือเปล่า เมื่อขัดขืนกฎหมายคสช. แล้วเขาโวยวายไหมเล่า ทำไมจะต้องให้พื้นที่ อย่างนี้ทุกวันๆ กลัวมันจะไม่เดือดร้อนหรืออย่างไร กลัวจะไม่ปลุกขึ้นมาทั้งประเทศหรืออย่างไร ชอบแบบนั้นใช่หรือไม่”พล.อ .ประยุทธ์ กล่าวด้วยความโมโห.“


วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทหารเรือสูญเสีย....นาวาเอก ดาวรุ่งทร.ดับ รองเสธ.ทหาร ปลอดภัย


รถขบวน พลเรือเอก รองเสนาธิการทหาร บก.ทัพไทย ประสบอุบัติเหตุ ที่สุราษฎร์ รถกระบะแหกโค้งมาชนรถขบวนอย่างแรง ลูกน้อง ฝ่ายเสธ. ตายยกคัน 5 นาย รองเสธ.ปลอดภัย เสียใจมากน้องรักตามมาจากทร. เปรย "มันแย่มากสำหรับชีวิตพี่"
บิ๊กต๊อก พล.ร.อ.ธนะรัตน์ อุบล รองเสธ.ทหาร ซึ่งปลอดภัย เพราะนั่งคันแรก เผยเสียใจลูกน้องเสียชีวิตทั้งหมด 5นาย ใน รถตามขบวน เผยไปตรวจหน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ (นพค.)46 ที่ สุราษฎร์ฯ ระบุเป็นฝ่ายเสธ.มือดี2 นาย ลูกน้อง ที่อยู่ด้วยมานาน ตั้งแต่ ทร. 3 นาย ระบุ "มันเป็นเหตุการณ์ที่แย่มาก สำหรับชีวิตพี่"
โดยทหารเรือที่เสียชีวิต คือ น.อ.สาทิพ จิตนาวา เตรียมทหาร รุ่น 30ที่ถิอว่า เป็นนายทหารอนาคตไกล ของทร.เลยทีเดียว
น.อ.สกนธ์ ชัยวนนท์ เตรียมทหารรุ่น35 ที่ถือว่า เป็นคนเก่งในทร.
พ.จ.อ.รณภพ จันทร์ประเสริฐ
จ.อ.โสภณ ศรีพันลม
จ.อ.ภราดร หนุนภักดี
ทั้งนี้เหตุเกิดบนถนนสายสุราษฎร์ฯ-ตะกั่วป่า หลักกิโลเมตรที่ 41 ต.บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี พบ รถตู้โตโยต้า ฮร.8721 กทม.สีขาว ถูกรถกระบะดีแม็ค 4 ประตู เลขทะเบียน กง 610 ชุมพร ข้ามเกาะมาชน ทำให้รถตู้
บริเวณด้านหน้าพังยับเยิน และยุบเข้าไปถึงกลางลำตัวรถ ทำให้ผู้โดยสารในรถตู้เสียชีวิตทั้งหมด
ขอแสดงความเสียใจ อย่างสุดซึ้ง.......


ชาติเจ้าหนี้กุมขมับ!

ชาติเจ้าหนี้กุมขมับ!
