PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

นายกรัฐมนตรีคุยสายตรงบัน คี มูน ด้าน-นปช. แจงข้อมูลยูเอ็น

นายกรัฐมนตรีคุยสายตรงบัน คี มูน ด้าน-นปช. แจงข้อมูลยูเอ็น
นายกรัฐมนตรีคุยโทรศัพท์สายตรงกับเลขาธิการยูเอ็นชี้แจงเรื่องการทำประชามติ แจ้งให้ทราบว่ามีผู้ไม่หวังดี เผยเลขาธิการยูเอ็นห่วงเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่อร่าง รธน. ด้าน นปช.พบเจ้าหน้าที่ยูเอ็น และเตรียมทำหนังสือถึงอียูให้เข้ามาสังเกตการณ์การทำประชามติ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในช่วงเช้าวันนี้ (20 มิ.ย.) ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติในเรื่องการทำงานและการเตรียมการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ รวมทั้งการดำเนินงานตามโรดแมปที่วางไว้

สำนักข่าวไทยรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงให้เลขาธิการยูเอ็นทราบว่ามีผู้ไม่หวังดี ซึ่งเลขาธิการยูเอ็นได้รับทราบและเชื่อว่าจะมีความเข้าใจ ทั้งนี้ เลขาธิการยูเอ็นได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนในขณะนี้ ซึ่งตนชี้แจงให้ ทราบว่ายังมีพรรคการเมืองบางพรรคไม่ให้ความร่วมมือทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เปิดช่องทางให้เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว แต่กลับไม่ยอมรับ

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จะมีการส่งผู้แทนไปชี้แจงทำความเข้าใจกับเลขาธิการยูเอ็นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และไทยพร้อมจะชี้แจงเรื่องนี้กับทุกประเทศ

สำนักข่าวไทยรายงานด้วยว่า ในวันเดียวกันนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) และแกนนำกลุ่ม ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ โดยนายจตุพรระบุว่าได้พูดคุยเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ยูเอ็น ได้แนะนำให้ทำหนังสือไปยัง นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ หากจะเชิญมาสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติในไทย และหากกลุ่ม นปช. พบข้อมูลการละเมิดสิทธิ์เกี่ยวกับการทำประชามติ ก็ให้ส่งข้อมูลมายังยูเอ็นเป็นระยะ
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า ที่ผ่านมายูเอ็น สนใจและติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และได้แสดงความห่วงใยมาถึงรัฐบาลหลายครั้ง ซึ่งกลุ่ม นปช. จะทำหนังสือถึงสหภาพยุโรป หรือ อียู เพื่อขอให้เข้ามาสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ เพราะมองว่า อียู เป็นองค์กรที่มีประสบการณ์ตรง และมีบทบาทชัดเจน ในการเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้ง หรือการลงประชามติในหลาย ๆ ประเทศ ‪#‎ประชามติ‬ ‪#‎ร่างรัฐธรรมนูญ‬

วีระ ปปช.ลำบากใจ ฟันจีที 200

คดีการทุจริตซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200 มันไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรเลย มันก็คือการที่ทหารบกกลุ่มหนึ่งรวมหัวกันทุจริตงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธของกองทัพบก แต่กรณีที่ป.ป.ช.หนักใจ เพราะกลัวทหารบกที่มาเป็นใหญ่ในรัฐบาล คสช.และกลัวว่าประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ที่บิ๊ก คสช.ส่งเข้ามาควบคุม ป.ป.ช.จะไม่พอใจใช่มั้ย ทำไมเวลา ป.ป.ช.ฟันเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ใช่บิ๊ก คสช.ไม่เห็นต้องลำบากใจเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆว่า นอกจาก คสช.จะไม่ได้เข้ามาทำการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆให้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เรื่องเลวร้ายที่พวกของตนเองก่อเอาไว้ ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก นี่แหละชัดเลย เรื่องที่ควรทำกูไม่ทำ แต่เรื่องระยำกูชอบทำนัก

“นปช.” ยื่น UN รายงานสถานการณ์ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สั่งห้ามดำเนินการเปิดศูนย์ปราบโกง

