PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปธน.เต็ง เส่ง ตอบรับร่วมหารือ 'ออง ซาน ซูจี' พร้อมแสดงความยินดีพรรคเอ็นแอลดี



ปธน.เต็ง เส่ง ตอบรับร่วมหารือ 'ออง ซาน ซูจี' พร้อมแสดงความยินดีพรรคเอ็นแอลดี

โฆษกประธานาธิบดีพม่าเผย 'เต็ง เส่ง' ตอบรับคำเชิญ 'ออง ซาน ซูจี' ร่วมเจรจา "ปรองดองแห่งชาติ" พร้อมแสดงความยินดีพรรคเอ็นแอลดี คะแนนนำ และให้คำมั่นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ ทันทีที่ กกต. รับรองผลว่าพรรคเอ็นแอลดีชนะ
(ซ้าย) เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า และ (ขวา) ออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี ที่กำลังจะได้เสียงในสภาทั้งระดับชาติและระดัมท้องถิ่นอย่างท่วมท้น ล่าสุดจากการเปิดเผยของโฆษกประธานาธิบดีพม่า เปิดเผยว่าประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ตอบรับคำเชิญร่วมหารือ "เพื่อการปรองดองแห่งชาติ" ที่เชิญโดยออง ซาน ซูจีแล้ว (ที่มา: วิกิพีเดีย)

11 พ.ย. 2558 หลังจากที่เมื่อเช้าวันที่ 11 พ.ย. ออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ออกจดหมายเชิญ ประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และ ผบ.สส.กองทัพพม่า เพื่อหารือ "ปรองดองแห่งชาติ" ภายในสัปดาห์หน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อ "ทำให้ความต้องการของประชาชนเกิดผลในทางปฏิบัติ ตามที่พวกเขาแสดงออกผ่านการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 พฤศจิกายน" นั้น
ล่าสุด ในช่วงบ่ายวันที่ 11 พ.ย. พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ พรรค NLD เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อบ่ายวันที่ 11 พ.ย. ระบุว่า โฆษกของประธานาธิบดี เย ตุด ในนามของเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า ได้แสดงความยินดีต่อพรรค NLD
พรรค NLD ระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีได้ขอบคุณพรรคในความร่วมมือช่วงการเลือกตั้ง 8 พฤศจิกายน และประธานาธิบดียังให้คำมั่นในการสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ ทันทีที่ กกต.พม่า รับรองผลการเลือกตั้งว่าพรรคเอ็นแอลดีชนะ
"ตามที่คณะกรรมการเลือกตั้งแห่งสหภาพประกาศผลการเลือกตั้ง ผมใคร่ขอแสดงความยินดีต่อท่าน พรรคเอ็นแอลดี ที่กำลังได้คะแนนนำในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา" แถลงการณ์ของพรรค NLD อ้างถึงคำพูดของ เย ตุด และยังอ้างต่อด้วยว่า"เพื่อให้เป็นเกียรติตามความประสงค์ของพลเมือง รัฐบาลจะทำให้การเปลี่ยนถ่ายอำนาจลุล่วงด้วยดีตามที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาเอาไว้"
เมียนมาร์ไทมส์ ให้คำอธิบายเพิ่มว่า ทั้งนี้ภายใต้รัฐธรมนูญพม่าปี 2008 สมาชิกรัฐสภาที่ได้รับเลือกเมื่อ 8 พ.ย. จะไม่ได้สาบานตนจนกระทั่งถึงปลายเดือนมกราคม เมื่อวาระ 5 ปีของรัฐสภาชุดก่อนสิ้นสุดลง หลังจากนั้นสมาชิกรัฐสภาที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีในเดือนกุมภาพันธ์ และประธานาธิบดีะจัดตั้งรัฐบาลภายในวันที่ 30 มีนาคมปี 2559
ในขณะเดียวกัน เย ตุด กล่าวด้วยว่า รัฐบาลเห็นด้วยกับคำเชิญของออง ซาน ซูจี ในการหารือ "เพื่อความปรองดองแห่งชาติ"
เขากล่าวว่า การหารือจะเกิดขึ้น "หลัง กกต.แห่งสภาพทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอย่างเรียบร้อย"
"พวกเราทุกคนจะร่วมมือเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในช่วงหลังการเลือกตั้ง" เย ตุด กล่าว ทั้งนี้อ้างตามแถลงการณ์ของพรรค NLD
ทั้งนี้ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เป็นประธานของพรรครัฐบาล USDP แต่ตามรัฐธรรมนูญห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง โดยไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง พรรค NLD ได้ร้องเรียนต่อ กกต.พม่า กล่าวหาว่าประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ละเมิดกฎหมายเลือกตั้งด้วยการช่วยพรรค USDP หาเสียง อย่างไรก็ตามคำร้องนั้น กกต. ไม่พิจารณา

แปลและเรียบเรียงจาก
President congratulates NLD, promises peaceful power transfer, By Lun Min Mang, The Myanmar Times, Wednesday, 11 November 2015 http://www.mmtimes.com/index.php/national-news/17565-president-congratulates-nld-promises-peaceful-power-transfer.html

องค์กรโปร่งใสฯ เสนอกองทัพไทยปฏิรูป 4 ด้านป้องกันหัวคิว 40%-ตัดตอนมาเฟีย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน 2558

'องค์กรเพื่อความโปร่งใส'เผยผลสำรวจว่าด้วยดัชนีการป้องกันคอร์รัปชันในกองทัพ ชี้ไทยได้ระดับ 'E' มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดทุจริต ร่วมกับ จีน ปากีสถาน ศรีลังกา ขณะที่ นิวซีแลนด์ เสี่ยงน้อยสุดในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก 
เมื่อ 4 พ.ย. 2558 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เผยแพร่ “รายงานดัชนีป้องกันคอร์รัปชั่นในกองทัพ (Government defence Anti – Corruption Index - GI) ซึ่งจัดทำสำรวจการคอรัปชั่นในกองทัพ โดยมีคำถามย่อย 77 คำถามจากหลักเกณฑ์ทั้งหมด5 ด้านได้แก่ 1. ด้านการเมืองการปกครอง 2. ด้านงบประมาณ การคลัง 3. ด้านบุคลากร 4. ด้านการดำเนินงาน และ 5. ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง
โดยการสำรวจนี้ แบ่งตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ในส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีการสำรวจทั้งหมด 17 ประเทศ โดยการจัดลำดับแบ่งเป็น 6 ระดับ A-F (จากดีที่สุดไปแย่ที่สุด)
การสำรวจครั้งนี้ "นิวซีแลนด์" เป็นประเทศเดียวที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม A คือโปร่งใสที่สุด รองลงมาคือ ออสเตรเลีย
ในขณะที่กลุ่มประเทศอย่าง อินโดนีเซีย อินเดีย และบังกลาเทศ อยู่ในระดับ D ซึ่งถือว่าในอันดับที่ดีกว่าไทย โดยประเทศไทยอยู่ในระดับ E  ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดคอร์รัปชั่นในกองทัพ  สำหรับกลุ่มประเทศที่อยู่ในระดับเดียวกับไทย ได้แก่ จีน ปากีสถาน ศรีลังกา
ส่วนของกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด ได้ระดับ  F จำนวน 2 ประเทศ คือ กัมพูชาและพม่า  
ทั้งนี้ ในบทสรุปและข้อเสนอเกี่ยวกับประเทศไทย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ชี้ว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 แล้ว ประเทศไทยไม่มีการตรวจสอบนโยบายป้องกันประเทศที่เป็นอิสระโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งยังขาดความโปร่งใสด้านงบประมาณ และไม่มีมาตรการขององค์กรที่เพียงพอในการตรวจสอบวงจรการจัดซื้อจัดจ้าง ในขณะเดียวกันองค์กรต่อต้านการทุจริตที่ตั้งขึ้นก่อนการรัฐประหาร เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซี่งยังคงมีสถานะทางกฎหมายอยู่ ก็ไม่มีอิทธิพลมากพอที่จะกำจัดความเกี่ยวพันของทหารกับเครือข่ายอาชญากรรมในภาคใต้ของไทย ความเสี่ยงด้านการทุจริตดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐแล้ว ยังเป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานของฝ่ายความมั่นคงที่มีต่อประชาชนอีกด้วย
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติมีข้อชี้แนะดังนี้
1) จัดให้มีการกำกับดูแลนโยบายและงบประมาณด้านการป้องกันประเทศโดยพลเรือน
ตั้งแต่การรัฐประการเป็นต้นมา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ยังไม่มีการเผยแพร่งบประมาณประจำปี 2558 ซึ่งดูเหมือนว่าข้อมูลส่วนใหญ่ในงบประมาณฉบับนี้จะถูกระบุว่าเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ นอกจากนั้นยังไม่มีคณะกรรมการด้านงบประมาณของรัฐสภาซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการใช้จ่ายของฝ่ายทหารอีกด้วย ในขณะเดียวกันก็ไม่มีความชัดเจนเรื่องกลไกการตรวจสอบภายในของฝ่ายความมั่นคงเอง
ดังนั้น องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจึงเสนอให้รัฐบาลไทยตีพิมพ์เผยแพร่งบประมาณประจำปีด้านการทหาร ซึ่งรวมถึงข้อมูลการใช้จ่ายโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิจัยและออกแบบ การฝึกอบรม เงินเดือน การเข้าซื้อกิจการ การขายทรัพย์สิน, การบำรุงรักษา และการใช้จ่ายของบุคคล
นอกจากนั้นการกำกับดูแลนโยบายป้องกันประเทศโดยฝ่ายพลเรือน การตรวจสอบบัญชีโดยผู้ตรวจสอบภายนอก การกำกับดูแลกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จะสามารถเป็นหลักประกันได้ว่าการการใช้จ่ายในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องมือต่างๆเป็นไปอย่างสอดคล้องกับความต้องการด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ
2) กำจัดเครือข่ายอาชญากรรมในกองทัพ
รายงานดังกล่าวระบุว่า ในขณะที่มีตัวอย่างที่กว้างขวางที่ชี้ว่าหน่วยทหารหรือบุคลกรจากกองทัพมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมต่างๆที่มีการจัดตั้งหรือมีความซับซ้อน แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆว่า รัฐบาลหรือฝ่ายทหารเองมองว่าปัญหานี้เป็นปัญหาร้ายแรงและลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง มีหลักฐานมากมายเกี่ยวกับความเกี่ยวพันของทหารกับเครือข่ายอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับยาเสพย์ติด การค้าประเวณี การค้ามนุษย์ และบ่อนเถื่อน ซึ่งอาชญากรรมเหล่านี้มีทหารและบุคลากรของกำลังรบกึ่งทหารทั้งในระดับสูงและระดับล่างเข้ามีส่วนร่วมเป็นส่วนตัว หลักฐานที่มีอยู่ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับเงิน “ค่าคุ้มครอง” อย่างผิดกฎหมายแลกกับการอนุญาตให้การปฏิบัติงานของผู้มีอิธิพล หรือมาเฟีย ดำเนินต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้อาจทำได้ยากเนื่องจากผู้บังคับใช้กฎหมายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเสียเอง จึงขอเสนอให้ประเทศไทยมีท่าทีที่ชัดเจนให้การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และพยายามหาทางให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีความเป็นอิสระและดำเนินการได้มีผลกระทบมากขึ้น
3) กำหนดหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นที่ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เส้นสาย
ขณะนี้มีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลกรระดับอาวุโสในองค์กรความมั่นคงต่างๆที่มีอยู่ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติเสนอว่าต้องมีกฎหมายที่กระชับรัดกุมในการคัดเลือกเลื่อนขั้นบุคลากรทางทหารในระดับกลางและระดับสูง ด้วยระบบที่เป็นอิสระและโปร่งใส โดยตำแหน่งหน้าที่ และกระบวนการการประเมินผล รวมทั้งการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ จะต้องมีการเขียนไว้อย่างเป็นทางการและเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกัน
นอกจากนั้น รายงานฉบับนี้ยังระบุเรื่องกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างของฝ่ายความมั่นคงว่า สามารถพัฒนาให้ดีกว่าเดิมได้ ซึ่งปัจจุบันมีหลักฐานว่าในทางปฏิบัติมักจะมีเหล่านายหน้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ก่อนที่หน่วยงานนั้นๆจะแจ้งรายละเอียดเรื่องหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างไปยังกระทรวงกลาโหม จากการสำรวจพบว่าปัญหานี้ได้เพิ่มค่าใช้จ่ายในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นสูงถึง 30 – 40 เปอร์เซนต์
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ยังมองด้วยว่า การคอรัปชันของไทยไม่ใช่แค่เพียงบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ ทว่ายังกัดกร่อนฐานความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชนชาวไทยลงไปด้วย 
และยังแนะด้วยว่า หากรัฐต้องการสร้างความเข้มเเข็งให้เกิดขึ้นในองค์กร ทุกการจัดซื้อต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส องค์กรภายนอกสามารถตรวจสอบอย่างอิสระ ไม่ถูกคุกคาม และให้มีการลงโทษอย่างจริงจังในกรณีที่พบการทุจริต 
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ คสช. ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราถึงผลสำรวจดังกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบก่อนว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติใช้หลักเกณฑ์อะไรในการประเมิน และมีจุดไหนบ้างที่พาดพิงกองทัพบก หลังจากนั้นจึงจะรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาให้ทราบ ซึ่งวันนี้ก็มีหลายฝ่ายโทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อมูลในส่วนนี้เช่นกัน

