PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พลิกแฟ้มคดีดัง จุดจบนักรบพระเจ้า ก็อดอาร์มี่



เริ่มที่ ตอนเช้าตรู่ของวันที่ 24 มกราคม 2543 

ชาวเมืองราชบุรี ตื่นขึ้นมาพร้อมๆ กับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ในห้วง ฤดูหนาวท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นไม่มีคาดคิดว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ความร้อนระอุ จะแผ่อานุภาพปกคลุมไปทั่วเมืองราชบุรี

เหตุการณ์ระทึกขวัญ ที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อกะเหรี่ยงก็อดอาร์มี่บุกยึด รพ.ศูนย์ราชบุรี 



เวลาที่ผู้คนบางคนยังหลับใหล บางคนอยู่ในบ้านยังหุงหาอาหาร หรือทำกิจกรรมที่บ้านยามเช้าตรู่ ในเวลา 6 โมงเช้า 24 มกราคม 2543 ได้มีรถบัสสาย 18 ได้เดินทางจากบ้านห้วยสุด อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี มุ่งหน้าเข้าตัวเมือง 


และแล้วในขณะที่รถโดยสาร ผ่านบ้านหวายน้อย ต.สวนผึ้ง ทันไดนั้นได้มีผู้โดยสารชาย 2 คนขึ้นมาบนรถ ก่อนจะชักปืนจ่อศีรษะ "พินิจ ปองมณี" คนขับไว้ 


จากนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ได้ส่งสัญญาณให้อีก 8 คนที่ซุ่มอยู่ในป่าข้างทาง โดยที่บุคคลทั้ง 8 คนนี้ ได้ติดอาวุธสงครามครบมือ จากนั้นก็กระโจนขึ้นรถอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่จะบังคับให้คนขับรถโดยสาระตะบึงด้วยความเร็วสูงมุ่งสู่ รพ.ศูนย์ราชบุรี


เมื่อรถได้จอดนิ่งสนิทคนร้าย ได้ใช้ปืนบุกเข้าจี้ รปภ. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้ป่วย และญาติ รวมถึงบังคับให้ ผู้โดยสารที่ติดมากับรถบัส เข้าไปอยู่ในห้องโอพีดี คนร้ายอีกส่วนแยกไปติดตั้งระเบิดเคลย์โมตามประตูทางเข้าและกำแพงโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีไว้



เมื่อ ผกก.สภ.เมืองราชบุรี พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ตันบุญเอก รับทราบ และรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ให้ พล.ต.ต.ฉลอง สนใจ ผบก.ภ.จว.ราชบุรี และนายโกเมศ แดงทองดี ผู้ว่าฯ ราชบุรี รับทราบ จากนั้นแล้วนำกำลังตำรวจกว่า 100 นาย พร้อมอาวุธครบมือ สมทบกับกองกำลังทหารค่ายภานุรังษี ปิดล้อมโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีไว้



กองกำลังก็อดอาร์มี่ ได้ยิงปืนเข้าใส่ ขู่จะกดระเบิด
ทหารและตำรวจจึงต้องถอยร่นออกมาตั้งรับใหม่



พล.ต.ท.อนันต์ เหมทานนท์ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.กิตติ สินธุสุวรรณ รอง ผบช.ภ.7 ร่วมประชุมกับนายโกเมศ ระหว่างนี้มีพยาบาลภายในโรงพยาบาลคอยรายงานความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นระยะๆ 


ทำให้ทราบว่าตัวประกันถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน 

ส่วนแรกถูกคุมตัวอยู่ที่วิทยาลัยพยาบาลด้านทิศใต้ 
อีกส่วนอยู่ห้องตรวจคนไข้นอก 


ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยและญาติที่กระจายอยู่ตามตึกต่างๆ ร่วม 1,000 ชีวิต



นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี หารือกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งเสริมกำลังอีก 300 นาย วางแผนร่วมกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผบ.ตร. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.ทบ. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศ นายกร ทัพพะรังสี รมว.สาธารณสุข เกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 5 ข้อของกะเหรี่ยงก็อดอาร์มี่ 


ซึ่งข้อเรียกร้อง 5 ข้อของกะเหรี่ยงก็อดอาร์มี่ ได้แก่

1.ให้รัฐบาลไทยหยุดใช้ปืน ค 120 มม. ยิงชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดนและให้รับรักษาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

2.ให้รัฐบาลไทยหยุดช่วยเหลือทหารพม่าที่มาใช้ดินแดนไทยมาต่อสู้กับชนกลุ่มน้อย

3.ให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือผู้อพยพบ้านบ่อหลี

4.ให้รัฐบาลไทยกดดันรัฐบาลพม่าให้ยอมรับชนชาติกะเหรี่ยง

5.ให้รัฐบาลไทยลงโทษทหารไทยที่สั่งให้ยิงฐานกำลังของตน





ระหว่างนี้มีการยิงปืนขู่เป็นระยะๆ กดดันไม่ให้ตำรวจ-ทหารเคลื่อนไหว 


ต่อมาสถานการณ์เริ่มดีขึ้น เมื่อกะเหรี่ยงก็อดอาร์มี่ยอมปล่อยตัวประกันเด็ก สตรี และคนชราที่ป่วยออกมารักษา 

กระทั่งบ่าย 2 โมง กองกำลังก็อดอาร์มี่ ร้องขอช่างภาพโทรทัศน์ช่อง 7 สี เพื่อประกาศเจตนารมณ์ให้สาธารณชนได้รับรู้ โดย พ.จ.อ.ชาลี ศรีเพ็ง ได้รับหน้าที่บันทึกภาพหัวหน้าชุดปฏิบัติการชื่อ "หนุ่ย" หรือ "ปรีดา" ผู้ก่อการร้ายเพียงคนเดียวที่พูดไทยได้และยังเป็น 1 ในกองกำลังกะเหรี่ยง เคเอ็นยู ที่ยึดสถานทูตพม่าประจำประเทศไทย


เมื่อความมืดโรยตัวเข้าครอบคลุม นักรบพระเจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าจากลายพรางมาเป็นชุดผู้ป่วย เพื่อให้ตำรวจทหารแยกแยะไม่ออก ป้องกันการจู่โจมและปิดประตูหน้าต่าง ไฟฟ้า ไม่ให้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวภายใน


ระหว่างนี้ทางการไทยได้วางแผนเตรียมจัดการขั้นเด็ดขาด เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อจะไม่เป็นผลดี กองกำลังผสมชุดปฏิบัติการนเรศวร 261 ของ ตชด. หน่วยอรินทราช 26 ของ บช.น.และชุดปฏิบัติการ 90 จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี ค่อยๆ คืบคลานเข้าประจำจุดอย่างเงียบเชียบและรัดกุม รอคอยคำสั่งปฏิบัติการ เน้นความรวดเร็วและแม่นยำ ที่สำคัญต้องไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจาก 10 ชีวิตของผู้ก่อการร้าย






แผนปฏิบัติการแบ่งออกเป็น 3 ชุด 


ชุดแรก
พลร่มป่าหวายทำหน้าที่จู่โจม โดยประกบคนร้ายแบบ 2 ต่อ 1 พร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด 



ชุดที่ 2 ปิดล้อมอาคารและสนับสนุนปฏิบัติการ หากมีคนร้ายเล็ดลอดออกมา 


ชุดที่ 3 ปิดล้อมอยู่ด้านนอก คอยคุ้มกันและสนับสนุนการจู่โจม



และแล้วเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ล่วงเลยมากว่า 22 ชั่วโมงก็มาถึงจุดสิ้นสุดตอนตีห้าครึ่ง 


ปฏิบัติการสายฟ้าแลบก็เปิดฉากขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของผู้คนใน รพ ศูนย์ราชบุรีแห่งนี้ 


ระเบิดแบบไร้สเก็ดกว่า 20 ลูก สั่งเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า 

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ รพ.ศูนย์ราชบุรี ที่แสงไฟสปอตไลท์จับอยู่ เสียงปืนและระเบิดกัมปนาทไปทั่วทั้งตัวเมืองราชบุรี ผสานเสียงกรีดร้องของตัวประกัน ที่ก้มหมอบตามเสียงกำชับของชุดปฏิบัติการ ส่วนเบื้องบนก็มีเฮลิคอปเตอร์คอยบินวนฉายสปอตไลท์สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่จู่โจม


โรงพยาบาลกลายเป็นสมรภูมิเลือด เสียงปืนที่ดังทิ้งจังหวะ 1 ชุด 3 นัด เงียบลงตอน 6 โมง 10 นาที 


ทหาร-ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่ปรากฏร่างนักรบก็อดอาร์มี่ 9 คน นอนเรียงรายจมกองเลือดใกล้ๆ กัน ส่วนรายที่ 10 เสียชีวิตคาห้องน้ำ หลังหลบหนีออกมาจากการปะทะ ทั้งหมดถูกยิงที่ศีรษะในลักษณะเผาขนและเสียชีวิตทันที






เหตุการณ์วันนั้นไม่มีใครได้รับอันตราย จะมีก็เพียงกะเหรี่ยงก็อดอาร์มี่ทั้ง 10 ชีวิตที่ด่าวดิ้นลง พร้อมกับความทรงจำของเจ้าหน้าที่และตัวประกัน ที่เผชิญหน้ากับเหตุการณ์อย่างยากจะลืม