“นปช.” ยื่น UN รายงานสถานการณ์ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สั่งห้ามดำเนินการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ขอ คสช.หยุดพฤติกรรม
******************************************************************
‪#‎NEWSROOM‬ ‪#‎TV24‬ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เดินทางมายื่นหนังสือต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน แห่งองค์การสหประชาชาติ หรือ OHCHR เพื่อรายงานสถานการณ์การคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังมายังที่ตั้งของศูนย์ปราบโกงประชามติ พร้อมคำสั่งห้ามเปิดศูนย์ โดยอ้างคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2557 รวมถึงเหตุการณ์คุกคามการเปิดศูนย์ปราบโกงในระดับภูมิภาคของจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ
.
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เป็นการกระทำที่สะท้อนความไม่จริงใจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ที่ตระบัดสัตย์ไม่รักษาคำพูด อีกทั้งยังมีการคุกคามแกนนำศูนย์ปราบโกงในระดับภูมิภาค ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ คสช.ทบทวน และยุติการคุกคามประชาชรที่เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติในระดับภูมิภาคของทุกจังหวัดในทันที
.
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ได้กล่าวถึงกรณีการจัดสรรเวลาออกอากาศรายการรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าในผังการออกอากาศระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ไปจนถึง 6 สิงหาคมนั้น เป็นการจัดสรรเวลาให้กับฝ่ายที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์เพียงด้านเดียว ไปฟังเสียงณัฐวุฒิกันครับ
.
นายณัฐวุฒิ ตอบโต้การที่ถูกกล่าวหาว่าเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อปั่นป่วนบ้านเมืองว่า ศูนย์ปราบโกงประชามติของนปช.ไม่มีนัยทางการเมืองในการเคลื่อนไหวใดใด พร้อมกับเห็นว่าการที่บุคคลที่ออกมากล่าวหานั้น ไม่เคยชนะการเลือกตั้ง แต่ได้ดิบได้ดีจากการยึดอำนาจ ซึ่งก็ไม่ต่างจากผีเน่ากับโลงผุ ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นตายไปแล้วในสายธารประชาธิปไตย
.
นอกจากนี้ แกนนำ นปช.ยังเปิดเผยถึงยอดรวมสถานการณ์การเปิดศูนย์ปราบโกงฯ นปช.ทั่วประเทศเมื่อวานนี้ โดยระบุว่าสามารถเปิดได้ใน 46 จังหวัด ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ 22 จังหวัด และไม่สามารถเปิดศูนย์ได้ 30 จังหวัด

บิ๊กตู่ ชี้ฝนตกยังไงก็ท่วม ประเทศจะจม คนหนักแผ่นดินเยอะ ไม่อยากท่วมก็ไปอยู่ที่อื่น

