PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

เลื่อนคุยบีอาร์เอ็น 29 เม.ย. กับความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพใต้


เลื่อนคุยบีอาร์เอ็น 29 เม.ย. กับความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพใต้

วันพุธที่ 10 เมษายน 2013 เวลา 08:42 น. เขียนโดย ปกรณ์ พึ่งเนตร หมวด เวทีทัศน์คุยกับบรรณาธิการเรื่องเด่น-ภาคใต้
แม้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะยังยืนยันไม่ชัดนักว่านัดหมายพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ ที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น จะเลื่อนออกไปจากวันที่ 29 เม.ย.หรือไม่ แต่ความเป็นไปได้ของการพูดคุยในวันดังกล่าวน่าจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนแล้ว
election1
          เหตุผลที่ พล.ท.ภราดร นำมาอธิบายถึงความไม่แน่นอนก็คือ มาเลเซียกำลังมีการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13 ของประเทศ
          นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา และมีการคาดหมายกันว่าการเลือกตั้งใหม่น่าจะมีขึ้นในราวปลายเดือน เม.ย.หรือต้นเดือน พ.ค.
          มีรายงานว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งของมาเลเซียน่าจะมีมติในวันที่ 10 มี.ค.เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งนักวิเคราะห์พากันคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นวันที่ 2 พ.ค.
          ในขณะที่ประเทศกำลังมีการเลือกตั้งใหญ่ และอนาคตของนายนาจิบบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีก็กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศอื่นอย่างไทยเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้มาเลเซียจะรับเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ในกระบวนการพูดคุยสันติภาพก็ตาม
          ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ข้อมูลว่าได้ส่งหนังสือไปขอเลื่อนการพูดคุยสันติภาพออกไปก่อน เพราะไม่อยากให้กระบวนการนี้ถูกมองว่าจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบริบทการเมืองมาเลเซีย
          ขณะที่ พล.ท.ภราดร บอกว่าได้สัญญาณเลาๆ มาแล้วว่ามาเลเซียไม่พร้อมจัดพูดคุยสันติภาพตามที่กำหนดวันไว้เดิม ขณะนี้กำลังรอสัญญาณอย่างเป็นทางการ
          นี่คือความเปราะบางอย่างยิ่งของกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ที่รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำไปผูกติดไว้กับมาเลเซีย ทั้งๆ ที่มาเลเซียคือผู้มีส่วนได้เสียอย่างสำคัญกับการดำรงอยู่หรือการคลี่คลายของปัญหา
          การที่วันนัดพูดคุยถูกเลื่อนออกไป ย่อมส่งต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชนที่เฝ้ามองอยู่ และน่าจะมีคำถามในใจว่า ในเมื่อรู้ว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเรากำลังจะมีการเลือกตั้ง เหตุใดจึงต้องรีบ "เปิดตัว-เปิดหน้า" กระบวนการพูดคุยสันติภาพถึงขั้นลงนามในข้อตกลงกันอย่างเอิกเกริกครึกโครมเมื่อวันที่ 28 ก.พ. หรือเพียง  1 เดือนก่อนยุบสภา และ 2 เดือนเศษก่อนเลือกตั้ง
          เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการเลือกตั้งไม่ว่าจะที่ใดๆ ในโลก ล้วนไม่มีความแน่นอน ทำไมจึงไม่รอให้มาเลเซียเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยไปก่อน ได้นายกรัฐมนตรี ได้คณะรัฐมนตรีใหม่พร้อม แล้วค่อยเริ่มกระบวนการที่รู้ๆ กันอยู่ว่าต้องใช้เวลายาวนาน และความต่อเนื่องคือปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ
          ที่สำคัญการเลือกตั้งหนนี้มีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่า อาจจะเกิดการพลิกล็อคอย่างมโหฬารขึ้นก็ได้ เพราะฝ่ายพรรคอัมโนที่ครองเสียงข้างมากและเป็นรัฐบาลมาเนิ่นนาน อาจจะต้องลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้ 
          สุทธิชัย หยุ่น นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เขียนไว้ในคอลัมน์ "กาแฟดำ" ของเขาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า อาจจะเกิดสึนามิการเมืองที่มาเลเซีย
          "นับตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1957 หรือ 56 ปีก่อน ไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดจะมีความไม่แน่นอนเท่าครั้งนี้ แปลว่ามีความเป็นไปได้ว่าพรรค UNMO ที่ครองอำนาจเกือบจะเบ็ดเสร็จมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองนั้น อาจจะหลุดจากแกนอำนาจให้กับฝ่ายค้านที่ทำท่าว่าจะมีแรงสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น" (กาแฟดำ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 8 เม.ย.http://bit.ly/ZM1olU
          หากมาเลเซียเกิดสึนามิการเมืองจริง กระบวนการสันติภาพที่ไทยให้น้ำหนักมาเลเซียอย่างมากย่อมเสี่ยงต่อภาวะ "ไร้อนาคต" เพราะที่ผ่านมาไทยพึ่งพามาเลเซียทั้งขั้นตอนอำนวยความสะดวกในการพูดคุย การประสานงานต่างๆ และกำหนดตัวผู้เข้าร่วมวงพูดคุยในฝั่งผู้เห็นต่างจากรัฐ (ที่อ้างตัวว่าเป็นขบวนการบีอาร์เอ็น) ด้วย
          ทว่ามีหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ คำสั่งแต่งตั้ง ดาโต๊ะ สรี อาหมัด ซัมซามีน ที่ทางการไทยระบุว่าเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองของมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มนายฮัสซัน ซึ่งมาเลเซียเรียกชื่อเป็น "คณะทำงานร่วม" ว่า JOINT WORKING GROUP SOUTHERN THAI PEACE PROCESS; JWG-STPP ปรากฏว่าออกโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก เท่านั้น หาได้เป็นมติคณะรัฐมนตรีไม่ (ดูคำสั่งได้ใน http://www.pmo.gov.my/?menu=news&news_id=11153&page=1731&news_cat=4)  
          ฉะนั้นหากนายกฯคนใหม่ไม่ใช่นายนาจิบ กระบวนการพูดคุยสันติภาพที่ทำมาก็มีอันต้องสูญเปล่าใช่หรือไม่ (โดยที่มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องสังเวยชีวิตและได้รับบาดเจ็บไปจำนวนไม่น้อยระหว่างรอยต่อการพูดคุยสันติภาพตามที่คนในรัฐบาลชอบอ้าง) เหมือนกับการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ในบ้านเราโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหนึ่ง เมื่อถึงคราวเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการเหล่านั้นมักสิ้นสภาพไปโดยปริยาย หากจะทำงานต่อก็ต้องรอสัญญาณจากรัฐบาลชุดใหม่หรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่
          โอกาสที่รัฐบาลไทยต้องนับหนึ่งกระบวนการสันติภาพอีกครั้งจึงมีไม่น้อยทีเดียว!
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณ : ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต http://hornbillunleashed.wordpress.com/2012/03/page/2/

ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายยกครัวสังเวยมาตรการรัดเข็มขัด


ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายยกครัวสังเวยมาตรการรัดเข็มขัด

ชาวอิตาลีฆ่าตัวตายยกครัวสังเวยมาตรการรัดเข็มขัด

สมาชิก 3 คน ของครอบครัวชาวอิตาลี ฆ่าตัวตาย สังเวยมาตรการรัดเข็มขัด ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นหนี้ก้อนโต และเชื่อว่าจะหาทางออกไม่ได้ โดยคู่สามี-ภรรยา ได้ผูกคอตายในบ้านพักริมทะเล ขณะที่พี่ชายของภรรยา ได้ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงไปในทะเล หลังจากทราบข่าวน้องสาว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสลดใจไปทั่วประเทศ

นางอันนา-มาเรีย โซปรันซี่ และนายโรมีโอ ดิโอนิซี่ ได้ผูกคอตายในบ้านพัก ในเมืองซิวิตาโนว่าที่อยู่ริมทะเลอะเดรียติคเมื่อวันศุกร์ ทำให้พวกเขากลายเป็นเหยื่อวิกฤติเศรษฐกิจรายล่าสุด

นายดิโอนิซี่ วัย 63 ปี เป็นเสมียนของบริษัทผลิตรองเท้า ที่ปิดตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน และเขาได้พยายามจะหางานใหม่ การตกงานของเขา ทำให้เขาไม่สามารถเรียกร้องเงินบำนาญได้

เนื่องจากเมื่อ 16 เดือนก่อน รัฐบาลได้เพิ่มอายุของคนเกษียณขึ้นไปอีก 5 ปี อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตัดลดรายจ่ายที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในยุโรป ทำให้คู่สามีภรรยาวัยชราต้องขาดรายได้จากเงินบำนาญ เดือนละไม่ถึง 500 ปอนด์ หรือราว 22,000 บาท และหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าและหนี้สินอื่น ๆ

หลังจากข่าวสามีภรรยาคู่นี้ฆ่าตัวตาย นายจูเซ็ปเป้ โซปรันซี่ วัย 78 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายของนางดิโอนิซี่และอาศัยอยู่บ้านถัดไป ได้ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงทะเลเช่นกัน

โศกนาฎกรรมที่เกิดกับครอบครัววัยชรานี้ ได้สร้างความสลดใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ ในระหว่างพิธีศพเมื่อวันเสาร์ ได้มีฝูงชนที่เป็นเพื่อนของทั้งสามคน ได้ไปรุมล้อมนักการเมืองบางคน ด้วยความโกรธแค้น พร้อมประนามว่า ทั้งสามคนถูกฆาตกรรมโดยรัฐบาล

นายทอมมาโซ่ คอร์วัตต้า นายกเทศมนตรีเมืองซิวิตาโนว่า ให้ความเห็นต่อหนังสือพิมพ์ลา สแตมป้าว่า ครอบครัวนี้มีศักดิ์ศรีพอที่จะจบทุกอย่างลงด้วยโศกนาฎกรรม แทนที่จะขอความช่วยเหลือ ขณะที่ที่อื่นที่เผชิญสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ กลับเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนหันไปก่ออาชญากรรม เมื่อนักการเมืองอภิปรายกันเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ
พวกเขาจำเป็นต้องคิดถึงประชาชน ที่กำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกันนี้

เพื่อนบ้าน ระบุว่า ทั้งสองคน ค้างชำระภาษีราว 15,000 ปอนด์ หรือราว 670,000 บาท ทำให้พวกเขาวิตกว่า รถยนต์และเฟอร์นิเจอร์จะถูกยึด ทำให้พวกเขาหัวใจสลาย และนาง
ดิโอนิซี่ถึงกับหมดหวัง และเครียดจัด พวกเขาได้ทิ้งจดหมายมีข้อความขออภัยไว้ใกล้ศพด้วย

ด้านนายโซปรันซี่ ซึ่งเป็นอดีตเสมียนในโรงงานรองเท้าเช่นกัน ได้กลับมาพบข่าวร้ายขณะกลับบ้าน ทำให้ทำใจไม่ได้ และไปกระโดดทะเลที่ท่าเรือ

การฆ่าตัวตายเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเผชิญภาวะถดถอย ที่เชื่อว่าจะยาวนานที่สุดถึง 20 ปี การใช้มาตรการรัดเข็มขัดด้วยนโยบายเกี่ยวกับเงินบำนาญ ได้ทำร้ายประชาชนอย่างสาหัสที่สุด ที่บังคับใช้ตั้งแต่สมัยของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีมาริโอ มอนติ แม้จะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือประชาชนได้
4 หมื่นคน แต่ตัวเลขที่แท้จริงของผู้ได้รับผลกระทบนั้นมากถึงอย่างน้อย 150,000 คน

ช่อง11ถ่ายทอดคดีปราสาทพระวิหาร ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์14 - 19 เมษายนนี้

กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมถ่ายทอดคดีปราสาทพระวิหาร ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ ตั้งแต่วันที่ 14 - 19 เมษายนนี้


นายณัฎฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวการถ่ายทอดการกล่าวถ้อยแถลงทางวาจา ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก คดีปราสาทพระวิหาร ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ วันที่ 15-19 เมษายนนี้ โดยกล่าวว่า การถ่ายทอดจะมีทั้งในเว็บไซต์ศาลโลก www.icj-cij.org เว็บไซต์สหประชาชาติ http://webtv.un.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ 

ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลต้องการให้ประชาชนรับทราบความโปร่งใสจึงมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ จัดทำเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ www.phraviharn.org รับชมได้ 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาที่ใช้ให้การจริงคือฝรั่งเศสและอังกฤษ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย รวมทั้งการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 92.5, AM 891 และสถานีวิทยุสราญรมย์ AM 1575 

ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ผ่านช่องทางต่างๆ ของกระทรวงต่อไป สำหรับการตั้งศูนย์ข่าว กระทรวงการต่างประเทศ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14-19 เมษายน โดยวันที่ 14 และ 16 ซึ่งไม่มีกำหนดการให้การ จะเปิดทำการในเวลา 17:00-01:00 น.และวันที่ 15,17,18,และ 19 ซึ่งมีกำหนดการให้การ จะเปิดเวลา 13:00-01:00 น.

