PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บิ๊กป้อม ร่วมวงถก รมว.กลาโหมอาเซียน ที่ มาเลเซีย ด้านความมั่นคง ทะเลจีนใต้ ขอยึดCoC



Wassana Nanuam ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 4 ภาพ
บิ๊กป้อม ร่วมวงถก รมว.กลาโหมอาเซียน ที่ มาเลเซีย ด้านความมั่นคง ทะเลจีนใต้ ขอยึดCoC ก่อน ลงนาม Direct Communication Links ร่วม จัดตั้งกลไกการติดต่อสื่อสารสายตรงของรมว.กห.ทุกประเทศ/อาเซี่ยน ชื่นชมไทยในความริเริ่มจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน และกำหนดให้มีการฝึกร่วมด้านการแพทย์ทหารและด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติในปี 59
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กห. พร้อมคณะ ได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (ADMM Retreat) ในวันนี้ 3 พ.ย.58 ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์
ทั้งนี้ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กลาโหม กล่าวว่า รมว.กห.ของสมาชิกอาเซียน ได้แลกเปลี่ยนทัศนะประเด็นความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกันโดยมองว่าภัยคุกคามที่สำคัญของภูมิภาคที่จำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภัยจากการก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรง อาชญากรข้ามชาติ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และภัยคุกคามจากไซเบอร์
พัฒนาการของการประชุมรมว.กห.อาเซียน เป็นกลไกที่สำคัญในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและขับเคลื่อนผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงของภูมิภาคที่เป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัด ทั้งความร่วมมือทางทะเล การแพทย์ทหาร การรักษาสันติภาพ การต่อต้านการก่อการร้าย การปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การช่วยเหลือมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ
การบูรณาการทำงานร่วมกันที่จะตอบสนองภัยคุกคามในอนาคต มีความจำเป็นต้องยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับปัญหาการค้ามนุษย์ การแก้ปัญหายาเสพติด รวมทั้งการแก้ปัญหาการก่อการร้ายและกลุ่มนิยมความรุนแรงมากขึ้น เน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมมากขึ้น โดยจำเป็นต้องให้ความรู้และพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อทำงานร่วมกันในอนาคต
ปัญหาทะเลจีนใต้ มีความสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน ที่ต้องคงไว้ซึ่งเสรีในการเดินเรือและการเดินอากาศของทุกประเทศ โดยจำเป็นต้องส่งเสริมบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อเพื่อพัฒนาปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ ( Declaration on the Conduct) ที่ลงนามร่วมกันไว้แล้วเมื่อปี 45 สู่การจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ ( Code of Conduct ) ด้วยกรอบเวลาที่กำหนดร่วมกันต่อไป
อาเซียนยังเห็นร่วมกันว่า สหรัฐฯและจีน เป็นประเทศที่มีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของอาเซียน การประชุมรมว.กห.อาเซียนกับประเทศคู่เจรจาทั้งสองประเทศอย่างไม่เป็นทางการ จึงมีความสำคัญ เพื่อรักษาดุลยภาพ ผลประโยชน์และความมั่นคงของภูมิภาค
นอกจากนั้นยังเห็นร่วมกันที่จะร่วมมือกันจัดตั้งกองกำลังของอาเซียน ในการตอบสนองต่อการบรรเทาภัยพิบัติร่วมกัน พร้อมทั้งขอบคุณและชื่นชมไทยในความริเริ่มจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน และกำหนดให้มีการฝึกร่วมด้านการแพทย์ทหารและด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติในปี 59 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม
พล.อ.ประวิตร รองนรม.และรมว.กห. ได้ใช้โอกาสนี้กล่าวขอบคุณที่ประชุม ที่สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารและการฝึกร่วมกันในปี 59 ที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งกล่าวว่า ความมีเสถียรภาพ สันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค เกิดจากรูปแบบและกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แน่นแฟ้น ทั้งการประชุม รมว.กห.อาเซียน การประชุมผบ.ทหารสูงสุดอย่างไม่เป็นทางการและการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ผ่านมา ประเทศไทยสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือของฝ่ายทหารควบคู่กับการสร้างความมั่นคงกับภาคส่วนอื่นๆของภูมิภาค
ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงและความมีเสถียรภาพของประเทศ การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถร่วมกันของสมาชิกอาเซียนจะเป็นกลไกสำคัญที่ตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกันอย่างมีเสถียรภาพ
หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ลงนาม Direct Communication Links ร่วมกัน เพื่อจัดตั้งกลไกการติดต่อสื่อสารสายตรงของรมว.กห.ทุกประเทศสมาชิกร่วมกัน
สำหรับการประสานงานติดต่อตรงระหว่างกัน ในการลดปัญหาที่อาจขยายตัวจากความเข้าใจผิดจนกระทบต่อผลประโยชน์ของภูมิภาคในภาพรวม

ถกความมั่นคง รมว.กห.อาเซี่ยน -สหรัฐอเมริกา- จีน- รัสเซีย ห่วงปัญหาทะเลจีนใต้



Wassana Nanuam ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 2 ภาพ
พลเอกประวิตร ถกความมั่นคง รมว.กห.อาเซี่ยน -สหรัฐอเมริกา- จีน- รัสเซีย ห่วงปัญหาทะเลจีนใต้ /ถก ช่องแคบมะละกา ตั้งคณะทำงานร่วม/ ส่งมอบปธ.กห.อาเซี่ยน ให้ลาว
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กลาโหม พร้อมคณะ เข้าร่วมประชุม รมว.กห.อาเซียน กับ รมว.กห.ประเทศคู่เจรจา ครั้งที่ 3 ( 3rd ADMM – Plus) ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. กล่าวว่า รมว.กห.อาเซียน ได้แลกเปลี่ยนทัศนะประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคกับประเทศคู่เจรจาอีก 8 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ และรัสเซีย
โดยเห็นร่วมกันว่า ภัยคุกคามจากCyber การก่อการร้าย ภัยพิบัติทางธรรมชาติและความมั่นคงทางทะเล เป็นความท้าทายที่สำคัญของภูมิภาคที่ต้องให้ความร่วมมือกันใกล้ชิดมากขึ้น
การประชุม รมว.กห.อาเซียนกับรมว.กห.ประเทศคู่เจรจา เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น การสร้างความเข้าใจร่วมกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ตลอดจนการฝึกร่วมกันมีความสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพของภูมิภา
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ของประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นข้อกังวลร่วมกันถึงเสรีภาพในการเดินเรือและการเดินอากาศ โดยเห็นร่วมกันว่าปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเคารพสิทธิกันและกัน ยึดกฏหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฏหมายทะเล ควรระงับยับยั้งการยั่วยุและการใช้กำลังทหารที่อาจก่อความรุนแรง โดยเชื่อมั่นร่วมกันว่าความร่วมมือดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและรักษาความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน
หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมพิธีส่งมอบการเป็นประธาน รมว.กห.อาเซียน ปี 59 ให้กับกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ร่วมประชุมความร่วมมือด้านความมั่นคงของช่องแคบมะละกา ร่วมกับรมว.กห.มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย โดยเห็นชอบร่วมกันที่จะจัดตั้ง"คณะทำงานเพื่อกระชับความร่วมมือกันและเพิ่มมาตรการดูแลความมั่นคงทางทะเล" ในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะปัญหาโจรสลัด
ต่อจากนั้น ได้หารือทวิภาคีร่วมกับ รมว.กห. อินเดียและคณะ โดยรมว.กห.อินเดียได้กล่าวถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมกับขอบคุณไทย ที่ได้เชิญทหารอินเดียเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการฝึก Cobra Gold ที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาและกระชับความร่วมมือทางทหาร และความมั่นคง รวมทั้งขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมกันต่อไป
ทั้งนี้ เวทีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน และการประชุมรมว.กห.อาเซียนกับ รมว.กห.ประเทศคู่เจรจา เป็นกลไกในการพัฒนาและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือทางทหารระหว่างกันที่สำคัญยิ่ง ของเสาหลักประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ที่มีพัฒนาการร่วมกันที่เป็นรูปธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียนมีเสถียรภาพ สันติภาพและความมั่นคง อันจะช่วยเสริมสร้างเอกภาพและเสถียรภาพต่อการขับเคลื่อนเสาหลักประชาคมเศรษฐกิจและเสาหลักประชาคมสังคมและวัฒนธรรม อันจะนำมาซึ่งความสงบและสันติสุขของประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืนสืบไป

ผบ.ทร.สั่งตั้ง วอร์รูมร่วม ฝ่ายกม.ทุกส่วนราชการของศปมผ. ทำงานทั้งวันคืน เร่งออกพรบ. และกม.ลูกเกี่ยวกับประมง39ฉบับ



