PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กลุ่มคนไทยสนับสนุน นายกฯ บิ๊กตู่ มาให้กำลังใจ พลเอกประยุทธ์


มาตามนัด......
กลุ่มคนไทยสนับสนุน นายกฯ บิ๊กตู่ มาให้กำลังใจ พลเอกประยุทธ์ ในการมาประชุมUS-Asean Leaders Summit ที่ California โดยมีการขออนุญาตทางการสหรัฐฯในการชุมนุม โดยทางสหรัฐฯ จัดพื้นที่ริมถนน ใกล้ๆ4 แยก ห่างจากSunnylands Center สถานที่ประชุม ราว 1 กม....โดยมี กลุ่มต่อต้าน คสช.จำนวนหนึ่ง มาชุมนุมด้วย โดยในบริเวณนั้น มี ผู้ชุมนุมของชาติต่างๆ ในAsean ทั้ง ลาว-เขมร หลายทุกประเทศ บางประเทศก็สวมเสื้อแดงสัญลักษณ์ของกลุ่ม ก็มี มา เช่นกัน.....โดย กลุ่มคนไทย มารอกันตั้งแต่ 10โมงเช้า และสลายตัวไป ตอน บ่าย3 ตามเวลาท้องถิ่น หลัง พลเอกประยุทธ์ และผู้นำอาเซี่ยน เข้าประชุมแล้ว....แต่เส้นทางนี้ ขบวนรถ ของพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ผ่าน แต่ พลเอกประยุทธ์ รับทราบ และ ได้ฝากตัวแทนไปขอบคุณ

บิ๊กป้อม ยัน นายกฯต้องรอบคอบ ปมตั้ง"สังฆราชใหม่" ถ้าพลาดแล้วจะแก้ตัวไม่ได้

บิ๊กป้อม ยัน นายกฯต้องรอบคอบ ปมตั้ง"สังฆราชใหม่" ถ้าพลาดแล้วจะแก้ตัวไม่ได้ เผยรอถกนายกฯกลับจากอเมริกา ก่อน ยัน ผมดูแลได้ แม้นายกฯไม่อยู่ "ผมก็อยู่ได้"เชื่อไม่มีการเมืองแทรก พระรู้ว่าบวชเรียนมาทำไม แจงทหารล้อมลวดหนาม พุทธมณฑล เพื่อให้เข้าทางเดียว หวั่นมีระเบิด ส่วนภาพพจน์พระ ล็อคคอทหาร นั้น แล้วแต่จะมอง ระบุพระบวชเรียนมาแล้วทั้งนั้น เผยรับแค่4 ข้อเสนอ เครือข่ายพระสงฆ์ โยน กรธ.พิจารณา บัญญัติศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ซึ่งเป็น รักษาการนายกฯ กล่าวถึง การรับเสนอเครือข่ายพระสงฆ์5ข้อ เมื่อวานนี้ ว่า ไม่ใช่เป็นการผูกมัดว่าต้องทำ รอนายกฯกลับจากอเมริกา 18กพ.นี้ก่อน เพราะเรื่องนี้ต้องรอบคอบ โดยเฉพาะการตั้งสังฆราช เพราะยังมีความขัดแย้งกันอยู่ ใครก็ไม่กล้านำขึ้นทูลเกล้าฯหรอก แม้เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร แต่ก็ต้องรอบคอบ เพราะมีทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน
เมื่อถามว่า ควรจะต้อง มีการเจรจา3 ฝ่าย คือรัฐบาล และตัวแทน ฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน หรือไม่ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า คงไม่ต้อง หรอก ไม่ต้องมาสอยหนือเสนอแนะ เดี๋ยวเขาพิจารณากันเอง เพราะเรื่องนี้จะทำตามใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ไม่ใช่จะเอาแต่ใจตนเอง
ส่วนการที่ ตัวแทนพระสงฆ์ จะกลับมาชุมนุมอีก หากข้อเสนอไม่ได้รับการตอบสนอง นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ท่านไม่ได้บอกผมแบบนั้น เพราะตนเชื่อว่าคงเรียบร้อย เพราะพระท่านก็บวชเรียนกันมาแล้ว ทั้งนั้น ผมเชื่อจบลงด้วยดี ไม่มีอะไรต้องหนักใจ ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะผมมีสื่อช่วย
เมื่อถามว่า นายกฯไม่อยู่ ท่านเป็นห่วงอะไรทางนึ้มั้ย พลเอกประวิตร กล่าวว่า "ไม่ต้องห่วง นายกฯก็ทำงานของท่าน ผมก็อยู่ได้"
พลเอกประวิตร กล่าวต่อว่า นายกฯท่านแค่ห่วง อยากให้บ้านเมืองสงบ เดืนหน้าไปได้ ท่านห่วงเรื่องใหญ่ๆ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษามากกว่า ว่าแข็งแกร่งจริงมั้ย ไม่มาห่วงเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างนี้หรอก ตาย...พอดี"
ส่วนภาพพจน์พระ ล็อคคอทหาร นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า แล้วแต่จะมอง พระบวชเรียนกันมาแล้วทั้งนั้น เชื่อว่าพระรู้ว่าบวชเรียนกันมาทำไม
เมื่อถามว่า ไม่ควรใช้กำลัง ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ใช่ๆๆ
เมื่อถามว่า ต้องการปรับกฎเกณฑในการเอาผิดพระ หรือไม่ พลเอกประวิตร จะไปปรับพระได้ยังไง โดยมองในแง่ดีว่า พระสงฆ์แค่จะไปยื่นหนังสือ และ ไปสวดมนต์ ไม่ได้จะไปชุมนุม เพราะไปที่พุทธมณฑลเท่านั้น
"ผมฟังพระท่านดูแล้ว ไม่ได้มีการเมือง มีสี อะไร ท่านก็ไม่มีอะไรหรอก แต่ต่องการให้ทางนายกฯ ทูลเกล้าฯ เสนอชื่อ สังฆราช ใหม่ ตามมติมหาเถระสมาคม เร็วๆเท่านั้น แต่นายกฯก็ต้องดู ก็ต้องมองหลายด้าน ต่องมองให้ครบ ถ้าตั้งไปแล้วมันผิด จะแก้ตัวไม่ได้แล้ว
แล้วท้ายสุดก็เป็นพระราชอำนาจ ที่จะโปรดเกล้าฯลง แต่ทว่า ฝ่ายบริหาร ก็ต้องกลั่นกรองพิจารณา จึงจะเสนอขึ้นไป"
ส่วนเริ่องบัญญัติพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ นั้น ต้องให้เป็นเรื่องของกรรมการร่างรธน.(กรธ.)
ส่วนการที่ทหารต้อง เอาลวดหนาม มาปิดล้อมนั้น เพราะต้องการให้เข้าทางเดียว และดูแลเรื่องความปลอดภัย เผื่อมีระเบิดจะทำยังไง

ประเดิม กฏสัมภาษณ์ใหม่...4 คำถาม

บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร รองนายกฯ/รมว.กลาโหม ในฐานะรักษาการนายกฯ บอกสิ่อ ขอแค่4คำถาม แต่ที่สุด ก็ให้มากกว่า 4คำถาม เพราะสื่อถามกันไม่หยุด และมีคำถามแถมด้วย....และยังไม่ถามที่ไมค์ และส่วนใหญ่ไม่บอกชื่อและสังกัด....รอดูว่า เมื้อนายกฯกลับมา แล้วใช้กฏใหม่ นี้ จะ4 คำถาม ตามที่กำหนดได้หรือไม่
ทั้งนึ้ พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ได้ออกคำสั่ง เมื่อ12กพ.2559 ปรับรูปแบบการให้สัมภาษณ์ใหม่ ให้ตัวแทนสื่อ เตรียมแค่4คำถาม สำคัญ แล้ว ยืนถาม ที่ไมโครโฟน โดยบอกชื่อ นามสกุล และสังกัดก่อน ....คาดเป็นผลพวง จาก การที่สื่อ ถามคำถาม ทำให้ นายกฯอารมณ์เสีย หลังประชุม ครม. สัปดาหฺที่แล้ว แล้ว ไม่รู้ว่า นักข่าวคนถามเป็นใคร ฉบับไหน จึงให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ให้ สื่อรับผิดชอบต่อคำถามของตนเอง...ด้านสื่อ ติงว่า มาตรการนี้ ไม่คล่องตัว เพราะต้องเดินไปถามที่ไมโครโฟน และการถามได้แค่4คำถาม นั้น อาจไม่เพียงพอ ซึ่งเมื่อนายกฯกลับมา อาจมีการ ต่อรอง ปรับเปลี่ยน เพราะน่าจะเป็น 4ประเด็น มากกว่า 4 คำถาม และอาจกลายเป็นการจำกัดสิทธิในการถาม เพราะเป็นสิทธิของนายกฯ ที่จะตอบกี่คำถาม หรือตอบหรือไม่ ก็ได้

"ตามใจผู้จัดและไม่ขัดใจผู้ฟัง"จัดระเบียบคำถามสื่อ เพื่อให้เป็นสากล


"เสธ.ไก่อู"แจงคำสั่งนายกฯ จัดระเบียบคำถามสื่อ เพื่อให้เป็นสากล "ตามใจผู้จัดและไม่ขัดใจผู้ฟัง"ระบุ เป็นแนวคิดสำนักโฆษก เสนอนายกฯ ให้เล่าก่อน นักข่าวถาม 3-4คำถาม หลังสังคมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเกิดจากตัวผู้ให้ข่าวหรือสื่อมวลชน
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง การปรับรูปแบบการให้สัมภาษณ์ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ว่า ที่ผ่านมา นายกฯ
ไม่สบายใจกับคำถาม ซึ่งสังคมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเกิดจากตัวผู้ให้ข่าวหรือสื่อมวลชน
"จึงเกิดการสะท้อนว่าจะทำให้เหมือนกับผู้นำต่างประเทศ จึงได้กำหนดกติการ่วมกันว่า ผู้ให้สัมภาษณ์จะเล่าในสิ่งที่อยากเล่า ก่อนจะเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ 3-4 คำถาม โดยขอให้แจ้งชื่อ-นามสกุล และสำนักข่าว
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากทางสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เขียนข้ออนุมัติหลักการเพื่อให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับทราบ เพื่อตามใจผู้จัดและไม่ขัดใจผู้ฟัง