บิ๊กป้อม เผย อนุมัติใบลาออก "พลตรี ส." แล้ว


บิ๊กป้อม เผย อนุมัติใบลาออก "พลตรี ส." แล้ว ส่วน เจ้าตัวหายเงียบ กลางข่าวลือสะพัด /บิ๊กป้อม ระบุไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษ "เซียนพระ" เรียกหัวคิวโรงหล่อ ก็ไม่มีอะไรแล้ว อย่าคิดกันไปเอง ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว จากนี้ มูลนิธิฯ จะทำให้ชัดเจน ก่อนส่งมอบให้ ทบ.ดูแลต่อ คงต้องตรวจสอบก่อนรับมอบ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เผยว่า ได้ลงนามคำสั่งอนุมัติให้"พลตรี ส"ลาออกจากราชการทหาร ตามที่ได้ยื่นใบลาออกแล้ว
ส่วนจะมีทหารคนไหน โดน คดี ม.112 อีกหรือไม่ นั้น ยังไม่รู้จะมีทหารเกี่ยวอีกหรือไม่ แต่ตอนนี้ยังไม่มี เพราะถ้าบอกว่า ไม่มี เพราะในอนาคต มีอีก ก็มาว่าผมอีก
ส่วนอุทยานราชภักดิ์ เรื่องเซียนพระเรียกค่าหัวคิวโรงหล่อนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ไม่มีอะไรแล้ว อย่าคิดกันไปเอง ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว
เมื่อถามว่า ได้คุยกับ พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กห./ปธ.มูลนิธิฯ กับ พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ. เรื่องอุทยานฯ ว่าอย่างไร นั้นพลเอกประวิตร กล่าวว่า จากนึ้ มูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ต้องชัดเจนก่อนส่งมอบอุทยานฯให้ทบ.ดูแล เพราะทบ.ก็ต้องรอบคอบก่อนรับ จากนึ้ ก็ต้องมีการตรวจสอบ การทำงานต่างๆที่ผ่านมาก่อน
พลเอกประวิตร ยังตอบโต้ กรณีที่ "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์"และฝ่ายนักการเมือง" ที่ออกมาโจมตี ทหารทุจริต"อุทยานราชภักดิ์" ว่า พูดอะไรก็พูดได้ ไม่รู้เรื่องแล้วพูดได้ไง ยันผมดูแลอยู่ อย่าพูดลอย ๆ ถามผมทำอะไรเสียหาย ทหารทำอะไรเสียหาย ฝากพวกด่าทหารทุจริต ให้ดูแลบ้านเมืองให้ดีอย่าให้ทหารต้องออกมาอีก
"มีรธน.มีเลือกตั้ง ดูแลบ้านเมืองกันให้ดีก็แล้วกัน อย่าให้ทหารต้องเดือดร้อนออกมาอีก"
โวยฝ่ายการเมืองหาช่องโจมตี ยันไม่เพิกเผยทุจริต"ราชภักดิ์" เขามีการตรวจสอบอยู่ แต่ไม่ได้มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ เปรยพวกผมไม่เล่นการเมือง ไม่ต้องมาโจมตีหรอก ทหารไม่มีข้อขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น อย่าโจมตี ทุกวันนึ้ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ชาติมั่นคง นายกฯเหนื่อยทุกวัน แล้วจะเอาอะไรอีก

บิ๊กป้อม สวน"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์"-ฝ่ายการเมือง" ที่ออกมาโจมตีทหารทุจริต"อุทยานราชภักดิ์"


บิ๊กป้อม สวน"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์"-ฝ่ายการเมือง" ที่ออกมาโจมตีทหารทุจริต"อุทยานราชภักดิ์" บอก พูดอะไรก็พูดได้ ไม่รู้เรื่องแล้วพูดได้ไง ยันผมดูแลอยู่ อย่าพูดลอย ๆ ถามผมทำอะไรเสียหาย ทหารทำอะไรเสียหาย ฝากพวกด่าทหารทุจริต ให้ดูแลบ้านเมืองให้ดีอย่าให้ทหารต้องออกมาอีก "มีรธน.มีเลือกตั้ง ดูแลบ้านเมืองกันให้ดีก็แล้วกัน อย่าให้ทหารต้องเดือดร้อนออกมาอีก"...โวยฝ่ายการเมืองหาช่องโจมตี ยันไม่เพิกเผยทุจริต"ราชภักดิ์" เขามีการตรวจสอบอยู่ แต่ไม่ได้มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ เปรยพวกผมไม่เล่นการเมือง ไม่ต้องมาโจมตีหรอก ทหารไม่มีข้อขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น อย่าโจมตี ทุกวันนึ้ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ชาติมั่นคง นายกฯเหนื่อยทุกวัน แล้วจะเอาอะไรอีก เผย พลเอกอุดมเดช คุย พลเอกธีรชัย เตรียมส่งมอบอุทยานฯ แต่ก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน รอบคอบก่อนรับ-มอบ
ส่วนอุทยานราชภักดิ์ เรื่องเซียนพระเรียกค่าหัวคิวโรงหล่อนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมไม่รู้ ไม่มีรายงานมานี่ เพราะต้องเป็นเรื่องของตำรวจ แต่ถ้าไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ไม่มีอะไร ต้องถามตำรวจ ไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ไม่มีอะไรแล้ว อย่าคิดกันไปเอง ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว
เมื่อถามว่า ได้คุยกับ พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กห./ปธ.มูลนิธิฯ กับ พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ. เรื่องอุทยานฯ ว่าอย่างไร นั้นพลเอกประวิตร กล่าวว่า จากนึ้ มูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ต้องชัดเจนก่อนส่งมอบอุทยานฯให้ทบ.ดูแล เพราะทบ.ก็ต้องรอบคอบก่อนรับ เพราะเมื่อรับมาแล้ว ก็ต้องมาขี้แจงต่อได้ด้วย
จากนึ้ ก็คงต้องมีการตรวจสอบ การทำงานต่างๆที่ผ่านมาก่อน ให้ชัดเจนก่อนจะมีการส่งมอบ อุทยานฯกัน ก็ไม่น่ามีอะไร เพราะไม่มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องให้คณะกรรมการมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์มาชี้แจงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ต้อง เรื่องนี้ตนคงไม่ต้องลงไปตรวจสอบ เพราะตนเป็น รมว.กลาโหม แล้วนี่เป็นเรื่องของมูลนิธิอุทยานฯ ที่ พลเอกอุดมเดช รมช.กห.ดำเนินการมาตอนที่เป็น ผบทบ. แล้วเริ่องนี้ไม่เกี่ยวกลาโหม ผมคงไม่ต้องลงไปดูอะไรหรอก เพราะปกติเรื่องที่เกี่ยวข้อง หรือรายงานมส กว่าเรื่องจะมาถึงตนก็ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ และต้องผ่าน ปลัดกระทรวงกลาโหมก่อน
แต่นี่ หาก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ไม่ติดขัดอะไร เขาก็ทำของเขาไป ในส่วนของทบ.เขา
เมื่อถามว่า มั่นใจ 100% หรือไม่ว่าโครงการอุทยานราชภักดิ์ไม่มีการทุจริต พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ผมไม่เห็น ผมไม่เห็นมีใครไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ผมจะไปยืนยันได้ยังไง เพราะผมไม่ใช่คนดำเนินการ แต่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นคนทำ ตอนเป็น ผบทบ. ซึ่งท่านก็บอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย ผมชี้แจงได้ทั้งหมด ครับ แล้วจะเอาอะไรอีกหล่ะ