Wassana Nanuam
ผบ.ทร.สั่งตั้ง วอร์รูมร่วม ฝ่ายกม.ทุกส่วนราชการของศปมผ. ขอทำงานทั้งวันคืน เร่งเสนอออกพรบ. และกม.ลูกเกี่ยวกับประมง39ฉบับ มอบ "พล.ร.ท.จรินทร์" เป็นหน.ทีม หลัง ครม. อนุมัติ ออกกม.3ฉบับ แก้IUU Fishing พล.ร.อ.ณะ สั่งทุกหน่วยส่งข้อมูลความก้าวหน้า การแก้IUU Fishing มายัง สำนักงานเลขาฯทุกวันเพื่อ เสนอนายกฯ พร้อมไฟเขียวผ่อนผัน เริอประมงที่สั่งซื้อVMS แล้ว แต่รอการติดตั้ง ออกเรือทำประมงได้ แต่ต้องยื่นเอกสารการสั่งซื้อ ต่อศูนย์Pipo โดยจะมีหนังสือแจ้งไปยัง ศรชล. เขต เพื่อแจ้งPipo ผ่อนผันให้ออกเรือ หลังพบเรือประมง ให้ความร่วมมือดี ติดVMS แต่บริษัทนำเข้า ทำไม่ทัน พ้นกำหนด21 ตค.ยึดให้30 วัน ถึง21พย. เผยเหลืออีก กว่าพันลำ ยังรอตืดตั้ง
พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) จะเป็นประธานการประชุม ศปมผ. ครั้งที่ 20 ที่ กองบัญชาการกองทัพเรือ วังนันทอุทยาน เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และติดตาม
ทั้งนี้ ผลการประชุม วันนี้ พลเรือเอกณะ ผบ.ทร.สั่งตั้ง วอร์รูมร่วม ฝ่ายกม.ทุกส่วนราชการของศปมผ. ขอทำงานทั้งวันคืน เร่งเสนอออกพรบ. และกม.ลูกเกี่ยวกับประมง39ฉบับ มอบ พลเรือโทจรินทร์ บุญเหมา หัวหน้าคณะทำงานกฎหมาย/เจ้ากรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ เป็นหน.ทีม หลัง ครม. อนุมัติ ออกกม.3ฉบับ แก้IUU Fishing
นอกจากนึ้ พล.ร.อ.ณะ สั่งทุกหน่วยส่งข้อมูลความก้าวหน้า การแก้IUU Fishing มายัง สำนักงานเลขาฯทุกวันเพื่อ เสนอนายกฯ
พร้อมไฟเขียวผ่อนผัน เริอประมงที่สั่งซื้อVMS แล้ว แต่รอการติดตั้ง ออกเรือทำประมงได้ แต่ต้องยื่นเอกสารการสั่งซื้อ ต่อศูนย์Pipo โดยจะมีหนังสือแจ้งไปยัง ศรชล. เขต เพื่อแจ้งPipo ผ่อนผันให้ออกเรือ หลังพบเรือประมง ให้ความร่วมมือดี ติดVMS แต่บริษัทนำเข้า ทำไม่ทัน พ้นกำหนด21 ตค.ยึดให้30 วัน ถึง21พย. เผยเหลืออีก กว่าพันลำ ยังรอตืดตั้ง เผย เมื่อซิ้อได้เครื่องมาแล้ว ใช้เวลาตืดตั้ง ไม่เกิน1 สัปดาห์เสร็จ

คุกนปช.มือยิง M79ใส่ม็อบกปปส.

เพื่อชาติ เพื่อพ่อหลวง

หลักฐานชัดศาลสั่งคุก 43 ปี 4 ด.การ์ดนปช.ยิง M79 ใส่ม็อบ กปปส.หน้าตึกชินฯ 3 ปี 57
ศาลอาญา รัชดา อ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายณรงค์ศักดิ์ หรือ ตุ้ย พลายอร่าม การ์ด นปช. และ นายพีรพงษ์ สินธุสนธิชาติ เป็นผู้จัดหาอาวุธ เป็นจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ที่เจ้าพนักงานไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
จากกรณี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2557 จำเลยกับพวกร่วมกันยิงอาวุธปืน M79 ใส่ผู้ชุมนุม กปปส. ส่งผลให้อาคารของตึกชินวัตรได้รับความเสียหาย ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พยานโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ที่ยิง M79 เบิกความสอดคล้องต้องกัน สามารถนำชี้จุดเกิดเหตุ ตั้งแต่จุดที่จำเลยที่ 1 ขับรถ ไปรับอาวุธ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้โทรศัพท์แจ้งให้ไปรับ และเบิกความต่อถึงจุดจอดรถ และจุดที่ยิงเชื่อว่า พยานให้การไปตามข้อเท็จจริง เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง สั่งจำคุก ข้อหาอาวุธปืน 12 ปี/ พาอาวุธปืน 3 ปี และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรอง จำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก จำเลยทั้ง 2 ไว้ คนละ 43 ปี 4 เดือน

ม็อบหน้ากากขาวกองทัพนิรนามบุกเมืองใหญ่ทั่วโลก


ม็อบหน้ากากขาวกองทัพนิรนามบุกเมืองใหญ่ทั่วโลก
-------------
เกิดอะไรขึ้นกับสื่อฯกระแสหลักของสหรัฐฯและตะวันตก ขณะนี้มีม็อบหน้ากากขาวที่เรียกตัวเองว่า "นิรนาม" (Anonymous) ระดมมวลชนเดินประท้วงในเมืองใหญ่ 650 กว่าแห่งทั่วโลกภายใต้ชื่อ "Million Mask March" (ขบวนหน้ากากนับล้าน) ประจำปี 2015 ไม่เห็นมีข่าวนี้ปรากฎใน CNN หรือ BBC เลย BBC มีนิดหน่อย เริ่มต้นที่กรุงลอนดอน พวกนี้เรียกตัวเองว่าเป็น "กองทัพนิรนาม" (Anonymous army) ส่วนมากเป็นพวกแฮ็กเกอร์ ออกมาเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว Julian Assange ซึ่งกลุ่มนี้เรียกว่าเป็น "Robin Hood" เรียกร้องเรื่องเสรีภาพ ต่อต้านการคอรัปชั่นขนาดใหญ่ของทุกรัฐบาล เปิดเสรีอินเตอร์เน็ทไม่ให้มีการตรวจสอบตัวตนผู้ใช้งาน ต่อต้านการเซ็นเซอร์ ทรราช สงคราม ความยากจน ที่ว่ามานั้นหนะคือตะวันตกทั้งนั้นนะครับ กลุ่มนี้นัดรวมตัวกันในเมืองใหญ่ทั่วโลกในวันที่ 5 พฤศจิกายน

โปรดเกล้าฯถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ "ร้อยเอก จตุพร สิงห์ทอง

โปรดเกล้าฯถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ "ร้อยเอก จตุพร สิงห์ทอง" ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และ "นาวาอากาศโท ชวรัตน์ ยิ้มวิลัย" ฐานหนีราชการทหาร

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ (6พ.ย.) ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดนายทหารสัญญาบัตร ออกจากยศทหาร ตามข้อ ๒ ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศทหาร และบรรดาศักดิ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ตามข้อ ๖ และข้อ ๗ (๔) ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ จํานวน ๒ นาย ดังนี้

๑. ร้อยเอก จตุพร สิงห์ทอง สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๘ เนื่องจากกระทําความผิดต่อวินัยทหาร ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กรณีมีพฤติกรรมทุจริตช่วยเหลือการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนช่างฝีมือทหาร ประจําปี ๒๕๕๗ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย

๒. นาวาอากาศโท ชวรัตน์ ยิ้มวิลัย สังกัดกองทัพอากาศ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๘ เนื่องจากกระทําความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจําการ (ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึก) และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือกจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา 

ประกาศ ณ วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ 
รองนายกรัฐมนตรี

"อองซานซูจี"ประกาศถ้าNLDชนะฉันจะอยู่เหนือ ปธน.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นางอองซาน ซู จี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี ผู้นำฝ่ายค้านของเมียนมา กล่าวว่า หากพรรคเอ็นแอลดีชนะการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ (8 พ.ย. 58) เธอจะ "อยู่เหนือประธานาธิบดี"

บีบีซี รายงานว่า มีการคาดการณ์ว่า พรรคเอ็นแอลดีจะได้คะแนนเสียงอย่างมากในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ แม้ว่านางอองซาน ซู จี จะถูกกีดกันจากรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้เป็นประธานาธิบดีในอนาคต

นายโจนาห์ ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำกรุงย่างกุ้ง รายงานว่า นางอองซานยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเธอจะมีอำนาจในการบริหารอย่างแน่นอน ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่เปิดเผยในรอบ 25 ปี

นางซู จี กล่าวแถลงข่าวในกรุงย่างกุ้ง วันที่ 5 พ.ย. 2558 ก่อนการเลือกตั้งว่า "ถ้าพรรคของเราชนะและเอ็นแอลดีได้จัดตั้งรัฐบาล ฉันจะอยู่เหนือประธานาธิบดี และนี่เป็นคำกล่าวที่ธรรมดามาก"

พร้อมกับกล่าวยืนยันว่า ในรัฐธรรมนูญไม่มีข้อห้ามนี้

ทั้งนี้ ในบัญญัติรัฐธรรมนูญเมียนมา ฉบับปี 2008 (Clause 58) ระบุไว้ว่า "ประธานาธิบดี ... มีฐานัดรเหนือบุคคลอื่นในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา"

นางซู จี ถูกกีดกันจากการรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี โดยระบุไว้รัฐธรรมนูญเมียนมา ฉบับปี 2008 ว่า ผู้ที่มีคู่สมรสหรือบุตรเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถรับตำแหน่งนี้ได้ ซึ่งลูกชายทั้งสองของนางซู จี ถือสัญชาติอังกฤษ