ขอ4คำถาม คำสั่งปรับรูปแบบสื่อสัมภาษณ์นายกฯใหม่นักข่าวต้องแจ้งชื่อ-สังกัด ก่อน

ทีมโฆษกรัฐฯ ยัน ไม่ได้ปิดกั้นสื่อ คำสั่งปรับรูปแบบสื่อสัมภาษณ์ใหม่ ถามได้ 4 คำถาม พร้อมแจ้งชื่อ-สังกัด ก่อนทุกครั้ง หลัง นายกฯเกริ่นนำ แล้ว หวังให้สื่อทุกสำนัก มีโอกาสถาม ไม่จำกัดอยู่แค่ กลุ่มเดียว
พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงแนวทางการแถลงข่าวใหม่แก่สื่อมวลชน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติ ตามที่สำรักโฆษกฯ เสนอไป ในการปรับรูปแบบการถามคำถามนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในวันประชุมครม.
โดย เมื่อ นายกฯพูดเกริ่นนำแล้ว จะกำหนดให้ถามคำถามผ่านไมโครโฟนได้ ราว 4 คำถาม ซึ่งก่อนถามสื่อมวลชนจะต้องแจ้ง ชื่อ-นามสกุล และสังกัด ก่อนทุกครั้ง
ส่วนประเด็นย่อยอื่นๆนั้น จะให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยโฆษกประจำกระทรวง และผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจง โดยเริ่มจากวันนี้เป็นต้นไป และจะพยายามใช้รูปแบบนี้ในทุกครั้งที่มีการให้สัมภาษณ์
ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในเอกสารคำสั่ง นี้ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. 59
พ.อ.หญิงทักษดา ชี้แจงว่า เรื่องของการปรับปรุงรูปแบบการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนั้น มีคำสั่งมาจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้มีเจตนาที่ปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่เพื่อต้องการให้เกิดความหลากหลาย เนื่องจากต้องการให้เกิดความหลากหลายในเรื่องการถามคำถามให้ทุกสำนักข่าวได้มีสิทธิ์ในการถามอย่างเท่าเทียม ไม่อยู่ที่กลุ่มเดียว
ทั้งนี้ต้องการให้ประเด็นคำถามนั้นขอให้เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นประเด็นใหญ่ของเรื่องนั้น ส่วนประเด็นอื่นๆอยากให้สื่อมวลชน ไปสอบถามกับโฆษกประจำกระทรวงต่างๆ ที่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีการสร้างความรับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น
ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องการสร้างบรรยากาศในการสร้างการรับรู้ และตอบคำถามสื่อ เป็นไปด้วยดี เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้อยู่ในช่วงสำคัญ

บิ๊กป้อม ลั่น ส่วนตัว โหวตให้ ร่าง รธน.ผ่านประชามติแน่ เพราะเป็นสากล ผมไม่ได้เข้าข้างใคร




บิ๊กป้อม ลั่น ส่วนตัว โหวตให้ ร่าง รธน.ผ่านประชามติแน่ เพราะเป็นสากล ผมไม่ได้เข้าข้างใคร แต่จะให้ถูกใจคนทั้งหมดยันยังไม่ให้พรรคการเมืองประชุมพรรค ถามกลับถ้าไม่สงบแล้วใครจะรับผิดชอบ ให้ฝ่ายเห็นต่างแสดงความเห็น สงสัยอะไรให้ถาม “มีชัย"
หลังเป็นประธานการประชุม ครม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะ รักษาการนายกฯแถลงข่าว ถึงในส่วนของ รัฐบาล และ คสช.ได้ส่งข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไปให้ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมาตามกำหนดระยะเวลาของ กรธ.
เมื่อถามย้ำว่าได้เสนอประเด็นใดเป็นพิเศษบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาล โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข้อเสนอแนะของทุกกระทรวง ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านการเมืองไม่มีอะไรเสนอไป ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น เรื่องของงบประมาณแผ่นดินของทุกกระทรวง เพราะเราหวังว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามาจะได้ทำงานได้สะดวก อะไรที่ติดขัดในปัจจุบันเราก็จะพยายามช่วยให้รัฐบาลต่อไปทำงานได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกันกับข้อเสนอของรัฐบาลก็ได้ส่งข้อเสนอแนะไปให้ กรธ.แล้วเช่นกัน แต่ไม่ทราบว่า กรธ.จะเห็นด้วยหรือไม่ตนไม่ทราบ
เมื่อถามว่าถึงเวลาที่รัฐบาลต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับสื่อต่างประเทศในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญหรือยัง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลาต้องชี้แจง ต้องรอให้ทาง กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญให้เรียบร้อยก่อน ที่ผ่านมา กรธ.ก็ชี้แจงผ่านสื่อเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของรัฐบาล นายวิษณุ จะเป็นผู้ชี้แจงอย่างละเอียดว่า ครม.ได้ส่งข้อเสนอแนะใดไปบ้าง อย่างไรก็ตามเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องภายในของเรา
ถามว่าถึงเวลานี้มีความกังวลหรือไม่เพราะระยะเวลาก็ใกล้เข้ามา 29 มี.ค.จะเป็นร่างสุดท้าย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ส่วนตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อรัฐบาลและ คสช.ส่งต่องานให้รัฐบาลใหม่ไปบริหารต่อ เราควรจะร่วมมือกันเพื่อให้การปฏิรูปสำเร็จเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า 4 -5 ปี ข้างหน้า ให้เป็นชั่วคราวไปก่อน แล้วค่อยเป็นถาวร ค่อยเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกมาแบบถาวรรวมถึงมีบทเฉพาะกาลต่างๆ ในความคิดของตนน่าจะเป็นแบบนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันในการทำงานต่อไป
เมื่อถามว่าประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงไว้ล่วงหน้าหรือไม่ว่าจะมีผลบวก ลบอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ถ้าประชาชนมั่นใจในรัฐธรรมนูญ ความปรองดองก็จะเกิดขึ้นเพราะถือเป็นกติกาชัดเจน หากเรามีกติกาดีและทุกคนเห็นว่าดีก็จะเกิดความเชื่อมั่น เรื่องนี้ถือเป็นความคิดส่วนตัวไม่ได้มีการหารือในที่ประชุม ครม.แต่อย่างใด
เมื่อถามย้ำว่าจากการประเมินเบื้องต้นฝ่ายการเมืองเตรียมรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่รู้เพราะไม่ใช่ฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองต่างก็คิดไม่เหมือนกัน
ถามว่า คสช.จะเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยน้ำเสียงโมโหว่า “ เวลานี้ไม่ได้ให้หรืออย่างไร ปัจจุบันใครบอกว่าไม่ให้ทำ แต่ไม่ใช่ว่าจะออกมาเดินขบวน”
ถามว่ากรณีกลุ่มเครือข่ายองค์กรสตรีเองก็ถูกเจ้าหน้าที่ทหารออกมาห้ามไม่ให้จัดเวทีแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ ผมก็บอกแล้วว่าให้ออกมาถ้าสงสัยในเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องนี้ขอให้ไปคุยกับนายวิษณุดีกว่า เรื่องนี้เขาให้แสดงความเห็นอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่ได้ห้าม จะไปห้ามตอนไหน”
เมื่อถามว่าแต่ฝ่ายการเมืองเองก็มองว่าการไม่ให้เปิดประชุมพรรคเป็นการไม่ให้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องนี้ทำไม่ได้ ถ้าพรรคการเมืองเปิดที่เดียวก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าให้เปิดก็จะเปิดทั่วประเทศ ลงไปถึงหมู่บ้าน แล้วใครจะไปคุมไหว ตนจะใช้กำลังที่ไหนไปดูแล มีอะไรเกิดขึ้นแล้วใครจะรับผิดชอบ เวลานี้ก็บอกแล้วว่าต้องยอมกันไปก่อนแต่ถ้าสงสัยอะไรก็ให้ส่งมาเพราะนายวีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ก็อ่านทุกเรื่องอยู่แล้ว จะมาอะไรกันอีก
เมื่อถามว่าประเมินหรือยังว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ ผมตอบไปหลายครั้งแล้ว แต่ถ้าเป็นผมให้ผ่าน" เพราะร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความเป็นสากล ผมไม่ได้เข้าข้างใคร แต่จะให้ถูกใจคนทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ผมยืนยันว่าไม่มีทางจะถูกใจคนทั้งหมด ก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ที่ออกมาแสดงความเห็นทุกวันนี้ก็มีทั้งสองอย่าง แต่ถ้าจะไม่ผ่านก็เพราะมีฝ่ายที่ไม่ชอบใจร่างรัฐธรรมนูญส่วนจะเป็นฝ่ายไหนไม่ขอตอบ”
เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคง หรือทหารได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนหรือยังว่าประชามติจะผ่านหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวปฏิเสธว่า ทหารยังไม่ได้ทำการสำรวจ ทหารเองยังไม่ได้บอกว่าจะให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่าน การทำโพลภายในสำรวจความคิดเห็นก็ยังไม่ได้ทำ”

โฆษก คสช.โต้ "สุรพงษ์"วิจารณ์ นายกฯไทย ร่วมประชุมUS-Asean ไม่เป็นประชาธิปไตย แค่อคติ

โฆษก คสช.โต้ "สุรพงษ์"วิจารณ์ นายกฯไทย ร่วมประชุมUS-Asean ไม่เป็นประชาธิปไตย แค่อคติส่วนตัว ยันรัฐบาลทหาร บริหารงานดีกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย เพราะให้ความสำคัญกับปชช.ทุกกลุ่มไม่ใช่แค่พวกพ้องเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา ยันตปท.เข้าใจมากขึ้น ติงคนโกง ต้าน ร่างรธน. ยันเป็นรธน. ที่เป็นปชต.มากกว่า ฉบับก่อนๆ
พ.อ.วินธัย สุวารีโฆษก คสช.กล่าวถึงกรณี นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สหรัฐอเมริกามองว่าการประชุมระหว่างผู้นำอาเฃียนกับสหรัฐฯในครั้งนี้ มีผู้นำอาเซียนบางประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คงเป็นข่าวส่วนบุคคลมากกว่า ด้วยมุมมองที่มีอคติ ตามสไตล์ เชื่อว่าต่างประเทศมีความเข้าใจมากขึ้น
ปัจจุบันแม้ว่าวิธีการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.จะไม่ตรงตามแบบธรรมเนียมของประชาธิปไตย แต่รูปแบบและวิธีการบริหารยังคงอยู่ในรูปแบบแนวทางประชาธิปไตย เน้นให้ความสำคัญกับประชาชนทั้งประเทศอย่างทั่วถึง
"มีบางส่วนเคยให้ข้อสังเกตว่าประชาธิปไตยไม่ใช่มองแค่เพียงวิธีการเข้ามาสู่อำนาจเท่านั้น อยู่ที่วิธีการบริหารด้วยว่าเพื่อประชาชนทั้งประเทศจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีการดูแลเฉพาะกลุ่ม เฉพาะฐานเสียงสนับสนุนหรือพวกพ้องตนเองเท่านั้น เหมือนไม่ให้อำนาจกับคนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงจริง"พ.อ.วินธัย กล่าว
สำหรับกรณีเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นนั้น ทาง กรธ.มั่นใจมีรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมากกว่าฉบับก่อนๆ มีบางความเห็นพูดถึงสิ่งที่ฝ่ายการเมืองบางฝ่ายกังวลนั้นอาจเป็นเรื่องของยาแรง หรือเรื่องของผลกระทบที่เกี่ยวกับบทลงโทษต่างๆที่กำหนดไว้ใน รธน.ที่อาจจะมีผลกับนักการเมืองที่คดโกงหรือมีเจตนาไม่ดี
ซึ่งที่จริงแล้วต่อข้อกังวลนี้ ถ้านักการเมืองที่คิดดีเจตนาดีมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ก็ไม่น่าจะต้องไปกังวลอะไรในผลกระทบเกี่ยวกับบทลงโทษใดๆ
อีกทั้งอาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมมีความเชื่อถือฝ่ายการเมืองมากยิ่งขึ้นได้
สำหรับความเห็นและข้อเสนอต่างๆ ขณะนี้ ทาง กรธ.คงกำลังรวบรวมอยู่ เพื่อที่จะนำไปพิจารณาปรับตามความเหมาะสมคเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยทั้งประเทศต่อไป