"บิ๊กหมู"ขยาดรับดูต่ออุทยานราชภักดิ์

บิ๊กหมู ขยาด รับมอบ อุทยานราชภักดิ์ ให้ทบ.ดูแลต่อ......บิ๊กป้อม ยัน ต้องชัดเจน รอบคอบ ก่อนมูลนิธิฯส่งมอบให้ทบ.ดูแล
บิ๊กป้อม เผย ผบทบ.ขอตรวจสอบ ให้รอบคอบ ก่อนรับมอบ"อุทยานราชภักดิ์"จาก"พลเอกอุดมเดช" ในนามมูลนิธิฯ เพราะคนส่ง ต้องทำให้ชัดเจน ส่วนคนรับต้องรอบคอบ ถ้า ผบทบ.ไม่ติดขถด ก็ดำเนินการต่อเลย /โบ้ยตอบมั่นใจ100%อุทยานราชภักดิ์ไม่มีทุจริตหรือไม่ บอกผมไม่ใช่คนดูแลจะยืนยันได้ไง และไม่มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ/สวน"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์"-ฝ่ายการเมือง" ที่ออกมาโจมตีทหารทุจริต"อุทยานราชภักดิ์" บอก พูดอะไรก็พูดได้ ไม่รู้เรื่องแล้วพูดได้ไง ยันผมดูแลอยู่ อย่าพูดลอย ๆ ถามผมทำอะไรเสียหาย ทหารทำอะไรเสียหาย ฝากพวกด่าทหารทุจริต เปรยเมื่อ มีรธน. เลือกตั้งแล้ว ให้ดูแลบ้านเมืองให้ดี อย่าให้ทหารต้องออกมาอีก .โวยฝ่ายการเมืองหาช่องโจมตี ยันไม่เพิกเผยทุจริต"ราชภักดิ์" เขามีการตรวจสอบอยู่ แต่ไม่ได้มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ เปรยพวกผมไม่เล่นการเมือง ไม่ต้องมาโจมตีหรอก ทหารไม่มีข้อขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น อย่าโจมตี ทุกวันนึ้ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ชาติมั่นคง นายกฯเหนื่อยทุกวัน แล้วจะเอาอะไรอีก /บิ๊กป้อม อนุมัติใบลาออก "พลตรี ส." แล้ว เจ้าตัวหายเงียบ กลางข่าวลือสะพัด/บิ๊กป้อม ระบุไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษ "เซียนพระ" เรียกหัวคิวโรงหล่อ ก็ไม่มีอะไรแล้ว อย่าคิดกันไปเอง ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว
ที่กระทรวงกลาโหม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี เซียนพระเรียกค่าหัวคิวโรงหล่ออุทยานราชภักดิ์ ว่า ผมไม่รู้ ไม่มีรายงานมานี่ เพราะต้องเป็นเรื่องของตำรวจ แต่ถ้าไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ไม่มีอะไร ต้องถามตำรวจ ไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ไม่มีอะไรแล้ว อย่าคิดกันไปเอง เพราะทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว
เมื่อถามว่า ได้คุยกับ พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กห./ปธ.มูลนิธิฯ กับ พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ. เรื่องอุทยานฯ ว่าอย่างไร นั้นพลเอกประวิตร กล่าวว่า จากนึ้ มูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ต้องชัดเจนก่อนส่งมอบอุทยานฯให้ทบ.ดูแล เพราะทบ.ก็ต้องรอบคอบก่อนรับ เพราะเมื่อรับมาแล้ว ก็ต้องมาขี้แจงต่อได้ด้วย
จากนึ้ ก็คงต้องมีการตรวจสอบ การทำงานต่างๆที่ผ่านมาก่อน ให้ชัดเจนก่อนจะมีการส่งมอบ อุทยานฯกัน ก็ไม่น่ามีอะไร เพราะไม่มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องให้คณะกรรมการมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์มาชี้แจงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ต้อง เรื่องนี้ตนคงไม่ต้องลงไปตรวจสอบ เพราะตนเป็น รมว.กลาโหม แล้วนี่เป็นเรื่องของมูลนิธิอุทยานฯ ที่ พลเอกอุดมเดช รมช.กห.ดำเนินการมาตอนที่เป็น ผบทบ. แล้วเริ่องนี้ไม่เกี่ยวกลาโหม ผมคงไม่ต้องลงไปดูอะไรหรอก เพราะปกติเรื่องที่เกี่ยวข้อง หรือรายงานมส กว่าเรื่องจะมาถึงตนก็ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ และต้องผ่าน ปลัดกลาโหมก่อน
แต่นี่ หาก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ไม่ติดขัดอะไร เขาก็ทำของเขาไป ในส่วนของทบ.เขา
เมื่อถามว่า มั่นใจ 100% หรือไม่ว่าโครงการอุทยานราชภักดิ์ไม่มีการทุจริต พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมไม่เห็นมีใครไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ผมจะไปยืนยันได้ยังไง เพราะผมไม่ใช่คนดำเนินการ แต่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นคนทำ ตอนเป็น ผบทบ. ซึ่งท่านก็บอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย ผมชี้แจงได้ทั้งหมด ครับ แล้วจะเอาอะไรอีกหล่ะ
ส่วนกรณีที่ ฝ่ายการเมือง และ พล ต อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ออกมาโจมตี ทหารทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์นี้ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า พูดอะไรก็พูดได้ ไม่รู้เรื่องแล้วพูดได้ไง ทำไมผมจะไม่ดูแล ผมดูแลอยู่ อย่าพูดลอย ๆ
"ผมทำอะไรเสียหาย ทหารทำอะไรเสียหาย ไว้ให้"มีรธน.มีเลือกตั้ง แล้วก็ฝากดูแลบ้านเมืองกันให้ดีก็แล้วกัน อย่าให้ทหารต้องเดือดร้อนออกมาอีก".
พลเอก ประวิตร กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองหาช่องโจมตี แต่เขามีการดูแล มีกรรมการดูแล ตรวจสอบได้ และเขาพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว แต่ไม่ได้มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ
"พวกผมไม่เล่นการเมือง ไม่ต้องมาโจมตีหรอก ทหารไม่มีข้อขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น อย่าโจมตี ทุกวันนึ้ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ชาติมั่นคง นายกฯเหนื่อยทุกวัน แล้วจะเอาอะไรอีก" พลเอกประวิตร กล่าว
พลเอกประวิตร ในฐานะ รมว.กลาโหม เผยว่า ได้ลงนามคำสั่งอนุมัติให้"พลตรี ส" ลาออกจากราชการทหาร ตามที่ได้ยื่นใบลาออกแล้ว
ส่วนจะมีทหารคนไหน โดน คดี ม.112 อีกหรือไม่ นั้นพลเอกประวิตร กล่าวว่า ยังไม่รู้จะมีทหารเกี่ยวอีกหรือไม่ แต่ตอนนี้ยังไม่มี เพราะถ้าบอกว่า ไม่มี เพราะในอนาคต มีอีก ก็มาว่าผมอีก

"บิ๊กหมู"จัดให้ ทบ.สอบเอง "ราชภักดิ์"...


"บิ๊กหมู"จัดให้ ทบ.สอบเอง "ราชภักดิ์"...
ผบ.ทบ.สั่งตั้ง"คณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์” เร่งตรวจสอบทุกด้าน อย่างเร่งด่วน ให้เสร็จใน1สัปดาห์ /โฆษก ทบ. ยัน การสอบสวน อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ที่จะต้องไม่มีการบิดเบือน หากมีทหารคนใด เกี่ยวข้องกับความไม่เหมาะสม ก็จะดำเนินการ ทั้งวินัย และกฏหมาย/โฆษกทบ. เผยกลาโหม มีคำสั่งปลด"พันเอกคชาชาต บุญดี"ออกจากราชการแล้ว เพราะเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาฯ และหลบหนี
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก.ทบ.ชี้แจง กรณีอุทยานราชภักดิ์ ว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอในช่วงที่ผ่านมาหลายๆ ข้อมูลอาจยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์ที่สมบูรณ์อย่างเป็นทางการจากผู้ปฏิบัติและผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง ทำให้หลายๆ ข้อมูลนั้นอาจคลาดเคลื่อนได้ จนอาจไปมีผลต่อภาพลักษณ์องค์กรได้
ทั้งนี้เมื่อมีข้อกังวลสงสัยขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดินก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
กองทัพบก จึงได้แต่งตั้ง“คณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์” เพื่อทำการตรวจสอบการดำเนินโครงการอุทยานราชภักดิ์ในทุกด้าน อย่างเร่งด่วนแล้ว
ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชายังได้มีการขีดกรอบการทำงานไว้คือ จะพยายามทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์
"ขอให้เชื่อมั่นว่าการดำเนินการจะอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ที่จะต้องไม่มีการบิดเบือน โดยหากพบว่ามีกำลังพลไปการดำเนินการใดๆ ที่ดูไม่เหมาะสม ทบ.จะมีการดำเนินการไปตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน" พันเอกวินธัย กล่าว
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก.ทบ เผยว่า หลังจากที่มีการแจ้งข้อหาพ.อ.คชาชาติ บุญดี นั้น ทางกองทัพภาค3 ต้นสังกัด ได้เสนอขอให้มีการปลดออกจากราชการ เนื่องจากต้องหาคดีอาญาฯ และได้มีการหลบหนี ปัจจุบัน จึงได้มีคำสั่ง กห.ให้ปลดออกจากราชการแล้ว

บิ๊กหมู-บิ๊กโด่ง ภาค2......

