PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

“Islamist terrorism” ว่า “กลุ่มก่อการร้ายอิสลาม”



สิ่งที่ปธน.ฝรั่งเศสแถลง กรณี ‪#‎NiceAttack‬ คือ “it’s France as a whole which is threatened by Islamist terrorism.” (https://www.youtube.com/watch?v=X8JxD1pKIws นาที 2.13) ซึ่งในทวิตนี้แปล “Islamist terrorism” ว่า “กลุ่มก่อการร้ายอิสลาม”
สื่อไทยต้องแยกให้ออกระหว่าง Islam กับ Islamism มันไม่เหมือนกัน คำหลังเป็นคำที่เกิดใหม่ ใช้ในความหมายที่เป็น “political Islam” หมายถึงกลุ่มที่อ้างหลักการคำสอนของอิสลามเพื่อปฏิบัติการทางการเมือง คำว่า “Islamist” ที่ฟรังซัว ออลลองต์ใช้ มาจากคำว่า “Islamism” (ก่อนหน้านี้ David Cameron ก็เคยใช้คำนี้ในลักษณะที่เป็น “Islamist extremism” เมื่อปีที่แล้ว)
ความแตกต่างคือ อิสสาม (Islam) เป็นศาสนา ส่วน Islamism หรือ Islamist เป็นความต้องการที่จะเอาคำสอนทางอิสลามที่ตนเองเชื่อมาบังคับให้คนอื่นเชื่อตามไปด้วย ปรากฏออกมาในรูปการใช้ความรุนแรงและการก่อการร้ายที่เราเห็น บางทีเรียกว่า Jihadism หรือ Jihadist ก็มี ส่วนที่คนที่เป็นอิสลามหรือมุสลิมทั่วไป เขาไม่ได้จะไปยัดเยียดศาสนาให้ใครโดยใช้ความรุนแรง
Islam กับ Islamism จึงไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับตอนที่ปธน.ฝรั่งเศสพูดว่า “Islamist terrorism” ก็ไม่ควรแปลว่า “กลุ่มก่อการร้ายอิสลาม” เพราะมัน “เหมารวม” กระทบไปถึงศาสนาและผู้คนที่นับถือศาสนานั้นโดยรวม แต่ควรแปลว่าอย่างไร ต้องช่วยกันคิด หรือไม่ก็ควรใส่เป็นคำภาษาอังกฤษไว้ก่อน เพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิด
(เพิ่ม) ในภาษาฝรั่งเศส Hollande พูดว่า “C'est toute la France qui est sous la menace du terrorisme islamiste.” (http://bit.ly/29IrRkq)
ชัดเจนว่าเขาไม่ได้หมายถึง Islam ที่เป็นคำทั่วไป
อธิบายความแตกต่างระหว่าง Islam กับ Islamism ย่อ ๆ http://metro.co.uk/…/whats-the-difference-between-islam-and…

ความคลางแคลง สงสัย จดหมายปลอม ความสงสัยจาก ‘นักข่าว’ ภาคสนาม

ท่าทีของ “ผู้สื่อข่าว” ในสนามต่อการปรากฏขึ้นอย่างอึกทึกของจดหมาย “ปลอม”
น่าศึกษา
น่าศึกษาว่าเหตุใดพวกเขาจึงมองข้ามบทบาทของ 1 พรรคเพื่อไทย และ 1 นปช.ไปอย่างอัตโนมัติ
ตรงกันข้าม ตั้งแง่สงสัยไปยัง “ทหาร”
เห็นได้จากคำถามที่พุ่งตรงไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
จากนั้นก็ถามไปยัง พ.อ.ปิยพันธุ์ กลิ่นพันธุ์
คนแรก คุมงานด้านความมั่นคง คนหลังเป็นทีมโฆษกผู้เอาการเอางานแห่งคสช.
ทำไมไม่ถาม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
ซึ่งนอกจากเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้วยังเป็นอดีตส.ส.จากพื้นที่เชียงใหม่
ทำไมจึงเล็งเป้าไปยัง “ทหาร”

ตรงนี้ต้องลองเข้าไปนั่งใน “หัวใจ” ของ “นักข่าว” ซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับกระแสในทางการเมือง
1 พื้นที่เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง
รู้กันอยู่ว่าเป็นพื้นที่ที่ “ประชาชน”ให้ความนิยมต่อพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด
ไม่นิยมธรรมดา หากนิยม “ยกจังหวัด”
แทบไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องทำจดหมาย”ปลอม”ส่งไปเพื่อโน้มน้าวและจูงใจอีก
“ของตาย” อยู่แล้ว
1 ลักษณะของจดหมาย”ปลอม”นั้นส่อพิรุธหลายอย่างให้เกิดความสงสัย
เรื่องนี้จำเป็นต้องจำแนก แจกแจง

เริ่มตั้งแต่ “ซองจดหมาย” ซึ่งเป็น “ตราครุฑ” จำนวนมากมายเป็นหมื่นฉบับเช่นนี้
ใช่ว่าจะหามาได้อย่างง่ายดาย
ตามมาด้วยลักษณะการจ่าหน้าซอง ไม่ว่าจะจ่าโดยไม่ระบุว่าเป็นใคร
สร้างข้อสงสัยให้ตั้งแต่ต้น
ยิ่งกว่านั้น ยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยโดย”ทหาร”ว่า เป็นรายชื่อของแกนนำต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมือง
ถามว่าจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องส่งให้ “แกนนำ”
ขณะเดียวกัน ปรากฏว่าจดหมายส่วนใหญ่ส่งมาจากพื้นที่เขตดุสิต กทม. มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ส่งมาจากเชียงใหม่
การปลอมครั้งนึ้จึงกลายเป็นของแปลก
เป็นของแปลกกระทั่งสร้างความคลางแคลงสงสัยในหมู่”นักข่าว”ในภาคสนาม
จนต้องถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
จนต้องถาม พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์
แล้วทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งเมื่อได้รับการปฏิเสธ
 ที่มา:http://www.matichon.co.th/news/212807

สถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่น เทพเจ้าที่ไร้อำนาจ?

ข่าวลือเรื่องการสละราชสมบัติของจักรพรรดิญี่ปุ่น ทำให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องราวของราชวงศ์ญี่ปุ่น ราชวงศ์ที่สืบทอดมายาวนานที่สุดในโลก และเป็นจักรพรรดิองค์เดียวในโลกยุคปัจจุบัน แต่จักรพรรดิทรงเป็นเพียงตำแหน่งเทพเจ้าที่ไร้อำนาจ เปรียบเหมือน "นกน้อยในกรงทอง"

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในโลกปัจจุบันที่ยังมีสมเด็จพระจักรพรรดิ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีเพียงพระมหากษัตริย์

ความแตกต่างระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดิกับพระมหากษัตริย์ อยู่ที่พระราชอำนาจในการปกครองในอดีต กล่าวคือ สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชอำนาจเหนือจักรวรรดิ เช่น จักรวรรดิญี่ปุ่น จักรวรรดิจีน จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออสเตรีย ฯลฯ ส่วนพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเหนือรัฐหรือประเทศ เช่น ประเทศไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น

สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นในรัชกาลปัจจุบัน นับเป็นรัชกาลที่ 125 สืบพระราชสันตติวงศ์ต่อเนื่องมาในพระราชวงศ์เดียว ข้อนี้ถือเป็นความพิเศษของสถาบันสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ในจักรวรรดิอื่นๆ มีการต่อสู้แย่งชิงพระราชบัลลังก์ ผลัดเปลี่ยนพระราชวงศ์ไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ล่มสลายไป ในขณะที่พระราชวงศ์ญี่ปุ่นยืนยงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

แต่จักรพรรดิไม่ได้ทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาด ทรงมีสถานะเป็นเทพเจ้าในร่างมนุษย์ เป็นผู้นำทางศาสนา อาจจะถึงขั้นว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ แต่อำนาจการปกครองตกอยู่ในมือของโชกุนและเจ้าเมือง

โชกุนไม่ปลงพระชนม์สมเด็จพระจักรพรรดิ เพราะสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นเทพในความเชื่อของคนญี่ปุ่น การปลงพระชนม์จะทำให้ผู้คนลุกฮือขึ้นต่อต้าน แต่การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่ในวิสัยที่กระทำได้ ขอแค่พระองค์ไม่ขัดขืนอำนาจของโชกุน พระองค์ก็จะทรงเป็นที่เคารพสักการะต่อไปได้เรื่อยๆ

อำนาจการปกครองญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในพระราชอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิอีกครั้งภายหลังการปฏิรูปรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ญี่ปุ่นจึงกลายเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเป็นจักรวรรดิอย่างแท้จริง ในยุคเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนารัฐ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จในไทยจากการปฏิรูป รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
จักรพรรดิเมจิ ผู้ทรงสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นในญี่ปุ่น ทรงมีนโยบายการปฏิูปประเทศให้ทันสมัย รวมอำนาจเข้าสู่สถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในช่วงเวลาประมาณ 100 ปีหลังจากนั้น สถาบันสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นได้รับการพัฒนาอย่างถึงขีดสุด สถานะของพระองค์ถูกขับเน้นความสำคัญมากขึ้นในฐานะของผู้สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้า ได้รับสิทธิขาดในการปกครองเหนือจักรวรรดิทั้งมวล ทรงอยู่เหนือคนธรรมดา เวลาพูดจาต้องใช้ภาษาพิเศษ คนธรรมดาจะแตะต้องพระวรกายไม่ได้ แม้แต่จะยืนทับพระฉายาของพระองค์ก็ไม่ได้ เป็นบาปหนัก

ช่วงต้นสมัยโชวะ เชื่อกันว่าสมเด็จพระจักรพรรดิทรงมีมหิทธานุภาพมาก คนธรรมดาจะมองพระองค์โดยตรงไม่ได้ รัศมีของพระองค์จะทำให้ตาบอด หากพระองค์เสด็จผ่านที่ใด ประชาชนต้องก้มหน้ามองดิน

ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม สหรัฐฯเข้ามาจัดการการเมืองภายในญี่ปุ่น ตอนแรกก็มองว่าสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะเป็นอาชญากรสงคราม แต่การจับกุมพระองค์ไปลงโทษ อาจทำให้คนญี่ปุ่นกว่าค่อนประเทศฆ่าตัวตายตามพระองค์ เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายจนสหรัฐฯจะควบคุมญี่ปุ่นได้ยาก แต่จะให้สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชอำนาจมากอย่างเมื่อก่อนนี้ก็ไม่ได้

ในปีถัดจากสงครามโลกยุติลง สหรัฐฯจึงสั่งให้สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะทรงประกาศยอมรับว่าพระองค์ไม่ได้เป็นเทพ พระองค์ทรงเป็นคนเดินดินธรรมดา ไม่ต่างจากประชาชนโดยทั่วไป

สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น ทรงเป็นที่เคารพสักการะ อยู่เหนือการเมือง ในขณะเดียวกันก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐบาล จะทรงทำอะไรเองตามพระราชหฤทัยไม่ได้ หากจะเสด็จออกมหาสมาคมหรือมีพระราชดำรัสออกสื่อก็ต้องส่งร่างให้รัฐบาลตรวจ จะเสด็จไปไหนมาไหนก็ต้องแจ้งให้รัฐบาลทราบ ไม่ต่างจากในยุคโชกุน

สถาบันสมเด็จพระจักรพรรดิในสมัยโชวะ อยู่ก้ำกึ่งระหว่างความจังรักภักดีและความเกลียดชังครับ คนส่วนใหญ่น่าจะยังจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เช่น ในโอะกินะวะและไซปัน ก็มองสถาบันในแง่ลบ สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะไม่ได้รับการต้อนรับจากคนในพื้นที่นั้นเลยตลอดรัชสมัยของพระองค์

สถานะของสถาบันฯ เพิ่งเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงปลายสมัยโชวะ ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยเฮเซ (รัชกาลปัจจุบัน) สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะทรงพยายามใกล้ชิดกับประชาชนนับตั้งแต่ครั้งแรก ที่ขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระราชดำรัสด้วยถ้อยคำธรรมดา เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย แตกต่างจากสมเด็จพระบรมชนกนาถที่แม้ประกาศพระองค์เป็นปุถุชน แต่ยังตรัสด้วยภาษาที่เข้าถึงยากสำหรับคนทั่วไป
จักรพรรดิอะกิฮิโตะและจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จเยี่ยมประชาชนที่ประสบภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2011
 สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะเสด็จเยี่ยมเยือนประชาชนในภูมิภาคต่างๆ โดยจะทรงประทับบนพื้นเสมอกับประชาชนธรรมดา ทรงยอมรับความผิดของพระราชวงศ์ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกด้วยการตรัสแสดงความ รับผิดชอบต่อความสูญเสียของทุกฝ่าย แม้พระราชจริยจัตรของพระองค์ไม่ได้ช่วยลบภาพความโหดร้ายของญี่ปุ่นในยุคนั้น แต่ก็ช่วยให้สถานะของสถาบันฯ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม
จักรพรรดิอะกิฮิโตะและจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงกล่าวยอมรับความผิดพลาดของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง

จนถึงตอนนี้ คนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในสมัยเฮเซ อาจไม่ได้เคารพสักการะสมเด็จพระจักรพรรดิเสมือนเทพเหมือนอย่างเมื่อก่อน แต่ก็ยังมีคนที่คิดว่าพระองค์เป็นสัญลักษณ์ที่สืบทอด “ความเป็นญี่ปุ่น” ต่อเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน คนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งมองว่าสถาบันฯ กับประเทศญี่ปุ่นมีอายุเท่ากัน เป็นตัวแทนของกันและกันได้ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็เหมือนว่า “ญี่ปุ่น” ไม่ครบองค์

เรียบเรียงจากบทความในแฟนเพจ ญี่ปุ่นโดยสังเขป : Japan in a Nutshell
ที่มา : http://news.voicetv.co.th/world/388869.html

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คสช. ยัน ทหาร ไม่ได้ทำ เอง ใบปลิว โจมตี ร่างรธน.หรือ รธน.ปลอม ทางไปรษณีย์

คสช. ยัน ทหาร ไม่ได้ทำ เอง ใบปลิว โจมตี ร่างรธน.หรือ รธน.ปลอม ทางไปรษณีย์. ยันไม่ใช่IO ถามทหารทำจะได้อะไร

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ปฏิเสธข่าวลือ ที่ว่า ทหารทำเอง แจกจ่ายร่างรธน.ปลอม หรือใบปลิว โจมตี ร่างรธน. ทางไปรษณีย์
"คสช.ไม่ทำอะไรแบบนั้น ทำแล้วจะได้อะไร มีแต่เสียหาย เพราะสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด จะเสียหาย หมด ไม่มี เราไม่ทำแบบนั้นแน่"
และ ยันไม่ใช่การ IO ปฏิบัติการข่าวสาร เพื่อหวังผล. ยันทหารไม่มีแน่ ไม่ทำแน่
เผย มีเบาะแส จากกล้องวงจรปิด ที่ตู้ไปรษณีย์ และสแตมป์ จนท.กำลังสอบสวน
แต่ยังไม่ยืนยันว่า โยงนักการเมือง หรือ กลุ่มการเมืองใด ชี้เอกสาร บิดเบือน ข้อเท็จจริง ร่างรธน. ที่ถูกส่งทางไปรษณีย์ หวังทำปชช.เข้าใจผิด เริ่องตัด เบี้ยผู้สูงอายุ 30บาทรักษาทุกโรคและเรียนฟรี เร่งตามล่าตัว
เผยปชช.ตอบรับดี คาดจะไปลงประชามติจำนวนมาก ในภาพรวมยังเรียบร้อย ยังไม่พบการ"ซื้อเสียง"ขอมั่นใจ ใน พลเอกประยุทธ์ หน.คสช.

ทหารเข้มคุมประชามติ

"พล.อ.ธีรชัย"สวมหมวก ผบ.กกล.รส.VTC ถึง หน่วยทหาร จนถึงระดับผู้พัน ทั่วประเทศ สั่งพร้อมรับสถานการณ์ ประชามติ หลังปรับโครงสร้าง ใหม่

เช้านี้ ที่ บก.ทบ. บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะ เลขาธิการ คสช.และ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรัยบร้อย(ผบ.กกล.รส.) ได้ประชุมผ่านระบบ VTC ถึงทุกกองทัพภาค สั่งการผบ.หน่วยทั่วประเทศ จนถึงระดับผู้บังคับกองพันเพื่อชี้แจงการปรับโครงสร้าง กกล.รส.ใหม่ ตั้งแต่ 1กค.เป็นต้นมา และสั่งการ เพื่อคุมเข้มสถานการณ์ ช่วงการทำประชามติร่างรธน.

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. เผยว่า พลเอกธีรชัย สั่งเดินหน้า3งานหลัก ทั้งงาน รส.ดูสถานการณ์ภาพรวมประเทศ การบังคับใช้กม. และสกัดกั้นการทำผิดกม. และผู้มีอิทธิพล
งานปรองดอง สมานฉันท์ โดยกอ.รมน. และศูนย์ปรองดองฯ(ศปป.) และงานช่วยเหลือปชช และสนับสนุนงานรัฐบาล

ทั้งนี้ พลเอกธีรชัย สั่ง กกล.รส.กำกับดูแล ประสาน ผู้ว่าฯ ทุกส่วนราชการ ตามแนวทาง คสช. เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมเกื้อกูล ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

ผบ.กกล.รส. ยังได้กำชับ หน่วยในพื้นที่ปฏิบัติ แก้ปัญหา การชุมนุมเพราะความเดือดร้อนของปชช. ผ่านศูนยดำรงธรรม โดยให้ทหารไปรับฟังเพิ่อแก้ไขโดยเร็ว
" ยืนยันว่า คสช.จะยืนเคียงข้าง ประชาชนและทำอย่างดีที่สุด"
รวมทั้งการ เกาะติด กลุ่มชุมนุมการเมือง โดยให้ยึดพรบ.ชุมนุม อย่างเคร่งครัด โดยให้ตร.เป็นหลักในการบังคับใช้กม.รวมทั้งการจัดการ กับขบวนการแอบอ้าง คสช.เพือหวังผลประโยชน์ ด้วย

อีกทั้งชื่นชม กกล.รส ทุกคน ที่ทุ่มเท รักษามาตรฐาน ดูแลลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย และให้บังคับใช้กม.ในกรอบที่เหมาะสม โดยมั่นใจว่า การทำงาน เพื่อศักดิศรีทหาร และข้าราชการ ที่มีคุณธรรม อันจะส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

สุภิญญา ชี้ คำสั่งคสช.กระทบเสรีภาพสื่อทั้งหมด แนะองค์กรสื่อมวลชนโชว์จุดยืน

วันนี้ (14 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่พลอ.อประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่งฉบับที่ 41/2559 เรื่องการกํากับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ โดย กสทช.และ กสท.สามารถปิดสถานีโทรทัศน์และวิทยุ ที่นำเสนอเนื้อหาขัดกับประกาศ คสช.ได้ และเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย
วันนี้ (14ก.ค.) น.ส. สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในกรรมการ กสทช. แสดงความเห็นทางทวิตระบุว่า ดิฉันไม่เคยเห็นด้วยกับการปิดสื่อที่เห็นต่างทางการเมืองและได้ทำหน้าที่ต่อสู้หลักการใช้อำนาจทางกฎหมายมาตลอด ให้สื่อไปสู้ต่อที่ศาลปกครองได้ คำสั่งตามมาตรา44 ของ คสช.ในวันนี้ เป็นการปกป้องการใช้อำนาจของ กสท./กสทช.(เสียงข้างมาก) จะกระทบกับภาพรวมเสรีภาพสื่อทั้งหมด ไม่ใช่แค่พีซทีวี ดิฉันเห็นว่าองค์กรสื่อ วิชาชีพสื่อ อุตสาหกรรมสื่อควรแสดงจุดยืนต่อคำสั่ง คสช.เพื่อการถ่วงดุลอำนาจของ กสทช. ให้สื่อใช้สิทธิ์สู้ในศาลต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลอาญา หรือ ศาลแพ่ง เพราะเป็นการต้องรับผิดชอบกับการใช้อำนาจของรัฐอย่างเป็นธรรมของรัฐ ตามกระบวนการ Rule of Law
ปัจจุบัน กสทช.มีอำนาจกำกับสื่อได้อยู่แล้ว แต่ต้องใช้อำนาจอย่างรอบคอบ มีการถ่วงดุล ถ้ามี ม.44 มาปกป้องจะทำให้ กสทช.ใช้อำนาจได้แบบแรงขึ้นอีก คำสั่ง คสช. บอกว่า กสทช. ไม่ต้องรับผิดชอบทางอาญาหรือแพ่ง แต่ให้อำนาจเอกชนเรียกค่าเสียหายจากรัฐได้ เป็นการผลักภาระจาก กสทช.ไปให้เงินหลวง
กรณี PeaceTV เป็นเพียงเคสตั้งต้น ที่ตอนนี้ศาลคุ้มครองอยู่ และ กสท. ใช้อำนาจสั่งปิดซ้ำ จากนี้รอผลจากศาลปกครองอีกรอบ ต่อไปอาจมีเคสอื่นๆตามมา ส่วนตัวดิฉันไม่มีเจตนาอยากจะเห็น เพื่อนๆ กสทช. เสียงข้างมากถูกฟ้องอาญาหรือแพ่งจากการทำงาน แต่การมี ม.44มาคุ้มครองจะทำให้ขาดความระวังใช้อำนาจ ผลกระทบจาก มาตรา 44 ครั้งนี้ ไม่ใช่ต่อช่อง PeaceTV เท่านั้น แต่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมสื่อวิทยุและโทรทัศน์ทั้งหมด ที่ควรตื่นตัวและมีความเห็น
counter

ถ้าปล่อยไว้ สนช.แตก! เบื้องหลัง‘บิ๊กตู่’งัด ม.44 สกัดแผนดัน‘เรวัต’นั่งผู้ตรวจฯ

เขียนวันที่ วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:36 น.
เขียนโดยisranewsหมวดหมู่รายงาน-สกู๊ป

“…คสช. วิเคราะห์แล้วเห็นว่า หากยังคงดื้อดึงผลักดันโดยใช้ขุมกำลัง สนช. ฝ่ายทหารที่มีคับสภา ก็อาจจะสะเทือนมาถึง คสช. ทำให้รัฐบาลพังได้ ซึ่งตรงนี้อาจเข้าทางฝ่ายการเมืองหลายกลุ่มที่เล็งไว้อยู่แล้ว เมื่อถึงขั้นนั้น ก็อาจทำให้แพ้ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และ ‘บิ๊กตู่-พลพรรค คสช.’ จะอยู่ไม่ได้ จนอาจมีการทาบทามให้ ‘ใครบางคน’ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ?...”

