PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”

ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
11 พฤษภาคม 2558 10:32 น. (แก้ไขล่าสุด 11 พฤษภาคม 2558 11:03 น.)
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
        สตูล - ทหารลุยค้นเกาะส่วนตัวของ “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” ที่ได้ชื่อว่าตัวการใหญ่ขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา พบหลุมฝังศพเกือบ 20 หลุม บนเกาะแรดใหญ่ใกล้ฮวงซุ้ยตระกูล “อังโชติพันธ์” แต่กลับไม่มีป้ายระบุว่าเป็นศพใคร เจ้าหน้าที่สงสัยเป็นหลุมศพผู้อพยพเตรียมตรวจสอบละเอียด ขณะเดียวกัน ยังพบที่พักถูกทิ้งร้างบนเกาะปาหนัน ด้านการข่าวเผย “โกโต้ง” เดินทางไปเกาะลังกาวี ยังไม่รู้ว่าหลบหนี หรือไปธุระ 
        
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมาได้มีคำสั่งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้โยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผกก.ไปจนถึงรองสารวัตรยกโรงพักสถานีตำรวจภูธรควนโดน อ.ควนโดน จ.สตูล เนื่องจากพบความบกพร่องต่อการทำหน้าที่ในการป้องกัน และปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์
        
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
       
       ล่าสุด วันนี้ (11 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 452 ได้นำกำลังลงตรวจตามเกาะแก่งต่างๆ ที่เชื่อว่าจะเป็นแหล่งพักพิง และซุกซ่อนของชนกลุ่มน้อยโรฮีนจา ซึ่งปฏิบัติการในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบนเกาะส่วนตัวของนายปัจจุบัน อังโชติพันธ์ หรือ “โกโต้ง” อดีตนายก อบจ.สตูล ประกอบด้วย 3 เกาะ ได้แก่ เกาะแรดใหญ่ เกาะปาหนัน และเกาะเลตง ซึ่งเป็นเกาะสัมปทานรังนกในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา
        
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกหารตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบสิ่งผิดปกติที่เกาะแรดใหญ่ ซึ่งพบว่าเป็นเกาะส่วนตัว โดยทางคนงานผู้เฝ้าเกาะอ้างว่า เป็นเกาะที่มีเอกสารสิทธิที่ดินเนื้อที่ประมาณ 100 กว่าไร่ ไม่มีชาวบ้าน หรือชาวเลอาศัยอยู่บนเกาะนี้แต่อย่างใด นอกจากนี้ บนเกาะยังพบหลุมฝังศพบรรพบุรุษของตระกูลอังโชติพันธุ์ และบริเวณไม่ห่างกันมากนักยังพบหลุมฝังศพ ประมาณ 9 หลุม และห่างออกไปอีกนับสิบหลุม ซึ่งเป็นหลุมฝังศพที่ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ระบุบนหลุม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารเห็นว่า มีความผิดปกติ โดยทางคนงานผู้เฝ้าเกาะดังกล่าวอ้างว่า เป็นศพของลูกหลานตระกูลอังโชติพันธุ์ นอกจากนี้ บนเกาะดังกล่าวยังพบว่า มีการเลี้ยงกวางจำนวนกว่า 20 ตัวรวมถึงสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เช่น แพะ และวัวอีกเป็นจำนวนมาก แต่ไม่พบตัวนายปัจจุบัน อังโชติพันธ์ หรือโกโต้ง เจ้าของเกาะแต่อย่างใด
        
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
       
       นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบสิ่งผิดปกติบนเกาะปาหนัน ซึ่งพบว่า มีที่พักร้าง พร้อมทั้งปี๊บบรรจุขนมปัง และซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทิ้งกระจัดกระจายในเพิงที่พัก คาดว่ามีการทิ้งไว้นานแล้ว พร้อมกันนี้ บนเกาะปาหนัน ยังมีเส้นทางขึ้นไปยังพื้นที่สูงเพื่อสังเกตการณ์ และไม่พบว่ามีผู้ใดอาศัยอยู่บนเกาะดังกล่าว ส่วนเกาะเลตง ซึ่งเป็นเกาะสัมปทานรังนกของนายปัจจุบัน ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด
        
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลการข่าวของเจ้าหน้าที่ทหารสืบทราบว่า นายปัจจุบัน อังโชติพันธ์ หรือ “โกโต้ง” ได้เดินทางไปยังเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ประมาณ 3 วันมาแล้ว ซึ่งขณะนี้ทางด่วนตรวจคนเข้าเมืองได้ตรวจสอบว่า เป็นการเดินทางเพื่อไปทำธุระส่วนตัว หรือเพื่อหลบหนีความผิด
        
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
       
       สำหรับ นายปัจจุบัน อังโชติพันธ์ หรือ “โกโต้ง” อดีตนายก อบจ.สตูล ซึ่งมีฉายาว่าเจ้าพ่อเกาะหลีเป๊ะ หลังจากที่ถูกออกหมายจับ ได้หลบหนีจากประเทศไทยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นการชั่วคราว โดยรายงานข่าวแจ้งว่า “โกโต้ง” รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะถูกออกหมายจับ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับนายตำรวจระดับสูง เพราะโกโต้ง เป็นผู้ให้การต้อนรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เดินทางมาผักผ่อนที่เกาะหลีเป๊ะ โดยมีเรือยอชต์ให้บริการ รับ-ส่ง และมีรีสอร์ตที่เกาะหลีเป๊ะไว้บริการทุกสุดสัปดาห์
        
        
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
       
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
       
ค้นเกาะส่วนตัว “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” พบหลุมศพเพียบ ทหารเร่งล่าตัวการใหญ่ค้า “โรฮีนจา”
         