บิ๊กหมู-บิ๊กโด่ง ภาค2......
เมื่อไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษ ทุจริต ในอุทยานราชภักดิ์... "บิ๊กหมู" เลยจัดให้ ทบ.สอบเอง ตั้งกก.สอบสวนทุกด้าน หากพบทหารทุจริตมจะโดนทั้งวินัยและกฎหมาย/ กห.ปลด" ผู้การโจ้"แล้ว ไม่ต้องรอขาดราชการ15วัน เพราะโดนคดีแล้ว
ผบ.ทบ.สั่งตั้ง"คณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์” เร่งตรวจสอบทุกด้าน อย่างเร่งด่วน ให้เสร็จใน1สัปดาห์ /โฆษก ทบ. ยัน การสอบสวน อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ที่จะต้องไม่มีการบิดเบือน หากมีทหารคนใด เกี่ยวข้องกับความไม่เหมาะสม ก็จะดำเนินการ ทั้งวินัย และกฏหมาย/โฆษกทบ. เผยกลาโหม มีคำสั่งปลด"พันเอกคชาชาต บุญดี"ออกจากราชการแล้ว เพราะเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาฯ และหลบหนี
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก.ทบ.ชี้แจง กรณีอุทยานราชภักดิ์ ว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอในช่วงที่ผ่านมาหลายๆ ข้อมูลอาจยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์ที่สมบูรณ์อย่างเป็นทางการจากผู้ปฏิบัติและผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง ทำให้หลายๆ ข้อมูลนั้นอาจคลาดเคลื่อนได้ จนอาจไปมีผลต่อภาพลักษณ์องค์กรได้
ทั้งนี้เมื่อมีข้อกังวลสงสัยขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดินก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
กองทัพบก จึงได้แต่งตั้ง“คณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์” เพื่อทำการตรวจสอบการดำเนินโครงการอุทยานราชภักดิ์ในทุกด้าน อย่างเร่งด่วนแล้ว
ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชายังได้มีการขีดกรอบการทำงานไว้คือ จะพยายามทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์
"ขอให้เชื่อมั่นว่าการดำเนินการจะอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ที่จะต้องไม่มีการบิดเบือน โดยหากพบว่ามีกำลังพลไปการดำเนินการใดๆ ที่ดูไม่เหมาะสม ทบ.จะมีการดำเนินการไปตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน" พันเอกวินธัย กล่าว
พันเอกวินธัย ยัง เผยว่า หลังจากที่มีการแจ้งข้อหาพ.อ.คชาชาติ บุญดี นั้น ทางกองทัพภาค3 ต้นสังกัด ได้เสนอขอให้มีการปลดออกจากราชการ เนื่องจากต้องหาคดีอาญาฯ และได้มีการหลบหนี ปัจจุบัน จึงได้มีคำสั่ง กห.ให้ปลดออกจากราชการแล้ว

ดัชนีการคอรัปชั่นในกองทัพ

“ดัชนีคอร์รัปชันในกองทัพ” 

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้เผยแพร่ “รายงานดัชนีการป้องกันคอร์รัปชันในกองทัพ” (Government defence Anti – Corruption Index - GI) เมื่อ 4 พ.ย. 2558 

โดยจัดให้ไทยอยู่ในระดับ E คือ จัดว่ามีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดคอร์รัปชันในกองทัพ (ทั้งหมดมี 5 อันดับ คือ A – F โดย A ถือว่าดีที่สุด และ F แย่ที่สุด)

ตอนท้ายของรายงานได้แสดงความเห็นไว้ว่า “ในทางปฏิบัติมักพบว่า บรรดา “นายหน้า” ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างกันเรียบร้อยแล้ว (ล็อคสเปค - ผู้เขียน) ก่อนที่รัฐมนตรีฯ กลาโหมจะได้รับทราบคำขอจัดซื้อของรายการนั้นๆ เสียอีก พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้การจัดซื้อมีต้นทุนสูงกว่าที่ควรถึงร้อยละ 30 - 40

รายงานนี้มีทั้งหมด 102 หน้า ประกอบด้วยผลการสำรวจใน 5 ประเด็น คือ 1.Political 2.Finance  3.Personnel 4.Operation 5.Procurement แต่ละประเด็นจะมีหัวข้อย่อยลงไปอีก

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม  http://government.defenceindex.org/countries/thailand/

.........ทั้งหมดแล้วแต่ดุลยพินิจของท่านผู้อ่านครับ.......

อองซานซูจี อำนาจเหนือปธน.พม่า

พม่า : เมื่อ ออง ซาน ซูจี ประกาศ “ขออยู่เหนือกฎหมาย”  แค่เริ่มต้นก็ไม่เป็น ประชาธิปไตยแล้ว  

โดยซูจีได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน TIME ที่บ้านพักริมทะเลสาบของเธอ ว่า 

“ ฉันจะจัดตั้งรัฐบาล และจะมีประธานาธิบดีที่ทำงานนโยบายของพรรค NLD สำหรับตำแหน่งของเธอนั้นจะอยู่เหนือ ประธานาธิบดี  ฉันได้วางแผนไว้แล้ว” 
http://time.com/4101057/aung-san-suu-kyi-burma-myanmar-elections-nld/
Myanmar: Aung San Suu Kyi declares herself above the law...

การประกาศตัวเองว่าจะอยู่เหนือประธานาธิบดี  ย่อมหมายถึงการประกาศว่าตัวเองจะอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ “เผด็จการ”ทำ และไม่ได้อะไรที่เป็นประชาธิปไตยเลย 

นี่ยังไม่รวมถึงการที่ ซูจีและบริวารกลุ่มหัวรุนแรงฆ่าล้างเผ่า " ม็อบผ้าเหลือง" ( saffron mobs ) ซึ่งเป็นกลุ่ม นิยมพุทธสุดโต่งที่กีกกันมุสลิมโรฮิงญานับล้านคนออกจากการเลือกตั้ง โดยซูจีประกาศห้ามไม่ให้คนมุสลิมในพรรค NLD ลงรับสมัครการเลือกตั้ง 

ซูจี คือ ทักษิณ เวอร์ชั่นพม่า ที่ได้รับการสนับสนุนจากตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบทั้งเรื่องสื่อตะวันตกที่ประสานเสียงขานรับและ NGO จอมปลอมต่างๆที่ได้รับการสนับสนุนจากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งมีวาระทางการเมือง เพื่อขายประเทศใหักับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ Fortune 500  ที่ต้องการเข้ามากอบโกยทรัพยากรของพม่า และรวมถึงการบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของเธอ  

เธอได้รับการประกาศอย่างเปิดเผยว่าเป็นสิ่งที่เธอกำลังจะทำว่าเธอจะอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาที่อัปยศ  และในขณะที่หลายคนพยายามที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญของพม่าพยายามกีดกันซูจีออกจากการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมกับเธอนั้น 

ในเรื่องนี้เกือบทุกประเทศมักจะมีข้อกำหนดที่เข้มงวดในการคัดเลือกบุคคลมาบริหารประเทศ และย่อมไม่ให้นอมินีของต่างชาติมาบริหารประเทศ  เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ของชาติ 

>>>>  
Myanmar: Aung San Suu Kyi declares herself above the law...

Via TIME:

“I will run the government,” Suu Kyi said at a press conference outside her lakeside villa in Burma’s commercial capital, Rangoon. “And we will have a President who will work in accordance with the policies of the NLD.” What will her position be? “Above the President,” Suu Kyi responded. “I have already made plans.”

http://time.com/…/aung-san-suu-kyi-burma-myanmar-elections…/

Declaring yourself "above the president" also means you are declaring yourself above the law - which is what all dictators do - and is in no way, shape, or form legitimate, let alone "democratic."

This is in addition to Suu Kyi and her ultra-violent, genocidal "saffron" mobs who disenfranchised nearly a million Rohingya voters BEFORE the election...

She is Myanmar's Thaksin Shinawatra, complete with absolute backing from Washington, Wall Street, and London, fake foreign-funded NGOs and media operations propping up her political agenda, aspirations to sell out the country to the Fortune 500, and of course the unflinching ability to crush her political opponents.

She has openly announced that is what she is going to do. Shameless criminality. And while many try to say the law preventing her from being president is strange, almost every country has strict requirements for their highest offices specifically to prevent people tied to foreign interests from obtaining power.

2ผู้นำจีนไต้หวันคุยอะไรกัน

11112558  จับมือครั้งประวัติศาสตร์แล้ว สองผู้นำจีนแอบคุยอะไรกัน?
โดย : กาแฟดำ    

ความสำคัญของการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง “นายสีจิ้นผิง” กับ “นายหม่าอิงจิ่ว”

ที่มาจากคนละฝั่งของช่องแคบไต้หวัน เมื่อวันเสาร์ที่สิงคโปร์นั้น นอกจากภาพจับมือออกสื่อทั่วโลก ต้องดูเนื้อหาของการประชุมระหว่างผู้นำปักกิ่งกับไต้หวันด้วย

คำถามใหญ่ก็คือว่านอกจากจับมือที่ยาวนาน 70 วินาที และคำกล่าวแถลงของหม่าอิงจิ่วยาว 7 นาทีกับของสีจิ้นผิง 3 นาทีแล้ว ทั้งสองแลกเปลี่ยนหัวข้ออะไรกันบ้าง?

เพราะเนื้อหาสาระต่างหากที่ตัดสินว่าการพบกันครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพหรือความตึงเครียดเพิ่มเติม

ผมจับประเด็นได้อย่างน้อย 7 ข้อของการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำปักกิ่งกับไต้หวันคือ

1. ข้อตกลงเมื่อปี ค.ศ. 1992 ที่เรียกว่า “ความเห็นร่วมข้ามช่องแคบไต้หวัน” ที่เห็นพ้องต้องกันว่าโลกนี้มี “จีนเดียว” เท่านั้น 
ปัญหาอยู่ที่ว่าแม้ทั้งสองฝ่ายตกลงว่ามี “จีนเดียว” แต่การตีความของปักกิ่งกับไทเปไปกันคนละทาง เพราะต่างก็ตีความเข้าข้างตนเอง ทำให้ต้องมีการประชุมแบบกึ่งทางการในปีต่อมา แต่ก็ไม่ได้ข้อตกลงอะไรชัดเจน จนทำให้หม่าอิงจิ่วพูดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า “เอกสารชิ้นนี้เป็นสุดยอดแห่งความคลุมเครือ” เพราะท้ายสุดอยู่ที่ว่าใครจะตีความอย่างไรก็เข้าข่าย “เห็นพ้องกัน” อยู่ดี

2. ข่าวบอกว่าผู้นำไต้หวันเสนอให้มีการติดตั้ง “สายร้อน” หรือ hotline ระหว่างหัวหน้าสำนักงานกิจการไต้หวันของปักกิ่ง กับสำนักงานกิจกรรมแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน ทำให้ผมสงสัยว่าสองผู้นำไม่คุยกันทางมือถือเป็นระยะๆ ก่อนจะนัดพบกันครั้งนี้หรือ? หรือ hotline สายทางการเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการแสดงความใกล้ชิดกันมากขึ้นเท่านั้น?