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมจู่ ๆ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 40/2559 ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้ ‘งด’ การสรรหาบรรดากรรมการในองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไว้ก่อน

โดยระบุว่า เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 จึงยังไม่มีความชัดเจนแน่นอนเกี่ยวกับกระบวนการสรรหา ?

(อ่านประกอบ : มุ่งแก้ปมผู้ตรวจการแผ่นดิน! 'บิ๊กตู่' ใช้ม.44งดเว้นสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง5องค์กรอิสระ)

แต่ถ้าโฟกัสให้ลึกลงไปอีกจะเห็นได้ว่า บรรดากรรมการองค์กรอิสระทั้งหลาย ต่างถูกที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โหวตเลือก และเสนอชื่อทูลเกล้าฯ จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งกันเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ กกต. (ซึ่งยังมีวาระการดำรงตำแหน่งอีกหลายปี) และผู้ตรวจการแผ่นดิน

ดังนั้นเงื่อนปมสำคัญที่ทำให้ ‘บิ๊กตู่’ ต้องออกคำสั่งดังกล่าว หนีไม่พ้น ‘ปัญหา’ การสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินที่ยังคาราคาซังอยู่ในชั้น สนช. 

เพราะต้องไม่ลืมว่า กรณีที่คณะกรรมการสรรหาฯชงชื่อ ‘นพ.เรวัต วิศรุตเวช’ เข้ามาเป็นหนที่สอง สร้างความข้องใจให้กับ สนช. เป็นจำนวนมาก เนื่องจากในการสรรหาครั้งแรก ที่ประชุม สนช. ได้โหวตแล้ว และไม่ได้รับเลือก 

แต่กลับมีความพยายามผลักดันจาก ‘บิ๊กในสภา-บิ๊ก คสช.’ เพื่อให้ ‘หมอเรวัต’ กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีก ?

ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ สนช. ว่า ‘หมอเรวัต’ คือตัวแปรสำคัญที่จะเข้าไป ‘บล็อค’ เสียงในคณะผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการส่งเรื่องฟ้องต่อศาล ซึ่งปัจจุบันเรื่องสำคัญที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจการแผ่นดินคือ เรื่องท่อก๊าซ ปตท. และการร้องเรียนร้านค้าปลอดภาษีอากร ที่มี ‘กลุ่มนักธุรกิจ-เครือข่ายการเมือง’ ที่เป็นผู้สนับสนุน คสช. พัวพันอยู่ด้วย

นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีประเด็นที่ ‘หมอเรวัต’ มีความสัมพันธ์อันดีกับ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ รายหนึ่ง ที่เป็นผู้ผลักดันให้มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว ผ่าน ‘บิ๊ก คสช.’ รวมไปถึงเคยเป็น ‘กุนซือ’ ให้กับอดีตนักการเมือง ‘ซีกสีแดง’ มาแล้ว 

(อ่านประกอบ : เปิดแฟ้มลับ‘หมอเรวัต’! นั่งกุนซือ‘ณัฐวุฒิ-ขุนค้อน’-ไฉน กก.สรรหาฯยังชงชื่อ?)

แหล่งข่าวจาก คสช. ยืนยันสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ถึงกรณีนี้ว่า สาเหตุที่ ‘บิ๊กตู่’ ออกคำสั่งดังกล่าว เพื่อต้องการ ‘ปลดล็อค’ ปัญหาในการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ ‘บูรพาพยัคฆ์’ และบรรดา ผบ.เหล่าทัพ

นัยว่าเพื่อถอนชนวนความขัดแย้งที่อาจถูก ‘ฝ่ายการเมือง’ วางยามาจาก ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง-อดีตนักธุรกิจการเมืองมากบารมี-กลุ่มนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียง’ ที่เป็นคนผลักดันผ่าน ‘คนใกล้ชิด’ บิ๊ก คสช. รายหนึ่ง 

ซึ่งก่อนออกคำสั่งดังกล่าว มีการสอบถาม ‘บิ๊ก คสช.’ รายนั้น ได้รับคำตอบว่า “รู้จักกันแค่ผิวเผิน” ?

จึงทำให้ ‘บิ๊กตู่’ จำเป็นต้องดำเนินการออกคำสั่งดังกล่าว เพราะหากปล่อยไว้จะสร้างความขุ่นหมองข้องใจให้กับ สนช. ที่เป็นคนตั้งมากับมือ รวมถึงหากที่ประชุม สนช. โหวตไม่เห็นชอบอีกครั้ง อาจสร้างความแตกแยกครั้งใหญ่ในหมู่ สนช. ได้ 

ในส่วนนี้ คสช. วิเคราะห์แล้วเห็นว่า หากยังคงดื้อดึงผลักดันโดยใช้ขุมกำลัง สนช. ฝ่ายทหารที่มีคับสภา ก็อาจจะสะเทือนมาถึง คสช. ทำให้รัฐบาลพังได้ ซึ่งตรงนี้อาจเข้าทางฝ่ายการเมืองหลายกลุ่มที่เล็งไว้อยู่แล้ว เมื่อถึงขั้นนั้น ก็อาจทำให้แพ้ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และ ‘บิ๊กตู่-พลพรรค คสช.’ จะอยู่ไม่ได้ จนอาจมีการทาบทามให้ ‘ใครบางคน’ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ?

แต่ว่าเรื่องนี้ ‘บิ๊กตู่’ รู้มาตั้งแต่ที่ประชุม สนช. โหวตไม่เห็นชอบ ‘หมอเรวัต’ แล้ว และทุกคนคาดว่า ‘หมอเรวัต’ จะไม่กลับมาสมัครอีก แต่บรรดากลุ่มตำรวจ และกลุ่มการเมืองบางฝ่ายมีการผลักดันอย่างผิดปกติ กระทั่ง ‘บิ๊กตู่’ ต้องสั่งไปยังหน่วยความมั่นคงให้ตรวจสอบเรื่องนี้ และทั้งหมดต่างยืนยันข้อมูลที่ไม่น่าไว้วางใจเข้ามา รวมถึงปฏิกิริยาของ สนช. หลายคนที่เห็นว่า หากยังผลักดัน ‘หมอเรวัต’ เข้ามา ก็จะโหวตค้านแบบ ‘แตกหัก’ 

นอกจากนี้ยังประเมินด้วยว่า ในวันโหวตเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ใกล้กับวันลงประชามติ ซึ่งค่อนข้างสุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้แพ้ประชามติได้ !

แหล่งข่าว ระบุอีกว่า สำหรับ สนช. กลุ่มที่จะผลักดัน ‘หมอเรวัต’ คือบรรดาคนที่ใกล้ชิด ‘อดีตบิ๊กตำรวจ’ รายหนึ่ง ที่ไปคุยกับฝ่ายการเมืองมา กระทั่งเกิดปัญหาในชั้น สนช. ซึ่งประเด็นนี้มีทางออกอยู่แล้วคือให้ ‘หมอเรวัต’ ถอนตัว แต่กลับไม่ยอมถอน จึงทำให้ สนช. สายค้านเดินหน้าลุยแบบ ‘แตกเป็นแตก’ ซึ่ง ‘บิ๊กตู่’ ประเมินว่า หากถึงจุดนั้นอาจทำให้ตัวเองและ คสช. พังแน่ จึงจำเป็นต้องจัดการด้วยมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557

นัยว่า แสดงให้เห็นว่า ‘บิ๊กตู่’ คือผู้ที่มีอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้ใครมาสั่งซ้ายหันขวาหันได้ !

เป็นอันว่าปิดฉากเรื่องการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ไปก่อน จนกว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน

แต่ฉากต่อไปที่ต้องจับตา และเป็นปัญหาสำคัญมากคือ การปฏิรูปตำรวจ ว่า สนช. จะทำอย่างไร เพราะเท่าที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามี สนช. บางกลุ่ม ที่ใกล้ชิดกับ ‘อดีตบิ๊กตำรวจผู้มากบารมี’ ยังคงเสียงแข็ง-ดื้อดึงไม่ยอมให้ดำเนินการสักที

ท้ายสุด สนช. จะทำสำเร็จตามความหวังที่ตั้งใจ และเป็นที่พึ่งของประชาชนทั้งประเทศได้หรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป !

เปิดแฟ้มลับ‘หมอเรวัต’! นั่งกุนซือ‘ณัฐวุฒิ-ขุนค้อน’-ไฉน กก.สรรหาฯยังชงชื่อ?