กรุ่นควันปืน 


พจนีย์ ใจเย็น พยาบาลวิชาชีพ ประจำห้องฉุกเฉิน รพ.บ้านโป่ง เป็นอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ยึด รพ.ศูนย์ราชบุรี เล่าว่า ได้รับฟังสถานการณ์ตั้งแต่เช้า กระทั่งบ่าย 3 โมง เธอและเพื่อนจำนวนหนึ่งอาสาเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รอบๆ โรงพยาบาลเต็มไปด้วยตำรวจ ทหาร สื่อมวลชน และผู้คนที่มาติดตามสถานการณ์ 


สภาพเต็มไปด้วยความวุ่นวาย รถพยาบาล รพ.บ้านโป่ง จอดอยู่สนามกีฬาฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล เช่นเดียวกับรถกู้ชีพอีกกว่า 10 คัน


"เกือบตีห้า เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกนักข่าวให้เข้าไปในสนามกีฬา เพื่อรับฟังแผนช่วยเหลือตัวประกัน ตอนนั้นฉันก็คิดแบบนั้น แต่ระหว่างรอเปลี่ยนเวรระเบิดลูกแรกก็ดังขึ้น ตอนแรกคิดว่าเป็นของคนร้าย พอเห็นเจ้าหน้าที่กรูเข้าไปในโรงพยาบาลเลยเข้าใจว่าฝ่ายเราเข้าจู่โจม"



พจนีย์ยอมรับว่าวินาทีนั้นเกิดความกลัวอย่างมาก ความชุลมุนเกิดขึ้นทั่วบริเวณ ทั้งนักข่าว เจ้าหน้าที่ และรถพยาบาลต่างวิ่งกันสับสน แผนการที่เตรียมไว้แต่แรกมีอุปสรรค ไม่สามารถเข้าประจำจุดได้ ภาพที่เห็นมีเพียงแสงจากปลายกระบอกปืน เสียงปืนและเสียงหวีดร้องของตัวประกัน ภาพความวุ่นวายยุติลงพร้อมกับเสียงหยุดยิง เธอและพยาบาลอีกจำนวนหนึ่งจึงถูกส่งเข้าไปนำตัวผู้บาดเจ็บออกมา โดยพจนีย์ถูกส่งเข้าไปรับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ถูกยิงหน้าอก นอนรอความช่วยเหลืออยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง


"ตอนนั้นวุ่นวายไปหมด ในโรงพยาบาลก็วุ่นไม่แพ้กัน เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังไว้ทั่วบริเวณ อีกส่วนให้ความคุ้มกันแพทย์และพยาบาล ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ข้างในมืดมาก เพราะถูกตัดไฟมานานหลายชั่วโมง มองไม่ค่อยเห็นอะไรเลย พอปฐมพยาบาลให้ผู้บาดเจ็บเสร็จก็ลำเลียงขึ้นรถฉุกเฉินไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลใกล้เคียง" 




มาทำความรู้จักกับ'นักรบพระเจ้า' 



ตั้งแต่ปี 2530 นักศึกษาและประชาชนชาวพม่าเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลทหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงถูกกวาดล้างอย่างหนัก ต้องหลบหนีมาอาศัยอยู่กับชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดน บางส่วนหนีเข้ามาฝั่งไทย ด้วยความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ประเทศไทยได้จัดตั้งศูนย์นักศึกษาพม่าขึ้นที่บ้านมณีลอย ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534


ต่อมาปี 2538 กองกำลังกะเหรี่ยงกู้ชาติเคเอ็นยู ถูกทหารพม่าตีแตกออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มหนึ่งใช้ชื่อว่า "ก็อดอาร์มี่" หรือนักรบพระเจ้า มีผู้นำเป็นเด็กแฝดลิ้นดำ 2 คน คือ จอห์นนี่และลูเธอร์ ฮะทู ซึ่งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มนักศึกษาพม่าศูนย์มณีลอย เคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลพม่า เช่น บุกยึดสถานทูตพม่าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ยึด รพ.ศูนย์ราชบุรี ปี 2543 และมีความพยายามอีกหลายครั้ง


กระทั่งวันที่ 16 มกราคม 2544 สองเด็กแฝดลิ้นดำพร้อมลูกน้องเข้ามอบตัวต่อทางการไทย สุดท้ายทางการไทยจึงสั่งปิดศูนย์ในปี 2545 โดยนักศึกษาบางส่วนถูกส่งตัวไปยังประเทศที่สาม 

ปฏิบัติการเด็ดหัว ก๊อดส์อาร์มี ปฏิบัติการที่กบฏไพร่พึงสังวร (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล

พุธ เมษายน 2553
 พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

ปฏิบัติการเด็ดหัว ก๊อดส์อาร์มี ปฏิบัติการที่กบฏไพร่พึงสังวร (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)



.
.
ปฏิบัติการเด็ดหัว ก๊อดส์อาร์มี (God's Army)
ปฏิบัติการที่กบฏไพร่พึงสังวร
(พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)

เช้าตรู่วันที่ 24 มกราคม 2543 (ก่อนวันกองทัพไทยเพียง 1 วัน) ในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี (ครั้งที่ 2) ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ตรีสนั่น ขจรประศาสตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก

กะเหรี่ยงอิสระกลุ่มหนึ่งในนาม ก๊อดส์อาร์มี (God's Army) ติดอาวุธสงครามครบมือจากอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี บุกเข้ายึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี พร้อมจับตัวแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และคนไข้เกือบ 600 ชีวิต เป็นตัวประกัน

ก๊อดส์อาร์มี เป็นกะเหรี่ยงอิสระกลุ่มหนึ่ง มีกองกำลังประมาณ 200 คน มีลักษณะเป็นกองกำลังแบบกองโจร มีผู้นำหรือหัวหน้าเป็นเด็กฝาแฝดอายุเพียง 12 ปี ชื่อ "ลูเซอร์กับจอห์นี" ซึ่งแตกมาจากกองกำลังของนายพลโบเมี๊ยะ และเป็นศัตรูกับพม่าเรียกตนเองว่า "นักรบของพระเจ้า:God's Army" เป็นกองกำลังชุดเดียวกับที่บุกสถานทูตพม่าที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ซึ่งรัฐบาลชวน หลีกภัย ได้เข้าเจรจาจนสามารถเกลี้ยกล่อมให้ยอมเดินทางออกไปจากประเทศไทย โดยมี ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น ยอมเสี่ยงเป็นตัวประกันร่วมขึ้นเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ลำเดียวกันไปส่งที่ ชายแดนจนปลอดภัยทั้งสองฝ่าย

กองกำลังผู้ก่อการร้าย ก๊อดส์อาร์มี พร้อมอาวุธร้ายแรงจำนวน 10 คน ซึ่งเป็นกองกำลังส่วนหนึ่งของ "กะเหรี่ยงดีเคบีเอ" มีฐานที่มั่นอยู่ตามตะเข็บแนวชายแดน จ.ราชบุรี

ผู้ก่อการร้าย "ก๊อดส์อาร์มี" เรียกร้องให้รัฐบาลจัดเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์พร้อมแพทย์ 10 คน เพื่อนำไปรักษานักรบ ก๊อดส์อาร์มี ที่บาดเจ็บจากการปะทะกับทหารพม่า และขอไม่ให้ไทยและพม่าวางกำลังปิดล้อมชายแดนเพื่อให้เขาสามารถเคลื่อนไหวใน บริเวณนี้ได้สะดวก กับขอให้ไทยปล่อยนักรบก๊อดส์อาร์มีที่ถูกจับคืนถิ่น ซึ่งล้วนเป็นข้อเรียกร้องที่รัฐบาลไทยไม่สามารถรับได้

นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ พร้อม น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่ปรึกษานายกฯ ด้านความมั่นคงเข้าร่วมประชุม เพื่อระดมสรรพกำลังทางสมองวางแผน แก้ปัญหา โดยมี "ผู้บริสุทธิ์" หลายร้อยชีวิตในโรงพยาบาลเป็นเดิมพัน

พลเอกยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกสมัยนั้น ถูกมอบหมายจาก นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ให้เป็น "ผู้บัญชาการแก้ไขวิกฤต"

มีการเรียกหน่วยจู่โจมชั้นยอดของประเทศ ทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษพลร่มป่าหวาย จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี หน่วยนเรศวร 261 จาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ หน่วยอรินทราช 26 จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยคอมมานโดจากกองปราบปราม กรมตำรวจมา "สแตนบายด์" เพื่อเตรียมปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด..!!