บิ๊กตู่ เหน็บพวกคิดประหลาดตั้งศูนย์ปราบโกง เตือนสติเอาเวลาไปสู้คดี

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT ED (The Leadership Program for School Partner) ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐาน และการพัฒนาผู้นำ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงเกิดปรากฏการณ์ทางสภาพภูมิอากาศ ที่มีทั้งทำให้ฝนตกยาวขึ้น ตกข้ามปี จึงขอให้เตรียมความพร้อมที่จะรับสถานการณ์หากน้ำท่วม ซึ่งจะไม่ให้เกิดเลยก็ไม่ได้เพราะพื้นที่ประเทศไทยต่ำ โดยเฉพาะกรุงเทพฯยังไงมันก็ท่วม ถ้าไม่อยากให้ท่วมก็ไปอยู่ที่อื่นเพราะทำไม่ทัน ไปหาที่อยู่สูงๆ เอาแล้วกัน คงไม่ไล่ไปดาวอังคารหรอก
“แล้วเดี๋ยวสื่อจะไปพาดหัวข่าวว่านายกฯไล่คนไปนอกประเทศ เป็นพยานให้ด้วยวันนี้ไม่ได้ไล่ แต่ต้องมาช่วยกันทำให้ประเทศสูงขึ้น เพราะมันต่ำอยู่แล้ว ถ้ามีคนไม่ดีมันก็หนักแผ่นดินมากขึ้น จะจมลงไป เพราะไอ้คนไม่ดีเหล่านี้ รับรองพรุ่งนี้ (21 มิ.ย.) สู้กันอีกวันนี้เตรียมตั้งท่ากันแล้ว ว่าผมพูดเมื่อไหร่ก็ตาม จ้องจะเอามาพูดมาสู้ผม อย่าลืมว่าผมมีอำนาจตามกฎหมายอยู่ วันนี้ไม่ต้องมาพูดเรื่องประชาธิปไตยกำลังทำประชาธิปไตยให้ก็เดินหน้าไปจะมาอะไรกับผมนักหนา” นายกฯกล่าว
จากนั้นนายกฯ ได้หันไปถามพิธีกรดำเนินรายการชายว่า เรียนจบต่างประเทศมาหรือไม่ เมืองนอกเขามีตั้งศูนย์ปราบโกงจับโกงแบบนี้ไหม ถ้าไม่มีแล้วจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นแบบนั้น ไม่ให้มีคนคิดประหลาดแปลกๆ แบบนี้ ทำเพื่อตัวเองกันทั้งสิ้นนั่นแหละ ความใหญ่เยอะแยะไปหมดยังออกมาแสดงปัญญาอีก โน่นไปเตรียมสู้คดีกันโน่น เดี๋ยวคดีใหม่มาอีกก็จะวุ่นวายอีก ประชาชนก็เดือดร้อนอีก บอกว่าถูกชักจูงชักนำมา ส่วนนักเรียนก็บอกว่าครูพามาเพราะฉะนั้นครูก็ต้องไปดู อย่าให้มันเกิดขึ้นผมไม่เชื่อหรอกแต่เคยเห็นในคลิปนะที่สอนเด็กในห้องพูดว่าเผด็จการมีนะบางโรงเรียน เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวก่อนแต่ก็ไม่โกรธเพราะโกรธไม่ได้เขาไม่เข้าใจ
นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันลดจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา รัฐมนตรีรองนายกรัฐมนตรี ที่ช่วยกันขับเคลื่อน เรากำลังเดินหน้าไปด้วยกันทุกคนก็ทำงานไม่มีวันหยุดราชการวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ทำงาน แม้ตนไม่เจอหน้าก็สั่งให้เค้าทำงานทางไลน์ตนไม่ให้เขามีความสุขอยู่แล้วถ้าผมไม่มีความสุข เป็นแบบนี้ทุกกระทรวงผมทราบอะไรก็ส่งให้เป็นเรื่องที่ส่งให้ทราบเฉยๆ ว่าเค้ามองเราอย่างไร ตนเป็นคนละเอียดเลยทำให้ผมหงุดหงิดบ้างเป็นธรรมดาไอ้คนที่ชอบตนก็โอเคอยู่แล้ว ใครก็ชอบถ้ามีใครมาชมแต่นั่นแหละคือสิ่งที่มากดดันตนเพราะเขาคาดหวังให้ตนทำให้เสร็จอย่างที่เด็กบอกว่าพ่อเขาชื่นชม ส่วนหนึ่งผมก็ดีใจแต่อีกส่วนหนึ่ง ตนจะทำให้เขาได้หรือไม่นี่คือสิ่งที่กดดันคือเรื่องความรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้คนมาชอบเยอะๆ แล้วมาปรบมือ มันไม่ใช่ตนไม่ใช่คนแบบนั้น แต่วันนี้ตนก็คิดว่าจะมีอะไรดีๆ ที่เกิดขึ้น
นายกฯ กล่าวว่า ฝากงบการเรียนรู้และความรับผิดชอบต่อสัมคม (ซีเอสอาร์) ด้วย และฝากดูกิจกรรมด้านศึกษารวมถึงสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ตนกำลังแก้ไขปัญหาน้ำเสียและขยะอยู่ที่ผ่านมารัฐบาลอื่นทำไม่ได้ ขณะนี้ตนได้ขับเคลื่อนในหลายๆ โครงการเพราะฉะนั้นปัญหาใดที่ทำไม่ได้ตนจะพยายามหาทางทำให้ได้ แต่หากรัฐบาลทำฝ่ายเดียวคงไม่เกิดผล ส่วนท้องถิ่นต้องลงไปช่วยดู ถ้าไม่อยากใช้ไฟฟ้าราคาถูกก็ต้องเตรียมซื้อไฟฟ้าราคาแพง เพราะวันนี้เราจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่สนับสนุนพลังงานทดแทนแต่ต้นทุนการผลิตติดตั้งพลังงานทดแทนราคาค่อนข้างแพง เมื่อแพงค่าไฟจึงเพิ่มขึ้น
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำว่า เดี๋ยวหากมีฝนลงตกลงมาแล้วน้ำท่วมรัฐบาลก็โดนอีก ตอนนี้ตนกำลังแก้ไขอยู่ แก้ที่ระบบท่อระบายน้ำเพราะไม่เคยทำติดกันอยู่ที่ท่อระบายน้ำ ติดอยู่ที่อีไอเอมันเลยเดินต่อไปไม่ได้ ช่วยกันดูว่าอะไรจำเป็น
counter

