PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ร่างพรบ.ยุทธศาตร์ชาติ

ร่างพรบ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ...ที่ผ่านสภาวาระ3
ม.5วรรค3 การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของครม.ก่อนเข้าบริหารราชการ การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ นโยบายและแผนความมั่นคงแห่งชาติ แผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี แผนอื่นใด ต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ม.8 ในกระบวนการจีดทำร่างยุทธศาสต์ชาติ ให้ปชช.ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นและเมื่อจัดทำร่างฯเสร็จเบื้องต้น
ม.9 เมื่อจัดทำร่างฯเสร็จให้เสนอครม. พิจารณาโดยให้แก้ไขได้ แล้วส่งสภาผู้แทนฯให้พิจารณาให้เสร็จใน60วัน วุฒิสภาใน30วัน แล้วนายกฯนำขึ้นทูลเกล้า
ม.10 เมื่อมีพระบรมราชโองการฯประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ให้คกก.ยุทธศาตร์แต่ละด้านจัดทำแผนแม่บท. เมื่อประกาศในราชกิจจาแล้วให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่จะต้องปฏิบัติตาม รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องสอดคล้องกับแผนแม่บท โดยคกก. ยุทธศาสตร์ชาติแก้ไขเพิ่มเติมแผนแม่บทได้

ม.11ทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก5ปี หรือขอรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกแะในประเทศ
ม.12 คกก.ยุทธศาสตร์ชาติมีนายกฯเป็นปธ. ปธ.สภาผู้แทนฯเป็นรองฯคนที่1 ปธ.วุฒิสภาเป็นรองคนที่2 รองนายกฯหรือรมต.ที่นายกฯมอบหมายเป็นรองคนที่3 ข้าราชการโดยตำแหน่ง13คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ17คน อายุไม่เกิน75 มีวาระ5ปี จากด้านความมั่นคง ด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกม.และกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสาธารณสุขและด้านอื่นๆ ให้เลขาธิดการ สศช.เป็นกรรมการและเลขา รองเลขาสมช.และรองเลขาฯสศช.เป็นรอง
ม.15 หน้าที่และอำนาจของคกก.คือจัดทำร่างยุทธศาสต์ชาติ กำหนดวิธีการมีส่วนร่วมของปชช.ในการจัดทำฯ เสนอความเห็นต่อรัฐสภา ครม.หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และหน้าที่อื่น
ม.16 ให้คกก.แต่งตั้งคกก.จัดทำยุทธศาสตร์ขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ จำนวนไม่เกินคณะละ15คน
ม.18 ในการประชุมของคกก. ปธ.กรรมการและรองฯปธ.จะมอบหมายบุคคลใดให้มาประชุมแทนไม่ได้

ม.20 คกก.จะขอให้สำนักงานจ้างบุคคล สถาบันการศึกษาหรือสถาบันที่มีวัตถุประสงค์ศึกษาวิจัย ศึกษาค้นคว้าหรือจัดทำรายงานก็ได้
ม.22ให้สำนักงานสศช.ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคกก.
ม.24 ให้หน่วยงานของรัฐรายงานผลการดำเนินการต่อสศช.ภายในเวลาที่กำหนด สรุปผลการดำเนินการประจำปีต่อคกก., ครม.และรัฐสภาทราบ ถ้ามีเหตุรายงานให้สภาทราบเฉพาะเรื่องได้ ให้คกก.ด้านที่เกี่ยวข้องรายงานคกก.เพื่อเสนอรัฐสภา
ม.25 ในกรณีที่สภาผู้แทนหรือวุฒิสภาเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันควร ให้มีมติส่งเรื่องให้ปปช.ดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานนั้นให้แล้วเสร็จภายใน1ปี
ม.26 วรรคสาม ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและคกก. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งแล้ว ยังไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงหรือไม่แจ้งเหตุการดำเนินการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้คกก.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งปปช. ทราบเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
บทเฉพาะกาล ม.27 ให้ครม.แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน30วันนับแต่วันที่พรบ.ใช้บังคับ ให้แต่งตั้งคกก.จัดทำยุทธศาสต์ชาติด้านต่างๆให้แล้วเสร็จใน30วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ให้คกกจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นให้เสร็จใน120วันโดยให้ใช้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ20ปีเป็นหลัก โดยให้รับฟังความคิดเห็นให้เสร็จใน30วัน

คกก.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ~> คกก.ยุทธศาสตร์ชาติ~>ครม.~>
สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา พิจารณาให้เสร็จใน30วัน~>นายกฯนำยุทธศาสต์ชาติขึ้นทูลเกล้า

ยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวเป็นแนวคิดที่ดี หลายประเทศมีแล้ว คราวนี้เราจะมีเหมือนกับเขา เมื่อมีแล้วก็ต้องมีบทบังคับให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติ ถ้าไม่ทำก็ต้องส่งให้ปปช.จัดการ แผนต่างๆของชาติก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งแผนสภาพัฒน์ งบประมาณรายจ่ายประจำปี หมดยุคการบริหารบ้านเมืองตามแนวนโยบายพรรครัฐบาล ที่ไม่ได้มองภาพรวมของประเทศเสียทีครับ

Fb.นพ.เจตน์

งานเข้า เริ่มถี่ รัฐบาล นุงนัง ระวัง ทับซ้อน

งานเข้า เริ่มถี่ รัฐบาล นุงนัง ระวัง ทับซ้อน


มิใช่แต่เวทีประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสุขภาพ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “30 บาททุกโรค”
ไม่ว่าจะเป็นที่ภาคเหนือ ภาคใต้ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เท่านั้นดอกที่ระอุคุกรุ่น
แม้กระทั่งเวทีอภิปรายว่าด้วยการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่ง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ออกหน้าเอง
ก็ดุเด็ดเผ็ดร้อน
แต่ถามว่าเป้าหมายของกลุ่มผู้ออกมาคัดค้าน
ไม่ว่าจะเป็นประชาชน เป็นเอ็นจีโอ เป็นนักวิชาการ รวมไปถึงบรรดาแพทย์ชนบททั้งหลาย พุ่งไปที่กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นหรือไม่
คำตอบคือเปล่าเลย
ปลายหอกของการเคลื่อนไหวจากทุกพื้นที่
ล้วนชี้ตรงเข้าไปที่รัฐบาล
เช่นเดียวกันกับกรณี การจะประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง ส.ป.ก.กับกิจการอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะปิโตรเลียม หรือการเปิดทางให้พัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ทั้งไร่กังหันลม หรือทุ่งของแผงแปรรูปพลังงานแสงอาทิตย์
ก็ทำให้เกิดปัญหาและข้อสงสัย
สงสัยว่า
ระหว่างการให้สัมปทานปิโตรเลียมกับการประกาศพื้นที่ ส.ป.ก. อะไรเกิดขึ้นก่อนกัน
สงสัยว่า
การเปิดพื้นที่ซึ่งเดิมระบุว่ามีไว้เพื่อให้ราษฎรยากจนประกอบกิจกรรมการเกษตร ให้กับบริษัทเอกชนเข้าไปทำประโยชน์จากกิจการอื่น สามารถทำได้หรือไม่
เป็นการเอื้อต่อเอกชนหลายซ้ำหลายซ้อน
หลังจากที่บริษัทเหล่านี้ได้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากรัฐ ด้วยราคา “รับประกัน” ที่บวกกำไรจำนวนแน่นอนเอาไว้ให้แล้ว
สงสัยว่า
ในบริษัทเอกชนที่ได้ผลประโยชน์จากการประกาศใช้กฎหมายอย่างรวบรัดเช่นนี้
จะ “บังเอิญ” มีใครในรัฐบาล หรือวงศ์วานว่านเครือ
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

เป็นข้อสงสัยที่ต่อเนื่องมาจากการประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อ “ปลดล็อก” การเจรจาที่ไม่คืบหน้าในการก่อสร้างรถความเร็วสูงไทย-จีน
ที่แม้บรรดาตัวแทนของวิศวกรรมสถานหรือสภาสถาปนิกที่เข้าพบกับตัวแทนของรัฐบาล จะออกมาระบุว่า “พอใจ”
และพร้อมเปิดทางให้การเจรจา การทำสัญญา และการก่อสร้างเดินหน้า
ข้อสงสัยก็ยังไม่หายไปไหน
ยังไม่หายไปจนกว่าข้อเท็จจริงในการเจรจาจะได้รับการเปิดเผยอย่างโปร่งใส
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกำหนดคุณภาพของงานก็ดี
การกำหนดสัดส่วนใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศก็ดี
การใช้ประโยชน์จากที่ดินข้างทาง อันมี
มูลค่าและศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
จะตกอยู่ในมือฝ่ายไหนก็ดี
เงื่อนไขสัญญาเงินกู้ ว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือเป็นสัญญาบีบรัดฝ่ายผู้กู้หรือไม่ก็ดี
ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ยังตามมาด้วยคำถามคล้ายคลึงกันกับกรณีข้างต้น
ว่ามีคนใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ
เข้าไปมีส่วนได้เสียด้วยหรือไม่

สามปีผ่านไป หลังการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน
คำถามที่ คสช. และรัฐบาล ไม่คิดว่าจะได้รับฟัง และไม่เคยได้รับฟังในช่วงแรกของการอยู่ในอำนาจ ก็เริ่มดังระงมขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำถามที่จี้เข้าไปยังประเด็นที่เป็นจุดแข็งที่สุด
ซึ่งขณะเดียวกันก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดของฝ่ายผู้มีอำนาจ
ก็คือคำถามว่าด้วยความสุจริต
คำถามว่าด้วยความโปร่งใส
ไม่เพียงแต่กรณีการจัดซื้อเรือดำน้ำ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ เท่านั้น ที่ถูกติดตามตรวจสอบ
กิจกรรมอะไรก็ตามที่อาจจะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล อาทิ กรณีพลังงานทดแทน ก็ถูกติดตามตรวจสอบ
รวมไปถึงเรื่องที่กระทบกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง อย่างกรณีแก้ไขกฎหมายบัตรทอง-หลักประกันสุขภาพ
ก็ยิ่งถูกติดตามตรวจสอบ
เป็นการตรวจสอบที่ติดตามต่อเนื่องกันมาเป็นระลอก
อันบ่งชี้แนวโน้มอันใกล้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังจะต้องเชิญหน้ากับการตรวจสอบที่ถี่ขึ้น เข้มข้นขึ้น เป็นลำดับไป
ตั้งการ์ดไม่ดี มีแผลแตกให้สังคมเห็น
ที่เผชิญหน้าอยู่ในวันนี้
อาจจะเป็นแค่เรื่องขี้ฝุ่นขี้ผง

ด่วน! สนช.มติเอกฉันท์ ผ่าน “กม.ยุทธศาสตร์ชาติ – กม.ปฏิรูปฯ” 2 ฉบับรวด

ด่วน! สนช.มติเอกฉันท์ ผ่าน “กม.ยุทธศาสตร์ชาติ – กม.ปฏิรูปฯ” 2 ฉบับรวด

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเอกฉันท์ 218 คะแนน งดออกเสียง 3 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ…. ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดย พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกฯมอบหมาย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน 17 คน
ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอความเห็นต่อรัฐสภา หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นด้านต่างๆให้เสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาและเสนอต่อ ครม.ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ต่อมา ครม.ต้องส่งร่างยุทธศาสตร์ชาติให้สนช.ภายใน 30 วัน โดย สนช.ต้องให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจาก ครม. และเมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกฯนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากสนช.
จากนั้น ที่ประชุมสนช.ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธาน ได้มีมติเอกฉันท์ 216 คะแนน งดออกเสียง 4 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. … ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งตามขั้นตอนนายกฯจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะทำให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องพ้นจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดโดยทันที ซึ่งสาระสำคัญของร่างดังกล่าว คือ ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จำนวน 11 ด้าน คือ 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม 5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.ด้านสังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่ครม.กำหนด ด้านละไม่เกิน 13 คน โดย ครม.เป็นผู้แต่งตั้ง มีวาระการดำรง 5 ปี โดยแต่ละด้านต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วันจากนั้นเสนอให้ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะพิจารณา อีกทั้งเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ พิจารณาด้วยว่า ร่างแผนการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างแผนการปฏิรูปประเทศก่อนเสนอให้ ครม.เห็นชอบต่อไป