นอกจากนี้ การเลือกประธานาธิบดีของเมียนมาตามรัฐธรรมนูญปี 2008 ยังซับซ้อน โดยผู้ที่จะได้เป็นประธานาธิบดีต้องได้รับการเสนอชื่อขึ้นมา 3 คน จาก 3 กลุ่ม คือ วุฒิสภา , สภาผู้แทนราษฎร และ ตัวแทนทหารที่ได้โควตาเข้ามานั่งในสภา จากนั้นจะมีการโหวตในสภา ถ้าผู้ใดชนะการโหวตก็จะได้รับตำแหน่ง "ประธานาธิบดี" ส่วนผู้ที่แพ้การโหวตอีก 2 คน จะได้รับตำแหน่ง "รองประธานาธิบดี"

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่านางซู จี จะส่งชื่อใครเป็นนตัวแทนพรรคเอ็นแอลดีเข้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี



เรียบเรียงโดยประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ประชาคมโลกชื่นชมการพบปะระหว่างผู้นำจีนกับไต้หวัน



ประชาคมโลกชื่นชมการพบปะระหว่างผู้นำจีนกับไต้หวัน
หนังสือพิมพ์เหรินหมินรึเป้ารายงานว่า วันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ นายสี จิ้นผิง และนายหม่า อิงจิ่ว ผู้นำของสองฝั่งช่องแคบไต้หวันจะพบกันที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ได้รับการประเมินค่าอย่างสูงจากประชาคมโลก
ทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ต่างแสดงความยินดีกับการพบปะระหว่างผู้นำสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯ สนับสนุนให้มีสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองฝั่ง ยินดีที่สองฝั่งมีการกระทำที่คลายความตึงเครียดและปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น และย้ำว่าวอชิงตันจะยันหยัดหลักการจีนเดียว
นายหู อี้ซาน นักวิจัยระดับสูงสถาบันวิจัยระหว่างประเทศราชารัตนัม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง สิงคโปร์กล่าวว่า สำหรับชาวจีนโพ้นทะเลหรือประเทศเพื่อนบ้าน การพบปะระหว่างผู้นำสองฝั่งนั้น มีความสำคัญต่อการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพส่วนภูมิภาค หวังว่าหลังการพบปะ สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันนับวันจะมั่นคงขึ้น
ส่วนอาจารย์ยูรี ทาฟโรฟสคี จากมหาวิทยาลัยประชาชนมิตรภาพรัสเซียกล่าวว่า การพบปะครั้งนี้เป็นป้ายบอกระยะทาง ย่อมจะผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งให้พัฒนาด้วยดี
นึกถึง "จีน" นึกถึง "ซีอาร์ไอ

การนัดกินข้าวครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์


70 ปีก่อนเหมาเจ๋อตุงบินจากฐานที่มั่นคอมมิวนิสต์ที่เหยียนอานไปพบเจียงไคเช็คที่เมืองฉงชิ่งเมื่อเดือนสิงหาคม 1945 ก่อนที่เจียงจะล่าทัพถอยไปไต้หวัน เหมาประกาศก่อตั้ง "จีนใหม่" ในปี 1949...วันเสาร์นี้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะพบกับประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่วของไต้หวันที่สิงคโปร์เพื่อเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง
สีจิ้นผิงกับหม่าอิงจิ่วจะเรียกอีกฝ่ายหนึ่งว่า "นาย" แทน "ประธานาธิบดี" เพราะปักกิ่งไม่ยอมรับไต้หวันว่ามีประธานาธิบดีได้ด้วยนโยบาย "จีนเดียว" ...ทั้งสองจะแยกกันแถลงข่าว และต่างคนต่างออกค่าใช้จ่ายสำหรับงานเลี้ยงเพราะไม่มีใครเป็น "เจ้าภาพ" งานนี้...เป็นเพียงการ "นัดมากินข้าว" กันของคนสำคัญของจีนสองคนเท่านั้น!

“บิ๊กตู่” ฉุนเจ้าของสื่อบางสำนักฯ สร้างความแตกแยก จ่อใช้ กม. ถามถ้าจลาจลใครร่วมรับผิด



นายกรัฐมนตรีชี้ถ้ามองว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นไฮไลต์ของชาติก็กลับไปสู่จุดเดิม ซัดพวกไม่รับกติกาใหม่มีแต่นักการเมือง เหตุเข้าสู่อำนาจยากขึ้น สับสื่อชอบเสนอข่าวแบบกัดกันเป็นหมา ขู่ใครเอาคำพูดไปพาดหัวไม่ต้องมาคุย ลั่นไม่อดทน จวกไม่เสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ ถามถ้าจลาจลทั้งเมืองใครจะรับผิดร่วม รับรังเกียจไอ้เจ้าของบางสำนักพิมพ์ จ่อใช้กฎหมายจัดการพวกสร้างความแตกแยก ฉุนถ้าชาติล่มสลายจะขึ้นชื่อให้ดูใครหากินบนความเดือดร้อน

      
       วันนี้ (5 พ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11. 00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดสื่อสารคดีในโครงการจัดนิทรรศการและสื่อสารคดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึงการติดตามร่างรัฐธรรมนูญ ว่าได้ติดตามอยู่เพราะตนก็เป็นผู้ที่ตีกรอบไปเอง ส่วนข้อเสนอในวิธีการการเลือกตั้งแบบใหม่นั้นตนเคยบอกแล้วว่าถ้ามองว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นไฮไลต์ของทั้งหมดประเทศไทยก็กลับไปที่เดิมเท่านั้นเอง มันไปอย่างอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องคุยกันว่าทำอย่างไรประเทศชาติจะปลอดภัยและเป็นประชาธิปไตยที่ต่างชาติยอมรับได้ด้วย ทุกวันนี้เขาก็คิดกันหัวจะผุอยู่แล้ว
      
       “คนที่จะไม่รับกติกาใหม่ๆ อะไร ส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองทั้งสิ้น ยอมรับไม่ได้เพราะทุกอย่างจะทำให้ยากในการเข้าสู่กระบวนการ สู่การมีอำนาจ หรือการใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่างเขาเลยต้องการเหมือนเดิมเพราะต้องการที่จะได้คะแนนนิยมจำนวนมากๆ เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ผมบอกมาหลายครั้งแล้วว่าสังคมและประเทศมันเกิดอะไรขึ้น วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดมันคงไม่ได้แก้ด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นักการเมือง ผม หรือการรัฐประหารเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้หรอก ทุกอย่างมันต้องแก้ด้วยจิตสำนึกของทุกคนว่าจะช่วยให้ประเทศชาติปลอดภัยอย่างไร ผมบอกมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่าความจริงไม่ต้องไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่มาให้ยากหรอก ถ้าทุกคนยอมรับกติกาว่าจะให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลง ง่ายที่สุดคือรัฐธรรมนูญเก่าเลยก็ได้ อันนี้ผมสมมตินะ แต่จะต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 4 ปีแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่เช่นนั้นถ้าไม่คิด 4 ปีข้างหน้าก็จะกลับมาเหมือนเดิมหมด ไม่อย่างงั้นไม่ต้องรอถึง 4 ปี ปีเดียวก็กลับมาหมดแล้ว ใช่หรือไม่” นายกฯ กล่าว
      
       พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สื่อเองก็ไม่มีคำตอบตรงนี้เพราะอ้างแต่ว่าจะเสนอข่าวตรงกลางเพียงอย่างเดียว ใครมันจะเสนอซ้ายเสนอขวาก็ไม่สนใจ จะเสนอแต่ตรงกลางอย่างเดียว แล้วมันก็กัดกันเป็นหมาอยู่ทุกวันนี้ ชอบให้ตนพูดแบบนี้ใช่หรือไม่แล้วเดี๋ยวถ้าใครเอาคำของตนไปพาดหัว ไม่ต้องมาพูดกับตนแล้วนะ ชอบแบบนี้ ชอบสร้างความขัดแย้งให้กับตน ทำอย่างไรสังคมมันจะสงบ ไม่ใช่อะไรก็จะทำให้ตนอารมณ์เสีย แล้วก็มาบอกว่าเป็นนายกฯ ต้องอดทนแล้วตนจะอดทนไปทำไมเล่า จะอดทนไปทำไม อดทนแล้วให้ทุกคนขัดแย้งกันแบบนี้หรือ ตนไม่อดทน ทุกวันนี้ทำแทบตายไม่ต้องมาบอกตนก็ทำให้อยู่แล้ว แต่ยังมาทำกับตนเหมือนกับคนอื่นทั่วๆ ไป มันไม่ใช่ ตนไม่ใช่คนแบบนั้น คิดทุกวันทำทุกนาทียังไม่ช่วยกันเลย
      
       นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐธรรมนูญจะออกอะไรออกมาถามว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเอาอย่างไร เมื่อเดินไปตามขั้นตอนอีกสักพักก็จะมีการทำประชามติ แต่ถ้าประชาชนออกมาประชามติแล้วเสียงส่วนใหญ่บอกว่าไม่เอา แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป จะเลือกตั้งกันให้ได้อย่างนั้นหรือ วันนี้ก็ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นเช่นนี้ เหตุผลของการคัดสรรในเรื่องต่างๆ เข้ามาเพราะอะไรถ้าชี้แจงแบบนี้ประชาชนก็น่าจะเข้าใจ แต่ถ้ามัวไปชี้แจงว่าคัดสรรเข้ามาเพื่อการมีอำนาจ พูดแต่เรื่องของอำนาจเพียงอย่างเดียว ไม่เห็นพูดกันว่าจะทำอย่างไรกันบ้าง ที่เถียงกันอยู่ทั้งหมดสื่อก็ขยายความออกไปเรื่อยๆ ประเทศไทยก็กลับที่เดิมคือการเลือกตั้งส่วนจะได้ใครกลับมาก็ไม่รู้ ประเทศชาติจะเดินไปข้างหน้าได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ สื่อทำกันแบบนี้แล้วก็มากล่าวหาว่าตนโทษแต่สื่อ
      