ทั้งนี้ จะมีการสรุปประเด็นประจำวัน ในเวลาประมาณ 22:30-23:30 น.โดยเอกอัครราชทูตประจำกรุงเฮก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะต่อสู้คดี 

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ จะเผยแพร่สำนวนการให้การฉบับภาษาไทย ทางเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกับที่ศาลโลกเผยแพร่ฉบับภาษาอังกฤษ ในเวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

คลอดทีวีดิจิตอลท่องเที่ยว-กีฬาแห่งชาติ


คลอดทีวีดิจิตอลท่องเที่ยว-กีฬาแห่งชาติ


จ่อผุดช่องดิจิตอลการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งชาติ รับเปิดอาเซียน ดีเดย์คลอด มิ.ย.นี้
นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมจัดทำสถานีโทรทัศน์การท่องเที่ยวและการกีฬาแห่งชาติ เพื่อให้เป็นช่องทางการสื่อสารทางตรงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในสายตาชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ได้เตรียมรวบรวมความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เป็นต้น นำเสนอเรื่องราวผ่านรายการเพื่อช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศรวมถึงใช้เป็นช่องทางการสื่อสารกรณีเกิดเหตุการณ์การทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยผ่านโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นได้ในทันที
เบื้องต้นเนื้อหากว่า 50% คาดว่าจะเป็นภาคภาษาอังกฤษ เพื่อมุ่งเจาะกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ให้มีความรู้ความเข้าใจถึงภาคสินค้าและการบริการท่องเที่ยวของประเทศไทยมากขึ้น ในอนาคตรูปแบบรายการอาจต่อยอดไปยังภาษาอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มนักท่องเที่ยว
"กระทรวงจะเร่งศึกษาแนวทางการทำเนื้อหารายการในแต่ละช่วง ควรมีรายละเอียดอะไรที่เหมาะสม เพื่อจัดตั้งงบประมาณที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะเปิดตัวประมาณเดือน มิ.ย.นี้" นายวัชระกล่าว
สำหรับโครงการสถานีทีวีดิจิตอลช่องการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งชาติถือเป็นความร่วมมือกันระหว่าง บริษัทอสมท กับหน่วยงานราชการ 10 หน่วยงานตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสทช.) ฉบับที่ 1 ร่วมลงนามความร่วมมือใน 3 ด้านได้แก่ 1.การบริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกระจายเสียง 2.การใช้โครงข่ายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล และ 3.สนับสนุนอุปกรณ์เพื่อทดลองระบบดิจิตอลโดยในช่วงแรกของการออกอากาศทีวีดิจิตอลในครั้งนี้ อสมท ยังไม่มีการจัดเก็บค่าเวลาแต่อย่างใด
  
ที่มา: โพสต์ ทูเดย์ (Th) Wednesday, April 10, 2013 

น้ำ ไอ เอ็น เอ็น มหาบัณฑิตหมาดๆ “เปิดรับคำติชม หัวใจการทำงาน”


น้ำ ไอ เอ็น เอ็น

หน้าแรก

น้ำ ไอ เอ็น เอ็น
มหาบัณฑิตหมาดๆ
“เปิดรับคำติชม หัวใจการทำงาน”
               Crime Reporter นำเสนอสาวสวยค่าย ไอ เอ็น เอ็น น.ส.สุพัฒนา บุญธรรม หรือน้ำ ประวัติการทำงาน หลังจากจบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (เมื่อก่อนยังเป็นสถาบันราชภัฏจันทรเกษม) เมื่อปี 2546 ก็ เข้าทำงานเป็นผู้สื่อข่าว สถานีวิทยุ จส.100 อยู่ได้ 2 ปีครึ่ง ก็ย้ายค่าย มาอยู่สำนักข่าว ไอ เอ็น เอ็น เครือเดียวกับร่วมด้วยช่วยกัน อยู่โต๊ะอาชญากรรม จนถึงปัจจุบัน เป็นรุ่นพี่ใหญ่สุดในสาย เพราะอยู่มานานสุด เพื่อนร่วมค่าย ย้ายสถานที่ทำงานกันหมด แต่เราไม่ยอมย้าย เพราะ มีสัญญาใจ กับ ไอ เอ็น เอ็น ที่เหมือนบ้านหลังที่สองของ เราเอง
                อยู่ ไอ เอ็น เอ็น สายงานที่รับผิดชอบ ส่วนมากจะ ประจำที่กองปราบ และศาลอาญา และตระเวนโซน เขตเหนือ และ ชานเมือง บ้างประปราย หากมีคดีสำคัญ
                ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2556 เพิ่งมีความภาคภูมิใจ ในชีวิต และครอบครัวอีกครั้ง เพราะเพิ่ง เข้ารับประทานปริญญาโท นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ
                ปัจจุบัน ยังคงรักในการทำงานข่าวสายอาชญากรรม และยังไม่รู้สึกเบื่อ เพราะชอบทำงานที่แข่งกับเวลา เพราะทำให้เรา แอคทีฟอยู่ตลอดเวลา
                คติประจำใจ ความรับผิดชอบ และตรงต่อเวลา และเปิดรับคำติชม คือหัวใจสำคัญของการทำงาน

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์2ปม-ปชป.สกัดแก้รธน.

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2556, 00:00 น.

รายงานพิเศษ


การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราที่รัฐสภาโหวตผ่านวาระแรก อยู่ในขั้นแปรญัตติของกรรมาธิการ

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ากระบวนการพิจารณาของรัฐสภาไม่สมบูรณ์

เนื่องจากการปิดประชุมไม่ได้ขอมติจากสมาชิก

อีกทั้งการดำเนินการเพื่อกำหนดวันแปรญัตติในขณะที่องค์ประชุมไม่ครบ จนทำให้ประธานรวบรัดดำเนินการนั้นขัดระเบียบข้อบังคับการประชุม

โดยฝ่ายค้านเตรียมยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

มีความเห็นจากนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ต่อความเห็นแย้งของฝ่ายค้าน

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

นักกฎหมายอิสระ

เรื่องระเบียบข้อบังคับของรัฐ สภา รัฐบาล ฝ่ายค้าน สมาชิกรัฐสภาต้องยึดถือปฏิบัติ ยิ่งเป็นสมาชิกย่อมต้องรู้ดีกว่าบุคคลภายนอกว่าควรต้องปฏิบัติตัวเช่นไร

การประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ตั้งแต่แรกเริ่มได้ยึดถือตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุว่าสามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้

มาตรา 291 ยังระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติม ต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็น 3 วาระ

หมายความว่าให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการของรัฐสภา โดยไม่จำเป็นต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยต่อ

อีกทั้งการยึดตามมาตรา 291 ระบุไว้เช่นกันว่า เป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม แต่ไม่ได้ทำเป็นร่างพ.ร.บ.

และหลังจากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านสภามาได้แล้ว ก็ให้ปฏิบัติตามมาตรา 150 และมาตรา 151 เพื่อเข้าสู่กระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อรอลงพระปรมาภิไธย

ในมาตรา 291 ไม่มีข้อความใดระบุไว้เลยว่า หากสมาชิกสภาเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญให้นำมาตรา 154 ที่บัญญัติว่าเป็นการควบคุมการพิจารณาไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัย

จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการดำเนินการต้องอยู่ในรัฐสภาเท่านั้น หากสภาเห็นด้วยกับสิ่งที่ฝ่ายค้านได้เสนอว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สร้างประโยชน์ หรือว่าการประชุมขัดต่อระเบียบข้อบังคับ

สภาต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการโหวตให้เรื่อง ดังกล่าวตกไปในวาระที่ 3

แต่ถ้าหากสมาชิกสภาปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการประชุมและยึดตามมาตรา 291 เป็นหลัก ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

การที่ฝ่ายค้านยืนยันว่าจะยื่นเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐ ธรรมนูญตีความวินิจฉัย ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพรรคฝ่ายค้าน ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบและสรรหาวิธีในการสร้างน้ำหนักกับเรื่องที่คัดค้าน

แต่ฝ่ายที่ชี้ขาดสำหรับประเด็นนี้คือศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะรับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ หากรับก็อาจถูกสังคมและประชาชนโจมตีได้ทันทีว่า วางตัวไม่เป็นกลาง หรืออาจกระทำการเกินหน้าที่

จากสิ่งที่กล่าวมา หากศาลรัฐธรรมนูญยิ่งตอบสนองพรรคฝ่ายค้าน เท่ากับจะยิ่งหลงกลมากเท่านั้น

และจะถูกหรือจะผิด ก็ต้องดูมาตรา 291 เป็นหลัก

พนัส ทัศนียานนท์

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

กรณีซึ่งมีการกล่าวอ้างกันว่าไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม หรือการดำเนินการประชุมผิดข้อบังคับ คนที่ต้องตีความคือที่ประชุมสภา

ที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมาทั้งการปิดประชุมโดยไม่ขอมติ และช่วงกำหนดวันแปรญัตติโดยที่องค์ประชุมไม่ครบ ล้วนเป็นเรื่องทางเทคนิค

ที่ระบุการปิดประชุมไม่ชอบเพราะไม่มีการลงมตินั้น เมื่อมีการเสนอให้ปิดประชุมแล้วฝ่ายค้านระบุเองว่าไม่เสนอแย้ง การพูดชัดเจนเช่นนี้การปิดประชุมของประธานรัฐสภาก็ถูกต้องแล้ว

เพราะเมื่อมีการเสนอปิดประชุมสภาโดยที่มีคนรับรองถูกต้อง แล้วไม่มีการเสนอค้านหรือแย้ง ประธานก็สั่งปิดประชุมได้ ยกเว้นว่ามีการเสนอค้านก็ต้องขอมติที่ประชุม การลงมติจึงชอบแล้ว

ส่วนขั้นตอนการเสนอแปรญัตติ ที่รัฐบาลเสนอ 15 วัน ฝ่ายค้านเสนอ 60 วัน แต่มีการรวบรัดสรุปเป็น 15 วัน เพราะองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อองค์ประชุมไม่ครบต้องถือว่าการประชุมล่มแล้ว จะดำเนินการอะไรต่อไม่ได้ทั้งสิ้น