ถ้าทำ “ไพรมารี่โหวต”ไม่ทัน

“วิษณุ” เผย ตัดสิทธิ “พรรคการเมือง” ส่งคนลงสมัครเลือกตั้ง ถ้าทำ “ไพรมารี่โหวต”ไม่ทัน เว้น “กมธ.ร่วม” เขียนยกเว้น

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีเสียงคัดค้านจากพรรคการเมืองถึงระบบไพรมารีโหวตว่า ตนไม่ทราบว่าถ้าพรรคการเมืองดำเนินขั้นตอนไพรมารี่โหวตไม่ทันจะกระทบการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ถ้าหลักการอุตส่าห์ให้มีเรื่องนี้มันก็ต้องมีผล
เมื่อทำไม่ทันอาจจะตัดสิทธิหรือเสียสิทธิในการส่งคนลงสมัครได้ เว้นแต่กรรมาธิการร่วมจะไปเขียนข้อยกเว้นไว้ให้ วันนี้สังคมพูดกันว่าถ้าจะใช้ระบบนี้ประเดิมการเลือกตั้งครั้งหน้า มันอาจมีอะไรต้องผ่อนสั้นผ่อนยาวสำหรับความไม่พร้อม
“ข้อยกเว้นจะใช้เฉพาะเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ ไม่ทราบ มันจะเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ถ้าบังคับแล้วต้องบังคับเลยหรือเปล่า คนที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็จะต้องคิดว่าจะมีปัญหาอะไรขึ้น แล้วจะแก้ปัญหานั้นยังไง ส่วนระบบไพรมารี่โหวตจะเหมาะกับบ้านเราหรือไม่ ผมไม่ทราบ ไม่แน่ใจเหมือนกัน” นายวิษณุ กล่าว

จริงๆแค่เถียงแก้เขิน

จริงๆแค่เถียงแก้เขิน

แค่อาการ “แก้เขิน” กันพอเป็นพิธี

กับลีลาที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ออกมาโต้แย้ง นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ฟันธงเลยว่า รัฐบาลทหาร คสช. ทีมงานคนดี จะเป็นนอมินีของ “ชนชั้นนำ” คุมเกมอำนาจบริหารประเทศไทยต่อไปอีกอย่างน้อยเป็น 10 ปี
แต่สังเกตว่า “บิ๊กตู่” ก็ไม่ได้เถียงแบบหัวชนฝา

นั่นก็เพราะด้วยสถานะ นายเสกสรรค์ไม่ใช่ประเภท “ขาประจำ” นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวที่ฝักใฝ่ขั้วการเมือง แต่เป็นต้นแบบของ “คนเดือนตุลา” อย่างแท้จริงที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ที่คิดโดยอิงกับผลประโยชน์มวลมหาประชาชนเป็นหลัก

การคิดการพูดมาจากพื้นฐานการมองด้วยความเป็นกลาง

และก็ไม่ใช่แค่นักวิชาการระดับเสกสรรค์ที่มองเห็นมุมการต่อโปรโมชั่นอำนาจของ คสช.

ตามสภาพการณ์ที่ประชาชน คอการเมืองสภากาแฟก็รู้คำตอบมาตั้งแต่ตามแกะรอยคำถามพ่วงประชามตินำมาสู่บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้สมาชิกวุฒิสภา สรรหาจำนวน 250 คน มีสิทธิร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยน ผ่าน 5 ปี

นั่นหมายถึงโอกาส ส.ว.สรรหาได้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งอย่างน้อย 2 สมัย คือเทอม 4 ปีรัฐบาล บวกอีก 1 ปี

นี่ก็ชัดเจนว่า คสช.วางหมากเผื่อไว้ ไม่ใช่จบแค่เทอมนี้เทอมเดียวแน่

ที่สำคัญกว่านั้น หากฟังให้จบครบถ้วนกระบวนความ โดยปรากฏการณ์ที่นายเสกสรรค์วิเคราะห์โดยอ้างอิงปัจจัยสนับสนุนการอยู่คุมเกมยาวของรัฐบาล

ไม่ใช่แค่ลำพังการใช้อำนาจทางการทหารมายึดกันตามฟอร์มคนมีปืน

แต่มันโยงถึงความพยายามของรัฐบาล คสช.ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 และกลไกประชารัฐ ที่แม้ภายนอกจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ลึกๆแฝงเหลี่ยมการช่วงชิงมวลชน ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
และเชื่อว่ามีจุดหมายที่ดี ที่จะสามารถพาประเทศพ้นกับดักปานกลาง โดยอาศัยนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในการสร้างรายได้ให้กับคนไทย

ซึ่งสิ่งที่นายเสกสรรค์วิเคราะห์มันก็อิงกับสถานการณ์ที่ “นายกฯลุงตู่” ใช้ดาบมาตรา 44 เปิดทางให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ วางระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตระยะยาว

ทั้งการเร่งเครื่องโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ต่อเนื่องกับการผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ เมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม ที่กระจายเส้นทางออกต่างจังหวัด

เป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของคนชนบท

จากที่คนกรุงเทพฯมีรถไฟฟ้าผุดขึ้นสารพัดสาย สีแดง สีเหลือง สีชมพู สีน้ำเงิน ฯลฯ วันนี้ก็ถึงคิวของคนต่างจังหวัดจะได้รับความสะดวกด้านการคมนาคมจากรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่

เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท แก้ปมแตกต่างระหว่างชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง ชนชั้นฐานราก

ที่เป็นหัวเชื้อชนวนวิกฤติความขัดแย้งอย่างแท้จริง

เอาเป็นว่า ถ้าสารพัดโครงการไทยแลนด์ 4.0 คืบหน้าไปได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เห็นความตั้งใจของรัฐบาล คสช.ในการวางแผนปฏิรูปประเทศระยะยาว

แค่นี้นักการเมืองอาชีพก็หนาวแล้ว

ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้ โจทย์สำคัญของรัฐบาลทหาร คสช.ต้องเคลียร์ ก็เหลือแค่การบริหารกระแสเฉพาะหน้าที่นำมาซึ่งแรงเสียดทาน

อย่างที่เห็นปรากฏการณ์ป่วนๆจากปมล้มบัตรทอง โครงการประกันสุขภาพ ที่เจอเหลี่ยมแฝงทางการเมืองปลุกระดมมวลชนออกมาต่อต้าน โดยที่รัฐบาลลนลานอธิบายไม่เคลียร์

หรือปัญหาสินค้าพืชผลทางการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯยังมะงุมมะงาหราไปไม่เป็น

และอารมณ์ดราม่าแบบที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พูดน้ำตานองหน้า ในวันเกิด แทนที่จะอธิษฐานขอให้มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับชีวิต

แต่กลับต้องอธิษฐานให้รอดบ่วงกรรมคดีทางการเมือง

นี่คือเรื่องอันตรายที่ทำให้รัฐบาลหงายท้องได้ทุกขณะ.

ทีมข่าวการเมือง

ไพรมารี’ ทำโจทย์ยาก

ไพรมารี’ ทำโจทย์ยาก

“หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา”
ว่ากันตามสำนวนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือหนึ่งกฎหมายรัฐบาล คสช. เคยเปรียบเปรยปมปัญหาลักลั่นของรัฐธรรมนูญแม่บทกับกฎหมายลูก
มุกนี้น่าจะถูกต้องตามท้องเรื่องมากสุดกับปมปัญหาว่าด้วยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีการปรับเพิ่มเนื้อหาในขั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ในมาตราที่เกี่ยวกับการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
หรือเรียกกันตามสากลว่า “ไพรมารีโหวต”
เบื้องต้นเลยไม่ต้องวิเคราะห์ถึงที่มาที่ไปให้ยุ่งยาก แกะรอยจากต้นเรื่องที่มีชื่อของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่นั่งเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สนช.
ยี่ห้อนี้ถือธงมาล้างบางระบอบ “ทักษิณ” ตั้งแต่บ้าน
ตามเงื่อนสถานการณ์น่าจะยึดโจทย์ของป้อมค่าย “นายใหญ่” เป็นตัวตั้ง โยงกับปมปัญหาตัวอย่างจากในอดีตที่การกาหัวผู้สมัครของพรรคต้องมาจากทีมผู้บริหารหรือเจ้าของพรรค
เข้าฟอร์มบริษัทจำกัดมากกว่าพรรคการเมือง
เป็นเรื่องที่ฝ่ายต้านระบอบ “ทักษิณ” ปักใจเชื่อว่า เป็นต้นตอของวงจรอุบาทว์ เลือกตั้งถอนทุน ส.ส.เป็นแค่ลูกจ้าง “นายใหญ่” ทำให้การเมืองยึดโยงอยู่กับทุนสามานย์
ชาวบ้านไม่มีส่วนในการเลือกตัวแทนอย่างแท้จริง
นี่คือสิ่งที่มโนกันในหมู่ของ “นักลากตั้งอาชีพ” ที่ไม่เคยลงสนามเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม งานนี้ถือว่า “ผิดคิว” เต็มๆ
จับอาการหงุดหงิดของ “ซือแป๋” อย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ว้ากใส่ทีมงานกรรมาธิการฯ สนช.2-3 รอบ ล็อกคอเลยว่า ถ้าดึงดันก็ต้องรับผิดชอบหากระบบไพรมารีโหวตสร้างปัญหาอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
ด้วยเหตุผลที่อธิบายกันชัดๆในทางปฏิบัติ ระบบไพรมารีโหวตต้องใช้เวลานาน เนื่องจากกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นจากสมาชิกในพื้นที่ก่อน
จึงมีปัญหาว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ และพรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทันหรือไม่
เรื่องใหญ่ ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
แถมยังมีแนวโน้มกระทบการเลือกตั้งทำให้ยืดเยื้อออกไป
แต่นั่นไม่สำคัญ ด้วยระบบไพรมารีโหวตถือเป็นอุปสรรคของพรรคการเมืองใหม่มากกว่าพรรคการเมืองเก่าที่มีฐานเสียงและกลุ่มสมาชิกเดิมอยู่แล้ว
แนวโน้มป้อมค่ายใหม่เกิดขึ้นลำบาก
แทนที่จะล้างกระดานระบอบ “ทักษิณ” กลับเข้าทางพรรคเพื่อไทยมากกว่า
นี่คือผลของ “หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา” สนช.เล่นแร่แปรธาตุ ทำกฎหมายลูกใส่กติกาเกินกว่าแม่บทรัฐธรรมนูญ ทำให้ “ซือแป๋ มีชัย”หงุดหงิด
ผิดคิวกันอย่างแรงในหมู่ฝ่ายออกแบบกติกาใหม่ประเทศไทย
และถึงที่สุดเลย ถ้าเคลียร์กันไม่ได้ ก็ต้องไปสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย คือ สนช. กรรมการยกร่างฯ และตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โหวตตัดสินกันในขั้นสุดท้ายแบบใครดีใครได้
ซึ่งตามรูปการณ์น่าจะเป็นฝ่ายของนายมีชัยที่ได้เปรียบกว่า เพราะประเมินจากเสียงของฝ่าย กกต. ที่เป็นตัวแปร ก็ยังไม่ตอบรับไพรมารีโหวต
เนื่องจากความลักลั่นในทางปฏิบัติ
เหนืออื่นใด โดยเงื่อนสถานการณ์ที่โยงกับพิมพ์เขียวอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทีมงานทหาร คสช.ยังต้องแฝงตัวอยู่ในเกมบริหารต่ออีกอย่างน้อย 5 ปี
ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับจำเป็นต้องมีป้อมค่าย “นอมินีสีเขียว” มาช่วยประคอง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
ถ้าพรรคใหม่เกิดลำบาก การต่อโปรโมชั่นมันก็จะยิ่งยากไปอีก.
ทีมข่าวการเมือง

"บิ๊กตู่"ยัน เตรียม"ส่งมอบ" ภารกิจให้รัฐบาลใหม่



"บิ๊กตู่"ยัน เตรียม"ส่งมอบ" ภารกิจให้รัฐบาลใหม่ แต่จะเมื่อไร ก็เป็นไปตามนั้น แต่จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ขออย่ากังวล

พลเอกประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุว่า ภารกิจของรัฐบาล ในระยะนี้คือ การเตรียมส่งมอบ ส่วนจะส่งมอบเมื่อไร ก็เป็นไปตามนั้น โดยจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ให้มีความยั่งยืน เพื่อให้รัฐบาลต่อไปดำเนินงานได้ทันที ขออย่ากังวลเรื่องเหล่านี้
ตอนนี้เราก็ปฏิรูปไปแล้วทุกด้าน เราเริ่มปฏิรูป 130 กว่าเรื่อง ซึ่งครอบคลุมทุกด้าน ผมก็เดินไปเรื่อย โลกมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน เราก็ต้องปฏิรูปทุกวัน”
พลเอกประยุทธ์ กล่าวในการเปิดงานสัมมนาผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand's Big Strategic Move” ที่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ
//
พูด จนเหนื่อย!!
บิ๊กตู่ บ่น พูดจนเหนื่อย แต่ก็ต้องพูด เพิ้ออธิบาย แขวะ "ไม่ใช่เอาแต่คิด แล้วก็พูดๆแต่ไม่ทำ"
บิ๊กตู่ เปรย เวลาผมไปพูด พูดไปพูดมา ก็เหนื่อย ...."บางที มีเอกสาร 150 หน้า แต่ก็อยากอธิบาย แต่ถ้าไม่อธิบาย ไม่ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องกันทุกวัน
ดังนั้นเราต้องมีความคิดพื้นฐานที่เป็นตรรกะ มีเหตุผล วิเคราะห์ได้ รวมถึงระบบการเรียนการสอน และการพัฒนาคนก็ต้องสอนให้คนมีกระบวนการคิดวิเคราะห์
"ไม่ใช่เอาแต่คิด แล้วก็พูดๆแต่ไม่ทำ" ซึ่งจะทำให้สร้างปัญหาความวุ่นวาย เราจึงต้องสอนให้คนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และทำงานเป็น
พลเอกประยุทธ์ กล่าวในการเปิดงานสัมมนาผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand's Big Strategic Move” ที่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ

"แม่ทัพ2"จับตา กลุ่ม "สหพันธรัฐไทยใหม่"

"แม่ทัพ2"จับตา กลุ่ม "สหพันธรัฐไทยใหม่" เคลื่อนไหว โชยกลิ่นการเมือง ในอิสาน โยงข้ามแดนไป เพื่อนบ้าน

พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาค 2 ยอมรับว่า ฝ่ายทหาร ยังคงติดตามการเคลื่อนไหว ของ กลุ่มน่าสงสัย คือ "สหพันธรัฐไทยใหม่" ในพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเมือง และเสียประโยชน์ทางการเมือง และหนีข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน แล้วใช้เป็นเอเย่น ต่อๆมา
ทั้งนี้ จึงเป็นเหตุผล ที่ทำให้ ทหาร ต้องไปตรวจค้น บ้าน ไผ่ดาวดิน เมื่อวานนี้ วันที่ นายกฯลงพื้นที่ ขอนแก่น เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดอะไรขึ่น
ด้วยเพราะหน่วยการข่าวต้องประเมินว่า จะมีการ ลดเครดิตรัฐบาลและลดเครดิตนายกฯ และทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย จึงใช้อำนาจหน้าที่ทางทหารดูแล โดยไม่ต้องใช้ หมายศาล หมายค้น แต่ไม่เกินเลยสิ่งที่สมควรจะทำ ก็มีหลักฐานอื่นๆเข้ามาประกอบ
แต่อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เห็น ความเกี่ยวข้องของ "ไผ่ ดาวดิน" หรือ คุณพ่อไผ่ ดาวดิน กับ สหพันธรัฐไทยใหม่
แม่ทัพภาค2 กล่าวด้วยว่า กำลังติดตามตรวจสอบ ความเคลื่อนไหวของ "โกตี๋" ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะเชื่อว่า หากหนีจากลาว มาเข้าเขมร ก็จะอยู่ได้แค่ชายแดน คงไม่เข้าไปลึกถึงในเมือง หรือจังหวัดไหน

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ยันไม่หวั่นไหว "วัฒนา มือบึ้ม" พูดในคลิปเสียง รายการ"ไฟเย็น"ขู่ทำร้าย 3-4ทหาร

"บิ๊กป้อม" ยันไม่หวั่นไหว "วัฒนา มือบึ้ม" พูดในคลิปเสียง รายการ"ไฟเย็น"ขู่ทำร้าย 3-4ทหาร ชี้ เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติ ส่วนรวม จะทำยังไงได้ เราทำโดยไม่หวังอะไร‬
ทั้งนี้ คลิปเสียง พลเอกประวิตร เชื่อว่า เป็น นายวัฒนา ภุมเรศ เมื่อครั้งโทรเข้าไปในรายการ"ไฟเย็น" ที่จัดโดยนายชูชีพ ที่ลาว เมื่อเดือน เมย. ที่ผ่านมา นั้น มีการเผยแผนการ ก่อเหตุ และ ลอบทำร้าย บุคคลสำคัญ
โดยในคลิปเสียง ผู้ชาย ระบุว่า เสียดาย ที่ เมื่อ6 เมย. ที่ผ่านมา มีเป้ายิงเป้าเดียว ทั้งที่เตรียมไว้3 เป้า
พร้อมยัง เตือน สื่อมวลชน ที่รุมล้อมสัมภาษณ์ "ไอ้ 3-4ตัว นั้นด้วยนะครับ ว่า จะโดนลูกหลงไปด้วย เพราะเล็งเป้าไปที่คนให้สัมภาษณ์ แต่คนที่รุมล้อม อยู่ จะโดนไปด้วย นี่มีคนเขาฝากเตือน และถือว่า เติอนกันแล้ว
"เราพร้อม ที่จะทำ เมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น
องค์การสหพันธรัฐ เราจะรวมตัวกันอีกทีในแต่ละพื้นที่ เราจ้องๆกันอยู่"
"ไม่ใช่ว่าดวงมันดี แต่โอกาสเรายังไม่พร้อม" เสียงชายในคลิป ระบุ
///
บิ๊กป้อม แฉ "วัฒนา มือบึ้ม" เคยขู่ทำร้าย ในรายการ"ไฟเย็น" ของเสื้อแดง
"‪บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตรยอมรับ"วัฒนา"มือระเบิด โทรขู่ทำร้ายผู้นำ และจะก่อเหตุ เมื่อมีโอกาส ในรายการ"เสื้อแดง" ยันไม่หวั่นไหว เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติ จะทำยังไงได้....เชื่อไม่ทำคนเดียว แต่กำลังสืบสวนสอบสวน ขยายผล อยู่....แต่ทั้งนี้ ยังไม่ข้อมูล-พยาน ว่า นายวัฒนา เชื่อมโยง"โกตี๋" ที่ชัดเจน แต่ไม่ห่วง คนเกลียดทหาร จะเลียนแบบ ‬ เพราะไม่ใช่ว่าจะเก่ง หรือประกอบทำระเบิดได้...ชี้ นายวัฒนา คนเดียว ที่เกลียดทหาร ...ยังไม่ยืนยัน "โกตี๋" หนีไปเขมร แต่ถ้าตรวจสอบได้ชัดเจน จะประสานขอความร่วมมือกับทางการกัมพูชา
///
ปิดฉาก 66/23 .....กอ.รมน.มอบเงิน ช่วย"อดีต คอมมิวนิสต์"6,183 คน ครั้งสุดท้าย1,391 ล้าน บิ๊กป้อม แนะนำไปประกอบอาชีพ สุจริต ดูแลครอบครัว
พลเอกประวิตร มอบ เงินช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพ ให้แก่ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) อดีต คอมมิวนิสต์ 6,183 คนสุดท้าย ที่สโมสรทบ.วิภาวดีฯ ให้คนๆละ 225,000.-บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,391,175,000.บาท
การมอบเงินช่วยเหลือค่าประกอบอาชีพสำหรับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.)จะเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยตามรายชื่อผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่ได้ผ่านการพิจารณาแล้ว ในวันที่ 21 มิ.ย.60
โดยวันนี้ มี ผรท. จำนวน 294 คน มาร่วมพิธี ที่สโมสรทบ.ฯ

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นายกฯเชื่อมีคนบงการวัฒนามือบึ้ม6จุด

นายกฯ ชี้"วัฒนา"มือระเบิด เป็น Lonewolf แต่เชื่อต้องมีผู้บงการเบื้องหลัง ยันขยายผล ทำงานต่อไม่หยุด โทรคุยใตร พาดพิงใคร จัดการหมด       

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีการจับกุมตัวนายวัฒนา ภุมเรศ อดีตวิศวกรไฟฟ้า ผู้ต้องหาก่อเหตุวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ว่า คนที่มาถามผมว่ากังวลหรือไม่นั้น เขามาถามได้อย่างไร ทุกคนต้องเป็นห่วงไปพร้อมๆกับผม

สำหรับพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุแบบนี้ที่เป็นรายย่อยและทำแบบอิสระ หรือเรียกว่า Lone wolf ซึ่งมีในต่างประเทศด้วย เพียงผู้ก่อเหตุที่เป็นรายย่อยในประเทศเรามักมีรายใหญ่อยู่เบื้องหลัง

 เจ้าหน้าที่ไม่ได้หยุดแค่นี้ กำลังสืบสวนสอบสวนต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าสอบสวนไปถึงใครว่าเกี่ยวข้องก็ต้องถูกจับมาทั้งหมด รวมถึงต้องสืบต่อว่าชิ้นส่วนมาจากไหน อะไรมาจากที่ไหน เขาโทรศัพท์คุยกัน ต้องเอามาทั้งหมด พบกับใครบ้าง เจ้าหน้าที่ทำงานทุกวัน แต่เขาไม่สามารถมาตอบคำถามทุกวันได้อยู่แล้ว ต้องมาประกาศทุกวันด้วยหรือว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องของกลไกทำงาน เพียงแต่วันนี้ต้องทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จับให้ได้มากขึ้น เอาคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้มากขึ้น ขอให้ทุกคนดูตรงนั้น

“จะไปมองอะไร‘โกตี๋’ คนเดียว ยังมีอีกหลายคนที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ ก็ต้องสืบกันต่อ 

และเรื่องที่เขาบอกว่าไม่ชอบทหาร ก็อย่าไปสนใจ ก็เรื่องของท่าน ใครไม่ชอบผม ช่างท่าน ผมไม่สนใจว่าใครชอบหรือไม่ชอบ ผมสนใจว่าประเทศมีปัญหาอยู่ที่ไหน จะเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

มทภ.4ไม่เสียศูนย์

"เสียใจ แต่ไม่ เสียศูนย์" แม่ทัพ4 เตรียม แก้เกม 

หลังเกิดเหตุวางระเบิดทหาร ฉก.ปัตตานี ดับ 6 นายและบาดเจ็บอีก4 นาย ที่ ทุ่งยางแดง ปัตตานี วานนี้

บิ๊กอาร์ท พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค 4 กล่าว ว่า ได้ให้หน่วยในพื้นที่ดูแลสิทธิตามระเบียบ ทั้งนี้ กำลังพลในกองทัพภาคที่ 4 ทุกคนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ต้องไม่เสียศูนย์ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และจะมีการประชุมปรับแผน เพื่อรับมือกลุ่มก่อเหตุ ในด้านยุทธวิธี

เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าอุปกรณ์ที่คนร้ายใช้ประกอบระเบิดเป็นสายชนวนเก่า ที่นำมาลากวางไว้นานแล้ว ดูจากร่องรอยต่างๆแต่นำระเบิดมาต่อใหม่

ทั้งนี้ เพราะแนวคิดที่ผิดๆ มานานเกี่ยวกับการก่อเหตุช่วง 7 วันสุดท้ายเดือนรอมฎอนแล้วจะได้บุญมาก

ซึ่งผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่ ได้ย้ำมาตลอดว่า เป็นการ บิดเบือนหลักศาสนา  แต่อาจต้องใช้เวลา

แต่ยังไงก็ตาม เราจะพยายามทำให้พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่ 3 จ.ชายแดนใต้ และให้เกิดความสงบ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย 

โดยขณะนี้ได้ยึดนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้นำศาสนาให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี 

ส่วนการบูรณาการกล้อง CCTV ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  นั้น ก็เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.