       “สื่อรู้กันทั้งหมดแต่ไม่ยอมเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ถ้าเผื่อประเทศต้องมีปัญหา ต้องล่มลงไปเศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ เกิดความขัดแย้ง เกิดการจลาจลกันทั้งเมือง ใครจะมารับผิดชอบร่วมกับผม แต่ก็ยังเขียนทุกเรื่องที่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวในสนามผมถือว่าโอเค ผมรู้เพราะอยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่ผมรังเกียจไอ้เจ้าของสำนักพิมพ์บางสำนักพิมพ์ จะว่าผมแรงก็ต้องแรงนะจะบอกให้ ไม่มีเลิก ตอนที่มีเรื่องมันอยู่ไหน เขียนเชียร์เขาอยู่นั่นแหละ ทุกวันนี้ก็ยังเชียร์อยู่ คนบังคับใช้กฎหมาย คนทำงานเดือดร้อน รู้อยู่แล้วนะว่าใครไม่ต้องเอ่ยชื่อ ไม่ได้ขู่ด้วย ผมสามารถชี้แจงกับคนอื่นได้ว่าทำไมผมถึงทำแบบนี้ ถ้าผมจะต้องทำกับไอ้บางคนซึ่งจะทำตามกฎหมาย อย่าหาว่าผมไปรังแกสื่ออะไรทั้งสิ้น แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าสื่อ สร้างความแตกแยก” นายกฯ กล่าว
      
       เมื่อถามว่า แสดงว่านายกฯ กำลังคิดจะทำอะไรอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมพูดให้ฟังทำไมหรือจะไปเขียนกันว่านายกฯ จะเริ่มควบคุมสื่อละเมิดจรรยาบรรณสื่อ โถ่ ไอ้ห่วย แบบนี้เขาไม่เรียกสื่อหรอก พวกท่านก็ค้านเขาไม่ได้ เพราะทุกคนทุกสำนักพิมพ์ต้องการรายได้ ไม่สนใจว่าประเทศมันจะเสียหายตรงไหน ไม่สนใจเลย แข่งกันสิ แข่งกันขายกันเท่านั้นเล่มเท่านี้เล่ม เอาเงินที่ขายเอามากิน ก็ใช่มันเป็นความจำเป็น แต่มันทำลายประเทศไปด้วย ผมอยากจะบอกคำนี้ บางคอลัมน์ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น พอผมถามกลับไปก็ตอบกลับมาว่าคุมไม่ได้ครับ พอเรียกมาก็เป็นอย่างนี้หมด เชิญมาพบไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ เรียกมาคุยตั้งโต๊ะคุยดีๆ ในห้องแอร์ถามว่าเขียนอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ก็บอกว่า อ๋อ เดี๋ยวผมจะแก้ไข ผมจะปรับปรุงครั้งหน้า รับรองไม่มีครับ มันก็มีอีก เรียกมาครั้งที่ 2 ก็ขอโทษครับมันเป็นแบบนี้ครับ ผมยังคุมคนเหล่านี้ไม่ได้ เดี๋ยววันหน้าผมจะแก้ไขพูดอย่างนี้มา 7-8 ครั้งแล้ว ไอ้คนแบบนี้ถ้าประเทศนี้มันล่มสลายจะขึ้นชื่อให้ดูทั้งหมดว่าใครบ้าง ไม่รู้จักอับอายคนเขาบ้าง หากินบนความเดือดร้อน บนความสูญเสียของคนอื่นบ่อนทำลายชาติ ความจริงตั้งใจจะพูดแต่สิ่งดีๆ ไปซะแล้ว”

เปิด-ปิดประเทศ โดย วีรพงษ์ รามางกูร


วันที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เวลา 19:40:02 น มติชน


เมื่ออ่านคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" เรื่อง "แค่พูดก็ฟุบแล้ว" ของลมกรด ก็รู้สึกตกใจที่มีการพูดถึงเรื่อง เปิด-ปิดประเทศไทยของผู้นำประเทศในศตวรรษที่ 21 และที่ตกใจยิ่งขึ้นเมื่อดูข่าวทางโทรทัศน์ ที่เสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสวนดุสิตโพล ที่พบว่ากว่าร้อยละ 55 เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว

คำพูดดังกล่าวจากผู้คนที่มีอารมณ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง แม้ว่าผู้พูดอาจจะไม่ได้ "คิด" แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงสภาพอารมณ์ของคนชั้นสูง ที่ยังมีอารมณ์โกรธเกลียดเข้ามาอยู่ในวิธีคิด วิธีตัดสินใจ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผล ผิดถูกชั่วดี เห็นคนที่มีความคิดแตกต่างเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับตนไปเสียหมด

ในโลกนี้ ขณะนี้ ไม่มีประเทศใดปิดประเทศอยู่ตามลำพังได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อินเดีย บราซิล ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายเกือบทุกชนิด มีตลาดภายในประเทศที่ใหญ่โต มีประชากร มีแรงงานเป็นจำนวนมาก หรือประเทศเล็ก เช่น สิงคโปร์ มัลดีฟส์ ไต้หวัน ลาว กัมพูชา และอื่นๆ ที่มีพื้นที่จำกัด ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลย ตลาดภายในเล็ก ประชากรมีน้อย กำลังซื้อรวมกันก็ไม่มาก ทุกประเทศไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ไม่มีประเทศใดปิดประเทศอยู่ตามลำพังได้เลย ทุกประเทศต้องเปิดกับโลกภายนอกทั้งสิ้น

ในสมัยหลังที่โลกแบ่งออกเป็น 2 ค่ายคือ ค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์และค่ายเสรีประชาธิปไตย ค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ รวมทั้งอินเดียหลังประกาศเอกราชเมื่อปี 1947 ที่ประกาศตนเป็นประชาธิปไตยทางการเมือง แต่ทางเศรษฐกิจเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ปิดประเทศค้าขายกันเองในกลุ่มคอมมิวนิสต์ด้วยกัน ในที่สุดก็ไปไม่รอด เพราะการปิดประเทศหรือค้าขายกันเองในกลุ่มคอมมิวนิสต์ด้วยกัน ไม่ใช้กลไกตลาดในการกำหนดราคา เหมือนกับที่เรากำลังจะลงทุนระบบรถไฟความเร็วสูงโดยไม่เปิดประมูล แต่ใช้วิธีกำหนดเจาะจงไปเลยว่าจะใช้ของจีน เจรจากับจีนประเทศเดียว ซึ่งไม่มีทางจะทราบได้เลยว่าเทคโนโลยีควรจะเป็นอย่างไร ราคาควรจะเป็นเท่าไหร่ ดอกเบี้ยสูงหรือต่ำไป ต้องชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศยังไม่ทราบว่าเป็นสกุลใด บาท หยวน หรือดอลลาร์ ถามใครก็ยังไม่มีใครตอบได้ ขบวนการพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนก็จะไม่ใช้ เพราะยืดยาดล่าช้า จะใช้อำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 

วิธีคิดเช่นนี้ของระบอบการปกครองอำนาจนิยม จึงเป็นวิธีคิดของผู้นิยมระบบ "ปิด" ประเทศ แต่มีข้อแม้เป็นเรื่องๆ ไป



บรรดาประเทศที่ต้องการจัดให้เกิด "ความสงบเรียบร้อย" ภายในประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายทางการเมือง โดยยอมสละเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือความเจริญความอยู่ดีกินดีของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะการควบคุมประชาชนโดยการปิดประเทศทำได้ง่าย แม้จะสามารถอยู่ได้ แต่ประชาชนจะอยู่อย่างแร้นแค้นยากจน เด็กๆ ขาดอาหาร มาตรฐานคุณภาพชีวิตต่ำ อายุขัยโดยเฉลี่ยต่ำ และในที่สุดระบอบการเมืองเช่นว่านั้นก็อยู่ไม่ได้ต้องพังทลายลง

การล่มสลายของระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ สืบเนื่องมาจากการล่มสลายของระบอบเศรษฐกิจที่เป็นระบอบเศรษฐกิจปิด เป็นระบอบที่ฝืนกลไกตลาด เป็นระบอบที่ใช้คำสั่งจากอำนาจรัฐแทนกลไกตลาด ซึ่งในที่สุดก็ไปไม่รอด แต่ก่อนจะล่มสลายก็จะเห็นความไร้ประสิทธิภาพของระบอบการผลิต ความล้าสมัยของโรงงานเครื่องจักร เพราะไม่มีเงินตราต่างประเทศที่จะเปลี่ยนเครื่องจักร สั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ วัตถุดิบและอื่นๆ สารพัด