จีนปล่อยกู้เงินหยวนครั้งล่า ยอดพุ่ง 2.51 ล้านล้านหยวน


จีนปล่อยกู้เงินหยวนครั้งล่า ยอดพุ่ง 2.51 ล้านล้านหยวน
ข้อมูลของธนาคารกลางจีนเผยในวันนี้ (16 ก.พ.) ว่ายอดการปล่อยกู้เงินหยวนรอบล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาพุ่งทะยานถึง 2.51 ล้านล้านหยวน (ราวๆ3.85 แสนล้านดอลลาร์) ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนถึงร้อยละ 70 และแทบจะสูงเป็น 4 เท่าของยอดการปล่อยกู้เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2015
ธนาคารกลางรายงานบนเว็บไซต์ว่าปริมาณเงิน M2 หรือปริมาณเงินที่หมุนเวียนในมือประชาชน รวมถึงเงินฝากประจำและออมทรัพย์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะที่ 141.36 ล้านล้านหยวนเมื่อตอนปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ในขณะที่ปริมาณเงินในความหมายแคบ (M1) ที่ประกอบไปด้วยเงินสดบวกด้วย เงินฝากกระแสรายวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 อยู่ที่41.27 ล้านล้านหยวน

แถลงการณ์พระอาการในหลวง ฉบับที่ 20

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 20 ความว่า วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานการติดตามพระอาการ ภายหลังการถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรอท(ไข้) ตามแถลงการณ์ฉบับที่ 19 ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีพระปรอท(ไข้) มีพระอาการเหนื่อย หายพระทัยเร็ว ร่วมกับมีพระชีพจรเร็วเป็นครั้งคราว ผลการตรวจทางพระโลหิตไม่บ่งชี้ว่ามีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ภาพถ่ายเอกซเรย์และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของพระอุระ(อก) พระนาภี(ท้อง) และพระสมอง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ไม่พบลักษณะการอักเสบ ส่วนการอักเสบที่พระชานุ(ข้อเข่า) ด้านขวาดีขึ้น แต่พบการอักเสบที่พระข้ออื่นๆ ผลการตรวจพระหทัยด้วยคลื่นเสียง (Echocardiography) เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 ไม่พบการอักเสบติดเชื้อภายในพระหทัย แต่พบการคลายตัวของกล้ามเนื้อพระหทัยผิดปรกติ (Diastolic Dysfunction) และความดันของระบบการไหลเวียนพระโลหิตในพระปัปผาสะ(ปอด) สูงกว่าปรกติ
เนื่องจากผลการตรวจพระโลหิตด้านการชี้วัดการอักเสบ (Biomarker) ยังคงแสดงว่ามีการอักเสบหลงเหลืออยู่ คณะแพทย์ฯจึงได้ถวายพระโอสถปฏฺิชีวนะทางหลอดพระโลหิตเป็นระยะและถวายออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดถวาย กับดูดพระเสมหะและพระเขฬะ(น้ำลาย) ตามจำเป็น เพื่อป้องกันการอุดกั้นหลอดพระวาโย(หลอดลม)
เมื่อคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หายพระทัยเร็วขึ้น ผลการตรวจเอกซเรย์พระอุระ(อก) ไม่พบการอักเสบของพระปัปผาสะ(ปอด) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 มีพระปรอทสูง 38.1 องศาเซลเซียส คณะแพทย์ฯได้พยายามสืบค้นหาสาเหตุของการอักเสบโดยวิธีพิเศษต่างๆ ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และการอักเสบที่เกิดจากเชื้ออื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการรอผลตรวจ ในระหว่างนี้คณะแพทย์ฯได้เริ่มถวายพระโอสถปฏิชีวนะขนานใหม่เพิ่มทางหลอดพระโลหิต และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

S__10608754

อิหร่านเผย รัสเซียกำลังจัดส่งระบบขีปนาวุธ S-300 ให้


อิหร่านเผย รัสเซียกำลังจัดส่งระบบขีปนาวุธ S-300 ให้
เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นายฮอสเซน จาเบอร์ อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านแถลงการณ์ว่า รัสเซียกำลังจัดส่งระบบขีปนาวุธป้องกันอากาศยาน S-300 ให้อิหร่าน
นายอันซารีกล่าวว่า ระบบขีปนาวุธ S-300 กำลังอยู่ระหว่างทางมาอิหร่าน จากการบรรลุข้อตกลงซื้อขายระหว่างรัสเซียกับอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้ว 
เขากล่าวว่า อิหร่านและรัสเซียได้ร่วมมือกันในหลายด้าน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการเมืองและการป้องกันประเทศ
ทั้งนี้เมื่อปี 2007 รัสเซียและอิหร่านได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงซื้อขายระบบขีปนาวุธป้องกันอากาศยาน S-300 ห้าชุดในมูลค่า 8 ร้อยล้านดอลล่าร์สหรัฐ
แต่เมื่อเดือนกันยายน ปี 2010 ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟของรัสเซียประกาศยกเลิกที่จะมีการซื้อขายกับอิหร่าน ตามมติสหประชาชาติ ซึ่งห้ามไม่ให้ประเทศใดก็ตามซื้อขายอาวุธสามัญกับอิหร่าน
อย่างไรก็ตามต่อมาเมื่อเดือนเมษายนของปีที่แล้ว ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินได้ลงนามในรัฐบัญญัติเพื่อดำเนินการจัดส่งระบบขีปนาวุธป้องกันอากาศยาน S-300 หลังจากอิหร่านและชาติมหาอำนาจบรรลุข้อตกลงการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ร่วมกันแล้วนั่นเอง

ชุมนุมสงฆ์


<< สังฆมติ >>

อาณาจักรและพุทธจักรต้องเกื้อกูลกัน

อาณาจักร : การปกครองทางโลกมีอำนาจมาก เป็นอำนาจแบบแข็ง แต่เปราะ พ้นตำแหน่งก็หมดอำนาจ ประชาชนไม่ยอมรับก็หมดอำนาจ

พุทธจักร : เป็นสายใย ความเคารพศรัทธา ไม่มีอำนาจจะไปสั่งการอะไรมากมาย เป็นอำนาจแบบอ่อน แต่เหนียวแน่น ผูกพันตลอดชีวิต

นับแต่โบราณ ผู้ปกครองแผ่นดินเข้าใจความสัมพันธ์เกื้อกูลนี้ดี จึงให้ความเคารพคณะสงฆ์ อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา เป็นแบบอย่างของพุทธมามกะที่ดี คณะสงฆ์ก็เป็นที่พึ่งทางใจให้ประชาชน และทำให้อำนาจของผู้ปกครองแผ่นดินเกิดความชอบธรรม สังคมก็สงบร่มเย็น

>> พระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้เอกราชจากพม่าได้ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงประกาศจุดยืนชัดเจนว่า

   “ อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
     ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
     ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
     แด่ศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม ”

>> ทำให้จิตใจของประชาชนที่ระส่ำระสายสงบลง เกิดความสมานสามัคคี

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนาราชวงศ์จักรี ก็ประกาศจุดยืนชัดเจนเช่นกันว่า

     “ ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา
       ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี ”
 
>> ขณะนี้มีความพยายามจะนำการเมืองทางโลกเข้ามาแทรกแซงคณะสงฆ์ มีการจาบจ้วงดูหมิ่นมหาเถรสมาคมและพระมหาเถระอย่างไม่เคยมีมาก่อน

>> มีบุคคลบางกลุ่มซึ่งเคยโจมตีให้ร้ายคณะสงฆ์ทั่วประเทศอย่างหนักหน่วงมาแล้วได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ โจมตีให้ร้ายและแทรกแซงขัดขวางกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชอย่างชัดเจน อาทิ อ้างว่าการที่มหาเถรสมาคมมีมติเสนอชื่อ ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นการทำผิดขั้นตอน ทั้งที่เป็นการทำตามขั้นตอน เช่นเดียวกับเมื่อครั้งสมเด็จพระญาณสังวรฯได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

>>พฤติกรรมทั้งหลายเหล่านี้แสดงอย่างชัดเจนว่าขบวนการนี้พยายามหาเหตุทุกอย่างเพื่อขัดขวางมติของมหาเถรสมาคมที่เสนอผู้ที่จะเป็นสมเด็จพระสังฆราช

>>เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องความดำรงอยู่ของการปกครองคณะสงฆ์ไทย เพราะหากผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ยังถูกกลั่นแกล้งรังแกจากผู้ไม่หวังดี โดยอ้างเหตุต่างๆนานา มติมหาเถรสมาคมที่เป็นเอกฉันท์ ๑๗ : ๐ ทั้งจากฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติ ไม่มีความหมาย ไม่ได้รับการยอมรับปฏิบัติ นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไปพระภิกษุทุกรูปในประเทศไทยอาจถูกกลั่นแกล้งได้ทุกเมื่อจากผู้ไม่หวังดี โดยมติมหาเถรสมาคมก็ไม่มีความหมาย นั่นคือจุดล่มสลายของการปกครองคณะสงฆ์ไทย และจะส่งผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อทุกสถาบันในสังคมไทย

กลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีประกาศแผนการร้ายจะรื้อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และเข้าครอบงำการปกครองคณะสงฆ์ไทย

>>คนเพียงไม่กี่คนที่จาบจ้วงโจมตีคณะสงฆ์อย่างรุนแรง พยายามหาช่องใช้ข้อกฎหมายและหน่วยงานภาครัฐเข้ามาข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ น่าแปลกใจที่เมื่อบุคคลเหล่านี้ไปยื่นหนังสือจาบจ้วงกดดันคณะสงฆ์ตามหน่วยงานของรัฐ กลับได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง มีรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี หัวหน้าส่วนราชการออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อมผิดปกติ และรับลูกรุกเร้าคุกคามข่มขู่คณะสงฆ์ด้วยข้อกฎหมายต่างๆ หาช่องดำเนินคดีกับพระมหาเถระผู้ใหญ่อย่างไม่ให้เกียรติ พฤติกรรมส่อแสดงชัดว่าต้องการจะขู่ให้กลัว เพื่อให้ยอมสยบ ดำเนินการตามที่ตนปรารถนา

>>มีการออกหมายจับเจ้าอาวาสด้วยข้อหาเพียงแค่ไม่ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ในวัด เจ้าอาวาสที่เป็นหลวงปู่หลวงตานับหมื่นๆรูปทั่วประเทศท่านไม่ใช่นักกฎหมาย สวดมนต์ นั่งสมาธิ รักษาวัดตามพระธรรมวินัย อยู่ๆก็มีหมายจับมาข่มขู่ให้ต้องกลัวตัวสั่นงันงก เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองนี้แล้ว

>>มีการออกข่าวว่าจะเล่นงานวัดและพระภิกษุในข้อหารับของโจร ญาติโยมมาทำบุญ วัดและพระไม่รู้หรอกว่าเขานำทรัพย์มาจากไหน และไม่อยู่ในวิสัยจะไปถามได้ เพราะเป็นการเสียมารยาทมากเหมือนไปดูถูกทายกผู้ถวายทาน แต่โบราณมาไม่เคยมีประวัติที่พระมหากษัตริย์หรือหน่วยราชการ จะมาฟ้องร้องข้อหารับของโจรกับวัดและพระภิกษุ หากเขาทำสำเร็จ พระและวัดทั้งประเทศก็จะตกอยู่ในอันตราย อาจถูกกลั่นแกล้งได้ทุกเมื่อ

           อาณาจักรกับพุทธจักรต้องเกื้อกูลกัน
                 สังคมจึงจะสงบร่มเย็น
      การเอาการเมืองทางโลกมาแทรกแซงคณะสงฆ์ 
               เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง

>>จะสร้างความระส่ำระสายแก่สังคมไทยอย่างรุนแรงลึกซึ้ง จนถึงขนาดสายสัมพันธ์ของอาณาจักรและพุทธจักรในสังคมไทยอาจล่มสลายลงได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง 

    ** อย่าท้าทายกับศรัทธามหาชน **

ที่ประชุมคณะสงฆ์จากทั่วประเทศจึงมีสังฆมติร่วมกัน ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีดำเนินการดังนี้

