PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พระชั่ว! นั้นไม่มี ที่ชั่วนั้นไม่ใช่พระ

พระชั่ว! นั้นไม่มี ที่ชั่วนั้นไม่ใช่พระ



ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ทุกปีเป็น “วันวิสาขบูชา” เป็นวันสำคัญของโลก ซึ่งองค์การวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ให้การยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นสากลไว้แล้ว
ในปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 29 พฤษภาคม 2561 กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการของไทย เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวโลกควรจะมองเห็นความสำคัญและคุณค่าเพื่อน้อมนำเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ได้ตรัสไว้แล้วเมื่อสองพันกว่าปีมาประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต...
ให้ศาสนธรรมของพระพุทธองค์ได้กลายเป็นศาสนทายาทแก่มวลมนุษยชาติ...อีกทั้งเป็นการสืบทอด “พระพุทธศาสนา” ให้ยืนยาวอยู่คู่กับโลกนี้ตลอดไปยุคสมัยที่แปรเปลี่ยน...ปัจจุบันสังคมโลกเปลี่ยนไปมาก สิ่งเร้ามีมากขึ้น รุนแรงและรวดเร็ว...พระภิกษุ สามเณร นักบวชจึงต้องถือศีลอย่างเคร่งครัด ตามหลักพระวินัย เพื่อมิให้เกิดข้อบกพร่องในสถานะของตน

ข่าวใหญ่...ข่าวดัง...ข่าวเล็กข่าวน้อยเกี่ยวกับ “พระ” มีมาต่อเนื่อง และดูจะหนักหนาขึ้นเรื่อยๆจนคนไม่น้อยรู้สึกไม่สนิทใจกับการทำบุญ...กราบพระ

“ศีล 227 ข้อ” กำหนดให้ภิกษุทุกรูปประพฤติปฏิบัติคร่าวๆคือ ...กินอยู่ใช้แค่ในปัจจัยพื้นฐาน ด้วยการขอจากชาวบ้านที่ไม่เดือดร้อน ไม่ให้สะสมเกินไปที่จะกินอยู่ใช้ประจำตัวและให้กินอาหารเป็นเวลา และไม่จงใจกระตุ้นและสนองกำหนัด...อารมณ์ทางเพศทุกรูปแบบ

ประพฤติอยู่แต่ในคุณธรรม ได้แก่ ไม่หยาบร้าย ไร้สาระ ขาดสำรวม หลอกลวง ทำร้าย ขโมย เบียดเบียน ฆ่า ดูฟังเล่นสิ่งบันเทิง เสพสิ่งลดสติ ...ลดสุขภาพ ปรุงแต่งฟุ่มเฟือย และให้รักษาและแสดงธรรมตามสมควร...ไม่ทำกิจค้าขายแลกเปลี่ยนแบบชาวบ้าน...ไม่จงใจจูงใจกระตุ้นให้ผู้อื่นกำหนัดและทำผิดคุณธรรม

การปรับตามวิถีโลกที่เปลี่ยนไปสามารถทำได้ แต่ถ้าผิดจากภาพรวมข้างต้นนี้แล้วถือว่า “ทุศีล” ในวงสนทนาออนไลน์ “Pantip” แสดงทัศนะเป็นทางนำเอาไว้เช่นนี้และยังมีอีกมุมมองเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องอื่น....

“อาบัติ” หรือ “ปาราชิก” จะยากหรือง่ายนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับยุคสมัย จำนวนพรรษา จบเปรียญธรรม เก่งพระไตรปิฎกหรือเก่งพระวินัย แต่เป็นเรื่องของการมีสัมมาสติบวกกับสัมมาปัญญาของตัวบุคคล
“บวชเรียน...เมื่อใจพร้อม พร้อมที่จะสละ ต้นเหตุที่พุทธศาสนาเสื่อมเพราะพุทธบริษัทหมู่ชนที่นับถือพระพุทธศาสนา 4 จำพวกคือ ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกา...พระชั่วนั้นไม่มี...เพราะที่ชั่วนั้นไม่ใช่พระ พระ...แปลว่าผู้ประเสริฐ”

“วันวิสาขบูชา” เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ ตรัสรู้ “อริยสัจสี่” อันประกอบด้วยความจริงสี่ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค

ทุกข์คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ เดือดเนื้อร้อนใจ สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธคือความดับทุกข์ และมรรคคือหนทางแห่งการดับทุกข์

พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ ธนบุรี กทม. ย้ำว่า ความจริงอันประเสริฐทั้งสี่ประการนี้เป็นหัวใจสำคัญของการตรัสรู้ของพระพุทธองค์เรา ในฐานะสาวกของพระพุทธองค์ขอจงนำเอาหลักธรรมนี้มาทำความเข้าใจและนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต

“ทุกข์คือความเดือดเนื้อร้อนใจ อาการหิว กระหาย ผิดหวัง การพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบก็เป็นทุกข์ สมุทัยคือต้นเหตุให้เกิดทุกข์ เราจะต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงจะดับทุกข์ได้ นิโรธคือความดับที่จะไม่ให้เกิดทุกข์ และมรรคคือหนทางแห่งการดับทุกข์”
พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้ว่าหนทางแห่งการดับทุกข์ได้นั้นมี 8 ประการ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ...ความเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม, สัมมาสังกัปปะ...ความคิดในทางที่ชอบ, สัมมาวาจา...คำพูดในทางที่ชอบ, สัมมากัมมันตะ...การงานชอบ, สัมมาอาชีวะ...เลี้ยงชีวิตชอบ, สัมมาวายามะ...ความพยายามชอบ, สัมมาสติ...ระลึกชอบ และสัมมา สมาธิ...ความตั้งมั่นแห่งจิตที่ชอบ

นี่คือทางเลือกและทางออกที่ดีที่องค์พระบรมศาสดาได้ตรัสรู้ สอนให้พุทธศาสนิกชน...มวลมนุษยชาติได้เลือกเอาไปเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการ “พ้นทุกข์” ด้วยประการทั้งปวง

“พระธรรม” คือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ และ “พระวินัย” คือกฎกติกา ข้อบังคับที่บรรดาชาวพุทธควรจะศึกษาให้มาก คำสั่งสอนใดที่จะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตของเรามากที่สุดแล้ว ขอให้น้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน นับตั้งแต่...การรักษาศีล เจริญภาวนา ทำบุญสุนทาน การมีจิตใจโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

“...มีชีวิตที่ไม่ให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้าครอบงำ ดำเนินชีวิตที่ไม่ขัดกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ไม่ทำมาค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ ไม่ทำร้ายชีวิตของคนอื่น ไม่ลักขโมยเอาทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ไม่ประพฤติผิดทางกามกับลูกเมียคนอื่น ไม่พูดจาส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบคาย...ใส่ร้ายคนอื่น

ไม่เสพ ไม่เกี่ยวข้องกับของมึนเมา ยาบ้า ยาเสพติดทุกชนิดตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทสิ่งใดที่รู้ว่า ผิดศีลธรรมแล้วก็ไม่ควรกระทำลงไปทั้งต่อหน้าและลับหลัง”

ชาวพุทธทั่วไปสำหรับผู้ครองเรือนหลักเบญจศีล เบญจธรรมก็สามารถทำให้ชีวิตเราอยู่เย็นเป็นสุขได้ ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองได้...ครอบครัวของเราก็อยู่เย็นเป็นสุขได้โดยที่ไม่ต้องใช้หลักธรรมะขั้นสูงแต่ประการใด

“เรียนรู้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาให้มากขึ้น ขจัดความสำคัญผิด ความเข้าใจผิดให้หมดไปจากกมลสันดาน ช่วยกันประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้เกิดเห็นผลที่สามารถจับต้องได้ และสัมผัสถึงผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติได้ จึงจะเป็นการปฏิบัติบูชาอย่างแท้จริง”

พระมหาสมัยย้ำว่า อย่าได้ภาคภูมิใจเพียงคำว่า “วันวิสาขบูชา...วันสำคัญของโลก” แล้วเราไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์เลย มิเช่นนั้นเราก็จะได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธเพียงเปลือกนอกเท่านั้น มิได้เข้าถึงแก่นสารของพระพุทธศาสนาเลย

ขอให้ชาวพุทธทั้งภิกษุ อุบาสก อุบาสิกานี้ จงยึดเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แล้วนำมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของเรา...ขอให้ยึดหลักพระวินัยที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้แล้วนี้อย่างเคร่งครัด
“พระภิกษุ สามเณร นักบวชก็ขอให้ถือศีลของตนอย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้เกิดข้อบกพร่องในสถานะของตนเอง...มิให้คนอื่นเข้ามาตรวจสอบ ขอจงตรวจสอบตนเองด้วยตัวเราเองตามหลักพระวินัยกันเถิด”
ขอจงภาคภูมิใจในสถานะของความเป็น “สมณเพศ”

“ศีล” และ “วินัยบัญญัติ” ของนักบวชนั้นจะต้องเป็นนักบวชเท่านั้นปฏิบัติกันตามสถานะของตนเอง “ศีล” และ “วินัย” ของอุบาสก อุบาสิกานั้นจะต้องเป็นหน้าที่ของอุบาสก อุบาสิกาเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติเท่านั้น
ดังนั้นขอแต่ละคนจงช่วยกันรักษา “ศีล” และ “สถานะ” ของความเป็น “พุทธศาสนิกชน” ของตนเองให้ดีที่สุดกันเถิด

“วันวิสาขบูชา” จะได้มีความหมาย มีคุณค่าแก่พุทธศาสนิกชนและมวลมนุษยชาติ คุณค่าของ “พระพุทธศาสนา” ก็จะมีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อมนุษย์ทั้งปวงสืบต่อไปตราบนานเท่านาน.