รสนา โพสFBเจอหมายเรียกตกเป็นผู้ต้องหาคดีปตท.ฟ้อง

"ถึงเวลาต้องปฏิรูปวงการตำรวจอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระบวนการสอบสวนเป็นเครื่องมือผู้มีอำนาจ"
เมื่อวันพฤหัสบดีที่7พฤษภาคม 2558 ตำรวจจากสภอ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม ได้เอาหมายผู้ต้องหามาหาดิฉันที่บ้าน เพื่อให้เซ็นรับการเป็นผู้ต้องหาตามหมายเรียกของสน.ชนะสงคราม ที่บ้านก็ตกอกตกใจกันว่าเกิดอะไรขึ้น
สาเหตุของเรื่องหมายเรียกผู้ต้องหาของสน.ชนะสงครามมาจากบริษัทปตท.แจ้งความว่าดิฉันหมิ่นประมาทบริษัทปตท. จากการพูดให้ข้อมูลของดิฉันในงานเสวนาเรื่อง ปฏิรูปพลังงาน ครั้งที่ ๒ หัวข้อ “น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติของประชาชน ใครปล้นไป เมื่อ 2มีนาคม2557 ที่อนุสรณ์สถาน14ตุลา ในตอนท้ายรายการพิธีกรได้เชิญดิฉัน ที่เป็นผู้ฟังให้แสดงความเห็น ดิฉันเพิ่งกลับจากดูงานบริษัทปิโตรนัสที่มาเลเซีย เลยเล่าข้อมูลให้ที่ประชุมฟังเรื่องที่ได้ ฟังจากอดีตประธานปิโตรนัสว่าบริษัทปิโตรนัสของมาเลเซียเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีรัฐเป็นเจ้าของ100% ทำให้การส่งรายได้ให้รัฐเท่ากับ 40% ของงบประมาณแผ่นดิน ข้อความที่ปตท.หาว่าหมิ่นประมาทเขาให้ถูกเกลียดชังคือข้อความต่อไปนี้
"ส่วนบมจ.ปตท.หลังแปรรูปแล้วส่งเงินปันผลน้อยลง อย่างปี 2555 ปตท.ส่งเงินเข้ารัฐ เป็นเงินส่วนที่เราเรียกว่า ส่วนแบ่งกำไร ปันผลจากเงินกำไร แค่ 17,000ล้าน ในขณะที่ กฟผ.ส่งให้ 22,000บาทนะคะ แล้วจะเห็นได้เลยว่า ปตท.ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ส่งเงินเข้าหลวงน้อยลงเรื่อย ๆ คือ กำไร 170,000ล้านบาทนะคะ แต่ส่งเงินเข้ารัฐแค่ 17,000ล้าน คือประมาณ 10%”
ปตท.จำกัด(มหาชน) ไปแจ้งความที่สน.ชนะสงครามว่าดิฉันหมิ่นประมาทบริษัทปตท.ด้วยข้อความดังกล่าว
เมื่อได้หมายเรียกผู้ต้องหา ดิฉันให้ทนายติดต่อทางพนักงานสอบสวนจนได้ทราบข้อมูลว่า บริษัท ปตท. แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทในข้อความดังกล่าว ดิฉันได้ทำหนังสือแจ้งไปที่พนักงานสอบสวนว่าข้อมูลที่ดิฉันพูดมาจากข้อมูลเงินนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจฯ ประจำปี 2551-2555 มาจาก เว็บไซต์ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ชื่อ http://www.sepo.go.th/design/category/333-2551-2555.htm และ แบบ ๕๖-๑ สิ้นสุด ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หน้า 302 ส่วนกำไรก่อนภาษีเงินได้ ปี ๒๕๕๕ (ตรวจสอบ) เป็นเงิน ๑๗๒,๑๓๒.๓๓ ล้านบาท จาก เว็บไซต์ ชื่อ http://ptt.listedcompany.com/…/20130330-PTT-Form561-2012-TH… ซึ่งเป็นเอกสารที่เผยแพร่และบุคคลทั่วไปก็สามารถดูได้ และขอให้พนักงานสอบสวนยกเลิกข้อกล่าวหาดิฉันเสียเพราะประเด็นที่ บมจ.ปตท.กล่าวหาดิฉันหมิ่นประมาทนั้น ดิฉันได้พูดให้ข้อมูลจากแหล่งที่มาที่แน่นอน และไม่เป็นกระทำความผิดต่อบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด
แต่พนักงานสอบสวนท่านนั้นยังคงส่งหมายเรียกครั้งที่ 2, 3 มาให้ดิฉันไปรับทราบข้อกล่าวหาไม่หยุดหย่อน ดิฉันจึงทำหนังสือร้องเรียนไปที่บชน.เมื่อวันที่27 เมษายนที่ผ่านมาว่า การกระทำของพนักงานสอบสวนดังกล่าวเป็นการจงใจกลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญากับดิฉันด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และขอให้โปรดสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม และมีคำสั่งยกเลิกการตั้งข้อกล่าวหากับดิฉัน
แต่ยังไม่ทันจะได้รับคำตอบจากบชน. ดิฉันก็ได้หมายเรียกครั้งที่4 จากพนักงานสอบสวนคนเดิมให้ไปพบในวันศุกร์ที่8 พฤษภาคม ดิฉันให้ทนายโทรไปหาพนักงานสอบสวนท่านนั้นและแจ้งว่า ได้ส่งเรื่องร้องเรียนไปที่บชน.แล้ว และจะรอผลการพิจารณาของบชน.ก่อน โดยจะไม่ไปพบในวันศุกร์ที่8 พฤษภาคม เพราะวันนั้นดิฉันมีนัดหมายไปพบผู้ว่าสตง.เพื่อส่งหลักฐานเพิ่มเติมคือคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องการคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วน
แม้จะโทรชี้แจงเหตุผลกับพนักงานสอบสวนแล้ว แต่แทนที่พนักงานสอบสวนจะรอการพิจารณาจากบชน.ก่อน ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นวันที่7พฤษภาคม พนักงานสอบสวนสน.ชนะสงครามก็ส่งตำรวจจากสภอ.โพธิ์แก้วบุกไปหาดิฉันที่บ้าน เพื่อให้ดิฉันหรือคนในบ้านเซ็นรับหมายเรียกผู้ต้องหา
นี่เป็นการคุกคามดิฉันโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่?
พนักงานสอบสวนเป็นต้นทางของระบบยุติธรรม แต่พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า พนักงานสอบสวนยอมเป็นเครื่องมือของนักการเมืองหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่มีอิทธิพล ที่จะใช้พนักงานสอบสวนเป็นเครื่องมือคุกคามประชาชนที่วิจารณ์หรือตรวจสอบนักการเมือง และองค์กรเหล่านั้นใช่หรือไม่?
เห็นได้จากการที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ใช้วิจารณญานที่เป็นอิสระในการพิจารณาว่าข้อกล่าวหาใดต่อบุคคลใดเป็นกรณีที่เข้าข่ายการหมิ่นประมาทหรือไม่? สมควรออกหมายเรียกบุคคลนั้นเป็นผู้ต้องหาหรือไม่?
ขอให้เพื่อนมิตรลองเปรียบเทียบกรณีการร้องทุกข์กล่าวโทษที่ดิฉันเคยร้องเรียนผ่านพนักงานสอบสวนเมื่อปี2547 กรณีอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก15ปีจากการรับสินบนบริษัทยาบริษัทหนึ่ง ในคดีนั้้นศาลฎีกานักการเมืองไม่สามารถเอาบริษัทยามาลงโทษพร้อมกับนักการเมือง แต่คำพิพากษามีความชัดเจนที่ตำรวจสามารถดำเนินการสั่งเรื่องฟ้องได้ ดิฉันได้ร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งรัฐมนตรีที่ไม่ดำเนินคดีกับบริษัทยา และบริษัทยาที่ให้สินบนอดีตรัฐมนตรีต่อพนักงานสอบสวน แต่จากปี2547 จนถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฎว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการอย่างกระตือรือร้นที่จะแจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้งรัฐมนตรีที่ละเว้น และบริษัทยาอย่างเอาจริงเอาจังเหมือนที่กำลังปฏิบัติต่อดิฉัน
ผ่านมาแล้ว 11ปี คดีที่ดิฉันร้องทุกข์กล่าวโทษในฐานะประชาชนที่ไม่มีอำนาจทุนและอำนาจทางการเมืองหนุนหลังอยู่ ไม่ได้รับติดตามอย่างกระตือรือร้นจากพนักงานสอบสวนในการนำผู้กระทำผิดมารับผิดแต่ประการใด
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมีการปฏิรูปกระบวนการสอบสวนของตำรวจให้ปลอดพ้นจากการครอบงำของผู้มีอำนาจรัฐและอำนาจทุน เพื่อให้กระบวนการสอบสวนของตำรวจเป็นต้นทางของระบบยุติธรรมอย่างแท้จริง


เปลว สีเงิน: แอนตี้ 7-11 ต้นเหตุมาจากไหน?

    แอนตี้ 7-11 ต้นเหตุมาจากไหน?