"ชวน หลีกภัย" บินด่วนจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ และ พล.อ.มงคล อัมพรพิศิษฐ์ ไปยังค่ายภาณุรังษี จังหวัดราชบุรี เพื่อหารือถึงข้อเสนอซึ่งเป็น "ทางออกสุดท้าย" ให้กับ กลุ่มนักรบก๊อดส์อาร์มี คือขอให้ก๊อดส์อาร์มีวางอาวุธและยอมมอบตัว ส่วนเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไทยจะไม่ขอยุ่งเกี่ยว และจะส่งเรื่องให้ศาลโลกเป็นคนตัดสินเพื่อความเป็นธรรม แต่ข้อเสนอไม่ได้รับการสนองใดๆ จากฝ่าย "ก๊อดส์อาร์มี"

นายกรัฐมนตรีใช้เวลาประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน สุดท้ายก็ได้แจ้ง "การตัดสินใจครั้งสำคัญ" ให้ที่ประชุมรับทราบ เพื่อช่วยเหลือตัวประกันผู้บริสุทธิ์ทุกคนก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายหนัก การใช้วิธีรุนแรงเข้าแก้ปัญหาจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายใต้ข้อกำชับอย่างหนักแน่นจากนายกรัฐมนตรีว่า "ปฏิบัติการนี้ต้องไม่มีความผิดพลาด และต้องไม่มีตัวประกันบาดเจ็บล้มตายเป็นอันขาด"

แผนปฏิบัติการ "ชิงตัวประกัน..เด็ดหัวก๊อดส์อาร์มี" เริ่มต้นด้วยคำกำชับจาก พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการแก้ไขวิกฤตว่า

"ทุกคนต้องทำตามแผน อย่างละเอียด รอบคอบ และรัดกุม หน่วยกล้าตายทุกนายให้ใช้แค่อาวุธปืนพก หรือปืนสั้นเท่านั้น ห้ามหยิบ เอ็ม-16 หรือเอชเค ออกมาใช้ และปฏิบัติการนี้ห้ามเกิดข้อผิดพลาดอย่างเด็ดขาด"

ปฏิบัติการสำคัญเริ่มต้นโดยเจ้าหน้าที่ขว้าง สตั๊นบอมบ์ (ระเบิดสีและแสงนำทาง) เปิดฉากลุยเข้าหาโดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยกล้าตายที่รุกคืบเข้าไปฝังตัวอยู่ตาม ชายคากันสาด ในระยะทำการของปืนพก

รวมทั้งที่ซุ่มโป่งอยู่ข้างล่างก่อนแล้ว พร้อมกันกรูเข้าจู่โจมใส่คนร้ายแบบสายฟ้าแลบ

นักรบก๊อดส์อาร์มีที่เก่งๆ เพราะผ่านการฝึกมาอย่างช่ำชองยังหมดสิทธิชักอาวุธตอบโต้ เพราะกระสุนปืนพกสั้นทุกนัดของเจ้าหน้าที่ผู้เข้าปฏิบัติการเจาะเข้ากลาง ศีรษะนักรบก๊อดส์อาร์มีทุกคนอย่างเผาขน จนกลายเป็นร่างไร้วิญญาณทันทีโดย "ตัวประกัน" ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว

ร่างนักรบก๊อดส์อาร์มี 9 คน นอนเรียงรายจมกองเลือดในบริเวณไม่ห่างกัน ส่วนรายที่ 10 เสียชีวิตคาห้องน้ำหลังหลบหนีออกมาจากการปะทะเดือดจึงถูกยิงตายคาห้องน้ำ ทุกศพมีบาดแผลถูกยิงที่ศีรษะในลักษณะ "เผาขน" นัดเดียวจอด และเสียชีวิตทันที

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ให้เหตุผลที่ต้องเด็ดชีพเหล่าทหารของพระเจ้าว่า

"เป็นการยิงเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวประกันได้รับบาดเจ็บคือ ต้องยิงทีเดียว ยิงที่ศีรษะทั้งหมด ผู้ก่อการร้ายต้องเสียชีวิตทันที มิฉะนั้นเขาอาจจะกดระเบิด หรือโยนระเบิดออกมาทำให้ตัวประกันบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ถือเป็นยุทธวิธีสากลที่ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เป็นการทำเพื่อช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์จากการทำร้ายของผู้ก่อการร้าย"

นักรบของพระเจ้าทั้ง 10 คนผู้ถูกเด็ดหัวเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543 ถึงแม้เป็นคนต่างชาติและเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ยังไม่ได้ทำร้ายประเทศไทยร้ายแรงเท่าขบวนการกบฏไพร่ในขณะนี้

นักรบก๊อดส์อาร์มี ไม่เคยคิดก่อการกบฏต่อรัฐบาลไทย

นักรบก๊อดส์อาร์มี ไม่เคยคิดสร้าง "รัฐไทยใหม่" เพื่อล้มล้างระบอบการปกครองของไทย

นักรบก๊อดส์อาร์มี ไม่เคยคิดล้มล้างรัฐบาลและระบบรัฐสภาไทย

นักรบก๊อดส์อาร์มี ไม่เคยจาบจ้วงคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

นักรบก๊อดส์อาร์มี ไม่เคยเข้ามาก่อวินาศกรรมทำร้ายประเทศไทย

นักรบก๊อดส์อาร์มี ไม่เคยจัดกองกำลังเข้ามาฆ่าทำร้ายทหารและประชาชนไทย

นักรบก๊อดส์อาร์มี ไม่เคยเข้ามาจับประชาชนในกรุงเทพฯ และยึดศูนย์เศรษฐกิจสำคัญของไทยเป็นตัวประกันจนเสียหายยับเยินวันละนับหมื่น ล้านบาท

นักรบก๊อดส์อาร์มี เปิดเผยตัวตนชัดเจนไม่ใช่อ้างเป็น "กองกำลังกบฏไม่ทราบฝ่าย"

วันนี้รัฐบาลยังมีนักรบหน่วยจู่โจมชั้นยอดของประเทศ ทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษพลร่มป่าหวาย จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หน่วยนเรศวร 261 จากกองบัญชาการตำรวจชายแดน หน่วยอรินทราช 26 จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยคอมมานโดจากกองปราบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่เพียงแค่แกนนำกบฏไม่กี่คนที่มีหมายจับแล้วรัฐบาลก็ยังจับไม่ได้ พ่ายแพ้กบฏอย่างซ้ำซากครั้งแล้วครั้งเล่า

เหตุเพราะวันนี้ไม่มีผู้บัญชาการทหารบกที่เด็ดขาดเยี่ยง พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์

เหตุเพราะวันนี้ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเยี่ยง พลตรี สนั่น ขจรประศาสตร์ และ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน

เหตุเพราะวันนี้ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีเยี่ยง นายชวน หลีกภัย

เหตุเพราะวันนี้ไม่มีที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเยี่ยง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ

การใช้มาตรการรุนแรงกับกบฏผู้กำลังก่อการร้ายและถืออาวุธร้ายแรง เป็นความชอบธรรมที่กระทำได้ แต่ยังไม่มีใครเด็ดขาดและกล้าหาญพอ เหมือนที่นายชวน หลีกภัย เคยเด็ดหัวก๊อดส์อาร์มี เพื่อช่วยตัวประกันมาแล้ว

วันนี้บ้านเมืองกำลังถูกกบฏไพร่จับไว้เป็นตัวประกัน
หรือวันนี้คนไทยจำเป็นต้องรอให้ดอกไม้บานที่ปลายกระบอกปืนอีกสักครั้งหนึ่ง ?

ที่มา 
http://www.naewna.com/news.asp?ID=207736

"ลูเธอร์" อดีตแกนนําก๊อดอาร์มี่ เตรียมยื่นหนังสือถึง กสม.ตามหา 55 ผู้สูญหาย เมื่อ 13 ปีก่อน

วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:25:04 น.

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตภาคกลางตะวันตก ตําบลสวนผึ้ง อําเภอสวนผึ้ง  จังหวัดราชบุรี  มีการเปิดแถลงการณ์เตรียมทำหนังสือยื่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้รับเรื่องและตรวจสอบชาวกะเหรี่ยงที่สูญหาย ในเหตุการณ์ทหารบุกยึดฐานที่มั่นของกะเหรี่ยงก๊อดอาร์มี่เมื่อกว่า 13 ปี


นายวุฒิ บุญเลิศ ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตภาคกลางตะวันตก  นายเกรียงไกร ชีช่วง เลขาเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และนายลูเธอร์ ทู อายุ 25 ปี พี่ชายนายจอนนี่ สองเด็กฝาแฝด อดีตหัวหน้ากองกำลังกะเหรี่ยงก๊อตอาร์มี่ เมื่อ 13 ปีก่อน มาร่วมแถลงข่าว
         
นายวุฒิ บุญเลิศ ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาให้กับนายลูเธอร์ว่า วันนี้ได้มาเยี่ยมญาติที่อำเภอสวนผึ้ง และได้รับการร้องขอจากครอบครัวผู้สูญหายให้ช่วยติดตามหาญาติและเพื่อนที่สูญหายไปเมื่อ 13 ปีก่อน จึงทำหนังสือผ่านทางเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อร้องถึงกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ ในวันพรุ่งนี้ (4 ต.ค.) ให้ช่วยรับเรื่องและติดตามหาคนที่สูญหาย เพราะอยากรู้ว่าคนที่สูญหายไป 55 คน อยู่ที่ไหน เสียชีวิตหรือไม่ ครอบครัวของพวกเขาอยากจะรู้ ซึ่งเป็นมิตรสหาย ลูกน้อง หายไปเมื่อปี ค.ศ.2000

ที่มา : มติชน


ภัยเถื่อนกลางกรุง “สะพานพุทธฯ” แหล่งเสื่อมโทรม-มั่วสุม ดักจี้ปล้น


โดย ASTVผู้จัดการรายวัน3 ตุลาคม 2556 20:14 น.