แนวรบที่ คสช.เป็นรอง

แนวรบที่ คสช.เป็นรอง



เมาหมัด เมากระแส
ว่ากันตามอาการของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. กับ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม
ที่ต้องเจอกับ “กระแสเด้งกลับ” พลิกไปพลิกมา
ภายหลังออกมาขอโทษสังคม พร้อมเฉ่ง “ตำรวจกองปราบฯ” ที่บุกจับอดีต “พุทธะอิสระ” แบบรุนแรงเกินเหตุ กระตุกแรงกระเพื่อม เปิดทางให้ฝ่ายต่อต้าน “ล็อกคอ” ประจานความเป็น “พวกเดียวกัน” ตอกย้ำด้วยภาพ “3 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์” ร่วมอยู่ในพิธีปลุกเสกกับอดีตเจ้าสำนักอ้อน้อย
ทั้งๆที่ปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่าดงขมิ้น” กระตุกกระแสประชาชนทั่วบ้านทั่วเมืองยกมือสาธุ กับปฏิบัติการจัดการกับเหลือบศาสนา หลังจากที่ลูบหน้าปะจมูกกันมานาน
ที่สำคัญจัดการทั้งสองข้างอย่างไม่เลือกปฏิบัติ คลายปม “สองมาตรฐาน”
สถานการณ์เขย่าให้เข้าจุดโฟกัส ขยายภาพโหมดของการ “ปฏิรูปอย่างแท้จริง” แทนที่ “ลุงตู่” จะดึงแต้มความเป็นกลางกลับมา กลับกลายเป็นตอกย้ำกลับไปเลือกข้างอย่างเด่นชัด
เปิดคางให้ฝ่ายตรงข้ามทิ่มหมัดตรงเข้าปลายคาง ขาสั่น เซแซดๆ
แถมจังหวะยังไหลเข้าโหมด “ขนมผสมน้ำยา” กระแสมะรุมมะตุ้มผสมนัวเนียคนละเรื่องเดียวกัน
ตามอาการหงุดหงิดของฝ่ายความมั่นคง คสช. คำรามฮึ่มๆตั้งท่าจัดการกับกระบวนการปล่อยข้อมูลเท็จ เพจปลอมในโลกโซเชียลฯ ที่ถล่มรัฐบาลแบบรายวัน
ทั้งปมน้ำมันแพง ประเด็นแอบหมกเม็ดขึ้นภาษี ไปยันเรื่องพระฉาว
“บิ๊กตู่” ถูกลากเข้าสงครามที่ไม่ถนัด
โดนอัดหนักใน “cyber warfare” สงครามโซเชียลมีเดีย
ปรากฏการณ์ที่แม้แต่เพจอวย “ขอล้าน Like สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ” ทำโพลครบรอบ 4 ปี คสช.สอบถามผู้คนในเฟซบุ๊กยังสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศต่อหรือไม่
ตัวเลขออกมาแบบล้นทะลักเกินร้อยละ 90 กว่าๆที่กากบาทแดง โหวตโน
หักมุมกับจังหวะเดินหน้า “ตีตั๋วต่อ” ที่ “ลุงตู่” จ่อประกาศความชัดเจนในเดือนมิถุนายนนี้
โดนเข้าไป 3–4 ดอกติดๆ ทีมท็อปบูตเสียอาการทรงตัวไม่น้อย
เรื่องของเรื่อง โดยปรากฏการณ์ “ปืนลั่น” ปมอดีต “พุทธะอิสระ” ที่ “ลุงตู่” เขี่ยลูกไปเข้าทางบาทาฝั่งตรงข้ามเอง และนั่นก็พานไปกดทับภาพรวมของสงครามโซเชียลมีเดีย เพจจริง เพจปลอม ที่รัฐบาล “ลุงตู่” ถูกขึงพืดอย่างหนัก ตามสภาพการณ์ที่ต้องยอมรับในความเขี้ยวของฝ่ายทหารยังไงก็ด้อยประสิทธิภาพกว่า
เมื่อเทียบกับ “โคตรเซียนการตลาด” ที่มีเครือข่ายการสื่อสารอยู่ในมือ
ตามธรรมชาติ ระดับความน่าเชื่อถือในโลกโซเชียลที่กรองหลายๆชั้น ซึ่งในวงการมืออาชีพจะรู้กันดีว่า กระบวนการปั่นตัวเลขเสกยอดไลค์ในโซเชียลฯ มันทำกันได้ แบบที่ธุรกิจขายตรงนิยมซื้อยอดไลค์ ปั่นกระแสความนิยมสินค้า จ้าง “หน้าม้า” มากระตุกเรตติ้งกันเป็นกระบวนการ
ตัวเลขหลักแสนหลักล้านไลค์ปั่นได้แค่ภายในไม่กี่ชั่วโมง
แต่แน่นอน โดยสถานการณ์กระแสเฉพาะหน้า ผลออกมาหักมุม “หักหน้า” แบบนี้ รัฐบาลเองก็ตั้งหลักไม่ทัน ตามอาการแบบที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล อ้อมแอ้มๆ “นายกฯลุงตู่” รับรู้ผลโหวตของเพจหนุนแล้ว แต่ให้ไปวัดของจริงในการเลือกตั้งดีกว่า
คิดมุกตีกรรเชียงชิ่งไม่ออก ไม่รู้จะเบี่ยงตัวยังไง ในเชิงกระแสแบบที่ฝ่ายตรงข้ามได้ที “แคปหน้าจอ” ล็อกผลโหวตเพจหนุน พล.อ.ประยุทธ์มัดคอ สกัดเส้นทางตีตั๋วต่อของ “นายกฯลุงตู่”
ประจานขนาดฝ่ายหนุนยังไม่เอาเลย
ยังไม่นับสถานการณ์ของปมราคาน้ำมันแพง ที่เล่นถึงขั้นตัดต่อคำพูด “นายกฯลุงตู่” ไล่ให้ประชาชนเติมน้ำเปล่าแทนน้ำมัน ปั่นกระแสบอยคอตไม่เติมน้ำมันปั๊ม ปตท.
ทั้งๆที่ว่ากันไป มันก็เป็นปรากฏการณ์ “เดจาวู” น้ำมันแพงทุกครั้ง ก็จะเห็นอาการของผู้คนในสังคมที่หงุดหงิดพาลรัฐบาล และนั่นก็เข้าทางขบวนการแนวร่วมที่กัดติดสัมปทานปิโตรเลียม
จองเวร ปตท. ล่อเป้ามาทุกรัฐบาลที่ไม่ทวงคืนสมบัติชาติ
หรือแม้แต่ประเด็นรัฐบาลจ่อขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) เป็น 8 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ 1 ต.ค.2561 ที่แชร์กันว่อน ด่ากันกระเจิง ทั้งๆที่เป็นเพียงข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากรปี 2534 ทุกปีรัฐบาลโดยมติ ครม.จะพิจารณาออกกฎหมายมาลดอัตราภาษีแวต
ให้จัดเก็บจริงที่ 7 เปอร์เซ็นต์ คงเดิมต่อไป
แต่ฝ่ายต้านก็ยังเอามาถล่มตีกิน เขี่ยลูกให้คนรุมด่าทีมงาน “ลุงตู่” ได้
ภายใต้แนวรบสงครามไซเบอร์ ทหาร คสช.ตกเป็นรองตลอด.
ทีมข่าวการเมือง

คติธรรมสมเด็จพระสังฆราข

28 พ.ค.61 - เพจเฟซบุ๊กวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามได้เผยแพร่ คติธรรม ที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อัมพร อัมพโร) ประทานเนื่องในวันวิสาขบูชา ปี 2561 ความว่า ดิถีวิสาขบูชาเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง นอกจากพุทธบริษัททุกหมู่เหล่า จักได้บูชาพระรัตนตรัยเป็นกรณีพิเศษ ยังเป็นวาระเฉลิมฉลองของชาวโลกที่องค์การสหประชาชาติ ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก นับเป็นที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนให้เราทั้งหลายรู้เท่าทันจิตใจของตนเองอยู่ตลอดเวลาความรู้เท่าทันดังกล่าวนี้คือ การรู้แจ้งสภาพธรรมทั้งหลาย ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ว่าไม่ใช่ตัวตน ว่าไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเราหากแต่เป็นสภาวะที่เกิดและดับ สลับกันไปมิรู้จบสิ้น ความไม่รู้เท่าทันสภาวะเช่นนี้เองที่อำพรางให้คนเราคิดผิด เปรียบเสมือนการใช้เวลาตลอดชีวิตเพื่อชมมายากลโดยมิรู้เท่าทันว่าภาพอันดำเนินต่อเนื่องนั้นเป็นเพียงมายาที่ลวงตาทั้งสิ้น

ถ้าเมื่อใดบุคคลมีความรู้แจ้งในสภาพทุกข์ ความเปลี่ยนแปลง และความว่างจากตัวตน เขาย่อมสามารถละความโลภ ความ โกรธ และความหลง ที่ล้วนเกิดจากความเห็นแก่ตัวได้ อย่างไรก็ตาม การจะละคลายความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากขาดสภาพธรรมะที่เรียกว่า "สติ" ความทุกข์ยากในโลกมนุษย์ที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนเกิดจากภาวะขาดสติด้วยกันทั้งสิ้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงประทานพระบรมพุทโธวาทไว้ว่า "สติเป็นเครื่องตื่นอยู่ในโลก" เพราะฉะนั้นบุคคลใด ครอบครัวใด ชุมชนใด และสังคมใด ปรารถนาจะประสบสันติสุขอันไพบูลย์ บุคคลนั้น ครอบครัวนั้น ชุมชนนั้นและสังคมนั้น จำเป็นต้องสั่งสมภาวะแห่งการตื่นรู้ เพื่อจักได้รู้เท่าทันการคิด การพูด และการกระทำด้วย "สัมมาสติ" อันเป็นหนทางไปสู่ปัญญา นำมาซึ่งความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ได้อย่างแท้จริง

เนื่องในดิถีวิสาขบูชา ขอเชิญชวนสาธุชนทั้งหลาย จงอย่าได้ละเลยการอบรมเจริญสติ ให้รู้เท่าทัน กาย วาจา และใจของตน อันจักได้ชื่อว่าเป็นการกระทำหน้าที่ชาวพุทธ ได้ปฏิบัติบูชาตามที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ และเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนอยู่คู่โลกนี้สืบไป ตราบกาลนาน.