๑.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้ทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างบรรพบุรุษไทย

๒.ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน

๓.ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ยึดถือดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมที่มีการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

๔.ขอให้ทางรัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่วยราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย

๕.ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

เครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท ๔ ทั่วประเทศ
๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๙


วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผอ.อผศ. แถลงยัน "บิ๊กป้อม" ไม่เกี่ยว ค่าหัวคิว อผศ.ขุดคลอง

ผอ.อผศ. แถลงยัน "บิ๊กป้อม" ไม่เกี่ยว ค่าหัวคิว อผศ.ขุดคลอง เผยตั้ง กก.สอบสวนข้อเท็จจริง ข้อหา "ค่าหัวคิว"งบฯขุดคลอง แหล่งน้ำ ยันไม่มี "เช่าช่วง" เผยกม.เปิดช่อง อผศ.รับงานได้ ยันโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่อยากพูดโยงการเมืองหรือไม่ พร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ
พลเอก รณชัย มัญชุสุนทรกุล ผอ.อผศ แถลงยัน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ/รมว.กห.ไม่เกี่ยว คุมแต่นโยบาย บอร์ด อผศ.ดำเนินเอง ปฏิเสธมีการให้เช่าช่วง แต่มี ขอเช่าเครื่องจักรมาทำงานได้ ยันอผศ.มีทีมงานเองรับงาน มีเครื่องจักรเองเพราะมี10นิคมทั่วประเทศ มีรถถากถาง บางกรณีเช่าเครื่องจักร ลงทุนซื้อเองไม่คุ้ม ยันใช้งบฯขุดคลอง แหล่งน้ำ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เผยตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง การร้องเรียน เรื่องค่าหัวคิว ขุดลอกคลอง ให้"พล.ท.สวัสดิ์ ทัศนา"รองผอ.อผศ."เป็นปธ.สอบทุกพื้นที่ พร้อมรับข้อมูลต่างๆ อยากรู้ เหมือนกัน อักษรตัวย่อ ต่างๆเป็นใคร อยากรู้ใครอ้างชื่อ "พลเอกประวิตร" ยัน พร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ ทั้ง สตง.หรือสื่อ สามารถลงพื้นที่ไปตรวจสอบได้ ยันใน อผศ. ไม่มีรับเงินใคร มั่นใจลูกน้อง แต่ถ้าสอบพบผิด ยันไม่เลี้ยง แต่ไม่อยากมอง โยงการเมืองหรือไม่ แต่ไม่อยากให้โยง ถึง พลเอกประวิตร รมวกห. เพราะไม่เป็นธรรม กับท่าน ท่านเป็นนายกสภา อผศ.คุมแต่นโยบาย ไม่เกี่ยวกับการดำเนินการ วอนเข้าใจและสงสาร ทหารผ่านศึกด้วย สร้างขื่อเสียง ใช้ชีวิตรักษาชาติ มาตั้งแต่ 2491 ไม่มีใครเหลียวแล ยัน อผศ. ตัองดุแล กว่า3 ล้านคน ต้องหารายได้ เลี้ยงดู เพราะงบประมาณแต่ละปี ไม่เพียงพอ แต่ยัน ยึดตามระบบการของานจากส่วนราชการอื่น มีการทำสัญญาจ้างงาน มีการตรวจรับ มีมาตรฐาน

พลเอกรณชัย ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก แถลงข่าวชี้แจง
กรณีการร้องเรียนโครงการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศ ภายใต้มาตรการรับมือภัยแล้งของรัฐบาล
พลเอก รณชัย กล่าวว่า จากกรณีสื่อมวลชนต่าง ๆ ได้ลงข่าวเกี่ยวกับโครงการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศ ภายใต้มาตรการรับมือภัยแล้งของรัฐบาล ที่หน่วยเจ้าของโครงการ/งบประมาณเป็นผู้จัดการดูแล และมอบหมายให้ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีการร้องเรียนในประเด็นต่าง ๆ อาทิ มีบุคคลแอบอ้างชื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปเรียกรับผลประโยชน์และเก็บค่าหัวคิวจากโครงการดังกล่าว รวมทั้งการที่ผู้รับเหมางานต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับคนบางกลุ่มในองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ตลอดจนกรณีที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
ผิดเงื่อนไขในสิทธิพิเศษ เรื่อง การนำงานไปจ้างต่อให้เอกชน หรือเช่าช่วง นั้น
พลเอก รณชัย ชี้แจงว่า สาเหตุที่ องค์การฯ โดยสำนักงานการเกษตรการอุตสาหกรรมและการบริการ (สกบ.) สามารถเข้าไปรับงานดังกล่าวได้เนื่องจาก องค์การฯ ได้รับสิทธิพิเศษประเภทไม่บังคับในการรับจ้างพิเศษ หรือก่อสร้างปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ ตามมติคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ
เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับทราบมติ
เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ซึ่งในการดำเนินงานได้มีการบริหารจัดการด้านเครื่องมือ เครื่องจักร และยานพาหนะที่ใช้ดำเนินการตามลักษณะงานโครงการ
โดยเช่าจากเอกชนเป็นบางส่วนซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวไม่ถือเป็นการเช่าช่วงงาน นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานมีศักยภาพได้มาตรฐาน ยังมีการจัดตั้งกองอำนวยการโครงการพัฒนาก่อสร้างปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ งานขุดลอกคูคลอง ลำรางสาธารณะ
งานสร้างฝายกั้นน้ำ และงานลอกท่อระบายน้ำ
พร้อมทั้งกำหนดผังการจัดการแบ่งมอบความรับผิดชอบภายในและอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา รวมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจการภาคสนาม เพื่อตรวจการปฏิบัติงานของหน่วยงานก่อสร้างส่วนกลางและหน่วยงานก่อสร้างเขต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งงานให้กับผู้ว่าจ้าง โดยผ่านการตรวจรับจากคณะกรรมการตรวจการจ้าง ว่างานครบถ้วนสมบูรณ์ ตามแบบรูปที่กำหนด
สำหรับการร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ และการเก็บหัวคิว พลเอก รณชัย ชี้แจงว่ายังไม่เคยได้รับการร้องเรียนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ใครมีข้อมูลเพิ่มเติม ขอความกรุณาส่งให้คณะกรรมการด้วย
พลเอก รณชัย ได้ฝากสื่อมวลชนว่า ขอให้เห็นใจองค์การฯ ซึ่งปัจจุบันต้องดูแลทหารผ่านศึก และครอบครัว เป็นจำนวนกว่า ๓ ล้านคน การดำเนินงานที่ผ่านมาได้ยึดนโยบายความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นสำคัญ องค์การฯ ได้จัดตั้งหน่วยงานกิจการพิเศษขึ้นมาเพื่อหารายได้สมทบงบประมาณ เพื่อให้ทหารผ่านศึกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หากเจ้าหน้าที่องค์การฯ มีพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต และพบว่ากระทำความผิดจริง จะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน

ผอ.ทหารผ่านศึก แจง เหตุ อผศ.ได้รับงาน เพราะงบฯไม่พอเลี้ยง ทหารผ่านศึกกว่า3ล้านคน



อ่าน....ผอ.ทหารผ่านศึก แจง เหตุ อผศ.ได้รับงาน เพราะงบฯไม่พอเลี้ยง ทหารผ่านศึกกว่า3ล้านคน วอนเห็นใจ รับงานตามกม. โปร่งใส ไม่มี เช่าช่วง ไม่มีหัวคิว โวยมีการตัดต่อข่าว เอาเรื่องเก่าผสม
เผยตั้ง กก.สอบสวนข้อเท็จจริง ถูกกล่าวหา ค่าหัวคิวงบฯขุดคลอง แหล่งน้ำ แจง 3ประเด็น ยันไม่มี "เช่าช่วง" -ไม่เกี่ยว"พลเอกประวิตร" ค่าหัวคิว อผศ.ขุดคลอง / ยันงบฯโปร่งใส ตรวจสอบได้/ แจงไม่ใช่การ"เช่าช่วง" เผยกม.เปิดช่อง อผศ.รับงานได้ หรือเช่าเครื่องจักรได้ /ไม่อยากพูดโยงการเมืองหรือไม่ พร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ /ยัน คน อผศ.ไม่มีรับผลประโยชน์ แต่ถ้าพบใครผืด ไม่เลี้ยง/วอนเข้าใจและสงสาร ทหารผ่านศึกด้วย สร้างชื่อเสียง ใช้ชีวิตรักษา ประเทศชาติ มาตั้งแต่ 2491 แต่ที่สุด ไม่มีใครเหลียวแล เผย อผศ. ต้องหารายได้ เลี้ยงดูทหารผ่านศึกกว่า3 ล้านคน
พลเอกรณชัย มัญชุสุนทรกุล ผอ.อผศ แถลงข่าวยืนยัน ว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กห. ถูกอ้างชื่อ ทั้งๆที่ ท่าน ไม่เกี่ยว ท่านเป็นนายกสภา อผศ. คุมแต่นโยบาย เท่านั้น ในส่วนอื่น บอร์ดอผศ.ดำเนินการเอง
พร้อมปฏิเสธ ให้เช่าช่วง ระบุ อผศ.มีทีมงานเองรับงาน มีเครื่องจักรเองเพราะมี10นิคมทั่วประเทศ มีรถถากถาง บางกรณีเช่าเครื่องจักร ลงทุนซื้อเองไม่คุ้ม ไม่ใช่การเช่าช่วง ยันใช้งบฯขุดคลอง แหล่งน้ำ โปร่งใส ตรวจสอบได้
เผยตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง การร้องเรียน เรื่องค่าหัวคิว ขุดลอกคลอง ให้"พล.ท.สวัสดิ์ ทัศนา"รองผอ.อผศ."เป็นปธ.สอบทุกพื้นที่ พร้อมรับข้อมูลต่างๆ เร่งสอบและสรุปให้เร็วที่สุด
"ผม อยากรู้ เหมือนกันว่าใคร ที่สื่อลง ชื่อ ตัวย่อ กัน ใครใครอ้างชื่อ รมว.กลาโหม ช่วยมาบอกผมหน่อย" พลเอกรณชัย กล่าว
ผอ.อผศ. ยืนยันว่า พร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ ทั้ง สตง.หรือสื่อ สามารถลงพื้นที่ไปตรวจสอบได้
"ใน อผศ. ไม่มีรับเงินใคร มั่นใจลูกน้อง
แต่ถ้าสอบพบผิด ก็ไม่เลี้ยง และต้องลงโทษ"
เมื่อถามว่า มีการเมืองมาเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะ มีการพาดพิง พลเอกประวิตร นั้น พลเอกรณชัย กล่าวว่า ก็มีคนพูดกัน แต่ผมไม่อยากมอง โยงการเมืองหรือไม่ และไม่อยากให้โยง ถึง พลเอกประวิตร รมวกห. เพราะไม่เป็นธรรม กับท่าน ท่านเป็นนายกสภา อผศ.คุมแต่นโยบาย ไม่เกี่ยวกับการดำเนินการ
ผอ.อผศ. วอนเข้าใจและสงสาร ทหารผ่านศึกด้วย สร้างชื่อเสียง ใช้ชีวิตรักษา ประเทศชาติ มาตั้งแต่ 2491 แต่ที่สุด ไม่มีใครเหลียวแล
เผย อผศ. ตัองดูแล กว่า3 ล้านคน ต้องหารายได้ เลี้ยงดู เพราะงบประมาณแต่ละปี ไม่เพียงพอ แต่ยัน ยึดตามระบบการของานจากส่วนราชการอื่น มีการทำสัญญาจ้างงาน มีการตรวจรับ มีมาตรฐาน
ทั้งนี้ พลเอกรณชัย ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(อผศ.) แถลงข่าวชี้แจงกรณีการร้องเรียนโครงการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศ ภายใต้มาตรการรับมือภัยแล้งของรัฐบาล
จากกรณีสื่อมวลชนต่าง ๆ ได้ลงข่าวเกี่ยวกับโครงการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศ ภายใต้มาตรการรับมือภัยแล้งของรัฐบาล ที่หน่วยเจ้าของโครงการ/งบประมาณเป็นผู้จัดการดูแล และมอบหมายให้ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีการร้องเรียนในประเด็นต่าง ๆ 3ประเด็นคือ
1. มีบุคคลแอบอ้างชื่อ พลเอกประวิตร รมว.กลาโหม ไปเรียกรับผลประโยชน์และเก็บค่าหัวคิวจากโครงการดังกล่าว
2.ค่าหัวคิว หรือ การที่ผู้รับเหมางานต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับคนบางกลุ่มในองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ตลอดจนกรณีที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
ผิดเงื่อนไขในสิทธิพิเศษ
3. เรื่อง การ"เช่าช่วง" หรือการนำงานไปจ้างต่อให้เอกชน นั้น
พลเอก รณชัย ชี้แจงว่า ประเด็น พลเอกประวิตร นั่น ไม่เป็นความจริง เพราะท่านไม่มาเกี่ยวข้อง ท่านเป็นนายกสภา อผศ.คุมแต่นโยบาย ไม่เกี่ยวกับการดำเนินการ
ส่วนเรื่องการ เช่าช่วง ก็ไม่เป็นความจริง และไม่มีเกิดขึ้น มีแต่การเช่าเครื่องจักร กรณีที่ของ อผศ. ไม่เพียงพอ โดย อผศ.มีทีมงานเอง รับงาน มีเครื่องจักรเองเพราะมี 10นิคม ทั่วประเทศ มีรถถากถาง บางกรณี ต้องเช่าเครื่องจักร ลงทุนซื้อเองไม่คุ้ม
พลเอกรณชัย กล่าวว่า งบประมาณจาก กห.มีจำกัดไม่พอ ดูแล ทหารผ่านศึก 3 ล้านคน รัฐบาล เลยให้ อผศ มาดำเนินการ รับงาน ตามพรบ อผศ. ได้ โดยมีระเบียบกำกับ
พลเอกรณชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ องค์การฯ โดยสำนักงานการเกษตรการอุตสาหกรรมและการบริการ (สกบ.) สามารถเข้าไปรับงานดังกล่าวได้เนื่องจาก องค์การฯ ได้รับสิทธิพิเศษประเภทไม่บังคับในการรับจ้างพิเศษ หรือก่อสร้างปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ ตามมติคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับทราบมติเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ซึ่งในการดำเนินงานได้มีการบริหารจัดการด้านเครื่องมือ เครื่องจักร และยานพาหนะที่ใช้ดำเนินการตามลักษณะงานโครงการ
โดยเช่าจากเอกชนเป็นบางส่วนซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวไม่ถือเป็นการเช่าช่วงงาน นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานมีศักยภาพได้มาตรฐาน ยังมีการจัดตั้งกองอำนวยการโครงการพัฒนาก่อสร้างปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ งานขุดลอกคูคลอง ลำรางสาธารณะ
งานสร้างฝายกั้นน้ำ และงานลอกท่อระบายน้ำ
พร้อมทั้งกำหนดผังการจัดการแบ่งมอบความรับผิดชอบภายในและอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา รวมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ตรวจการภาคสนาม เพื่อตรวจการปฏิบัติงานของหน่วยงานก่อสร้างส่วนกลางและหน่วยงานก่อสร้างเขต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งงานให้กับผู้ว่าจ้าง โดยผ่านการตรวจรับจากคณะกรรมการตรวจการจ้าง ว่างานครบถ้วนสมบูรณ์ ตามแบบรูปที่กำหนด
ส่วน การร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ และการเก็บหัวคิว พลเอก รณชัย ชี้แจงว่ายังไม่เคยได้รับการร้องเรียนโดยตรง แต่ไม่นิ่งนอนใจ จึงได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ขึ้นมาแล้ว ในการตรวจสอบทุกโครงการของ อผศ. ใครมีข้อมูลเพิ่มเติม ขอความกรุณาส่งให้คณะกรรมการด้วย
พลเอก รณชัย กล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนเห็นใจองค์การฯ ซึ่งปัจจุบันต้องดูแลทหารผ่านศึก และครอบครัว เป็นจำนวนกว่า ๓ ล้านคน การดำเนินงานที่ผ่านมาได้ยึดนโยบายความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นสำคัญ องค์การฯ ได้จัดตั้งหน่วยงานกิจการพิเศษขึ้นมาเพื่อหารายได้สมทบงบประมาณ เพื่อให้ทหารผ่านศึกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หากเจ้าหน้าที่องค์การฯ มีพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต และพบว่ากระทำความผิดจริง จะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน
ขอให้ดูที่งบฯกับงานที่ทำมา ผลสัมฤทธิ์ สุดท้าย ว่าเป็นไป ตามสเปค ทุกอย่าง และ รับประกันว่า เป็นไปตามระเบียบ และ ปชช ในพื้นที่พอใจ โดย เท่าที่ทราบ อผศ.รับงานต่างๆ เหล่านี้ ในวงเงินราว3-4พันล้าน เท่านั้น ในหลายพื้นที่ และจากหลายส่วนราชการ แต่ส่วนใหญ่ จะเป็น จากกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยฝ่ายพลเรือน(ปพ.)
ในบางพื้นที่ ที่มีการ ร้องเรียน เราลงไปดู แต่ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แก้ตัว แต่นี่คือ ข้อเท็จจริง
เพราะเรายึดหลัก โปร่งใส ซื่อสัตย สุจริต และให้ตรวจสอบได้ เป็นไปตามระเบียบ
"น่าเห็นใจ อผศ. เราทำชื่อเสียงมา สะสมมา ตั้งแต่ ปี 2491 กี่ปี ที่เราสร้างแต่ความดี แก่ชาติ ทหารผ่านศึก รวมพลัง เสียสละเลือดเนื้อ เวลาเห็นพวกเขา ก็น่าสงสาร อยากร้องไห้กับเขา ไม่มีใครเหลียวแล ดูแลเขา แม้ทุกรัฐบาล ดูแลมา แต่งบฯจำกัด และมีขั้นตอน อาจมีคนไม่เข้าใจ"
"ผมเชื่อว่า ในอผศ. หรือลูกน้องผม ไม่มีใครรับผลประโยชน์ใดๆ ที่นี่ใครทำไม่ดี ต้องพูดความจริง ออกมา"
พลเอกรณชัย ระบุด้วยว่า มีการตัดต่อประเด็นข่าวต่างๆ มา ด้วยการเอาข้อมูลเก่าตัดต่อ ผมจึงต้อง ขอความเป็นธรรม ด้วย

ทหารมีไว้ทำไม???.....

ทหารมีไว้ทำไม???.....

บิ๊กหมู สั่งทหาร คุมเข้มพืชผลชายแดน หวั่นลักลอบนำเข้าจากเพิ่อนบ้าน สั่ง กกล.รส.ช่วยจัดระเบียบการขนส่ง "อ้อย"เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง เร่งจี้งานจัดระเบียบทั้งรถตู้ วิน จยย. สถานประกอบการ สินค้าผิดกฎหมาย พร้อมกระตุ้นทุกส่วนใช้กลไกศูนย์ดำรงธรรมช่วยสางปัญหาใหญ่ของแต่ละพื้นที่
กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ธีรชัย นาควานิช ผบทบ./ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เผยว่า พลเอกธีรชัย ได้กล่าวขอบคุณทุกส่วนงานที่เร่งรัดดำเนินงานในทุกด้านอย่างเรียบร้อย
พร้อมย้ำว่ายังคงมีความเดือดร้อนของประชาชนอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ รวมถึงงานสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
โดยเฉพาะการช่วยเหลือดูแลเกษตรกร ที่ต้องบริหารจัดการให้ครอบคลุมในทุกมิติของความเดือดร้อน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และ กองกำลังป้องกันชายแดน เข้มงวดในมาตรการป้องกันมิให้มีการลักลอบนำเอาพืชผลทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านออกนอกพื้นที่ชายแดน หรือนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต โดยให้ปฏิบัติควบคู่ไปกับภารกิจสกัดกั้นการลักลอบนำพืชผลทางการเกษตรที่ผิดกฎหมายที่มักจะลักลอบเข้ามาทางช่องทางตามธรรมชาติในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย
ที่สำคัญให้มีการประสานข้อมูลกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องโควต้าการนำเข้า เพื่อให้สอดคล้องกันกับการปฏิบัติในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การเข้มงวดในการดูแลผลิตผลทางการเกษตรที่นำเข้ามาในประเทศ ก็เพื่อรักษาสิทธิ์ของเกษตรกรไทยและป้องกันมิให้มีผลกระทบต่อราคาพืชผลในประเทศ อาทิ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว เป็นต้น
นอกจากนี้ พลเอกธีรชัย เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย เข้าไปสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการจัดระเบียบการจราจรและการขนส่งสินค้าและผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะการขนส่งต้นอ้อยจากพื้นที่เพาะปลูกไปยังโรงงานผลิตน้ำตาล ซึ่งพบว่าบางพื้นที่มีการบรรทุกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และการผูกรัดตรึงไม่เรียบร้อย สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
โดยให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประสานความร่วมมือกับสำนักงานขนส่งจังหวัด, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด, ผู้ประกอบการโรงงานผลิตน้ำตาล, เกษตรกร และตำรวจ เข้มงวดในมาตรการและแนวทางการปฏิบัติที่มีอยู่แล้วในทุกพื้นที่ ได้แก่ การควบคุมความสูงของรถบรรทุกอ้อย, การติดสัญลักษณ์ไฟสัญญาณ, ป้ายข้อความ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย, กำหนดความเร็วของรถ และระยะห่างของรถบรรทุก, การทำประกันภัยประเภทอุบัติเหตุสำหรับรถบรรทุกอ้อยทุกคัน ,การตรวจสภาพรถให้พร้อมใช้งาน, การทำหลักฐานเอกสารบันทึกทะเบียนรถ เส้นทางขนส่ง, การขอความร่วมมืองดรับซื้ออ้อยเข้าสู่โรงงานในเทศกาลสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางสัญจรที่คับคั่ง
โดยการจัดระเบียบรถขนส่งอ้อยดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการนำร่องแล้วในพื้นที่กองทัพภาคที่ ๓ จ.สุโขทัย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ พลเอกธีรชัย ได้สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยทุกกองทัพภาค เริ่มจัดระเบียบทันที เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนที่ใช้เส้นทาง อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกร รวมทั้งเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมการขนส่งสินค้าทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ด้วย
ส่วนสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มรุนแรงมากขึ้นนั้น เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ทุกส่วนเร่งดำเนินการตามมาตรการบรรเทาและแก้ปัญหาภัยแล้งตามที่รัฐบาลกำหนด และกำชับให้ทุกส่วนลงไปดูแลช่วยเหลือประชาชน โดยช่วงนี้ให้เน้นเรื่องน้ำที่ใช้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาได้มีการนำน้ำไปแจกจ่ายใน ๑๓ จังหวัด คิดเป็นปริมาณ ๑,๓๒๔,๐๐๐ ลิตร
สำหรับความต่อเนื่องในเรื่องการจัดระเบียบสังคม กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ได้ดำเนินการในหลายมิติ ทั้งเรื่องการตรวจสอบวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง การตรวจสอบรถตู้โดยสาร ด้วยการตั้งจุดตรวจร่วมกับ สำนักงานขนส่งจังหวัด
ล่าสุดในพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กทม. จากการหารือร่วมกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เห็นชอบในการบังคับใช้กฎหมายสูงสุดต่อผู้กระทำผิดคือ ปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท ยกเลิกสัญญา ดำเนินคดีตามความผิด เป็นต้น
นอกจากนี้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ยังคงความต่อเนื่องในการป้องกันการแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง, การตรวจสอบร้านจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์, การตรวจสอบสถานประกอบการ, สกัดกั้นการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี, ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันปาล์ม, การรับซื้อยางพาราจากเกษตรกร
ส่วนการแก้ปัญหารุกล้ำลำน้ำสาธารณะที่คลองลาดพร้าว ซึ่ง ได้เริ่มวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตไปแล้วเมื่อ ๑๐ ก.พ.๕๙ นั้น เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ขอบคุณทุกส่วนที่ทำให้โครงการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ พร้อมกำชับให้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ได้กำกับดูแลให้เป็นไปตามแผนงาน โดยเฉพาะข้อตกลงที่ทางส่วนราชการได้มอบให้กับประชาชนจะต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้
นอกจากนี้จากการที่รัฐบาลมอบให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าช่วยสนับสนุนในโครงการพัฒนาแฟลตดินแดง กทม. ซึ่งขณะนี้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ ๑ ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เข้ารับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้พักอาศัย และการตรวจสอบข้อจำกัดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว
พลเอกธีรชัย ได้กำชับให้ ตรวจสอบทุกสภาพปัญหาที่มีผลกระทบต่อโครงการ พร้อมเร่งรัดให้เป็นไปตามแผนงานที่รัฐบาลกำหนด ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน
ส่วนเรื่องการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรนั้น ให้มีการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนผู้รับซื้อยางและเกษตรกร ถึงปัญหาและรวบรวมข้อขัดข้องที่เกิดขึ้น เพื่อนำเสนอรัฐบาลนำไปสู่การปรับปรุงโครงการ ให้เป็นไปตามกลไกและความต้องการของเกษตร อาทิ ปริมาณหรือข้อจำกัดของการรับซื้อ
พลเอกธีรชัย ยังคงห่วงใยและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยย้ำถึงการใช้กลไกศูนย์ดำรงธรรมในการแก้ปัญหาในทุกเรื่องในทุกพื้นที่ ด้วยวิธีการลงไปสืบค้นปัญหาควบคู่ไปกับการรับเรื่องร้องทุกข์ของประชาชน ที่ผ่านมาปัญหาที่ได้รับการแก้ไขส่วนใหญ่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เช่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุรินทร์ เข้าไกล่เกลี่ยการขายฝากที่ดินของประชาชน, ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุโขทัย เข้าช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกกักตัวไว้ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตามที่ญาติเข้าร้องทุกข์ เป็นต้น ในช่วงต่อไปให้เน้นปัญหาในพื้นที่ที่มีความสลับซับซ้อนมีผลกระทบต่อส่วนรวมในวงกว้าง และเป็นปัญหาที่ต้องใช้กลไกทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบายร่วมกันแก้ไข
ขอให้ทุกส่วนยึดถือเสมอว่าประชาชนมีความเดือดร้อนและต้องการการช่วยเหลือดูแล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ จะช่วยทางจังหวัดในการประสานทุกส่วนราชการทั้งในระดับปฏิบัติจากส่วนกลาง และระดับนโยบาย เพื่อลงไปแก้ไขปัญหาของแต่ละพื้นที่ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