        อาจเป็นเรื่องที่เคยชินของคนในย่านนั้นไปเสียแล้ว ปัญหามั่วสุม จี้ปล้น บริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า หลังตกเป็นประเด็นฮือฮาอีกครั้งเมื่อมีการตั้งกระทู้ผ่านเว็บสังคมชื่อดังอย่างพันทิป “อยากจะเตือนภัยวัยรุ่นที่จะไปสะพานพุทธฯ ครับ” ชี้ให้เห็นว่าปัญหาซ้ำซากบริเวณนี้ที่ขึ้นชื่อว่าเถื่อน ยังไม่ได้รับการใส่ใจและแก้ปัญหา โดยเฉพาะคำติติงจากประชาชนที่กล่าวไปในทำนองเดียวกันว่า “ตำรวจเค้าก็เฉยๆ แจ้งความไปก็เท่านั้น” 
    
       โจ๋สะพานพุทธฯ ซ่าส์ ดักปล้น
    
        “ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเที่ยวสะพานพุทธฯ มาก่อน ก็ไปมาบ่อยมากครับ แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้เลยตกใจมากๆ ครับ เมื่อมันถึงเวลาเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา (เรื่องเกิดขึ้น วันศุกร์ 27 กันยายน 2556 ครับ)
    
        เรื่องเกิดขึ้นกับน้องชายผมอายุราวๆ ประมาณ 15-16 ไปกับเพื่อนๆ อีกราวๆ 4คน (ผู้ชายหมด) เรื่องเกิดขึ้นว่าน้องผมกำลังคุยโทรศัพท์อยู่บนสะพานพุทธฯ สักพักมีกลุ่มวัยรุ่นไม่รู้มาจากไหนราว 10-20 คนได้ ซึ่งไม่พูดพร่ำทำเพลงเลยครับ ต่อยน้องผมก่อนเลย เสร็จแล้วตามด้วยขวดเบียร์ฟาดเข้าที่หัว หน้าซ้ำยังรุมกระทืบอีก อาวุธมีทั้ง ไม้ มีด เหล็ก พอพวกมันกระหน่ำเสร็จก็แย่งเอาโทรศัพท์ไป แล้วก็ไปกันครับ 
    
        หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเพื่อนน้องผมไม่ช่วย ผมคิดว่าด้วยที่ว่ายังเด็กและด้วยความตกใจกัน และยังมีเวลาเพียงแปปเดียว เลยได้แต่เพียงยืนดูน่ะครับ แต่ก็ยังดีที่ส่งน้องผมไป ร.พ.ได้ครับ อาการของน้องผมหนักสุดคือ โดนกระทืบจนซี่โครงหักทิ่มปอดเลยครับ เกือบตายได้เลยครับ โดนเหล็กตีเข้าที่หัวด้านหน้าครับ โดนขวดเบียร์ตีเข้าที่หัวด้านหลังแตกครับ ฟันหน้าหักไป 2 ซี่ครับ สภาพดูไม่ได้เลย มีแผลเหมือนถูกแทงเข้าที่หลัง 2 รูครับ และแผลฟกช้ำอีกหลายจุดครับ มากๆครับ ตอนนี้น้องผมปลอดภัยดีและครับ อยู่ ร.พ นอนหยอดข้าวต้มอยู่ครับ ยังโชคดีที่ไม่ถึงตายก็เป็นอุทาหรณ์ได้เลยครับว่าไม่ควรไปอีกครั้งที่ 2”
    
        ข้อความจากกระทู้ “อยากจะเตือนภัยวัยรุ่นที่จะไปสะพานพุทธฯ ครับ” บนเว็บไซต์พันทิป ถูกเผยแพร่เมื่อราวปลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมกับรูปภาพบาดแผลตามร่างกายของเหยื่อรายหนึ่งที่ถูกชิงทรัพย์ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ต เหตุการณ์ซ้ำรอยที่ไม่ควรเกิดขึ้นในแหล่งพลุกพล่านอย่าง “สะพานพุทธฯ” สอดรับกับคำกล่าวขานเมื่อนานมาแล้ว เรื่องเล่าที่ว่า บริเวณนั้นมี “มาเฟีย” คุมแก๊งอยู่
    
        ยามค่ำคืนของสะพานพุทธฯฯ ค่อนข้างคึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนื่องด้วยมีตลาดค้าขายสินค้าหลากหลายชนิด จนกระทั่งที่นี่ได้ฉายาว่าเป็นตลาดมืด ไม่ใกล้ไม่ไกลเป็นศูนย์รวมสินค้าสดอย่างดอกไม้และผลไม้หรือปากคลองตลาด เหล่าวัยรุ่นวัยโจ๋มักเลือกมุมวิวดีกลางสะพานจับกลุ่มซ่องสุม โดยที่คนธรรมดาคงมิอาจแยกออกว่าเป็นเด็กเที่ยวเตร็ดเตร่ทั่วไปหรือเป็นมิจฉาชีพตัวร้ายภัยของสังคม 
    
        นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลระบุจากคนในพื้นที่ว่า ยิ่งดึก กลุ่มพวกนี้ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนคนมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งนักเรียนคอซองก็มักจะเลือกสถานที่เหล่านี้มาจับกลุ่มเฮฮา “บ้างมานั่งกินเหล้า บางทีก็เห็นคู่รักมาจู๋จี๋กัน บางทีก็มีนักเรียนมาตีกัน สารพัดอย่าง แล้วแต่ละคนนี่ก็ยังเป็นเด็กๆ อยู่เลยนะ” แหล่งข้อมูลอีกด้านที่เคยแวะเวียนมาก็ระบุว่า ขอมาครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย เพราะเข็ด!! หลังต้องตกอยู่ในสถานการณ์เฉียดตาย
    
        “เคยไปเดินซื้อของกับเพื่อนที่สะพานพุทธฯ เขาว่ากันว่าของถูก ก็เลยพาไปเดินช็อปปิ้ง ระหว่างที่เดินดูของกัน ก็มีกลุ่มวัยรุ่นตีกัน วิ่งไล่กันเสียงดังน่ากลัวมาก เห็นๆ เลย วัยรุ่นคนหนึ่งถือมีดเล่มยาว วิ่งกันมาเป็นกลุ่ม ในใจตอนนั้นชัวร์เลยว่าต้องมีเรื่องกันแน่ๆ เพราะเห็นผู้คนเริ่มแตกตื่น และวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เรากับเพื่อนก็วิ่งหนีเช่นกัน ระหว่างนั้นก็มีเสียงระเบิด คิดว่าน่าจะเป็นระเบิดปิงปอง บอกตรงๆ กลัวตายมาก แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ 
    
        หลังจากเกิดเหตุการณ์ในวันนั้น บอกกับเพื่อนๆ เลยว่า ขอไม่ไปเหยียบที่นั่นอีก แม้จะมีคนบอกว่าไม่มีอะไรหรอก เขาเลิกตีกันแล้ว แต่ก็เลือกที่จะไม่ไปดีกว่า ถ้าเกิดตีกันอีก แล้วถูกลูกหลงขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ ส่วนตัวอยากให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดกว่านี้ ถ้าไม่ลงมาตรวจดู และจัดการอย่างจริงจัง ใครที่ไหนจะอยากมาเดิน
    
        ยิ่งพอมาได้ยินข่าวมีกลุ่มวัยรุ่นดักตี ชิงทรัพย์ วิ่งราวด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่าเป็นห่วง ฝากถึงคนที่ไปเดินด้วยว่า พยายามอย่าไปเดินช่วงดึกมากๆ ระหว่างเดินซื้อของก็ควรมองซ้าย มองขวาด้วย เพราะต้องยอมรับว่า ตลาดมืดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่อันตราย และเสี่ยงตายมากขึ้นทุกวัน บางครั้งจะไปหวังพึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเดียวก็ไม่ได้ ป้องกันตัวเองไว้ก่อนดีที่สุดครับ”
    
       เกิดซ้ำซาก เพราะตำรวจเมิน??
    
        อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากประเด็นความไม่ปลอดภัยบริเวณสะพานพุทธฯ ในยามค่ำคืนแล้ว อีกหนึ่งเสียงจากประชาชนคือ ความบกพร่องหละหลวมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยถูกติติงผ่านโลกอินเทอร์เน็ตว่าบริเวณสะพานเป็นจุดเกี่ยวเนื่องระหว่าง สน. ปากคลองสานกับสน.พระราชวัง ทั้งนี้ แหล่งข้อมูลคนในพื้นที่ระบุเพิ่มเติมว่า ความจริงแล้วก็พอมีสายตรวจคอยมาสอดส่องอยู่บ้าง แต่เหล่าวัยรุ่นก็จะรีบหลบ พอตำรวจกลับไปก็กลับขึ้นมาจับกลุ่มมั่วสุมกันต่อ 
    
        “มีอยู่วันหนึ่งผมอยู่บ้านเพื่อนย่านฝั่งธนฯ มองเห็นบนสะพานพุทธฯ มีเด็กยกพวกตีกัน แล้วได้ยินเสียงปืนด้วย พวกผมก็ได้โทร.ไปแจ้งตำรวจ แต่กว่าที่ตำรวจจะมาเรื่องมันก็เงียบไปแล้ว.... ตำรวจไทยเหมือนในหนังเลยครับมาตอนจบ” ข้อความจาก Professional Advice
    
        “บ้านอยู่แถวนี้ขอยืนยันว่าจริงครับ สมัยเปิดใหม่ๆ เมื่อสิบปีที่แล้วยังโอเค แต่เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ซื้อของ เดินผ่านยังไม่ควรเลย ส่วนสน. ปากคลองสานกับพระราชวังก็เกี่ยงกันดูแล” ข้อความจาก CloudColorOfSound 
    
        “พูดเลยครับกฎหมายประเทศไทยยังแข็งไม่พอครับ และเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายของบ้านเมืองเรา อ่อนแอมากครับ” ข้อความจากสมาชิกหมายเลข 856348
    