การประชุมต้องยุติ การดำเนินการต่อจากนั้นไม่ถือเป็นการประชุม

ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านเสนอให้ประธานเรียกประชุมรัฐสภาใหม่ ก็น่าจะต้องเป็นอย่างนั้น โดยไปดำเนินการในจุดที่ติดค้าง หากต้องการให้ถูกต้องก็เรียกประชุมรัฐสภาแก้เฉพาะจุดที่มีปัญหา แล้วลงมติกันให้เรียบร้อย

แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะการวินิจฉัยการดำเนินการประชุมจะผิดหรือถูกเป็นอำนาจของสภา การส่งตีความเป็นไปไม่ได้

สภาต้องว่ากันเอง

ถ้าเห็นว่าประธานสภาทำไม่ถูกต้อง ฝ่าฝืนหรือกระทำขัดกฎหมาย ก็เป็นเหตุให้สมาชิกรัฐสภาเสนอเข้าชื่อถอดถอนได้ แต่ไม่ใช่การส่งตีความ

การตีความต้องเป็นกรณีกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ จึงจะเข้าข่ายส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่าต้องเป็นร่างพ.ร.บ. หรือร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ไม่ใช่ตีความว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญ

ร่างแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ต้องขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการเสนอแก้ไข เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง



อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

นักวิชาการอิสระ

ที่ฝ่ายค้านหยิบการกำหนดวันแปรญัตติที่องค์ประชุมไม่ครบมาเป็นประเด็นนั้น การแปรญัตติส่วนใหญ่ซึ่งเป็นที่ยอมรับก็ใช้เวลา 15 วัน การเรียกร้องให้ใช้เวลานานถึง 60 วัน เจตนาเป็นการเตะถ่วง

แต่ละร่างแก้ไม่กี่มาตรา แปรญัตติ 7 วันก็ได้ เรื่องเร่งด่วนส่วนใหญ่ใช้เวลา 15 วัน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม หากว่ากันตามหลัก เมื่อฝ่ายค้านเสนอให้แปรญัตติ 60 วัน แล้วประธานจะรวบรัดไม่ได้ อย่างไรก็ต้องโหวต ซึ่งความจริงโหวตอย่างไรก็ชนะ

แต่ที่ประธานรัฐสภาบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบก็ต้องถามซีกรัฐบาลว่า หลังจากโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะรีบร้อนไปไหน รออีกหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร

รู้อยู่แล้วว่าจะยังมีขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการอีก แล้วจะรีบไปไหน เท่ากับเปิดช่องให้ฝ่ายค้าน เรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่องจึงเป็นเรื่องขึ้นมา ไม่รับผิดชอบต่อการทำหน้าที่

การแก้ปัญหาอาจต้องเรียกประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องที่คากันอยู่ หรือต้อง ดูข้อบังคับการประชุมว่าจะทำอย่างไร ได้บ้าง

แต่การส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ผมมองในมุมการถ่วงดุลของ 3 อำนาจ ผมเป็นนักรัฐศาสตร์ไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ตุลาการเข้ามาสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกอย่างมีกติกาว่าฝ่ายไหนมีหน้าที่อะไร ใครทำผิดก็มีกฎหมายบังคับอยู่

อำนาจตุลาการดูเฉพาะเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ ไม่ใช่ทำเปรอะไปทุกเรื่อง

ส่วนการปิดประชุมโดยไม่ขอมติที่ประชุมนั้น พิจารณาจากธรรมชาติของการประชุมทั่วๆ ไป เมื่อหมดเรื่องพูดคุยประธานก็ปิดประชุม ส่วนมากก็ไม่ต้องขอมติ

ผมเป็นประธานการประชุม คณบดี อธิการบดี เมื่อไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็ปิดประชุม ไม่ทันดูรายละเอียดว่าต้องขออนุมัติปิดประชุมหรือไม่

ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านเลือกเล่นเกมนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ได้ทำให้โก้เลย เล่นการเมืองแบบไม่มีสปิริต

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2556

ครบ67ปี ปชป. มาร์คไม่ท้อ พร้อมเป็นเสาหลักบ้านเมือง

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2556, 13:56 น.

ครบ 67 ปี พรรคประชาธิปัตย์ “มาร์ค” ไม่ท้อโวก้าวต่อไปมั่นคงทำให้ดีที่สุด ยัน พร้อมเป็นหลักให้บ้านเมือง ขณะที่ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ร่วมแสดงความยินดี...

วันที่ 6 เม.ย.56 เวลา 07.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการจัดงานครบรอบ 67 ปีวันก่อตั้งพรรค โดยมีการทำพิธีทางศาสนา 3 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ พราหมณ์ และอิสลาม โดยมีสมาชิกของพรรคเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

ขณะเดียวกันมีตัวแทนจากพรรคต่างเข้าร่วมอวยพร อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

จากนั้นเวลา 09.29 น. ได้มีการประกอบพิธีทางศาสนาพาหมณ์ ที่บริเวณลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรค โดยมีแกนนำของพรรคร่วมพิธีจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้พระแม่ธรณีทรงสไบสีทอง

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้กล่าวกับผู้นำศาสนาอิสลาม ตอนหนึ่งว่าไม่ต้องเป็นห่วงอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของพรรคประชาธิปัตย์ พวกเราไม่มีใครย่อท้อมีความหนักแน่น ตนตั้งใจว่าตลอดเวลาที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคตั้งแต่ปี 2548 จะต้องเผชิญกับปัญหายากๆ แต่เพราะความเป็นหนึ่งเดียวกันของสมาชิกพรรคช่วยให้ฟันฝ่ามาได้ ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ พรรคจะเป็นหลักเพื่อบ้านเมือง ทำงานสานต่อเจตนารมณ์ผู้ก่อตั้งพรรค และต้องขอบคุณผู้สนับสนุนที่ทำให้เราเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด

จากนั้นเวลา 10.15 น. นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่าในโอกาสที่ครบรอบการก่อตั้ง 67 ปีนั้น ยืนยันว่าพรรคจะเป็นสถาบันทางการเมืองนำพาประเทศชาติไปสู่ประชาธิปไตย ให้สังคมมีความสงบสุข มีความเจริญก้าวหน้าอยู่ดีมีสุข ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของพรรคไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โดยการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวม

ทั้งนี้การทำงานของพรรคปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ ที่พรรคเป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ก็พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ เพื่อให้สังคมและประชาชนพึ่งพาได้ และยืนยันว่าอุดมการณ์ของพรรคที่มีตั้งแต่ 67 ปีที่แล้วนั้น ยังมีความทันสมัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน หลักเศรษฐกิจที่ให้ภาคประชาชนมีสิทธิพึ่งกลไกเศรษฐกิจเสรี โดยที่พรรคดูแลความเป็นธรรม รวมทั้งอุดมการณ์การกระจายอำนาจ ที่สอดคล้องแนวคิดโลกปัจจุบัน

โดย ทีมข่าวการเมือง




ครบ4ปีภูมิใจไทยหงอย ไร้เงา'เนวิน-กลุ่มมัชฌิมาฯ'

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2556, 14:29 น.

"อนุทิน ชาญวีรกุล" ทำบุญใหญ่พรรคภูมิใจไทย ขึ้นสู่ปีที่ 5 ลั่นเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องกวาด ส.ส.มากกว่า 33 คน ไม่หวั่นคนมองว่าเป็นช่วงขาลง ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบคุณภาพ ขณะที่ไร้เงาแกนนำพรรคร่วมงาน ทั้ง "เนวิน" และ "กลุ่มมัชฌิมาฯ"...

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการจัดเลี้ยงทำบุญในวาระครบรอบจัดตั้งพรรคภูมิใจไทย 4 ปี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคฯ พร้อมด้วยแกนนำพรรคภูมิใจไทย อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นต้น

โดยไม่มีแกนนำคนสำคัญ อย่าง นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีตหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายเนวิน ชิดชอบ อดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย และนางพรทิวา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ก็ได้มีแจกันดอกไม้ มาร่วมแสดงความยินดีแทน
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีราชชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมามอบแจกันดอกไม้ ร่วมอวยพรวันเกิดครบรอบวันเกิดพรรคภูมิใจไทย และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ร่วมกันด้วย

นายอนุทิน กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการว่า ตนได้ทำหน้าที่ครั้งแรกในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในพิธีการสำคัญของพรรคเป็นครั้งแรกในวันนี้ โดยพรรคภูมิใจไทยได้ก่อตั้งขึ้นมาท่ามกลางความรุนแรง ขัดแย้งของสังคมไทย และมีความกดดันจากรอบข้าง เราจึงจำเป็นต้องทำบางอย่างเพื่อบ้านเมือง และเราจำเป็นต้องทำบางอย่างให้สถานการณ์พลิกขึ้นตามลำดับ เนื่องจากในขณะนั้น มีความขัดแย้งมากมาย มีการสาดโคลน โต้เถียง มีการใช้วาทะ ทั้งเรื่องการพูดให้เสียหาย และจะต้องเข้มแข็งและต้องมีสติ

“หลายคนบอกว่า พรรคภูมิใจไทยอยู่ในช่วงขาลง ยืนยันว่าขาต้องลงถึงจะยืนอยู่ได้ ถ้าขาชี้ฟ้า แสดงว่าถูกจับห้อยหัว ผมไม่เคยคิดว่า คำว่า พรรคภูมิใจไทยขาลง เป็นคำที่ไม่ดี ถ้าขาลงทุกคน แสดงว่าเราก็ยังยืนอยู่อย่างมั่นคง เราก็ไม่มีวันที่ขาจะชี้ฟ้า แสดงว่าใกล้ถึงจุดจบ และที่สำคัญที่สุดยังได้เห็นความสามัคคี ความอบอุ่นในพรรค ขณะนี้พรรคของเราก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 5 องค์กรใดอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้ ก็ถือว่าองค์กรนั้นมีความมั่นคง ต้องถือว่าเราสามารถยืนอยู่ด้วยขาของตัวเองได้แล้ว ตอนที่เราหอบหิ้วกันออกมา มีเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ตอนนี้เรามี ส.ส. 33 คน ผมยังยืนยันว่า ขณะนี้เราก็ยังมีอยู่ 33 คน และจากนี้ไปเราก็จะมี ส.ส.ให้มากกว่าเดิม พวกเราชอบคำดูถูก เหยียดหยาม และปรามาส เพราะมันทำให้พวกเราแข็งแรง และต้องต่อสู้เพราะมีเลือดนักสู้อยู่ในตัวเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมผ่านคำปรามาสมาเยอะ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเกร่ง” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนมองว่า นอกจากแข่งจากภายนอกแล้ว เราต้องแข่งกับตัวเอง และเราต้องให้ความสำคัญกับตัวเอง และมีความตั้งใจมากกว่าให้ความสำคัญกับคู่แข่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอง ถ้าเราชนะตัวเองได้ จะไม่มีใครสามารถชนะเราได้ นี่คติของตนในการดำรงชีวิตมาโดยตลอด วันนี้มาอยู่ร่วมพรรคภูมิใจไทยในทางการเมือง ก็ถือว่าใหม่ในทางการเมือง แต่การพูดคุยประสบการณ์กับพวกท่านทั้งหลาย ถึงแม้ว่าตนจะเป็นผู้นำของพรรค แต่ตนก็รู้ว่าตัวเองมีดีทางไหน อย่างไรก็ตาม ตนมองอดีตรัฐมนตรีและส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย เป็นยอดฝีมือ และกระบี่มืออันดับหนึ่งในใจ ที่จะต้องเรียนรู้ร่วมกัน ถอดวิทยายุทธ์ พรรคภูมิใจไทยได้ขับเคลื่อนไปอยู่ในสถานะที่เป็นฝ่ายค้าน แต่เราก็เป็นฝ่ายค้านที่มีเหตุผล ทุกสิ่งที่เราทำสามารถอธิบายต่อสังคมได้ อธิบายต่อคนที่ได้รับผลกระทบต่อสิ่งที่เรากระทำได้

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายจากนี้ จะทำนโยบายใหม่ที่ยืดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่เอาความขัดแย้งและรุนแรง โดยการทำหน้าที่ในสภาฯ ก็จะยึดถือประโยชน์คนส่วนใหญ่ เราก็จะสนับสนุน แต่หากทำไปเพื่อคนกลุ่มใดหรือคนใดคนหนึ่ง เราก็คงจะคัดค้าน ส่วนบทบาทของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต เราก็คงจะเตรียมเพื่อสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป เชื่อว่าอีกประมาณ 2 ปีกว่า คงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคก็ต้องมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งตลอด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใด นายเนวินจึงไม่ได้มาร่วมงานในวันนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า นายเนวินก็ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะวางมือทางการเมือง โดยหันไปสนับสนุนในด้านกีฬาฟุตบอลและเรื่องรถแข่งแล้ว อีกทั้งยังส่งเสริมเยาวชนในด้านการกีฬา ถึงแม้ว่าไม่ได้มาในวันนี้ แต่ก็ได้ส่งความปรารถนาดีในการทำบุญพรรคครบ 4 ปี ในวันนี้แล้ว.