แต่เนื่องจากติดอุปสรรคปัญหาฝนตกในพื้นที่ ทำให้ไฟกระชาก ส่งผลให้กล้อง CCTV เสีย 

ทั้งนี้ได้ประสานกับทางการไฟฟ้าและพยายามซ่อมให้เร็วที่สุด จึงขอรับผิดในส่วนนี้

กฎหมายพรรคการเมือง ระเบิดเวลารอวันปะทุ



โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศึกนอกว่าหนักแล้ว ศึกในก็หนักไม่แพ้กัน เพราะเวลานี้นอกจากแม่น้ำ 5 สายต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากฝ่ายตรงข้ามที่จ้องกดดันและหาช่องทะลวงทำลายความชอบธรรมแล้ว ปรากฏว่าแม่น้ำ 5 สายก็ยังมาเปิดศึกกันเองแบบออกหน้าออกตา

ศึกในที่ว่านั้น คือ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) กับ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) โดยมีสาเหตุมาจากความไม่ลงรอยกันในเรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ทั้งๆ ที่แม่น้ำ 2 สายนี้เพิ่งจูบหวานชื่นให้เห็นกันเมื่อครั้ง สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาก่อนหน้านี้

ย้อนกลับไปเมื่อครั้ง สนช.พิจารณาร่างกฎหมาย กกต. เวลานั้น สนช.ได้แก้ไขจากหน้ามือเป็นหลังมือในประเด็นของการเซตซีโร่ กกต.ทั้ง 5 คน ที่มีผลให้ 5 เสือ กกต.ไม่อาจอยู่ในตำแหน่งครบตามวาระ อันเป็นการแก้ไขกฎหมายที่สวนกับร่างกฎหมาย กกต.เวอร์ชั่นที่ กรธ.เสนอมาสภาอย่างชัดเจน เพราะ กรธ.ต้องการให้มีคณะกรรมการสรรหาเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดคุณสมบัติของ กกต.มากกว่าที่จะเซตซีโร่ไปเสียทั้งหมด

แต่ กรธ.เองก็แสดงความชื่นชมในความกล้าหาญในการแก้ไขร่างกฎหมาย กกต.ของ สนช. ถึงขั้นออกปากเป็นการช่วยแก้ไขปัญหา แม้ว่า กรธ.จะต้องเจอกับเสียงบ่นที่มาจาก กกต. 5 คนก็ตาม
ทว่าสิ่งไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เพราะอยู่ดีๆ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ไม่สบอารมณ์กับการแก้ไขร่างกฎหมายพรรคการเมืองของ สนช.

ประเด็นที่ประธาน กรธ.ไม่พอใจ สนช.อยู่ที่การไปเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ของพรรคการเมืองไว้อย่างเข้มงวด จนอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งต่างจากแนวทางที่ กรธ.กำหนดไว้ว่าควรให้พรรคการเมืองดำเนินการตามความเหมาะสมของแต่ละพรรคการเมืองเป็นสำคัญ ไม่ใช่ไปกำหนดเป็นกระบวนการที่ตายตัวอย่างที่ สนช.ได้ทำลงไป

“ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะเดิมปกติเวลากำหนดวันเลือกตั้งแล้วจะมีการกำหนดวันรับสมัครภายใน 7-10 วันหลังจากได้ประกาศวันเลือกตั้ง

แต่ตามกฎหมายฉบับใหม่กำหนดไว้ว่าพรรคการเมืองจะสมัคร สส.ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองมีการทำไพรมารีโหวต ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาพอสมควร จึงทำให้มีปัญหาว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไร และพรรคการเมืองจะกลับมาสมัครรับเลือกตั้งทันหรือไม่” เสียงท้วงติงจากประธาน กรธ.เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.
เมื่อพิจารณาจากท่าทีของมีชัย มีความเป็นไปได้สูงที่ กรธ.จะเสนอต่อ สนช.เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกัน 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณาทบทวนเนื้อหาในประเด็นนี้อีกครั้ง

หากเป็นอย่างนั้นเท่ากับว่าทั้ง “สนช.-กรธ.” ต้องกลับมางัดข้อกันอีกครั้ง

ตามขั้นตอนเมื่อมีการแก้ไขเนื้อหาแล้วจะต้องส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งความเป็นไปได้ที่ สนช.จะคล้อยตาม กรธ.นั้นต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ยากพอสมควร

ด้วยเหตุมองในเชิงตรรกะแล้วเมื่อ สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่คณะ กมธ.ของ สนช.แก้ไขไปแล้ว หาก สนช.จะไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายพรรคการเมืองก็ต้องลงมติคว่ำเพื่อไม่ให้เห็นด้วยกับเนื้อหาที่คณะ กมธ.แก้ไขตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ดังนั้น ในบริบทนี้เสียงท้วงติงของประธาน กรธ.อาจไม่มีความหมายในสายตาของ สนช. ซึ่ง สนช.เองก็มองว่า ถ้าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิมตามโรดแมปไปบ้างก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด

แต่กระนั้น มติของ สนช.ในการเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเวอร์ชั่นของ สนช.กำลังสร้างปัญหาในระยะยาว ภายหลังพรรคการเมืองในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านอย่างชัดเจน

สาเหตุหลักที่ไม่เห็นด้วย คือ การทำให้การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไปโดยไม่จำเป็น เพราะกฎหมายบังคับว่าพรรคการเมืองจะต้องมีการทำไพรมารีโหวตก่อน มิเช่นนั้น จะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้

ขณะเดียวกัน การกำหนดให้มีไพรมารีโหวตเป็นการปิดโอกาสของพรรคการเมืองขนาดเล็กในการส่งผู้สมัครเลือกตั้งไปในตัวด้วย เนื่องจากในเชิงโครงสร้างแล้วพรรคการเมืองไม่อาจจัดให้มีไพรมารีโหวตทั่วประเทศได้เท่ากับพรรคการเมืองขนาดใหญ่

ด้วยเหตุนี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ สนช.แก้ไขลงไปนั้นอาจเป็นจุดบ่มเพาะความขัดแย้งครั้งใหม่ไม่มากก็น้อย ด้วยการมองว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่ได้เต็มใจคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเลือกตั้งในอนาคต

จากนี้ไปปัจจัยแห่งความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นมาพร้อมกันในหลายจุด ทั้งเงื่อนไขทางกฎหมาย รวมไปถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลที่ไม่ค่อยเข้าตา หากผู้มีอำนาจยังคงมองข้ามและไม่แยแสกับระเบิดเวลาที่เริ่มนับถอยหลังแล้ว ก็อย่าได้แปลกใจว่าถ้าสุดท้ายจะได้รับก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้ 

ขบวนต้าน”บัตรทอง”ไม่ใช่”เสื้อแดง” หากแต่เป็น”เอ็นจีโอ” ภาคประชาชน

ทั้งๆที่คนที่ออกมาเดินหน้า “ชน”กับร่าง พ.ร.บ.”บัตรทอง” ไม่ว่าภาค เหนือ ไม่ว่าภาคใต้ ไม่ว่าภาคอีสาน ไม่ว่าในกทม.
ชัด
ชัดว่าเป็นองค์กร “ภาคประชาชน”ที่ทำงานด้าน”สุขภาพ”และ”ผู้บริโภค” อย่างต่อเนื่องและยาวนาน
อย่างเช่น นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณ จากภาคใต้
อย่างเช่น น.ส.บุญยืน ศิริธรรม อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม อย่างเช่น นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์
และโดยเฉพาะ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง
คนเหล่านี้มิได้เป็นคนแปลกหน้าเลย หากสงสัยก็สอบถาม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ได้
ไฉนจึงมองว่าเป็นพวก”ก่อกวน”
บุคคลที่เอ่ยออกนามมาทั้งหมดทำงานทางด้าน”สุขภาพ”และ”ผู้บริโภค”มาอย่างยาวนาน
ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นพ.พลเดช ปิ่นประทีป
ยิ่งกว่านั้น ในห้วงที่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ติดการศึกษาต่อต่างจังหวัดจากสถานการณ์ 6 ตุลาคม 2519 บรรดา”เอ็นจีโอ”เหล่านี้ต่างเดินหน้าได้มากกว่า
กระทั่ง น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ก็ได้รับเลือกจากชาวสมุทรสงครามให้เป็น ส.ว.
กระทั่ง น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เข้าไปอยู่ในสถานะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน และเป็นตัวยืนหลักของสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค
ยิ่งกว่านั้น ไม่เพียงแต่เคยหนุน “พันธมิตร” หากบางส่วนยังร่วมเป่า”นกหวีด”ด้วยซ้ำ
การชี้นิ้วไปยัง “เสื้อแดง”จึงเท่ากับ”ผิดคิว”
ไม่ว่าคสช.จะเดินหน้าร่างกฎหมาย”บัตรทอง”ไปอย่างไร แต่คนที่ควรฟังให้มาก
ไม่ใช่ “รัฐมนตรี” สาธารณสุข
หากแต่น่าจะเป็น นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับ “ภาคประชาชน”มาอย่างยาวนานมากกว่า
เพราะ”เอ็นจีโอ”เหล่านี้ล้วนเป็น”เพื่อนพ้องน้องพี่”
การที่เกิดปรากฏการณ์ทั้ง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสานและในกทม.แสดงว่าพวกเขา”เอาจริง”

วิทยา แก้วภราดัย รับมีคนใน ปชป.ไม่พอใจ กปปส. และโมเดลไหนที่จะไฟท์”ระบอบทักษิณ” ?