เคยเดินทางไปในประเทศพม่า เวียดนาม จีน แม้แต่อินเดีย ในสมัยที่ประเทศเหล่านี้ยังปิดประเทศอยู่ ซึ่งเต็มไปด้วยความขาดแคลน อดอยาก ยากจน ทุกย่านมีแต่ตลาดมืดเต็มไปหมด ราคาเงินตราต่างประเทศ ทองคำ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ แหวน หรือแม้แต่ปากกาปลอกทอง เสื้อผ้า กางเกงยีนส์ สามารถซื้อขายได้ในตลาดมืดและได้ราคาดีกว่าราคาที่ซื้อไปจากกรุงเทพฯทั้งนั้น ส่วนผู้คนที่เป็นเจ้าหน้าที่กลับมีสิทธิพิเศษ มีความเป็นอยู่แตกต่างจากผู้ปกครองอย่างเทียบกันไม่ได้ ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจนเท่าเทียมกันเกือบหมด ในที่สุดระบอบการเมืองที่ปิดประเทศคู่กับระบอบเศรษฐกิจที่ปิดก็ดำรงอยู่ไม่ได้ เกิดความวุ่นวาย "อำนาจรัฐที่มาจากปากกระบอกปืน" ก็เอาไว้ไม่อยู่ ต้องเปิด ส่วนจะเปิดมากเปิดน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ

ความจำเป็นที่จะต้องเปิดประเทศสำหรับประเทศเล็ก ยิ่งมีความจำเป็นมากกว่าของประเทศใหญ่ ความจำเป็นต้องเปิดประเทศของสิงคโปร์ ย่อมมีมากกว่ามาเลเซีย ความจำเป็นของมาเลเซียอาจจะต้องมีมากกว่าไต้หวัน หรือเกาหลี และไทย เป็นต้น 

ลองเปรียบเทียบความอยู่ดีกินดีและมาตรฐานความเป็นอยู่ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ก็คงจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร



สําหรับประเทศที่เคยเปิด แล้วคิดจะย้อนกลับไปปิดประเทศ ก็ยิ่งจะมีปัญหามากยิ่งขึ้น ถ้าเราไม่ส่งข้าวออก ไม่ส่งยางพาราออก ไม่ส่งน้ำตาลออก ไม่ส่งสินค้าอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดออก การผลิตของเราไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม อุตสาหกรรมหรือบริการ เช่น การท่องเที่ยว รายได้ประชาชาติจะต้องลดลงถึงครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ในปีแรกและจะลดลงไปเรื่อยๆ ในปีต่อไป ค่าเงินบาทจะตกต่ำทันที เพราะจะไม่มีสินค้าเหลืออยู่ในประเทศมากมาย อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นทันที ถ้าทางการไม่ต้องการให้ค่าเงินบาทตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เงินบาทจากที่เคยมีอัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อดอลลาร์กลายเป็น 100 บาท หรือ 200 บาทต่อดอลลาร์ ถ้าทางการจะเข้ามาแทรกแซงกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ตามเดิม ก็จะเกิดตลาดมืดขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนอาจจะสูงกว่าที่ควรจะเป็นที่ 100 บาทต่อดอลลาร์หรือ 200 ต่อดอลลาร์ก็ได้ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 200 บาทต่อดอลลาร์ ราคาน้ำมันควรจะเป็นลิตรละเท่าใด ถ้าทางการต้องการควบคุมราคา ตลาดมืดก็จะเกิดขึ้นทันที การลักลอบนำเข้าและส่งออกก็จะเกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีกับใคร ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้นเอง

การจะ "ปิดประเทศ" อย่าว่าแต่พูดเลย แม้แต่คิดก็ไม่ควร เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ว่าระบอบการปกครองที่กระทำเช่นนั้นจะดำรงอยู่ได้แม้แต่ปีเดียว หรือเริ่มทำก็คงจะมีการต่อต้านกันแล้ว เพราะผลในทางเศรษฐกิจจะรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนในเมือง

นอกจากคำพูดที่ว่า "จะปิดประเทศ" แล้ว ยังมีอีกคำพูดหนึ่งที่พยายามปลอบใจตนเอง เพราะการอยู่ร่วมกันในประชาคมโลก ย่อมต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของประชาคมโลก สำหรับความเป็น "อารยะ" ของโลกโดยส่วนรวม เช่น การเคารพต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ตนเป็นสมาชิก การเคารพต่อการเปิดประเทศมีผลผูกพันไว้กับต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ เช่น อาเซียน องค์การค้าระหว่างประเทศ หรือสหประชาชาติ การเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชนก็ย่อมเกี่ยวข้องผูกพันกับสิทธิเสรีภาพทางการเมืองด้วย และไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเยียวยาความแตกแยก หรือความไม่ปรองดองระหว่างคนในชาติ 

ระบอบที่เปิดกว้างน่าจะเป็นหนทางปรองดองที่ถูกต้องกว่า คนไทยไม่ชอบบังคับในระยะสั้นๆ อาจจะทำได้แต่ในระยะยาวทำได้ยาก



มีคำพูดปลอบใจตนเองอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เราไม่ควรพึ่งการส่งออกมากเกินไป เราควรจะพัฒนาความต้องการซื้อของตลาดในประเทศให้แข็งแรงมากกว่านี้ โดยยกตัวอย่างประเทศใหญ่ที่มีทรัพยากรมากเป็นตัวอย่าง แม้จะเป็นเรื่องที่ฟังดูแล้วสบายใจแต่ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากสำหรับประเทศที่เล็กและไม่มีทรัพยากรที่สำคัญเช่น พลังงาน ทุน เทคโนโลยี เครือข่ายหรืออภิสิทธิ์ในการค้าระหว่างประเทศ เช่น ประเทศไทย ไต้หวัน เกาหลีใต้ ได้อภิสิทธิ์การนำเข้าสหรัฐอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกงและประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมเก่าของอังกฤษ ได้อภิสิทธิ์ในเรื่องการค้าระหว่างกัน ก่อนที่จะมาเป็นการค้าเสรีอย่างปัจจุบัน การจะลดความสำคัญของการส่งออกการนำเข้า การเคลื่อนย้ายของเงินทุน ทำได้ยากและไม่ควรทำ วาทะเช่นนี้เป็นวาทะที่ฟังดูดีแต่ทำไม่ได้

เมื่อระดับการพัฒนาทั้งในด้านการผลิต การเงินและอื่นๆ มาไกลถึงระดับนี้ การที่ต้องปฏิบัติตัวตามกฎเกณฑ์ของประชาคมโลกอารยะ ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นตัวตั้งตัวตีจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเราต้องการการค้าขาย การลงทุนและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจแบบเดียวกับเขา

การที่จะแยกตัวเองออกจากประชาคมโลก ปิดประเทศ พัฒนาความต้องการซื้อจากตลาดภายในประเทศ ลดความสำคัญในการส่งออก ลดการนำเข้าลง ควรจะเลิกคิด เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของเรามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังเข้าคลองแล้ว มีแต่เดินหน้าออกมหาสมุทรอย่างชาญฉลาดและปลอดภัยเท่านั้น มีแต่ต้องเดินหน้าไปให้ถึงการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเท่านั้น