ปิดฉาก ''สาธุคุณ มูน'' ล้านอาลัย เจ้าลัทธิแต่ง 3 หมื่นคู่


วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อระดับโลกหลายสำนัก ได้เสนอข่าว สาธุคุณ ซัน เมียงมูน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการจัดพิธีสมรสหมู่ ที่มากสุดคือ 3 หมื่นคู่ ที่กรุงโซล เมื่อปี ค.ศ.1992 ได้ถึงแก่กรรมด้วยวัย 92 ปี เวลาตีสอง (ตามเวลาเกาหลีใต้) วันที่ 3 ก.ย. 2555 โฆษกประจำตัวแถลงว่า สาเหตุการจากไปของสาธุคุณ ซัน เมียงมูน มาจากโรคปอดบวมและอวัยวะสำคัญล้มเหลว

ทิ้งเรื่องราวทั้งด้านบวกและลบไว้ให้ผู้ที่เคารพศรัทธาและผู้ที่คัดค้านไม่เห็นด้วย ได้ศึกษาถกแถลงกันต่อไปอีกยาวนาน...

คนไทยคงเคยได้ยินเรื่องราวของบุคคลผู้นี้มาแล้วไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการสมรสหมู่ที่เป็นข่าวไปทั่วโลก สื่อหลายชาติรวมทั้งสื่อไทยก็เคยได้รับเชิญให้ไปทำข่าวนี้มาแล้ว ทั้งที่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

การสมรสหมู่ของคนที่เข้าพิธีทั้งที่หลายคนไม่รู้จักกันนั้น กลายเป็นข้อครหาว่า เป็นเพราะเหล่าสาวกถูกล้างสมองด้วยนิกายหรือลัทธิที่สอนให้ไม่เคารพพ่อแม่ รวมทั้งเรื่องทรัพย์สมบัติที่สาธุคุณ ซัน เมียงมูน ได้ทิ้งไว้เป็นอาณาจักรใหญ่โตในปัจจุบัน ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ สื่อมวลชน การศึกษา โรงงานผลิตอาวุธ บริษัทจัดจำหน่ายอาหาร ธุรกิจกิจตกปลา ร้านซูชิในสหรัฐ...ทั้งหมดถูกคนอเมริกันที่ไม่ศรัทธากล่าวหาว่า ค้ากำไรเกินควรจากสมาชิก ประมาณการว่า อาณาจักรธุรกิจเหล่านี้มีมูลค่านับพันล้านเหรียญเลยทีเดียว

เหรียญย่อมมีสองด้าน

สาธุคุณ มูน มีลูกศิษย์หลายล้านคน

และคนที่ศรัทธายืนยันว่า ไม่เคยมีการสอนให้ไม่นับถือพ่อแม่ แต่สอนว่า พ่อแม่ทุกคนต้องเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง ต้องเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี มีการศึกษา ใฝ่สันติ ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วก็ไม่นอกใจกัน ลูกหลานต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ด้วยความรักที่มั่นคง 3 ชั่วอายุคน

’ทำไมท่านจะมีเงินไม่ได้ เพราะท่านไม่นั่งรอรับบริจาคอย่างเดียว แต่มาจากหัวคิดที่มองเห็นการณ์ไกล เมื่อมีเงินก็ใช้เงินเพื่อทำประโยชน์กับโลก“ ลูกศิษย์ยืนยัน

โดยยกตัวอย่างให้เห็นว่า เริ่มต้นเมื่อจะสร้างโบสถ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในเกาหลีใต้นั้น การหาเงินเป็นเรื่องยากมาก สาธุคุณ มูน ได้สั่งให้สมาชิกโบสถ์ทุกคนเมื่อจะส่งจดหมายหนึ่งฉบับให้กับสมาชิก ปกติต้องติดแสตมป์ 40 วอน ก็ให้ติดแสตมป์เป็นดวงละ 1 วอน 40 ดวง และสั่งให้สมาชิกเก็บสะสมแสตมป์ไว้เพื่อขาย เพราะเชื่อว่าไม่นานจะมีนักสะสมมาแห่ซื้อ จากแสตมป์ 1 วอน ก็ขายได้ 1 ล้านวอน กลายเป็นทุนดำเนินการในหลายด้าน รวมทั้งที่ดินกลางกรุงโซลที่ซื้อไว้เพื่อสร้างโบสถ์ก็มีราคาเพิ่มมหาศาล

นอกจากนั้น สาธุคุณ มูน ยังส่งเสริมให้สมาชิกต่อเรือเพื่อทำธุรกิจจับปลา โดยตัวมูนเองชอบพาลูกศิษย์ไปตกปลาในทะเลต่าง ๆ เป็นประจำ และเล็งเห็นล่วงหน้าว่า โลกจะขาดแคลนอาหาร เนื่องจากหมู วัว แพะ แกะ ออกลูกทีละไม่กี่ตัว แต่ปลาออกไข่ทีละเป็นล้านฟองและออกลูกฝูงใหญ่ ทะเลจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญ มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา จึงเปิดโรงงานแปรรูปอาหารที่อลาสกา มีทั้งการทำเพื่อบริจาค และการจำหน่าย...

กลายเป็นอีกรายได้ที่สำคัญ

นอกจากเรื่องการสร้างธุรกิจแล้ว มูนยังก่อตั้งองค์กรในชื่อต่าง ๆ มากมาย เช่น สหพันธ์สันติภาพสากล สหพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลก สหพันธ์เยาวชนคนหนุ่มสาวเพื่อสันติภาพโลก สมาคมอาจารย์อุดมศึกษาเพื่อสันติภาพโลก มีการจัดประชุมทั้งที่นิวยอร์ก เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยสหพันธ์สันติภาพสากล และสหพันธ์สตรีเพื่อสันติภาพโลก ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติให้เป็นองค์กรที่มีสถานภาพเป็นที่ปรึกษาของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UN ECOSOC)
ด้วย

และยังมีคณะบัลเล่ต์พื้นบ้าน “Little Angel” ที่ดังมาก ซึ่งเคยมาแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมด้วย อีกทั้งยังสร้างโรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ ศูนย์ปฏิบัติธรรม เป็นต้น

ธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้ ลูก ๆ 14 คน (ชาย 7 คน หญิง 7 คน) เป็นผู้ดูแล ส่วนมูลนิธิโบสถ์แห่งความสามัคคีนั้นลูกชายสุดท้องในจำนวน 7 คนเป็นผู้รับช่วงต่อตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 ขณะที่มีอายุ 28 ปี

ศพของสาธุคุณ ซัน เมียงมูน จะถูกฝังในวันที่ 15 กันยายนนี้ ที่ภูเขาซอนซุง ใกล้บ้านเกิดของเขา โดยจะมีผู้นำหลายชาติ รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาหลายล้านคนที่เคารพศรัทธาเขา มาร่วมส่งดวงวิญญาณในวาระสุดท้ายนี้ด้วยความอาลัยรัก แต่คนที่คัดค้านไม่เห็นด้วยก็ย่อมไม่มาร่วมแน่

วันเวลานั้นยังอีกยาวนาน แต่ไม่ไกลเกินไป

สาธุคุณ ซัน เมียงมูน ก็ไม่พ้นไปจากสุภาษิตจีนบทนี้ นั่นคือ...

ระยะทางพิสูจน์ม้า

กาลเวลาพิสูจน์คน
//
ที่มา เดลินิวส์

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

พิพากษายืนรอลงอาญา 2 ปี"ปราโมทย์" เขียนบทความปฏิญญาฟินแลนด์หมิ่น"ทักษิณ"


ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนรอลงอาญา 2 ปี"ปราโมทย์" เขียนบทความปฏิญญาฟินแลนด์หมิ่น"ทักษิณ"

ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1747/2549 ที่พรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระและคอลัมนิสต์ ,บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) , น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ , นายขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการรายวัน และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาและดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 , 332 , 393

โดยคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ระหว่างวันที่ 17 - 25 พ.ค.49 จำเลยทั้งห้า ร่วมกันตีพิมพ์และเผยแพร่บทความ “ ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ : แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย ? ” ของจำเลยที่ 1 ลง
ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และเว็บไซต์ ซึ่งใส่ร้ายโจทก์ทั้งสองเสื่อมเสียชื่อเสียง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มี.ค.52 เห็นว่า บทความเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ 5 ตอนที่เผยแพร่ใน นสพ. ผู้จัดการและเผยแพร่ในเว็บไซต์ ที่จำเลยที่ 1 เขียนพาดพิงถึงโจทก์ทำนอง ว่ามีนโยบายที่ต้องการทำลายระบบราชการไทย การสร้างระบบการเมืองพรรคเดียว และล้มล้างสถาบันเบื้องสูง แต่ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 กลับไม่นำสืบว่าโจทก์ทั้งสองกระทำการล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด ขณะที่ท้ายบทความยังได้ให้ประชาชนต่อต้านโจทก์ทั้งสองที่กำลังลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 2 เม.ย.49 ซึ่งไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ส่วนจำเลยที่ 4 เป็น บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการรายวัน มีหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาก่อนตีพิมพ์

จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนรู้เห็นและทราบว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาดูหมิ่นโจทก์ด้วย จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 4 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาทแต่จำเลยที่ 1 เป็นนักวิชาการ นักประชาธิปไตยและจำเลยที่ 4 เป็นนักหนังสือพิมพ์ เคยสร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ที่กระทำผิดเพราะต้องการปกป้องสถาบันที่เคารพ ประกอบกับจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน

จึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน โฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์รายวัน 5 ฉบับเป็นเวลา 7 วันติดต่อกันด้วย โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 5ต่อมาจำเลยทั้งสอง ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้วจึงพิพากษายืน แต่ใน

ส่วนจำเลยที่ 4 เห็นว่า ยังไม่มีมูลว่ากระทำการที่เป็นความผิด จึงพิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4

ชี้สัดส่วนเชื้อเพลิงก๊าซมากเกินไป อันตรายต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้า


ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภาชี้สัดส่วนเชื้อเพลิงก๊าซมากเกินไป อันตรายต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้า

วันที่ 5 เม.ย.56 นี้เป็นวันแรกที่แหล่งก๊าซในพม่าจะปิดปรับปรุง และหยุดจ่ายก๊าซมายังไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 5-14 เมษายน โดยบริษัท ปตท. ในฐานะผู้จัดหาก๊าซ เปิดเผยว่า แหล่งก๊าซธรรมชาติ
ในพม่าจะเริ่มหยุดจ่ายในช่วงเวลาเที่ยงวันที่5 เม.ย.56 โดยทยอยลดปริมาณก๊าซในท่อลง จนหยุดจ่ายในที่สุด และกลับมาจ่ายก๊าซอีกครั้งในช่วงเที่ยงวันที่ 14 เมษายนนี้ ปตท.ระบุว่า ระหว่างนี้ หาก
แหล่งก๊าซอื่นมีปัญหา จะมีก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำรองไว้ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต นำมาใช้ทดแทน

ในด้านการเตรียมความพร้อม กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และบริษัทปตท. รวมถึงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วงระหว่างวันที่ประเมินว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงสูงจะอยู่ระหว่างเวลา 14.00 น. -15.00 น.