ฝ่ายโหวต “No” จ่อคว้าชัยขาด 60:40 ลงประชามติกรีซ ผู้นำฝรั่งเศส-เยอรมันนัดถกด่วนหาทางออก
รอยเตอร์ / เอพี / เอเอฟพี -ผลสำรวจความคิดเห็นครั้งสุดท้าย ที่มีการเผยแพร่ภายหลังการปิดหีบลงประชามติในกรีซในวันอาทิตย์ ( 5 ก.ค.) ชี้ ฝ่ายโหวต “No” หรือพวกที่ “ไม่เอาด้วย” กับเจ้าหนี้ต่างประเทศเป็นฝ่ายมีคะแนนนำฝ่ายที่โหวต “Yes” ขณะที่ผลการนับคะแนนการลงประชามติล่าสุดพบว่า ฝ่ายโหวต “No” เป็นฝ่ายที่มีคะแนนนำฝั่งที่โหวต“Yes”แบบค่อนข้างทิ้งช่วงห่าง ที่ 59.8 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 40.1 เปอร์เซ็นต์ และส่อเค้าว่าอาจได้รับชัยชนะด้วยคะแนนอย่างเป็นทางการที่มากเกินกว่า “61 เปอร์เซ็นต์” เมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้นลง
รายงานข่าวล่าสุดซึ่งอ้างผลการสำรวจความคิดเห็นของ 3 สำนักวิจัย คือ จีพีโอ , เมตรอน อนาไลซิส และเอ็มอาร์บี ที่เพิ่งถูกเผยแพร่สู่สาธารณะหลังปิดหีบการจัดลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ในกรีซ ต่างระบุตรงกันว่า ฝ่ายที่เลือกโหวต “โน” หรือฝ่ายที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆของเจ้าหนี้ระหว่างประเทศเป็นฝ่ายที่มีคะแนนนำอยู่ประมาณ“3 เปอร์เซ็นต์ ”
ขณะที่ผลการนับคะแนนการลงประชามติซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นไปเพียง 10 เปอร์เซ็นต์พบว่า ฝ่ายโหวต “No” เป็นฝ่ายที่มีคะแนนนำฝั่งที่โหวต“Yes” ที่ 59.8 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 40.1 เปอร์เซ็นต์ และมีความเป็นไปได้สูงมากที่ฝ่ายโหวตโนจะเป็นฝ่ายชนะโดยได้เสียงสนับสนุนจากการทำประชามติคราวนี้ทะลุ “61 เปอร์เซ็นต์” ซึ่งนั่นจะหมายถึงชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลเอเธนส์ภายใต้การนำของอเล็กซิส ซีปราส
ด้านนิคอส ฟิลิส โฆษกของพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย “ซีริซา” ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งในวันอาทิตย์ ( 5) โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า ผลการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะช่วยเปิดทางให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซีปราสสามารถเดินหน้าต่อในการบรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้ทรอยก้า 3 ฝ่าย ที่ประกอบด้วยสหภาพยุโรป (อียู), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ในที่สุด
โฆษกพรรคซีริซารายนี้ยังระบุด้วยว่า ผลการลงประชามติซึ่งมีแนวโน้มว่า ฝ่ายโหวต “No” จะได้รับชัยชนะแบบขาดลอย น่าจะช่วยให้ภาคการเงิน-การธนาคารของกรีซกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังต้องเผชิญกับ “ มรสุมแห่งความไม่แน่นอน” มาตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่กาเบรียล ซาเคลลาริดิส โฆษกรัฐบาลกรีซตลอดจนโฆษกกระทรวงการคลังกรีซ ออกมาแถลงในวันอาทิตย์ (5) โดยระบุ ทางกระทรวงการคลังของกรีซเตรียมนัดหารือด่วนกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ต่างๆภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อหามาตรการรองรับ “เหตุไม่คาดฝัน” ที่อาจเกิดขึ้นหลังการจัดลงประชามติ