“…เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ ซึ่งได้ข้อมูลจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่ปรึกษา-กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้กับบรรดาอดีตข้าราชการ หรือนักการเมือง ‘ซีกสีแดง’ ไปแล้ว ทำไมคณะกรรมการสรรหาฯ จึงยัง ‘มั่นใจ’ และ ‘เชื่อถือ’ ให้ ‘หมอเรวัต’ เข้าไปนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ ?...”
PIC rewattt 13 7 59 1
หลายคนอาจจะทราบถึงสาเหตุเบื้องลึก-ฉากหลังไปแล้วว่า เหตุใดคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้เสนอชื่อของ นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ซ้ำสอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับเสียงข้างมากจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบประวัติฯ 
ไม่ว่าจะเป็นกระแสข่าวว่า ‘หมอเรวัต’ คือ ‘เด็กฝาก’ ของ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ รายหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนานกับ ‘บิ๊ก คสช.’ รายหนึ่ง ตั้งแต่สมัยอดีตนักการเมืองรายนี้ยังรุ่งเรือง
หรือแม้แต่การวิเคราะห์และประเมินกันในหมู่ สนช. บางกลุ่มว่า สาเหตุที่มีการผลักดัน ‘หมอเรวัต’ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเช่นนี้ เพื่อเข้าไป ‘บล็อกเสียง’ ในที่ประชุมคณะผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องใหญ่หลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีท่อก๊าซ ปตท. และกรณีการร้องเรียนร้านค้าปลอดภาษีอากร ที่มี ‘นักธุรกิจ-เครือข่ายนักการเมือง’ ผู้เป็นกำแพงค้ำยัน คสช. เข้าไปพัวพันอยู่ด้วย
แต่เงื่อนปมสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ ที่มีการหารือและขุดคุ้ยกัน คือ ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่าง ‘ซีกสีแดง’ กับ ‘หมอเรวัต’ ?
แหล่งข่าวจาก สนช. เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ถึงกรณีนี้ว่า ในการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งที่สองนั้น สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ส่งข้อมูล ‘หมอเรวัต’ ให้กับคณะกรรมการสรรหาฯเพื่อพิจารณาแล้ว พบข้อเท็จจริงว่า‘หมอเรวัต’ มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ รายหนึ่ง
นอกจากนี้ในชั้น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ครั้งแรก ที่มี พล.อ.อู๊ด เบื้องบน เป็นประธานฯ มีอดีตข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขรายหนึ่ง เข้ามาให้ข้อมูลโดยกล่าวหาถึงพฤติการณ์ ‘บางอย่าง’ ของ ‘หมอเรวัต’ ด้วย
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังว่ากันว่า ‘หมอเรวัต’ เริ่มต้นเส้นทางชีวิตข้าราชการด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับ ‘อดีต รมว.สาธารณสุข’ รายหนึ่ง มาก่อนหน้านี้ กระทั่งได้เติบใหญ่ในกระทรวง และปิดท้ายด้วยการเป็นอธิบดีกรมการแพทย์ในที่สุด
ไม่ว่าข้อเท็จจริงเรื่องเหล่านี้จะเป็นเช่นไร แต่มีหลักฐาน ‘เชิงประจักษ์’ ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘หมอเรวัต’ กับนักการเมือง ‘ซีกสีแดง’ อย่างชัดเจน คือ การเข้าไปเป็นประธานที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ (ยุคนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) เคยเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของประธานรัฐสภา (ยุคนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) รวมถึงเคยเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ (ยุคนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ) ด้วย (ดูเอกสารประกอบ)
PIC หลกฐานเรวต 1
PIC หลกฐานเรวต 2
PIC หลกฐานเรวต 3
PIC หลกฐานเรวต 4
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับ ‘อดีตนักการเมืองหญิงชื่อดัง’ ซึ่งได้ข้อมูลจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่ปรึกษา-กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้กับบรรดาอดีตข้าราชการ หรือนักการเมือง ‘ซีกสีแดง’ ไปแล้ว 
ทำไมคณะกรรมการสรรหาฯ จึงยัง ‘มั่นใจ’ และ ‘เชื่อถือ’ ให้ ‘หมอเรวัต’ เข้าไปนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ ?
เพราะต้องไม่ลืมว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นหนึ่งในองค์กรตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ เป็นดั่งความหวังของข้าราชการและประชาชนทั้งประเทศ ที่จะต้องทำหน้าที่ดั่ง ‘ตาชั่ง’ ถ่วงดุลระหว่างข้าราชการกับประชาชน และต้องซื่อสัตย์ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ใช้อำนาจอย่าง ‘เป็นกลาง’
ไม่ใช่จะให้บุคคลที่อาจจะมีความสัมพันธ์ทางการเมืองเข้าไปนั่งเล่น เพื่อ ‘ปัดกวาด’ ปัญหาต่าง ๆ เอาไปซุกไว้ใต้พรมได้ ?
แล้วที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหาฯได้ตระหนักและรับรู้ข้อมูลในส่วนนี้หรือไม่ หรือจะทำเป็น ‘หูทวนลม’ แล้วเชื่อตามลมปาก ‘ใครบางคน’ ให้ยินยอมเสนอชื่อ ‘หมอเรวัต’ อีกครั้ง ไม่อาจทราบได้ ?
แต่ปัจจุบันอยู่ในชั้น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ที่กำลังถูกซุบซิบกันว่า อาจจะมีการ ‘ล็อบบี้’ เคลียร์ประวัติผลักดัน ‘หมอเรวัต’ นั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น จะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น-โปร่งใส ให้ สนช. ได้เกิดความสบายใจในการลงคะแนนเสียงโหวตเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินอีกหนให้ได้
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กลับมาสู่ สนช. อีกครั้ง !

ISIS เปิดตัวหนังสือพิมพ์ภาษามลายูฉบับแรก-กระจายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวถึงไทย


รายงานของสื่อมาเลเซียเปิดเผยว่ากลุ่มไอซิสได้ผลิตหนังสือพิมพ์ภาษามลายูฉบับแรก "อัล ฟาติฮิน" หรือ "ผู้พิชิต" พิมพ์มาจากพื้นที่ตอนใต้ของฟิลิปปินส์ กระจายเข้ามายังมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ของไทย โดยในเล่มมีเรื่องเดือนถือศีลอด การเผยแพร่ข้อความอดีตผู้บัญชาการทางทหารไอซิสเรียกร้องนักรบไอซิสปฏิบัติการ ข่าวจากรัคคา ที่มั่นหลักของไอซิสในซีเรีย รวมทั้งแผนที่แสดงพื้นที่ซึ่งไอซิสอ้างว่าปกครองทั่วโลก
หนังสือพิมพ์อัล ฟาติฮิน ของกลุ่มไอซิส พิมพ์เป็นภาษามลายู (ที่มา: The Malaymail)
เดอะมาเลย์เมล์ ซึ่งอ้างรายงานของ Berita Harian (BH) รายงานเมื่อ 11 ก.ค. ว่ากลุ่มรัฐอิสลามไอซิส (ISIS) พยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเริ่มพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษามลายู
โดยสิ่งพิมพ์ของไอซิสคือ อัล ฟาติฮิน (Al Fatihin) โดยพิมพ์มาจากพื้นที่ทางใต้ของฟิลิปปินส์มาตั้งแต่ 20 มิถุนายน และถูกกระจายเข้ามายังมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ ภาคใต้ของไทย รวมทั้งภาคใต้ของฟิลิปปินส์
ในรายงานของเดอะมาเลย์เมล์ อ้างผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ระบุชื่อ ซึ่งระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้เท่ากับเป็นการ "เตือนอย่างไม่เป็นทางการ" ว่าหมู่เกาะมลายู หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทรนั้นอยู่ในความสนใจของไอซิส
"ปฏิบัติการจิตวิทยานี้แสดงให้เห็นว่าผู้ก่อการร้ายมีเป้าใหญ่ นั่นคือขยายอิทธิพลมาสู่ผู้คนที่เข้าใจภาษามลายู" แหล่งข่าวของเดอะมาเลย์เมล์ระบุ
"โดยพื้นที่ของภาษาที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ เราเชื่อว่าผู้เขียนหรือบรรณาธิการน่าจะมาจากประเทศแถบนี้" ทั้งนี้ อัล ฟาติฮิน เป็นภาษาอาหรับมีความหมายว่า "ผู้พิชิต"
ก่อนหน้านี้ยังมีบทความทางวิชาการของ ศูนย์นานาชาติเพื่อการวิจัยความรุนแรงทางการเมืองและการก่อการร้าย ของสถาบันนานาชาติศึกษาราจารัตนัม (RSIS) ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง ประเทศสิงคโปร์ เมื่อสิ้นเดือนก่อน โดยให้รายละเอียดเนื้อหาของหนังสือพิมพ์จากไอซิสฉบับแรกด้วย
โดยฉบับแรกของหนังสือพิมพ์ อัล ฟาติฮิน ให้ความสนใจในเดือนรอมฎอนหรือช่วงถือศีลอด และการกระทำญีฮาด โดยเผยแพร่ข้อความ 3 หน้าของ อะบู ฮัมซาห์ อัล-มูจาฮีร์ (Abu Hamzah al-Muhajir) หรือ อะบูู อัยยัป อัล-มัสรี (Abu Ayyub al-Masri) ชาวอียิปต์ ผู้เป็นแกนนำอัลกออิดะห์ในอิรัก และต่อมาเป็นผู้บัญชาการทางทหารของไอซิส ตั้งแต่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 2006 จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 โดยข้อความของอัล-มูจาฮีร์ เรียกร้องให้นักรบไอซิส "ดำรงปฏิบัติการญีฮาด ค้นหาชะฮีด หรือผู้ที่เสียชีวิตเพราะมีความศรัทธา และฆ่าหรือตรึงกางเขนแก่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหลายองค์ ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า ผู้กดขี่ และผู้ที่ฝ่าฝืน"
นอกจากนี้ในหนังสือพิมพ์ ยังนำเสนอเรื่องของชะฮีดชาวซีเรีย  อะบู บิลัล อัล-ฮิมชี (Abu Bilal al-Himshi) และข่าวที่รวบรวมมาจากรัคคา (Raqqa) เมืองหลวงของกลุ่มไอซิสในประเทศซีเรีย กลับมาเผยแพร่ยังฟิลิปปินส์ ข้อมูลและสถิติปฏิบัติการทางทหาร แผนที่ของวิลายะ หรือ จังหวัดที่ไอซิสอ้างว่าปกครองอยู่ทั่วโลก และสถิติการบริจาคสิ่งของและการแจกจ่ายในซีเรีย
จากข้อมูลของ Berita Harian บรรณาธิการของ อัล ฟาติฮิน เองยังเชิญชวนนักรบทุกกลุ่มในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ให้สามัคคีกันและประกาศจงรักภักดีต่อผู้นำไอซิสซึ่งตั้งตัวเองเป็นกาหลิบ นั่นคือ อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี (Abu Bakr Al-Baghdadi)
ขณะที่ อายุบ ข่าน มิดดิน พิดชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ของหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายของตำรวจมาเลเซีย ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อหนังสือพิมพ์อัล ฟาติฮิน โดยระบุว่ากำลังสืบสวนอยู่ อย่างไรก็ตามเขาระบุว่า เชื่อว่าไอซิสกำลังขยายพื้นที่สื่อของตัวเอง ทั้งในรูปแบบเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร สื่อแบบภาพและเสียง รวมไปถึงกระบวนการจัดพิมพ์และนำเสนอ เพื่อรักษาการสื่อสารในระดับโลกของตน โดยเขายังให้ข้อมูลว่า ไอซิสยังกระจายเสียงวิทยุมาจากอิรักเพื่อนำเสนอไปยังทั่วโลกด้วย
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในภูมิภาค บิลเวียร์ สิงห์ (Bilveer Singh) ซึ่งเป็นผู้วิจัยอาวุโสอยู่ที่ RSIS ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง ประเทศสิงคโปร์ ก่อนหน้านี้เพิ่งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่ ไอซิสจะเพิ่มปฏิบัติการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ไอซิสเองก็สูญเสียพื้นที่ของตนในอิรักและซีเรีย
และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังเกิดการโจมตีหลายรอบทั่วโลกที่เชื่อมโยงกับไอซิส รวมไปถึงเหตุการณ์ระเบิดที่ท่าอากาศยานนานาชาติในนครอิสตันบุล ประเทศตุรกี การจับตัวประกันและสังหารที่ธากา ประเทศบังกลาเทศ และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่โซโล ประเทศอินโดนีเซีย รวมไปถึงการวางระเบิดที่บาร์ในเมืองปูชง รัฐสลังงอร์ ประเทศมาลเซีย ที่เป็นเหตุโจมตีครั้งแรกในประเทศมาเลเซียที่เชื่อมโยงกับกลุ่มไอซิส