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เตือนธนาธร

ให้ประชาชนตัดสิน!!

"บิ๊กป้อม" โยน กกต. ตรวจสอบ "นโยบาย-อุดมการณ์"พรรคอนาคตใหม่"ของ"ธนาธร"ขัดกม.มั้ย จะนิรโทษกรรม ไม่สน ประกาศจะเป็นนายกฯ บอกให้ประชาชนตัดสิน

            
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการประกาศอุดมการณ์และนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ ที่มี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นกัวหน้าพรรค ที่ต้องการจะนิรโทษกรรม คนที่โดนคำสั่ง คสช.ว่า  ทำได้หรือเปล่า ล่ะ ต้อง
ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบว่าคำประกาศและนโยบาย ในเวลานี้ นั้นเป็นขัดกฎหมายใดหรือไม่ 

ส่วนตัวไม่มีความกังวลใดๆ  ว่าจะมีแรงกระเพื่อมต่อรัฐบาล ไม่มีๆ 
          
ส่วนการที่ นายธนากร ประกาศที่จะเป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่ได้มอง เพราะแล้วแต่ประชาขน

ปฏิบัติการ ‘บุกรวบ’ ‘พุทธะอิสระ’ พ้นสงฆ์ กลับคืนสู่ฆราวาส

ปฏิบัติการ ‘บุกรวบ’ ‘พุทธะอิสระ’ พ้นสงฆ์ กลับคืนสู่ฆราวาส


มีคอมมานโดถึง 100 นาย บุกรวบตัวคามุ้ง นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ถึงความเหมาะสม
แม้ บิ๊กสีกากีŽ ออกมายืนยันว่า นี่คือ ยุทธวิธีŽ การบุกจับกุม ถูกต้องแต่อาจ
ไม่ถูกใจŽ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาขอโทษกับการ ปฏิบัติการŽ ของตำรวจกองปราบฯ
มูลเหตุที่พนักงานสอบสวน บก.ป.ตั้งข้อกล่าวหาพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะนั้นคือ อั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาล 2 นาย
บาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส และคดีแอบอ้างเบื้องสูง
ตามคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวน บก.ป. ที่ระบุพฤติกรรมความผิด สรุปได้ว่า
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 ร.ต.ต. สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ และ ร.ต.ต.สงวน คมขาว เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำ จ.นนทบุรี รับคำสั่งให้สืบสวนหาข่าวม็อบชาวนาที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี ทั้งหมดแต่งกายนอกเครื่องแบบ เมื่อม็อบชาวนาเดินทางจากหน้ากระทรวงพาณิชย์เพื่อไปยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อดำเนินคดีโครงการจำนำข้าว ตำรวจทั้งสามก็เดินทางมากับม็อบชาวนาด้วย
ขณะนั้น พระสุวิทย์Ž กับพวกได้ยึดพื้นที่ชุมนุมบริเวณดังกล่าวอยู่แล้ว
ภายหลังยื่นหนังสือเสร็จ ตำรวจสันติบาลทั้ง 3 นาย เดินทางกลับมาที่ลานจอดรถ ปรากฏว่ามีกลุ่มการ์ดของผู้ต้องหา 3-4 คน เดินเข้ามาขอดูโทรศัพท์ ด.ต.วชิรพงศ์ โดยทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ จากนั้นร่วมกันทำร้ายร่างกายจับมัดมือไพล่หลัง ใช้ผ้าปิดตา กลุ่มการ์ดยังวิ่งไปหา ร.ต.ต.สมคิด แล้วร่วมกันทำร้ายเช่นเดียวกัน
ขณะที่ ร.ต.ต.สงวนหลบหนีไปได้ กลุ่มการ์ดได้ค้นตัว ร.ต.ต.สมคิด และ ด.ต.วชิรพงศ์ เอาโทรศัพท์มือถือ, นาฬิกา, สร้อยคอพร้อมพระไป และพาทั้งสองไปข้างเวที กปปส. ถนนแจ้งวัฒนะ บังคับให้ตอบคำถามกับบอกรหัสปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ และยังทำร้ายเตะต่อยที่ใบหน้า, ศีรษะ, ลำตัว ก่อนใช้ถุงคลุมศีรษะแล้วรัดปากถุงกับลำคอ เพื่อให้ขาดอากาศหายใจ
ต่อมา ผู้บังคับบัญชาของทั้ง 3 นาย ได้แจ้งให้ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ติดต่อกับ พระพุทธะอิสระŽ ให้ปล่อยตัว แต่ผู้ต้องหากลับแจ้งให้ตำรวจไปพบที่บ้านทรงไทย ตรงข้ามกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยให้หัวหน้าการ์ดกลุ่มฉลามขาว การ์ดประจำตัวพระแกนนำ กปปส. มารอรับที่หน้าบริษัท กสท โทรคมนาคม
จากนั้นนำไปเต็นท์หลังเวทีปราศรัยอยู่ห่างจากบ้านทรงไทยประมาณ 100 เมตร พระพุทธะอิสระŽ ใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกับบุคคล โดยสอบถามว่าตำรวจสันติบาล 2 คน ยังอยู่หรือไม่ แล้วบอกว่าสารวัตรสืบประสานขอรับตัวกลับ ซึ่งพระแกนนำผู้ชุมนุมหันมาบอกว่าจะปล่อยให้กลับอยู่แล้ว แต่ให้ผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้ง 2 นาย ไปรับเอง
เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง ที่กลุ่มการ์ดผลัดเปลี่ยนกันซักถามและทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาลทั้ง 2 นาย ก่อนปล่อยตัวกลุ่มการ์ดได้ใช้ผ้าเย็นเช็ดใบหน้าและลำตัวพร้อมทั้งทาแป้งเพื่อลบรอยบาดแผล พร้อมทั้งให้ ร.ต.ต.สมคิดกล่าวคำสาบานว่า จะไม่เอาผิดกลุ่มการ์ด กปปส. และนำ ร.ต.ต.สมคิดและ ด.ต.วชิรพงศ์ ไปพบพระพุทธะอิสระ โดยให้นั่งลงกับพื้น ซึ่งแก้มัดที่มือออกแล้วแต่ยังให้ปิดตาไว้ พร้อมกำชับว่าอย่าวิ่งหนี ถ้าหนีจะโดนลูกปืน
พระพุทธะอิสระŽ ได้ซักถามนายตำรวจทั้งสองต่อหน้าสื่อมวลชนประมาณ 30 นาที มีการเผยแพร่ทั้งภาพนิ่ง-วิดีโอลงยูทูบกับเว็บไซต์ข่าวหลายสำนัก จากนั้นผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งสองนายเดินทางมารับลูกน้อง เพื่อถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ

ผลการตรวจร่างกาย พบว่า ร.ต.ต.สมคิดมีแผลฟกช้ำใบหน้าและกลางอก, บาดแผลฉีกขาดริมฝีปาก, เยื่อแก้วหูฉีกขาดทั้ง 2 ข้าง, กระดูกซี่โครงขวาด้านหลังหัก และตับฉีกขาด ใช้เวลารักษานาน 6 สัปดาห์ ส่วน ด.ต.วชิรพงศ์ได้รับบาดเจ็บแผลถลอกหน้าผากขวา 3X4 ซม., แผลฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง และโหนกแก้มซ้าย คางซ้าย ฟันซ้ายล่างหักบิ่น และฟกช้ำกลางอก ต้นแขนขวา และถูกยึดทรัพย์สินอีกหลายรายการ รวมมูลค่า 60,900 บาท เป็นความผิด
เหตุเกิดที่ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.
ส่วนอีกคดี ย้อนที่มา เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับพระพุทธะอิสระที่นำอักษรพระปรมาภิไธย ภปร และอักษรพระนามาภิไธย สก มาประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องโดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต
นายวิชัยได้ตรวจพบทางเว็บไซต์ว่า พระเครื่องดังกล่าวมีการสร้างเมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2554 บรรจุปรอทเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2554 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สร้าง
พระสำเร็จ ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 250, 252
ต่อมา มีการสอบสวนพยานบุคคลพร้อมทั้งตรวจสอบไปยังสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยืนยันตรงกันว่า ไม่ได้รายงานขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามกฎระเบียบของมหาเถรสมาคม และจากการสอบสวนพยานบุคคลเจ้าหน้าที่ กรมราชเลขานุการในพระองค์ ยืนยันว่าพระพุทธะอิสระไม่ได้ขออนุญาตใช้พระปรมาภิไธยย่อ และอักษรย่อพระนามาภิไธย ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐาน ยืนยันได้ว่าเป็นผู้สร้างพระนาคปรก อุดปรอท รุ่นหนึ่งในปฐพี โดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธยและอักษรพระนามาภิไธยย่อไปประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องดังกล่าว
เหตุเกิดที่วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ระหว่างต้นปี 2554-15 สิงหาคม 2554
จึงแจ้งข้อหาฐาน ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธยและใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้นŽ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 250, 252
ในชั้นสอบสวน พระสุวิทย์Ž ขณะนั้น ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ทั้ง 2 กรณี คือที่มาของข้อหาซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการจับกุม ฝากขัง กระทั่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวจึงต้องสึก
เปลี่ยนสถานะของพระพุทธะอิสระให้กลับคืนสู่ฆราวาส

“บิ๊กตู่” ลั่นเดินหน้าไทยนิยมฯ ชี้คนไม่ชอบรัฐบาล แสดงว่ายังไม่เข้าใจ ยิ่งต้องดูแล

“บิ๊กตู่” ลั่นเดินหน้าไทยนิยมฯ ชี้คนไม่ชอบรัฐบาล แสดงว่ายังไม่เข้าใจ ยิ่งต้องดูแล