3. หม่าอิงจิ่วบอกสีจิ้นผิงว่าปักกิ่งยัง “โดดเดี่ยว” ไต้หวันต่อเนื่องในเวทีระหว่างประเทศ ขอให้ลดการกดดันประเทศและองค์กรระหว่างประเทศอื่นต่อไต้หวันได้หรือไม่? ดูเหมือนผู้นำจากแผ่นดินใหญ่จะแสดง “ความเข้าใจ” และบอกว่าขอให้ไต้หวันทำอะไรก็ทำไปเพียงแต่อย่าได้ฝ่าฝืนหลักการ “จีนเดียว” ก็พอ...เท่ากับว่ายังต้องตีความกันต่อว่า “จีนเดียว” ตามนิยามของฝ่ายใด?

4. สีบอกหม่าว่ายินดีที่ไต้หวันจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก ของธนาคารแห่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือ Asia Infrastructure Investment Bank (AIIB) ที่ปักกิ่งเป็นหัวหอกทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้จีนเคยบอกว่าจะไม่ให้ไต้หวันมาร่วมวงด้วย

5. ไต้หวันยกประเด็นละเอียดอ่อนที่เป็นเรื่องเป็นราวมาตลอด นั่นคือการที่จีนแผ่นดินใหญ่เอาหัวจรวดขีปนาวุธหันมาทางไต้หวัน สีบอกหม่าว่าไม่ต้องห่วง เพราะเป้าของอาวุธร้ายแรงเหล่านั้นไม่ใช่ไต้หวัน แต่ไม่บอกว่าเป็นประเทศใด

6. จีนบอกว่าจะเร่งกระบวนการตั้งสำนักงานถาวรของตนในไต้หวัน และให้ไต้หวันตั้งสำนักงานลักษณะเดียวกันนี้บนแผ่นดินใหญ่ เพราะแม้จะมีข้อตกลงกันแล้วเมื่อปีก่อนหลังการประชุมระดับเจ้าหน้าที่สองฝ่าย แต่ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร...มาคราวนี้เมื่อระดับสูงสุดของสองฝ่ายพบกันแล้ว ก็จะเร่งฝีเท้าในประเด็นนี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสานสัมพันธ์กันอย่างเป็นรูปธรรม

7. ข้อนี้ดูเหมือนจะสำคัญที่สุด เพราะมีคำถามว่าสีจิ้นผิงเจอหม่าอิงจิ่วแล้ว ไม่ว่าจะตกลงอะไรกัน จะมีอะไรรับรองว่าจะสามารถเกิดผลในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ในเดือนมกราคมนี้ทำให้พรรคฝ่ายค้านได้บริหารประเทศ อย่างนี้มิทำให้ทุกอย่างพลิกไปอีกด้านหนึ่งหรือ?

ผมชอบคำตอบของประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่วต่อนักข่าวเมื่อถูกถามประเด็นสำคัญข้อนี้ แกบอกว่า

“ผมอาจจะมีเวลาเหลือในตำแหน่งอีกหกเดือน แต่ท่านสีจิ้นผิงยังมีเวลาอีกตั้ง 7 ปี... ดังนั้นผลจากการสร้างสัมพันธ์ใหม่ระหว่างเราจะยังดำเนินไปอีกยาวนานครับ...”

แต่ถ้าถามนางใช่อิงเหวิน ตัวแทนพรรค Democratic Progressive Party (DPP) ที่เป็นฝ่ายค้านอยู่ขณะนี้แต่เป็นตัวเก็งที่จะชนะการเลือกตั้ง, คำตอบอาจจะเป็นว่า

“หม่าอิงจิ่วไม่มีสิทธิ์สร้างข้อผูกพันกับสีจิ้นผิงเกินกว่าหกเดือนที่ตัวเองมีอำนาจอยู่ หลังจากนั้นต้องขึ้นอยู่กับผู้นำคนต่อไปของไต้หวัน...”

ดังนั้นแม้จะเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ตรงช่องแคบไต้หวันยังมีเรื่องสนุกและต้องลุ้นกันอีกมาก

เพราะมีคนต้องการจะแย่งเขียนบทต่อไปอีกหลายคน!
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636083#sthash.xjw3i0Yu.dpuf

ข้อมูลดิบจาก แฟ้มข่าว สุทิน วรรณบวร กรณีเลือกตั้งพม่า

ข้อมูลดิบจากแฟ้มข่าว เกี่ยวกับการเลือกตั้งเสรีพม่าที่ อเมริกาชื่นชม
1.ชาวพม่าทั้งแรงงานถูกกฎหมาย แรงงานเถื่อน และกลุ่มเคลื่อนทางการเมืองที่หนีตายจากการกวาดล้างกลุ่มต่อต้านรัฐบาลพม่าตั้งแต่ปี 2531 ที่เรียกกันว่า (8888 Generation) อยู่ในเมืองไทยประมาณ 2.5 ล้านคน ขอลงทะเบียนเลือกตั้งประมาณ 10,000 คน แต่ได้เลือกตั้งจริง 622 คน

2. พม่ารุ่น 8888 ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าจนถูกฆ่าตายหลายพันคน ว่ากันว่ากว่า 3,000 หนีเข้ามาประเทศไทย 20,000 กว่าคนส่วนใหญ่อยู่กับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ (ชนกลุ่มน้อย) กะเหรี่ยง มอญ คะยา ว้า ไทยใหญ่ ฯลฯ บิกจิ๋ว ส่งกลับให้พม่าปี 2532- 2533 หลายพันคน การส่งกลับคราวนั้นเป็นชนวนให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ไม่พอใจมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งนางอองซาน ซูจี ที่มีแนวคิดแบบตะวันตกสุดโต่ง เธอไม่ปลื้มประเทศไทยและกระเดียดไปทางเกลียดชังเอามากๆ ส่วนคนรุ่น 8888 อีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 4,000 คนเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอยู่ในเมืองใหญ่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แม่สะเรียง แม่สอด ฯลฯ กลุ่มนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ UHNCR ประมาณ 2,500 คนได้ตั้งรกรากในประเทศที่สามแล้ว ส่วนที่เหลือยังเคลื่อนไหวอยู่ในเมืองไทย นักสู้เพื่อประประชาธิปไตยกลุ่มนี้เพลินอยู่กับสิทธิที่ได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR และตะวันตก ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเช่นกัน

ส่วนคนรุ่น 8888 ที่ต่อสู่เพื่อประชาธิปไตยจนติดคุกติดตะรางนานกว่านางอองซาน ซูจี ที่อยู่ในร้างกุ้ง เช่นนายมิงโกนาย นายโกโกยนยี หรือ เหนียว เหนียว ติน ประสงค์จะลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคเอ็นแอลดี แต่ถูกปฏิเสธ บางคนต้องจำใจลงสมัครอิสระ อนึ่งคนรุ่น 8888 ที่ต่อสู้เพื่อนางอองซาน ซูจี เคยก่อเหตุร้ายในประเทศมาแล้วหลาครั้งเช่น เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2532 จี้เครื่องบินโดนสารพม่ามาลงจอดทีสนามบินอู่ตะเภา บุกยึดสถานทูตพม่าวันที่ 1 ต.ค. 2542 และยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2543

3.การเลือกตั้งเสรีประชาธิปไตย ภายใต้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจทหารเหนือนักการเมืองที่มาจากเลือกตั้งเช่น 1,ทหารมีโควตา 25% ในรัฐสภา 2. ใครชนะเลือกตั้งก็แล้วตามสิทธิและอำนาจในการแต่งตั้งรัฐมนตรีกลาโหม มหาดไทย และรัฐมนตรีกระทรวงกิจการชายแดน อยู่ในมือของผู้บัญชาการทหารสูงสุด 3. ในกรณีเกิดร้าย ก่อความไม่สงบ เหตุรุนแรงที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกในชาติให้ ผู้บัญชาทหารสูงสุดเป็นผู้ใช้รัฎฐาธิปัตย์แทนรัฐบาล 4. ผู้ที่ผัวหรือลูกเมียเลียรางเป็นคนต่างด้าวชาวต่างแดนเป็นประธานาธิบดีไม่ได้
การแต่ตั้งประธานาธิบดี ให้ทหารคัดเลือกมาหนึ่งคน สภาล่างคัดเลือกมาหนึ่งคน สภาสูงคัดเลือกมาหนึ่งคน ก่อนที่รัฐสภาซึ่งรวมกันแล้ว 664 คน เลือกหนึ่งในสามขึ้นมาเป็น ประธานาธิบดี สองคนที่เหลือเป็นรองตามลำดับ

สภาแห่งรัฐ คือเหมืนสภาจังหวัดบ้านเรา กันตั้งกันอยู่เสรี แต่นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐ คือเหมือนผู้ว่าราชการบ้าน ทั้ง 14 รัฐ ต้องได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี
ข้อมูลนี้อาจเป็นประโยชน์แก่พวกโหนกระแสเลือกตั้งพม่า ว่าต้องการรัฐธรรมนูญแบบพม่าท่านมีชัยคงจัดให้ไม่ยาก