แปลและเรียบเรียงจาก
Al Fatihin: A newspaper for Malay-speaking IS militants, 11 July 2016http://www.themalaymailonline.com/malaysia/article/al-fatihin-a-newspaper-for-malay-speaking-is-militants

ว่าด้วยการไม่ยอมรับคำตัดสินน่านน้ำพิพาของจีน



จีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ ซึ่งเดิมเคยใช้ร่วมกันในหลายประเทศ เมื่อชาวประมงฟิลิปปินส์ที่เคยทำกินบริน่านน้ำที่จีนตีเส้นประแบ่งไว้ในแผนที่แบบหยาบ ๆ หรือที่เรียกว่า “the nine-dash line” รัฐบาลฟิลิปปินส์จะปกป้องประชาชนของตนเองได้อย่างไร? ประเทศซึ่งไม่มีเครื่องบินรบหรือเรือดำน้ำแม้แต่ลำเดียวอย่างฟิลิปปินส์ จะสู้กับมหาอำนาจทางทหารอย่างจีนที่มีเรือดำน้ำอย่างน้อย 68 ลำ เครื่องบินรบอีก 1,200 กว่าลำ (http://bit.ly/29F2eQ5) ได้อย่างไร?
ต้นปี 2556 รัฐบาลนายอาควิโนใช้กลไกศาลระหว่างประเทศตามสนธิสัญญากฎหมายทางทะเล (UNCLOS) จนชนะคดี ศาลที่กรุงเฮกมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า จีนละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำบริเวณนั้นเพียงผู้เดียว และยังเสี่ยงจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แน่นอนจีนไม่ยอมรับอำนาจศาลและไม่เข้าร่วมตั้งแต่ต้น แต่คำวินิจฉัยแบบนี้มันมีผลในทางการทูตมั้ย? มันเป็น “ต้นทุน” ที่ต่ำกว่า และอาจได้ผลมากกว่าการจัดซื้อเครื่องบินรบหรือเรือดำน้ำมั้ย? และจะเป็นต้นทุนของฟิลิปปินส์ในการเจรจาหาทางออกกับจีนและประเทศร่วมภูมิภาคหรือไม่? ถ้าสมองไม่ตื้อเกินไป น่าจะคิดได้ไม่ยาก อ้อ นี่ประเทศที่เขามีข้อพิพาททางทะเล เขายังไม่มีเรือดำน้ำสักลำเลย แหม....แต่เราอยากมี หูย.......


ประยุทธ์ใช้ ม.44 ให้อำนาจ กสทช. ปิดสื่อ โดยไม่ต้องรับผิด

Thu, 2016-07-14 15:21

14 ก.ค. 2559 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 41/2559 เรื่องการกํากับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ มีรายละเอียดดังนี้

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เพื่อกําหนดห้ามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบางประเภท นั้น โดยที่ข้อมูลข่าวสารตามประกาศดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ออกอากาศตาม มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 

ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาในการรับรู้และความเข้าใจในการกํากับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของ
ผู้ประกอบการไปสู่ประชาชนทั้งในส่วนของประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามและมาตรการที่จะนํามาใช้ในการกํากับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงจําเป็นต้องกําหนดให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้การเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระตามข้อ 3 (1) ถึง (7) ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 เป็นการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 แล้วแต่กรณี

ข้อ 2 ในกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับมอบอํานาจจากบุคคลดังกล่าว ได้กระทําการไปตามอํานาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น เพื่อควบคุมดูแลมิให้มีการเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ 1 นับแต่วันที่ประกาศตามข้อ 1 มีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ข้อ 3 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 13 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
/////////////
"ข้อ 1 ให้การเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระตามข้อ 3 (1) ถึง (7) ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 เป็นการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 แล้วแต่กรณี

"ข้อ 2 ในกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับมอบอํานาจจากบุคคลดังกล่าว ได้กระทําการไปตามอํานาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น เพื่อควบคุมดูแลมิให้มีการเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ 1 นับแต่วันที่ประกาศตามข้อ 1 มีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่"

ปมพุทธะอิสระปลูกป่า กรมอุทยานฯ ชี้หากไม่ร่วมพุทธอุทยานฯ จะนิมนต์ออกพื้นที่


จากกรณีที่ พุทธะอิสระ ให้สัมภาษณ์ ผ่านรายงานเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ทางมูลนิธิธรรมะอิสระของวัดอ้อน้อย ได้ร่วมกับ บ.พฤกชเวช ซื้อที่ดินเนินเขา บริเวณบ้านใหม่วังผาปูน ต.แม่วิน อ.แม่วาง เชียงใหม่ จริง โดยซื้อในนาม มูลนิธิธรรมมะอิสระของวัดอ้อน้อย กับ บ.พฤกชเวช เมื่อปี 2556-2557 ในราคา 3 ล้านกว่าบาท เนื้อที่เพียง 300 กว่าไร่ ไม่ใช่ 3,000 ไร่ อย่างที่มีการเสนอข่าวผ่านสื่อโซเชี่ยล โดยพุทธอิสระอ้างว่าตัวเขาเองไม่มีรายชื่อเป็นกรรมการมูลนิธิธรรมมะอิสระ (แต่เป็นเจ้าของวัด)พร้อมยอมรับด้วยว่า บริเวณดังกล่าวเป็นเป็นพื้นที่เขตป่าสงวนหวงห้ามจริง ประชาชนทั่วไปไม่สามารถครอบครองได้ แต่ที่มูลนิธิไปซื้อไว้ ก็เพื่อนำมาปลูกป่า เพื่อมอบให้หลวง โดยมีหน่วยงานและข้าราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้ความเห็นชอบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
ล่าสุดวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา อรรถพล เจริญชันษา ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวแล้ว โดยต้องตรวจสอบเอกสารสิทธิว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีเจตนาอย่างไร จากนั้นจึงไปเทียบกับข้อกฎหมายของกรมป่าไม้ว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง โดยหลักๆ แล้วต้องดูถึงเจตนา หากเป็นพวกนายทุน จะเห็นอย่างชัดเจนว่ามีเจตนาบุกรุกเพื่อครอบครองหวังผลประโยชน์ เพราะมีการปลูกสิ่งก่อสร้าง รีสอร์ต บ้านพัก แต่กรณีนี้ต้องเข้าตรวจสอบก่อนว่ามีเจตนาอย่างไร
ด้าน ศิริ อัคคะอัคร ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานฯ กล่าวถึงกรณี บก.ปทส. เตรียมเข้าตรวจยึดพื้นที่จากวัด 10 แห่งที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติ ว่า ทาง บก.ปทส.ได้ประสานข้อมูลและทำงานร่วมกรมอุทยานฯ มาตลอด โดยขณะนี้กรมอุทยานฯ กำลังเข้าดำเนินการตรวจสอบวัดที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ว่ามีรายชื่อเข้าร่วมโครงการพุทธอุทยานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือไม่ ซึ่งจะทราบข้อมูลในเร็วๆ นี้ หากตรวจสอบแล้วไม่พบรายชื่อว่าเข้าร่วมโครงการพุทธอุทยานฯ หรือมีการบุกรุกขยายพื้นที่เกินกว่าข้อตกลงและเงื่อนไขที่ทำไว้กับกรมอุทยานฯ ก็จะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2504 ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ต่อไป
ด้าน ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ กรมอุทยานฯ กล่าวว่า สำหรับวัดในพื้นที่ป่า ถ้าขึ้นบัญชีเข้าร่วมโครงการพุทธอุทยานฯ ก็สามารถอยู่ในป่าไม้ได้ โดยไม่ขยายพื้นที่เพิ่ม แต่หากไม่ร่วมโครงการก็ถือว่าบุกรุกพื้นที่ป่า ทั้งนี้เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งไปบุกรุกพื้นที่ในเขตอุทยานฯ เขาใหญ่ เนื้อที่ 15 ไร่ ซึ่งได้เข้าไปตรวจสอบและขอให้นำเอกสารมาแสดง ภายใน 30 วัน หากไม่มีหลักฐานและข้อตกลงในโครงการพุทธอุทยาน ที่ทำไว้กับกรมอุทยานฯ ตนก็จะนิมนต์ออกจากพื้นที่ต่อไป