  • Byadmin
    In
    May 11, 2015
    0 Comments
    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่าน กระแสหนึ่งร้อนแรงในสังคมโซเชียลมีเดีย คือกระแส "แอนตี้ 7-11" และสินค้า CP ข้ามมาสัปดาห์นี้ ก็ดูยังจะร้อนแรงอยู่!
    ขอถาม "ทวนกระแส" กับชนชาวสังคมให้ชัดลงไปเลยว่า แอนตี้ 7-11 แอนตี้สินค้า CP หรือ.......
    เกลียด "นายธนินท์ เจียรวนนท์" ผู้เป็นเจ้าของ?
    ถ้าบอกว่า ทั้งนายธนินท์ 7-11 และ CP คือ "หนึ่งเดียวกัน" ก็ขอถามต่อว่า ตรงจุดไหนที่ทำให้เกลียด ทำให้แอนตี้ในการเข้าร้านและการบริโภคสินค้า CP?
    คงมีคำตอบหลากหลาย บางคนอาจสะดุดเพื่อคิด (อีกที) ก็ได้ว่า...เอ๊ะ..ก็นั่นน่ะซี การเกลียดนายธนินท์ เหมือนเด็กที่โตมาด้วยกัน คลุกคลีมาด้วยกันแต่เล็ก
    ครั้นต่างโตเป็นหนุ่ม-เป็นสาว เกิดคำถามเชิงฉงน ก็ไม่เคยคิดอะไร แต่ทำไมจู่ๆ ถึงวันหนึ่ง รู้สึกรัก-รู้สึกเกลียด ชนิด "เข้ากระดูก" ขึ้นมาเฉยๆ
    รักและเกลียดนั้น บ่มเพาะมาแต่หนไหน?
    7-11 และ สินค้า CP ก็เหมือนกัน แอนตี้เพราะอะไร จะบอกว่า เขาเอาเปรียบ ผูกขาด ทำให้โชห่วยตามชุมชนเจ๊ง และจะบอกว่า สินค้า CP ไม่ดี มันไม่ใช่
    ก็เพราะอะไรล่ะ จึงแอนตี้กันครึกโครมถล่มเมือง?
    ผมก็ไม่ใช่นักวิจัย อีกอย่าง 7-11 และสินค้า CP ก็ไม่ใช่เจ้ากรรม-นายเวรที่ต้องผูกติดชีวิตผม
    เคยเข้าเซเว่นฯ มั้ย...เข้าบ้าง เคยบริโภคสินค้า CP มั้ย...เคยบ้าง!
    เข้าบ้าง หมายถึง ๑ ปี ไม่ถึง ๑๐ ครั้ง ที่เข้าน้อย ไม่ได้แอนตี้ หากแต่ 7-11 ลองไปสำรวจดูให้ดีเถอะ ประเภทสินค้า ไม่มีคุณค่าอะไรสำคัญเร่งด่วนต่อความจำเป็นที่ต้อง "เข้าทุกวัน" เหมือนเข้าห้องน้ำ
    และทุกชนิด "แพงกว่า" ร้านทั่วไปทั้งสิ้น!
    คนที่เข้าประจำบอกว่า "สะดวกดี" มีให้ซื้อตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถามว่า ที่ "สะดวกดี" นั่นน่ะ ไปซื้ออะไร?
    มีสบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ยาสระผม ถุงยางอนามัย กระดาษชำระ น้ำดื่ม อาหารแช่แข็ง แมกกาซีนบันเทิง น้ำแข็ง ยาอม หมากฝรั่ง กาแฟ สุรา และ ฯลฯ
    สินค้าพวกนี้น่ะนะ ต้องซื้อหากัน ๒๔ ชั่วโมง?
    อยากบอกว่า ถ้าต้องการแอนตี้ 7-11 ไม่ใช่รณรงค์ไม่ให้คนเข้าร้าน ต้องปฏิวัติด้วยการรณรงค์ให้ชาวบ้านรู้จัก "วางแผนการใช้ชีวิตประจำวัน"
    ถ้าคนรู้จักวางแผนชีวิต ทั้งเดือนไม่เข้าเซเว่นฯ ก็ไม่เห็นมีปัญหา เพราะแต่ละสัปดาห์ซื้อไว้ครบแล้ว
    คนเข้าเซเว่นฯ ทุกวันเพราะ ๑.เสพติดนีออน ๒.เสพติดแอร์ ๓.สะเปะ-สะปะมา!
    พวกเสพติดเซเว่นฯ เหมือนแมลงเม่า ถ้าไม่มีแสงนีออนก็ไม่มาตอม ส่วนเรื่องแอร์ ไม่ใช่คน...แต่เป็นหมา
    เราจะเห็นหมาชอบไปนอนตากแอร์หน้าประตูเลื่อนเซเว่นฯ เกลื่อนทุกแห่ง!
    การค้า ๒๔ ชั่วโมง ทั่วประเทศอย่างเซเว่นฯ ทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยเสีย บ่มเพาะสังคมคนเคยตัว และขาดวินัยชีวิต
    ของจำเป็นที่ต้องใช้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง...ไม่มีที่เซเว่นฯ เพราะเซเว่นฯ เท่าที่ดูแนวคิด-แนวค้า "เอา" อย่างเดียว ไม่มีคำว่า "ให้" เป็นปลาใหญ่ แค่อ้าปากไว้ สัตว์เล็ก-สัตว์น้อยที่ไร้แรงต้าน
    ไหลเข้าปากหมด!
    คือมุ่ง "กำไร" ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ขนาดพื้นที่รัศมีแสงนีออนร้านสาดถึง ใครจะมาพึ่งใบบุญ...ยังต้องจ่าย!
    แนวคิด-แนวบริหารเซเว่นฯ ในคติ "เอา" อย่างเดียว ดังนั้น จะเห็นเซเว่นฯ ทุกแห่งในประเทศไทย
    ไม่ยอมให้มีห้องน้ำ!
    โฆษณา "หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา" สะท้อนแนวคิด "เอา" อย่างเดียวชัดเจน เพราะไม่ปรากฏว่า ในขณะที่เอาคนกิน ๒๔ ชั่วโมง จะคำนึงถึงมุม "ให้" ลูกค้าบ้าง ด้วยโฆษณา
    "ปวดเมื่อไหร่ก็แวะมา" ด้วยเลย!
    สรุปแล้ว การที่เกิดกระแสแอนตี้ 7-11 และสินค้า CP ต้นรากมาจากตัว "นายธนินท์ เจียรวนนท์" นั่นแหละ
    เซเว่นฯ-ซีพี พูดไม่ได้ ดังนั้น ที่นายธนินท์พูด จึงเท่ากับเซเว่นฯ และซีพีพูด
    พูดไปทางไหน...?
    ทางทำธุรกิจมุ่งกำไร ไม่เอื้อเฟื้อ-แยแสสังคม ประจบอำนาจ แทงหวย "การเมือง" เป็นสรณะ นั่นแหละเป็นต้นเหตุ
    บนสุด เจ้านายยโส.........
    ล่างสุด ลูกน้องพลอยโอหัง!
    เป็นภาพดำบ่มเพาะมานาน จนระเบิดผ่านการแอนตี้ตัวธุรกิจของนายธนินท์ คือ 7-11 และ CP ในความหมายว่า CP ของนายธนินท์ ทำมาหากินบนแผ่นดินไทย จากในดินไทย ในน้ำไทย จากชีวิตคนไทย
    แต่รวยแล้ว นายธนินท์กลับแห้งแล้งน้ำใจต่อภาคสังคม อะไรที่กล้องไม่จ่อเอาภาพไปออกจอว่าบริจาค ยากเห็นจากนายธนินท์
    และแต่ละครั้งที่ออกมาเสนอแนวคิดเศรษฐกิจ...........
    ๒ สูงบ้าง ปลูกยางทั้งประเทศบ้าง ค่าแรงต้องวันละ ๕๐๐ บ้าง สินค้าเกษตรราคาต้องแพงบ้าง จำนำข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ ยังน้อยไป มีเท่าไหร่รับซื้อหมดบ้าง
    โหย...ระดับสมประโยชน์ตบมือกันใหญ่ แต่ประชาสังคมต่าง "หมายหัว" ที่เจ้าสัวพูดเอาแต่ได้ ประชาชนส่วนใหญ่มีแต่เสีย
    ธุรกิจการเกษตรทุกชนิด สังคมเพ่งมองว่า ทุกหัวระแหงที่ CP เข้าไป แรกๆ ทำเป็นอุ้มคนพื้นที่ ลงท้ายทุบทำลายเขาตายหมด
    กระทั่งภูเขาเป็นลูกๆ จากป่าไม้ถาวร กลายเป็นเขียวกำไร จากพืชไร่ล้มลุกหมุนเวียน!
    การทำธุรกิจไม่มีใครว่า ในเมื่อกฎหมายไม่ห้าม และพูดกันแฟร์ๆ คนทำธุรกิจร่ำรวยในเมืองไทยระดับนายธนินท์ก็มีหลายคน
    แต่สังคมไม่รังเกียจ เหมือนที่รังเกียจนายธนินท์ ถึงขนาดแอนตี้ธุรกิจ CP นั่นเพราะอะไร?
    ผมเคยถาม "คน CP" เหมือนกันว่า...."ทำไมสังคมจึงรังเกียจเจ้านายคุณมาก?"
    ไม่มีคำตอบ ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย นี่ก็ร่วม ๒๐ ปีมาแล้ว ไม่ใช่เดี๋ยวนี้
    อย่างกรณีกระแสแอนตี้เซเว่นฯ-ซีพี ในโซเชียล มีเดีย แทนที่ระดับบริหารซีพีหรือนายธนินท์จะได้คิดอะไรทางสำนึก
    แต่ผมกลับเห็นแนวเสนอข่าวจากโทรทัศน์เครือข่ายนายธนินท์เมื่อวันอาทิตย์ในลักษณะ "ยโส-โอหัง" ข้าไม่แคร์ลูกค้าเหมือนเดิม
    ธุรกิจนายธนินท์ ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกต้อง ผมไม่แอนตี้ มันเป็นเรื่องของจิตสำนึกของแต่ละคนพึงมีต่อสังคม
    นายธนินท์เป็นเศรษฐีระดับโลก ยาเม็ดละล้านหากินแก้แก่ได้ ฉะนั้น ย่อมคิดได้ว่า การทำธุรกิจแล้วมีภาพลักษณ์เป็นปฏิปักษ์กับสังคม นั้น
    บัญชีเงิน กำไรก็จริง......
    แต่บัญชีชีวิต ขาดทุนลงเรื่อยๆ!
    ไม่ต้องพูดลึกซึ้ง เอาที่เห็นๆ ชาวบ้านเคยได้ดู "ถ่ายทอดสด" ไม่ว่ากีฬา การแสดง ด้วยเซเว่นฯ-ซีพี อันหมายถึงนายธนินท์เอื้อเฟื้อบ้างมั้ย?
    ตรงกันข้าม ไม่ว่าฟุตบอล มวย เทนนิส วอลเลย์บอล มีให้ประชาชนได้ดูฟรีถึงบ้าน
    มีแต่ ช้าง...ช้าง..ช้าง ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ให้!
    น้อยครั้ง แทบไม่เห็นเลยจากกล้องจ่อถ่ายออกจอว่านายเจริญบริจาคโน่นนี่ แต่ใครที่ไปดูตามโบราณสถาน อยุธยา อ่างทอง เชียงใหม่ เป็นต้น ชื่อนายเจริญ กับคุณหญิง เป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์เกือบทุกแห่ง
    อย่างโรงพยาบาลสถาบันโรคไต สำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยทางไตครบวงจร ทุกวันนี้ ก็น้อยคนจะรู้ว่า นายเจริญกับภรรยาของเขา ออกเงินสร้างถวายเองทั้งหมด
    เป็นพันๆ ล้าน แต่เขาไม่เคยเอาหน้า-เอาตากับสังคมเลย!
    นี่ตัวอย่าง ร่ำรวยกับสังคม รวยแล้วก็เจียดกำไรคืนให้สังคมเขาบ้าง ไม่ยโส-โอหัง กับสังคม ใครจะกระแนะ-กระแหน "พ่อค้าน้ำเมา" บ้างก็ แค่นั้น
    นายเจริญภาพลักษณ์จึงไม่เป็นลบ ถึงขนาดสังคมแอนตี้อย่างที่เกิดกับกิจการเครือข่ายนายธนินท์วันนี้ นั่นเพราะ.....
    ไม่เอาอย่างเดียว คืนให้สังคมเหมือนปิดทองหลังพระ แล้วทองที่ปิดค่อยๆ ล้นออกมาข้างหน้าพระ จนสังคมเห็นเอง
    เจ้าสัวธนินท์ หัด "ปิดทองหลังพระ" บ้างนะ!