“บิ๊กตู่” ลั่น เดินหน้าโครงการไทยนิยมฯ ไม่ชอบรัฐบาล แสดงว่ายังไม่เข้าใจ ยิ่งต้องดูแล
เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า มีหลายกระทรวงที่จะต้องลงไปดำเนินการ เช่น กระทรวงการคลังที่จะดำเนินการโครงการบัตรผู้มีรายได้น้อย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็ง เป็นต้น โดยกิจกรรมหลักๆ จะถึงมือประชาชนโดยตรง แต่บางส่วนจะเป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ขุดลอกคลอง จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ และจัดซื้อจัดจ้าง อย่าบอกว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมา เพราะชาวบ้านไม่สามารถทำเองได้ จึงต้องไปตรวจสอบดูว่าจะมีการทุจริตหรือไม่ อย่าพูดว่าทุกอย่างแย่ไปหมด เพราะไม่เป็นธรรม เนื่องจากรัฐบาลพยายามเร่งทำอย่างเต็มที่ ไม่ได้ทำตามคะแนนเสียง เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็จะง่ายกว่านี้มาก
“ยิ่งไม่สนับสนุน ยิ่งต้องดูแลเขา เพราะแสดงว่าเขายังไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบเรา แล้วเราจะไม่ชอบเขาด้วย เราจะเกลียดประชาชนของเราเองไม่ได้ วันนี้โครงการลดความยากจนในจังหวัดท้ายๆ ของประเทศ เช่น กาฬสินธุ์ ก็มีความก้าวหน้าตามลำดับ แต่ที่สำคัญคือเราพัฒนาทางโครงสร้าง นำการค้าออนไลน์ การท่องเที่ยวชุมชนเข้ามาเสริม จึงต้องสร้างความเข้าใจและขยายสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ เพราะการทำงานเพื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้ง่ายดายมากนัก เราเห็นใจพ่อแม่พี่น้องทุกคน ที่พยายามทำงานหาเงินให้ได้มากที่สุด เพราะค่าครองชีพในวันนี้อาจจะต้องสูงขึ้น แต่เราจะควบคุมให้ได้มากที่สุด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ได้ย้ำในที่ประชุม ครม. ให้สร้างความเข้าใจต่อประชาชนในสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมนำสิ่งที่เป็นข้อร้องเรียนจากประชาชนมาพิจารณา จะไม่สนใจไม่ได้ เว้นแต่เป็นเรื่องบิดเบือนหรือการทำผิดกฎหมาย พร้อมยังได้เน้นย้ำถึงการลงพื้นที่ ว่าหลังรับทราบปัญหาของประชาชนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานต่างๆ ต้องลงไปพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาจากข้าราชการให้มากขึ้น ว่าข้อร้องเรียนต่างๆ มีข้อเท็จจริงอย่างไร อะไรเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน เพราะบางครั้งการดำเนินโครงการจะติดปัญหาเพียงเล็กน้อย หรือกฎหมายในบางข้อ จึงต้องมีการแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์ เป็นมักเป็นผล
“มีคนมักจะไปเปรียบเทียบรัฐบาลนี้ กับรัฐบาลก่อนหน้านี้ แน่นอนในหลักการกว้างๆ เช่น เรื่องการเกษตร การรักษาพยาบาล ซึ่งหลายอย่างก็ดี และหลายประเทศก็ทำ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงคือ เราจะหางบประมาณจากไหนมาดูแลตรงนี้ให้ดียิ่งขึ้น ถ้าเราไม่หารือตรงนี้เพื่อหามาตรการลดความเสี่ยงในอีก 5-10 ปี ข้างหน้า ประเทศจะล้มในระบบการเงินการคลัง เรื่องนี้เป็นข้อสังเกตจากธนาคารโลกด้วย เราน่าจะต้องลงไปติดตาม เพราะบางประเทศที่รวยกว่าเรา ทำไมเขาทำไม่ได้เท่าเรา เช่น การรักษาพยาบาลฟรี จึงฝากทุกคนไปพิจารณาเรื่องนี้ด้วย แต่สิ่งที่เราทำนั้นดีแล้ว แต่ทำอย่างไรให้ดีขึ้น อย่าบอกว่าโครงการโน้นคนนี้คิด คนนั้นคิด เพราะอะไรดีผมก็ทำหมด ถ้าต้องแก้ไขผมก็แก้ทั้งหมด ไม่ได้ทำตามกระแส ผมทำนโยบายที่ดี ให้ดีขึ้น และต้องไม่ล้มเหลวในอนาคต” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นโยบายเก่าที่ชมๆ กันอยู่ก็มีเช่น โครงการรับจำนำข้าว การรักษาพยาบาลฟรี กองทุนหมู่บ้าน แต่ถามว่าเหล่านี้มีปัญหามากหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลก็แก้ไขทุกปัญหา ไม่ใช่นโยบายดีแล้วไม่มีข้อเสียเลย เพราะมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่นเดียวกับการทำงานของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขในข้อเสียโดยต้องขจัดอุปสรรคให้ได้ ทั้งนี้ตนได้ย้ำทุกกระทรวงให้คิดแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างละเอียด

บิ๊กป๊อกแจงภาพ3ป.

"บิ๊กป๊อก" แจงภาพ "3ป."ทำพิธี กับ"พุทธะอิสระ"

"บิ๊กป๊อก" แจง ภาพ"3ป."ทำพิธี กับ"พุทธะอิสระ" เพราะ "นุ่งผ้าเหลือง มาเชิญ"3อดีตผบ.ทบ."ประวิตร-สมทัต -อนุพงษ์" บิ๊กตู่ ผบ.ทบ.ร่วม ยันไปในฐานะ"พุทธศาสนิกชน" สมควรไป ก็ไป ไม่ได้มีอะไรเป็นข้อเสียหาย /ติง อย่าใช้ความรู้สึก หรือ อารมณ์มาก ชี้ ตำรวจทำตามกฏหมายก็ต้องทำไป เมื่อทำรุนแรงไป ก็ต้องขอโทษสังคม

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี มีการนำภาพ พล.อ.อนุพงษ์ พร้อม พลเอกประวิตร พลเอกประยุทธ์
ร่วมทำพิธี กับ"พุทธะอิสระ" มาเผยแพร่ ว่า
 เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจาก ผมเกษียณอายุราชการแล้ว 

ทางวัดได้มีการสร้างพระ ซึ่งได้เชิญอดีตผบ.4 ท่าน คือ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผม และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ตอนนั้นเป็น ผบ.ทบ. ไปร่วมงาน ในฐานะพุทธศาสนิกชน ซึ่งคนไปเยอะ พวกผมก็ไม่ได้ไปที่นี่ ที่เดียว แต่ไปหลายที่ 

เรียนสังคมได้เลยว่า ผมไปในฐานะพุทธศาสนิกชน นุ่งผ้าเหลืองมาเชิญ สมควรไป ก็ไป ไม่ได้มีอะไรเป็นข้อเสียหายในขณะนั้นก็ไป

เมื่อถามว่า ตำรวจจะเสียกำลังใจหรือไม่หลังจากนายกฯ และพลเอกประสิตร รองนายกฯออกมาติงเรื่องการจับกุมมีความรุนแรงเกินไป พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ท่านถามผมหรือ ถามผิด ถามใหม่ได้นะ 

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ต้องทำไปตามหน้าที่ คงต้องตรึกตรองกันดีๆ อย่าใช้ความรู้สึก หรืออารมณ์มาก คนทำตามกฏหมายก็ต้องทำไป 

เมื่อทำไปแล้วประชาชน หรือสังคมคิดว่ารุนแรงไป ก็มีสิทธิคิด นายกฯ และผู้เกี่ยวข้องก็ได้ออกมา ขอโทษสังคมแล้วว่า ในการที่ทำรุนแรงไปทางผู้ปฏิบัติก็มีเหตุผล สังคมก็ต้องลองคิด และตึกตรองเอาเอง”

เมื่อถามว่า แบบนี้รัฐบาลจะเสียคะแนนหรือไม่เพราะอดีตพระพุทธะอิสระเองก็เป็นแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุม พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีเสีย เพราะทำไปตามอำนาจหน้าที่ ก็เอาไปโยงแบบนั้น ผมคงไม่เกี่ยวอะไร

เมื่อถามว่า ในโซเชียลฯเอาไปแชร์ในลักษณะว่า มีความสนิทสนมกับอดีต "พระพุทธะอิสระ" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า โซเชียลฯ ก็มีคนพูดถึงหลายครั้งหลายหนแล้ว  ก็ลองตึกตรองดู เรารู้เรื่องอะไรบ้าง แล้วเราควรคิดไปในเรื่องนี้อย่างไร ก็ต้องลองฟัง และนึกกันเอาเอง สื่อเองก็ต้องตรึกตรองด้วย

ภาพ-ข่าว มติชน 

ในพิธีเททองหล่อพระเกตุมาลาพระนาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” และยกองค์ฐานองค์พระฯขึ้นประดิษฐาน   ที่วัดอ้อน้อย มีขึ้นเมื่อเวลา 16.00น.วันที่  27 มกราคม 2555

หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย (ธรรมะอิสระ) อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ให้สัมภาษณ์ ถึงเบื้องหลังการเชิญพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  อดีตผู้บัญชาการทหารบก พลเอกสมทัต  อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และอดีต ผบ.ทบ. พลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา  อดีต ผบ.ทบ  และ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  ผบ.ทบ. เป็นประธานเททองหล่อพระเกตุมาลาพระนาคปรก "ปกเกล้า ปกแผ่นดิน" และยกองค์ฐานองค์พระฯขึ้นประดิษฐาน  ว่า  คนสมัยโบราณเวลาสร้างหลักบ้านหลักเมืองหรือขึ้นบ้านใหม่จะเลือกคนมีบุญญาธิการ บุญบารมี หรือไม่ก็มียศฐาบรรดาศักดิ์มาเป็นผู้ยกหลักเมือง หลักบ้านหรือเสาเอก
 

หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าวว่า สมัยโบราณเมื่อยกเสาเอกจะใช้ขุนทหารแม่ทัพนายกองเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญา เป็นที่รักใคร่ มีคุณธรรมมาประจำในทิศทั้งสี่ ในวันทำพิธีกรรมจะเห็นว่านายทหารทั้งสี่จับสลาก
 