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

'ถาวร' หนุนระบบเลือกตั้งเยอรมัน ชง กาบัตร 2 ใบ


'ถาวร' หนุนระบบเลือกตั้งเยอรมัน ชง กาบัตร 2 ใบ
.
นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนตามแนวคิดของ กรธ.ว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่ทางแก้ปัญหาการซื้อเสียง เพราะหากยังไม่มีการคิดถึงแนวทางป้องกันที่จะชี้ให้เห็นพิษภัยการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ถ้ายังไม่ให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีได้ ก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งระบบเยอรมันที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คิดไว้ น่าจะเป็นเหตุผลมากกว่าแบบจัดสรรปันส่วนผสม เช่นเดียวกับการใช้บัตรควรมี 2 บัตร คือผู้สมัคร ส.ส.เขต และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ น่าตอบคำถามได้มากกว่า จึงอยากให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.พิจารณาตรงนี้ให้รอบคอบ
.
ส่วนกรณีจำนวน ส.ส.ระบบเขต 350 นั้น นายถาวร กล่าวว่า น่าจะคำนวณที่ประชากร 1.7 แสนคน ต่อ 1 ส.ส.เขต จะดูแลประชาชนได้ทั่วถึง โดยใช้แบบ 6 ภาคทั่วประเทศ สำหรับ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน น่าจะใช้ระบบโอเพ่นลิสต์ เพราะไม่ได้ทำให้พรรคอ่อนแอ แต่จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และเป็นการให้ประชาชนสามารถเลือกคนที่ต้องการเอง และเป็นการขจัดนายทุน ดังนั้นคนที่มีความรู้ความสามารถจึงไม่ต้องกลัว
.
นอกจากนี้ นายถาวร ยังกล่าวถึงกรณี ที่ กรธ.จะเพิ่มจำนวน กกต.จาก 5 คน เป็น 7 คน และทำงานเป็นรูปคณะกรรมการมากกว่าการแบ่งงานเป็น 5 ด้าน ว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเนื้องานจะเข้มข้นขึ้น ที่ผ่านมา กกต.ตั้งรับในการทำหน้าที่ คือรอให้คนมาร้องเรียนก่อนถึงจะทำงาน และตนยืนยันว่า กกต.จังหวัดบางแห่ง สามารถซื้อความถูกต้องได้ จึงจำเป็นที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการร้องเรียน หรือนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ จึงต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ส่วนวาระน่าจะอยู่แค่ 5 ปี น่าจะพอ เพราะอาจสร้างอิทธิพลได้
.
นายถาวร กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการรวมศาลรัฐธรรมนูญไว้ในหมวดศาลนั้น เพราะได้บทเรียนจากการที่ นปช.และคนในระบอบทักษิณ ไม่ยอมรับในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาขัดขวางต่อต้าน เป็นเหตุให้กระบวนการของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่เขียนให้คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันต่อทุกองค์กรต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นการเอาศาลรัฐธรรมนูญมาอยู่ในหมวดศาล ถือเป็นเรื่องที่ดี จะเกิดประโยชน์ที่จะทำให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิ์
(10 พ.ย. 2558)
.
ขอบคุณข้อมูลจาก : ไทยรัฐออนไลน์
‪#‎DemocratTH‬#ประชาธิปัตย์

"บิ๊กติ๊ก"ปลัดฯกลาโหม เผย ได้หนังสือลาออก ของ พลตรี เพื่อนรัก "พันเอกคชาชาต" แล้ว



"บิ๊กติ๊ก"ปลัดฯกลาโหม เผย ได้หนังสือลาออก ของ พลตรี เพื่อนรัก "พันเอกคชาชาต" แล้ว ขณะเจ้าตัว เงียบหาย ข่าวลือตรึม /ระบุ "พันเอกคชาชาต" ออกนอกประเทศ โดยไม่ขออนุญาต ผบ.เหล่าทัพ -รมว.กห.ต้องถูกสอบสวนผิดวินัย เผยรอผลสอบฯ ขาดราชการ จากกองทัพภาค3 เล็งปลดออก หากหายไปเกิน15 วัน ภายใน17พย./กก.สอบสวน ทัพ3 ยัน ออกนอกประเทศ ด่านแม่สอด 06.35 น.31ตค.
บิ๊กติ๊ก พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่า พันเอกคชาชาต บุญดี ฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 ทำผิดวินัยของการขาดราชการ ตามระเบียบต้องมี การตั้งคณะกรรมการสอบวินัย เมื่อขาดราชการเกิน 7 วัน
อีกทั้ง ตามระเบียบข้าราชการทหาร หากจะเดินทางออกนอกประเทศ ต้องทำหนังสือขออนุญาต ถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ ต้นสังก้ด และรมว.กลาโหม เป็นการล่วงหน้า ด้วย
นอกจากนี้ พลเอกปรีชา ยังยอมรับว่า นายทหารยศพลตรี อีกคนที่ถูกพาดพิง และเป็นเพื่อนสนิท ของ พันเอกคชาชาต นั้น ได้ทำหนังสือลาออก และส่งมาถึงกระทรวงกลาโหมแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แล้ว และอยู่ระหวางการพิจารณา ของกระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้ มีรายงานว่า พลตรี คนดังกล่าว หายตัวไป ตั้งแต่ยื่นหนังสือลาออก ไม่มีใครติดต่อได้ จนเกิดข่าวลือหลายกระแส
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก ทบ. กล่าวว่า ตามระเบียบการขาดราชการ เกินกว่า 7 วัน จะต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย และหากขาดราชการเกิน 15 หน่วยงานต้นสังกัดจะต้องพิจารณาเรื่องการปลดออกจากราชการทหาร
แต่ต้องดูว่ากองทัพภาคที่ 3 พิจารณาในประเด็นใดว่าเป็นการขาดราชการเพราะติดต่อไม่ได้หรือขาดราชการเพราะหนีคดีอาญา
ทั้งนี้ พลโทสมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาค 3 ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยพันเอกคชาชาต หลังขาดราชการเกิน 7 วัน เนื่องจากไม่ได้มาทำงาน ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และไม่ได้ทำหนังสือขอลาราชการหรือแจ้งหนังสือ ซึ่งถือว่าเป็นการขาดงาน ซึ่งหากขาดราชการนาน ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน และหากถึงวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ โดยไม่มีการติดต่อกลับมาจะมีผลให้ต้องถูกปลดออกจากราชการ
โดยคณะกรรมการสอบสวน ของกองทัพภาคที่ 3 มี พลตรีคู่ชีพ เลิศหงิม รองแม่ทัพภาค 3 เป็นประธาน ได้ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอน
โดยคณะกรรมการสอบสวนฯได้ไปตรวจสอบข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สอด จ.ตาก เพื่อขอยืนยัน ทั้งหลักฐานว่า พันเอกคชาชาต ได้เดินทางออกนอกประเทศ ไปจริง เมื่อเช้าวันที่ 31 ตุลาคม เวลา06.35 น.
จากนั้นคณะกรรมการได้นำข้อมูลทั้งหมดรวบรวมแล้วส่งเรื่องทั้งหมดให้กับกองทัพบกเพื่อพิจารณา
ทั้งนี้ตามขั้นตอนของระเบียบราชการทหาร หากกำลังพลต้องคดีอาญา ความผิดในกฏหมายมาตราที่ร้ายแรง จะต้องถูกเสนอชื่อให้ปลดออกจากราชการ และเสนอถอดยศด้วย
ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่การเสนอเรื่องขึ้นมาจากต้นสังกัด เพื่อให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณา

รามาฯแถลงการณ์ฉบับ2 ‘ปอ-ทฤษฎี’ ฟอกไตต่อเนื่อง ความดัน-ออกซิเจนต่ำ-ยังวิกฤต



วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เวลา 18:08 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 36180 คน
 เวลา 17.30 น. วันที่ 11 พ.ย. โรงพยาบาลรามาธิบดี ออกแถลงการณ์ เรื่อง ชี้แจงอาการป่วยของ นายทฤษฎี สหวงษ์ (ปอ) ฉบับที่ 2 โดยมีใจความว่า ความคืบหน้าอาการป่วยของนายทฤษฎี สหวงษ์ (ปอ) คณะแพทย์ขอแจ้งอาการป่วย นายทฤษฎี สหวงษ์ (ปอ) ดังนี้ อาการโดยทั่วไปสามารถควบคุมอาการเลือดออกได้ แต่ยังต้องได้รับเลือด และส่วนประกอบของเลือดอยู่เป็นระยะ ส่วนภาวะไตวายเฉียบพลันยังคงที่ และยังต้องใช้เครื่องฟอกไตอยู่อย่างต่อเนื่อง

 ในช่วงบ่ายของวันนี้ ผู้ป่วยยังคงมีความดันโลหิตต่ำเป็นระยะๆ ซึ่งต้องใช้ยากระตุ้นความดันโลหิตขนาดสูง และมีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ จำเป็นต้องใช้เครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ (Extracorporeal Membrane Oxygenator: ECMO)