ยังไม่มีใครที่พูดอย่างชัดเจนได้ว่า กปปส. ที่กลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ตกลงแล้วจะ “ราบรื่น” – ชื่นมื่นหรือไม่?
แต่จากปาก นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่เป็น 1 ใน กปปส. ที่กลับเข้าพรรค ก็ออกมายอมรับว่า เป็นเรื่องปกติ ที่มีความหลากหลาย ความแตกต่างกันในพรรค ขนาดคน 2 คนอยู่ด้วยกันก็ยังคิดต่างกันเลย นับประสาอะไรกับคนอีกเป็นร้อยคนในพรรคเดียวกัน ความแตกต่างทางความเห็นและทัศนคติก็เป็นเรื่อง “ปกติ”
: หลายคนจับตาดูปฏิกิริยาหลัง กปปส.+ปชป. นัดพบปะดื่มกาแฟแล้วมองว่ายังไม่ลงรอย มีความเห็นอย่างไร
ภายในระดับพรรคมีการพบปะพูดคุยสนทนากันเป็นประจำอยู่แล้ว และในกรณีที่ถูกพูดถึงนี้ น่าจะมาจากบรรยากาศก่อนพบกัน เนื่องจากคนโน้นคนนี้ต่างออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งล้วนแล้วเป็น “ความคิดเห็นส่วนตัว” ที่มีการเสนอพูดกันผ่านสื่อ ย้ำว่าเป็นความคิดส่วนบุคคลไม่ใช่ “ท่าทีของพรรค” เพราะพรรคยังมีท่าทีไม่ได้ ตามคำสั่งห้ามของประกาศ คสช.
และการที่พวกผมไปออกต่อสู้ข้างนอกเป็น กปปส. แล้วกลับมาในเข้าพรรคไม่ใช่เรื่องแปลก-ใหม่ โดยใน 9 คนที่ออกไปต่อสู้นอกข้างนอก ผู้ที่ลั่นวาจาจะไม่กลับเข้ามาสู่สนามแล้วมีเพียงคนเดียว คือ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” นอกนั้นผมและพวกรวม 8 คนที่เหลือไม่เคยบอกว่าผมจะเลิกหรือผมจะลาออกจากพรรค ไม่มีใครเคยพูดเลย
แต่อาจจะมีบางคนเห็นว่าพวกผมออกไปต่อสู้แล้ว “อาจจะมีท่าทีไม่เหมือนพรรค” ไม่อยากให้เข้ากลับมาก็เป็นเหตุผลของคนคนนั้น ซึ่งต้องไปถามคนเหล่านั้นที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ดู แต่จะใช้คำว่าไม่ราบรื่นไม่ลงรอยไม่ได้ เพราะความคิดไม่เหมือนกันมี และมีเยอะมาก จะให้คิดเหมือนกันได้ต้องแลกเปลี่ยน ต้องถกกัน ต้องรอปลดล็อกจาก คสช. ให้การหารือกันได้ ฉะนั้น จะใช้คำว่าไม่ราบรื่นคงไม่ใช่
และต้องยอมรับว่าธรรมเนียมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปฏิบัติกันมา คือเวลาคัดสรรคนลงแข่ง หรือกระทั่งมาเป็นกรรมการบริหารพรรค ต้องมีการต่อสู้ชิงชัย-นำเสนอวิสัยทัศน์กันจริงๆ แล้วเลือกกันภายใน ไม่ใช่ให้ “นายทุนพรรคเลือก” ไม่ใช่มี “เจ้าของพรรค” มีลิสต์รายชื่อจะส่งใครไปเป็นหัวหน้า ใครรอง ใครเตรียมเป็นรัฐมนตรี พรรคนี้ทำไม่ได้ ต้องต่อสู้กันภายใน
: แนวคิดนายกฯ คนนอก เอาด้วยหรือไม่
ผมไม่ได้ค้าน และถ้ามีความเป็นไปได้ สามารถยอมรับได้ใน “สถานการณ์ที่จำเป็น” แต่ถ้าหากพรรคการเมืองต่างๆ สามารถกำหนดทิศทางตัวเอง ประเด็นนี้ตรงนี้ได้ก็ต้องทำเป็นจุดเริ่มต้นทำกัน แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ ต้องดูความเหมาะสมในเวลานั้นอีกครั้งว่าจะใช้ช่องทางใด ไม่สามารถพูดวันนี้ได้ ต้องรอให้เกิดสถานการณ์ที่นำไปสู่เหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นก่อน
ผมไม่ได้แทงกั๊กนะ เพราะว่าบ้านเมืองเราเป็นอย่างนั้น และผมในฐานะที่เคยผ่านสถานการณ์แบบนั้นมาสมัยผมต่อสู้ช่วงเดือนตุลา ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2521-2522 ต้องมีการประนีประนอมระหว่างเผด็จการทหารกับประชาธิปไตย พรรคการเมืองอยู่ร่วม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในช่วงระยะเวลานั้นถึง 8 ปี ต้องเชิญท่านมา ซึ่งพวกผมเองก็ผ่านมาแล้วทุกยุคของเผด็จการ ทั้งเผด็จการทหารยึดอำนาจ ผมก็ต่อสู้มา หรือเผด็จการรัฐสภาและระบบทุนนิยมมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้ก็ต้องต่อสู้ ฉะนั้น หากสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องมีผู้นำนอกมาก็เป็นสิ่งที่ผมรับได้
: ข้อเสนอ “วันชัยโมเดล” รวม 3 ฝ่าย อภิสิทธิ์ (ปชป.) สุเทพ (กปปส.) พล.อ.ประยุทธ์ (คสช.)
ข้อเสนอรวม 3 ฝ่าย ผมคิดว่าชื่อของคุณสุเทพต้องตัดออกไว้ก่อน เพราะเป็นคนเดียวที่ประกาศจะเลิกยุ่ง ยุติบทบาทในสนามการเมือง แต่เขาอาจจะออกมาให้ความคิดความเห็นทางdkiเมืองได้ ทำกิจกรรมคล้ายเอ็นจีโอได้ และในสังคมบ้านเรามีเยอะแยะที่ไม่ใช่นักการเมือง และคุณสุเทพคงเป็นประเภทนั้น ซึ่งผมขอตอบว่าเมื่อพวกผมในฐานะ กปปส. ที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์แล้วนั้น พวกผมต้องอยู่ภายใต้ความเห็นร่วมกันกับพรรค
ถ้าในอนาคตพรรคมีความคิดเห็นเอาด้วยกับประเด็นไหนข้อเสนอไหน ถ้าพวกผมเห็นร่วมได้ก็ต้องเป็นไปตามมติพรรค แต่ถ้าหากเห็นด้วยไม่ได้ก็ต้องออกจากพรรคไป การตัดสินใจสนับสนุนหรือไม่นั้น จะมาตัดสินใจตอบวันนี้ไม่ได้เพราะวันนี้พรรคการเมืองยังตั้งหลักไม่ได้ ตามประกาศ คสช. ห้ามไว้เช่นกัน ถ้าปลดล็อกพรรคการเมืองเริ่มตั้งหลักมีโอกาสปรึกษาหารือกันตอนนั้นจะความคิดเห็นกันมาได้ข้อสรุปชัดเจน
ซึ่งที่ผ่านมาก็มี ส.ส. หลายคนทั้งจากฝั่งเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เองที่คิดเห็นไม่เหมือนกันแล้วก็ออกจากพรรคต้นสังกัดไปหาพรรคใหม่อยู่ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มาก
และส่วนตัวก็เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้อยู่มั่นคงสถาพร และคาดว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปจะมี ส.ส. ฝั่งพรรคเพื่อไทยออกจากพรรคอีกจำนวนมาก เพราะคิดว่าถ้าอยู่ร่วมต่อสู้ไป “นายใหญ่” คงไม่รอดถูกไล่บี้อีก ลูกน้องกระเจิง ย้ายพรรค หรือไม่ก็ตั้งพรรคเองจำนวนมาก
ซึ่งขอย้ำว่าความเห็นส่วนตัว 10 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า คุณทักษิณ ชินวัตร-ระบบทักษิณยังคงอยู่เวลานี้ อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นทุนนิยมสามานย์ เป็นความเสียหายเกิดขึ้นยากจะไล่หรือจัดการให้หมดจด ไล่ยากกว่าเผด็จการทหารอีกด้วยซ้ำ เพราะเผด็จการทหารทำอะไรได้ไม่มาก หากมีความทุจริตก็จะทำให้ไปเร็วมากกว่าระบบทุนนิยม
สำหรับอีกหนึ่งข้อเสนอของ คุณพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอให้พรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคนลุกขึ้นมาต่อสู้กับทหาร โดยรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น ความเห็นส่วนตัวผมเคารพความเห็นของคุณพิชัย แต่เฉพาะพรรคเพื่อไทยตราบใดที่อยู่ภายใต้กำกับโดยอดีตนายกฯ ทักษิณ ส่งคนมาเป็นตัวแทนผู้นำก็มาจากตัวแทนคนในระบบทักษิณ นโยบายก็ทักษิณ ส่วนตัวผมประนีประนอมด้วยไม่ได้ ส่วนตัวผมไม่เอาด้วยแน่ๆ
: คิดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้จริงในปี 2561 หรือไม่?
ตามปฏิทินเวลาและเงื่อนไขต่างๆ ผมว่าน่าจะเกิดเลือกตั้งขึ้นตามนั้น ส่วนที่บอกว่าไม่เกิดกันนั้นน่าจะเป็นการพยากรณ์ เพราะอีกปีกว่าๆ ตามปฏิทินโรดแม็ป ผมก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะมีการเผา มีเหตุการณ์ไม่สงบ หรือในระดับการเมืองระหว่างประเทศ จะมีเหตุการณ์นานาชาติ หรือว่ามีสงคราม ในต่างบ้านต่างเมืองหรือไม่ ล้วนส่งผลทั้งสิ้นในเรื่องนี้ เพราะหากเกิดขึ้นแล้วย่อมมีเหตุมีผลเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการเลือกตั้งอยู่แล้ว และถึงเวลานั้นประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง แต่หากพวกที่ต้องการอยู่ยาวอยากยืดเวลาอยู่ในอำนาจยาวออกไป อยากอยู่นานๆ แบบไร้เหตุผล โดยเฉพาะเผด็จการทหารหากอยู่ต่อในลักษณะไม่มีเหตุผลจะเสี่ยงมาก
: 3 ปี คสช. อะไรที่ยังคิดว่าน่าเสียดายที่มีโอกาสแต่ไม่ได้ทำ?
ต้องบอกว่า “การปฏิรูปตำรวจ” ยังไม่เกิดขึ้นจริงจังทั้งที่มีโอกาส เราจะเห็นได้ว่ายังเป็นจุดที่มีปัญหา เช่นเดียวกันคือ “ปฏิรูปการศึกษา” ที่ยังไม่เป็นรูปธรรม และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การปฏิรูประบบราชการ” รัฐบาลต้องทำอย่างจริงจัง เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และพวกผมก็เสนอให้ข้าราชการทุกคน “ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน” เพราะตำแหน่งหน้าที่ของพวกคุณต้องทำให้โปร่งใสด้วย
: ความปรองดองจะไม่มีวันเกิดขึ้นในสังคมนี้ได้จริง?
เป็นอีกเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ ต้องใช้เวลาเยียวยาแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน ถึงรัฐบาลจะออก “กฎหมายนิรโทษกรรม” ไม่ได้ แต่มันก็มีช่องกฎหมาย (เช่นในอดีต) ใช้อำนาจทางฝ่ายบริหารผ่านองค์กรตำรวจ-อัยการ ในการยุติคดีที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น ปี 2518 เคยมีการใช้ถอนฟ้องชาวนาที่มาชุมนุมใน จ.ลำพูน หรือในยุคของ พล.อ.เปรม ก็เคยใช้วิธีลักษณะนี้ในคดีที่คาบเกี่ยวการเมือง ให้ยุติซะ แต่ไม่ใช่คดีทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ใช่คดีฆ่าคนหรือทำให้มีผู้เสียชีวิต จ้างวานฆ่าใคร บรรยากาศจะคลี่คลาย
ฉะนั้น หากเป็นไปได้ รัฐบาลควรหาจุดที่ลงตัวดู

มันคือ “มัดจำ” ล่วงหน้า

มันคือ “มัดจำ” ล่วงหน้า

ปลุกปั้นแล้วเสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างจนได้
ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้รับมอบร่าง “สัญญาประชาคม” จาก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อความสามัคคีปรองดอง
โดยลงนามให้ความเห็นชอบ เพื่อนำไปสู่กระบวนการจัดเวทีสาธารณะที่จัดขึ้นทั้ง 4 ภาค ก่อนประกาศเป็นเงื่อนไขกติกาให้รับรู้ร่วมกันทั้งประเทศ
ฟาวล์หรือไม่ฟาวล์ยังต้องลุ้นกัน
แต่ก็นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ขยับเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
ในจังหวะล้อไปกับสถานการณ์กระเพื่อมแรงๆจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่คาบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปรากฏปมขัดแย้งไปซะทุกจุด
สะดุดหมดทั้งเรื่อง “เซ็ตซีโร่” กกต. ต่อเนื่องถึงประเด็น “ไพรมารีโหวต”
“ขัดลำ” กันเองในกลุ่มฟันเฟืองอำนาจพิเศษ
โอกาสสูงที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการฯร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และตัวแทน กกต. เข้าร่วมพิจารณาฟันธง
นั่นหมายถึงแนวโน้มของการอาจเลื่อนเลือกตั้งออกไป
ตามเงื่อนไขปลายเปิด ไม่มีกำหนดเวลาเส้นตาย เพราะไม่มีบทบัญญัติบังคับไว้
เช่นเดียวกับงบประมาณที่จะต้องจัดเพิ่มให้เป็นค่าตอบแทนทีมงานแม่น้ำ 5 สาย
ก็ไม่มีลิมิตแต่อย่างใด
แต่ไม่ว่าจะยืดเวลาเลือกตั้งออกไปหรือหดเวลาเลือกตั้งสั้นเข้ามา
ถึงนาทีนี้ต้องโชว์ทีเด็ดให้เห็นมากกว่า “บทตลกหน้าม่าน” ไปวันๆ
ตามสถานการณ์ของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ภายหลังการตัดสินใจใช้ดาบพิเศษมาตรา 44 “ผ่าทางตัน”
ปลดล็อกให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าลุยเมกะโปรเจกต์ ทั้งไฮสปีดเทรน รถไฟทางคู่ที่รอเปิดหวูดอยู่หลายสาย โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ที่นักลงทุนต่างชาติรอเช็กเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนในระยะยาว ไม่สะดุดปมกฎหมาย
ภายใต้บรรยากาศคึกคักที่นักลงทุนต่างชาติ กองทุนโลกขนาดสินทรัพย์มหาศาล แห่จองคิวเข้าร่วมรับฟังงานใหญ่ “Thailand’s Big Strategic Move” ที่นายสมคิดจัดโรดโชว์ข้อมูลการลงทุนเมกะโปรเจกต์ในวันที่ 22–23 มิถุนายนนี้
เรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการลุยเมกะโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจ
เบื้องต้นเลย นี่คือการเทกแอ็กชั่นโชว์ความตั้งใจในการปั่นผลงานโบแดง
แม้จะมีแรงเสียดทานจากผู้เสียผลประโยชน์ที่แฝงอยู่ในกลุ่มขั้วอำนาจการเมืองและองค์กรทางเศรษฐกิจต่างๆไม่ยอมให้เดินหน้าไปอย่างราบรื่น
ตามฟอร์ม “ไทยแลนด์โอนลี่” ผลประโยชน์ขัดกันก็ “บรรลัย”
แต่จุดสำคัญมันอยู่ตรงมุมของประชาชนทั่วไป ส่วนใหญ่น่าจะลุ้นเอาใจช่วยให้รัฐบาลเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมที่ยักตื้นติดกึกยักลึกติดกักมาตลอด
ร้อยทั้งร้อยชาวบ้านอยากเห็นการพัฒนาไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อีกทั้ง ณ วันนี้ กระแสต่อต้านมาตรา 44 ผ่าทางตันเมกะโปรเจกต์ ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ประเด็นทางเทคนิค ตั้งแง่เรื่องความคุ้มค่า การแสดงความเป็นห่วงปัญหาในอนาคตที่ยังมองไม่เห็น
ยังไม่มีปมของการทุจริตที่เป็น “จุดตาย” แต่อย่างใด
ในมุมทางการเมือง งานนี้รัฐบาล คสช.จึงมีแต่ได้มากกว่าเสีย
เพราะมันคือการวาง “มัดจำ” ด้วยเนื้องานที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว โดยทีมงาน “นายกฯลุงตู่” ที่มียี่ห้อ “สมคิด” เป็นตัวช่วยค้ำประกัน
เบิกทางนำร่องก่อนกลับมาคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้งรอบหน้า
ตีไพ่ในมือที่ยังไงก็ถือแต้มเหนือกว่านักการเมือง.
ทีมข่าวการเมือง