คสช.เกาะติดทุกฝีก้าว 'บิ๊กจิ๋ว' จะเดินไปสู่หนไหน?

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 11 พฤษภาคม 2558, 09:51

ปฏิทินการเมืองเดือน พ.ค. คงจะเริ่มต้นที่ “คดี 7 ตุลา” ก่อนจะไปถึง “คดีจำนำข้าว” ซึ่งทั้งสองคดีจะทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงโดยพลัน

11 พ.ค.2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลยในคดีที่ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น. ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 รัฐบาลสมชายได้มีคำสั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ (พธม.) ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา กระทั่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 471 ราย

การเดินทางมาแสดงตัวต่อศาลด้วยตนเองเป็นครั้งแรกตามขั้นตอนของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวของ “บิ๊กจิ๋ว” ถี่ขึ้นในห้วงเวลานี้

สื่อบางสำนักถึงขั้นฟันธงว่า พล.อ.ชวลิต จะมาเป็นผู้ธงนำหน้าขบวนการ นปช. ในอนาคตอันใกล้นี้

ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามว่า ไยนายทหารที่ได้ฉายาว่า “ขงเบ้งกองทัพบก” จะมาตกกำแพงตายเปล่าในสมรภูมิที่ คสช. กำหนดให้เล่า?

ย้อนมาดูความสัมพันธ์ “บิ๊กจิ๋ว” กับขบวนการมวลชน 2 กลุ่ม ที่ก่อให้เกิดการมโนไปมากมาย เกี่ยวกับบทบาทของอดีตนายทหาร ซึ่งมีผลงานการทำงาน “ลับใต้ดิน” มาครึ่งชีวิต

กล่าวสำหรับ นปช. หรือขบวนการคนเสื้อแดงนั้น พล.อ.ชวลิต ได้แสดงออกถึงจุดยืนสนับสนุนแนวทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงมาโดยตลอด

ล่าสุด เมื่อ กสท. มีคำสั่งปิดตาย “Peace TV” ทีวีดาวเทียมของแกนนำ นปช. พล.อ.ชวลิต จึงออกมารับประทานอาหารร่วมกับ “แกนนำ นปช.” โชว์สื่อทันที

มิเพียงเท่านั้น จตุพร พรหมพันธุ์ ยังมอบเวลา 2 ชั่วโมงให้ “บิ๊กจิ๋ว” จัดรายการพิเศษ Peace Special เมื่อ 29 เม.ย.2558 ทางช่อง Peace TV ก่อนจะคำสั่งปิดสถานีจาก กสท.จะมาถึง

ว่ากันว่า การที่จตุพรเชิญ พล.อ.ชวลิต มาพูดเรื่องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ พร้อมคอลัมนิสต์อาวุโสอย่าง “พญาไม้” เผด็จ ภูรีปติภาน ,ศรี อินทปันตี ,ศุภเกียรติ ธารณกุล และ บุญกรม ดงบังสถาน ถือว่าเกมนี้ไม่ธรรมดา

เนื่องจาก “พญาไม้” เผด็จ ภูรีปติภาน นั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับจตุพรมานาน นับแต่สมัยทำช่อง PTV เมื่อปี 2550 โดย “พญาไม้” ร่วมกับ ไพวงษ์ เตชะณรงค์ ก็ทำรายการ “จัตุรัสการเมือง” ออกทางทีวีดาวเทียมช่องบางกอกทูเดย์

ดั่งที่ทราบกัน “บิ๊กจิ๋ว” เป็นคนดึงไพวงษ์เจ้าพ่อโบนันซ่ามาเล่นการเมืองในสีเสื้อพรรคความหวังใหม่ และยังผูกพันกันมาจนถึงสมัยพรรคไทยรักไทย จนถึงพรรคเพื่อไทย

หลังจากรายการพิเศษดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทาง คสช.ได้ส่งทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบจาก สน.โชคชัย บุกขึ้นไปชั้น 5 อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ซึ่งเป็นห้องส่งของช่อง ‎PeaceTV และห้ามนำเทปรายการพิเศษมาออกอากาศซ้ำ ถัดจากนั้นมาไม่กี่ชั่วโมง สถานีดาวเทียมไทยคมก็ตัดสัญญาณออกอากาศช่อง ‎PeaceTV ตามคำสั่ง กสท.