        “บนสะพานเป็นจุดเกี่ยงกันทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 สน. มั้งครับ รู้สึกว่าเคยมีเคสแบบนี้เกิดขึ้นบนสะพาน เวลาโทร.ไปแจ้งความ ตำรวจจะมาช้าเป็นพิเศษ เพราะงงว่าใช่พื้นที่ตัวเองหรือป่าว” ข้อความจากข้าวคลุกน้ำปลา
    
        สำหรับการมั่วสุมจับกลุ่มของเด็กวัยรุ่น ไม่ได้ถือเป็นความผิดแต่อย่างใด แต่หากมีพฤติกรรมขัดต่อกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมได้ทันที ในประเด็นนี้พ.ต.ท. ด.ร. กฤษณพงศ์ พูตระกูล ประธานบริหารหลักสูตรวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้ความคิดเห็นที่น่าสนใจว่า
    
        “จริงๆ แล้วการที่เด็กและเยาวชนมารวมตัวกันตามสถานที่ต่างๆ เนี่ย ถ้าไม่ได้ส่งเสียงดังรบกวนอะไร ดื่มเหล้าเอะอะอะไร ไม่ได้ไปรบกวน สร้างความลำบากเดือดร้อนให้กับคนที่สัญจรผ่านไป-มา แถวนั้น ความผิดทางกฎหมายก็อาจยังไม่ชัดเจนครับ แต่ถ้าเกิดรวมตัวกันแล้วมีการพกอาวุธมีด มาจี้, ปล้น, เสพยาเสพติด หรือดมกาว อันนี้ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย เพราะว่าสิ่งเหล่านี่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้” 
    
       เปิดต้นตอแหล่งมั่วสุมกลางสะพาน
    
        หลายคนที่เดินผ่านไป-มา บริเวณนั้น อาจมองว่าเด็กวัยรุ่นที่มาจับกลุ่มนั่งดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เป็นปัญหาหนักใจของสังคม แต่จากการประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสเด็กเหล่านี้อย่างใกล้ชิด พ.ต.ท. ด.ร. กฤษณพงศ์ จึงมีความคิดเห็นที่ต่างไป โดยมุ่งหวังแก้ปัญหาจากต้นตอ เรื่องของครอบครัวของเด็กเหล่านี้ มากกว่าการใช้มาตรการบีบบังคับอันจะยิ่งทำให้เด็กเหล่านี้ก่อปัญหามากกว่าเดิม 
    
        “จากที่ผมเคยลงพื้นที่สำรวจตรงนั้นเลยนะครับตรงสะพานพุทธฯ เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นผมกำลังสนใจเรื่องปัญหาอาชญากรรมของเด็กเร่ร่อน สิ่งหนึ่งที่ผมเคยได้ไปดูมานะครับ พบว่าเด็กเหล่านี้ส่วนมากไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่ว่าที่เค้าไปมั่วสุมกันส่วนหนึ่งก็จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องดมกาว หรือยาเสพติดบางส่วน 
    
        ประเด็นที่ถามว่าพวกเขาเหล่านี้มาจากไหน มามั่วสุมกันเพราะอะไร ตรงนี้มันมีหลายปัจจัย ส่วนแรกคือโครงสร้างทางสังคมของบ้านเรา หมายความว่าครอบครัวอาจจะไม่พร้อมขณะที่มีบุตร หรือถูกเลี้ยงโดยญาติพี่น้องก็ดูแลไม่เต็มที่ หรือพ่อ-แม่ไม่มีเวลา เค้าก็จะออกมาอยู่กับเพื่อนข้างนอกบ้าน ประการที่สองก็อาจเป็นเด็กที่มีปัญหากับครอบครัว บางครั้งพ่อ-แม่ไม่เข้าใจพฤติกรรมของวัยรุ่น ก็อาจจะถูกเพื่อนชักจูงกันไปได้ ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยรุ่นนะครับ อยากจะรู้ อยากลอง อยากท้าทาย” 
    
        ทั้งนี้ จากที่ทีมงาน ASTV ผู้จัดการ Live ได้สำรวจพื้นที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาอื่นๆ ก็พบว่า มีปัญหาการมั่วสุมของเยาวชนบ้างประปราย แต่ที่น่าสังเกตคือบริเวณสะพานกรุงธนนั้น มีการจับกลุ่มของนักศึกษาที่คาดว่าน่าจะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏสองแห่งที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน นอกจากนั้นรศ.ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร ประธานคณะกรรมการบริหารงานหลักสูตรปริญญาเอก สาขาอาชญาวิทยาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดก็สามารถเกิดการมั่วสุมได้ทุกแห่ง 
    
        “จริงๆ แล้วกรณีการมั่วสุม และการรวมตัวของเหล่าเยาวชน มันก็มีทุกที่นั่นแหละ เพียงแต่ลักษณะของการมั่วสุมรูปแบบในปัจจุบันมันค่อนข้างที่จะเปลี่ยนไป เช่นการมั่วสุมแล้วไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เรื่องของการอยากได้ทรัพย์ต่างๆ ก็เป็นช่องที่จะทำให้พวกเขาชิงทรัพย์
    
        ส่วนแหล่งมั่วสุมมันก็มีทั่วทุกที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งภาครัฐเองก็ต้องมีการจัดการปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อม จุดอับต่างๆ ที่ไม่มีไฟฟ้า หรือจุดที่เป็นที่รกร้างให้ดูสะอาด ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ แล้ว บริเวณสะพานพุทธฯ จะมีปัญหาเรื่องของไฟส่องสว่าง ตรงบันไดทั้งสองข้าง และสวนหย่อม ซึ่งคิดว่าบริเวณนั้นยังสว่างไม่เพียงพอ”
    
        อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดหากอยู่ในสถานที่สาธารณะ ควรหรือไม่?? กับการมั่วสุมประพฤติไม่ดี และตำรวจควรจะต้องหามาตรการสอดส่องตรวจตราเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายได้อย่างไร

โจรใต้พัฒนาใช้ปืนกลลอบยิงเจ้าหน้าที่กันแล้ว

(๓ต.ค.๕๖)จากเหตุของรือเสาะ พื้นที่ ซุ่ม จุดแรก เป็นเนินสูงข่ม หันหน้าเข้าหารถ เป้าหมาย พื้นที่ซุ่ม จุดที่ 2 (ตรงกลาง) เป็น เนิน จมูกเขา รับกับถนน พื้นที่ซุ่ม จุดสุดท้ายครับ มีหินเป็นกำบังผกร.ใช้ M 60 ประมาณ 3 กระบอกเพราะตรวจพบ ปลอกกระสุน M 60 ทั้ง 3 จุดซุ่ม ระเบิด ปลากระป๋อง พร้อม ถุงน้ำมันด้วย คอเขา จุด ที่เป็น จุด สูงสุดของ ถนน 4066 ครับมีการขว้างถุงน้ำมัน เข้ามาบนถนน เพื่อให้รถเสียหลัก ตกข้างทาง เนื่องจากเป็นทาง ที่กำลังจะลงเขา ครับ และใช้ ระเบิดข้วางแสวงเครื่อง ( ระเบิดปลากระป๋อง) ด้วย 
การซุ่มวางตัวรูปตัวsตามถนนซึ่งเป็นเนินครับเส้นทางเข้าช่วยเหลือ ทั้ง 2 ทาง คือ สุวารี อ.รือเสาะ และ บาลูกาสนอ อ.ยี่งอ มีการขัดขวาง ด้วย ตะปูเรือใบ และระเบิดแสวงเครื่อง ถังแก๊สปิกนิค
130

3สาวทรมานฆ่าลูกหมาคนฟิลิปินส์ถูกตี.จับนานแล้ว

3 สาวฟิลิปฯกระทืบลูกหมา แท้จริงถูกจับนานแล้ว??

หลังจากมีกระแสสามสาวโหดกระทืบลูกหมาจนเสียชีวิต  พบว่าแท้จริงแล้วพวกเธอได้ถูกจับกุมตัวไปตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และหากถูกตัดสินว่าผิดจริงจะถูกจำคุกเป็นเวลา 7 ปี หรือปรับเงิน 3 แสนเปโซ หรือทั้งจับทั้งปรับ

                วันนี้(3ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีกระแสข่าวคลิปสามสาวต่างด้าวสุดโหดที่รุมเตะ กระทืบลูกหมาตัวน้อยจนกระทั่งเสียชีวิตคาเท้า ที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้  พบว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยทางองค์กรสิทธิสัตว์และกลุ่มต่อต้านการทารุณสัตว์ (PETA)ในเอเชีย รวมทั้งสำนักงานสืบสวนแห่งชาติได้พบหลักฐานและจับกุมตัว 2 ผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุโพสต์คลิป ทรมาณสัตว์โดยการกระทืบจนเสียชีวิต ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            โดยเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งผู้ต้องสงสัยก่อเหตุ 2 รายถูกตำรวจจับกุมด้วยข้อหาทารุณกรรมสัตว์และข้อหาอื่นๆอีกหลายข้อหา  ส่วนคนบันทึกภาพวีดีโอการทำร้ายนั้นถูกตั้งข้อหาทารุณสัตว์เช่นเดียวกัน ทั้งนี้หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ผู้ก่อเหตุอาจถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 7 ปี หรือปรับเงินเป็นจำนวน 3 แสนเปโซ หรือทั้งจับทั้งปรับ

ขอบคุณที่มาจาก allvoices.com/

"อ้น เดอะสตาร์"หนาว คอนเสิร์ตจบ "มดดำ" ไม่จบ ร้องจะเอาให้ได้!