ล่าสุดทางทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกคำแถลงที่ระบุว่า ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ โอลลองด์ ผู้นำแดนน้ำหอมมีกำหนดพบหารือนัดพิเศษร่วมกับนายกรัฐมนตรีหญิงอังเกลา แมร์เคิลแห่งเยอรมนี เกี่ยวกับอนาคตของกรีซและทางออกที่เหมาะสมต่อปัญหาหนี้สินของกรีซ ในช่วงค่ำคืนวันจันทร์ (6 ก.ค.) นี้ที่กรุงปารีส
ก่อนหน้านี้ กรีซมีอันต้องถูกจารึกชื่อเอาไว้ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกว่า เป็นประเทศพัฒนาแล้วชาติแรกที่ “ผิดนัดชำระหนี้” ต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หลังไม่สามารถจ่ายคืนหนี้สินจำนวน 1,500 ล้านยูโร (ราว 50,680 ล้านบาท) ที่ครบกำหนดชำระคืนไปเมื่อเวลา 05.00 น.ของวันพุธ ( 1 ก.ค.) ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย
ที่ผ่านมา รัฐบาลฝ่ายซ้ายของกรีซภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซีปราสและกลุ่มการเมือง “ซีริซา” ได้พยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อทาบทามเหล่าเจ้าหนี้นานาชาติจนถึงในนาทีสุดท้าย เพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงินในวันอังคาร (30 มิ.ย.) แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะปกป้องกรีซจากการกลายเป็นประเทศพัฒนาชาติแรก ที่ต้องผิดนัดชำระหนี้ไอเอ็มเอฟนำมาซึ่งความโกลาหลทางการทูตและภาวะตื่นตระหนกตกใจของบรรดานักลงทุนทั้งรายใหญ่รายย่อยทั่วโลก ที่ต่างไม่คาดคิดว่าการเจรจารอบแล้วรอบเล่าระหว่างกรีซและเจ้าหนี้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 เดือน จะจบลงแบบพังครืนไม่เป็นท่า และปราศจากข้อสรุปที่เป็นชิ้นเป็นอัน
ด้านหนังสือพิมพ์ “Sddeutsche Zeitung” ของพวกเสรีนิยมหัวก้าวหน้าและพวกกลุ่มการเมืองสายกลาง-ซ้าย ซึ่งมีฐานอยู่ที่นครมิวนิคของเยอรมนี เปิดเผยข้อมูลซึ่งอ้างเอกสารลับของรัฐบาลเยอรมนี ที่ระบุว่า ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะหนี้สินของกรีซนั้นสูงลิ่วกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิดเอาไว้ถึงขั้นที่ว่า เมื่อถึงปี ค.ศ. 2030 ยอดหนี้สินของกรีซในเวลานั้นก็จะยังคงพุ่งสูงถึงระดับ 118 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ากรีซจะยอมถอยด้วยการรับข้อเรียกร้องทั้งหมดของเจ้าหนี้ 3 ฝ่าย
ทั้งนี้ มีข้อมูลว่า ในเวลานี้กรีซซึ่งต้องแบกรับตัวเลขหนี้สินที่มีสัดส่วนสูงถึง 175 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ถูกมองว่า กำลังนับถอยหลังสู่การก้าวออกจากกลุ่มยูโรโซนหรือกลุ่ม 19 ประเทศในยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน แต่นั่นก็ถือเป็นผลโดยตรงจากความไร้วินัยทางการเงินการคลังของกรีซตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา


“หลานสุริยะ” หยัน เสื้อแดง-นปช. หลังรัฐประหารเงียบเป็นเป่าสาก ชี้ต้นปีหน้า “ประยุทธ์-คสช.” จบไม่สวยแน่

“หลานสุริยะ” หยัน เสื้อแดง-นปช. หลังรัฐประหารเงียบเป็นเป่าสาก ชี้ต้นปีหน้า “ประยุทธ์-คสช.” จบไม่สวยแน่
“จอม เพชรประดับ” สัมภาษณ์ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อ้างการเคลื่อนไหว 14 นักศึกษาไม่สอดคล้องกับเสื้อแดง-นปช. อัดหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. เสื้อแดง-นปช.เงียบเป็นเป่าสาก มีแกนนำออกมาพูดบ้างแต่ก็ไร้นัยทางการเมือง ทำนายต้นปี 59 ถ้าไม่มีเลือกตั้ง วิกฤตการเมืองภายใน-แรงกดดันภายนอก-ปัญหาเศรษฐกิจจะรุมเร้า บีบประยุทธ์-คสช.หาทางลงไม่ได้แน่
เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ยูทิวบ์ในชื่อบัญชี jom voice ของนายจอม เพชรประดับ อดีตสื่อมวลชนในซีกระบอบทักษิณซึ่งกำลังหลบหนีออกนอกประเทศหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เผยแพร่คลิปรายการ Thais Voice โดยนำเสนอบทสัมภาษณ์ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ “เอก” ผู้บริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิต หลานชายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเป็นการสัมภาษณ์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
ทั้งนี้ นายธนาธรกล่าวว่า จากกรณีจับกุมและคุมขังกลุ่มนักศึกษา 14 คนที่ออกมาต้านรัฐประหาร โดยทั้งหมดปฏิเสธการประกันตัว แสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธอำนาจรัฐที่ใช้โดยคณะรัฐประหาร ทั้งนี้ยังยืนยันว่าตนไม่เคยสนับสนุนด้านการเงินอะไรแก่นักศึกษากลุ่มดังกล่าว
เมื่อนายจอมถามต่อว่าเหตุใดการเคลื่อนไหวของนักศึกษากลุ่มดังกล่าวจึงไปสอดคล้องกับแนวคิดและการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หลานชายนายสุริยะก็ปฏิเสธว่า การเคลื่อนไหวของนักศึกษาไม่ได้สอดคล้องอะไรกับกลุ่มคนเสื้อแดงและ นปช. เนื่องจากหลังรัฐประหารตนไม่เคยเห็น แกนนำคนเสื้อแดงหรือคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวอะไรที่เป็นรูปธรรมเลย
จอม : มองว่า แนวทางหรือวิธีการการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ ทำไมถึงค่อนข้างกับสอดคล้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง หรือแม้แต่ นปช. ในบางส่วน เพราะฉะนั้นจึงถูกตีรวมว่านี่คือกลุ่มพลังที่ถูกกลุ่มอำนาจเก่าของคุณทักษิณ เป็นฝ่ายอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงคุณธนาธรด้วย?