มิเพียงเท่านั้น พล.อ.ชวลิตได้เก็บข้าวของย้ายออกจากคอนโดริเวอร์เพลส ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จ.นนทบุรี กลับไปอยู่บ้านซอยปิ่นประภาคม เนื่องจาก พล.อ.เชวงศักดิ์ ทองสลวย ผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเจ้าของห้องดังกล่าว เคยร้องขอไม่ให้ พล.อ.ชวลิต แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงนี้

เมื่อเกิดกรณีที่ “นาย” ไปพูดเรื่องการเมืองผ่านรายการทางจอแดง “นายทหารคนสนิท” จึงเขียนช็อตโน้ตติดไว้หน้าห้องระบุว่า เจ้าของห้องไม่อนุญาตให้ใช้ห้องในทางการเมือง ลงชื่อ พล.อ.เชวงศักดิ์

วันก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็สำทับนักการเมืองจะลงพื้นที่พบประชาชน เหมือนที่พล.อ.ชวลิต ไปพบกลุ่มเกษตรกรที่อยุธยา จากนี้ไปห้ามนักการเมืองทุกคนทำแบบนี้

ด้านกลุ่มพลังมวลชนในนาม “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.)นั้น หลายฝ่ายมักเข้าใจผิดว่า พล.อ.ชวลิต เป็นดั่งแม่ทัพใหญ่กลุ่ม ผรท. แต่ความจริงกลับ “ไม่ใช่”

แม้ พล.อ.ชวลิต จะเป็นผู้ร่างคำสั่ง 66/2523 แต่มาถึงวันนี้ แกนนำ ผรท.มองว่า “พ่อใหญ่จิ๋ว” เป็นแค่สัญลักษณ์เชิญชวนให้ชาวบ้านร้านถิ่น มาร่วมทำธุรกิจ “ล่าเงินแสน” หรือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ แกนนำ ผรท.อีสาน จึงชอบเชิญ “พ่อใหญ่จิ๋ว” ไปร่วมงาน เพื่อสร้างภาพให้มวลชนเกิดความเชื่อถือแกนนำ และผู้ที่มาร่วมงานก็ไม่สนใจในเรื่องที่อดีตนายกฯพูดมากนัก เพราะจุดประสงค์ที่พวกเขามามีอยู่เรื่องเดียวคือ “ขอเงิน 2 แสน”

ที่สำคัญ สถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในทุกภาคของประเทศ ล้วนแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายตามความเชื่อทางการเมือง

ยกตัวอย่างงานรำลึกวีรชนที่อนุสรณ์สถานช่องช้าง จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา “ผรท.เสื้อแดง” (สายพรรคเพื่อไทย) เป็นคนเชิญบิ๊กจิ๋วไปร่วมงาน แต่คณะกรรมการจัดงานส่วนใหญ่เป็น “ผรท.เสื้อฟ้า” (สายพรรคประชาธิปัตย์)

อย่างสื่อบางสำนัก เอ่ยชื่อ “สมาพันธ์ ผรท.” ว่าเป็นฐานการเมืองของบิ๊กจิ๋วนั้น จริงๆแล้ว มันเป็น “องค์กร ผรท.กำมะลอ” ที่แกนนำเสื้อแดงอีสานบางคนตั้งขึ้นมาเคลื่อนไหวเก็บเงินชาวบ้าน สมัยที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เปิดให้มีการช่วยเหลือ ผรท. ซึ่งตอนนี้ก็ไม่เหลือรูปรอยแล้ว

ศักยภาพทางการเมืองของ พล.อ.ชวลิต จึงไม่ใช่ฐานกำลังจากกลุ่ม ผรท. แต่จะมาจากกลุ่มไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า คสช.มีข้อมูลทางการข่าว หรือให้ราคาอดีตนายกฯ คนนี้มากน้อยแค่ไหน?

ดังนั้น ความเคลื่อนไหวแบบ “จิ๋ว” ในแวดวงข่าวสาร จึงแยกได้เป็น 2 กระแสคือ “จิ๋ว” คิดการใหญ่ท้าทายอำนาจใหม่กับ “จิ๋ว” เป็นความหวังใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตย
..............................
ชำแหละ ผรท.อีสาน

ในบรรดาการเคลื่อนไหวของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ทั่วประเทศ ปรากฏว่า “ผรท.ขอเงินแสน” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด และมีสมาชิกมากที่สุด เพราะชาวบ้านอยากได้เงินสองแสนจึงแห่มาสมัครตามคำเชิญชวนของแกนนำ พร้อมจ่ายค่าสมาชิกด้วย

กลุ่ม ผรท.ขอเงินแสน ยังจำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ดังนี้
กลุ่มสกลนคร (1) นำโดย สมาน ขันตี
กลุ่มสกลนคร (2) นำโดย สว่าง วงษ์กระโซ่
กลุ่มกาฬสินธุ์(1) นำโดย บุญใส ก้อนดินจี่
กลุ่มกาฬสินธุ์ (2) นำโดย จันทร์แดง ปิตาราพา
กลุ่มอำนาจเจริญ นำโดย นิล เชื้อคำฮด
กลุ่มนครพนม นำโดย ปราโมทย์ พรหมพินิจ
กลุ่มอีสานใต้ นำโดย อภินันท์ จันทร์สมาน

จะว่าไปแล้ว ยังมีกลุ่มย่อยอีกราว 10 กลุ่มที่กระจายตัวอยู่ทั่วภาคอีสาน ซึ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้เกิด “ปรากฏการณ์ ผรท.จำแลง” จนน่าตกใจ

นอกจากนี้ยังมีองค์กร ผรท.ในนาม “สหพันธ์เกษตรกรและข้าราชการ” นำโดย สุเนตร แก้วคำหาญ ที่จับปัญหาที่ดินทำกินและการช่วยเหลือ ผรท.

ด้าน ผรท.ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองล้วนๆ แยกออกเป็น 2 กลุ่มคือ “กลุ่มพลังธรรมาธิปไตย” หรือ “กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่มี ทองดี นามแสงโคตร เป็นผู้ประสานงาน โดยแนวทางกลุ่มนี้คือ ต้านระบอบทักษิณ พร้อมกับสนับสนุนพันธมิตรฯ และ กปปส.

เมื่อกลุ่มพลังธรรมาธิปไตยมาชุมนุมที่ท้องสนามหลวง และประสบความล้มเหลว องค์กรนำกลุ่มนี้ได้สลายตัวไป บรรดา “ผู้ชี้นำหลังม่าน” ก็ข้ามโขงไปทำธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า

“กลุ่ม ผรท.เพื่อประชาธิปไตย” ที่ได้รับการชี้นำจาก ธง แจ่มศรี และมีกำลังไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเกาะเกี่ยวไปกับเสื้อแดงอีสาน

หลังเกิดรัฐประหาร 22 พ.ค. แกนนำ ผรท.กลุ่มนี้ หนีไปหลบภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน สมาชิก ผรท.ในพื้นที่ก็เก็บตัวเงียบ

หากเปรียบเทียบ “กลุ่ม ผรท.เชิงผลประโยชน์” กับ “กลุ่ม ผรท.เชิงอุดมการณ์” ก็พบว่ากลุ่มแรกมี “กำลังคน” มากกว่าหลายเท่า และกลายกระแสหลักในภาคอีสาน

จึงฝากไปถึงสื่อมวลชนบางสำนัก หากไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริงของ ผรท.อีสาน ก็อย่ามโน และยกให้พวกเขาเป็นลูกน้องของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” ไปเสียทั้งหมด
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/646285#sthash.hMAdY9TU.dpuf