'สร้างกระแส' ชน 'สร้างประเทศ' เปลว สีเงิน


11112558 'สร้างกระแส' ชน 'สร้างประเทศ' เปลว สีเงิน
เห็นกรี๊ดกร๊าด ตีข่าวกันยกใหญ่ ว่ารัฐบาลจะยุบ "ขุมทรัพย์-น้ำเลี้ยง" ที่ทักษิณตั้งไว้ตามห้างให้บริวารในเครือข่ายไปนั่งกินเงินเดือนคนละหลายแสน
อะไรล่ะ...ก็ที่เจ้าที่ปรึกษาหูกระต่ายเคยใช้เป็นที่สถิต ตั้งชื่อไว้ซะหรู?
"สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้" หรือ OKMD ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC อุทยานการเรียนรู้ ทีเค-ปาร์ก และมิวเซียมสยาม นั่นแหละ
ผลประชุม ครม.เมื่อวาน (๑๐ พ.ย.๕๘) ยังไม่ยุบ!
นายกฯ ประยุทธ์บอก ให้ ก.พ.ร.ประเมินผลงานและบุคลากร ภายใน ๓-๖ เดือน ว่า...
"ใช้งบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่"?
ความจริง การตรวจสอบการใช้เงินหลวงตามองค์กรต่างๆ รัฐบาล คสช.ไล่ตรวจสอบมาเรื่อยๆ ทีละแห่ง-สองแห่ง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เป็นสิ่งควรทำด้วยซ้ำ
โครงการ "อีลิต การ์ด" อีกแห่ง เหมือน "ข้าวเน่า" คาโกดัง!
เป็นความเลวร้ายที่ทักษิณทิ้งไว้ ทุกรัฐบาลต้องแบกภาระจ่ายทุกเดือน ชนิดมีผลได้ -๐
ก็ไม่มีรัฐบาลไหนรู้สึก-รู้สา คงเพราะไม่ใช่เงินพ่อ-เงินแม่ของใคร หากแต่เป็นเงินหลวง เงินภาษีประชาชนจ่าย จะต้องทุกข์ร้อนไปทำไม ประมาณนั้น
ต่อจากเรื่องเรียนรู้-เรียนไม่รู้.......
หวังว่ารัฐบาล คสช.จะหยิบเรื่องอีลิต การ์ดมาตัดสินใจ จะจ่ายชดเชยกันยังไง ก็ไปหาทางให้จบ แล้วเลิกกันที
ดีกว่าคาปัญหาไว้ ผลาญเงินหลวงเปล่าทีละเดือนชนิดไม่มีจุดสิ้นสุด เหมือนค่าข้าวเน่า ที่ต้องจ่ายค่าเช่าโกดังทุกเดือน
การอ้างสังคมตั้งองค์กร-หน่วยงาน แล้วเอาเงินไปผลาญ-ไปสุมหัวกินกัน โดยไม่คุ้มประโยชน์ที่ได้ ถ้าสำรวจกันจริงๆ ทั้งหมด
ปีๆ ไม่เป็นแสนล้านหรือ?
แต่ดูเหมือนแตะองค์กร-หน่วยงานไหน จะมีองครักษ์พิทักษ์หม้อข้าว ออกมาสวมหน้ากากคนดีศรีสังคม ตีเกราะ-เคาะไม้ สร้างข่าว-สร้างประเด็น ผ่านสื่อต่างๆ ให้เห็นเป็นทิศทางว่า
นี่เสียงชาวบ้านนะ...นี่งานสร้างสรรค์สังคมนะ!
ความจริง แค่พวก "เรียนมาก-สูงเล่ห์" ที่สิงหากินอยู่กับงานฉาบฉวยนั้น ไม่กี่คน-กี่แก๊งหรอก
เพียงฉลาดในการใช้วิชาการแบบซับซ้อนด้วยเล่ห์ รู้ว่ายุคนี้เป็นยุค "สื่อสารครองโลก"
ก็ใช้ความฉลาดนั้นประดิษฐ์คำ-สรรค์ประเด็น-สร้างภาพ ใช้ระบบไอที สร้างกระแสเป็นร้อย-เป็นพัน ผ่านเว็บ ผ่านโซเชียล มีเดีย รับกันเป็นทอดๆ จนดูเหมือน
"สังคมเดือด"!
ชาวบ้านจริงๆ น่ะ นอนหลับไม่รู้-นอนคู้ไม่เห็นหรอก ให้ไปถามชาวบ้านร้อยคนว่า รู้จัก OKMD, TCDC, TK-PARK มั้ยว่ามันคืออะไร?
ทั้งร้อย อาจย้อนถาม...
"รถไถนายี่ห้อใหม่หรือ?"
ในความเห็นผม เจ้าหน่วยงานพัฒนาองค์ความรู้เหล่านี้ มันมีซ้ำๆ ซ้อนๆ อยู่แล้วในหลายที่ หลายหน่วยงาน
ถ้าต้องการสร้างความรู้ให้ประชาชนจริงๆ ไม่แอบจิตตั้ง หวังเอางบมากินกันแบบกระจัด-กระจายไปทั่วละก็
ผมว่า ไม่ต้องยุบหรอก.....!
ให้รัฐบาลเชิญเหล่าปัญญาชน มากด้วยอุดมคติเพื่อสังคมชาติที่ทำมาหากินอยู่กับองค์กรนั้น มาร่วมคิดด้วยกัน
คิด...ด้วยการรวบรวมงานที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งมีกระจัดกระจายไปทั่ว มาจัดหมวดหมู่เข้าด้วยกัน
ดูซิว่า อะไรจะยุบรวมกับอะไร ตรงไหนดีอยู่แล้วควรสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น
และแต่ละแห่ง จะทำยังไงให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง-ได้ง่าย มากกว่าระเห็จไปตั้งอยู่บนยอดห้าง เฉพาะค่าเช่าไม่ตกเดือนละเป็นล้านๆ หรือ?
ตัวนำแต่ละคน ฟาดเงินเดือนกันเป็นแสนๆ ถึง ๕ แสนก็คงมี!
แล้วตอบด้วยจิตวิญญูชนซิว่า........?
ตั้งแต่ทำมา มีคนเรียนรู้อะไรจากตรงนี้ วัดผลได้เป็นเนื้อเป็นหนัง มากกว่าให้พวกสังคมหรู "เสพติดห้าง" กลุ่มหนึ่ง......
เข้าไปนั่งตากแอร์ เมื่อเทียบกับงบประมาณก้อนโต ที่ต้องจ่ายไปแต่ละปี?
เนี่ย...ถ้าเจตนาเพื่อสังคมจริงละก็ มาช่วยกันระดมคิดตรงนี้ให้ตกผลึกก่อน
แล้วนำผลึกนั้นไปต่อยอดสังคมชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านนำความรู้นั้นไปต่อยอดชีวิตเขาในการดำรงอยู่ได้บ้าง
ไม่ใช่เพื่อพวกที่สิงโครงการอยู่ มีกิน!?
เห็นข่าวแว็บๆ มีอดีตรัฐมนตรีหญิงยุคทักษิณที่เกี่ยวโครงการนี้ ออกมาจีบปากถาม "รัฐบาลต้องการพาประเทศไปทางไหนกันแน่?"
วุ้ย...คมจัง
รัฐบาลเขาคงพาประเทศให้หลุดจาก "ปลิงพันธุ์ทักษิณ" ที่ฝังเขี้ยวดูดเลือดประเทศกินหน้าด้านๆ นั่นกระมังจ๊ะ?
พอดีมีคนละเรื่องเดียวกัน โดยกัลยาณชนที่ชิดเชื้อกันทางใจ อีเมล์มาให้ผมเมื่อวาน ช่วยกันอ่านหน่อยนะ
เรียน คุณเปลว สีเงิน ที่นับถือ
ตามที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยบอกแก่ผู้สื่อข่าว ถึงคดีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า
ควรใช้กระบวนการทางคดีต่อศาลแพ่ง เพราะศาลฎีกาเคยบอกว่าใช้ได้ นั้น
ปัญหามีว่า เจ้าหน้าที่รัฐทำละเมิด ฟ้องต่อศาลแพ่งได้หรือไม่
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแขวงธนบุรี มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง และคดีอื่นใด ที่มิใช่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น
พระราชบัญญัติความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
การทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำให้รัฐต้องเสียหายกว่าห้าแสนล้านบาท ผู้เสียหาย (รัฐ) มีอำนาจฟ้องต่อศาลปกครอง เรียกค่าสินไหมทดแทนฐานทำละเมิด ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง
ศาลปกครอง เป็นศาลยุติธรรมอื่น ตามความในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19 ท้ายวรรคหนึ่ง
ผู้เสียหายฟ้องต่อศาลแพ่งตามที่นายชูศักดิ์บอกไม่ได้ ขัดต่อกฎหมาย
ด้วยความนับถือ
เฒ่า 72
อืมมมม...ขอบคุณท่าน "เฒ่า 72" ผมเองไม่กล้าสะเออะแย้งนายชูศักดิ์ ศิรินิล หรอก
เพราะนอกจากเขาเป็นถึงระดับ "รองศาสตราจารย์" ทางกฎหมายแล้ว ยังเป็นถึงหัวคณะกฎหมายพรรคที่ประกาศ
"ไม่ยอมรับอำนาจศาล"!
ไม่เพียงแค่นั้น ยังเคยเป็นถึงรัฐมนตรี เป็นเลขาฯ นายกฯ "ผัวเจ๊แดง" และเป็นถึงอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ๒ สมัยติด
คนระดับนี้........
จะถูกโมหะด้วยอามิสครอบงำ นำกฎหมายมาบิดพูด หรือนำข้อเท็จจริงทางกฎหมายมาพูดครึ่งเดียว ให้สังคมสับสน เพื่อฝ่ายตนได้ประโยชน์ อย่างนั้น จะได้อย่างไร?
ที่พูดอย่างนั้น.......
คงกำลังฝันว่าทักษิณยึดประเทศสถาปนาแดงทั้งแผ่นดินไปแล้ว อยากใช้กฎหมายแบบไหนก็ได้ตามใจชอบ คงประมาณนั้น
เฮ้อ...วันนี้ ไม่เป็นโล้-เป็นพาย ไปก่อนละ.