คอนเสิร์ตจบ "มดดำ" ไม่จบ ร้องจะเอา "อ้น เดอะสตาร์" ให้ได้!

วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 19:32:34 น.



ถึงคอนเสิร์ต DJs ON STAGE VS THE STAR จะปิดฉากลงไปเกือบอาทิตย์ แต่ดูอารมณ์ "มดดำ-คชาภา ตันเจริญ" จะไม่จบ โดยเฉพาะฉากต้องปะทะคารมกับกลุ่ม"อสรพิษ" อย่าง "กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ, โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์" และ "ริท-เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช" แล้วทั้ง 3 ยังพารุ่นน้องเดอะสตาร์ "อ้น-กรกฎ ตุ่นแก้ว" ที่มดดำชอบมาให้แทะโลม



ซึ่งดีเจปากกล้าก็อาศัยจังหวะเผลอขโมยหอมฟอดใหญ่แบบไม่ให้หนุ่มอ้นได้ตั้งตัว แถมล่าสุดดูท่าจะติดใจเพราะมดดำได้โพสต์ภาพ"หอมหนุ่มอ้น" ในอินสตาแกรมของตัวเอง พร้อมข้อความและยังแท็กชื่อทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งอ้น เดอะสตาร์, ริท เดอะสตาร์, ดีเจนุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร และ บุ๊คโกะ-ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล ว่า "@aoncung concert จบแต่จะจิกไม่จบ จะเอาให้ได้ @dj_nui @bookko @ritz_rueangritz รบกวนเป็นสื่อกลางหน่อยนะคะ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่นๆ"






ซึ่งแฟนคลับหนุ่มอ้นเห็นแล้วถึงกับหนาวต้องมาอ้อนวอนให้มดดำช่วยรักหนุ่มอ้นแบบน้องแบบนุ่ง ส่วนเธอจะยอมหักห้ามใจหรือเปล่าคงต้องรอดูกันต่อไป

ข่าวล่าสุด!! "สุรชัย แซ่ด่าน"ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ปล่อยตัวเย็นนี้

3 ต.ค.56 นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากกระทรวงยุติธรรม ว่า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแดงสยาม ซึ่งตกเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และถูกศาลตัดสินจำคุกรวม 10 ปี ขณะนี้ ได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว โดยจะมีพิธีปล่อยตัวในวันนี้ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ นายสุรชัย ถูกจับกุมดำเนินคดีหลังจากขึ้นเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง จ.เชียงใหม่ และ จ.อุดรธานี และเวทีเสวนาของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล เหตุเกิดในช่วงปี 2551 - 2553 โดยมีถ้อยคำดูหมิ่นเบื้องสูง คดีดังกล่าว ศาลสั่งจำคุก 7 ปี 6 เดือน และอีกคดีเกิดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2554 ย่านวังทองหลาง ศาลตัดสินจำคุกรวม 2 ปี 6 เดือน และจำเลยยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ จนได้รับพระราชทานอภัยโทษดังกล่าว


อารีพงศ์ยอมรับน้อยใจถูกเด้ง ห่วงวินัยการเงินการคลัง

'อารีพงศ์'น้อยใจโดนเด้ง! ทิ้งทุ่นห่วงวินัยการเงินการคลัง

วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2556, 19:01 น.

“อดีตปลัดคลัง” เปิดใจครั้งแรกหลังถูกเตะโด่งไปเป็น เลขาฯ ก.พ.ร. ยอมรับ “น้อยใจ” แต่จะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันที่ผ่านมามุ่งแก้ปัญหาโกง VAT อย่างจริงจัง... 

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ โดยเป็นการเปิดใจครั้งแรก หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2556 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ.ร. ว่า คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือว่าเป็นคำสั่งผู้บังคับบัญชา เมื่อเป็นข้าราชการมืออาชีพต้องรับนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ และตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมาได้มีการศึกษารูปแบบการทำงานและได้เริ่มงานไปแล้วบางส่วน แต่ยอมรับว่า รู้สึกน้อยใจที่ถูกโยกย้ายจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ไปสังกัด ก.พ.ร. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีขนาดเล็กกว่า  

อดีตปลัดกระทรวงการคลังยังกล่าวด้วยว่า แม้ ก.พ.ร.จะเป็นองค์กรขนาดเล็ก แต่ก็เป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูปส่วนราชการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น ตนต้องรับผิดชอบหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการให้ส่วนราชการส่งเสริมดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องสร้างขึ้นมา เพราะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ยังแสดงความเป็นห่วงภาระหน้าที่ในกระทรวงการคลัง โดยระบุว่า สิ่งที่ยังเป็นห่วงในกระทรวงการคลังขณะนี้ คือ การรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศซึ่งเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลังที่จะต้องรักษากรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาในอนาคต 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า การถูกโยกย้ายในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากแก้ปัญหาการทุจริตภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของกรมสรรพากรได้ไม่เต็มที่ ตนขอยืนยันว่า ที่ผ่านมา ตนได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและสามารถสอบวินัยเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ในขณะที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก โดยกรมที่จัดเก็บภาษีภายใต้ความดูแลของกระทรวงการคลังทั้ง 3 แห่ง คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเร่งเชื่อมข้อมูลของทั้ง 3 กรมจะลดปัญหาการรั่วไหลการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้




โดย ไทยรัฐออนไลน์


จับตาสหรัฐ"ชัตดาวน์"ป่วนโลก

จับตามะกัน"ชัตดาวน์"ป่วนโลก

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

จี้ธปท.รับมือบาทแข็งหลังเงินทะลักเข้าไทย

“กิตติรัตน์” เผยนายกรัฐมนตรีห่วงสหรัฐฯชัตดาวน์กระทบเศรษฐกิจไทย แต่เชื่อไม่ขยายวงกว้าง และกระทบค่าเงินบาทแค่ระยะสั้น ด้านแบงก์ชาติ ลั่นจับตาใกล้ชิด 2 เรื่อง คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเงินทุนไหลเข้า–ออก เตือน ธปท.รับมือบาทแข็งเป็นพิเศษ ลั่นถ้าขยายเพดานก่อหนี้เพิ่มไม่ได้ ฉุดเชื่อมั่นสหรัฐฯฟาดหางเศรษฐกิจโลก

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ  รมว.คลัง  เปิดเผยว่า  ในที่ประชุมคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจ ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงทุกเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการหยุดทำงานชั่วคราวของหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Shut Down) จากกรณีที่สภาคองเกรสสหรัฐฯไม่สามารถผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทผันผวนในระยะสั้น จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากได้ข้อสรุปใน 1-2 สัปดาห์นี้ คงไม่กระทบไทยมาก ทั้งนี้ สหรัฐฯเคยเกิดกรณีเดียวกันนี้เมื่อปี 2538 สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน ที่หน่วยงานรัฐหยุดงาน 21 วัน แต่ผลกระทบไม่ร้ายแรงนัก และไม่ได้กระจายตัวออกนอกสหรัฐฯ

ด้านนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ถามถึงกรณีของสหรัฐฯ ซึ่งที่ประชุมรายงานว่าการหยุดงานครั้งก่อนกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งผลกระทบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสหรัฐฯเท่านั้น แต่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าเหตุการณ์นี้จะกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯในไตรมาสล่าสุดเพียง 0.1% และในไม่ช้าคงหาทางออกได้ “นายกฯเป็นห่วงเอสเอ็มอี ที่อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกผันผวน จึงสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ตั้งคณะกรรมการขึ้น เพื่อหาทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้งระบบ”

ส่วนนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สิ่งที่ห่วงคือ การขอขยายเพดานก่อหนี้ของสหรัฐฯ ถ้าไม่สามารถขยายเพดานได้ จะส่งผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อของประเทศ พันธบัตร ตราสารหนี้ และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงอาจถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดเรตติ้ง และเกิดปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งจะกระทบทั่วโลก นักลงทุนที่ลงทุนในสหรัฐฯถอนเงินออกไปลงทุนในตลาดอื่นแทน ซึ่งจะมีเงินทุนไหลเข้าไทยมากขึ้น จึงเตือนให้ ธปท.เตรียมความพร้อม และระมัดระวังเงินบาทแข็งเป็นกรณีพิเศษด้วย

ขณะที่นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.กำลังติดตามสถานการณ์ชัตดาวน์ของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด เพราะจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ และการเงินทั่วโลก รวมทั้งไทย โดยจะติดตาม 2 เรื่อง คือ ผลกระทบที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัว และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ แต่ขณะนี้การไหลเข้า-ออกของเงินทุนต่างประเทศในไทย ยังเป็นปกติ ค่าเงินบาทยังนิ่ง “การขอขยายเพดานหนี้ สำคัญกว่า เพราะถ้าไม่ขยายเพดาน รัฐบาลสหรัฐฯอาจผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นมาก แต่เชื่อว่าไม่น่าเกิดขึ้น”

นายวีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์แถวหน้าของประเทศไทย ระบุถึงความล้มเหลวของรัฐบาลกลางสหรัฐฯกระทั่งมีผลให้หน่วยงานด้านบริการหลายแห่งปิดทำการชั่วคราวอย่างน้อย 15 วันว่า จะนำไปสู่ความยุ่งยากต่อเนื่องในเรื่องการขอขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลกลางในวันที่ 17 ต.ค.นี้ด้วย “ความเชื่อมั่นของสหรัฐฯลดลงรุนแรงอีกครั้ง หลังจากที่นายเบน เบอร์นันเก ประธานธนาคารกลาง (เฟด) ได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกด้วยการกลับคำพูดไปมาในเรื่องของ QE มาแล้ว ขณะนี้กำลังเข้าตาจนในฐานะการเงินการคลังอีกรอบ ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะไร้ค่า เช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ไทยเราถือไว้มากด้วย”

ส่วนนายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เผยว่า ราคาทองคำในตลาดประเทศไทยวันที่ 2 ต.ค. ผันผวนตลอดทั้งวัน โดยปรับราคาขึ้นลงต่อเนื่อง 4 ครั้ง หรือเฉลี่ยปรับราคาลงบาทละ 450 บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 1 ต.ค. โดยทองคำแท่งซื้อบาทละ 19,150 บาท ขายบาทละ 19,250 บาท ทองรูปพรรณซื้อบาทละ 18,874.20 บาท ขายบาทละ 19,750 บาท ตามการปรับลงของราคาทองคำต่างประเทศ ที่ลดลงมากว่า 20 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ มาอยู่ที่ 1,290 กว่าเหรียญฯต่อออนซ์ เพราะความขัดแย้งของพรรคการเมืองในสหรัฐฯ ถือว่าอยู่ในภาวะผิดคาด เพราะหากเศรษฐกิจมีปัญหา จะทำให้ตลาดหุ้นตก ราคาทองคำขึ้น แต่ครั้งนี้ราคาทองคำปรับลง ตลาดหุ้นพุ่ง “ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดทองคำ ต้องรอดูสถานการณ์อีก 1-2 วัน แต่เชื่อว่าในระยะสั้น ราคาทองคำในตลาดน่าจะเด้งกลับขึ้นมาใหม่”.

อีก20ปีความมั่นคงทางพลังงานไทยน้อยที่สุดในอาเซียน

อีก 20 ปีอาเซียนใช้พลังงานเพิ่มกว่า 80% ไทยมั่นคงน้อยสุดเหตุนำเข้าเกือบทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2556, 06:15 น.

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน  เปิดเผยถึงผลการศึกษา “แนวโน้มพลังงานโลกในอนาคต ปี 2556” จัดทำขึ้นโดยทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ว่า ความต้องการใช้พลังงานของอาเซียนในปี 2578 จะสูงขึ้นกว่า 80% จากปัจจุบันตามอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นจากวันละ 4.4 ล้านบาร์เรล เป็น 6.8 ล้านบาร์เรล โดยจะนำเข้าเพิ่มขึ้นอีกวันละ 1.9 ล้านบาร์เรล เป็นวันละ 5 ล้านบาร์เรล เพราะแหล่งผลิตในภูมิภาคลดลง และจะกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากจีน อินเดีย และยุโรป สำหรับไทยจะมีจุดเสี่ยงความมั่นคงด้านพลังงานสูงสุดในอาเซียน เพราะยังพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเกือบหมด ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ประเมินว่าความต้องการใช้พลังงานของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 80% ในปี 2578 โดยจะนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็นกว่า 90% ส่วนน้ำมันจะนำเข้าเพิ่มเกือบ 100% จากปัจจุบันที่นำเข้า 65%

ด้านนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไออีเอเป็นห่วงไทยเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นการคาดการณ์บนพื้นฐาน ที่หากไทยไม่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้จัดทำแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ระยะ 10 ปี (ปี 2555-2564) แล้ว มีเป้าหมายลดการใช้พลังงานลง 25% ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงการระบบขนส่ง 2.2 ล้านล้านบาท หากดำเนินการได้ตามแผน จะลดต้นทุนการขนส่ง และลดการใช้พลังงานลงได้.

ถอดใบกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติด

ยธ. ถอดใบกระท่อม จากบัญชียาเสพติด

วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2556, 15:05 น.

ที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม มีมติให้ถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด พร้อมเตรียมเสนอกฎหมายลงโทษกับผู้นำพืชกระท่อมไปผลิตเป็นยาเสพติดชนิดอื่น...

การประชุมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้า กรณีเสนอถอนพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2522 ว่าที่ประชุมมีความเห็นไปในทางเดียวกัน คือ ควรถอนพืชใบกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด เนื่องจากเป็นพืชที่ชาวบ้านนิยมบริโภคเพื่อกระตุ้นในการทำงาน โดยไม่มีอันตรายต่อร่างกาย รวมทั้งพืชกระท่อมมีประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์หลายประการ โดยเฉพาะสามารถเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ แต่การดำเนินการจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้นำพืชกระท่อมไปเป็นส่วนผสมของยาเสพติด 

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ระบุข้อสรุปที่ชัดเจน ทาง ป.ป.ส.ก็จะนำความเห็นทั้งหมดกลับไปรวบรวม ก่อนส่งให้คณะกรรมการพิจารณายาเสพติดให้โทษ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีอำนาจในการดำเนินการพิจารณา

นอกจากนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ยืนยัน การถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด จะไม่กระทบกับภาพรวมการแก้ปัญหายาเสพติดของประเทศ เพราะจะมีการพิจารณาเพิ่มโทษกับผู้ที่นำสารไมทราไจนีน จากใบกระท่อม ไปผลิตเป็นยาเสพติดประเภทอื่น อาทิ 4x100

'สะสม-ซับซ้อน' ใกล้ตอนแตกเมือง ..

โดย เปลว สีเงิน 
: 3 October 2556

ก็ชอบแล้วที่ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ไม่เบรกนายกฯ ยิ่งลักษณ์นำร่าง "รัฐสภาผัว-เมีย" ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามคำร้อง ส.ส.ฝ่ายค้านและ ๔๐ ส.ว. เพราะการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายนั้น จะว่าไปแล้ว ก็เป็นไปตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญบัญญัติ จริงอย่างที่ยิ่งลักษณ์ท่องจำมาอ้าง 

แต่ที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านให้ความสำคัญและเพ่งเล็งถึงคือ "ความผิด-ความถูก" ในเนื้อหาที่แก้และวิธีการแก้มากกว่า ว่าที่ ๓๕๘ ส.ส.-ส.ว.รวมถึงนายกฯ และประธานรัฐสภาร่วมหัว-ร่วมหางทำกันนั้น

มันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎ-กติกาหรือไม่?

นี่...ตรงนี้คือ "หัวใจ" ของเรื่องราวที่ศาลท่านรับไว้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็น "เสียบบัตรแทนกัน" ในการโหวตร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตราว่าด้วยที่มา ส.ว.สู่การสถาปนา "รัฐสภาผัว-เมีย" นั่นน่ะ

ทั้งโมฆะ ทั้งผิดกฎหมายหรือไม่?

ตรงนี้อยู่ในการวินิจฉัยของตุลาการท่านแล้ว เรื่องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายหรือไม่นำขึ้นนั้น จะว่าไปแล้ว มันเป็นแค่เปลือก-แค่กระดาษห่อที่ไหลมาตามขั้นตอนระบบเท่านั้น

ยิ่งลักษณ์ในกรณีนี้ก็ประมาณนั้น วันๆ นั่งรถตู้มาทำเนียบฯ ก็ท่องโพยที่พวกกุนซือเขาเขียนมาให้ท่องไว้ตอบนักข่าวไปตามเรื่องตามราว แต่ผมขอชมนะว่าเธอเป็นนายกฯ "ความจำดี-ความเข้าใจแย่" ที่ ๑ ในประเทศ

เมื่อวาน (๒ ต.ค.๕๖) เจอหน้านักข่าว ก็ร่ายโศลก....

"ดิฉันก็ต้องยึดหลักตามข้อกฎหมาย ในส่วนของความเห็นนั้นก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้น รัฐบาลก็ต้องยึดตามหลักของข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ซึ่งขั้นตอนต่างๆ ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ อย่างที่เรียนว่า
อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติคืออำนาจของประชาชนและรัฐสภา อำนาจของฝ่ายบริหารก็ต้องแยกกัน ดิฉันเองก็มีหน้าที่ทำตามของรัฐธรรมนูญเท่านั้น"

โหย...เท่อะ ไหนอธิบายนิดซิ "ฝ่ายนิติบัญญัติคืออำนาจของประชาชนและรัฐสภา" น่ะ มันหมายความว่าไง?
ยิ่งลักษณ์เอ้ย...เธอน่ะ ก็เป็นได้อย่างที่ทำเท่านั้น ไม่สามารถเป็นได้อย่างที่พูดหรอก ไอ้การยึดหลักกฎหมายอะไรของเธอน่ะ ไหน...อะไรมันคือหลักที่เธอยึด?

ก็เรื่อยเจื้อยส่งเดช อย่าเที่ยวทำเป็นดีใจที่ศาลท่านไม่บอกห้ามและไม่บอกอนุญาตในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็น ศาลท่านเน้น "เนื้อใน" มากกว่าเปลือกนอก

รัฐธรรมนูญที่แก้นั้น มันเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนกันมั้ย ต่างตอบแทนระหว่างรัฐบาลกับ ส.ว.มั้ย เป็นการล้มล้างกรอบและหลักการตามรัฐธรรมนูญบัญญัติมั้ย มันเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมั้ย และการแก้นั้น สอดคล้องเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่?