 
"ทุกคนจับสลากกันแม่นมาก ตรงกับที่อธิษฐานไว้ทุกคนเลย อย่างคุณประวิตร เวลาขึ้นที่สูง ขึ้นไม่ไหวเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง เขาอธิษฐานว่าขอให้สุขภาพแข็งแรง พอจับสลากออกมาก็ได้ในทิศแข็งแรง ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน พลเอกประยุทธ์ เขาอยากให้หน้าที่ฐานะการงานรุ่งเรือง ก็ได้รุ่งเรืองตามที่ปรารถนา" เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยกล่าว
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า พลเอกอนุพงษ์จับสลากได้ทิศชนะหมายความว่าอย่างไร หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าวว่า "ถ้าไม่ชนะ คงปฎิวัติไม่สำเร็จ 

ส่วนพลเอกสมทัต ได้ทิศมั่นคง เขาไม่หวั่นไหว ใครมาชวนเขาเป็นนักการเมือง ก็ไม่หวั่นไหว"
 
หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าวว่า นายทหารทั้งสี่คนมาวัดที่วัดอ้อน้อย อย่างเช่นมาทอดกฐิน ทอดผ้าป่ามาช่วยบวชพระบวชเณร เป็นลูกศิษย์เก่า
 
"ในสายตาของอาตมา เขาเป็นคนซื่อตรง เขาเป็นคนดี ก็เลยเชิญเขามาให้เป็นฐานอำนาจที่จะข่มคนที่คิดไม่ดี ทำไม่ดีต่อบ้านต่อเมือง คนที่คิดไม่ดีทำไม่ดีแล้วพูดไม่ดีต่อบ้านต่อเมือง เป็นนัยยะเป็นนิมิตรมงคลนาม เป็นเคล็ดในการทำยันตพิธี ก็มีคนถามว่าทำไมไม่เอาสามเหล่าทัพก็คือทหารบก เรืออากาศแล้วก็ตำรวจ เท่าที่เราดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในแผ่นดินสยามที่ก่อตั้งรากฐานมา บทบาทที่มีอยู่มากและอย่างสูงก็คือทหารบก ที่กอบกู้บ้านเมือง ปกป้อง

แม้กระทั่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ท่านก็เป็นต้นตำรับทหารบกและหน่วยจู่โจม เพราะฉะนั้น ก็เลยใช้ท่านอดีต ผบ.ทบ.และ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันมาทำหน้าที่ เขาก็ยินดี อุตส่าห์เสียสละปลีกเวลาแล้วอยู่จนจบพิธี" หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าว

4ผบ.ทบ.ขลัง

4 ผบ.ทบ.ขลัง!!

"นายกฯบิ๊กตู่"แจงสัมพันธ์"พุทธะอิสระ" แค่เชิญไปสร้างพระ  เชิญ4ผบ.ทบ.หวังให้พระขลังหน่อย ยัน ผมก็ไปทุกวัด ก็ไปกันหมด แต่ตอนนั้นการเมือง ไม่เป็นแบบนี้ 

ชี้ภาพทำพิธี เป็นเหตุการณ์เก่า จะเอามาพันกับตอนนี้ มันเกิดประโยชน์หรือไม่  มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่  ผมเคารพ พระทุกองค์นั่นแหล่ะ ผมไปทุกวัด ใครเชิญ ผมก็ไป

ทั้งนี้ พลเอกประยุทธฺ กล่าวถึงพิธีเททองหล่อพระเกตุมาลาพระนาคปรก “ปกเกล้า ปกแผ่นดิน” และยกองค์ฐานองค์พระฯขึ้นประดิษฐาน ที่วัดอ้อน้อย มีขึ้นเมื่อเวลา 16.00น.วันที่  27 มกราคม 2555

หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย  เชิญพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  อดีตผู้บัญชาการทหารบก พลเอกสมทัต  อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) และอดีต ผบ.ทบ. พลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา  อดีต ผบ.ทบ  และ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  ผบ.ทบ. เป็นประธานเททองหล่อพระเกตุมาลาพระนาคปรก "ปกเกล้า ปกแผ่นดิน" และยกองค์ฐานองค์พระฯขึ้นประดิษฐาน

ประวิตรไม่ปลดผบ.ตร.ตามยุ

ไม่ปลด ผบ.ตร.!!

“บิ๊กป้อม” แจง ขอโทษ แล้ว จบแล้ว เหตุจับ"พุทธอิสระ” รุนแรง ชี้เพราะปชช.บางส่วนไม่เข้าใจ เลี่ยงตอบ เป็นลูกศิษย์ เชื่อไม่ทำเกิดแรงกระเพื่อม กับรัฐบาล ปัดเด้ง ผบ.ตร. เป็นความคิดของ"หมอเหรียญทอง"คนๆเดียว ก็ว่ากันไป แต่ผมขอโทษ แล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง  แน่นหนาผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ เสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา44ย้าย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และตำรวจที่เกี่ยวข้องกับชุดปฎิบัติการบุกจับ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ อดีตพระพุทธอิสระ ว่า เป็นความคิดของคนๆเดียวก็ว่ากันไป เรื่องนี้ผมขอโทษประชาชนเกี่ยวกับการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าสาเหตุที่ตัดสินใจขอโทษ เพราะเกรงจะเกิดผลกระทบในเรื่องใดหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เพราะดูว่ามีประชาชนบางส่วนไม่เข้าใจ จึงออกมาขอโทษ ไม่มีอะไร เมื่อขอโทษแล้วเข้าใจหรือไม่ 

และเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบอะไรกับรัฐบาลเพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ซึ่งบางทีก็ทำอะไรเกินเลย ก็ต้องขอโทษ

ส่วนที่ พล.ต.อ.วิระชัย รองผบ.ตร.ชี้แจงว่าการที่ตำรวจต้องบุกเข้าไปจับกุม เนื่องจากมีการ์ด กปปส. ซึ่งอาจมีอาวุธคอยดูแลนายสุวิทย์ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ข้อมูลและไม่ได้ถาม  แต่เรื่องนี้จบแล้ว ไม่ต้องถามอีก

เมื่อถามกรณีภาพพล.อ.ประวิตร ไปทำพิธีที่วัดอ้อน้อย จนเกิดข้อสังเกตว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายสุวิทย์ พลเอกประวิตร  กล่าวว่า “โอ้ย!!เรื่องตั้งนานแล้ว ผมยังจำไม่ได้เลย” ผ่านมาตั้ง 6-7 ปี แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าท่านฯถือเป็นลูกศิษย์ของอดีตพระพุทธอิสระหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวย้อนว่า “ผมเพื่งรู้จักตอนไปวัด เรียกว่าเป็นลูกศิษย์ หรือเปล่าล่ะ”

เมื่อถามว่าการออกมาตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในการเข้าจับกุมจะทำให้กระทบต่อขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องดูให้ดีว่า ทำอะไรกับใคร เรื่องนี้จบแล้ว ไม่ตอบแล้ว