ศาลอุทธรณ์ริบทรัพย์'สุพจน์'อดีตปลัดคมนาคม 64 ล้าน

ศาลอุทธรณ์ริบทรัพย์'สุพจน์'อดีตปลัดคมนาคม 64 ล้าน
Cr:ผู้จัดการ
MGR Online - “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” อดีตปลัดคมนาคม ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ริบทรัพย์เพิ่มเป็นจำนวนเงินกว่า 64 ล้านบาท รวมทั้งเงินฝาก 3 บัญชี และรถโฟล์ค ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ด้านทนายจำเลยเตรียมฎีกาสู้คดี
วันนี้ (11 พ.ย.) ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีริบทรัพย์ หมายเลขดำ ปช.1/2555 ที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นคำร้องเมื่อเดือน ก.พ. 2555 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, นางนฤมล หรือเพ็ญพิมล ทรัพย์ล้อม ภรรยา, น.ส.สุทธิวรรณ ทรัพย์ล้อม บุตรสาว, น.ส.สุทธาวรรณ ทรัพย์ล้อม หรือปราบใหญ่ บุตรสาว, นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ บุตรเขย และผู้ใกล้ชิดรวม 7 ราย ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และมาตรา 80 (2) ซึ่งทรัพย์สินมีทั้งสิ้น 19 รายการประกอบด้วย เงินสด 17,553,000 บาทซึ่งเป็นของกลางในคดีอาญาปล้นบ้านนายสุพจน์ หมายเลขดำ 2458/2544 ของสน.วังทองหลาง, เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ 9 บัญชี, ทองคำรูปพรรณ น้ำหนัก 10 บาท มูลค่า 260,000 บาท ซึ่งเป็นของกลางในคดีอาญาปล้นบ้านนายสุพจน์ หมายเลขดำ 2458/2544 ของ สน.วังทองหลาง, โฉนดที่ดินใน กทม.พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และใน จ.นครนายก รวม 6 แปลง, ห้องชุดคอนโดมิเนียมใน กทม.มูลค่า 1.5 ล้านบาท และรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น E 230 และรุ่น C 220 มูลค่า 5.2 ล้านบาท โดยการยื่นคำร้องดังกล่าวสืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบทรัพย์สินแล้วหลังจากเกิดที่เหตุคนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ ในซอยลาดพร้าว 64 เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย. 2554 ซึ่งผู้ต้องหาที่ร่วมทำผิดคดีอาญานั้นได้ให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าพบเงินสดในบ้านนายสุพจน์นับร้อยล้านซึ่งนายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินต่างๆได้ จึงชี้มูลความผิดว่า นายสุพจน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
โดยนายสุพจน์ได้ยื่นคัดค้านคำร้องอ้างว่า ทรัพย์สินนั้นผู้คัดค้านได้มีมาแต่เดิมและได้มากว่า 10 ปี การขอให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดินเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้คัดค้านเคยยื่นบัญชีแสดงต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ไปแล้ว และ ป.ป.ช.ไม่แสดงความเห็นคัดค้านแต่อย่างใด
ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา วันที่ 31 ม.ค. 2557 เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของนายสุพจน์ เลื่อนลอย รวมทั้งการโต้แย้งและคัดค้านของนายสุพจน์ไม่อาจจะนำมารับฟังได้ เช่น การอ้างว่าเข้ารับราชการตั้งแต่ เมื่อ พ.ศ. 2520 จนกระทั่งถึงวันยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2545 มาคิดคำนวณแล้วจะเป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาทเศษ ก็น่าเคลือบแคลงสงสัยมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะเหตุใดนายสุพจน์ จึงมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วจะมีทรัพย์สินรวมกันจนถึงวันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติว่าร่ำรวยผิดปกติเมื่อปี พ.ศ. 2545 มีมูลค่าสูงถึงที่ศาลนำมาวินิจฉัยจำนวน 46 ล้านบาทเศษ ศาลจึงพิพากษาให้ทรัพย์สินตามคำร้องของอัยการสูงสุด 19 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 46,141,038.83 บาทของนายสุพจน์ และที่มีชื่อของภรรยา, บุตรสาว และบุตรเขยของนายสุพจน์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยให้นายสุพจน์ส่งมอบทรัพย์สินต่อกระทรวงการคลัง ต่อมานายสุพจน์และครอบครัวได้ยื่นอุทธรณ์ โดยนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันนี้ ฝ่ายของนายสุพจน์มีเพียงนายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความผู้รับมอบอำนาจเดินทางมาศาล
ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ทรัพย์ตามคำร้องได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าและเกิดจากความร่ำรวยผิดปกติ จึงต้องสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทรัพย์สินรวม 46,141,038 .83 บาท ตกเป็นของแผ่นดินโดยนำบัญชีเงินฝาก 3 บัญชี ที่ปิดแล้วจำนวน 15,857,548.69 บาท หักออกจากมูลค่าทรัพย์สิน ที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วย เมื่อฟังได้ว่านายสุพจน์ ผู้คัดค้านที่ 1 ร่ำรวยผิดปกติ แม้ภายหลังมีการปิดดังกล่าวแล้วก็ต้องนำเงิน 15,857,548.69 บาท มารวมอยู่ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติด้วย ส่วนรถยนต์ยี่ห้อ VOLK SWAGEN มูลค่า 3 ล้านบาทแม้ไม่มีชื่อของนายสุพจน์เป็นเจ้าของ แต่ฟังได้ว่ามีการมอบรถให้นายสุพจน์ใช้อย่างถาวรจึงเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ เมื่อนำทรัพย์สินดังกล่าวกับมูลค่าทรัพย์สินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จะรวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587.52 บาท
ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้รถยนต์ยี่ห้อ VOLK SWAGEN มูลค่า 3 ล้านบาท รวมกับทรัพย์สินอื่นตามคำสั่งศาลชั้นต้น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587.52 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
ภายหลังนายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความของนายสุพจน์ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้มีการพิจารณาเพิ่มทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดินซึ่งขณะนี้ได้ขอคัดคำพิพากษาฉบับเต็มเพื่อตรวจดูรายละเอียดที่จะพิจารณาประเด็นยื่นฎีกาต่อสู้ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ป.ป.ช.ได้มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2555 ว่านายสุพจน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินซึ่งไม่สามารถชี้แจงที่มาได้จำนวน 64,998,587.52 บาท จึงส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน
สำหรับคดีอาญาปล้นบ้านนายสุพจน์ หมายเลขดำ อ.347/2555 นั้น ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2556 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 60 บาท นายสิงห์ทอง หรือเสธ.ไก่ ใจชมชื่น จำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธและยานพาหนะ ส่วนนายเสาร์แก้ว นามวงค์ กับ นายสมบูรณ์หรือบูรณ์ ริยะเทน จำเลยที่ 2-3 จำคุก 9 ปี และปรับ 45 บาท
นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน และนายวณัญกฤต หรือจ่อย บุตรกันหา จำเลยที่ 4 และ 6 ให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันรับของโจร ส่วนนายวุฒิชัย หรือวุฒิ พันธวารี และ น.ส.วาสนา สาเพิ่มทรัพย์ จำเลยที่ 5 และ 9 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน และนายชยธัช หรือเอก จันนะชัย จำเลยที่ 8 ให้จำคุก 8 ปี ฐานสนับสนุนการปล้นทรัพย์ ส่วนนายประพันธ์ เรียงเครือ จำเลยที่ 7 พิพากษายกฟ้อง โดยคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วเป็นคดีหมายเลขแดง ที่ อ.1119/2556

′เฮลมุต ชมิดต์′ อดีตนายกฯ เยอรมนีตะวันตกถึงแก่กรรมในวัย 96 ปี


http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14472293191447229336l.jpg

เทเลกราฟรายงานว่า อดีตนายกรัฐมนตรีเฮลมุต ชมิดต์ แห่งเยอรมนีตะวันตก ผู้นำประเทศนาน 8 ปี ในช่วงระหว่างสงครามเย็น ถึงแก่กรรมด้วยวัย 96 ปี ณ บ้านพักในเมืองฮัมบูร์ก โดยสื่อท้องถิ่นเผยว่านายชมิดต์มีอาการติดเชื้อหลังเข้ารับการผ่าตัดนำลิ่มเลือดออกจากขาเมื่อ 2 เดือนก่อน

อดีตนายกรัฐมนตรีชมิดต์ หนึ่งในผู้นำที่ได้รับความนิยมที่สุดในเยอรมนี เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเยอรมนีในยุคหลังสงครามโลก โดยระหว่างยุคสมัยของเขานั้น นายชมิดต์พยายามค้านอำนาจและประนีประนอมระหว่างรัฐบาลรัสเซียที่สนับสนุนเยอรมนีตะวันออกกับฝ่ายเยอรมนีตะวันตกที่ยืนข้างองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และยุโรป

นอกจากนี้ หนึ่งในสิ่งท้าทายภายในยุคการปกครองของเขานั้นคือการรับมือกองกำลังทหารแดง (RAF) ที่ก่อเหตุโจมตีสถาบันทางการเมืองและธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงก่อเหตุสังหารและจับตัวชาวเยอรมันหลายครั้ง

ยุคการปกครองของนายชมิดต์ตั้งแต่ปี 2517 – 2525 สิ้นสุดลงหลังรัฐบาลผสมแยกตัว โดยมีนายเฮลมุต โคห์ล ผู้นำสายอนุรักษ์นิยมขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากเขา

นายมาร์ติน ชูลซ์ ประธานรัฐสภายุโรป ทวิตข้อความแสดงความเสียใจต่อการจากไปของอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ พร้อมยกย่องการทำงานของนายชมิดต์และชี้ว่าความตายของเขาถือเป็นความสูญเสียของเยอรมนีและยุโรป

ทุ่มไม่อั้น! 4G ทะลุ 4.65 หมื่นล้าน กสทช.พร้อมเปิดเคาะราคาถึง 3 ทุ่ม



ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า  หลังจากเริ่มประมูลคลื่น 1800 MHz ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตั้งแต่ 10.00 น. ขณะนี้ผู้เข้าประมูลทั้ง 4 ราย บริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส  เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์  บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด  บริษัททรูมูฟเอช  ยูนิเวอร์แซล จำกัด ยังคงเสนอราคาต่อเนื่อง

ล่าสุดการประมูลรอบที่ยี่สิบเอ็ด เมื่อเวลา 16.40 น. ผลปรากฏว่า  มีผู้เสนอราคาสู้ใบอนุญาตแรก 1 ราย ทำให้ราคาขยับขึ้นไปที่  22,678  ล้านบาท เท่ากับ 114% ของมูลค่าคลื่น และเสนอราคาใบอนุญาตที่สองอีก 1 ราย  ทำให้ราคาขึ้นไปที่ 23,872 ล้านบาท หรือ 120% ของมูลค่าคลื่น

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมหากการประมูลจะยืดเยื้อไว้แล้ว โดยหากถึงเวลา 21.00 น. ของวันนี้(11 พ.ย. 2558) จะพักการประมูล ก่อนที่จะกลับมาเริ่มประมูลใหม่ในเวลา 10.00 น. วันที่ 12 พ.ย. 2558

"ถือว่าการประมูลในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเพราะราคาเกินมูลค่าคลื่นแล้ว แต่คาดว่าการประมูลไม่น่าจะลากยาวไปถึง 21.00 น. เพราะเท่ากับว่าจะทำให้ราคาพุ่งสูงไปถึง ไลเซนส์ละกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าโอเปอเรเตอร์แต่ละรายได้ประเมินความเหมาะสมในการลงทุนไว้แล้ว"

สำหรับการประมูลรอบที่ยี่สิบสอง ในเวลา 17.00  น. การเคาะเสนอราคาเพื่อชิงใบอนุญาตใบแรกจะอยู่ที่ 23,076 ล้านบาท ใบอนุญาตที่สอง ต้องเสนอราคาที่  24,270 ล้านบาท

สรุปรายได้ของรัฐที่ได้จากการประมูลรอบที่ยี่สิบเอ็ด จะอยู่ที่ 46,550  ล้านบาท