อยู่นานนานได้ไหม?

อยู่นานนานได้ไหม?
//
"ผมไม่อยู่จนตายหรอก"...แต่ไม่บอก จะอยู่อีกกี้ปี??
‪นายกฯ บิ๊กตู่ เผยสร้างอาคารใหม่ เรือนรับรอง ชี้ ศิลปะผสมผสานEast-West‬ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เป็นหน้าตาของประเทศ ของทำเนียบรัฐบาล ลั่น ผมไม่อยู่จนตายหรอก
//
Forget the past, start the new บิ๊กตู่ยัน เปล่า ดัดจริต
วันนี้ นายกฯบิ๊กตู่ แถลงข่าว แบบ มีอารมณ์ขึ้นลง ตลอด ตามแต่ละประเด็น....แต่บ่น นักข่าว ได้แต่ถาม แต่ไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยเข้าใจ แม้พยายามอธิบาย สงสัยต้อง อธิบายเป็น ภาษาอังกฤษ จึงจะเข้าใจมั้ง. ก่อน พูดว่า ต้องForget the past, start the new...ก่อน พูดอีกหลายคำ East-West ยัน ไม่ได้ ดัดจริต
///
คสช.ไม่ตั้งพรรค นะ บิ๊กป้อม ยัน หมดภารกิจ ตามโรดแมพ ก็หมดหน้าที่ เปรย แก่แล้ว
‪"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร. ยัน คสช.ไม่ตั้งพรรคการเมือง ไม่เล่นการเมือง ไม่ลงเลือกตั้ง หมดภารกิจ ตามโรดแมพ ปี61 ก็พอแล้ว แก่แล้ว ทำแค่นี้ หมดหน้าที่ก็พอแล้ว...เชื่อ "สุเทพ"
แค่แสดงความเห็น ไม่ค้านเลือกตั้ง และหนุนปรองดอง เพราะมาร่วมให้ความเห็น ต่อคณะกรรมการ เชื่อกระบวนการปรองดอง เดินหน้า เป็นไปตามขั้นตอน หลังเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความเห็น ร่างสัญญาประชาคม แล้ว ก็จะส่งนายกฯ เพื่อประกาศ เป็น สัญญาประชาคม
เมื่อถามว่า หากมีคนสนับสนุน คสช.ให้ตั้งพรรค จะตั้งมั้ย พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่ตั้ง แก้แล้ว ทำตรงนี้ให้หมดภารกิจ ตามโรดแมพ ก็หมดหน้าที่แล้ว
___
16.61 .. อาคาร ใหม่ ในบ้านนรสิงห์

"น้องโหน่ง ปรกขล" Decorator พาพี่เล็ก เดินชม อาคารเรือนรับรอง หลังใหม่ ที่ใกล้จะเสร็จ อีกไม่กี่วันนี้.... เป็นศิลปะร่วมสมัย
ทรงผสม ทรงปั้นหยา หลังคากระเบื้องซีเมนต์สังเคราะห์ ปลายแหลมสีแดง ทรงโดม โมเสคสีทอง สูง 16.61 เมตร เป็นงานสถาปัตยกรรม แบบ Neo Venetian Gothic
โดยจะแต่งด้วยโทรสีเหลือง ฟ้า เพราะนายกฯ บอกว่า สีเหลืองเป็นสีประจำวันเฉลิมพระชนมพรรษาหรือวันพระราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัวปัจจุบัน และพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช
นายกฯจะให้ไปดูว่าอาคารหลังใหม่นี้ควรจะมีสีฟ้า ซึ่งเป็นสีของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถด้วยหรือไม่
อาคารนี้ใช้งบประมาณ137,371,700 บาท ควบคุมการก่อสร้างออกแบบโดยกรมศิลปากรให้สอดคล้องกับยุคสมัย ซึ่งเราต้องมีสิ่งเหล่านี้ไว้บ้างเพราะเราใช้ตึกเก่ามาเป็นเวลาหลายปี แขกหลายประเทศมีความภูมิใจที่ได้มาเยือนสถานที่สวยงามของไทย ซึ่งเป็นศิลปะทั้งตะวันตกและตะวันออก
ตอนนี้ก่อสร้างเสร็จไปประมาณ 80-90 % สร้างเป็นสมบัติชาติ ไม่ได้สร้างเพื่อใคร ไม่ได้สร้างเพื่อให้ใครรัก
ในวันหน้าทำเนียบรัฐบาลก็อาจะใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้บ้าง ขณะนี้ก็มีเด็กนักเรียนมาชมทุกสัปดาห์อยู่แล้ว เป็นการพัฒนาโดยไม่ลืมสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์เดิมด้วย
///
"นายกฯบิ๊กตู่"ควัก เป๋า 3.5 แสน ซื้อ พระรูป ปั้น" ในหลวง ร.9" เพื่อนำมาประดิษฐาน ที่อาคารเรือนรับรอง
พลเอกประยุทธ์ ได้พูดคุยกับนายมานพ สุวรรณปินฑะ ศิลปินที่ใช้เวลาปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ถึง 9 ปี ที่พล.อ.ประยุทธ์ ตามหาและอยากพบตัว
พล.อ.ประยุทธ์ ใช้เงินส่วนตัวซื้อผลงานปั้นพระบรมรูปฯของ นายมานพในราคา 3.5 แสนบาท เพื่อจะนำพระบรมรูปฯนี้ มาประดิษฐานไว้ที่อาคารเรือนรับรองหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