ธนาธร : นี่มันตลกชัดๆ เลย ไม่มีฮะ ... คือ มันไม่มีการสอดคล้องกันระหว่างการทำงานของนักศึกษากับ นปช. แน่นอน เพราะอะไร เพราะ 400 วันที่ผ่านมา นปช.เงียบเป็นเป่าสาก นปช.ไม่เคยออกมาทำอะไรเลย ... ถ้าเราดูช่วง ไม่กี่วันสุดท้ายก่อนเกิดการรัฐประหาร สิ่งที่ นปช.ทำตลอดก็คือ การระดมมวลชนออกมาต้านรัฐประหาร แล้วก็มีการพูดคำใหญ่คำโตมากมาย ว่าถ้าเกิดรัฐประหารเราจะต้องสู้ เราจะอะไร แต่พอเกิดรัฐประหาร หลังจากนั้น เราไม่เห็นบทบาทของ นปช.ในเวทีการเมืองอีกเลย แน่นอน ... มีคุณณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ) คุณจตุพร (พรหมพันธุ์) ออกมาพูดเรื่องการเมืองบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่มีนัยยะสำคัญ ดังนั้นผมคิดว่าการโยงนักศึกษากับทางกลุ่ม นปช. ว่าเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ผมคิดว่าเป็นเรื่องตลก เพราะผมไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ของ นปช.เลยที่มีนัยสำคัญต่อการเมืองหลังรัฐประหาร
นอกจากนี้ นายธนาธรยังกล่าวด้วยว่า ตนเชื่อว่ากระแสการต้านรัฐประหารซึ่งจุดขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้ ถือว่าจุดติดแล้ว แต่อาจจะไม่ได้นำไปสู่การขยายมวลชนเป็นเรือนหมื่นเรือนแสน แต่ก็ถือเป็นการยกระดับเพดานการต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร เพื่อขยายเพดานและเปิดพื้นที่ประชธิปไตยให้กว้างขึ้น โดยกระแสดังกล่าวเมื่อผนวกเข้ากับกระแสกดดันจากต่างประเทศ ตนเชื่อว่าเมื่อถึงช่วงต้นปีหน้าหากไม่มีการเลือกตั้งอย่างเป็นรูปธรรรม และพอวิกฤตการเมืองบรรจบเข้ากับหายนะทางเศรษฐกิจจะเป็นจุดจบที่ไม่สวยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล คสช. แน่นอน


แนวเคลื่อนอีกฝั่งอัด นศ.ดาวดิน


Vachara Riddhagni ได้แชร์โพสต์
13 ชม. · 
ตามที่ทราบกันว่า "นักศึกษาที่ออกมาต่อต้าน ทหารเพราะต้องการประชาธิปไตย" นั้นในฐานะคนไม่เอาประชาธิปไตยแบบทักษิณ จึงต้องถาม คำถามแรก "เมื่อช่วงที่มวลมหาประชาชนประท้วงและออกมาต่อต้านการเลือกตั้งทั่วไป 2 กุมภาพันธ์ 2557 นั้น พวกนักศึกษาและคณาจารย์จอมปลอมเหล่านี้ไปซุกหัวกันอยู่กันที่ไหน ไฉนไม่ออกมาแสดงตัวตนสนับสนุนให้การเลือกตั้ง หากว่าต้องการประชาธิปไตย" คำถามที่ 2 "ลองอธิบายการถูกยุบพรรคการเมือง ได้แก่ พรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน-พรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่าถูกยุบพรรคเพราะอะไร ให้รับรู้ด้วย พรรคเหล่านั้นถูกยุบพรรคเพราะโกงการเลือกตั้งอย่างชัดแจ้ง แก้ตัวไม่ได้ใช่ไหม" คำถามเหล่านี้ เป็นเรื่องที่คณาจารย์และนักศึกษา(ม.ขอนแก่น)ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยต้องตอบก่อนที่จะเรียกร้อง เพราะว่า มีนักศึกษาประชาชนอีกเป็นจำนวนมากเป็นล้านๆคนเขาไม่เอาประชาธิปไตยจอมปลอมแบบลัทธิทักษิณที่กำหนดแนวทางระบอบประชาธิปไตยตามระบอบทักษิณ
ไม่ทราบว่าใครเขียนข้อความนี้ครับ เข้าใจว่าเป็นอดีตนักกิจกรรมเช่นเดียวกับที่ผมเคยเป็น. เเละต้องเป็นสื่อสารมวลชนหัวใจรักชาติรักความถูกต้องเเน่นอน.
จะเป็นใครไม่ทราบเเต่ขอบอกในฐานะอดีตนักศึกษากิจกรรมเเละอดีตสื่อมวลชนคนหนึ่ง. ขอบอกว่า. คุณช่างเขียนได้ ตรงใจจริงๆ จึงคัดก้อปมาเเชร์ครับ
(ครู) คนที่ รับจ้าง สอน หนังสือ ใน ตำแหน่ง อาจารย์ 279 คน ออกมา เรียกร้อง ให้ รัฐบาล ปล่อยตัว นักศึกษา