นายกฯ บิ๊กตู่ ถก คณะผู้แทนไทยจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆในสหรัฐ ฯ และแคนาดา

นายกฯ บิ๊กตู่ ถก คณะผู้แทนไทยจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆในสหรัฐ ฯ และแคนาดา ระบุ ดีใจที่เห็นคนมาช่วยชาติ ช่วยประเทศ ภาครัฐ เอกชน และกลุ่มพลังคนต่าง ๆ ต้องหากันให้เจอ ยันบริหารประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 6 กลุ่มงาน ครอบคลุม ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา กฎหมายและการต่างประเทศ
อาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ โรงแรม RitzCarlton เมือง Rancho Mirage สหรัฐอเมริกา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบปะกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทย ผู้แทนสมาคมวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada – ATPAC) และกลุ่มนักวิชาชีพไทยสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และรับทราบนโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยพลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้มีโอกาสพบกับกลุ่มคนไทยที่มีความรู้ มีศักยภาพและเป็นสมองของประเทศ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสาขาที่ต่างกันออกไป แต่เชื่อว่าทุกคนมีความปรารถนาดีจะร่วมกันการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าและก้าวทันประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก พร้อมรับฟังความคิดเห็นและแนวทางการปฏิรูปและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย
รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนที่จะใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลางคือ เร่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากร การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมระบบการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Stem) เพื่อพัฒนาประเทศ ผลิตกำลังคนคุณภาพในสาขาที่ขาดแคลน และกำหนดให้การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้างบุคลกรคุณภาพ เพื่อรองรับการก้าวไปสู่การเป็นเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องการที่จะร่วมมือกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาวิจัยกับภาคเอกชน/อุตสาหกรรม รวมทั้งการดึงภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลงทุนในนวัตกรรม
ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มี นโยบายส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ ซึ่งในเป้าหมายระยะแรกมีทั้งสิ้น 6 คลัสเตอร์ แบ่งเป็นซุปเปอร์คลัสเตอร์ 4 สาขา ประกอบด้วย (1) ยานยนต์และชิ้นส่วน (2) เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคม (3) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(4) ดิจิทัล และอีก 2 คลัสเตอร์ที่เกี่ยวกับ เกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และมีกิจการเป้าหมาย ได้แก่ ซอฟท์แวร์ Digital Content ศูนย์ Data Center การสร้าง Software Park การสร้าง Movie Town การสร้างภาพยนตร์ และการบริการธุรกิจสร้างภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งหมด นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการผลักดันเป้าหมาย การสร้างผู้ประกอบการ SME และการสร้างสตาร์ทอัพด้วย
โอกาสนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทย ผู้แทนสมาคมวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada – ATPAC) และกลุ่มนักวิชาชีพไทยสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสนับสนุนแนวทางการพัฒนาประเทศที่อยู่บนพื้นฐานการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โดยผู้แทนกลุ่มวิทยาศาสตร์ สนับสนุนการเตรียมความพร้อมประเทศ โดยให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ เพราะไทยจำเป็นต้องแข่งขันกับประเทศต่างๆ รวมทั้งประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ทั้งในแง่การพัฒนาและความมั่นคง ซึ่งจะต้องส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชน ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้น
กลุ่มวิศวกร จากกลุ่ม ATPAC ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการบริหารจัดการน้ำ พร้อมให้การสนับสนุนแนวทาง การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ เนื่องจากเห็นว่าไทยประสบปัญหาเรื่องน้ำแล้ง น้ำท่วมและน้ำเสีย ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม แต่สามารถบริหารจัดการเพื่อบรรเทาปัญหาได้ และยินดีให้ความร่วมมือและประสานกับรัฐบาลและหน่วยงานของไทย
คณะคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ได้กล่าวถึงการบริหารจัดสรรทุนภาครัฐทั้งกระบวนการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การส่งไปเพื่อฝึกอบรม การกระจายทุน การบริหารจัดการทุน ให้ตรงกับความต้องการของประเทศให้มากที่สุด เสนอให้มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ร่วมให้การสนับสนุนทุน เพื่อใช้จำนวนเงินทุนของรัฐที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งส่งเสริมให้มีความร่วมมือระหว่างนักวิจัยสหรัฐ ฯ เพื่อมาร่วมวิจัย จะทำให้มีถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (animation and digital content) กล่าวว่า สิ่งสำคัญ คือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ไทย แม้จะมีศักยภาพในการผลิตงานในระดับโลก แต่มักไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้น การสนับสนุนการสร้างผลงานร่วมระหว่างไทยและสหรัฐ ฯ เพื่อทำให้ศักยภาพและฝีมือของคนไทยสามารถเผยแพร่และเป็นทีรู้จักในสหรัฐ ฯ มากยิ่งขึ้น
รวมทั้ง การดึงนิทรรศการศิลปะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้จัดขึ้นในเมืองไทย สนับสนุนศิลปิน นักคิดสร้างสรรค์ของไทยร่วมการประกวดการแข่งขันในระดับสากล นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐเตรียมความพร้อม ตั้งแต่ การผลิตหลักสูตรการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย การจัด online training programme เพื่อพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย
นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน และยืนยันว่า รัฐบาลบรรจุแผนการพัฒนาและการบริหารราชการแผ่นดิน ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งการแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลุ่มงาน ครอบคลุม ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา กฎหมายและการต่างประเทศ และการ บูรณาการแผนงานงบประมาณ เพื่อผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ มีการปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยต้องผูกพันกับการพัฒนา มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับไทยด้วย ก็จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม รัฐบาลส่งเสริมอุตสาหกรรมในระบบ cluster เดิมจากการผลิตเป็นชิ้นส่วนให้เน้นการพัฒนาเทคโลยี ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน
“วันนี้ ดีใจที่เห็นคนมาช่วยชาติ ช่วยประเทศ ภาครัฐ เอกชน และกลุ่มพลังคนต่าง ๆ ต้องหากันให้เจอ เพื่อช่วยเพิ่มเติมซึ่งกันและกันเพื่อ โดยกลุ่มคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศนี้ ขอให้ถือเป็นกลุ่มที่ 13 ของคณะทำงานร่วมรัฐเอกชน ประชาชน หรือประชารัฐ” ด้วย"นายรัฐมนตรี กล่าว

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ประธานสหพันธ์ พงส.แห่งชาติก้มหน้ายอมรับ!? เจอ ม.44 “บิ๊กตู่”ปิดปาก ยัน-สู้ต่อแต่เปลี่ยนวิธี


   สหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ “จ๋อย” แต่ยังสู้ต่อ ขณะที่สมาคมพนักงานสอบสวน”หนุนรัฐ”มาแรงเผยเหตุตำรวจกลุ่มสอบสวนต้องการย้ายสังกัดเพราะทนสภาพลูกเมียน้อยไม่ไหว ยิ่งหมดระบบ “เลื่อนไหล”เจอระบบ “ค่านิยม นรต.”ปิดอนาคตอันสดใสแน่นอน
       
       คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2559 เรื่องการคัดเลือกหรือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยเฉพาะข้อ 1.ให้บรรดาการคัดเลือกหรือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องที่ได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 จนถึงวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย...นั่นหมายความว่าเจตนารมย์ก็เพื่อให้คำสั่งต่างๆที่เคยออกไปแล้วสามารถบังคับใช้ต่อไปและไม่เปิดโอกาสให้มีใครนำไปฟ้องร้อง
       