แกะรอยตั้งพรรคเฉพาะกิจสืบทอดอำนาจ : บอนไซประชาธิปไตย

แกะรอยตั้งพรรคเฉพาะกิจสืบทอดอำนาจ : บอนไซประชาธิปไตย



เป็นนักวิชาการด้านการเมืองรุ่นใหม่ มีผลงานวิจัยโดดเด่น โดยเฉพาะเรื่อง “ทำไมระบอบเผด็จการจึงประสบความสำเร็จในสังคมไทย”
ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไทย กงล้อประวัติศาสตร์การเมืองจะหมุนซ้ำรอยอย่างไร โปรดติดตามคำเฉลยจาก นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์คนของขั้วอำนาจพิเศษขยับทาบทามนักการเมือง บรรดานักการเมืองเริ่มเคลื่อนไหว
กลไกของรัฐขับเคลื่อนให้ประชาชนตอบ 4 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อดีตกลุ่ม 40 ส.ว.ประกาศจัดตั้งพรรคการเมือง สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลุ่มสโมสร ส.ส.บางคนส่งเสียงเชียร์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งพรรคการเมืองลงสู้ศึกเลือกตั้ง
โดยอาจารย์พาย้อนอดีตไปดูโมเดลการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหาร เริ่มจากโมเดลหลังการเลือกตั้งทหารยังคงอำนาจต่อไป เป็นที่มาของการก่อตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผงาดเป็นหัวหน้าพรรคใช้อำนาจรัฐทุกอย่างเอื้อให้ตัวเองชนะการเลือกตั้ง ได้รับขนานนามว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุด
แม้พรรคเสรีมนังคศิลาได้ตั้งรัฐบาล สุดท้ายประชาชนเดินขบวนขับไล่ จบลงโดยจอมพล ป. ลงจากอำนาจ
ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ จอมพลถนอม กิตติขจร มีพรรคการเมืองทั้งสหภูมิ ชาติสังคม สหประชาไทย ทหารไปนั่งเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อให้แน่ใจว่าทำเพื่อทหาร โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2512 มีการตั้งพรรคสหประชาไทยขึ้นมารองรับ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค
หลังการเลือกตั้งพรรคสหประชาไทยจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่พรรคทหารไม่คุ้นชินในระบอบรัฐสภา ที่มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ ถ่วงดุล และ ส.ส.อิสระที่เชิญมาร่วมก็ต่อรองผลประโยชน์งบประมาณแผ่นดิน
สุดท้ายจอมพลถนอมทำรัฐประหารตัวเอง เป็นชนวนให้เกิดชุมนุมใหญ่ 14 ตุลา 16 โมเดลนี้มีจุดจบไม่สวย
ขณะที่โมเดลตั้งพรรคนอมินีสืบทอดอำนาจ ในสมัยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยุคนั้นทหารรับรู้กระแสว่าประชาชนแฮปปี้กับทหารทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลที่ถูกมองว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง
แต่ประชาชนไม่แฮปปี้ทหารที่ขึ้นมามีอำนาจโดยตรงทันที จำเป็นต้องยอมให้พลเรือนขึ้นมา เป็นนายกฯขัดตาทัพ และมีพลเรือนตั้งพรรคสามัคคีธรรม มีเป็นนักการเมืองเด่นดัง พาเหรดเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรค ไม่ใช่โมเดลแบบจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลถนอม กิตติขจร
หลังเลือกตั้งพรรคสามัคคีธรรมคว้าชัยชนะบนความพ่ายแพ้ได้ ส.ส.แค่ 79 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ของจำนวน ส.ส. 360 ที่นั่งทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าล้มเหลว เพราะเป็นพรรคที่ทหารใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลสนับสนุน
จำเป็นต้องฟอร์มรัฐบาลผสม เมื่อต่อจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นครบแล้วอดคิดไม่ได้เหมือนกันว่ามีการวางแผนล่วงหน้าที่ 5 พรรคจับมือตั้งรัฐบาล เชิญ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ
ฉากสุดท้ายก็จบไม่สวย มีการชุมนุมขับไล่ต้องลงจากอำนาจ พรรคสามัคคีธรรมแตกสลาย
ขณะที่พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นพรรคนอมินีอีกโมเดลที่ล้มเหลว ตอนแรกคาดการณ์ว่าจะชนะถล่มทลาย ปรากฏว่าไม่สมหวัง พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส.ประมาณ 233 คน พรรคประชาธิปัตย์ 165 คน พรรคชาติไทย 37 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 คน พรรคประชาราช 5 คน
ชัดเจน การเมืองไทยเดินเข้าสู่ระบบ 2 พรรคใหญ่ เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งดีไซน์ให้เกิดระบบ 2 พรรคใหญ่แบบประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ใครเป็นรัฐบาลก็ผลักดันนโยบายได้เต็มที่ ไม่ต้องตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งมุ้งต่างๆจะต่อรองผลประโยชน์ ตำแหน่ง เก้าอี้รัฐมนตรี และมีการยุบสภาบ่อย
ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เลือกพรรคเล็ก มันพิสูจน์ให้เห็นชัดในการเลือกตั้งปี 2544 และ 2548 เหลือ 2 พรรคใหญ่ที่ได้จำนวน ส.ส.ในระดับมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ มีจำนวน ส.ส.ทิ้งห่างพรรคกลาง พรรคเล็ก
พอเกิดวิกฤติความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง เกิดฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านนายทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวเร่งทำให้เกิดการเมือง 2 ขั้วใหญ่จริงๆ พรรคเล็กพรรคน้อย ประชาชนมีความรู้สึกว่าเลือกไปแล้วเสียของ
พอถึงเวลาใช้สิทธิ เลือกตั้ง คนที่ต่อต้านนายทักษิณไม่อยากให้คะแนนตกน้ำเสียเปล่า แม้ไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ ก็จำใจ จะต้องเลือก เพราะเป็นพรรคที่พอจะต่อสู้กับพรรคไทยรักไทยได้ ขณะเดียวกันคนที่สนับสนุนนายทักษิณหรือไม่ชอบการรัฐประหาร ย่อมไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องหลับหูหลับตาเลือก จะชอบหรือไม่ชอบผู้สมัคร ส.ส.พรรคนี้ ก็ต้องตัดสินใจเทคะแนนเสียงให้
แม้รัฐธรรมนูญปี 2550 ดีไซน์ระบบเลือกตั้งใหม่ เพื่อรื้อฟื้นให้เกิดรัฐบาลผสม ป้องกันพรรคการเมืองชนะแบบเด็ดขาด ขัดกับพฤติกรรมของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเสียงบางส่วนเปลี่ยนไปเลือก 2 พรรคใหญ่ พรรคเล็กพรรคน้อยแทบไม่สามารถยืนอยู่บนกระดานการเมืองได้
ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ทุกโมเดลการสืบทอดอำนาจล้มเหลวหมด
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การสืบทอดอำนาจในครั้งนี้มีโอกาสสำเร็จได้สูง เพราะว่ากันว่า การรัฐประหารคราวนี้ไม่ใช่เป็นแค่การยึดอำนาจ แต่ได้ศึกษาความล้มเหลวของการรัฐประหารทุกครั้ง เพื่อวางยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจ บริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย
นายประจักษ์ บอกว่า จากบทเรียนการสืบทอดอำนาจตามโมเดลต่างๆ ขอให้เข้าใจว่าการเลือกตั้งมันไม่ใช่เกมของทหาร ทหารไม่ถนัดเกมการเลือกตั้ง ทหารเก่งในแง่มีประสิทธิภาพคุมอำนาจผ่านการรัฐประหาร แต่การเลือกตั้งเกี่ยวข้องกับนโยบายที่จับใจประชาชน
ทหารไม่ใช่พรรคการเมืองจะผลิตนโยบายโดยลงพื้นที่คุยกับชาวบ้าน เคาะประตูหาเสียง นอบน้อมกับประชาชน มันเป็นคำตอบว่าทำไมที่ผ่านมาพอกลับไปสู่สนามเลือกตั้ง ไม่ว่าจะพรรคทหาร พรรคนอมินีของการสืบทอดอำนาจถึงล้มเหลวมาตลอด เพราะเกมมันเปลี่ยน ทหารไม่รู้ในเกมที่ตัวเองถนัด
ถ้ายังขืนไปตั้งพรรคนอมินีขึ้นมา ฝากความหวังไว้กับคนอื่นย่อมมีความเสี่ยง ถ้าตั้งพรรคทหารก็จะมีกระแสตีกลับ ขอให้ดูบทเรียนในอดีตตอนยึดอำนาจประชาชนตอบรับเป็นอย่างดี พอตั้งพรรคทหาร พรรคนอมินี ทำไมประชาชนไม่เลือก
เพราะประชาชนไม่ต้องการให้ทหารอยู่ยาว แค่อยากให้เข้ามาเก็บกวาดบ้านเสร็จแล้วออกไป ไม่ใช่มาจัดเฟอร์นิเจอร์ ตั้งโต๊ะ ตั้งสำรับอาหารแบ่งกันกินแล้ว เริ่มแสดงให้เห็นว่าจะอยู่บ้านยาว
ฉะนั้น ถ้าตั้งพรรคเองหรือตั้งพรรคนอมินีขึ้นมา เชื่อว่ากระแสสนับสนุนจะลดต่ำลงมาก
แต่โครงสร้างกติกาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอื้อต่อพรรคขนาดกลาง และจะเอื้อต่อพรรคนอมินีอย่างไรบ้าง นายประจักษ์ บอกว่า ระบบการเลือกตั้งครั้งนี้พิสดารที่สุด เอาระบบการเลือกตั้งของประเทศเยอรมนีมาบิด เอื้อต่อพรรคขนาดกลาง พรรคเล็กแจ้งเกิดยาก
พรรคทางเลือกใหม่ก็เกิดยาก อยากได้ ส.ส.ใหม่เยอะจะต้องส่งผู้สมัครทุกเขต เพราะทุกคะแนนมีความหมาย และประชาชนกาบัตรเลือกตั้งใบเดียว ยังไม่นับรวมการเซ็ตซีโร่ กกต.ก็จะเป็นคีย์ที่สำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปดูนักวิชาการที่ทดลองเอาสูตรการเลือกตั้งใหม่มาคำนวณ บนฐานคะแนนนิยมเท่าเดิม พฤติกรรมผู้เลือกตั้งไม่เปลี่ยน ปรากฏว่า พรรคขนาดกลางจะได้ประโยชน์มากที่สุด พรรคใหญ่จะได้ ส.ส.ลดลงเกือบ 40 ที่นั่ง พรรคใหญ่รองลงมาแทบไม่ได้อะไรได้ ที่นั่งเท่าเดิม
ฉะนั้น การสืบทอดอำนาจครั้งนี้คงไม่ทุ่มทรัพยากรให้พรรคนอมินี พรรคเดียว จะต้องทุ่ม 2-3 หรือ 3-4 พรรค ตามไอเดียของการออกแบบ กติกาเพื่อให้มีการฟอร์มรัฐบาลผสม ไปรวมกับเสียงพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดโดยไม่ต้องเลือกตั้งคือ ส.ว. 250 เสียง ต้องการเก็บเสียงเล็ก
ผสมน้อยอีกแค่ 125 เสียง รวมเป็น 375 เสียงจาก 750 เสียง
เพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีของตัวเอง
มาถึงเวลานี้ไม่ว่า “พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาธิปัตย์-ทหาร” ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ จะบริหารประเทศด้วยความยากลำบาก
โดยเฉพาะถ้าทหารก้าวขึ้นเป็นนายกฯ ก็จะเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยตั้งแต่แรก
เพราะต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ
ฉะนั้นขอปล่อยให้เป็นไปตามกติกาปกติ
อย่าตั้งพรรคนอมินีและเข้าไปแทรกแซง
ไม่เช่นนั้นสุดท้ายจะอยู่ไม่ได้นาน.
ทีมการเมือง

ผ่าทิศทาง “ประยุทธ์” เข็นยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมายระส่ำ อำนาจไม่ลงตัว

ผ่าทิศทาง “ประยุทธ์” เข็นยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมายระส่ำ อำนาจไม่ลงตัว