หยุดเพ้อเจ้อกันได้แล้ว

05112558 บน'ความซวย'นายกฯที่อยากเห็น เปลว สีเงิน


05112558 บน'ความซวย'นายกฯที่อยากเห็น เปลว สีเงิน
อ้าว...."นายกฯ ลุงตู่" มีปัญหาหัวใจซะแล้ว!
เครียด เจ็บคอ ...........
ไม่เคยทำงานหนักขนาดนี้ เป็นทหาร ผบ.ทบ. มา ๓๘ ปี ไม่เคยเหนื่อยเท่านี้ บางวันท้อแท้ ไม่อยากมาทำงาน
รำพึง-รำพัน "ไม่รู้เป็นเวรกรรมหรือไฉนที่ต้องมาเป็นนายกรัฐมนตรี?"
แถมตัดพ้อ.......
แม้แต่เพลง "คืนความสุข" ในท่อนที่ว่า "...ขอเวลาอีกไม่นาน" ก็ยังไม่วายมีคนมาทวงถาม
"เมื่อไหร่จะไปสักที"?
ฟังแล้วผมก็พลอยทุกข์ไปด้วย...!
ก็นี่แหละหนาคนเรา ถ้าใจทุกข์ ต่อให้อยู่บ้านทรายทอง อยู่ตึกไทยคู่ฟ้า ไหนเลยจะสู้ยาจกที่อยู่กระท่อม แต่ใจสุขได้
แต่คิดอีกที ก็ไม่ทุกข์......!
กลับสุขด้วยซ้ำ ที่เห็นนายกฯ ลุงตู่เครียด-ท้อ ด้วยเห็นการเป็นนายกฯ ที่คนทั่วไปบอกว่าเป็นวาสนา ว่า นั่น...เป็นเวร-เป็นกรรม สำหรับท่าน
"กรรม..ที่ต้องมาเป็นนายกฯ"
ความหมายที่ท่านต้องการสื่อถึง คือเป็นเคราะห์กรรมในด้านไม่ดี เป็นความซวย และซวยจริงๆ ที่ต้องมาอยู่ในตำแหน่งนี้ ประมาณนั้น
ซึ่งมันก็ใช่...สำหรับท่าน
และการใช่นี่แหละทำให้ผมดีใจ รวมทั้งประชาชนคนไทย พูดตามตัวเลขโพล ก็กว่า ๘๐% ดีใจกันทั้งนั้น
ที่เห็น "นายกฯ ลุงตู่".....ซวย!
ถ้าลุงตู่บอก ไม่ท้อ ไม่เหนื่อย ปีกว่าที่ได้มาเป็นนายกฯ โชคดี แสนจะสุขสบาย ปลาบปลื้มในวาสนาบารมีซะเหลือเกิน
โชคดีของท่านแบบนี้แหละ จะทำให้ชาวบ้านรวมทั้งผม "พากันซวย" บนความสุขของท่าน!
เพราะอะไรน่ะหรือ......?
ที่ท่านบ่น เครียด ท้อแท้ เจ็บคอ เห็นการเป็นนายกฯ เหมือนตกนรก จนงอแงอยู่ขณะนี้ นั่นเพราะลุงตู่ใช้ตำแหน่งนายกฯ
"ว่ายทวนน้ำ"!
ก็แหงละ....การว่ายทวนน้ำ มันจะสุข มันจะสบาย เหมือนว่ายตามน้ำ ที่แค่ท่องไว้ ๔ คำ "บูรณาการ-ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ" แล้วผลาญเงินบ้าน-เงินเมือง ลอยดอกไปทั่วหัวเอ็ด-เจ็ดย่านน้ำได้อย่างไร?
ว่ายทวนน้ำ คือ "การปฏิรูป"!
ปฏิรูป คือการแก้ไข เปลี่ยนแปลง จากสิ่งไม่ดี ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม จากที่เป็นอยู่ ให้กลับมาดีขึ้น ให้ถูกต้อง ให้เหมาะสม ให้ยังประโยชน์สูงสุดต่อสังคมชาติบ้านเมือง
การไม่เป็นนายกฯ "ลอยตามน้ำ" นั่นแหละ
จึงเครียด ทุกข์ ท้อแท้......!
เพราะมีฝ่ายเสียประโยชน์ ฝ่ายปกปิดความชั่วช้า-เลวชาติ ฝ่ายติดยึด ไม่ยอมขึ้นจากปลักสู่การเปลี่ยนแปลง คอยคัดค้าน-ต้านต่อ เป็นปฏิปักษ์
จะเปรียบก็คือ ในระบบราชการและการเมืองกลุ่มหนึ่ง เหมือนหนอนในถังอุจจาระ อิ่มหมีพีมันในมูตร-คูถ คือการทุจริต-คอร์รัปชัน
เมื่อนายกฯ ลุงตู่เข้าไปกวาดล้าง บรรดาหนอนมันจะไม่ต่อต้านคนเข้ามาทำลาย "ห่วงโซ่อาหาร" ของมันได้อย่างไร?
พวกมันวางกลไกและใช้อำนาจบริหารสมคบอำนาจรัฐสภา-ข้าราชการ กินบ้าน-โกงเมือง "เป็นหน่อ-แนว" ฝังรากไว้กว่าสิบปี
ลุงตู่เข้าไปล้าง คือเข้าไปปฏิรูป ก็แน่นอน...พวกมันต้องต้าน-ต้องยื้อสุดฤทธิ์-สุดเดช เป็นที่เข้าใจได้
ถ้าลุงตู่ต้องการสบาย เป็นนายกฯ ปีเดียวขยายรูเข็มขัด แถมไม่มีคนคอยทวง "เมื่อไหร่จะไปซักที"
.....ก็ไม่ยาก!
นายกฯ ลุงตู่ใช้ตำแหน่งนายกฯ "ทำชั่วเพื่อชาติ" ตามเขาไป ขยิบหู-ขยิบตา เล่นปาหี่หลอกชาวบ้านไป
เนื้อในพินอบเป็นสมาชิกหนอนหน้าใหม่ ว่ายตามน้ำในถังอุจจาระไป
เป็นนายกฯ อย่างนี้แหละ รับรอง...ไม่เครียด ไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ไม่อดหลับ-อดนอน จนเป็นไข้ ไอค้อก ไอแค้ก ไอกระด๊อก-กระแด๊ก จนลูกกระเดือกกระเด้งลงกระได
เผลอๆ แว็บไป...ว.๕ ชั้น ๗ สมองโล่ง!
พูดถึงเรื่องบริหาร เรื่องงานนั้น บริหารไม่ยาก แต่ที่ยากสุด คือการบริหาร "ใจคน"
การตามใจ ไม่ใช่การบริหาร แต่ที่นายกฯ บอก เป็นทหารมา ๓๘ ปี ไม่เคยเหนื่อยเท่าตอนเป็นนายกฯ ปี-สองปี
ตรงนี้แหละ "หัวใจ" บริหารที่ไม่มีในระบบราชการงานเมือง!
หนักงาน แค่เหนื่อยกาย แต่หนักคน มันเหนื่อยใจ เหตุที่ปกครองทหาร ๓๘ ปี หนักแต่ไม่เหนื่อย
นั่นเพราะ ทหารถูกฝึกให้มี "ระเบียบ-วินัย"
การฝึก คือการเจียระไน ระเบียบ-วินัย คือ น้ำงามของเพชรที่เจียระไนแล้ว
มนุษย์ คือสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่ต้องฝึก ตั้งแต่แรกเกิด จึงจะอยู่รอด และเปล่งศักยภาพพ้นสัตว์ สู่คำว่า "มนุษย์-ผู้มีใจฝึกแล้วจึงประเสริฐ"
การบริหาร-ปกครองในสังคมทหาร เป็นการบริหาร-ปกครองสัตว์ที่ฝึกให้มีระเบียบ-วินัย ขึ้นสู่ความเป็น "มนุษย์คุณภาพ" ของสังคมชาติระดับหนึ่งแล้ว
ฉะนั้น ๓๘ ปี เหนื่อย-หนักในกองทัพ จึงหนักและเหนื่อยแค่กาย ส่วนใจ ไม่เหนื่อยและหนักจนหน่าย-ท้อ-เครียด เหมือนแค่ ๑๗ เดือนในตำแหน่งนายกฯ
ซึ่ง....ต้องบริหารใจ "คนทั้งประเทศ"
โดยเฉพาะประเทศไทย-คนไทย ที่มีสโลแกน "ทำตามใจ คือไทยแท้" ด้วยภูมิประเทศสมบูรณ์ ทำให้คนไทยอยู่สุขสบาย ไม่เคยมีความเจ็บปวดร่วมกันที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะ ต่างคนต่างสาวได้-สาวเอา
ถนนหนทาง-แม่น้ำ-คู-คลอง-ของหลวง ก็ยึดเอาเป็นของตน ชายหาด-ชายทะเล ก็ยึดเอาเป็นของตน
ภูเขา-ป่าไม้ ก็ยึดเอา-ถางเอาเป็นของตน กระทั่งปลาในทะเล ใครอยากจับแบบไหน-อย่างไร ก็เอากันตามใจชอบ
ไม่มีระเบียบ-วินัย ท่องแค่คำว่าประชาธิปไตย แต่ไม่รู้จักคำว่า "สิทธิตน-สิทธิผู้อื่น" และกระทั่งคำว่า....ส่วนรวม!
เมื่อนายกฯ ลุงตู่ "ว่ายทวนน้ำ" เข้ามาด้วยตั้งหวังปฏิรูปสังคมชาติบ้านเมืองซึ่งเน่าเฟะที่สุดแล้ว
ก็เห็นมั้ยล่ะ.........?
จัดระเบียบประมง ระเบียบป่า ระเบียบภูเขา ระเบียบ กทม. ระเบียบหาด ระเบียบแม่น้ำ ระเบียบยึดที่สาธารณะปลูกบ้าน-ปลูกร้านค้า
แตะตรงไหน...เป็นต้านต่อ โวยวาย หาจิตสำนึกกันแบบไม่ได้เลย!
กองทัพ ไร้ระเบียบ-วินัย ก็ไม่ต่างจากกองโจร
สังคมประเทศชาติ ไร้ระเบียบ-วินัย ก็ไม่ต่างจาก บ้านป่า-เมืองเถื่อน!
เพราะ "ตามใจ คือไทยแท้" หมักหมม ไม่ฝึกคนในชาติให้รู้จักระเบียบวินัย ให้รู้จักคำว่าประชาธิปไตย แค่เลือกตั้ง
ไม่สอนให้เข้าใจในความหมาย........
"เราไม่พอใจให้ใครมาทำกับเราอย่างไร การที่เราก็ไม่ไปทำอย่างนั้นกับคนอื่น....นั่นคือประชาธิปไตย"
เหตุนั้น ใครมาเป็น "นายกฯ ว่ายทวนน้ำ" ก็ต้องรากเลือด และร้อง เหนื่อย-เครียด-ท้อ เหมือนนายกฯ ลุงตู่ เป็นธรรมดา!
ที่นายกฯ ออกปากถึงเหตุท้อ-เครียด ดูเหมือนจากปัญหาโครงการรับจำนำข้าวนังตัวดี ที่พวกหน้าลาย-สันหลังหวะออกมาเลาะรั้ว
ประสานเสียงเห่ารายวัน!
หมา ธรรมชาติของมันต้องเห่า นี่ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้นะว่า นายกฯ ลุงตู่กลัวหมา?
แต่ทั้งหมด ผมก็เข้าใจท่านนายกฯ ปากก็บ่นไปงั้นแหละ เรื่องท้อ เรื่องเครียด กระทั่งที่ว่าจะปิดประเทศ
มันเป็นแค่สร้อยอารมณ์ และสร้อยประโยคในการพูดจาเท่านั้น ไม่ได้จริงจังอะไรตามพูด
ทีนี้ คนมันจ้องหาเหตุจับผิด-จับถูกอยู่แล้ว รู้ทั้งรู้ในเจตนา แต่กูจะทำบื้อโดยสุจริตเล่นมึง
สร้อยประโยค "จะปิดประเทศ" จึงถูกขยายเป็นจริง-เป็นจังใหญ่โต ทั้งที่มันไม่มีอะไร แค่พูด-แค่ฟังเอามัน-เอาฮากันไปชั่วมื้อ-ชั่วคราวเท่านั้น
แต่มีอยู่ ๒ เรื่อง ๒ ประเด็นที่พูดเมื่อวาน (๔ พ.ย.๕๘) ไม่ใช่สร้อย แต่เป็นสาระ คือที่นายกฯ บอก
"จะต้องเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐ ซึ่งผมไม่คิดที่จะอยู่เกินแม้แต่วันเดียว"
และประเด็นท้อแท้.....
"แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องทำ เพราะเป็นชายชาติทหาร ขอให้เห็นใจผมบ้างเพราะมีเวลาจำกัด เข้ามาแบบนี้ก็อันตราย ครอบครัวก็อันตราย ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะเสียสละอยู่แล้ว"
ก็อยากบอกท่านนายกฯ ว่า เจ้าชายสิทธัตถะ เสียสละทุกอย่างแล้ว ยังต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำถึง ๖ ปีจึงจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า และก่อนจะบรรลุ ยังต้องผจญมารดังปรากฏในบทสวดพาหุง
แล้วนี่....๑๘ เดือนเอง ท้อแท้ได้อย่างไร ในเมื่อ "ปฏิรูป" ยังไม่ตั้งไข่เลย.