ผม คาดไว้ ไม่ผิด จริง ๆ ครับ ว่าวันหนึ่ง กลุ่มผู้ สูญเสีย ผล ประโยชน์ จากการ เลือกตั้ง จะดึง เยาวชน มาเป็น เครื่องมือ ทาง การเมือง
ด้วยการ ให้ ออกมา เรียกร้อง สิทธิ เสรีภาพ ในทาง การเมือง ด้วย ข้ออ้าง เดิม ๆ คือ ขอให้ จัด ให้มี การ เลือกตั้ง เพื่อ ความ เป็น ประชาธิปไตย
ซึ่ง แผนการ ทำนองนี้ เคยใช้ ได้ผล มาแล้ว หลายยุค หลาย สมัย คือ รัฐบาล คงไม่ โอนอ่อน ผ่อนตาม ง่าย ๆ และคง จัดการ จับกุม ผู้ประท้วง
แล้ว หลังจาก นั้น ก็ จะมี ขบวน การ ของ ผู้ที่ รับจ้าง สอน หนังสือ ใน มหาวิทยาลัย ต่างๆ ตำแหน่ง ครูอาจารย์ หรือ อื่น ๆ ออกมา ช่วย
วันนี้ เราจึง เห็นข่าว ในหน้า หนังสือพิมพ์ ว่า มีคน ที่ รับจ้าง สอน หนังสือ ในตำแหน่ง อาจารย์ 279 คน ออกมา เรียกร้อง ให้ รัฐบาล ปล่อยตัว นักศึกษา
โดยอ้าง ใน แถลงการณ์ ว่า การ ออกมา เรียกร้อง นี้ เป็น ความ ผูกพันธ์ ระหว่าง ครูบา อาจารย์ กับ ลูกศิษย์ และ เห็นว่า ลูกศิษย์ ไม่ได้ ทำผิด อะไร
ผมอ่าน แถลงการณ์ แล้ว อยาก ถาม คนที่ รับจ้าง สอน หนังสือ ใน ตำแหน่ง อาจารย์ เหล่านั้น ว่า พวกคุณ แกล้งโง่ หรือ โง่จน ไม่รู้ อะไร เลย
พวกคุณ ไม่รู้ หรือว่า ขณะนี้ ประเทศ อยู่ ภายใต้ การ ปกครอง ของ รัฐบาล ทหาร ที่ยึด อำนาจ มาจาก รัฐบาล พลเรือน ชั่ว ๆ ที่ โกงบ้าน กินเมือง
พวกคุณ ไม่รู้ หรือว่า หาก คณะ ทหาร ในนาม คสช.ไม่ออกมา อะไร จะเกิดขึ้น ใน บ้านเมือง ของเรา เพราะ ผม เชื่อว่า พวกคุณ คง ไม่ได้ หูหนวก ตาบอด
พวกคุณ ก็ คงรู้ คงเห็น ว่า ก่อน 22 พฤษภาคม 2557 นั้น บ้าน เมือง ระส่ำ ระสาย เพราะ นักการเมือง กลุ่มหนึ่ง ออกมา ลุกไล่ นักการเมือง อีก กลุ่มหนึ่ง
โดยมี ประชาชน ที่ ทนเห็น นักการเมือง สารเลว ปกครอง บ้านเมือง ไม่ไหว ออกมา ร่วม ขับไล่ เป็น ล้าน ๆ คน อย่าง ไม่เคย มีมา ก่อน
แต่ ก็มี คน ใจโฉดชั่ว ออกมา ทำร้าย ประชาชน ที่ร่วม ชุมนุม กับ นักการเมือง จน บาดเจ็บ ล้มตาย ไปเป็น จำนวน มาก และมี แนวโน้มว่า เหตุการณ์ จะรุนแรง ขึ้น
คณะ คสช. จึงเข้า ควบคุม สถานการณ์ ไม่ให้ บานปลาย และ ลงมือ แก้ปัญหา ต่าง ๆ ที่ นักการเมือง สารเลว สร้างไว้ ทีละ เรื่อง – พวกคุณ ไม่เห็น หรือ
พวกคุณ อ้างว่า นักศึกษา ที่ถูก จับ เป็นศิษย์ ที่ พวกคุณ สอน เฮ้ย ! ก็แล้ว พวกคุณ ทำไม ไม่สอน ลูกศิษย์คุณ เล่าว่า คสช. กำลัง ทำ อะไร กันอยู่
คสช. เขา กำลัง แก้ปัญหา บ้านเมือง เขา กำลัง ให้ กมธ. ยกร่าง รธน. ช่วยกัน เขียน รัฐธรรมนูญ ใหม่ หลังจาก นั้น คสช. เขา ก็จะ จัดให้ มีการ เลือกตั้ง
ทำไม พวกคุณ ไม่เสือก สอน ลูกศิษย์ ของคุณ ให้รู้ ความจริง ว่า อะไร เป็น อะไร แล้ว ให้อยู่ ในความ สงบ สัก ระยะ เวลา หนึ่ง แล้ว ตั้งใจ เรียน ให้จบ
อยากบอก พวกคุณ ว่า คนไทย ยุคนี้ ไม่โง่ แม้ จะมี สื่อมวลชน คอย บิดเบือน ข่าว แต่ คนไทย ก็มี สื่อเสรี อย่าง เว็บไซด์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ สื่อสาร ถึงกัน