กระเพื่อมไปซะทุกจุด
นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับบรรยากาศทางอำนาจของเมืองไทย ณ ห้วงสถานการณ์ที่ผ่านมาถึงกลางเดือนมิถุนายน 2560 ผ่านพ้นครึ่งปีแรกเข้าสู่ครึ่งปีหลัง
โดยเงื่อนเวลาที่ลดลงของโรดแม็ป คสช.ซึ่งแปรผันตามความ “ขลัง” ของอำนาจพิเศษ
หลายเหตุการณ์ที่สะท้อนปฏิกิริยาท้าทายรัฐบาลทหาร ทั้งที่มาจากฝ่ายต่อต้าน และไม่เว้นแม้แต่แนวร่วมฝ่ายเดียวกัน เมื่อสถานการณ์ไหลมาถึงจุดขบเหลี่ยมอำนาจ
ขัดลำกันในแง่ของผลประโยชน์ไม่ลงล็อกลงตัว
เริ่มตั้งแต่ยุทธการ “เซ็ตซีโร่ กกต.” ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติด้วยคะแนนท่วมท้นไม่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันอยู่จนครบวาระ
ต้องล้างกระดานกันใหม่ หลังกฎหมายลูกบังคับใช้
ตามอาการดิ้นสู้ของ “5 เสือ กกต.” ยอมรับมติ แต่ไม่ยอมถอยง่ายๆ
โดยมีมติส่งความเห็นแย้งให้ สนช.ว่าการเซ็ตซีโร่ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะดำเนินการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความต่อไป
เป็นช็อตต่อเนื่องจากการชงเรื่องตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของ 8 รัฐมนตรี
ที่ถูกมองเป็นเหลี่ยมย้อนศรเอาคืนรัฐบาล คสช.
กกต.เล่นบทต้านอำนาจภายใต้ยุทธศาสตร์ของแม่น้ำ 5 สาย
ก่อแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นจากภายในขุมข่ายฝ่ายคุมเกมอำนาจ
ในจังหวะสถานการณ์ต่อเนื่องกับปรากฏการณ์นักการเมืองในนามกลุ่ม “สโมสร ส.ส.” ที่เป็นการรวมตัวของอดีตผู้แทนราษฎรกว่า 70 คนได้มีการเคลื่อนไหว
นัดปาร์ตี้สังสรรค์กันที่โรงแรมดังกลางกรุง
ก่อนจะมีเหตุให้ล้มเลิกกลางคัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อ้างมีวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดไปวางในงาน ทำให้กลุ่มสโมสร ส.ส.ต้องแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
แต่โดยรูปการณ์ที่รู้กันเป็นนัย งานนี้เป็นมุกของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องสกัดความเคลื่อนไหว
เพราะขัดคำสั่ง คสช.ห้ามนักการเมืองทำกิจกรรม
อย่างไรก็ตาม ถือว่านักการเมืองทำได้เข้าเป้า เพราะได้กลับมาเป็นข่าวอยู่ในกระแส
ยิ่งเป็นอะไรที่ล้อไปกับจังหวะการเริ่มเปิดให้ประชาชนได้ตอบ “4 คำถาม” ของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
ที่โดยภาพรวมวันแรกๆส่อเค้างานกร่อย มีคนร่วมส่งคำตอบน้อย
อารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบออกตัวเป็นเชิง ไม่ได้คาดหวังให้มาตอบเป็นเรื่องราวใหญ่โต แค่เป็นการสร้างการรับรู้เท่านั้น
เป็นอันว่าประชาชนไม่อินกับมุกขู่ผีนักการเมืองชั่วร้ายของ “นายกฯลุงตู่”
กกต. นักการเมือง กระตุกแรงกระเพื่อมต่อเนื่อง
ในจังหวะเดียวกันยังเกิดแรงสั่นสะเทือนหนักในวงการตำรวจที่กระทบถึงขุมอำนาจ คสช.
ภายหลังนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกปปส. ออกมาเปิดปมแฉแหลกการซื้อขายเก้าอี้ผู้กำกับและระดับรองๆ ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 และพื้นที่ตำรวจนครบาล
ประจานกันดังๆออกอากาศ
ไล่เลี่ยๆกับการที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งด่วนให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 เข้ากรุมาประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เรื่องไม่จบแค่นั้น ปมร้อนบานปลายกลายเป็นเรื่องที่โยงกับการเมือง
เพราะทั้ง พล.ต.ท.เทศาที่โดนเด้ง และนายวิทยาคนเปิดโปงแฉ ต่างเป็นคนสนิทระดับสายตรงของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิกปปส.
ส่อเค้าหักเหลี่ยมเฉือนคมกันระหว่างเครือข่ายอำนาจ กปปส.กับทีมงานใกล้ชิด “พี่ใหญ่” อย่างพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กปปส.หันมาล่อกับคนคุมเกม คสช.
ก่อบรรยากาศกรุ่นๆในขุมอำนาจฝั่งเดียวกัน
ทั้งหมดทั้งปวง โดยปรากฏการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นกรณีองค์กรอิสระอย่าง กกต. นักการเมืองกับทหาร หรือ กปปส.กับผู้คุมอำนาจ คสช.
มันล้วนแต่สะท้อนภาวะของการหาจุด “ดุลยภาพ” ไม่เจอ
เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองได้รับ ถึงคราวผลประโยชน์ขัดกันก็ “บรรลัย”
อำนาจการเมืองไทยยังสลัดไม่พ้นวงจรอุบาทว์
เอาเข้าจริง การออกแรงของ พล.อ.ประยุทธ์ในการเข็นยุทธศาสตร์ชาติไปสู่เป้าหมายยังไปไม่ถึงไหน
“ปฏิรูป” ยังเป็นแค่ภาพมโนที่เลือนราง
ตรงกันข้าม ว่ากันตามไฟต์บังคับ สถานการณ์มาถึงช่วงท้ายโรดแม็ป ปลายเทอมรัฐบาล โดยรูปการณ์มันลำบากที่จะห้ามไม่ให้นักการเมืองขยับตามเงื่อนเวลาที่เร้าใกล้เข้ามา
“นักเลือกตั้งอาชีพ” ต้องแต่งตัวเตรียมลงสนาม
เพราะโดยธรรมชาติของพรรคการเมืองต้องมีขั้นตอนในการเตรียมตัวบุคลากร คิดนโยบาย ค้นหายุทธวิธี รวมถึงการจัดหาทุนในการลงเลือกตั้ง
โดยเฉพาะรอบนี้เป็นการรองรับกติการัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีการเปลี่ยนไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ การนับคะแนนแบบจัดสรรปันส่วนผสม
พรรคการเมืองก็ยิ่งจำเป็นต้องวางแผน ทำการบ้านหนักขึ้นอีกหลายเท่า
การจะใช้กฎเหล็ก “ล็อก” ไม่ให้ขยับกันเลย คงเป็นไปไม่ได้
จะสั่งให้ซ้ายหัน ขวาหัน แถวตรง กลับหลังหัน นั่นมันทำได้เฉพาะในค่ายทหาร
เอามาใช้กับนักการเมืองเขี้ยวลากดินไม่ได้
ที่แน่ๆจากนี้ไปยุทธการกดดัน เร่งเกมเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นเป็นระยะ
ตามจังหวะนักการเมืองต้องเร้าสื่อกระแสหลัก กระตุ้นสังคมให้เป็นแนวร่วมในการกดดันรัฐบาล คสช.เดินหน้าตามโรดแม็ป เลือกตั้งตามกำหนด
ดักคอไม่ให้ “นายกฯลุงตู่” เบี้ยวสัญญาประชาคม
ตามเงื่อนไขผสมกับภาวะความไม่ลงตัวทางอำนาจ การขาดดุลยภาพที่กระเพื่อมไปทุกจุด ก็ยิ่งกดดันรัฐบาลทหาร คสช.ให้ลากเกมอำนาจต่อไปอย่างยากลำบาก
โดยแนวโน้มมีแต่ต้องเหนื่อยหนักขึ้นทุกขณะ
สถานการณ์ที่ต้นทุนหน้าตักหนาๆของ พล.อ.ประยุทธ์คงหดลงทุกวัน
บท “ตลกหน้าม่าน” เอาหน้ารอดไปเป็นครั้งเป็นคราว คงถึงวันหมดมุก
ชาวบ้านไม่ขำ ก็ไปไม่เป็นแล้ว
เรื่องของเรื่อง ก่อนที่สถานการณ์จะไหลไปถึงจุดนั้น ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” ต้องปรับแผนด่วน
และทางเดียวที่จะประคองเกมได้ นั่นคือการโชว์ผลงานให้ชาวบ้านได้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน
เบื้องต้นเลย กับห้วงเวลาที่เหลืออยู่อีกปีกว่าๆ ทีมงานรัฐบาลทหาร คสช.จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึง “เนื้องาน” ที่ประชาชนสัมผัสแตะต้องได้
ตามสัญญาการคืนความสุขให้ประเทศไทย
ซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่สอดคล้องกับกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ผ่าทางตัน
เปิดทางให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟไทย-จีน รถไฟทางคู่ รวมถึงโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี)
หวังให้เม็ดเงินก้อนมหาศาลกระตุ้นการไหลเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ
เดินเนื้องานที่ส่งผลตรงถึงปากท้องชาวบ้าน
เพราะสถานการณ์ผ่านมา 3 ปีแล้ว กับการที่ทีมงาน คสช.อาสาเข้ามานำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายปฏิรูปครั้งใหญ่ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีบ้าง มันแตกต่างจากยุคของนักการเมืองที่ถูกทหารตราหน้าว่าเลวร้ายทำให้บ้านเมืองติดหล่มอย่างไร
ไม่ใช่แค่เป็นฝ่ายตั้งคำถาม 4 ข้อให้ประชาชนตอบเท่านั้น
พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องพร้อมตอบคำถามชาวบ้านด้วย.

“ทีมการเมือง”

ตัวช่วยเขย่าโรดแม็ป

ตัวช่วยเขย่าโรดแม็ป

ได้คิวยืดอกออกสื่อ โชว์ฝีมือกู้ความเชื่อมั่นกลับมา
ตามหน้าฉากที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ฉีกยิ้มยาวๆกับข่าวใหญ่พาดหัวสื่อทุกฉบับ กรณีการจับกุมมือบึ้มโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้สำเร็จ
พี่ใหญ่กลับมาสร้างผลงานเรียกเรตติ้งในฐานะเบอร์หนึ่งด้านความมั่นคงได้อีกครั้ง
การันตีได้มีชื่อติดในหน้าสื่อไปอีกพักใหญ่ หลังจากต้องเก็บตัวอยู่เงียบๆพักฟื้นรักษาสุขภาพ ไม่ได้เป็นข่าวหวือหวามานับเดือน
แต่ที่พลิกความคาดหมายคือ มือก่อเหตุกลับเป็นอดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจวัย 62 ปี ที่รับสารภาพว่าลงมือเพียงคนเดียว เพราะไม่ชอบทหาร เป็นเรื่องความเห็นต่างทางอุดมการณ์การเมือง
ไม่ใช่ฝีมือทหารนอกแถว หรือฝีมือกลุ่มขบวนการตามที่คาดการณ์ไว้แต่แรก
อย่างไรก็ตาม ก็มีปมให้หลายฝ่ายอดสงสัยไม่ได้ถึงคำรับสารภาพที่ระบุว่า เป็นผู้ลงมือก่อเหตุระเบิดป่วนเมืองหลายครั้งที่ผ่านมาเพียงคนเดียว อาทิ หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า หน้าโรงละครแห่งชาติ ในตรรกะแห่งความเป็นจริง คนแก่เพียงคนเดียวจะมีศักยภาพก่อเหตุป่วนเมืองได้มากมายขนาดนี้หรือไม่
นั่นก็เป็นหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องไปสอบสวนหาหลักฐานความเชื่อมโยงต่อไป
แต่ที่กำลังไต่ระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆคือ สถานการณ์การเมืองในช่วงปลายโรดแม็ป ท้ายเทอมของรัฐบาลทหาร
จากปม ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ กกต. จ่อส่งข้อโต้แย้งว่า มีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญเรื่องการเซ็ตซีโร่
ส่อเค้าได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย “สนช.–กรธ.–กกต.” มาทบทวนข้อสรุปให้ลงตัวกันอีกครั้ง
ขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ สนช.เพิ่งกดปุ่มไฟเขียวให้ความเห็นชอบไปหมาดๆ
ก็มีประเด็นถูกตั้งป้อมต่อต้านหนักๆจากตัวแทน กรธ.ที่เป็น กมธ.เสียงข้างน้อย เป็นห่วงข้อเสนอ “ระบบไพรมารีโหวต” ในการเฟ้นตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองต้องผ่านการกลั่นกรองจากสาขาพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งก่อน
ในอารมณ์ที่ กรธ.เป็นกังวลของใหม่แกะกล่อง “ไพรมารีโหวต” เพิ่มกรรมวิธีมากมายให้พรรคการเมืองในการส่งผู้สมัคร อาจกระทบต่อเงื่อนเวลาการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามโปรแกรมเดิม
ตามอาการหนักใจของ นายอุดม รัฐอมฤต กรธ. ที่ยอมรับตรงๆว่า เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองนำไปปฏิบัติจริงได้ยาก
หรือ นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. ก็มองว่า จะเป็นภาระแก่พรรคการเมืองใหม่ และพรรคการเมืองขนาดเล็กมากเกินไป
ประเมินแนวโน้มแล้ว หนีไม่พ้นต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมมาทบทวนแก้ไขเช่นกัน
เส้นทางร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับสำคัญยังไม่ราบรื่น นอกจากเจอแรงต้านจากพรรคการเมือง ยังต้องเผชิญแรงเสียดทานจาก กกต. และ กรธ. มีแววต้องมาจับเข่าคุยรายละเอียดกันใหม่อีกยก
เข้าเงื่อนไขสุ่มเสี่ยงให้โรดแม็ปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ต้องทอดเวลาออกไปอีก
ตามลูกล่อลูกชน สนช.ที่สอดไส้เพิ่มเติมเนื้อหาร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับไปไกลเกินกว่าที่ กรธ.กำหนด หวังกำราบฝ่ายการเมืองให้อยู่หมัด และควบคุมเกมเลือกตั้ง เพื่อกุมแต้มต่อทางการเมืองในอนาคต
สนช.กลายเป็นตัวช่วยเขย่าโรดแม็ปโดยอัตโนมัติ
แต่ขณะเดียวกัน สนช.ก็เป็นสายล่อฟ้าในแม่น้ำห้าสายที่ถูกโจมตีให้สะเทือนเครดิต “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. บ่อยครั้ง
ล่าสุด มีข้อครหาเรื่องการลงมติให้ความเห็นชอบแก้ไขข้อบังคับการประชุม สนช.ฉบับใหม่
ตัดทิ้งหลักเกณฑ์การลงมติในที่ประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของการลงมติในรอบ 90 วัน โดยระบุ รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้มีการบัญญัติไว้
เปิดช่องให้สมาชิก สนช.ขาดการลงมติได้ โดยไม่มีผลต่อการสิ้นสมาชิกภาพ สนช. ป้องกันเหตุซ้ำรอยกรณี 7 สนช. โดดประชุมสนช.จำนวนมาก
อาศัยเหลี่ยมกฎหมายแก้ข้อบังคับให้ไม่ต้องพะวงเรื่องการขาดประชุมอีกต่อไป
ยี่ห้อทหารหรือนักการเมือง มาตรฐานก็ไม่ต่างกัน.
ทีมข่าวการเมือง

สายสัมพันธ์เสี่ยหนูกับบิ๊กป้อมผ่านบิ๊กกี่

แอบส่อง FB ....."เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล" แห่งภูมิใจไทย พรรคที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับทหาร มีเพื่อนพี่น้อง เป็นทหารมากมาย......และยังมีชื่อ ในข่ายที่จะชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง....ซะด้วย.....เสี่ยหนู โพสต์ภาพไปเดิน ถนนช้อปปิ้ง Orchard Road ที่สิงคโปร์ กับ บิ๊กกี่ พลเอกนพดล อินทปัญญา สมาชิก สนช. เพื่อนรัก เพื่อนซี้ ตท.6 ของ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร รองนายกฯและ รมว.กลาโหม แกนนำคสช.....บิ๊กกี่ ไม่ใช่แค่เพื่อนรัก บิ๊กป้อม แต่เป็นเสมือน เลขาฯส่วนตัว และเป็น ตัวแทน บิ๊กป้อม เลยทีเดียว.....บิ๊กกี่ รู้จักนักการเมือง หลายพรรคหลายขั้ว. รวมทั้ง คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ด้วย
เรื่องนี้ ต้องจับตา!!!!!