ก่อนหน้านี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ประสานภาคอุตสาหกรรม เพื่อขอความร่วมมือลดใช้ไฟฟ้า โดยมีโรงงานบางส่วนปิดทำการในวันนี้ ขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า ทำให้มีปริมาณไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้นระหว่าง 1,600 - 1,700 เมกะวัตต์ นอกจากนี้หน่วยงานอื่น ๆ ของภาครัฐและเอกชน เช่นห้างสรรพสินค้าร่วมประหยัดไฟฟ้า ทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมั่นใจว่าจะมีปัญหาไฟตกไฟดับ

เมื่อเร็วๆ นี้เว็บไซต์ข่าวรัฐสภาถึงประชาชนได้สัมภาษณ์นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปราจีนบุรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ในประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ ...

นายสุรเดชระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภาก็คือ ประเทศไทยพึ่งพาสัดส่วนก๊าซธรรมชาติในการเป็นเชื้อเพลงผลิตไฟฟ้ามากเกินไปถึงประมาณ 70%
โดยมีสัดส่วนก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากพม่า 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งหากพม่าหยุดส่งก๊าซธรรมชาติให้ เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าก็ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ในหลักการของทุกประเทศต้องมีการแบ่งสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมให้มีสเถียรภาพและมีความมั่นคงด้านพลังงาน ทั้งนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีในการผลิตกระแสไฟฟ้านั้นจะต้องมีการซ่อมบำรุงอยู่แล้ว

ในด้านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานนั้น สำหรับประเทศไทยการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ๆ ก็มักจะถูกปฎิเสธจากคนในพื้นที่ รวมทั้งโรงไฟฟ้าเก่า ก็จะต้องมีการปลดระวางในอนาคต ซึ่งมันสวนทางกัน แต่ทั้งนี้ต้องมีการกระจายสัดส่วนของโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดต่างๆ และทำให้ประชาชนยอมรับในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้การสร้างโรงไฟฟ้าปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลกระทบมากหรือน้อย และถึงเวลาหรือยังที่เราควรมาดูว่าประโยชน์ของอะไรมันจะมากกว่ากัน ซึ่งเราต้องเลือกกันแล้ว

นอกจากนี้คนไทยยังมีลักษณะที่เรียกได้ว่า "ขาดไฟฟ้าไม่ได้" เปิดสวิทซ์ต้องมีไฟ แต่ถ้าเราไปดูที่อื่นเช่น พม่า หรืออินเดีย ที่ดับทีละหลายๆ ชั่วโมง แต่บ้านเราดับ 30 นาทียังดับไม่ได้ แต่เมื่อจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ก็จะถูกต่อต้าน แบบว่าไปสร้างที่ไหนก็ได้แต่ไม่ใช่บ้านฉัน ปฎิเสธหมด ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสีย อะไรเสียมาก เสียน้อย ก็ต้องมาชั่งน้ำหนักกันว่าอันไหนต้องทำ ต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไร

ซึ่งแหล่งพลังงานก็มีหลายชนิด เช่นพลังงานทดแทนที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานหมุนเวียนอย่างลม แสงแดด ข้อดีมีและข้อเสียก็มีด้วยนั่นก็คือไม่มีความสเถียรภาพ เช่นพลังงานแสง
อาทิตย์ก็มีข้อจำกัดในตอนที่ไม่มีแสงแดด ดังนั้นหากจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ก็ต้องมีโรงไฟฟ้าพลังงานหลักอีกอันควบคู่กันด้วย แต่ทั้งนี้ก็กลายเป้นการลงทุนที่สูงกว่าเดิมและอาจจะต้อง
ผลักภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน

นอกจากนี้นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน เช่น การจำนำข้าว รถคันแรก รัฐบาลก็ช่วยเหลือหมดโดยใช้เงินภาษี แต่เรื่องพลังงานนั้นรัฐบาลแทบจะไม่ได้ช่วยเลย แค่เป็นคนกลางเท่านั้น ภาระต่างๆ อยู่กับประชาชน เช่น เรื่องน้ำมัน ทำมันก๊าซ LPG ทำไมถึงมีราคาถูกคือแค่ 18 บาท ทำไมน้ำมันเบนซินถึงราคาลิตรละเกือบ 50 บาท ก็เป็นเพราะรัฐบาลเอาเงินจากคนเติมเบนซินไปอุดหนุนคนใช้ก๊าซ LPG เป็นแค่การนำเงินจากกระเป๋าซ้าย ไปใส่กระเป๋าขวา

เช่นเดียวกันในเรื่องไฟฟ้า นโยบายให้คนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยฟรี แต่สุดท้ายก็เอาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้าฟรีนั้นมาใส่ตะกร้าแล้วหารรวมกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งย้อนกลับไปถึงเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ก็จะเป็นกรณีคล้ายกันคือเอาต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ก็จะถูกรวมเป็นค่าใช้จ่ายรวม แล้วหารรวมกันเป็นค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้นจะมองได้ว่าในเรื่องของพลังงานนั้น รัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไรเลย

แต่ทั้งนี้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนสูงในปัจจุบัน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะมีราคาถูกลงในอนาคต ดังนั้นในตอนนี้เราต้องเรียนรู้ควบคู่ไปให้ถึงจุดที่ที่คุ้มทุน ก็ต้องส่งเสริมให้มีการใช้อย่างจริงจังให้คุ้มค่า

ในด้านพลังงานชีวมวล ชีวภาพนั้น หากเราไปเร่งมากก็จะเป็นการใช้พลังงานมาก เราไปปลูกหญ้า ปลูกมัน ปลูกอ้อย เพื่อผลิตไฟฟ้าฟ้านั้นอาจจะทำไม่ทันต่อความต้องการ ส่วนเรื่องพลังงานจากเชื้อเพลิงขยะนั้นมีอุปสรรคที่คนไทยขาดการบูรณาการเรื่องขยะ ไม่มีวัฒนะธรรมการแยกขยะ ทำให้ต้นทุนในการเผาไหม้มีราคาสูง

ในด้านพลังงานหลัก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีความกลัว โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ไม่เอาโดยกลัวมลพิษ พลังงานน้ำก็ไม่สามารถสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ได้แล้ว เหล่านี้เมื่อไม่เอาก็เลยหันไปใช้ก๊าซเพราะมีความง่ายกว่าทุกอย่าง เอาง่ายไว้ก่อนซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่หลากหลาย และในอนาคตอันใกล้นี้ก๊าซในอ่าวไทยของเราเองก็จะหมดแล้ว โดยก๊าซในอ่าวไทยกิโลกรัมละ 8 บาท ส่วนจากพม่าเรารับซื้อมากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งเราใช้ก๊าซจากพม่าเป็นจำนวนหนึ่งในสาม แต่ก็ที่จะเริ่มไม่พอแล้วจึงต้องมีการนำเข้าก๊าซ LNG ราคากิโลกรัมละ 18 บาท เพราะต้องนำเข้าจากแหล่งอื่น

ทั้งนี้เราต้องมาพูดกันอย่างจริงจังในเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าแบบอื่นๆ เพราะในการก่อสร้างแต่ละโรงนั้นต้องใช้เวลา 5-10 ปี ตอนนี้เราไม่คิดกันเพราะเราเหมือนว่ามีไฟฟ้าใช้อยู่เลยไม่เดือดร้อน รอให้ไฟฟ้าหมดถึงมาพูดกัน แต่เวลา 5-10 ปีในตอนนั้นเราจะรอได้ไหม ต้องสังวรณ์ไว้

ในด้านการวางแผนจัดการด้านพลังงานของประเทศนั้น นายสุรเดชระบุว่าต้องมองภาพรวมเป็นประชาคมอาเซียน เอาจุดแข็งด้านการผลิตของเราเป็นตัวตั้ง และประเทศเพื่อนบ้านของเรามี

ทรัพยากรรวมทั้งพลังงาน อย่าลาวและพม่า ตอนนี้เราซื้อไฟฟ้าจากลาวถึง 7,000 เม็กกะวัตต์ ดังนั้นเราต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เรามีอุตสาหกรรม ส่วนเพื่อนบ้านขายพลังงานให้เรา เราเอาทรัพยากรเขามาแล้วสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเราต้องให้ความร่วมมือในระหว่างประเทศ

ส่วนเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ ตัวอย่างจากต่างประเทศอย่างในอเมริกาและยุโรปก็ยังมีการใช้กันอยู่ และมีการเฉลี่ยสัดส่วนเชื้อเพลิงแต่ละประเภทไม่ให้เกิดความเสี่ยง แต่บ้านเรายังใช้ก๊าซสูงถึง 70% และบ้านเรายังคงเหมือนมีความกลัวเรื่องผีนิวเคลียร์ ปฎิเสธไปหมดโดยไม่ฟังว่าเทคโนโลยีในด้านนี้ไปถึงไหนแล้ว

พธม.ออกโรงคัดค้านแก้รธน. ชี้ทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง


พธม.ออกโรงคัดค้านแก้รธน. ชี้ทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง

4 เม.ย.56 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่ม พธม. อ่านแถลงการณ์ พธม.เรื่อง คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองด้วยกันเองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงต่อไป การแก้ไขมาตรา 68 นั้น เป็นการลด และริดรอน สิทธิประชาชนในการยื่นคำร้องโดยตรงต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนมีสิทธิ์ยื่นคำร้องผ่านอัยการสูงสุด ตามมาตรา 68 ได้เฉพาะในหมวดที่ 3 อันหมายถึงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเท่านั้น และนั่นหมายความว่าหากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งอยู่ในหมวดที่ 5 เพื่อนำไปสู่การล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ประชาชนจะไม่สามารถยื่นคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญได้เลยไม่ว่าจะผ่านอัยการสูงสุดหรือไม่ก็ตาม

สำหรับการแก้ไข มาตรา 190 นั้น เป็นสิ่งที่อันตรายต่อประเทศชาติ เพราะได้ตัดหนังสือสัญญา 3 กลุ่มใหญ่ออกจากมาตรา 190 ได้แก่ 1. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ 2. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง และ 3. หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นการทำลายการถ่วงดุลตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดเจน

กรณีการแก้ไขมาตรา 111 เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาเพิ่มจำนวนเป็น 200 คน ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง ทำให้ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งที่จะหมดวาระในเดือน มี.ค.57 สามารถสมัครรับเลือกตั้งต่อได้ทันที ยังมีความมุ่งหมายให้กระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งต้องมาจาก ส.ว.นั้นยังคงอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาล เกิดการรวบอำนาจและทำให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้จริงเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปี 40 การที่ ส.ว.เข้าชื่อเสนอแก้มาตราดังกล่าวด้วย ขัด รธน.มาตรา 122 อย่างชัดเจน