เครื่องบินรบ F-16 ของกองกำลังอาหรับนำโดยซาอุดิหายสาบสูญในเยเมน

อัพเดทสถานการณ์ในเยเมน : เครื่องบินรบ F-16 ของกองกำลังอาหรับนำโดยซาอุดิหายสาบสูญในเยเมน
--------------
ซ่ามากนัก โดนเข้าจนได้... วันนี้สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งอ้างรายงานจากกองทัพของราชอาณาจักรโมร็อคโครายงานว่า เครื่องบินรบ F-16 ของประเทศโมร็อคโคหนึ่งในกองกำลังผสมชาติพันธมิตรอาหรับที่บินเข้าไปทิ้งระเบิดโจมตีเยเมนหายสาบสูญในเยเมนตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
แถลงการณ์จากกองทัพราชอาณาจักรโมร็อคโค (Moroccan Royal Armed Forces) กล่าวว่า "หนึ่งในเครื่อง F-16 ของกองทัพราชอาณาจักร (FAR) ที่เข้าร่วมในกองกำลังผสมนำโดยซาอุดิอาระเบียเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมในเยเมนได้หายสาบสูญไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเวลา 6 pm (18.00 น.) ตามเวลาท้องถิ่น" รายงานแจ้งว่านักบินในเครื่องบินรบลำที่สองในฝูงบินเดียวกันไม่สามารถบอกได้ว่านักบินได้ดีดตัวออกมาจากจากเครื่องบิน F-16 หรือไม่
เมื่อวานนี้มีรายงานว่า มาเลเซียได้ส่งกองทัพจำนวน 2,000 นายเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีเยเมนร่วมกับกองกำลังผสมชาติพันธมิตรอาหรับนำโดยซาอุดิฯเป็นประเทศที่ 12
ก่อนหน้านี้ซาอุดิฯได้ประกาศโจมตีเยเมนเป็นเวลา 5 วันหลังจากที่ถูกกลุ่มฮูติถล่มเมือง Najran จนมีผู้เสียชีวิตหลายราย (ตามที่เคยรายงานให้ทราบแล้ว) ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พ.ค.58 ที่ผ่านมาทางกองกำลังผสมของอาหรับนำโดยซาอุดิฯก็เล่นตลกส่งเครื่องบินรบของตนเข้าไปถล่มเมือง Saada ของเยเนใกล้ชายแดนซาอุดิฯซึ่งอยู่ไม่ใกลจากเมือง Najran ของซาอุดิฯนัก เป้าหมายคือทำลายจุดที่มั่นทางทหารและปืนใหญ่ที่กลุ่มฮูติยึดมาได้จากกองทัพตามชายแดนของซาอุดิฯ
วันที่ 9 พ.ค.58 มีรายงานว่าทางอิหร่านจะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปให้ชาวเยเมนทางเรือ ซึ่งมีน้ำหนักถึง 2.5 ตัน ซึ่งประกอบด้วยอาหารและเวชภัณฑ์ รายงานบอกว่าเรือจะเดินทางออกจากอิหร่านในวันเสาร์ไปถึงเยเมนในวันอังคาร โดยเจ้าหน้าที่ทางการของอิหร่านจำนวน 50 คนจะร่วมเดินทางไปกับเรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในครั้งนี้ด้วย
วันที่ 10 พ.ค. 58 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ประสานงานด้านมนุษยธรรมของยูเอ็นประจำเยเมนกล่าวว่าการยิงปืนใหญ่และทิ้งระเบิดใส่พื้นที่พลเรือนซึ่งกระทำโดยกองกำลังผสมอาหรับนำโดยซาอุดิฯนั้นถือว่าเป็นการ "ละเมิดกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ" (เฮ้อ… ยูเอ็นพึ่งรู้หรือนี่? กรรม!)
เมื่อวานนี้มีรายงานมาอีกว่า กองกำลังฮูติในเยเมนประกาศยอมรับการหยุดยิงเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่เสนอโดยซาอุดิฯ
คำพูดของฝั่งซาอุดิฯเชื่อได้ซะที่ไหนหละ ขนาดบอกว่าหยุดยิงก็ยังส่งเครื่องบินรบเข้าไปในเยเมน จนสุดท้ายเป็นไง... F-16 ถูกสอยร่วงสิครับท่าน! มันสะใจนิดๆ...อ่ะ
The Eyes
11/05/2558
----------


เรือบรรทุกสินค้าของตุรกีถูกโจมตีจากกองทัพลีเบียใกล้ชายฝั่งลีเบีย

เรือบรรทุกสินค้าของตุรกีถูกโจมตีจากกองทัพลีเบียใกล้ชายฝั่งลีเบีย ผู้ช่วยกัปตันเรือเสียชีวิต1ราย บาดเจ็บหลายคน
--------------
เรือพาณิชย์ MV Tuna 1 ของตุรกีติดธง Cook Islands ได้บรรทุกสินค้าเดินทางออกจากสเปนมุ่งหน้าท่าเรือ Libyan แต่ถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่ใกล้ท่าเรือ Libyan เมือง Tobruk ส่งผลให้ผู้ช่วยกัปตันเรือเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย รมว.ต่างประเทศของตุรกีกล่าวว่า เรือลำดังกล่าวถูกโจมตีทางอากาศ 2 ครั้งในขณะที่กำลังออกจากบริเวณดังกล่าว โดยอ้างว่าเรือของตนอยู่ในน่านน้ำสากล
ทางโฆษกชองกองทัพลิเบียตอบโต้ต่อคำพูดของฝั่งตุรกีทันทีว่า เรือลำดังกล่าวถูกโจมตีเนื่องจากเพิกเฉยต่อคำเตือนไม่ให้เข้าใกล้เมือง Derna ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Tobruk ประมาณ 145 กม. โฆษกกองทัพของลิเบียกล่าวว่า "เรือพาณิชย์ลำนั้นถูกยิงโจมตีประมาณ 10 ไมล์จากชายฝั่งเมือง Derna เราได้ส่งสัญญาณเตือนในขณะที่เรือกำลังเข้าใกล้ท่าเรือ Derna"
ประเทศลิเบียยังคงอยู่ในความวุ่นวายของสงครามกลางเมืองหลังจากการโค่นล้ม Muammar Gaddafi ในการลุกฮือ Uprising ปี 2011 และนาโต้นำโดยสหรัฐฯอ้างความชอบธรรมในเพื่อโค่นล้มกัดดาฟี่ในการเปิดฉากโจมตีลิเบียอย่างที่ทำในซีเรีย ตอนนี้แบ่งกันปกครองกลายเป็น 2 รัฐบาลต่างอ้างความชอบธรรมของตัวเองในการบริหารประเทศ
เมื่อมกราคมที่ผ่านมาเครื่องบินรบของลิเบียได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของกรีซที่ทอดสมออยู่นอกชายฝั่ง การโจมตีดังกล่าวมาจากกองทัพของฝั่งรัฐบาลของลิเบียที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งมีแรงจูงใจจากกลุ่มต่อสู้เพื่อควบคุมการส่งออกน้ำมันของลิเบีย ลูกเรือ 2 รายเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว
ตอนนี้ลิเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจถดถอยมากที่สุด เต็มไปด้วยการต่อสู้และสงครามกลางเมือง เป็นแหล่งซ่องสุมของผู้ก่อการร้ายสากลไอซิสซึ่งเดินทางไปจากอิรัคและซีเรีย
นั่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นผลงานอันน่าภาคภูมิใจของสหรัฐฯและนาโต้ในการชูธงว่าเพื่อรักษาสันติภาพของโลก ซึ่งต้องใช้สงครามนำหน้าตลอด แต่ก็ไม่เคยเห็นสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นในประเทศเหล่านั้นที่สหรัฐฯส่งกองทัพของตนเข้าไปทำสงครามเลย ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต่างล้มตายเป็นจำนวนมาก ไร้ที่อยู่เพราะภัยสงครามอีกเป็นแสนเป็นล้านคน สหรัฐฯก็ยังยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายอย่างนี้ต่อไปอีก ผู้คนเหล่านั้นก็ไหลทะลักเข้าสู่ยุโรปผ่านเครือข่ายการค้ามนุษย์ในยุโรปเอง ที่ประสบอุบัติเหตุเรือจมเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากก็มี ที่ถูกทางการของประเทศนั้นๆจับได้แล้วส่งไปขังรวมกันในค่ายผู้อพยพก็มีหลายแสนหลายล้านคนทั่วยุโรป
The Eyes
11/05/2558
----------