พุทธะอิสระ ลงพื้นที่ facebook live ชี้แจง เล็งเอาผิดคนใส่ร้าย

ขณะที่วันเดียวกัน พุทธะอิสระ ได้ลงพื้นที่ดังกล่าว พร้อม ถ่ายทอดสดผ่าน facebook live ชี้แจง ระบุว่าหลังถูกกล่าวโทษว่ามีการบุกรุกป่า จึงขอพามาดูความจริง ซึ่งหลังจากนี้จะให้ทนายรวบรวมหลักฐานและฟ้องกลับทุกคนที่กล่าวหา ใส่ร้ายตนเองจนเสียหาย โดยพุทธะอิสระยืนยันว่าพื้นที่มีแค่ 300 ไร่ ก่อนจะพาไปดูและระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเมื่อ 3ปีก่อนเป็นเพียงเขาโล่งๆ แต่วันนี้กลับมีต้นไม้จำนวนมาก ส่วนที่ยืนต้นตายเพราะมีคนลอบมาเผา ทั้งยังได้นำอาจารย์ใหญ่ จากโรงเรียนแม่วินสามัคคี ที่มาช่วยตนเองปลูกป่าทุกปี เพื่อยืนยันว่าตนมีเจตนาดี ไม่มีการสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆมีแต่ต้นไม้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการถือสิทธิ์ครอบครอง เพราะไม่มีการทำประโยชน์อะไร มีแต่ป่า สิ่งที่ตนทำเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ คนทั้งโลก
"เป็นพื้นที่โล่งแจ้ง ไม่ใช่ป่าไม้ขออภัยที่พูดออกรายการสปริงนิวส์ของคุณดนัย (เอกมหาสวัสดิ์) ผิดว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวน จริงๆ แล้วเขาบอกว่าเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง อนุญาตให้ทำพื้ชผลการเกษตรได้" พุทธะอิสระ กล่าว
“จะใส่ร้ายอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ช่วยลงชื่อจริงหน่อยแล้วกัน จะได้จัดให้สักดอกสองดอกตามเหตุตามปัจจัย ข้อหานำความเท็จเข้าสู่ระบบ” พุทธะอิสระ กล่าว
ส่วนผู้ที่ถามว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวนซื้อคืนได้ด้วยหรือ ขอถามกลับว่าการปลูกป่ามันเสียหายตรงไหน ตนไม่ได้ปลูกโรงแรม การปลูกป่าเป็นประโยชน์คนทั้งชาติ หรือคนถามไม่ใช่คนไทย พระปลูกป่าเสียหายตรงไหน ในสมัยพุทธกาลก็มีพระดูแลป่าไม้ ขอแนะนำให้หายาบำรุงสมอง อย่ากินแต่หญ้า ถ้าผิดจริงขอให้ไปแจ้งความ พระที่รักษาธรรมวินัย ย่อมรักษาและผูกพันกับป่ายกเว้นพระไม่ดีที่พยายามทำป่าให้เป็นเมือง

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Band of Brothers ‘พี่ป้อม-น้องตู่’ยังร้องเพลงเดียวกัน ทัพไทยระส่ำ เสือข้ามห้วย

Band of Brothers ‘พี่ป้อม-น้องตู่’ยังร้องเพลงเดียวกัน ทัพไทยระส่ำ เสือข้ามห้วย กับ’บิ๊กปุย-บิ๊กต๊อก-บิ๊กกบ’ เมื่อฟ้าลิขิตชีวิต ‘บิ๊กเข้’จับตา’บิ๊ก ต.ติ่ง’ ทหารเสือ’พลสอง’