ส่วนการแก้ไข มาตรา 237 นั้นเห็นว่า นักการเมืองเหล่านี้ไม่มีความจริงใจที่จะเพิ่มบทลงโทษรุนแรงกับผู้ที่กระทำความผิดทุจริตเลือกตั้ง อีกทั้งผู้เสนอทั้งหมดก็จะได้ประโยชน์ต่อพรรคการเมืองและตำแหน่งของตนเองจึงถือเป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์และย่อมขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ด้วย กลุ่มพธม. จึงขอคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 มาตราดำเนินการทางกฎหมายต่อเนื่องจนถึงที่สุด

ข่าวจากแนวหน้า

ตร.ทองหล่อฟ้องลูกเจ้าสัวกระทิงแดงซิ่งเฟอร์รารี่ชน"ด.ต."แค่2ข้อหา สั่งเพิ่มฐานขับรถเร็ว


อัยการอึ้ง!! ตร.ทองหล่อฟ้องลูกเจ้าสัวกระทิงแดงซิ่งเฟอร์รารี่ชน"ด.ต."แค่2ข้อหา สั่งเพิ่มฐานขับรถเร็ว

ที่สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาใต้ ถนนเจริญกรุง พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาใต้ 1 นัดฟังคำสั่งคดีที่พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ มีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส อายุ 28 ปี ลูกชายนายเฉลิม อยู่วิทยา นักธุรกิจหมื่นล้านเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดง 

ผู้ต้องหาในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน กรณีขับซิ่งรถยนต์สปอร์ตหรูยี่ห้อเฟอร์รารี่พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต ลากศพไปใกล้กว่า 200 เมตร บริเวณหน้าปากซอยสุขุมวิท 49 เมื่อตอนเช้ามืดวันที่ 3 กันยายน 2555

โดยนายฤชา ไกรฤกษ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาใต้ 1 กล่าวว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรฟ้องผู้ต้องหา 2 ข้อหา คือฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกช

และมีความเห็นไม่ฟ้อง 2 ข้อหา คือขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และขับรถขณะมึนเมาสุรา

โดยเมื่ออัยการพิจารณาแล้วเห็นควรให้ฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดฯ อีกหนึ่งข้อหา เนื่องจากอัยการเชื่อหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่สามารถจับภาพรถยนต์ขณะที่ผู้ต้องหาขับผ่านกล้องโดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่ามีความเร็วสูงถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

"ส่วนข้อหาขับรถขณะมึนเมาสุรานั้นมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน เพราะพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนฟังไม่ได้แน่ชัดว่ามีปริมาณแอลกอฮอร์ขณะขับรถหรือขณะเกิดเหตุ

ดังนั้นจึงเสนอให้นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาใต้พิจารณาว่าจะมีความเห็นอย่างไร นอกจากนี้ผู้ต้องหาได้ส่งทนายความมาขอเลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีออกไปก่อน ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงมีคำสั่งให้เลื่อนนัดสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เวลา 10.00 น."

by..@matichon
อัยการอึ้ง!! ตร.ทองหล่อฟ้องลูกเจ้าสัวกระทิงแดงซิ่งเฟอร์รารี่ชน"ด.ต."แค่2ข้อหา สั่งเพิ่มฐานขับรถเร็ว

ที่สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาใต้ ถนนเจริญกรุง พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาใต้ 1 นัดฟังคำสั่งคดีที่พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ มีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา  หรือบอส  อายุ 28 ปี ลูกชายนายเฉลิม อยู่วิทยา นักธุรกิจหมื่นล้านเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดง 

ผู้ต้องหาในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน กรณีขับซิ่งรถยนต์สปอร์ตหรูยี่ห้อเฟอร์รารี่พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต ลากศพไปใกล้กว่า 200 เมตร บริเวณหน้าปากซอยสุขุมวิท 49 เมื่อตอนเช้ามืดวันที่ 3 กันยายน 2555
 
โดยนายฤชา ไกรฤกษ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาใต้ 1 กล่าวว่า  คดีนี้พนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรฟ้องผู้ต้องหา  2 ข้อหา คือฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน 

และมีความเห็นไม่ฟ้อง 2 ข้อหา คือขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และขับรถขณะมึนเมาสุรา 

โดยเมื่ออัยการพิจารณาแล้วเห็นควรให้ฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดฯ อีกหนึ่งข้อหา เนื่องจากอัยการเชื่อหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่สามารถจับภาพรถยนต์ขณะที่ผู้ต้องหาขับผ่านกล้องโดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่ามีความเร็วสูงถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 
"ส่วนข้อหาขับรถขณะมึนเมาสุรานั้นมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน เพราะพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนฟังไม่ได้แน่ชัดว่ามีปริมาณแอลกอฮอร์ขณะขับรถหรือขณะเกิดเหตุ

 ดังนั้นจึงเสนอให้นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาใต้พิจารณาว่าจะมีความเห็นอย่างไร นอกจากนี้ผู้ต้องหาได้ส่งทนายความมาขอเลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีออกไปก่อน ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงมีคำสั่งให้เลื่อนนัดสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เวลา 10.00 น."

by..@matichon

บึ้มรถคณะรองผวจ.ยะลาดับ1เจ็บ2-สุกำพลรู้มือฆ่านาวิกแล้ว


บึ้มรถคณะรองผวจ.ยะลาดับ1เจ็บ2-สุกำพลรู้มือฆ่านาวิกแล้ว
ข่าวภูมิภาค วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ.2556 14:03น.
444933
คนร้าย ลอบวางระเบิดรถของคณะ รองผู้ว่าฯยะลา มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีก 2 ราย ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุ รู้ตัวกลุ่มคนร้ายอุ้มฆ่าทหารนาวิกโยธินแล้ว ย้ำ เดินหน้าถก กลุ่มบีอาร์เอ็น
เกิดเหตุ คนร้าย ลอบวางระเบิดรถของคณะ นายอิศรา ทองธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขณะลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ อ.บันนังสตา เบื้องต้น ได้รับรายงานมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ยังไม่ทราบชื่อ นอกจากนี้ ยังผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ล่าสุด กองกำลัง 3 ฝ่าย เข้าตรวจสอบพื้นที่แล้ว

'สุกำพล'บอกรู้มืออุ้มฆ่านาวิกฯแล้วย้ำเดินหน้าถกBRN
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีคนร้ายอุ้มฆ่า
พลทหารนาวิกโยธิน จ.นราธิวาส ว่า ขณะนี้ รู้ตัวกลุ่มคนร้ายแล้ว ว่าเป็นกลุ่มใด แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด
และกำชับกับทาง แม่ทัพภาคที่ 4 ไปแล้ว ว่า ต้องนำตัวมาลงโทษให้ได้ เพราะใช้วิธีการที่โหดเหี้ยม ซึ่งแม้จะมี
เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น แต่ต้องมีการปรับยุทธวิธี โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องนำไปแก้ไข
อย่างไรก็ตาม การพูดคุยเพื่อสันติภาพกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น และแกนนำผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด
ชายแดนภาคใต้นั้น เพื่อทำให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งต้องเดินหน้าต่อไป

ผบ.ทบ. สั่งเข้มล่าตัวคนร้ายก่อเหตุป่วนใต้
พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นเป้าหมายในช่วงนี้ ว่า ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายใหม่ในการลอบโจมตีแต่อย่างใด เพียงแต่คนร้ายพยายามดำเนินตามกลยุทธ ในการเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แผนการที่ได้กำหนดไว้ทุกแผน ยังคงดำเนินเหมือนเดิม เพียงแต่กำชับเน้นย้ำกำลังพลให้ระมัดระวังตัวให้มากขึ้น ซึ่งทาง ผบ.ทบ. ได้สั่งนโยบายว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นมากขึ้น คือ ต้องติดตามคนร้ายมาลงโทษให้ได้ พรัอมกันนั้น ในส่วนมาตราเชิงรับ การดูแลตัวเองของเจ้าหน้าที่ ต้องเข้มงวดมากขึ้น
ส่วนกรณีการอุ้มฆ่าพลหทารของหน่วยนาวิกโยธินนั้น พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่พยายามรวบรวมหลักฐานทุกจุด ตั้งแต่จุดที่ถูกอุ้ม จนถึงจุดที่เสียชีวิต และจากหลักฐานพบว่า มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่โจมตีกลุ่มค่ายทหารที่ผ่านมา

 'สุณิสา' ยัน รัฐบาล เดินหน้าคุย BRN
ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงตอบโต้กรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องรัฐบาลให้ยุติการพูดคุยกับกลุ่ม BRN ว่า รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าพูดคุยต่อไป และที่ผ่านมานั้น ได้รับความสะดวกในการประสานงานจากประเทศมาเลเซีย เป็นอย่างดี ทั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจ การพูดคุยถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น นอกจากจะมีการพูดคุยแล้ว รัฐบาลก็ยังคงให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำงานควบคู่ไปตามปกติ ในการดูแลความปลอดภัย ขอร้องพรรคประชาธิปัตย์ อย่านำประเด็นด้านความมั่นคง มาเป็นประเด็นทางการเมือง โดยหากพรรคประชาธิปัตย์ มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา ก็ขอให้นำเสนอมาได้ทุกเมื่อ

บึ้ม!รถบัสทหารเป็นฝีมือของ'อาบะห์ เจะอาลี'
จากกรณีที่ได้มีคนร้ายลอบวางระเบิดรถบัสของเจ้าหน้าที่ทหาร สังกัดงานกิจการพลเรือน ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ร.152 พัน.1 ซึ่งเดินทางโดยรถบัส กลับจากตั้งหน่วยคัดเลือกทหารเกณฑ์ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อมาถึงบริเวณ ม.8 บ้านลือมุ ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ก็ได้เกิดระเบิดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บกว่า 15 นาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 56 ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.ยะลา ซึ่งได้ติดตามคนร้ายกลุ่มนี้อยู่ เปิดเผยว่า แนวทางการสืบสวน เจ้าหน้าที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มของ นายอาบะห์ เจะอาลี อายุ 33 ปี เป็นคนในพื้นที่ ม.2 ต.ปุโรง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ซึ่งเป็นหัวหน้ากองกำลังติดอาวุธอาร์เคเค มีกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการ ประมาณ 8 - 10 คน พร้อมอาวุธครบมือ เป็นกลุ่มเครือข่ายของ อุสตาซโซ๊ะ หรือ นายอิสมาแอ ระยะหลง แกนนำระดับสั่งการที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.กรงปินัง จ.ยะลา และ มีหมายจับของ สภ.กรงปินัง ในคดีฆ่าและลอบวางระเบิดหลายแห่ง

โจรใต้วางระเบิดรถคณะรองผู้ว่าฯยะลา ตาย1สาหัส2



(5/4/56) เหตุระเบิดรถคณะรองผู้ว่าฯยะลา ล่าสุด นายอิศรา ทองธวัช รองผู้ว่าฯ ได้รับบาดเจ็บ กำลังถูกส่งตัวจากบันนังสตามารับการรักษาที่ รพ.ศูนย์ยะลา

ผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
1) นายเชาวลิต ไชยฤกษ์ ป้องกันจังหวัด เสียชีวิต
2) นายอิศรา ทองธวัช รอง ผวจ.ยะลา
3) นายสะตอปา เจะเลาะ อส.ยะลา

มีรายงานจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่า รถที่โดนระเบิดเป็นรถของรองผู้ว่าฯยะลา นายอิศรา ทองธวัช เจ้าตัวเจ็บสาหัส

1.สรุปเบื้องต้นเหตุลอบวางระเบิดขบวนรถรองผู้ว่าฯยะลา กอ.รมน.สรุปรถที่โดนระเบิดเป็นรถรองผู้ว่าฯ นายอิศรา ทองธวัช เหตุเกิดในพื้นที่ อ.บันนังสตา