       ที่สำคัญคือจะไม่มีตำแหน่งของข้าราชการตำรวจบางตำแหน่งอีกต่อไปนั่นคือกลุ่มพนักงานสอบสวนเช่นระดับ ผบก.ใช้คำว่าผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ระดับรองผบก.ใช้คำว่าผู้เชี่ยวชาญ ระดับ ผกก.ใช้คำว่าผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับรองผกก.ใช้คำว่าผู้ชำนาญพิเศษ ระดับสารวัตร ใช้คำว่าผู้ชำนาญการและรองสารวัตร ใช้คำว่าพนักงานสอบสวน กลับมาเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ “เสียเปรียบ”เพราะตกค่านิยมรุ่นนักเรียนนายร้อย อีกทั้งงานหนักแต่ไม่มีระบบเลื่อนไหลการันตีอีกแล้ว ทั้งหมดจะมาเริ่มต้น “ย้อนยุค”เฉกเช่นเมื่อราว 20 ปีก่อนคือเป็นข้าราชการตำรวจเหมือนกันทั้งหมดโดยรายละเอียดต่างๆที่ยังไม่ชัดเจนในระหว่างนี้ขึ้นกับคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ที่จะร่างกฎระเบียบต่างๆขึ้นมาใหม่
       เหตุใดเมื่อ 20 ปีก่อนกรมตำรวจ หรือสำนักงานตรวจแห่งชาติ จึงแยกสายสอบสวนให้เป็นหน่วยงานเฉพาะและใช้ระบบเลื่อนไหลเพื่อความเจริญก้าวหน้าของผู้ปฏิบัติงาน
       
       ปัจจัยแรกคือพนักงานสอบสวนจำเป็นต้องเชี่ยวชาญข้อกฏหมายโดยตรงในอดีตที่ผ่านมาตำรวจในส่วนนี้มักเป็นผู้จบการศึกษาด้านนิติศาสตร์ จะมีนักเรียนนายร้อยตำรวจบ้างแต่เป็นส่วนน้อยเพราะค่านิยมการทำงานในลักษณะสืบสวน ปราบปราม เป็นความวัฒนะธรรมความชอบและเมื่อจบภาระหน้าที่ “ปิดคดี”ด้วยการจับกุมผู้ร้าย หรือรวบรวมพยานหลักฐานในเบื้องต้นแล้ว “ภาระ”ต่อไปในการสอบสวนพยาน หรือการเสาะหาหลักฐานความเชื่อมโยงซึ่งมีรายละเอียดมากรวมทั้งต้องอาศัยความรู้ความช่ำชองทางกฏหมายจึงถือเป็นต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรม และ”ปลายทาง”ของผลงานตำรวจนั่นคือการนำผู้ถูกกล่าวหาขึ้นสู่การพิจารณาของศาล
       
       งานของพนักงานสอบสวนแม้ดูเหมือนว่าไม่เสี่ยงเช่นตำรวจสายปราบปรามแต่ในข้อเท็จจริงแล้ว “ความเสี่ยง”ของตำรวจกลุ่มนี้อยู่ที่ความผิดพลาดในการสอบสวนต่างๆจากที่เป็นฝ่ายใช้ข้อกฎหมายนำพยานหลักฐานมัดตัวผู้ถูกกล่าวหา หากเลินเล่อก็อาจกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง อีกทั้งเส้นทางความก้าวหน้า ค่าตอบแทนที่มีปัญหาจึงเกิดปรากฏการณ์สมองไหล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขาดแคลนพนักงานสอบสวนมีไม่เพียงพอจึงแก้ปัญหาด้วยการแยกกลุ่มงานออกจากฝ่ายสืบสวน ปราบปรามและงานจราจร โดยใช้ระบบเลื่อนไหล กับเงินประจำตำแหน่งเป็นแรงจูงใจ รอบหลายปีที่ผ่านมาเกิดวิกฤตทางการเมือง โดยมีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้งเนื่องจากผู้มีอำนาจทุกยุค ทุกสมัยมักใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง หรือจัดการกับฝ่ายตรงข้ามจนเกิดกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ มีข้อเสนอให้ลดอำนาจ หน้าที่ซึ่งครอบจักรวาลไปหมดแต่ในการปฏิบัติงานกลับล้มเหลวและมักมีข้ออ้างถึงกำลังพล รวมทั้งงบประมาณสนับสนุน
       
       1 ในสายงานที่ถูกเรียกร้องให้ปฏิรูปอย่างเร่งด่วนคือฝ่ายสอบสวน และมิใช่เพียงกระแสภายนอกเท่านั้นแม้แต่ตำรวจส่วนหนึ่งก็ยังต้องการหลุดพ้นไปจากต้นสังกัดทั้งนี้ให้ดูจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพนักงานสอบสวนทั่วประเทศที่ใช้ชื่อ “สหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ”นำโดย พ.ต.อ.ภรภัทร เพ็ชรพยาบาล พงส.ผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.บางปู จ.สมุทรปราการ กับเพื่อนสมาชิกราว 3 พันนาย
       
       นอกจากจะรวมตัวกันยื่นข้อเสนอต่างๆต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐบาล แล้วหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 6/2559 มีการตอบโต้จากสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ อย่างทันทีทันควันโดย พ.ต.อ.ภรภัทร เพ็ชรพยาบาล ในฐานะประธานสหพันธ์ฯระบุว่าการออกคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้รู้สึกว่าท่านไม่ฟังให้ครบทุกฝ่ายก่อนตัดสินใจ
       
       "ไม่ทราบว่าท่านคิดอะไร แต่รู้สึกว่าท่านรับฟังแต่คนใก้ลชิด!!??" พ.ต.อ.ภรภัทรกล่าว และวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมจนมีสื่อนำไปพาดหัว “พนักงานสอบสวนโวย บิ๊กตู่ งัด ม.44 สกัด”ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เต้นผางและเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมาพล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวน พ.ต.อ.ภรภัทร เพ็ชรพยาบาล ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิดวินัยกรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2559 โดยท้ายคำสั่งให้ลงมือตรวจสอบให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน
       
       จากคำสั่งนายกรัฐมนตรี ไปจนถึง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ที่ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯเอาผิดทางวินัยแก่ประธานสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ทำให้เห็นว่าการปฏิรูปตำรวจไทยน่าจะเป็นเพียงวาทะกรรมที่สวยหรูเท่านั้น เพราะผู้มีอำนาจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังผูกแน่นอาศัยประโยชน์ถ้อยทีถ้อยอาศัยชนิดที่แยกจากกันไม่ได้ บรรยากาศของสมาชิกสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ที่เคยคึกคักวันนี้กลับมีแต่ความเงียบเหงา นายตำรวจสายสอบสวนทุกคนที่เกี่ยวข้องและออกมาเคลื่อนไหวไม่รู้ว่าวันข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น กิจกรรมต่างๆที่เคยเดินหน้าโดยไม่สะดุดอาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบเพื่อไม่ตกเป็นเป้า และเพื่อความอยู่รอด การเคลื่อนไหวทั่วไปจึงเป็นเพียงการส่งข้อความระบายความรู้สึก
       
       แม้แต่พ.ต.อ.ภรภัทร เพ็ชรพยายาล เมื่อทีมข่าวอาชญากรรม MGR ออนไลน์สอบถามเรื่องราวต่างๆได้คำตอบเพียงว่าคงต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ส่วนการต่อสู้ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบเพื่อความอยู่รอดเพราะ ม.44ของนายกฯมิใช่เพียงอำนาจแต่ยังเป็นกฏหมายด้วย ในขณะที่สหพันธ์พนักงานสอบสวนฯกำลังเจอมรสุมลูกใหญ่ มีกระแสข่าวอีกทางระบุว่ากลับเป็นโอกาสให้กลุ่มพนักงานสอบสวนอีกชุดหนึ่งเติบโต-ขยายวงขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นตำรวจสายอนุรักษ์ที่ยังคงต้องการให้ตำรวจสายสอบสวนอยู่ใน “มดลูก”ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไปนั่นคือ “สมาคมพนักงานสอบสวน”อันมี พล.ต.อ.วุฒิชัย ศรีรัตนวุฒิ อดีตนายตำรวจคนดังนั่งเป็นประธานฯ
       
       ประวัติ พล.ต.อ.วุฒิชัย ศรีรัตนวุฒิ เคยเป็น ผบช.กำลังพล ,รองผบ.ตร., ก.ตร.ผู้ทรงคณวุฒิ และประธาน ปปช.ช่วงที่เป็นผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล นั้นพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เคยทำหน้าที่นายเวรฯและในปัจจุบันยังอยู่ฐานะที่ปรึกษาของ ผบ.ตร.อีกด้วย 

อีกศพ สังเวยอารมณ์ผู้มีอำนาจ “บิ๊กเกรียน”ขอไว้อาลัย พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ ตำรวจหัวก้าวหน้าผู้รังเกียจวัฒนะธรรมตำรวจอนุรักษ์

อีกศพ สังเวยอารมณ์ผู้มีอำนาจ “บิ๊กเกรียน”ขอไว้อาลัย พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ ตำรวจหัวก้าวหน้าผู้รังเกียจวัฒนะธรรมตำรวจอนุรักษ์
แฟ้มภาพ
       
       ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผกก.- หัวหน้าสถานี “มุบมิบ”เงินสนับสนุนปราบปราบ-สอบสวน ปีละ 1.2 ล้าน ใช้จริงไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ “อมตุ่ย”
      
       “ทำเพื่อตัวเอง ก็อยู่แค่สิ้นลม ทำเพื่อสังคม แม้สิ้นลม ก็ยังอยู่”.... สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านขาประจำ MGR ออนไลน์ ทุกๆท่าน กระผม “บิ๊กเกรียน”ขอรายงานตัวด้วยบรรยากาศแสนหดหู่ใจ สังเวยอารมณ์ของผู้มีอำนาจที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น “ส่วนใหญ่”ของผู้ใต้บังคับบัญชา เช้าวันที่ 12 ก.พ.2559 พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.เทียนทะเล หรืออีกตำแหน่งคือเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ซึ่งสังคมไทยเริ่มจะรู้จักเขาในฐานะตัวแทนตำรวจสายงานสอบสวนทั่วประเทศ ที่กำลังเคลื่อนไหวคัดค้านคำสั่ง ม.44 ที่ 6/2559 และ 7/2559 โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ......
      
       00000.....เนื้อหาสาระของคำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบต่อพนักงานสอบสวนกว่า 1 หมื่นนายทั่วประเทศเพราะเมื่อยุบ-เลิกตำแหน่งไปแล้วสิ่งที่ตามมาคือความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ รายได้จากเงินประจำตำแหน่งที่เคยได้รับ และอนาคตที่ยังมองไม่เห็นเพราะการยุบ-เลิก มิได้บอกล่วงหน้าให้ทราบ 1 ใน 700 นายคือพ.ต.ทจันทร์ ชัยสวัสดิ์ เคยได้รับค่าตอบแทนประจำตำแหน่งเดือนละ 20,800 บาทต้องหายไปทันที แม้ผู้บังคับบัญชา จะยืนยันว่าไม่มีการตัดเงินหรือสิทธิประโยชน์ใดๆแต่แผนงานรองรับ หรือการปฏิรูปตามหลักวิชาการ ตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญที่เคยกล่าวอ้างไว้ ไม่มีอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรมทั้งสิ้น เรียกว่าไร้อนาคต หมดขวัญกำลังที่จะยืนหยัดอีกต่อไป.....
       00000.....หลังพ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ ในฐานะเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ทำหนังสือร้องเรียนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่อให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าว คำตอบที่ได้มาก็คือการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัยแก่พ.ต.อ.ภรภัทร เพ็ชรพยาบาล พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.บางปู จว.สมุทรปราการ หรืออีกตำแหน่งในฐานะประธานสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ คำสั่ง “ปิดปาก”ส่วนหัวย่อมกระทบลงมายังส่วนอื่นๆอย่างแน่นอน และบทบาทครั้งสุดท้ายของพ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ ในฐานะเลขาสหพันธ์ฯเขาได้เลี่ยงที่จะตอบคำถามนักข่าวนั่นเพราะมีสัญาณไม่สู้ดีมาจาก “เบื้องบน”จึงขอให้นักข่าวกลับไปอ่านหนังสือร้องเรียนที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่ามีรายละเอียดต่างๆอยู่ในนั้นชัดเจนทุกประการแล้ว.....
      