ย่อมเป็นธรรมดา ที่ “เสือ 2 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้” จึงทำให้มีการจับตามองว่า 2 พยัคฆ์จากแดนบูรพา อย่าง 2 พี่น้อง บิ๊กตู่กับบิ๊กป้อม จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่
เพราะแม้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้เป็นน้อง จะเป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผู้มีอำนาจสูงสุด แถมมีมาตรา 44 ในมือ
แต่ทว่าก็ไม่อาจขาดบารมีที่แฝงอำนาจของบิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้เป็นพี่ใหญ่ ทั้งในสายบูรพาพยัคฆ์ และทหารเสือราชินี
ว่ากันว่า ถ้ามีแต่ พลเอกประยุทธ์ การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่เพราะว่า นี่มีพลเอกประวิตร พี่ใหญ่ และเสริมด้วยบิ๊กป๊อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่รอง จึงทำให้มีวันนี้
แต่เสียงซุบซิบ เรื่องรอยร้าวในใจของพี่ป้อมกับน้องตู่ ก็มีออกมาเป็นระยะๆ เพื่อให้ฝ่ายต่อต้าน คสช.ได้ลุ้น
เพราะฝ่ายตรงข้ามรู้ดีว่า ในสถานการณ์ที่ขั้วอำนาจแข็งแกร่งเช่นนี้ แถมเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ ย่อมไม่มีอะไรมาล้มล้าง คสช.ได้ นอกจากพวกเดียวกันเอง
การจับคู่เสี้ยม ระหว่างบิ๊กตู่กับบิ๊กป้อม ก็จึงเกิดขึ้นเสมอๆ
อย่างในระยะหลังๆ นี้ พลเอกประวิตรและพลเอกประยุทธ์ มักจะแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อในประเด็นต่างๆ แบบที่เรียกว่า ไปคนละทาง
ทั้งท่าทีรอมชอมที่มีต่อคุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยบิ๊กป้อมไม่ได้ห้าม ในการที่จะนัดพบปะนักการเมืองเพื่อช่วยหาทางออกประเทศ แต่ขอแค่ว่าอย่าทำผิดกฎหมาย
ขณะที่ พลเอกประยุทธ์ ไม่ต้องการให้มีการพบปะกัน เพราะรู้ว่าปกติก็เจอกันเงียบๆ อยู่แล้ว
“หากจะคุยกัน ไว้ผมจะเป็นคนนัดเอง แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา” พลเอกประยุทธ์ เปรยแนวคิดปรองดองที่วางแผนไว้
แต่เบื้องต้น ขอแค่นักการเมืองไปเจรจากับพวกคนที่ทำผิดให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเสียก่อน ก็ถือว่าช่วยชาติได้แล้ว
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะ “ลูกเกรงใจ” เนื่องจากพลเอกประวิตรรู้จักกับคุณหญิงสุดารัตน์มานาน แม้จะออกตัวว่าไม่ได้สนิทสนมใกล้ชิดก็ตาม
อีกทั้งต้องไม่ลืมว่า พลเอกประวิตรมักถูกพาดพิงเสมอว่ามีการตั้งก๊วนกับนักการเมืองและนายทุน เพื่อเตรียมตั้งพรรคการเมือง ทั้งพรรค คสช. พรรคทหาร หรือจะหนุนหลังพรรคนอมินีทหาร
หรือแม้แต่ข่าว ปฏิบัติการปรองดองแบบเงียบๆ ของพลเอกประวิตร ที่มีทีมงานส่วนตัวพยายามเจรจากับแกนนำพรรคและกลุ่มต่างๆ จนทำให้มีข่าวออกมาเสมอๆ ถึงรัฐบาลปรองดองฯ และนายกฯคนนอกที่มีชื่อของ พลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตร ออกมาเสมอๆ
โดยเฉพาะการที่พลเอกประวิตรมีสายสัมพันธ์กับหลายขั้วการเมือง แม้แต่ในพรรคเพื่อไทยเอง หรือคนใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เพราะต้องไม่ลืมว่าสายสัมพันธ์เหล่านั้นมีส่วนทำให้พลเอกประวิตรได้เป็น ผบ.ทบ. ในยุคชินวัตร
แม้แต่ความสัมพันธ์กับคุณหญิงอ้อ พจมาน ดามาพงศ์ จนเคยมีข่าวออกมาว่าคุณหญิงอ้ออาจมากุมบังเหียนพรรคเพื่อไทย แบบเปิดตัว และเป็นตัวเลือกนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง
แน่นอนว่า กระแสข่าวเหล่านี้ พลเอกประยุทธ์ก็คงต้องจับตามอง แต่ก็เชื่อว่าพี่ชายไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ หรือว่าอาจจะเตรียมการไว้เพื่อน้องชายหรือไม่
จนอาจทำให้เกิดความหวาดระแวงกันเองเกิดขึ้น ว่าใครไปเคลื่อนไหวในทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร
แต่พลเอกประวิตรก็ออกมาปฏิเสธเสียงแข็งทุกครั้ง
“อายุปูนนี้แล้ว หมดงาน คสช.นี้ก็ไม่เอาแล้ว ไม่ตั้งพรรค ไม่เล่นการเมือง อยากพักผ่อนแล้ว รู้ตัวว่าร่างกายไปไม่ไหวแล้ว” พลเอกประวิตรยืนกราน
จึงไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้จะมีข่าว พลเอกประวิตรถอดใจ อยากจะลาออกเพราะเรื่องอายุและสุขภาพ
รวมถึงความคิดเห็นในหลายเรื่องไม่ตรงกับพลเอกประยุทธ์ จนทำให้เกิดการ “เบรก” ข้อเสนอ หรือแนวคิดของบิ๊กป้อมอยู่เนืองๆ ทั้งแบบเปิดเผยและแบบเงียบๆ
โดยเฉพาะการที่ พลเอกประยุทธ์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของพลเอกประวิตร ที่ให้ขึ้นแบล๊กลิสต์วัยรุ่นที่ทะเลาะวิวาทเพื่อให้เป็นทหารเกณฑ์ เมื่ออายุถึงเกณฑ์ แบบไม่ต้องจับใบดำใบแดงเลย
ด้วยเพราะเกรงว่าจะทำให้ภาพพจน์ของทหารเกณฑ์เสียหาย หากเอาคนไม่ดีมาอยู่ แถมหวั่นจะทิ้งเพื่อนเมื่ออยู่ในสนามรบ
ทั้งๆ ที่แนวคิดนี้ได้รับการขานรับอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเกณฑ์ทหารแล้วให้ส่งลงไปที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
จนถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างบิ๊กตู่และบิ๊กป้อม หรือไม่
“ไม่มี ไม่ได้ขัดแย้ง แค่คิดกันคนละทาง” บิ๊กป้อมสยบข่าว
แต่เพราะตนเองมองว่า หากเอาเด็กวัยรุ่นเหล่านี้มาฝึกทหาร จะสามารถฝึกให้เป็นคนดีได้
“ไม่เป็นไร คิดหาวิธีใหม่ อาจจะให้เอามาฝึกมาอยู่ในค่ายทหารสัก 3-5 เดือน” บิ๊กป้อมเผย
แต่แน่นอนว่า ผู้คนก็ย่อมแปลกใจว่าทำไม 2 พี่น้อง ไม่คุย ไม่นัดแนะกันก่อนที่จะพูดออกสื่อมาแล้วไปคนละทาง
“ไม่เคยคุยกับนายกฯเลยว่าวันนี้จะพูด จะให้สัมภาษณ์เรื่องอะไร จะต้องพูดยังไง ไม่มี แต่เจอกันคุยกันทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ไม่ได้คุยกันเลย แต่ส่วนใหญ่จะคุยแต่เรื่องงาน ประเด็นต่างๆ ไม่ได้คุยเรื่องการออกสื่อ” พลเอกประวิตรแจง
พร้อมยืนยันว่า ไม่มีทางที่ตนเองกับพลเอกประยุทธ์ จะขัดแย้งกันได้ แต่คิดแตกต่างในแต่ละเรื่องนั้น มีได้ เป็นเรื่องธรรมดา
“ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ทำอะไรก็ยอมรับ ถ้าพูดอะไรออกไป คือเรื่องจริง แต่ถ้าเรื่องไหนพูดออกไปไม่ได้ ก็ไม่พูด แค่นั้น แต่จะไม่โกหก” พลเอกประวิตรกล่าว
“ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมโดนพาดพิง โดนปล่อยข่าวลือนั่นนี่ตลอด ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยทำ และไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ” บิ๊กป้อมแจงข่าว ไปแอบพูดคุยกับสายชินวัตร หรือนักการเมือง เพื่อเตรียมปรองดอง
จนทำให้พลเอกประยุทธ์ออกมาแฉว่าถูกกดดันให้ปรองดอง ให้ยอมพูดคุย ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะไม่สงบ ถูกกดดันให้ซูเอี๋ย แต่จะไม่ยอมปรองดองกับคนที่ทำผิดกฎหมาย หากไม่ยอมมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายที่ต้องการปรองดอง รอมชอม ไปเข้าหาทางพลเอกประวิตรแทน
“ไม่มีๆ ผมเป็นคนไม่ปิดบังหรอก มีอะไรก็บอกตรงๆ มีอะไรผมก็คุย ปรึกษานายกฯตลอดอยู่แล้ว” พลเอกประวิตรกล่าว
แต่เรื่องที่กำลังถูกจับตามองว่าพี่ป้อมกับน้องตู่ ได้คุยกันหรือยัง ในเรื่องการวางตัวแม่ทัพนายกองชุดใหม่ โดยเฉพาะ ผบ.ทบ.
แม้จะยังไม่มีใครล่วงรู้อนาคตว่า ผบ.ทบ. คนที่ 40 จะเป็นบิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. สายรบพิเศษขั้วบ้านสี่เสา หรือบิ๊กแกละ พลเอกพิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. สายวงษ์สุวรรณ
แต่คนใน ทบ. ก็ยังเชื่อว่า ไม่ว่าจะยังไง บิ๊กเข้ พลโทเทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ก็เตรียมที่จะขึ้นจ่อเป็น ผบ.ทบ. คนต่อจากนั้น
แม้จะมีเสียงจากตึกไทยคู่ฟ้ากระซิบมาว่าบิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังไงก็ไม่เอาพลเอกพิสิทธิ์เป็น ผบ.ทบ. ก็ตาม
แต่สายบูรพาพยัคฆ์ บ้าน ร.1 รอ. เชื่อว่า ในที่สุดพลเอกประยุทธ์ก็ต้องยอมให้พี่ใหญ่เป็นคนตัดสินใจเลือก ผบ.ทบ.
เพราะไม่เช่นนั้น พลเอกประยุทธ์จะขอร้องให้บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็น รมว.กลาโหม ทำไม
เพราะก็ต้องให้เกียรติ ผู้เป็นเจ้ากระทรวงปืนใหญ่ ที่คุมกองทัพ และสายงานความมั่นคง
สูตรอำนาจ ที่แพร่สะพัดใน ทบ.เวลานี้ จึงเป็นสูตรที่จะให้ พลเอกพิสิทธิ์ เตรียมทหาร 17 ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก่อน 1 ปี แล้วต่อด้วยพลโทเทพพงศ์ ที่เกษียณกันยายน 2561
โดยในการโยกย้ายกันยายนนี้ ที่กำลังจัดทำโผกันอยู่ พลโทเทพพงศ์จะได้เป็นพลเอก ในห้าเสือ ทบ.แน่นอน เพื่อจ่อเป็น ผบ.ทบ.ในอนาคต
“ผมเฉยๆ นะ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับข่าวที่ออกมาว่าเป็นตัวเต็ง เพราะคนที่ตัดสินใจคือผู้บังคับบัญชา” บิ๊กเข้กล่าว
โดยที่กระแสข่าว หรือการแห่แหนห้อมล้อม ไม่ได้ทำให้ตนเองรู้สึกใดๆ เพราะมีหลักคิดในใจที่ว่า
“ฟ้าได้ลิขิตทุกอย่างไว้หมดแล้ว ว่าใครจะเป็นอะไร” พลโทเทพพงศ์ระบุ
นั่นจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาปล่อยวางการศึกการแย่งชิงเก้าอี้มาตั้งแต่ต้น
“คนเราถ้ามีธรรมะในใจ ทุกอย่างก็จะดี ปล่อยวาง ไม่ติดยึด” บิ๊กเข้เปรย
นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พลโทเทพพงศ์ กลายเป็นที่ยอมรับในกองทัพบก ว่าเป็นนายทหารที่อารมณ์สุขุม นุ่มนิ่งอย่างที่สุด
ไม่ว่าจะอารมณ์ไหน สีหน้า หน้าตาและแววตาก็จะมีอารมณ์เดียว คือนิ่งและยิ้ม
“ในชีวิตนี้แทบจะไม่ค่อยได้โกรธใคร” บิ๊กเข้เผย
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะโชคดีที่ได้เพื่อนร่วมงาน พี่ๆ และน้องๆ ที่ดี ทำงานเข้าขากันได้
จึงไม่แปลกที่ใครที่เคยเป็นลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชาของพลโทเทพพงศ์ จะแทบไม่เคยได้ยินบิ๊กเข้แผดเสียงดัง ตะโกน หรือสบถ
เพราะปกติ บิ๊กเข้เป็นนายทหารที่สุภาพมาก ไม่พูดคำหยาบแม้แต่ “กู” “มึง”
แม้จะพูดกับลูกน้อง ก็จะใช้สรรพนามแทนตนเองว่า พี่ กับน้อง หรือเรียกชื่อ
ส่วนคำว่า กู มึง นั้น จะใช้แต่กับเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 18 เท่านั้น
ด้วยความเป็นนายทหารที่สุขุม นิ่งเงียบนี่เอง ที่ทำให้พี่ๆ 3 ป. ทั้ง ป.ป้อม ป.ป๊อก และ ป.ประยุทธ์ จับตามองมานาน จนทำให้เขาถูกเรียกว่าเป็นน้องรักของทั้ง 3 ป.
เพราะก็เคยอยู่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) เป็นทหารเสือราชินีมาด้วยกัน เห็นนิสัยใจคอ และฝีมือในการทำงานมาเป็นอย่างดี
แม้จะเงียบและยิ้ม แต่ในเรื่องความเด็ดขาดของพลโทเทพพงศ์นั้น เป็นที่ยอมรับ
ส่วนหนึ่ง อาจเป็นผลมาจากการที่พลโทเทพพงศ์ หักดิบ ยุติการเป็นสิงห์อมควัน เลิกสูบบุหรี่ได้ในชั่วข้ามคืน