2.รองผู้ว่าฯยะลา นายอิศรา ทองธวัช กำลังเดินทางไปเปิดงานไก่เบตง ที่ อ.เบตง จ.ยะลา แต่ถูกดักวางระเบิดในท้องที่ อ.บันนังสตา

3.ระเบิดถูกวางริมถนนฝั่งซ้าย และระเบิดทำงานช่วงที่รถรองผู้ว่าฯยะลาผ่านพอดี ทำให้ นายชวลิต ไชยฤกษ์ ป้องกันจังหวัดยะลาเสียชีวิต รองผู้ว่าฯเจ็บ

4.รายชื่อผู้เสียชีวิต-เจ็บจากเหตุระเบิดขบวนรถรองผู้ว่าฯยะลา คือ นายชวลิต ไชยฤกษ์ ป้องกันจังหวัดยะลา เสียชีวิต นายสะตอปา เจ๊ะเลาะ พลขับ เจ็บ

5.นายอิศรา ทองขวัญ รองผู้ว่าฯยะลา ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา

แถวธรรม

ย่างก้าวแห่งธรรม ยามเช้า กับสามเณรน้อย_5/4/56

เว้นค่าผ่านทาง สงกรานต์

"ยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทาง มอเตอร์เวย์ และถ.วงแหวนตะวันออก "

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.จร.กล่าวว่า"เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปี 2556 กระทรวงคมนาคม ประกาศยกเว้น ค่าธรรมเนียมผ่านทาง ทางหลวงพิเศษหมายเลข ๗ (กรุงเทพ - ชลบุรี) ด่านลาดกระบัง, ด่านพานทอง

ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (บางปะอิน - บางนา) ด่านธัญบุรี, ด่านทับช้าง ตั้งแต่ เวลา 16.00 น. ของวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556 ถึง เวลา ๒๔.๐๐ น. ของวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

และกทพ.ทางพิเศษบูรพาวิถี งดเก็บค่าผ่านทาง เวลา00.01น.
วันที่10เมษายน -24.00น.ของวันที่ 16 เมษายน 2556

คกก.ข้อมูลข่าวสาร วินิจฉัย กลต.ไม่ต้องเปิดบันทึกภายใน กับ “บ.ไร่ส้ม”


คกก.ข้อมูลข่าวสาร วินิจฉัย กลต.ไม่ต้องเปิดบันทึกภายใน กับ “บ.ไร่ส้ม” กรณีแนะนำระวังทำธุรกิจกับบริษัท หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลคดียักยอกเงินโฆษณา อสมท.138 ล้านบาท ชี้เป็นความเห็นภายในหน่วยงานรัฐ ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไม่เปิดเผยได้

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ ที่มี ศ.พิเศษ ชมเพลิน จันทร์เรืองเพ็ญ เป็นประธาน ได้มีคำวินิจฉัยที่ คศ.1/2556 กรณีที่ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด (ที่มีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท) ผู้อุทธรณ์ ส่งหนังสือ ถึง เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ขอให้ชี้แจงและขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่สำนักงาน กลต.ออกหนังสือเวียน ที่ กลต.ศส. (ว) 28/2555 ลงวันที่ 2 พ.ย.2555 ไปยังบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ให้ระมัดระวังการทำธุรกรรมกับบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทย (หลังจากบริษัทไร่ส้ม ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีสนับสนุนให้พนักงานบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ยักยอกเงินโฆษณาเกินกว่าเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา เป็นเงินกว่า 138 ล้าน)

แต่สำนักงาน กลต.มีหนังสือที่ กลต.ศส.3223/2555 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2555 แจ้งปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร โดยให้เหตุผลว่า การออกหนังสือเวียนดังกล่าวเป็นการแสดงบทบาทในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ตลาดทุนในการสร้างความตระหนักในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น สำหรับเอกสารที่ผู้อุทธรณ์ขอถือเป็นความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อาจเปิดเผยแก่ผู้อุทธรณ์ ตามนัยแห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540

บจ.ไร่ส้มมีหนังสือลงวันที่ 18 ธ.ค.2555 อุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าว

สำหรับข้อมูลข่าวสารที่ บจ.ไร่ส้ม ขอให้สำนักงาน กลต.เปิดเผยมีจำนวน 4 รายการ ประกอบด้วย

1.หนังสือเวียนดังกล่าว หน่วยงานใดภายในสำนักงาน กลต.เป็นผู้รับผิดชอบเสนอเรื่องและร่างหนังสือ และเป็นกรณีเสนอตามลำดับขั้นอย่างไร ผ่านเจ้าหน้าที่ผู้ใดบ้าง

2.หนังสือเวียนดังกล่าว เลขาธิการ กลต.ได้ออกตามอำนาจหน้าที่หรือไม่ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับใด

3.การออกหนังสือเวียนดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือไม่

และ 4.สำนักงาน กลต.หรือเลขาธิการ กลต.ได้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานโดยเคยมีหนังสือหรือข้อความลักษณะเดียวกันและระบุบุคคลเฉพาะเจาะจงเช่นเดียวกันมาบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่เคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดฐานทุจริต กรณีใดบ้าง และกรณีของ บ.ไร่ส้มเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ตามธรรมาภิบาลของสำนักงาน กลต.

ทั้งนี้ ผู้เกี่ยวข้องได้เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการวินิจฉัยฯ โดย บจ.ไร่ส้ม ชี้แจงด้วยวาจา เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2556 และมีหนังสือชี้แจงลงวันที่ 15 ก.พ.2556 ว่า การออกหนังสือเวียนของสำนักงาน กลต.ดังกล่าว ทำให้ บจ.ไร่ส้มเสื่อมเสียชื่อเสียงและมีผลต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ การชี้มูลของ ป.ป.ช.เป็นกระบวนการยุติธรรมในเบื้องต้น ศาลยังไม่ได้พิพากษาว่า บจ.ไร่ส้มมีความผิด อีกทั้ง บจ.ไร่ส้มไม่ได้เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

“จึงต้องการขอข้อมูลข่าวสารเพื่อตรวจสอบว่าสำนักงาน กลต.มีอำนาจออกหนังสือเวียนดังกล่าวหรือไม่ และมีกระบวนการออกหนังสืออย่างไร หากสำนักงาน กลต.ไม่มีอำนาจ บจ.ไร่ส้มจะดำเนินคดีกับสำนักงาน กลต.และผู้เกี่ยวข้อง” ตัวแทนบริษัทไร่ส้ม ในฐานะผู้อุทธรณ์ระบุ

สำนักงาน กลต.มีหนังสือชี้แจงลงวันที่ 20 ก.พ.2556 และผู้แทนสำนักงาน กลต.ชี้แจงด้วยวาจา เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2556 มีใจความว่า สำนักงาน กลต.มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมให้เกิดบรรษัทภิบาลที่ดีในตลาดทุน ซึ่งการดำเนินมาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นส่วนหนึ่งของการมีบรรษัทภิบาล โดยสำนักงาน กลต.ได้กำหนดหลักการไว้ในแผลกลยุทธ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งการออกหนังสือเวียนดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนกลยุทธ์ของสำนักงาน กลต. สาเหตุที่หนังสือเวียนกล่าวถึง บจ.ไร่ส้ม ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน กลต.นั้น เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวปรากฏข่าวกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด บจ.ไร่ส้ม ฐานะสนับสนุนพนักงาน บมจ.อสมท.กระทำความผิด

ทั้งนี้ หนังสือเวียนมิใช่การออกคำสั่ง ประกาศ หรือหลักเกณฑ์ที่บังคับให้บุคคลใดต้องปฏิบัติตาม เป็นเพียงการสื่อสารขอความร่วมมือเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น สำนักงาน กลต.สามารถดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ซึ่งการออกหนังสือเวียนดังกล่าวเป็นกรณีแรก เนื่องจากสำนักงาน กลต.เพิ่งเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น และในอดีตเมื่อสำนักงาน กลต.กล่าวโทษผู้ใดว่ากระทำความผิด แม้คดียังไม่ถึงที่สุดสำนักงาน กลต.ก็แถลงข่าวทุกครั้ง

“เมื่อ บจ.ไร่ส้มมีคำขอข้อมูลข่าวสารแล้วสำนักงาน กลต.ได้มีหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และบทบาทของสำนักงาน กลต.ให้บริษัทไร่ส้มทราบแล้ว (ตามหนังสือที่ กลต.ผด.435/2556 ลงวันที่ 12 มี.ค.2556) แต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบันทึกการเสนอเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เป็นต้นเรื่องในการออกหนังสือเวียนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่ในแต่ละระดับ มีลักษณะเป็นความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใดตามมาตรา 15 (3) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 อีกทั้ง บจ.ไร่ส้มอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการฟ้องคดีแพ่ง หรือคดีอาญาแก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง แม้เจ้าหน้าที่จะมีข้อต่อสู้ว่าดำเนินการโดยสุจริต แต่ก็อาจมีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน” คือคำชี้แจงของตัวแทนสำนักงาน กลต.

คณะกรรมการวินิจฉัยฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่สำนักงาน กลต.มีหนังสือที่ กลต.ฝด.435/2556 ลงวันที่ 12 มี.ค.2556 ถึง บจ.ไร่ส้ม ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารตามคำขอในข้อ 2 ถึงข้อ 4 ถึงว่าสำนักงาน กลต.ได้เปิดเผยข้อมูลตามคำขอในส่วนดังกล่าวแก่ บจ.ไร่ส้มแล้ว กรณีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัย

ส่วนคำขอข้อ 1. ได้แก่บันทึกภายในสำนักงาน กลต. ซึ่งเป็นต้นเรื่องในการออกหนังสือเวียน เป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานภายในสำนักงาน กลต.เสนอเรื่องราวและความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอที่เป็นไปตามแผนกลยุทธ์

“ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐ ในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด ตามมาตรา 15 (3) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ดังนั้น การที่สำนักงาน กลต. ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ให้แก่ บจ.ไร่ส้มนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์” คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยฯระบุ



-----

สำหรับ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540

มาตรา 15 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้ โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน

...

(3) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

พบ 600 คนไทย-บิ๊กธุรกิจ-นักการเมืองตั้งบริษัทลับบนเกาะบริติชเวอร์จิ้น-เคย์แมน


วันพฤหัสบดีที่ 04 เมษายน 2013 เวลา 18:16 น.