กกต.เตรียมแถลงจุดยืนแก้รธน.สัปดาห์หน้า

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า   จะแถลงจุดยืน แก้ รธน.สัปดาห์หน้า
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า   จะแถลงจุดยืน ต่อร่างรัฐธรรมนูญ ในสัปดาห์หน้า โดยเป็นข้อเสนอเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส.  ส.ว.  พรรคการเมือง รวมทั้งการทำประชามติ 
เชื่อว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะรับฟังความเห็น ในฐานะที่ กกต.เป็นผู้ปฏิบัติ  เพราะที่ผ่านมา กกต. ก็ได้มอบหมาย ให้ผู้บริหารระดับสูง ร่วมเป็นอนุกรรมาธิการ เสนอแนะแนวทาง และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อให้การร่างกฎหมายสอดรับกับการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง
ส่วนการทำประชามติ สำนักงาน กกต. พร้อมดำเนินการ โดยสามารถทำได้ภายในช่วงเวลา 90 วันตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจาก มีประสบการณ์จากการทำประชามติรัฐธรรมนูญครั้งก่อน

ทหาร และ ทีมแพทย์ไทย ทยอยกลับประเทศแล้ว

Cr:ทหารปฏิรูปประเทศไทย
วันที่ 11 พ.ค.58 ทหาร และ ทีมแพทย์ไทย ทยอยกลับประเทศแล้ว
ทหารไทย ชุดค้นหาและกู้ภัย และทีมช่วยเหลือทางการแพทย์ไทย จากแผ่นดินไหวเนปาล ทะยอยถอนกำลังกลับประเทศไทยแล้ว โดยสวัสดิภาพ และนานาชาติต่างๆ ก็ทะยอยถอนกำลังเช่นกัน
บางชาติก็ย้ายไปตั้งศูนย์ช่วยเหลือนอกประเทศเนปาลแล้ว เพราะรัฐบาลเนปาล แสดงท่าทีต้องการให้ทีมช่วยเหลือนานาชาติเหล่านั้นกลับประเทศไป และขอรับเป็นเงินบริจาคเป็นหลัก
ทางการเนปาลไม่ยินยอมให้เฮลิคอปเตอร์ชินุกของกองทัพอังกฤษลงจอดในประเทศ อ้างว่ามีขนาดใหญ่เกินไป จนอาจเกิดดินทรุด สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนได้ ดังนั้นต้องไปจอดที่กรุงเดลีของอินเดียตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแต่ไม่สามารถเดินทางต่อมาที่เนปาลได้
ส่วน อินเดีย จีน และ สหรัฐ ประสงค์จะ ใช้เฮลิคอปเตอร์ออสปรีย์ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่ แต่ทางการเนปาลอ้างว่า กระแสลมจากเฮลิคอปเตอร์ทำให้หลังคาของบ้านเรือนประชาชน ได้รับความเสียหาย
แม้ว่านานาชาติจะชี้แจงว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดความเสียหายเช่นนั้น แต่ทางการเนปาลก็ยังยืนยันความคิดของตน ตอนนี้ก็เลยค่อนข้างติดขัดที่นานาชาติจะเข้าไปช่วยเหลือ
ปัจจุบันชาวเนปาลตายจากแผ่นดินไหวรุนแรง กว่า 8,000 ราย บาดเจ็บกว่า 17,000 ราย ชาติต่างๆ คงช่วยได้เท่าที่จะได้รับการอำนวยความสะดวก จากประเทศผู้ประสบภัย
หลังจากนี้ไปรัฐบาลเนปาลเขาคงรับช่วงดูแลประชาชนของเขาเองเป็นหลัก
@ เสธ น้ำเงิน2
http://www.facebook.com/thailandcoup


จม.จาก อ.ระพี ถึงนายกฯ

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 ที่ห้องทำงานศ.ระพี สาคริก ภายในกรมวิชาการเกษตร บางเขน นายกลศ หิรัญบูรณะ เลขานุการศ.ระพี สาคริก อดีตอธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)เปิดเผยว่า ในวันเดียวกันนี้ ศ.ระพี ได้เขียนจดหมายและไปรษณียบัตรฉบับแรกถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านแผนการส่งเสริมมหาวิทยาลัยนอกระบบ โดยมีศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 5 คนร่วมเป็นพยานและรับฟังทัศนะของศ.ระพี ในฐานะบุคคลสำคัญแห่งการพัฒนามก.ซึ่งเคยเป็นดั่งมหาวิทยาลัยของลูกหลานเกษตรกร
นายกลศกล่าวว่าจดหมายฉบับแรกของศ.ระพีจะส่งถึงนายกรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ผ่านสำนักเลขาธิการประจำสำนักนายกฯ อย่างไรก็ตาม ศ.ระพีได้กล่าวกับศิษย์เก่าที่เข้ามารับฟังกิจกรรมรณรงค์คัดค้าน ม.นอกระบบว่า ในการพัฒนาประเทศโดยการส่งเสริมการศึกษา มหาวิทยาลัยและสถานศึกษาทั่วไปต้องไม่เน้นที่การกอบโกยกำไร เพื่อหวังผลทางธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และไม่ควรตั้งสถาบันการศึกษาที่เคยเป็นดั่งศูนย์เพาะบ่มปัญญาชน ให้แบ่งชนชั้นตามสถานะทางการเงิน ที่สำคัญการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วไปมักจะมีผลตามมากับผู้ศึกษารุ่นใหม่ ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่ยังไม่มีรายได้จากการปะกอบอาชีพ การเตรียมผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จึงเป็นการจำกัดสิทธิลูกหลานคนจน และการแบ่งช่องว่างระหว่างครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ให้กว้างขึ้น และขยับจากผู้ให้ความรู้เป็นเหมือนพ่อค้าวิชาการ ซึ่งศ.ระพี ไม่เห็นด้วย
“ที่ผ่านมาคุณพ่อระพีของลูกๆ มก.เคยประกาศเจตนารมณ์และติติงเรื่องการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งธุรกิจมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ท่านคิดว่าการเชิญชวนศิษย์ทั่วประเทศออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยการส่งจดหมายถึงนายกฯ น่าจะเป็นการเริ่มรณรงค์ครั้งใหญ่ที่ส่งสัญญาณถึงการพัฒนาโดยไม่แลคนจน คนรากหญ้า และด้วยความห่วงใยเกษตรกรทุกรายที่เป็นทาสของธุรกิจการศึกษา ธุรกิจการเกษตร ท่านจึงได้มองว่า ควรจะนำประเด็นนี้นำเสนอต่อนายกฯ และอยากให้ลูกหลานเกษตรกรได้แสดงความรู้สึกถึงกรณีการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยทุกแห่งของรัฐ อันเป็นการสื่อสารระหว่างประชาชนและผู้บริหารประเทศ ซึ่งนายกฯนั้นมีอำนาเต็มที่ ท่านจึงได้ย้ำว่าให้ศิษย์ทั่วประเทศเขียนจากใจจริงและนำเสนอแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต่อไป เพราะเชื่อว่าสถาบันการศึกษาควรเป็นสถาบันที่ไม่แบ่งแยกและมีทางเลือกเผื่อคนจน คนยากได้เข้าถึงการศึกษาที่มีประสิทธิภาพบ้าง” นายกลศ กล่าว
11245281_910357009007585_1185376833_n
ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจส่งจดหมายถึงนายก สามารถเขียนต้นฉบับได้ด้วยตนเองและสามารถส่งจดหมายดังกล่าวถึงนายกฯได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนจดหมายของ ศ.ระพี จะมีการตอบรับอย่างไรและมีรายละเอียดฉบับเต็มอย่างไรบ้าง ทางคณะศิษย์ ฯ จะรายงานให้ทราบต่อไป
ด้านนายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ นิสิตเก่า มก.รุ่น 69 ตัวแทนนักกิจกรรมค้าน มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ กล่าวว่า นับตั้งแต่มีข่าวของ มก.เล็งออกนอกระบบ คณะนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าทำกิจกรรมคัดค้านมาโดยตลอด ทั้งการเดินหน้าประท้วง และการยื่นเรื่องต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีสมาชิกร่วมเคลื่อนไหวประมาณครั้งละ 30-50 คน การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีการสื่อสารออกสาธารณะจำนวนมาก แต่ไม่มีการตอบรับจากรัฐบาล ตนจึงได้เข้าปรึกษาศ.ระพี มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจึงได้เสนอให้ศ.ระพี อันเป็นบุคคลสำคัญของมก.ได้ร่วมกิจกรรมรณรงค์ ซึ่งท่านเห็นด้วยกับแนวคิดและเริ่มเป็นคนแรกที่เขียนจดหมายถึงนายกฯ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าโดยส่วนตัวนับเป็นเกียรติอย่างมากที่ศ.ระพีให้การสนับสนุน และรู้สึกว่าไม่ได้สู้อย่างสิ้นหวัง โดยได้รับกำลังใจจาก ศ.ระพี อย่างเต็มเปี่ยม และยืนยันว่าจะสู้ทุกทาง แม้คำตอบสุดท้าย มก.อาจจะตกอยู่ในอำนาจของธุรกิจก็ตาม แต่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วและเชื่อว่าทำถูกต้อง
“ผมดูมหาวิทยาลัยของตัวเองเติบโตมาแบบก้าวกระโดด ผมทุกข์ใจมากที่เห็นมก.ปัจจุบัน รับใช้ ธุรกิจใหญ่อย่างบริษัททำเกษตรเครือใหญ่ของไทย และรับใช้พ่อค้า อีกอย่างที่ศ.ระพี ตำหนิเสมอว่า งานวิจัยเน้นการวิจัยรับใช้ทุนนิยม รับใช้คนรวย ส่งเสริมการเอาเปรียบคนจน ผมเองก็ทุกข์มาก จึงเชิญชวนเพื่อนๆ ทำหน้าที่ในการต่อต้านและหยุดยั้งไม่ให้มหาวิทยาลัยต้องตกเป็นเครื่องมือของคนฉวยโอกาส แต่แล้วก็พบว่า มันยากขึ้นเมื่อปัจจุบันมก.เปิดรับสิตระบบพิเศษซึ่งเสียค่าเทอมมากกว่าระบบปกติหลายเท่า แต่มก.กลับลดจำนวนเด็กระบบปกติแล้วเพิ่มจำนวนเด็กในระบบพิเศษมากขึ้น เห็นชัดว่าพอมีเงินก็เข้า มหาวิทยาลัยได้สบาย มันสะท้อนความเหลื่อมล้ำชัดเจน ผมจึงศรัทธาในแนวคิดมก.เพื่อเกษตรกรมาก และได้ทำกิจกรรมรณรงค์มาจนถึงทุกวันนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