นั่นคือ เมื่อเขารับตำแหน่งผู้พัน ร.21 พัน 3 รอ. เขาก็เลิกสูบบุหรี่ทันที แล้วก็ไม่แตะต้องมันอีกเลย
ที่ดูจะคล้ายๆ พลเอกประยุทธ์ ที่ก็เลิกบุหรี่ตอนที่ได้เป็นผู้บังคับกองพัน
พลโทเทพพงศ์ เป็นทั้ง ผบ.ร.21 พัน 3 และ ร.21 พัน 2 รอ. ซึ่งก็ถือว่าสุดยอดของทหารเสือราชินี เพราะในที่สุดก็ขึ้นเป็น ผบ.ร.21 รอ. เดินตามไลน์รุ่นพี่ๆ ทั้ง พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และพลเอกประยุทธ์ และบิ๊กโด่ง พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ที่ก็เป็น ผบ.ร.21 รอ. ต่อเนื่องกันมา
สำหรับการเป็นนายทหารเสือราชินี ที่เติบโตใน พล.ร.2 รอ. กองพลบูรพาพยัคฆ์ จนได้เป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. นั้น ถือได้ว่าได้เดินมาในเส้นทางเหล็กสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ.
เพราะจาก ผบ.พล.ร.2 รอ. เขาก็ขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพน้อยที่ 1 ก่อนมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ในการโยกย้ายเดือนกันยายน 2558 ที่ผ่านมา
และคาดกันว่าเขาจะขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบกในก้าวต่อไป สู่ห้าเสือ ทบ.
ด้วยบุคลิกเช่นนี้ พลโทเทพพงศ์ จึงถูกมองว่าเป็นคนที่พี่ๆ 3 ป. มองว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สุด
และสถานภาพของรัฐบาล คสช. จึงจำเป็นต้องเลือกผู้นำกองทัพที่รู้ใจและไว้วางใจได้แบบล้านเปอร์เซ็นต์
พลโทเทพพงศ์ คือคำตอบและตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แถมทั้งเป็นนายทหารที่ไม่ค่อยพูด หรือเรียกได้ว่าพูดเท่าที่จำเป็น เหมาะแก่การทำงานชั้นความลับ
แต่เห็นเงียบๆ ก็ใช่ว่าบิ๊กเข้จะพูดไม่เป็น เพราะเขาก็มีวาทศิลป์ และความเป็นผู้นำอยู่เต็มตัว
แม้จะดูขี้อาย แต่ทว่าก็สามารถที่จะขึ้นเวทีร้องเพลงได้เมื่อจำเป็น เพราะการเป็นทหารเสือราชินีในสมัยก่อน ก็จำเป็นต้องร้องเพลงในยามที่มีงานเลี้ยง
แต่ทว่า การที่เขาหน้าแดงอยู่ตลอดเวลานี่ ไม่ใช่เพราะขี้อาย แต่เพราะหน้าตาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก หน้าแดงมาตลอด
แต่ที่แน่ๆ เขาเป็นที่รักของพี่ๆ โดยเฉพาะบิ๊กตู่ ที่เอ็นดูรักใคร่ จากเดิมที่ชื่อเล่นว่า “จิ๋ว” ก็ตั้งใหม่เป็น “เข้” โดยไม่มีใครรู้ว่าทำไม หรือเพราะเขาเป็นคนที่มีหน้าอารมณ์เดียว ไม่แสดงออกว่าร้อนหนาวอย่างไรหรือไม่
ท่ามกลางทุกสายตาที่รอลุ้นแทนเขาว่า ใครจะเป็น ผบ.ทบ. เพราะมีผลโดยตรงต่ออนาคตของพลโทเทพพงศ์อย่างยิ่ง
เพราะหาก พลเอกเฉลิมชัย รุ่นพี่เตรียมทหาร 16 เป็น ผบ.ทบ. นั่นหมายถึงโอกาสที่เขาจะเป็น ผบ.ทบ.ต่อ ก็น้อยลง เพราะพลเอกเฉลิมชัยอายุน้อย เกษียณกันยายน 2561 พร้อมบิ๊กเข้ที่เป็นรุ่นน้อง
แม้จะมีสูตรอำนาจที่ว่าจะให้ พลเอกเฉลิมชัย เป็น ผบ.ทบ.แค่ 1 ปี แล้วโยกย้ายกันยายน ปี 2560 จะขยับไปเป็น ผบ.สส. นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนขึ้นนั่ง ผบ.ทบ.แล้ว ใช่ว่าจะมาย้ายกันได้ง่ายๆ หรือแม้ว่าจะมีสัญญิงสัญญากันไว้ก่อนกับพลเอกประยุทธ์ก็ตาม
แต่ตอนนี้ที่ บก.กองทัพไทย ก็หนาวๆ ร้อนๆ กันแล้ว เพราะมีโอกาสที่จะเจอ “เสือข้ามห้วย” มาเสียบยอด
อันจะทำให้แผนการวางตัว ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแบบระยะยาว ตั้งแต่ยุคบิ๊กเจี๊ยบ พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ เมื่อครั้งเป็น ผบ.สส. จะสะเทือน
เพราะเมื่อบิ๊กเต้ พลเอกสมหมาย เกาฏีระ เกษียณราชการกันยายนนี้ ก็จะเสนอชื่อบิ๊กปุย พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เสนาธิการทหาร เพื่อน ตท.15 เป็น ผบ.สส. คนใหม่แทน
โดยมีการวางตัวบิ๊กต๊อก พลเอกธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ รองเสนาธิการทหาร ให้เป็น เสธ.ทหาร เพื่อจ่อเป็น ผบ.สส.คนต่อไป
ไม่แค่นั้น มีการวางตัวบิ๊กกบ พลเอกพรพิพัฒน์ เบญญศรี หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ประจำ ผบ.สส. ให้เป็นรองเสธ.ทหาร เพื่อจ่อขึ้นเป็น ผบ.สส.คนต่อไป
แต่ข่าวที่สะพัดแรงใน บก.ทัพไทยเวลานี้ คือ เมื่อพลเอกเฉลิมชัยไม่ได้เป็น ผบ.ทบ. ก็จะต้องถูกส่งข้ามมา บก.กองทัพไทย ในตำแหน่งรอง ผบ.สส. และด้วยอายุราชการถึงกันยายน 2561 ก็ทำให้เขาลุ้นชิงเก้าอี้ ผบ.สส.ในอนาคตได้
จนมีข่าวว่า พลเอกธารไชยยันต์ จะต้องขยับไปเป็น ผบ.หน่วยทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) ที่อาจทำให้เสียจังหวะในการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ผบ.สส.
ข่าวหนึ่งก็เพราะว่าเก้าอี้รอง ผบ.สส. หรือเสนาธิการทหาร จะเปิดช่องไว้รองรับนายทหารที่อกหักจากกองทัพบก และอีกข่าวหนึ่งก็เปิดช่องให้บิ๊กต๊อก พลเอกหัสพงศ์ ยุวนวรรธนะ ผบ.หน่วยทหารพัฒนา ขยับขึ้นมา
ดังนั้น จึงเข้าตำราที่ว่า ถ้าตำแหน่ง ผบ.ทบ. ยังไม่ลงตัว ตำแหน่งอื่นๆ ก็ต้องรอ แต่เชื่อกันว่าภายในเดือนกรกฎาคมนี้คงเห็นกันชัดเจน
ขณะที่เส้นทางเหล็กของ ทบ.อีกสายหนึ่ง จากเดิมที่สมัยก่อนเป็นยุคของวงศ์เทวัญนั้น จาก ผบ.พัน ผู้การกรม ใน ร.1 รอ. และ ร.11 รอ. หรือ ร.31 รอ. แล้ว ต้องขึ้นเป็น ผบ.พล.1 รอ. แล้วก็ขี้นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แล้วก้าวสู่ ผบ.ทบ.
แต่ในช่วงกว่า 10 ปีให้หลังมานี้ ในยุคทองของบูรพาพยัคฆ์ เส้นทางเหล็กได้เปลี่ยนจาก ผบ.พล.1 รอ. มาเป็นคนที่ต้องผ่าน ผบ.พล.ร.2 รอ. ก่อนขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เช่น เส้นทางของพลเอกอนุพงษ์ พลเอกประยุทธ์ และพลโทเทพพงศ์
นี่จึงทำให้บิ๊กติ่ง พลตรีสันติพงศ์ ธรรมปิยะ ผบ.พล.ร.2 รอ. ถูกจับตามองทันทีที่เขาถูกส่งจาก ผบ.มทบ.11 ที่นั่งมาแค่ 6 เดือน กลับไปเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. หน่วยต้นกำเนิด
ที่สำคัญ การที่เขาเป็นเตรียมทหารรุ่น 22 แถมมีอายุราชการถึงกันยายน 2565 จึงทำให้เขาถูกจับตามองว่าอนาคตจะถึงเก้าอี้ ผบ.ทบ.หรือไม่
เพราะเมื่อหันกลับไปดูเส้นทางเดินของพลตรีสันติพงศ์ ก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดา เพราะผ่านมาทุกตำแหน่งในสายคอมแมนด์
เพราะเขาเป็นทหารเสือราชินีมาตั้งแต่กำเนิด เพราะโตมาใน ร.21 รอ. ตั้งแต่เป็นผู้บังคับหมวดปืนเล็ก ร.21 พัน 2 รอ. ค่ายนวมินทราชินี เป็นผู้บังคับกองร้อย จนเป็น ผบ.ร.21 พัน 2 รอ. นานถึง 4 ปี
ก่อนขยับป็น เสธ.ร.21 รอ. รอง ผบ.ร.21 รอ. และเป็น ผบ.ร.21 รอ. ท็อปสุดของหน่วยทหารเสือราชินี
ในช่วงนี้ เขาถูกจับตามองว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะแทนที่จะขึ้นเป็นรอง ผบ.พล.ร.2 รอ. ตามไลน์ แต่เขากลับต้องไปเป็นรองผู้บัญชาการมณฑลทหารบก 14 (มทบ.14)
ทั้งๆ ที่เขาเป็นที่รักของน้องๆ มีความเป็นผู้นำ รักเพื่อนพี่น้อง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาทุกสนาม แถมฝีมือเป็นที่ยอมรับ เพราะเป็นทั้งครูสอนหลักสูตรทหารเสือราชินี และเป็นนักบู๊ นักรบ ที่ชอบกระโดดร่มมาเป็นพันครั้ง
แต่จากนั้นเขาก็กลับเข้าไลน์มาเป็นรอง ผบ.พล.ร.2 รอ. แล้วมาเป็นนายพลติดยศพลตรี ผบ.มทบ.11 แค่ 6 เดือน ก็ได้กลับไปผงาดเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. เมื่อโยกย้ายเมษายน 2559 ที่ผ่านมา
ท่ามกลางการจับตามองว่า เส้นทางเหล็ก ที่เคยพาดผ่านกรุงเทพฯ วนเวียนแต่ในกรุงเทพฯ ที่มีเก้าอี้ ผบ.พล.1 รอ. เป็นแรงส่งมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่ได้เปลี่ยนมาเป็นเส้นทางเหล็ก ที่พาดผ่านไปทางบูรพาทิศ จากเก้าอี้ ผบ.พล.ร.2 รอ. มากว่า 10 ปีแล้วนั้น จะเปลี่ยนทิศจากนี้หรือไม่
ทั้งเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ ที่จะมาจากอดีต ผบ.พล.1 รอ. อย่างบิ๊กแดง พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1
หรือจะเป็นบูรพาพยัคฆ์อีกครา อย่างบิ๊กตู่ พลตรีกู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1
หรือว่าจะกระโดดข้ามไปเป็นบิ๊กณัฐ พลโทณัฐ อินทรเจริญ รองเสธ.ทบ. ลูกรักของพลเอกประวิตร ที่โตมาจาก ผบ.พล.ร.9 แต่ทว่าก็โตมาจากแดนทหารเสือและบูรพาพยัคฆ์ ก่อนด้วยนั่นเอง
เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่า ให้ระวังการตัดสินใจของพลเอกประวิตร ที่อาจยึดแนวทางเหมือนตอนที่เลือกบิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็น ผบ.ตร. เพราะแม้จะอายุราชการในเวลานั้นเหลือตั้ง 5 ปี แถมไม่ได้อาวุโสสูงสุด
ที่อาจทำให้พลเอกประวิตรจะเลือกความมั่นใจ วางใจได้แบบล้านเปอร์เซ็นต์ ด้วยการให้ลูกรักอย่างพลโทณัฐ ที่มีอายุราชการถึงกันยายน 2564 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เลย แม้ว่าเส้นทางเดินอาจจะไม่สวยงามเท่าพลโทอภิรัชต์ และพลตรีกู้เกียรติ เพื่อน ตท.20 ด้วยกันก็ตาม
แต่ทว่าเก้าอี้ ผบ.ทบ.นั้น หากพลเอกพิสิทธิ์ได้คว้าชัย ก็จะเป็นการขีดเส้นทางเหล็กใหม่ เพราะเขาเป็นทั้ง ผบ.พล.1 รอ. และ ผบ.พล.ร.2 รอ. สมกับที่เป็นบูรพาเทวัญ ที่โตมาจากทั้ง 2 กองพล
แต่หากจบลงที่พลเอกเฉลิมชัย ก็จะทำให้เส้นทางเหล็กสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ. เปลี่ยนทิศกลับไปยังลพบุรี เมืองทหาร ดินแดนแห่งรบพิเศษหมวกแดงอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ครองเก้าอี้ ผบ.ทบ.มานาน 101 ปี นับตั้งแต่บิ๊กบัง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี 2549
ที่เขียนประวัติศาสตร์ให้ตนเอง ด้วยการนำปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
จนทำให้วันนี้ มีการวิเคราะห์กันว่า ดวงชะตาที่ทหารรบพิเศษจะได้กอบกู้ชาติบ้านเมือง จะวนกลับมาอีกครั้งหรือไม่ หากพลเอกเฉลิมชัยเป็น ผบ.ทบ.
แต่ย่อมไม่ใช่การรัฐประหารซ้อน ล้ม คสช. เช่นที่บรรดาฝ่ายต่อต้าน คสช. เชียร์พลเอกเฉลิมชัย เพราะรอลุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกองทัพนั่นเอง เพราะรู้ว่า พลเอกเฉลิมชัย เป็นสายของบิ๊กแอ้ด พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกฯ ของคณะปฏิวัติ คมช. ที่นำโดยพลเอกสนธิ และเป็นสายบ้านสี่เสาเทเวศร์อีกด้วย
เพราะขุมกำลังในกองทัพภาคที่ 1 ยังคงเป็นคนของพลเอกประวิตร และพลเอกประยุทธ์ ในแทบจะทุกหัวระแหง
ดังนั้น จึงกลับมาสูตรอำนาจที่ แม่ทัพภาคที่ 1 จึงต้องเป็นคนที่บิ๊กตู่และบิ๊กป้อมวางใจได้ล้านเปอร์เซ็นต์เช่นกัน
การเลือก ผบ.ทบ. และแม่ทัพภาคที่ 1 ของบิ๊กตู่และบิ๊กป้อม ในการโยกย้ายครั้งนี้ อาจจะเป็นจุดพลิกผันหรือจุดเปลี่ยนของ คสช. และของชาติบ้านเมืองเลยก็เป็นได้