รูปแบบ "รัฐสภาผัวเมีย" สร้างระบบการเมืองฝังโคตร-ฝังเขี้ยว มันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมั้ย...ตรงนี้แหละ อยู่ในกรอบอำนาจ-หน้าที่ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านต้องวินิจฉัย ในเมื่อมีผู้ยื่นคำร้อง

สรุปคือ ขั้นตอนพิธีกรรม ศาลท่านไม่สน แต่ตรงเนื้อหา "พวกคุณ แก้จากอะไร-ไปเป็นอะไร-แบบไหน-นำไปสู่อะไร-ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติหรือไม่?"

นี่...ต้องแยก ศาลท่านสน ยิ่งโดยเฉพาะประเด็น "โหวตเสียงด้วยการเสียบบัตรแทนกัน" อย่างที่ลูกพรรคเพื่อไทยทำ คนเดียว แต่กดบัตรลงคะแนน ๓-๔ ใบ มันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญบัญญัติหรือไม่?

ศาลท่านจะทำหน้าที่ตรงนี้ รัฐบาลก็อย่าพูดบิดประเด็นให้คนไม่รู้เห็นตามผิดๆ!

สำหรับพวกเราทั้งหลาย จะแหกกระดองปูกินเนื้อให้อร่อย ก็ต้องหัดใจเย็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่าน "ยึดกฎหมาย" ในการทำหน้าที่ เหมือนอย่างที่ยิ่งลักษณ์คุยว่ายึดนั่นแหละ

ฉะนั้น ต้องเป็น-ต้องไปตามขั้นตอน การใช้กฎหมาย "ยึด" มันยังยึดไม่แน่น ถ้าจะให้แน่นแบบดิ้นไม่หลุดต้องใช้แบบ "ยึดโยง"

อย่างรัฐธรรมนูญที่แก้ ก็แก้เฉพาะกลุ่มมาตราว่าด้วยที่มา ส.ว. แก้โดยยึดเอาประโยชน์ที่ ส.ส.รัฐบาลและ ส.ว.สายทักษิณร่วมกันได้ในความเป็น "รัฐสภาผัวเมีย"

คือแก้เฉพาะสิทธิ์ที่ตัวเองจะได้ แต่ในส่วนที่จะประชาชนจะได้บ้าง กลับไม่แก้คืนให้ประชาชน ตีขลุม "ทำเฉย" ยึดครองไว้อย่างเดิม

เดิมเขาร่างไว้อย่างยึดโยง ระหว่างตำแหน่ง ส.ว.กับอำนาจหน้าที่ ส.ว.อันมีที่มาจากสรรหาส่วนหนึ่ง กับ ส.ว.เลือกตั้งอีกส่วนหนึ่ง เพื่อปริมาณและคุณภาพรวม

แต่เมื่อแก้ให้มาจากเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ซึ่งร้อยพ่อ-พันแม่จากไหนบ้างไม่สามารถคัดสรรที่วางใจได้ ผิดจากรูปแบบและโครงสร้างเดิม ก็ควรต้องแก้ "บทบาทและหน้าที่วุฒิสภา" ให้สอดคล้องกับที่มาด้วย

คือเขาแก้ "ที่มา" ส.ว.แล้วก็ฮุบ "อำนาจ-หน้าที่" ล้นฟ้าของ ส.ว.ตามโครงสร้างเดิมไว้ด้วย ไม่ยอมกระจายอำนาจ-หน้าที่นั้นออกไป ให้สอดคล้องกับที่มาใหม่ของ ส.ว.ซึ่งไม่ผิดอะไรกับ ส.ส.

อำนาจ-หน้าที่ ส.ว.มีอะไรบ้าง?

ก็อย่างที่บอกไปแล้ววันก่อน มีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งตั้งและถอดถอน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ป.ป.ช., อัยการสูงสุด, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, กรรมการสิทธิมนุษยชน, ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฯลฯ

ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ
และตั้งแต่นายกฯ-รัฐมนตรี-ส.ส.-ส.ว.-ประธานศาลทุกศาล-ผู้พิพากษา-อัยการ ทั้งหมดเหล่านี้อยู่ในกำมือส.ว.จะรวมหัวถอดถอนซะเมื่อไหร่ก็ได้!
เนี่ย...อำนาจล้นฟ้าของ ส.ว.ตามโครงสร้างเดิมคร่าวๆขนาดนี้ แต่เมื่อแก้เป็น "รัฐสภาผัว-เมีย" แล้ว ในมาตราที่ว่าด้วย "อำนาจ-หน้าที่" ก็ไม่แก้ คงไว้ตามเดิม ก็ลองเอาหัวแม่ตีนตรองดูซิ เอาเนื้อฝากไว้กับฝูงไฮยีนาอย่างนี้
ประเทศไทยจะเหลือเรอะ?
ส.ส.ระบอบทักษิณวันนี้ พฤติกรรมเป็นอย่างไร แก้เป็นส.ว.เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ด้วยระบบแตกหน่อ-ต่อตาอำนาจในพื้นที่เดิม เมื่อเลือกตั้ง ส.ว.ส่วนใหญ่ที่จะได้ ก็จะได้ ส.ว.ระบอบทักษิณ
ส.ส.ระบอบทักษิณ+ส.ว.ระบอบทักษิณ เป็นสถาบันนิติบัญญัติ "รัฐสภาผัว-เมีย" ผลลัพธ์จะเท่ากับอะไร นักเรียนยุคแท็บเล็ต "แดกได้" ตอบซิ?
ถ้าตอบไม่ได้ ดูตัวอย่างพฤติกรรม "วุฒิสภา" วานซืนจากข่าว เป็นมรณานุสติ
๑ ต.ค.๕๖ เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. ที่ประชุมวุฒิสภา ดำเนินกระบวนการถอดถอน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และนายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงไอซีที ออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐
เนื่องจากถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด เพราะทั้ง ๒ ได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ เนื่องจากได้มีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ฉบับที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๗ ต.ค.๔๗
เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๑ ไปเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๔๐ ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำหน้าที่อย่างมิชอบและผิดกฎหมาย
การลงคะแนนดังกล่าวได้ใช้วิธีลงคะแนนลับในคูหา และต้องมีเสียงถอดถอนไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ ๙๐ เสียง
ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติถอดถอน นพ.สุรพงษ์ ๗๑ เสียง ไม่ถอดถอน ๕๙ เสียง และมีมติถอดถอนนายไกรสร ๖๖ เสียง ไม่ถอดถอน ๖๖ เสียง งดออกเสียง ๑ ทำให้นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม แจ้งว่า เสียงถอดถอนไม่ถึง ๓ ใน ๕ จึงถือว่าที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่ถอดถอนบุคคลทั้ง ๒ ออกจากตำแหน่ง
เห็นมั้ย...นี่ขนาดวุฒิสภาอาคมแค่ "หูด่าง-หางแดง" ยังเป็นไปขนาดนี้ ต่อไปเป็น "รัฐสภาผัว-เมีย" แดงตลอดหัวยันหางและใต้หว่างขา แล้วอ้างอย่างที่ยิ่งลักษณ์ท่องอาขยานเมื่อวาน "ฝ่ายนิติบัญญัติคืออำนาจของประชาชนและรัฐสภา"
ทักษิณสถาปนา "แดงทั้งแผ่นดิน" ได้เลย!

ส่วนแบ่งการใช้งานเว็บบราวเซอร์ทั่วโลก เดือนกันยายน 2013 เผย IE ครองแชมป์

ie_september_2013_browser_market_share
วันนี้มาดูส่วนแบ่งของผู้ใช้เว็บบราวเซอร์ทั่วโลก ที่เค้าได้ทำเป็นกราฟแผนภูมิวงกลมโดย The Next Web โดยข้อมูลนี้เมื่อเดือนกันยายน 2013 ที่ผ่านมานี้เอง เผย IE ยังครองส่วนแบ่งเว็บบราวเซอร์มากที่สุดอยู่ อยู่ที่ 57.79%  อันดับ 2 คือ Firefox และอันดับ 3 คือ Chrome 
โดย IE ถ้าแบ่งเป็นรายเวอร์ชั่นต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่จะใช้ IE 8  มากถึง 21.39%   อันดับ 2 ได้แก่ IE 10  อยู่ที่ 19.45%   และอันดับ 3 IE9 อยู่ที่ 9.45%  ส่วน   IE6 บราวเซอร์ที่ตายยากมากๆ และอยู่ยาวนาน ยังมีคนใช้ราว 4.86%
firefox_september_2013_browser_market_shareพอมาในส่วนของ Firefox  พบว่า Firefox 23 เป็นเวอร์ชั่นที่สาวกจิ้งจอกไฟ ใช้มากที่สุด มากถึง 11.57% ส่วนเวอร์ชันล่าสุดอย่าง Firefox 24 มีเพียง 2.17%
chrome_september_2013_browser_market_share
ส่วนส่วนแบ่งเวอร์ชั่นในเว็บบราวเซอร์ Chrome นั้น จะเห็นว่าคนใช้งาน Chrome เวอร์ชั่นล่าสุด คือ Chrome 29  มากถึง 12.82% ทั้งนี้เพราะระบบเว็บบราวเซอร์ Chrome จะอัพเดตบราวเซอร์เองโดยอัตโนมัติทันทีที่ต่อเน็ต
ข้อมูลจาก The Next Web