       00000.....อีก 1 ชีวิตในแวดวงผู้พิทักษ์ฯที่ดับสูญไปหลายคนอาจมองว่านี่คือฉากสุดท้ายของกลุ่มตำรวจหัวก้าวหน้าที่ต้องการหลุดพ้นมาจากวัฒนะธรรมเก่าๆในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่อีกจำนวนไม่น้อยกลับมองว่านี้คือฟางอีกเส้นหนึ่งที่กำลังเพิ่มพูนมากขึ้นบนหลังอูฐ หรืออาจเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย”ในสังคมสีกากีที่ตำรวจเกือบ 3 แสนนายได้สติกลับคืน “ยืนอยู่กับความจริง”และพร้อมดำรงอยู่เพื่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ดีขึ้น .....อย่าให้ พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ ต้องตายเปล่าเพราะไม่เช่นนั้นยังอาจจะมีตำรวจอีกหลายคนที่ต้องดับดิ้น-สิ้นชีพ กับภาวะบีบคั้นที่ไม่อาจทนต่อไปได้....พ.ต.อ.วิรุตน์ ศิริสวัสดิบุตร นายตำรวจน้ำดีอีกคนในฐานะที่ปรึกษาสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ท่านมีความคิดอ่านอย่างไร.....”บิ๊กเกรียน”ติดตามผลงานนายตำรวจท่านนี้มานาน “วางใจ”ได้ว่าเป็นตำรวจดีที่ประชาชน และคนเป็นตำรวจพึ่งพาอาศัยได้..... 00000.....พ.ต.อ.วิรุตน์ เคยกล่าวถึงปัญหาตำรวจในช่วงนี้ไว้ว่า....ตำรวจไทยมียศนายพลมากมายถึง 498 คนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ่นเรื่อยๆ ถือว่าจะเป็นหน่วยงานที่มีนายพลมากที่สุดในโลก เงินอุดหนุนโรงพักในลักษณะสืบสวน -สอบสวนมีให้ ผกก.หรือหัวหน้าสถานีแห่งละ 1 แสนบาทแต่ใช้จริงไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ ตกปีละ 1.2 ล้านบาทแม้จะอดอยากไม่มีเงินสีเทาใครๆก็อยากเป็น !!??....ความเครียดของตำรวจไทยมิได้เกิดจากงานในหน้าที่ แต่มีปัญหาเรื่องต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และโครงการบ้าๆบอๆของนายต่ละคนประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเป็นรายวัน ต้องหาเงิน เบียดบังงบประมาณส่งส่วยตำรวจผู้ใหญ่ หรือกระทั่งรับใช้คุณนายหลังบ้าน จัดกระเช้า อาหารไปร่วมงานวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน หรือเทศกาลต่างๆ เพื่อรักษาเก้าอี้ รวมทั้งหวังจะมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ.... “พนักงานสอบสวนแต่ไหนแต่ไรมีแต่คดีผู้ต้องหาหลบหนี แต่ปัจจุบันมีคดีประเภทพนักงานสอบสวนหลบหนี” คือสอบเสร็จแล้วยังต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ!!??
      
       00000.....ในฐานะทำมาหากินกับข่าวอาชญากรรมมานาน รู้จักตำรวจน้อย-ใหญ่มาก็เยอะแต่บอกตามตรงว่าไม่เคยเห็นตำรวจยุคไหนตกต่ำ ล้มเหลวเท่ากับยุคนี้ ว่าไปแล้วจะโทษผู้มีอำนาจก็คงไม่ถูกนัก เพราะ “คนชง”ก็คือตำรวจใหญ่ที่ติดสอยห้อยตาม หรือตำรวจใก้ลตัว ท ทหาร ทั้งนั้น ถ้าต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุด วิน-วิน ทั้งข้าราชการตำรวจและประชาชน “ทางเลือก” และ “ทางออก”คงไม่มาสู่ “ทางตัน”กันอย่างนี้....เฉพาะปัญหาพนักงานสอบสวน “บิ๊กเกรียน”กะเทาะให้ถึงแก่น “ฟันธง”ว่า เหตุผลแรกคือไม่ยอมปล่อยให้งานสอบสวน เปลี่ยนผ่านไปอยู่ในร่มเงาของกระทรวงยุติธรรม...ถามว่าทำไมเพราะนี่คือการตอบโจทก์ที่สังคมไทยต้องการมิใช่หรือ...แต่ความจริงของคนมีอำนาจเขาไม่เอาด้วย ดั่งที่รู้กันว่า “ตำรวจ”รับใช้อำนาจ รับใช้นักการเมือง และรับใช้รัฐบาล (ทหาร) หมุนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นวัฎจักร การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเพียงอาการ “ผายลม”ทางปาก หรือ “ตด”ให้น้องหมาดีใจไปเท่านั้น...เหตุผลต่อมาคือ “กดหัว-เอาคืน”ไม่ให้ฮือไม่ให้อือเพราะอาจจะรวนไปทั้งระบบ อีกทั้งคนใก้ลตัวผู้มีอำนาจอาจ “วางยา” เตะสกัดคู่แข่ง “ชักบันไดหนีไฟ” เอากันแบบตายทั้งเป็น หมดทางสู้กันไปเลย ต่อไป “นายพล”สายสอบสวนใช่ว่าจะขึ้นกันได้ง่ายๆ นั่นเท่ากับเป็นการบีบทางของบรรดานายร้อยปริญญาตรี-ปริญญาโท ในทางอ้อม.....
      
       00000.....ปิดท้ายข่าวฝาก....ขอเชิญพี่น้องชมรมสวนฝั่งธนฯและชาวชมพูฟ้าร่วมพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศขำๆเวลาแดดร่มลมตกศุกร์ที่ 12 ก.พ.นี้ที่ห้องปิ่นเกล้า โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า “บิ๊กเกรียน”คนชอบของฟรีถ้าไม่ติดอะไรจะไปแจมด้วย....00000

“พระจุณ” สงสาร“บิ๊กตู่”ไม่อยากให้บานปลาย


“วรพงษ์” ชี้ ไม่กระทบแผนปฏิรูปตร.ระยะยาว ด้าน “พระจุณ” สงสาร“บิ๊กตู่”ไม่อยากให้บานปลาย เพื่อนเผยเจ้าตัวเครียดหลังยื่นหนังสือนายกฯ
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ (สปท.) ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวน สน.เทียนทะเล ผูกคอเสียชีวิต ภายในบ้านพักเลขที่ 631 หมู่บ้านพระปิ่น 5 ซอยเอกชัย 109 แขวงบางบอน เขตบางบอน กทม.หลังเคยไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ทบทวนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 6/2559 เกี่ยวกับการยุบเลิกตำแหน่ง และเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน ตามคำสั่ง คสช.ที่ 6/ 2559 เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า เบื้องต้นตนทราบข่าวดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่รู้รายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ทำงาน หาข้อเท็จจริงว่าสาเหตุการเสียชีวิต และแรงจูงใจคืออะไร อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้คงไม่กระทบต่อแผนงานปฏิรูปตำรวจ ถ้าทำตามแผนระยะยาวที่ตนวางไว้
ด้าน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สปท.และอดีตคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่ และกระบวนการทำงานของตำรวจ เพื่อประโยชน์ประชาชน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่หาข้อเท็จจริง ตนไม่อยากวิจารณ์ แต่ส่วนตัวเรื่องปฏิรูปตำรวจที่ทำอยู่ยังไม่ตรงตามที่ประชาชนต้องการ ที่อยากให้แยกอำนาจสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงต้องหาสาเหตุกันไป แต่ตนไม่อยากให้บานปลายเพราะสงสาร พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตั้งใจทำงาน

“ยิ่งลักษณ์” เปิดบ้านรับสื่อนอก เตรียมตอบปมจำนำข้าว 17 ก.พ.

“ยิ่งลักษณ์” เปิดบ้านรับสื่อนอก เตรียมตอบปมจำนำข้าว 17 ก.พ.
‪#‎NEWSROOM‬ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านพัก ภายในซอยโยธินพัฒนา3 ต้อนรับสื่อต่างชาติ หลายสำนัก โดยเป็นการพาชมแปลงผักออร์แกนิคที่ปลูกไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักสลัด และผักสวนครัว ที่อดีตนายกรัฐมนตรีเก็บไว้ทานเอง และนำไปเป็นของฝากให้แก่บุคคลต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชนด้วย
นางสาวยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า เรื่องการเมืองขณะนี้ ยังทำอะไรไม่ได้มาก เนื่องจากถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ส่วนการเลือกตั้ง ก็หวังให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ตามโรดแมปที่รัฐบาลตั้งไว้
ส่วนตระกูลชินวัตรจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของอนาคต และขึ้นอยู่กับทางพรรค อีกทั้งต้องดูรายละเอียดในรัฐธรรมนูญด้วย
ขณะที่คดีจำนำข้าวนั้น อดีตนายกรัฐมนตรีหวังว่าศาลจะพิจารณาข้อมูลจากพยานที่ ป.ป.ช.เคยตัดออกไป
ก่อนหน้านี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ เปิดเผยกับสื่อต่างชาติ ต่อกรณีโครงการรับจำนำข้าว โดยยืนยันว่า เป็นการช่วยเหลือเกษตรกร และที่ผ่านมาก็พยายามอยู่เงียบๆมานานเกือบ 2 ปี ปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศไป แต่บางครั้งจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อน ส่วนข้อสงสัยที่ว่า จะหนีออกนอกประเทศนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าวยืนยันว่า ถ้าต้องการหนี คงหนีไปแต่แรกแล้ว จะไปขึ้นศาลทำไม
นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า ไม่ได้คุกคามรัฐบาลรัฐประหาร เพราะไม่มีตำแหน่งอะไร เป็นแค่คุณแม่ลูกหนึ่ง ฉะนั้น ไม่ต้องหวาดหวั่นอะไร
ขณะที่ เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ และงานวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยชินวัตร และสภาวิจัยแห่งอิตาลี โดยมีเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่มหาวิทยาลัยชินวัตร
โดยความร่วมมือทางการวิจัยดังกล่าว นับเป็นผลสืบเนื่องจากการเยี่ยมเยียนสาธารรัฐอิตาลี ของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 1-13 กันยายน 2556 ในโอกาส สร้างความสัมพันธ์ของการฑูตไทยกับอิตาลีครบรอบ 145 ปี
ภายหลังการลงนาม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม นางสาวยิ่งลักษณ์ กรณีที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่ผิด แต่ผิดที่วิธีการบริหารงาน รวมถึงกรณีที่ปลัดกระทรววงพาณิชย์ออกมาระบุว่า ข้าวในสต็อกจำนวน 3.9 แสนตัน ไม่ได้หาย แต่เกิดจากความผิดพลาดที่เจ้าหน้าที่ลงบัญชีผิด ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าเดี๋ยวค่อยไปเจอกันวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ แล้วถามพร้อมๆ กันทีเดียว
ทั้งนี้ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่ศาลนัดสืบพยาน คดีจำนำข้าว ครั้งที่ 2