สำนักข่าวอิศราจับมือเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนนานาชาติ (International Consortium of Investigative Journalists: ICIJ) เจาะข่าวการถือครองบริษัทนอกอาณาเขต (offshore company) พบนักการเมือง มหาเศรษฐี นักร้องดัง หลากอาชีพกว่า 600 ราย เป็นเจ้าของบริษัทในพื้นที่ปลอดภาษีทั่วโลก

การรายงานข่าวครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักข่าวอิศรากับ ICIJ (www.icij.org) ซึ่งเป็นเครือข่ายอิสระของผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนจาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของข่าวสืบสวนสอบสวนเรื่องการถือครองบริษัทนอกอาณาเขตของบุคคลทั่วโลกร่วมกันของผู้สื่อข่าว 86 คนจาก 46 ประเทศ และรายงานผ่านทางสื่อกว่า 30 องค์กรทั่วโลก เช่นหนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดี้ยน (The Guardian ) และสถานีโทรทัศน์ บีบีซี ของประเทศอังกฤษ หนังสือพิมพ์ เลอมองด์ (Le Monde ) ของฝรั่งเศส หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ของสหรัฐฯ รวมทั้งสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ของประเทศไทย

ที่มาจากข้อมูลในความครอบครองของ ICIJ ในครั้งนี้ ได้มาจากฐานข้อมูลลับของบริษัทนายหน้าให้บริการจดทะเบียนบริษัทนอกอาณาเขตใหญ่ระดับโลกสองราย คือ บริษัทพอร์ตคูลลิสต์ ทรัสต์เน็ต (Portcullis TrustNet) ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์แต่มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ และบริษัทคอมมอนเวลธ์ ทรัสต์ ลิมิดเต็ด (Commonwealth Trust Limited) ที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น โดยข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วยประกอบด้วยไฟล์ทั้งหมด 2.5 ล้านไฟล์ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและตัวแทนบุคคล 130,000 ราย และบริษัทนอกอาณาเขต 120,000 บริษัท

แม้ว่าการเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตซึ่งหมายถึงบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศหรือเขตปกครองที่มีกฏหมายปลอดภาษีและกฏหมายที่เอื้อต่อการปกปิดข้อมูลบริษัท จะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่ข้อได้เปรียบเรื่องปลอดภาษีและการไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลบริษัท ทำให้โดยอาชญากร นักธุรกิจ และนักการเมืองทั่วโลกใช้บริษัทนอกอาณาเขตในการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่นการเลี่ยงภาษี และการปกปิดการถือครองทรัพย์สิน เป็นต้น

สำหรับประเทศพบว่า มีชื่อบุคคลและบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยกว่า 600 ราย ที่เป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต พื้นที่ต่างๆทั่วโลก เช่น บริติช เวอร์จิ้น, เมอริเชียส และแกรนด์ เคย์แมน

ในจำนวนนี้ นอกจากเจ้าของกิจการและผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ แล้ว ยังมี นักการเมืองและสมาชิกในครอบครัว, ตระกูลนักธุรกิจใหญ่, อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และผู้อยู่ในวงการบันเทิงบางราย เช่น นางนลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย, คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร, นาย บรรณพจน์ ดามาพงศ์, นาย ประเสริฐ ประคุณศึกษาภัณฑ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น, นายสุทธิรรม จิราธิวัฒน์, นายอิสระ ว่องกุศลกิจร่วมกับสมาชิกในตระกูลว่องกุศลกิจบางราย และนักร้องชื่อดัง “แอ้ด คาราบาว”

ข้อมูลจากบริษัทพอร์ตคูลลิสต์ ทรัสต์เน็ตชี้ว่า ในปี 2550 คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวของบริษัท พรีเมี่ยม ซีเล็คท์ อิ้งค์ (Premium Select Inc) ที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น โดยใช้บริการของ UBS AG ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยใช้บริษัทนอมินีที่จดทะเบียนที่เกาะบริติชเวอร์จิ้นสองบริษัท คือบริษัทเอ็กซ์คอร์ป ลิมิดเต็ด (Excorp Limited) และ แชร์คอร์ป ลิมิดเต็ด (Sharecrop Limited) จดทะเบียนผู้อำนายการและผู้ถือหุ้นของบริษัทพรีเมี่ยม ซีเล็คท์ อิ้งค์ตามลำดับ

ไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีคุณหญิงพจมานได้ใช้ประโยชน์บริษัทพรีเมี่ยม ซีเล็คท์ อิ้งค์หรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ตามพบว่าคุณหญิงพจมานไม่ได้จ่ายเงินค่าต่อใบอนุญาตบริษัทในปีถัดมา

ในขณะเดียวกัน พบว่านายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ เป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ของบริษัท บริษัทที่บริติชเวอร์จิ้น จำนวนสองบริษัท โดยในปี 2547 นายบรรณพจน์จดทะเบียนเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ของบริษัท บาวน์ตี้ ฮาร์เวสต์ คอร์เปอเรชั่น (Bounty Harvest Corperation) โดยใช้บริษัทนอมินีเดียวกันกับคุณหญิงพจมานจดทะเบียนเป็นผู้อำนวยการและผู้ถือหุ้น ไม่มีข้อมูลเช่นเดียวกันว่าบริษัทบาวน์ตี้ ฮาร์เวสต์ คอร์เปอเรชั่นทำธุรกิจประเภทใด แต่บริษัทได้ปิดตัวลงในปี 2552

ในปี 2549 นายบรรณพจน์ซื้อบริษัททรอปปิก ออฟชอร์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ (Tropic Offshore Holding Inc) และจดทะเบียนเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม พบว่าชื่อเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ได้เปลี่ยนจากนายบรรณพจน์เป็นนาย กาลิด โมฮัมหมัด กาดฟอร์ อัลเมไฮรี (Khalid Mohamad Kadfoor Almehairi) ในปี 255 การจดทะเบียนบริษัททั้งสองบริษัททำผ่านบริการของ UBS AG สิงคโปร์เช่นเดียวกับคุณหญิงพจมาน

ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ คุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ผ่านทนายความส่วนตัว เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่ไม่สามารถติดต่อได้

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัวชินวัตร กล่าวว่า “ผมไม่สามารถให้ความเห็นเรื่องนี้ ได้ เพราะรับผิดชอบงานที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองเป็นหลัก ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเข้าใจว่ามีทนายความคนอื่นดูแลอยู่”

นายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย(พท.) ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณในคดีการจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ของคุหญิงพจมาน กล่าวว่า“ผมรับผิดชอบดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ดินรัชดาเท่านั้นคงไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ แต่เท่าที่ทราบข้อมูลที่ระบุว่า คุณหญิงพจมานและนายบรรณพจน์ มีบริษัทอยู่ที่เกาะบริติช เวอร์จิ้นน่าจะเป็นข้อมูลเก่า”

“เรื่องนี้น่าจะไปสอบถามคุณสมพร (พงษ์สุวรรณ) ทนายความส่วนตัวคุณหญิงพจมานที่รับผิดชอบคดียึดทรัพย์โดยตรงน่าจะดีกว่า”

ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความส่วนตัวคุณหญิงพจมาน หลายครั้ง แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยนายสมพรไม่ติดต่อกลับหลังจากที่ได้ฝากข้อความไว้ที่ บริษัทสมพร แอนด์แอสโซซิเอทส์ จํากัด ซึ่งเป็นสำนักกฎหมายของนายสมพร

นักการเมืองอีกผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อในฐานข้อมูลคือนายประเสริฐ ประคูณศึกษาภัณฑ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดของแก่น ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทเมทัลสิงค์ ไปรเวท ลิมิดเต็ด (Metalsing Private Limited) ที่ประเทศสิงคโปร์ร่วมกับภรรยาและบุตร ซึ่งนายประเสริฐได้รายงานการถือหุ้นบริษัทดังกล่าวในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เมื่อเข้ารับตำแหน่งวุฒิสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2551 อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิศราไม่สามารถติดต่อนายประเสริฐเเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้ได้

พล ร.อ. บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปรากฏชื่อเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัท วีเน็ต แคปิตอล อินเตอร์เนชั่นนัล จำกัด (Vnet Capital International Limited) ร่วมกับนักธุรกิจชาวไทยกลุ่มหนึ่ง ในปี 2541 พล ร.อ. บรรณวิทย์เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนเองซื้อหุ้นบริษัทนี้ในจำนวนไม่มากโดยถือเป็นการลงทุน แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารของบริษัทแต่ประการใด

“ผมซื้อหุ้นจำนวนน้อยเป็นการลงทุนส่วนตัว โดยคุณณรงค์ อินทเนตร ซึ่งพบกันในการประชุมกรรมการสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตปทุมวันด้วยกันเป็นคนชวน แต่ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารของบริษัท เข้าใจว่าขณะนี้บริษัทได้แปรสภาพไปแล้ว” พล ร.อ. บรรณวิทย์กล่าวและยืนยันว่าข้อมูลถูกต้องเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าบริษัทนี้ตั้งอยู่ที่เกาะบริติช เวอร์จิ้นใช่หรือไม่

นอกจากนักการเมืองแล้ว ยังพบว่ามีสมาชิกในตระกูลนักลงทุนรายใหญ่ของประเทศไทยจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต เช่นนายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ที่จดทะเบียนเป็นผู้อำนวยการและผู้ถือหุ้นของบริษัท เดลี่ เลเจ้น อินเวสทเม้นท์ ลิมิดเต็ด (Daily Legend Investment Limited) เมื่อปี 2551 โดยใช้บริการของ โกลด์แมน แซคส์ (เอเซีย) แอลแอลซี ในฮ่องกง อย่างไรก็ตาม บริษัทนี้ยุติการทำงานในปีถัดมา

นอกจากนั้นยังพบชื่อนายศักดิ์ชัย จิราธิวัฒน์ และนางสุรางค์รัตน์ จิราฒิวัฒน์ ภรรรยามีบริษัทชื่อ วินเทจ โกลด์ อินเวสต์เม้นท์ ลิมิดเต็ด (Vintage Gold Investment Limited) ที่บริติช เวอรืจิ้น เมื่อปี 2551 โดยบริษัทนี้จดทะเบียนผ่านบริการของ โกลด์แมน แซคส์ (เอเซีย) แอลแอลซี ในฮ่องกงเช่นเดียวกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เลขานุการของนายสุทธิธรรมแจ้งว่า นายสุทธิธรรมเดินทางไปต่างประเทศและยังไม่แจ้งกำหนดกลับที่แน่นอน ในขณะที่ผู้สื่อข่าวไม่สามารถติดต่อนายศักดิ์ชัยและนางสุรางค์รัตน์เพื่อขอสัมภาษณ์ได้

สมาชิกตระกูลธุรกิจรายใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตคือนายอิสระ ว่องกุศลกิจ และสมาชิกในครอบครัวอีก 4 คนซึ่งทั้งหมดเป็นผู้บริหารกลุ่มน้ำตาลมิตรผล โดย ปรากฏชื่อร่วมกันเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ของบริษัท แพน เอเซีย ชูการ์ ฟันด์ ลิมิดเต็ด (Pan-Asia Sugar Fund Limited) ที่เกาะแกรนด์ เคแมน โดยบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนก่อตั้งในปี 2541 ผ่านบริการของบริษัทเบเกอร์แอนด์แม็คเค็นซี่ที่ฮ่องกง

สำนักข่าวอิศราได้ติดต่อไปยังนายอิสระ ว่องกุศลกิจ เพื่อขอข้อมูลเพืมเติมในการรายงานข่าว ผ่านนางสาว สุภาวี ว่องกุศลกิจ สมาชิกในครอบครัวผู้ทำงานในกลุ่มน้ำตาลมิตรผล แต่ได้รับแจ้งจากนางสาวสุภาวีว่า นายอิศระได้ตัดสินใจไม่ให้ข้อมูล “ผู้ใหญ่ได้ตัดสินในไม่ให้ข้อมูล เพราะเป็นบริษัทส่วนตัว” โดยนางสาวสุภาวีกล่าวว่าบริษัทดังกล่าวไม่เกี่ยวกับบริษัทน้ำตาลมิตรผล ทั้งยังไม่มีกิจกรรมใด (ไม่แอคทีฟ) แล้ว

ฐานข้อมูลของ ICIJ ยังระบุชื่อ นาย ยืนยง โอภากุล หรือ “แอ๊ด คาราบาว” นักร้องนักดนตรีชื่อดัง ว่าได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ของบริษัท ซุเปอร์ป ออฟชอร์ อินเวสต์เม้นท์ จำกัด (Superp Offshore Investment Ltd.) บนเกาะเมอริเชียส เมื่อปี 2551

บริษัทดังกล่าวยังมีเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ร่วมอีกสองราย คือนายเสถียร เศรษฐสถิตย์ และนางนัฐชมัย ถนอมบุญ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวตะวันแดง ร่วมกับนายยืนยง

สำนักข่าวอิศราพยายามติดต่อนายเสถียรและนายยืนยงไปที่บริษัทคาราบาวตะวันแดงเพื่อขอสัมภาษณ์ไม่ได้รับการติดต่อกลับ