พล.ต. ยื่นบิ๊กหมู รอไฟเขียว ขอลาออก ร้องพม่าจับ-ส่งกลับ"พ.อ." แฉอายัดเงิน20ล.



ชี้′พล.ต.′คนดังยื่นหนังสือลาออกแล้ว อ้างประกอบธุรกิจส่วนตัว แฉอายัดเงิน 20 ล. หลังพบ′พ.อ.′โอนให้นักธุรกิจสาวอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ ไว้ตรวจสอบที่มาที่ไป คาดเป็นของ′บิ๊กทหาร′ ประสานพม่าส่งตัวพันเอกกลับไทย
http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14466924081446692582l.jpg
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ ที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านสืบสวนทางเทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการผ่านกองทะเบียนพล สำนักงานกำลังพล ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ลงนามอนุมัติให้ พล.ต.อ.ประวุฒิลาออกจากราชการ พร้อมส่งเรื่องกลับไปให้กองทะเบียนพลดำเนินการทางธุรการ ก่อนส่งเรื่องไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจาก พล.ต.อ.ประวุฒิเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนเรื่องเหตุผลที่ขอลาออกจากราชการนั้นจำไม่ได้ เป็นรายละเอียดในเอกสาร

"การลาออกจากราชการเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผมมีอำนาจยับยั้งได้ภายใน 30 วัน ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์กับทางราชการ อย่างกรณีนี้เจ้าตัวตั้งใจจะลาออก จะเออร์ลี่รีไทร์อยู่แล้ว ก็คงต้องว่าไปตามนั้น ต้องขอโทษสื่อมวลชนด้วย ผมก็เพิ่งทราบเรื่อง ยอมรับว่าขั้นตอนต้องผ่านผม แต่วันหนึ่งต้องเซ็นเอกสารประมาณ 30 แฟ้ม ทำให้จำไม่ได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า พล.ต.อ.ประวุฒิออกแน่นอน ผมเซ็นไปแล้ว" พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าว และว่า การลาออกของ พล.ต.อ.ประวุฒิ ซึ่งรับผิดชอบงานด้านกิจการพิเศษ และเป็นหัวหน้างานจราจร จะไม่กระทบต่องานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะงานปั่นเพื่อพ่อ หรือ BIKE FOR DAD เพราะยังมีรองหัวหน้างานที่เคยทำงานและเคยรับผิดชอบงานปั่นเพื่อแม่มาก่อน ทั้งนี้มอบหมายให้ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา (สบ 10) รับผิดชอบแทน

เมื่อถามว่าการลาออกของ พล.ต.อ.ประวุฒิในช่วงที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับคดีหมิ่นสถาบันฯ มีนัยยะอะไรหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า "ให้ถามท่านเอง ผมไม่ใช่ตัวท่าน" เมื่อถามว่าการลาออกเป็นเหตุผลส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯใช่หรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า "ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง เพราะท่านอยากจะเออร์ลี่รีไทร์อยู่แล้ว"

ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวนายทหารยศ พ.อ.ที่เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นสถาบันฯ หลบหนีออกนอกประเทศว่า ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีนายทหารยศ พ.อ.และ พล.ต. ร่วมเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดคดีหมิ่นสถาบันฯ ตามที่มีกระแสข่าวด้วยหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเดินทางไปที่ไหนอย่างไร อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ขณะเดียวกันยังไม่ยืนยันกรณีโอนเงิน 20 ล้านบาทจาก พ.อ.คนดังกล่าวไปให้ผู้หญิงคนหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ จริงหรือไม่

เมื่อถามว่า มีการระบุมีทหารกว่า 50 นายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นสถาบันฯ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์กล่าวว่า อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ต้องมีการวิเคราะห์กันว่าคดีไปถึงไหน ว่ากันไปตามพยานหลักฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเชิญนายทหารที่ถูกพาดพิงมาสอบปากคำแต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีการประสานกองทัพในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า นายทหารกว่า 50 นายที่ถูกพาดพิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ตรงนี้เป็นข้อมูลการสืบสวนสอบสวน ไม่สามารถเปิดเผยได้ หากเสนอศาลออกหมายจับ สื่อมวลชนจะทราบเองว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์อย่างไร เพราะจะมีประกาศสืบจับ เพราะข้อมูลทุกอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าคณะพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนคดีได้ภายในสัปดาห์นี้ โดยเหลือเพียงการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อีกเพียงบางส่วนเท่านั้น

เวลา 13.30 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเรียกรับผลประโยชน์ กรณี พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่ผูกคอเสียชีวิตในเรือนจำชั่วคราวก่อนหน้านี้ ลักลอบนำเสาสัญญาณและอุปกรณ์ระบบวิทยุดีทีอาร์เอสจากย่านบางชันไปติดตั้งบนอาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 เพื่อกระทำการบางอย่างโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งในวันตรวจค้นที่พักของ พ.ต.ต.ปรากรม พบวิทยุสื่อสาร (Mobile Phone) พร้อมเสาวิทยุ 5 ต้น อยู่ในห้องพักดังกล่าว เมื่อตรวจสอบพบว่ามีการผูกโยงสัญญาณไปที่อาคารสูง เชื่อว่าเป็นพฤติกรรมในการลักลอบใช้วิทยุสื่อสารหรือการดักฟัง นอกจากนี้ยังพบวิทยุสื่อสารแบบพกพากว่า 200 เครื่องอยู่ภายในห้อง โดยพบว่า พ.ต.ต.ปรากรมเป็นผู้ขอเบิกวิทยุสื่อสารจำนวนดังกล่าวออกไปจากกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยอ้างว่าจะนำมาใช้ในงานราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ กสทช.เข้าให้ข้อมูลผ่านไปประมาณ 30 นาที ตำรวจสื่อสารพร้อมทีมสอบสวนได้เดินทางไปตรวจสอบเสาสัญญาณดังกล่าวที่ตึกใบหยก 2 เขตพญาไท กทม. เพื่อตรวจสอบสถานที่ดังกล่าวว่ามีการติดตั้งเสาสัญญาณและเป็นไปตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งกับทางพนักงานสอบสวนจริงหรือไม่และตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง เพื่อพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

จากนั้นเวลา 14.30 น. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท. รอง ผบ.ตร. ได้กลับเข้ามาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกลุ่มผู้สื่อข่าวรอดักสัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าคดีแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงหลังจาก พล.ต.ท.ศรีวราห์ออกมาระบุข้อมูลว่า จากการสอบปากคำพยานมีการซัดทอดไปถึงนายทหารระดับสูงยศ พล.ต.และ พ.อ. กว่า 50 นาย และการเดินทางไปตรวจสอบการติดตั้งเสาสัญญาณของตำรวจและเจ้าหน้าที่ กสทช. โดย พล.ต.ท.ศรีวราห์มีสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่ให้สัมภาษณ์แล้ว ขนาดเมื่อวานนี้ยังโยงกันมั่วไปหมด ก่อนจะเดินขึ้นห้องทำงานชั้น 7 อาคาร 1 ตร. ทันที

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผู้หญิงคนที่ได้รับเงินโอน 20 ล้านบาทจาก พ.อ.นั้นเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ อายุ 40 ปีเศษ รวยระดับเศรษฐินี โดยชุดสืบสวนได้เชิญมาสอบสวนถึงที่มาที่ไปของเงิน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการโอนเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยนักธุรกิจหญิงระบุว่า พ.อ.โอนเงินมาให้ในช่วงวันที่ 30-31 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ไม่รู้จักกับ พ.อ.คนดังกล่าว ตำรวจคาดว่าน่าจะเป็นเงินของนายทหารที่ยศสูงกว่า พ.อ.และ พล.ต. โอนให้เพื่อลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน อย่างไรก็ตามตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของเงิน 20 ล้านบาทว่าได้มาถูกกฎหมายหรือไม่ โดยได้อายัดเงินจำนวนดังกล่าวเอาไว้แล้ว ขณะนี้เงินจำนวนดังกล่าวยังค้างอยู่ในบัญชีของนักธุรกิจหญิงคนดังกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พล.ต.คนดังกล่าวที่ถูกพาดพิงได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการไปยัง พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เพื่อขออนุมัติการลาออกต่อไป โดยให้เหตุผลว่าออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัว

ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในงานกิจกรรมเปิดตัวมูลนิธิต่อต้านการทุจริต ถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีนายทหารยศ พล.ต.และ พ.อ. ประมาณ 40-50 นาย เกี่ยวข้องกับความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า "กำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ ไปถาม พล.อ.ธีรชัย ถ้าผิดก็สอบไป"

แหล่งข่าวนายทหารกองทัพบกเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาพาดพิง ในส่วนของระบบทหารการพาดพิงยังไม่ถือว่าเป็นความผิด นอกจากจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาให้กับเจ้าตัวทราบ โดยเฉพาะตำแหน่งที่ผู้ถูกพาดพิงอยู่ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นตรงกับสำนักงานเลขานุการกองทัพบก จะต้องมีเอกสารมายืนยันว่ากระทำความผิดในเรื่องใด หรือจนกว่าเจ้าพนักงานจะนำหมายจับหรือหมายศาลมาแจ้งข้อกล่าวหาถึงจะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของกองทัพ หากแจ้งมาแล้วทางกองทัพบกก็ยินดีให้ความร่วมมือในกระบวนการสืบสวน

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง จ.ตาก เปิดเผยว่า ฝ่ายทหารได้ประสานทางการพม่า ขอให้ส่งตัว พ.อ.คนดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย เนื่องจากออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นพฤติกรรมหนีราชการทหาร ส่วนจะเกี่ยวข้องกับคดีเครือข่ายนายสุริยันหรือไม่คงต้องตรวจสอบต่อไป ล่าสุดทางการพม่ายังไม่ตอบมา คาดว่านายทหารคนดังกล่าวไปอยู่กับชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในพื้นที่จังหวัดเมียวดีมีกองกำลังชนกลุ่มน้อย 4 กลุ่มคือ ฝ่ายกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ฝ่ายกะเหรี่ยงสันติภาพ ฝ่ายกะเหรี่ยงดีเคบีเอ และกะเหรี่ยงฝ่ายบีจีเอฟ

ศาลทหาร รอวินัจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล คดีพลเมืองรุกเดินและคดีชุมนุมหน้าหอศิลป์

ศาลทหาร รอวินัจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล คดีพลเมืองรุกเดินและคดีชุมนุมหน้าหอศิลป์ ศาลแขวงปทุมวันนัดชี้ชะตา อภิชาต คดีฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุม 11 กุมภาพันธ์ 2559
5 พฤศจิกายน 2558
ศาลทหารนัดสอบคำให้การคดีพันธ์ศักดิ์: พลเมืองรุกเดิน และคดีนัชชชา: ชุมนุมหน้าหอศิลป์
ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่ขอถ่ายภาพบัตรประจำตัวของผู้เข้าสังเกตการณ์ นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอทำข่าวอยู่ด้านนอก และมีประชาชนจำนวนหนึ่งมารอมอบดอกไม้ให้กำลังใจจำเลย
ศาลขึ้นบัลลังก์เวลาประมาณ 11.30 น. โดยเริ่มสอบคำให้การคดีของพันธ์ศักดิ์ก่อน ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทหารกรุงเทพวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล ตาม พ.ร.บ.วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ศาลจึงสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว เพื่อให้โจทก์ทำคำชี้แจงยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน
จากนั้นศาลจะทำความเห็นส่งไปให้ศาลอาญาพิจารณา และเมื่อศาลอาญาทำความเห็นส่งกลับมาแล้ว ก็จะนัดจำเลยมาฟังความเห็นและคำสั่งศาลต่อไป
ส่วนคดีชุมนุมหน้าหอศิลป์ มีจำเลย 2 คน คือ ชาติชายหรือธัชพงษ์ (จำเลยที่ 1) และนัชชชา (จำเลยที่ 2) โดยชาติชายให้การปฏิเสธตามคำฟ้องโจทก์และขอต่อสู้คดี อัยการโจทก์จึงแถลงขอสืบพยาน
แต่เนื่องจากทนายของนัชชชายื่นคำร้องขอให้ศาลทหารกรุงเทพวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาลเช่นเดียวกับคดีพันธ์ศักดิ์ ศาลจึงเห็นว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ด้วย
เป็นเหตุให้สั่งรอพิจารณาคดีนี้ไว้ชั่วคราว ระหว่างรอโจทก์ทำคำชี้แจงและรอศาลทำความเห็นส่งไปให้ศาลแขวงปทุมวัน ซึ่งหลังจากศาลแขวงปทุมวันทำความเห็นส่งกลับมาแล้วจึงจะนัดจำเลยมาฟังความเห็นและคำสั่งศาลต่อไป
นอกจากความเคลื่อนไหวที่ศาลทหารแล้ว วันนี้ศาลแขวงปทุมวัน นัดสืบพยานคดีที่เกิดจากการใช้เสรีภาพในการชุมนุมอีกคดีหนึ่ง
คดีของอภิชาต อดีตนักศึกษาโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ เจ้าหน้าที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่ถูกจับและดำเนินคดีเพราะไปยืนถือป้ายคัดค้านการรัฐประหารที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพในวันที่ 23 พฤษภาคม 2557
โดยมีพยานจำเลยขึ้นเบิกความ 2 ปาก ได้แก่
สามชาย ศรีสันต์ จากวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเบิกความรับรองความประพฤติของอภิชาต ว่าเป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียนและกระตือรือร้นที่จะแสดงความคิดเห็น และเบิกความว่าการกระทำตามข้อกล่าวหาของอภิชาต ไม่น่าจะเข้าข่ายเป็นความผิดตามฟ้อง เพราะ การคัดค้านการรัฐประหารถือเป็นหน้าที่ของคนไทย
ขณะที่ วรลักษณ์ ศรีใย จากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เบิกความว่า เป็นเพื่อนร่วมงานของอภิชาต ที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่อยู่คนละแผนก ในวันเกิดเหตุ ตนกำลังจะไปร่วมกิจกรรมที่หน้าหอศิลป์ฯ และบังเอิญพบอภิชาตที่ลิฟท์ เมื่อทราบว่าจะไปหน้าหอศิลป์เหมือนกันจึงเดินทางไปด้วยกัน โดยไปถึงหน้าหอศิลป์ เวลาประมาณ 18.15 น.
วรลักษณ์เบิกความด้วยว่า อยู่กับอภิชาต ประมาณ 5 นาที ก็แยกกัน ซึ่งเมื่อตนลงไปยืนที่ทางเท้าข้างหอศิลป์เยื้อง วังสระปทุมก็มองเห็นอภิชาต ซึ่งมีรูปร่างสูงจากระยะไกล เห็นว่ากำลังชูป้ายแต่ไม่เห็นข้อความ
ตนอยู่ในพื้นที่จัดกิจกรรมเพียงครู่เดียว ประมาณ 18.30 น. ก็เดินทางกลับ แลtทราบข่าวเรื่องเจ้าหน้าที่จับกุมอภิชาตในภายหลัง โดยส่วนตัว แม้จะทราบว่ามีคำสั่งห้ามชุมนุมของ คสช. แต่ก็ตัดสินใจไปร่วมกิจกรรมเพราะเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น ทั้งเหตุการณ์โดยรวมก็เป็นไปด้วยดี ไม่มีความวุ่นวาย อภิชาตจึงไม่น่าจะทำผิดดังโจทก์ฟ้อง
หลังสืบพยานเสร็จ อภิชาตขอศาลส่งคำแถลงปิดคดีเป็นเอกสาร ศาลสั่งให้ส่งเอกสารภายใน 30 วัน และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
ทั้งนี้หลังเสร็จการพิจารณาคดี อภิชาต ให้สัมภาษณ์สั้นๆว่า สู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ในทางเทคนิค การประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีการประกาศเป็นพระบรมราชโองการ
นอกจากนี้ ขณะเกิดเหตุ คสช. ก็ยังไม่ได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์อย่างแท้จริง คำสั่งที่ออกมาจึงยังไม่ชอบด้วยกฎหมาย และในข้อเท็จจริง เหตุการณ์ที่หน้าหอศิลป์ ก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย สงบ สันติ แต่ผลคำพิพากษาจะเป็นอย่างไรก็พร้อมจะน้อมรับ
สำหรับเรื่องต่อสู้คดี แม้จะทำให้การใช้ชีวิตได้รับผลกระทบบ้างเพราะต้องมาศาล แต่ก็เลือกที่จะสู้ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่ความผิด นอกจากนี้การสู้คดีครั้งนี้ก็น่าจะสร้างบรรทัดฐานบางอย่างได้บ้าง
ส่วนเรื่องรับสารภาพเพื่อให้คดีจบ ดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า เพราะคดีลักษณะนี้ ศาลมักจะให้รอการลงโทษจำเลย
และเหตุที่ตนไม่เลือกแนวนี้ เพราะคิดว่ามันอาจจะเป็นการเลือกที่ทำให้รู้สึกผิดไปตลอด
ดูรายละเอียดคดี พันธ์ศักดิ์:--> พลเมืองรุกเดิน ได้ที่http://freedom.ilaw.or.th/case/662
ดูรายละเอียดคดี นัชชชา:--> ชุมนุมหน้าหอศิลป์ ได้ที่http://freedom.ilaw.or.th/th/case/688
ดูรายละเอียดคดีทั้งหมดของอภิชาต -->http://freedom.ilaw.or.th/th/case/576