ลดโทนทหาร เข้าโหมดเลือกตั้ง

ลดโทนทหาร เข้าโหมดเลือกตั้ง



จับตา “ประยุทธ์” ได้เวลา “คลายล็อก” การเมือง
เป็นอันว่าผ่านจุดพลิกคว่ำพลิกหงาย ห้วงเวลาอันตรายเดือนพฤษภาคม
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ครบรอบ 4 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ทำ “รัฐประหารเงียบ” ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลเลือกตั้ง ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
ต้องถือว่า คสช.ยังกุมสภาพไว้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
สามารถจำกัดวงการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง วางยุทธศาสตร์ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบล็อกม็อบไม่ให้บุกถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลอย่างที่ประกาศไว้ สุดท้ายต้องถอยกลับเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนที่แกนนำยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่โดยดี
ไม่มีเหตุรุนแรงเสียเลือดเสียเนื้อ
ตามรูปการณ์ที่ คสช.เน้นการใช้กฎหมายเป็นหลักในการจัดการ และงานนี้ใช้ตำรวจเป็นฝ่ายปฏิบัติในการควบคุมฝูงชน โดยไม่ใช้กำลังทหารแต่อย่างใด
นั่นก็เดาทางได้ พล.อ.ประยุทธ์ระมัดระวังมากในการใช้อำนาจ
ไม่ต้องการให้เกิดภาพความปั่นป่วนวุ่นวายกระทบภาพลักษณ์ผู้นำประเทศไทย กระเทือนภาพรวมของรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า มวลชนคนอยากเลือกตั้งเองก็ยังไม่มีพลังมากพอ
ไร้แนวร่วมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากเงื่อนไขที่ดูไม่มีน้ำหนัก ดึงดันเรียกร้องให้เลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 ทั้งๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ประกาศไปแล้วว่าจะเลือกตั้งต้นปีหน้า 2562
ผู้คนส่วนใหญ่เลยมองเป็นการจงใจหาเหตุป่วนมากกว่า
สถานการณ์จึงยังอยู่ในวิสัยที่ คสช. “เอาอยู่” คุมเกมได้
และก็เป็นอะไรที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียด ประเด็นกำหนดเลือกตั้งลดดีกรีลงไปอีกระดับหนึ่ง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ตามแนวโน้มที่น่าจะไม่มีปัญหาเหมือนกัน กับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พ.ค.นี้
โดยสภาพของปมกฎหมาย ส.ส.ที่สุ่มเสี่ยงน้อยกว่าประเด็น ส.ว.
เอาเป็นว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเลือกตั้งทยอยคลี่คลาย ในจังหวะที่มีการมองข้ามช็อตไปถึงปรากฏการณ์สำคัญในเดือนมิถุนายน ตามโปรแกรมที่ พล.อ.ประยุทธ์จะประกาศกำหนดวันหย่อนบัตร
รวมทั้งการแสดงความชัดเจนทางการเมือง
เรื่องของเส้นทางอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่องทางการตีตั๋วต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยยกระดับความชอบธรรมเป็น “นายกฯคนใน” ผ่านบัญชีพรรคการเมือง
ต่อเนื่องถึงพรรคพลังประชารัฐ
ยี่ห้อที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฐานการเมืองสนับสนุน “บิ๊กตู่”
เปลี่ยนภาพผู้นำทหาร สลับฉากไปอยู่ในสูทผู้นำจากการเลือกตั้งให้เนียนที่สุด
และนับจากจุดสตาร์ต ณ เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป จะถือได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้หลุดเข้าสู่โหมดการเมือง ก้าวเข้าสู่สงครามในสนามเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ
โดยเงื่อนไขสถานการณ์ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถึงเวลาที่ต้องคลายล็อกกฎเหล็ก เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมตัวเลือกตั้ง
จังหวะต้องปลดกรงขัง เสือ สิงห์ กระทิง แรด เข้าป่า
ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์และทีม คสช.จะต้องเจอกับแรงเสียดทานจากนักการเมือง เหลี่ยมกระแทกตามฟอร์มของนักเลือกตั้งอาชีพ
หนักหน่วงและรุนแรงมากกว่าที่ผ่านมาอีกหลายเท่า
ได้ลิ้มรสอิทธิฤทธิ์ของนักการเมืองอาชีพแบบจัดเต็มแน่
และเท่าที่โฟกัสส่วนใหญ่ป้อมค่ายการเมืองต่างๆ ก็จัดทัพกันค่อนข้างชัดเจน เห็นเค้าหน้าตาคู่ต่อสู้ที่จะลงสนามชิงอำนาจกันในศึกเลือกตั้งรอบต่อไป
ไล่ตั้งแต่แชมป์เก่าพรรคเพื่อไทย ไม่น่าพลิกไปจาก “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่จะได้ถือธง “นอมินี” ของ “นายใหญ่”
พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค หลังจาก “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” ไม่รับมุกโหนกระแส “มหาธีร์ โมฮัมหมัด” ผู้นำเฒ่ามาเลเซีย หนุนศิษย์รักลากต่อไป
ขณะที่ป้อมค่ายขนาดกลางและขนาดเล็ก อย่างพรรคชาติไทยพัฒนา “ลูกท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา ก็แสดงเจตนารมณ์ชัดในการรักษา “สมบัติเตี่ย” ให้คงอยู่ในสนามต่อไป ขยันเดินสายโชว์จุดขายคนรุ่นใหม่ที่คาบเกี่ยวกับประสบการณ์การเมืองรุ่นเก่า
ส่วนยี่ห้อภูมิใจไทย “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ก็เดินสายแตะไปทั่ว โดยมีเงาของนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีนอกพรรค ปกคลุมอยู่เบื้องหลัง
นอกนั้นก็เป็นพรรคแจ้งเกิดใหม่ที่กระจัด กระจาย ทั้งฝ่ายที่ประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ และฝั่งที่แท็กทีมกับขั้ว “ทักษิณ” อยู่ตรงกันข้ามกับทหาร
ตามสถานการณ์เทียบกับคู่แข่งชิงเก้าอี้นายกฯ ที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า
นิด้าโพลออกมา 2 รอบ พล.อ.ประยุทธ์ยังทิ้งห่างอยู่เกินเท่าตัว
และเหมือนจะเพิ่มความชัวร์ ในจังหวะเปิดตัวลงสนามการเมืองในเดือนมิถุนายน
ตามคิวล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการในที่ประชุม ครม.เติมงบฯโครงการไทยนิยมยั่งยืนกว่า 100,000 ล้านบาท กระจายลงพื้นที่ทั่วประเทศ
ลุยอัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก เพื่อต่อยอดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โหมกระแส ตีปี๊บรับข่าวดีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2561
ดีดตัวขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 4.8 โตสูงสูดในรอบ 20 ไตรมาส
เป็นโอกาสที่ “บิ๊กตู่” คุยได้เต็มปาก
เต็มคำ กับตัวเลขที่เป็นผลจากความพยายาม
ทำงานอย่างหนักของรัฐบาล คสช.ลากเศรษฐกิจจากจุดต่ำเตี้ย ระดับ 0 กว่าๆจากวิกฤติที่นักการเมืองก่อไว้
โชว์สถานการณ์ภาพรวม เร่งกระตุ้นฐานรากอุดปัญหาปากท้อง
อุดช่องโหว่ ไม่ให้โดนจี้จุดบอดเรื่องเศรษฐกิจ
อย่างน้อย “บิ๊กตู่” ก็ออกตัวได้ ฝีมือผิดฟอร์มรัฐบาลทหารทั่วไป
เหนืออื่นใด จุดสำคัญมันอยู่ตรงสถานการณ์ที่เข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มรูปแบบ จากสถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ต้องเปลี่ยนไปเป็นหนึ่งในคู่ต่อสู้ในเกมชิงธงในสนาม
ตามเงื่อนไขอำนาจพิเศษต้องลดโทนลงโดยอัตโนมัติ
ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ใช้มากเกินไป อาจเสี่ยงแรงสะท้อนกลับ
โดนต่อต้านฐานเอาเปรียบคู่แข่งทางการเมือง
ตามเหลี่ยมนักเลือกตั้งอาชีพจะต้องหาเรื่องจี้จุด หาเหตุย้ำปมตรงนี้แน่
และนั่นก็จะเป็นสถานการณ์บังคับให้ พล.อ.ประยุทธ์ปรับลดโทนความเป็น “ทหารอาชีพ” ลงอีกเยอะ
ประเภทที่เสียงแข็ง หน้าเข้ม ดุดันแบบสั่งลูกน้องในค่ายทหาร อาการหงุดหงิด ตีหน้ายักษ์ใส่สื่อมวลชนเวลาไม่พอใจ ชี้นิ้วให้ถามแบบนั้นแบบนี้
ต้องมาเป็น “ลุงตู่” ที่เล่นได้ทุกบทเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยมทางการเมือง
ต้องเดินสายพบปะชาวบ้าน พูดจาภาษานักเลือกตั้ง
รวมทั้งเรื่องของเพื่อนพ้องน้องพี่ท็อปบูต
ที่กระเตงอยู่รอบเอว ถ่วงน้ำหนักผู้นำ กระตุกแรงเสียดทาน
เรื่องการใช้อำนาจอย่างโปร่งใส แฝงผลประโยชน์
ถึงจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องแก้โจทย์ กับเงื่อนไขสถานการณ์ทางกระแสที่ย้อนแย้งกัน
เพราะวันนี้ประชาชนเอา “นายกฯลุงตู่”
แต่ต่อต้าน ไม่เอาทหาร.
“ทีมการเมือง”

โจทย์แทรกที่น่าห่วง!

โจทย์แทรกที่น่าห่วง!



สั่นสะเทือนวงการสงฆ์
ฉากปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่คอมมานโดยกพลบุกวัดดังหลายแห่ง รวบพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป นำตัวส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ก่อนถูกจับสึก ควบคุมตัวเข้าเรือนจำ
หลุดจากผ้าเหลืองอันเป็นผลมาจากการกวาดล้างทุจริตคดีเงินทอนวัด
แต่ที่ดูฮือฮามากที่สุดคือ การจู่โจมล็อกตัว พระพุทธะอิสระ คาวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ตั้ง 2 ข้อหาฉกรรจ์ อั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมแปลงพระปรมาภิไธย
ถูกนำตัวไปสึกจีวรปลิว เดินคอตกเข้าคุกกลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาแผ่นดิน สิ้นสภาพอดีตแกนนำ กปปส.ที่เคยยิ่งใหญ่ย่านถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อครั้งชัตดาวน์เมืองกรุง
ช็อตร้อนล้างบางวงการดงขมิ้นรอตั้งแท่นสังคายนาพระนอกรีตที่ทำให้พุทธศาสนามัวหมอง คั่นจังหวะสถานการณ์การเมืองที่คลายความคุกรุ่นลง
หลังจากศาลสั่งให้ประกันตัว 15 แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ผ่อนแรงกดดันจากเวทีโลกที่เรียกร้องให้รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปล่อยตัวเหล่าหัวโจกที่ถูกควบคุมตัวจากการเรียกร้องคืนเวทีเลือกตั้งในช่วงครบรอบ 4 ปี คสช.ยึดอำนาจ
ในรูปการณ์ที่ท็อปบูตรู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ลดโทนความตึงเครียด ไม่ดื้อดึงใช้ไม้แข็งอย่างเดียว
เพราะหากจะวัดกันจริงๆ ถ้าไม่นับเสียงโหวกเหวกจากแนวร่วมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และขั้วการเมืองที่ฉวยโอกาสผสมโรงแล้ว คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ดูนิ่งๆ ไม่ได้ต่อต้านการจับแกนนำคนอยากเลือกตั้งเที่ยวนี้
สะท้อนความรู้สึกคนส่วนใหญ่อยากอยู่อย่างสงบ ขยาดความขัดแย้งเวียนมาฉายซ้ำ
อารมณ์คนไทยยังแหยงม็อบมากกว่ากลัวอดเลือกตั้ง
นั่นก็เป็นเหตุผลที่ท็อปบูตกล้ากระชับอำนาจเข้มข้น ไม่ผ่อนปรนให้ชุมนุมทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองถูกสะกดอยู่ในวงที่ควบคุมได้ ในห้วงที่กลุ่มขบวนการนักศึกษา และขาใหญ่ทางการเมืองต่างมีบาดแผลคดีความติดตัวต้องระวังการขยับตัวมากขึ้น
บรรยากาศม็อบหลังจากนี้น่าจะลดความถี่ลงไปเยอะ
สถานการณ์มาถึงจุดที่ “บิ๊กตู่” ยืนระยะได้สบายๆ โอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองเป็นไปได้ยาก
ยิ่งการจดทะเบียนเปิดตัวพรรคใหม่ล่าสุด “รวมพลังประชาชาติไทย” หรือ รปช. ในเวอร์ชันกลุ่ม กปปส. ที่จะคอยตัดแต้มพรรคประชาธิปัตย์ในสนามเลือกตั้ง
ถือเป็นผลดีช่วยผ่อนแรง “บิ๊กตู่” ให้เบาลงในการกลับมาเบิ้ลอำนาจ
แม้จะเสียรังวัดถูกลดทอนเครดิตจากผลโพลของเพจตัวเอง “ขอล้าน Like สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็น นายกฯ” ที่ปรากฏมีผู้ตอบคำถามไม่อยากให้ “ลุงตู่” นั่งเก้าอี้ผู้นำต่อ 89% มีเพียง 11% ที่สนับสนุนให้ทำหน้าที่ต่อ
แต่ไม่อาจวัดผลได้ว่า เป็นข้อมูลของจริงที่เชื่อถือได้หรือไม่ เพราะคำตอบในโลกโซเชียลสามารถสร้างขึ้นมาโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพื่อปั่นกระแสให้เป็นไปตามที่ต้องการ
แค่วันเดียวมีผู้มาตอบคำถามร่วม 5 แสนคน จึงเป็นอะไรที่ต้องฟังหูไว้หู
คำตอบที่ชัวร์ๆต้องรอวัดผลตอนลงสนามเลือกตั้งจริง
ขณะที่ความสุ่มเสี่ยงด้านกฎหมายลูกก็มีแนวโน้มทางสะดวก หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
รอลุ้นอีกฉบับคือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่แนวโน้มน่าจะเป็นทางบวก
ประเมินทิศทางแล้ว “ลุงตู่” น่าจะฝ่าแรงเสียดทานการเมืองและกฎหมายลูกได้อย่างไม่มีปัญหา
เหลือแค่โจทย์แทรกเร่งด่วนที่กำลังแก้ไขกันตัวโก่งเวลานี้คือ ราคาน้ำมันพุ่งปรี๊ด ในคิวที่กระทรวงพลังงานต้องควักเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 30,000 ล้านบาท มาสกัดวิกฤติน้ำมันแพง
เบรกราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท และก๊าซหุงต้มอยู่ที่ 363 บาทต่อถัง 15 กก.
ตรึงราคากันเต็มพิกัด ไม่ให้ลามไปกระทบค่าครองชีพตัวอื่นๆ อาทิ ค่าขนส่งรถ เรือโดยสารสาธารณะ ก๊าซหุงต้ม ที่ตั้งเค้าขยับตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็สกรีนเข้มงวดราคาสินค้าอื่น ไม่ให้ฉวยโอกาสอ้างต้นทุนพลังงานโก่งราคาสินค้า ซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชน
ในภาวะที่ “ลุงตู่” เองก็ต้องหนาวๆร้อนๆ อยู่เฉยไม่ได้กับเรื่องปากท้องชาวบ้าน ต้องเร่งแก้ปัญหากันยกใหญ่
ม็อบอะไรก็ไม่น่าห่วงเท่าม็อบเรื่องปากท้อง
พลาดท่าขึ้นมา ต้นทุนที่ทำไว้เยอะ อาจลดวูบได้ดื้อๆ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