และ คนไทย ทุกคน ก็เฝ้า มอง การ ทำงาน ของ รัฐบาล คสช. ทุก ย่างก้าว ผม ก็เป็น คนหนึ่ง ที่ ติดตาม การ ทำงาน ของ รัฐบาลนี้ อย่าง ใกล้ชิด ในฐานะ สื่อ คนหนึ่ง
ผมจึง เชื่อว่า หาก คนไทย ส่วนใหญ่ พบเห็น หรือ รู้ว่า รัฐบาล คสช. กระทำ การใด ๆ ที่ผิด ทำนอง คลองธรรม จ้อง ที่จะ คดโกง เหมือน รัฐบาล พลเรือน
ผม คนหนึ่ง ละ คงยอม ไม่ได้ และ จะต้อง เอามา เขียนบอก ให้ คนไทย คนอื่น ๆ ที่เป็น ผู้อ่าน ของผม ได้ รับทราบ เพื่อ กระทำ การ อย่างใด อย่างหนึ่ง
โดย ไม่ต้อง รอให้ นักศึกษา ซึ่งเป็น ลูกศิษย์ ของ พวกคุณ ออกมา ประท้วง อย่างนั้น หรอก
ในฐานะ เคยเป็น นัก กิจกรรม คนหนึ่ง ในอดีต
อยากบอก พวกที่ รับจ้าง สอน หนังสือ ในมหา วิทยาลัย ต่าง ๆ ว่า
เกมนี้ มันเก่า แล้ว และ อย่า คิดว่า ทหาร เขาจะ โง่จน ไม่รู้ นะครับ
ทหาร ยุคนี้ ฉลาดกว่า พวกคุณ เยอะ ไม่งั้น เขายึด อำนาจ จาก นักการเมือง เลว ๆ ไม่ได้หรอก รู้ไว้ !

ปากท้องน่าห่วงกว่าดาวดินแดง !!

ปากท้องน่าห่วงกว่าดาวดินแดง !!
นาทีนี้แม้ว่าจะพยายามออกแรงเขย่าขย่มกันอย่างไร อย่างมากก็ทำได้แค่มีการพูดถึงกันมาขึ้นเท่านั้น สำหรับการเคลื่อนไหวของ กลุ่มนักศึกษาที่เรียกว่า ดาวดิน หรือพวกประชาธิปไตยใหม่ อะไรนั่นก็ตาม พยายาม จุดไฟ กันมาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่วันครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องจนถึง ทีเด็ดวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. ก็ทำใด้แค่ปรากฏเป็นข่าวบ้างเท่านั้น แต่ถ้าบอกว่า เป็นกระแส นั้นถือว่า ยังจุดไม่ติด
แม้ว่าจะใช้ท่าไม้ตาย ติดคุก แบบ ไม่ขอประกันตัว หวังกระพือผ่านแนวร่วมข้างนอก แต่ในเมื่อไม่อยากประกัน อยากอยู่ในคุกก็ต้อง จัดให้ ตามคำขอ ซึ่งแน่นอนว่าเด็กๆ พวกนี้เป็นคนหนุ่มสาวไฟแรง การเคลื่อนไหวแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม มีความตื่นตัวทางการเมืองต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ยังดีกว่าพวกนักศึกษาส่วนใหญ่ที่ในเวลานี้วันๆ เอาแต่บ้าแฟชั่น ความคิดเรื่องสังคมแบบในอดีตที่ลดน้อยถอยลง ดังนั้นการที่มีบรรดาน้องนักศึกษารุ่นใหม่ ที่มีจิตสำนึกทางการเมืองก็นับว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ แต่ก็อย่างว่าแหละ อีกด้านหนึ่งแม้จะชื่นชมเด็กๆ นักศึกษาที่ออกมาต่อต้านเผด็จการ แต่คำถามก็คือ คราวนี้มันมีพิรุธ มีเบื้องหลังที่ถูกพวกหัวหงอกหัวดำ ที่ขี้ขลาด ใช้เป็นเครื่องมือเป็นคนจุดไฟสนองตัญหาของตัวเองเท่านั้น
ขณะเดียวกันยังมีพวกเครือข่าย ระบอบทักษิณ ที่คอยแอบอยู่ข้างหลัง ที่เวลานี้ต่างออกมาในแบบ ให้กำลังใจ ซึ่งความหมายก็คือ ยุอยู่ข้างหลัง นั่นแหละ วันก่อนเราเห็นพวก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธุ์ วัฒนา เมืองสุข ที่สลอนกันออกมา วันนี้ก็มี พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย ทักษิณ ชินวัตร ก็ออกมาร่วมด้วยช่วยขย่มอีกแรง แต่ก็นั่นแหละ อย่างมากมันก็แค่ถูกพูดถึงมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรมันก็จุดเป็นกระแสไม่ติด ตราบใดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่บ้าจี้ ไม่บ้าอำนาจ รู้จักยืดหยุ่นไม่ตึงไม่หย่อนเกินไปแบบที่กำลังทำอยู่ในเวลานี้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงของ คสช. ที่เป็นผู้อำนวยการผู้นำในทางปฏิบัติเวลานี้น่าจะนำโดย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. และเลขาฯคสช. ก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว เมื่อทางโน้นพยายามลากให้ยาว ทางฝ่ายอำนาจรัฐ ก็ต้องรู้จักลากยาวเหมือนกัน นั่นคือเมื่อตึงเครียดก็ ผ่อน อย่าไปยั่วยุ เหยียดหยาม พูดจาให้เกียรติ ให้ความสำคัญแบบที่ทำมาแล้ว เมื่ออยากติดคุกไม่ขอประกัน ก็ต้องบอกว่า เสียดาย ไม่รู้จะทำอย่างไร
ต้องไม่ลืมว่า กระแสถ้าคึกคักจะเกิดขึ้นในช่วงสองสามสัปดาห์แรกเท่านั้น แต่เมื่อผ่านไปสักสามสี่สัปดาห์ หากยังจุดไม่ติด สร้างกระแสไม่ได้ เมื่อมันถึงจุดที่พีคสุดไปแล้ว จากนั้นก็จะค่อยๆ ฝ่อลงเรื่อยๆ คนที่เคยอยากติดคุกต่อไป ก็อยากจะออกจากคุกแล้ว ดังนั้นก็ได้แต่หวังว่าจบลงด้วยดี ฝ่ายความมั่นคง ก็อย่าสร้างอารมณ์โกรธเพิ่ม ขณะที่กลุ่มนักศึกษาเมื่อเวลาผ่านไปก็ต้องออกมาใช้ชีวิตตามปกติ และถือว่าได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว แต่คนที่ต้องประณามก็คือพวก หัวหงอกหัวดำ นี่ต่างหากที่ขี้ขลาด แอบอยู่ข้างหลังเด็กๆ ทุเรศจริงๆ ทุด !!
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากลัวกว่าและจะกลายเป็นว่าสิ่งที่พวกเด็กๆ นักศึกษาพวกนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง จะผสมโรง ทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ เนื่องจากเวลานี้มองไปทางไหนรอบตัวทุกคนเริ่มมีปัญหาหน้าเครียดขึ้นมามากขึ้นทุกวัน ข้าวของแพง สินค้าเกษตรขายไม่ได้ราคา มีแต่ขาดทุน การส่งออกติดลบ อัตราการขยายตัวลดลงเรื่อยๆ จนอีกไม่กี่วันหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสำคัญก็จะปรับลดตัวเลขการเติบโตลงมาอีก นี่แหละเรื่องใหญ่ หลายคนฟันธงว่า ทีมเศรษฐกิจ ของ บิ๊กตู่ ที่นำโดย หม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ล้มเหลว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าที่จะปรับเปลี่ยน บางทีมันก็วังเวง และนี่คือจุดอ่อนยิ่งกว่าเรื่องเสรีภาพเสียอีก
เชื่อหรือไม่ว่า กระแสที่ทำลายความศรัทธาต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจนี่แหละ และขอร้องอย่าไปโทษรัฐบาลอื่นๆให้มากนัก แม้จะรู้อยู่แล้ว แต่บางครั้งพูดมากไปมันก็น่าหมั่นไส้เหมือนกัน และที่สำคัญเวลาก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว ยิ่งพูดบางทีมันก็เหมือนประจานตัวเองเหมือนกัน ที่สำคัญสิ่งที่ชาวบ้านเข้าใจก็คือ อำนาจพิเศษที่มีอยู่ในมือมันก็น่าจะทำลายอุปสรรค ทำลายความล้าหลังของระบบราชการได้บ้าง แต่ทำไมเหมือนกับว่ามันไม่ขยับเลยฟะ !!
เกาะกระแส: Politic Manager online