“โกหนุ่ย” ตัวการใหญ่ค้ามนุษย์เมืองระนองโร่มอบตัว ส่วน “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” ยังหนีลอยนวล

“โกหนุ่ย” ตัวการใหญ่ค้ามนุษย์เมืองระนองโร่มอบตัว ส่วน “เจ้าพ่อหลีเป๊ะ” ยังหนีลอยนวล
Cr:ผู้จัดการ
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ความคืบหน้าคดีเครือข่ายค้ามนุษย์โรฮีนจา ล่าสุด “โกหนุ่ย” หัวหน้าขบวนการค้ามนุษย์ใน จ.ระนอง เข้ามอบตัวต่อตำรวจ ขณะที่ “โกโต้ง” หัวหน้าขบวนการใน จ.สตูล ถูกออกหมายจับเป็นรายล่าสุด และยังคงหลบหนี
วันนี้ (11 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงถึงความคืบหน้าการคลี่คลายคดีขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา โดยล่าสุด นายสุวรรณ แสงทอง อายุ 66 ปี หรือโกหนุ่ย เจ้าของแพปลาใน จ.ระนอง และเป็นตัวการใหญ่เครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ใน จ.ระนอง ได้เข้ามอบตัวอีก 1 คน
หลังจากถูกออกหมายจับใน 3 ข้อหา คือ สมคบและร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำการอันเป็นการค้ามนุษย์ ร่วมกันช่วยเหลือด้วยประการใดๆ แก่บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และร่วมกันเรียกค่าไถ่ แต่ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดีว่า ล่าสุด ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้วทั้งสิ้น 50 คน เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้แล้ว 17 คน เหลือที่ยังหลบหนีอีก 33 คน โดยรายล่าสุดที่ถูกออกหมายจับคือ นายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ หรือโกโต้ง อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล และนักธุรกิจเจ้าของธุรกิจรีสอร์ต และเรือทำเที่ยวบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการค้ามนุษย์ใน จ.สตูล ที่มีเครือข่ายค้ามนุษย์รวมทั้งหมด 5 กลุ่ม จำนวน 29 คน ซึ่งถูกออกหมายจับทั้งหมดแล้ว ที่นำชาวโรฮีนจา และบังกลาเทศเข้ามา และส่งไปยังประเทศมาเลเซีย โดยขณะนี้โกโต้ง ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ไปแล้ว
นอกจากนี้ ในวันนี้ยังได้มีการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายใน จ.สตูล รวม 15 จุด ที่อยู่ในเครือข่ายของโกโต้ง ทั้งบ้านพักของโกโต้ง รีสอร์ต และบ้านพักของเครือข่ายที่เป็นลูกน้องทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มตระกูลโต๊ะดิน ทั้ง 6 คน ซึ่งมีหมายจับเดิมอยู่ก่อนแล้ว ประกอบด้วย นายมาเลย์ โต๊ะดิน นายเจ๊ะอาด โต๊ะดิน นายสุชาติ โต๊ะดิน นายซำซูดิน โต๊ะดิน และนายรอซัก โต๊ะดิน
ส่วนจำนวนผู้อพยพที่เจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือขณะนี้มีทั้งหมด 250 คน เป็นผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีหลบหนีเข้าเมือง 187 คน ส่วน 63 คน เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้การช่วยเหลือต่อไป นอกจากนี้ จะมีการจัดเจ้าหน้าที่ชุดกินรี ซึ่งเป็นตำรวจหญิงลงพื้นที่เป้าหมายที่พบกลุ่มผู้อพยพทั้ง อ.รัตภูมิ อ.หาดใหญ่ และสะเดา เพื่อขอความร่วมมือให้ชาวบ้านช่วยแจ้งเบาะแสของกลุ่มผู้อพยพมายังศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า สายด่วน 1300 หรือโทร 0-7425-8444, 0-7425-7990


ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ไม่รับฎีกาคดีสาวซีวิค ขับรถชนรถตู้บนโทลล์เวย์ เมื่อปี 2553

ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ไม่รับฎีกาคดีสาวซีวิค ขับรถชนรถตู้บนโทลล์เวย์ เมื่อปี 2553 แต่พิจารณาเพิ่มเวลาการรอลงอาญาจาก 3 ปี เป็น 4 ปี ด้านทนายความผู้เสียหายเตรียมยื่นฟ้องคดีทางแพ่งเพิ่มเติม
        

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากคดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเยาวชนอายุ 18 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท จนเป็นเหตุในผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายต่อร่างกายบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย และใช้โทรศัพท์ขณะขับรถยนต์ หรือคดีสาวซีวิค  เข้ารับฟังคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ถ.กำแพงเพชร  ว่าจะรับฎีกาหรือไม่ 
ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้ยืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์   ที่พิพากษาให้จำคุกเยาวชนคนดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา และให้เพิ่มเวลารอลงอาญาจาก 3 ปี เป็น 4 ปี รวมทั้งเพิ่มเวลาบำเพ็ญประโยชน์เป็นปีละ 48 ชั่วโมง รวม 4 ปี  และห้ามขับรถยนต์จนถึงอายุ 25 ปี
ด้านทนายความจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝ่ายญาติผู้เสียหาย เปิดเผยว่า หลังจากนี้ จะคัดคำสั่งศาลที่ถือว่าว่าผลคดีทางอาญาถึงที่สุด  ไปยื่นต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกับครอบครัวของผู้ก่อเหตุต่อไป
คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2553   จำเลย ที่เป็นเยาวชนอายุ 18 ปี ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค พุ่งชนรถตู้โดยสาร สายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  บนทางยกระดับโทลล์เวย์   เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกระเด็นตกจากทางยกระดับรวม 9 ราย