"ยุทธการแลกเชลยศึก" ?

การย้อนจับหลวงปู่พุทธอิสระนั้นมีเงื่อนงำแน่นอน เรื่องเกิด 2557 และท่านโดนคดีกบฏด้วยอยู่แล้ว แต่มาจับคดี "ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจพกพาอาวุธ" ที่เข้าไปในเขตชุมนุม "หลักสี่ไ ในปี 2561 ตำรวจทิ้งช่วง 4 ปี จึงเป็นหนึ่งคำถาม
การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ชุมนุม โดยไม่แจ้งให้ใครรู้ ทั้งๆ ที่รู้ว่า "หลวงปู่รับผิดชอบเวที "ศูนย์ราชการหลักสี่อยู่" ซึ่งปกติเจ้าหน้าที่รัฐต้องป้องกันการเข้าใจผิด ควรต้องแจ้งให้ "หลวงปู่ทราบ นั่นเป็นเจตนาที่จะป้องกัน "มือที่ 3" สร้างสถานการณ์ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การล้มสลายของรัฐบาลชั่วคราวของระบอบทักษิณ ยกเว้นแต่ว่า "ประมาท" ไม่แจ้งให้ "หลวงปู่หรือหัวหน้าการ์ดทราบ ยกเว้นมีแผนการนอกเหนือกว่านั้น
แผนการจับกุม "หลวงปู่นี้ น่าจะเป็นความแค้นของหลายๆ คน โดยเฉพาะ "ฝ่ายตำรวจ" และ "ฝ่ายฮาร์ดคอร์ระบอบทักษิณ" เพราะเรื่องราวที่ "หลักสี่" มีเบื้องหลังมากมายและเป็นจุดล่อแหลมต่อการที่ใครก็ได้สามารถเข้าไปเผา "ศูนย์ราชการ" ได้ และจะเป็นเรื่องราวการเผาของฝ่ายโค่นระบอบทักษิณหรือ กปปส. ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องคู่ขนานกับ "นปช.เผาบ้านเผาเมือง" ในปี 2553 โชคดีที่ "ใครคนนั้น" ไม่สามารถทำได้ตามแผนชั่วร้ายนั้น
แผนการจับกุม "หลวงปู่" แบบไร้ปราณีนี้ ผมขอเรียกว่า "ยุทธการแลกเชลยศึก" เชลยศึก คือ ผู้ที่ถูกฝ่ายตรงข้ามของการสงครามจับตัวไว้ แต่เชลยศึกในกระบวนคิดนี้ คือ "ระบอบทักษิณ" เพราะทั้งระบอบเป็น "เชลยศึก" สงครามการเมืองของไทย มีหลายคดี เช่น คดีการเผาบ้านเผาเมือง คดีทุจริต คดียิงลูกระเบิดใส่ประชาชนมีคนตาย และคดี ม.112 การจับหลวงปู่พุทธอิสระอย่างไร้ปราณี เป็นการสร้างกระแส หลายมิติให้สังคมตอบสนอง และสิ่งที่ "ระบอบทักษิณ" ต้องการให้เกิด คือ "การปรองดอง" เพราะ"ต้องการได้รับการปลดปล่อยภาวะเชลยศึกทางการเมือง" ด้วยการแลกเปลี่ยน และให้ยอมรับ "หลักการปรองดอง" ก่อนการเลือกตั้งในอนาคต เพราะคดี 2 คดีของหลวงปู่นั้น สำนวนและพยานขึ้นอยู่กับตำรวจครับตำรวจสามารถปรับเขียนสำนวนอย่างไรก็ได้ และสามารถพริกแผลงการการหาพยานหลักฐานได้
การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์นั้นเป็นจินตยุทธ์ครับ การชนะสงครามเป็นศิลปแห่งการสร้างสมมติฐาน ที่คล้ายกับเกมส์หมากรุกหรือหมากล้อม หมากรุกมี 64 ตาราง มีตัวเล่น 32 ตัว และมีกติกาที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 7-8 ศตวรรษมาแล้ว ทีปรัชญาของเกมส์อยู่ที่รุกและเอาชนะโดยเร็ว เช่นเดียวกับหมากล้อมมีหลักปรัชญาอยู่ที่ "ความอดทนและรอบคอบ" จึงไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ใครสร้างสมมติฐานได้ละเอียดรอบคอบกว่า คือ ผู้ชนะ ผมคิดว่าความอดทนอหิงสา ไม่เรียกร้องและจินตยุทธ์ของหลวงปู่จะนำสู่ชัยชนะครับ

คำรบ2! 'กนก'ซัดแหลก ลั่น2มาตรฐานบุกรวบ'พุทธะ'แต่เจ้า'คุณธงชัย'โผล่สิงคโปร์

คำรบ2! 'กนก'ซัดแหลก ลั่น2มาตรฐานบุกรวบ'พุทธะ'แต่เจ้า'คุณธงชัย'โผล่สิงคโปร์

คำรบ2! 'กนก'ซัดแหลก ลั่น2มาตรฐานบุกรวบ'พุทธะ'แต่เจ้า'คุณธงชัย'โผล่สิงคโปร์

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 15.17 น.

5 พ.ค.61 นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ คลิปเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมพระพุทธะอิสระ พร้อมข้อความลงในเฟซบุ๊ก Kanok Ratwongsakul Fan Page ซึ่งโดยก่อนหน้านี้ได้โพสต์เดี่ยวกับเรื่องดังกล่าไปแล้ว 
"สืบเนื่องจากคลิปจู่โจมจับหลวงปู่ ผมมีอะไรจะสอบถาม "พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด" ผู้บังคับการกองปราบ หรือถามลอยๆไปถึงคนที่รับผิดชอบทุกระดับ เช่น พล.ต.ต.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ รอง ผบช.ก. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ ผกก.ปพ.บก.ป. ที่คุมกำลังไปวัดอ้อน้อย
1. ภายใต้ปฏิบัติการฟ้าสางลุยล้างดงขมิ้น เดียวกันนี้ ทำไมมีการจับกุม "2 มาตรฐาน" ชุดที่ไปวัดสระเกศ วัดสามพระยา วัดสัมพันธวงศาราม.. ทำไมไม่เหมือนการจับกุมที่วัดอ้อน้อย
2. ไม่ได้อยากเห็นภาพการจู่โจมดุดัน หยาบถ่อยกับหลวงปู่ เกิดกับอีก 3 วัดหรอกครับ เพราะยังไงขณะนั้น เขาก็ยัง "เป็นพระ" อยู่ เพียงแต่สงสัยว่า ทำไมต้องใช้รูปแบบกระโชกโฮกฮากกับหลวงปู่?
3. ดูจากคลิป ไม่มีลูกศิษย์หลวงปู่ขัดขวางแม้แต่คนเดียว ไม่มีเสียงหมาวัดสักตัวเห่าด้วยซ้ำ ทำไมต้องกระเหี้ยนกระหือรือ อยากปะทะขนาดนั้น ถามจริงๆการข่าวมีแจ้งหรือว่า หลวงปู่ซุกซ่อนอาวุธ หรือซ่องสุมกำลังคนไว้สู้ตายถ้าโดนจับ
4. หรือเห็นว่า หลวงปู่ โดนข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร การ์ดทำร้ายสายสืบสันติบาล .. แต่นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดวันที่ 10 ก.พ.2557 ผ่านมา 4 ปีแล้ว ในช่วงที่หลวงปู่ถูกกลุ่มไอ้โกตี๋ ลอบทำร้าย แต่ตำรวจเพิ่งจะขอศาลออกหมายจับวันที่ 23 พ.ค.2561 เอ่อ.. เกือบลืมแน่ะ
5. คอมมานโดไปเคาะให้เปิดประตู รอไม่ถึง 3 นาที ขอ "แฮมเมอร์" ละ (กระแดะนะมึง! ไม่พูดคำว่าค้อนด้วย) ชุดที่ไปค้นห้อง พ.ต.ท.สันธนะ รอครึ่งชั่วโมง นี่เอ็งเคาะกุฏิพระ รอไม่กี่อึดใจ ทุบประตูแล้ว!
เอาล่ะ..อยู่หน้ากุฏิ ยังไม่รู้ว่าข้างในมีคนคอยตอบโต้หรือเปล่า แต่พอพังประตูเข้าไปได้ (ประตู 2 ชั้น) ทุกคนเล็งอาวุธ ปากก็ตะโกน "หยุดๆ หมอบๆๆ หมอบลง..หมอบลง หมอบๆๆๆ..." คือ ..เห็นลูกศิษย์วัดเหรอ? เห็นมีใครฮึดฮัดจะต่อสู้ ขัดขืนหรือเปล่า? เห็นมีแต่มุ้งหลังเดียว หลวงปู่อยู่ในมุ้ง
6. ถามนอกเรื่องนิด พวกคอมมานโดนี่ ถูกฝึกมาให้ "ตะโกน" กันทุกคนใช่เปล่า ทำไมต้องแย่งกันตะโกน คำเดียวกัน...หมอบๆๆ หมอบลงๆ..! ไม่มีใครอยู่ตรงหน้าเลยนะ อันนี้สงสัยจริง ที่บ้านไม่มีใครจบคอมมานโด
มึงตลบมุ้งขึ้น เห็นหลวงปู่นอนอยู่ กำลังจะลุก มึงยังตะโกน หมอบๆๆ แล้วค่อยบอก นั่งๆๆ คือเขาจะลุกขึ้นมานุ่งอังสะสไบให้เรียบร้อย แหกตาดูกันซะบ้าง! จะบ้าตะคอกไปถึงไหน
7. คลิปนี้ถ่ายโดยเจ้าหน้าที่แน่นอน ได้ยินเสียงคนถ่าย พูดเปิดหัวตอนต้น คงถ่ายไว้เป็นบันทึกการจับกุม แล้วอีก 3 วัด มีถ่ายไว้มั๊ย? อยากดู..!
คลิปจับหลวงปู่ หลุดออกมาได้อย่างไร? เมื่อเจ้าหน้าที่เป็นคนบันทึก ถ้าหลุดออกสู่โซเชียล ก็น่าจะหลุดมาจากเจ้าหน้าที่ ผมสงสัยว่า เจตนาปล่อยออกมา เพื่ออะไรหรือเปล่า หรือเพื่อให้ฝ่ายไหนดู?
8. ทำไมต้องจู่โจมจับหลวงปู่ ในคราวเดียวกันกับแก๊งค์โล้นโกงเงินวัด หรือต้องการให้ภาพมันดูแกรนด์ ดูอลัง
นับตั้งแต่ ผอ.พศ.ไปแจ้งความพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป วันที่ 16 เม.ย. กองปราบไม่ขยับอะไร จนถึงวันที่ 16 พ.ค. จึงไปค้นบ้านหมวดฐิติทัศน์ คิดเสียว่า ตำรวจใช้เวลา 1 เดือนเต็ม จึงงมหาเส้นทางเงิน 25 ล้าน ไหลมาบ้านนี้ได้
แต่ก็ยังไม่จับ ใช้เวลาอีก 8 วัน ถึงออกปฏิบัติการ ผลคือ "พระหายไป 2"
9. ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความลับสุดยอด! ไม่มีสำนักข่าวไหนรู้ระแคะระคายมาก่อน เป็นความลับสุดยอดจริงๆ แต่ทำไมพระผู้ต้องหา หนีหายไปสองคน
ล่าสุดมีข่าวว่า โล้นเจ้าคุณธงชัยไปโผล่ที่สิงคโปร์แล้ว ไม่ต้องแก้เกี้ยวว่ามีประตูลับที่วัดสระเกศหรอกครับ จุดมันอยู่ที่ว่า...
ปฏิบัติการฟ้าสางล้างดงขมิ้นครั้งนี้ มันผู้ใดบอกให้ขมิ้นรู้ ?

เปิดเบื้องลึกกลยุทธ์ กองปราบบุกจับ “พุทธะอิสระ”แกล้งหลับ-ขอล้างหน้า ถ่วงเวลาเรียกศิษย์

เปิดเบื้องลึกกลยุทธ์ กองปราบบุกจับ “พุทธะอิสระ”แกล้งหลับ-ขอล้างหน้า ถ่วงเวลาเรียกศิษย์


สำหรับการเข้าจับกุม “ พระพุทธะอิสระ” หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ตัวผู้ต้องหาในคดีความผิดฐานปล้นทรัพย์ กับ เป็นหัวหน้าอั้งยี่ซ่องโจร และ แอบอ้างใช้ตราสัญลักษณ์พระปรมาภิไธย
มีการประชุมกันมานานร่วม 2 เดือนเศษ กระทั่งสามารถของศาลออกหมายจับ “นายสุวิทย์” ได้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ต่อเนื่องช่วงเวลาประมาณ 06.00 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 64 นาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสนับสนุน เจ้าหน้าที่ชุด อีโอดี บก.ปอท. ศูนย์ส่งกลับโรงพยาบาลตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากหากผู้ต้องหามีการอ้างว่าป่วยหรือไม่สามารถทางเจ้าหน้าที่ก็มีเตรียมการไว้
เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายถึงที่หมายจึงได้ทำการแสดงหมายเข้าจับกุมตัว “พระพุทธะอิสระ” ต่อเจ้าอาวาสวัดออน้อย
และเมื่อถึงกุฏิเจ้าหน้าที่ได้ตะโกนเรียกด้วยความสุภาพและเคาะประตูดังกล่าว โดยมีประตูอยู่ 2 ชั้น
ซึ่งมีความหนาแน่นอย่างมาก อยู่นานแต่ไม่มีบุคคลใดเปิดจึงได้ใช้ยุทธวิธีในการทำลายสิ่งกีดขวางเท่าที่จำเป็นและทำการเข้าตรวจค้นหาตัวบุคคลตามหมายจับ
ภายในกุฏิพบ“พระพุทธะอิสระ” ทำทีท่าว่านอนหลับอยู่ แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อจึงได้เรียกพร้อมแสดงหมายพร้อมแจ้งสิทธิ์ ทางผู้ต้องหามีสีหน้าตกใจ
โดยก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการควบคุมตัวขึ้นรถ “พระพุทธะอิสระ” ได้ขอตัวทำธุระล้างหน้าล้าง
ซึ่งถือเป็นการประวิงเวลา ในการเรียกลูกศิษย์ลูกหามายังวัดกังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จจึงได้ถูกควบคุมตัวขึ้นรถไป

ปฏิบัติการดังกล่าวยังไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการเข้าตรวจค้น 4 สถานที่สำคัญ
คือ 1. กุฏิที่“พระพุทธะอิสระ” อาศัยอยู่ 2.มูลนิธิธรรมอิสระ 3.สำนักงานวัดอ้อน้อย โดยภายในสำนักงานพบ สถานีวิทยุกระจายเสียง อุปกรณ์โซเชียลต่าง ๆ

ซึ่งต้องทำการตรวจสอบจ้อความว่าเข้าข่ายความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่ 4.อาคารพฤกษเวช ตรวจพบ ยา อาหาร สมุนไพร ที่ไม่ได้มาตราฐาน ซึ่งได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. นำไปตรวจสอบหากพบว่า สมุนไพรดังกล่าวไม่ได้รับการอนุญาตจากทางเจ้าหน้าที่คณะกรรมอาหารและยาก็จะดำเนินคดีต่อไป
นอกจากนี้ยังพบบุคคลจำนวน 100 กว่าคนจากสถานที่ตรวจคนเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการทำประวัติและตรวจสอบหมายจับพบ “นายหนวด” เป็นบุคคลตามหมายจับและเป็นการ์ดให้กลุ่มผู้ชุมนุม
จึงได้ทำการควบคุมตัว อีกทั้งยังพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน 3 นาย ที่ทาง“พระพุทธะอิสระ” เคยได้ประสานของเจ้าหน้าที่มาดูแลเมื่อหลายปีก่อน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสอบปากคำและส่งกลับไปยังต้นสังกัดเดิมต่อไป

ทนายเผย ‘พุทธะอิสระ’ รับสารภาพคดีปลอมพระปรมาภิไธยสร้างพระเครื่อง

ทนายเผย ‘พุทธะอิสระ’ รับสารภาพคดีปลอมพระปรมาภิไธยสร้างพระเครื่อง


ภายหลังที่ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรืออดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ซ่องโจร ร่วมทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาล 2 นายบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส และคดีปลอมพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่ปลอมขึ้น ลงองค์พระเครื่องนาคปรกอุดปรอทนั้น
นายธีรยุทธ วรรณเกษร ทนายความ อดีตพระพุทธะอิสระ
เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายธีรยุทธ วรรณเกษร ทนายความของอดีตพระพุทธะอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริญ กล่าวว่า ขั้นตอนการประกันตัวนั้นจะรอทางพนักงานสอบสวนรวบรวมสำนวนคดีก่อน จึงจะยื่นประกัน ตัว ซึ่งยังระบุเวลาไม่ได้ ในส่วนของคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่นั้น ทางหลวงปู่จะต่อสู้ในคดีนี้
แต่ในส่วนของคดีการแอบอ้างพระปรมาภิไธยนั้นทางหลวงปู่หรือนายสุวิทย์ จะรับสารภาพ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาแอบอ้าง เพราะหลวงปู่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ดุจชีวิต ซึ่งจะต้องขอพบหลวงปู่เพื่อดูรายละเอียดการรับสารภาพอีกครั้งต่อไป