นายกฯ ปรามปลุกระดมศิษย์วัดพระธรรมกายรวมตัว เสี่ยงข้อหาขัดขวางเจ้าหน้าที่

มติชนออนไลน์รายงานว่า พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวเตือนถึงกรณีที่ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายจะรวมตัวกันปกป้องไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมพระธัมมชโยว่า ขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือการรับฟังเหตุและผลซึ่งกันและกัน ไม่วู่วาม ต้องรู้จักใคร่ครวญอย่างมีสติว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เพื่อร่วมกันหาทางออกของปัญหาให้ดีที่สุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจดีถึงความเลื่อมใสศรัทธาของคณะศิษย์ที่มีต่อพระธัมมชโย แต่อยากให้เปิดใจกว้างอย่างพินิจพิเคราะห์ในเรื่องของกฎหมายบ้านเมืองด้วย เพราะทุกสังคมในโลกล้วนมีกฎกติกา เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเรียบร้อย ภายใต้การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
“กรณีที่มีบุคคลมีชื่อเสียง ออกประกาศเชิญชวนให้ศิษยานุศิษย์มาร่วมปฏิบัติธรรมแผ่เมตตาที่วัดพระธรรมกายให้มากที่สุด เพื่อเรียกคืนความยุติธรรมให้พระธัมมชโยพ้นมลทินนั้น อาจถูกสังคมมองได้ว่าเป็นการปลุกระดมมวลชนที่มีนัยแอบแฝง เมื่อมีคนออกมาจำนวนมากอาจเกิดการกระทบกระทั่งกับประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้ยุติการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลเป็นห่วงคณะศิษย์ที่จะเดินทางไปวัดพระธรรมกายในช่วงที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งศาล เพราะอาจสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการกระทำความผิด เนื่องจากขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งตัวบุคคลและวัดพระธรรมกาย” พล.ต.สรรเสริญกล่าว
ก่อนหน้านี้ นายบุญชัย เบญจรงคกุล หรือเจ้าสัวบุญชัย นักธุรกิจชั้นนำและศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้ให้สัมภาษณ์รายการข่าวสถานีโทรทัศน์ดีเอ็มซีของวัด โดยเรียกร้องให้ศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศมารวมพลังกันปฏิบัติธรรมและแผ่เมตตาที่วัดพระธรรมกายให้ได้ถึงหลักล้านคน เพื่อให้พระธัมมชโยได้รับความยุติธรรมและพ้นมลทิน
(ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ)

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ชนะไม่ได้ให้กลายเป็นพวก เล็งถอนยาบ้าจากยาเสพติด


ไทยจุดพักขนถ่ายยาเสพติด ‘พล.อ.ไพบูลย์’ เน้นทำลายแหล่งผลิตนอกประเทศ เปลี่ยนรูปเเบบเเก้ปัญหา ยอมรับที่ผ่านมายังไม่สำเร็จ  ด้าน 'นพ.รัชตะ' ชี้ขึ้นทะเบียน 'ยาบ้า' ยาเสพติดให้โทษ 1 เพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งผลระบาดหนัก
วันพุธ ที่ 08 กรกฎาคม 2558 เวลา 09:20 น
natdanai0760758
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2558 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุม เรื่อง "(เมท)แอมเฟตามีน : มุมมองด้านสาธารณสุขกับทางออกที่ดีกว่า" ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
ศ.นพ.รัชตะ กล่าวถึงเมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การตลาดและธุรกิจเมทแอมเฟตามีนที่มีความต้องการบริโภคสูง และสร้างผลกำไรมหาศาล อันเป็นแรงจูงใจให้ต่างประเทศได้เข้ามาลงทุนค้าขายในประเทศไทย
2.สินค้าเมทแอมเฟตามีนที่มีผลทำให้ร่างกายทำงานได้ยาวนานผิดปกติ หากบริโภคโดยขาดสติและการควบคุม ผู้บริโภคก็จะสามารถเสพติดได้ และทำให้เกิดค่าความนิยม (Goodwill) ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ขายได้ในราคาสูงจึงสร้างกำไรมาก ทำให้เกิดแรงจูงใจในการขายและเสพ
"ในอดีตเมทแอมเฟตามีนไม่ได้มีมูลค่า ตามกฎหมายเป็นเพียงวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท แต่เมื่อ พ.ศ.2539 มีการเปลี่ยนให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ก็เสมือนเป็นการเพิ่มมูลค่าขึ้นทันที ซึ่งสถานการณ์เช่นนั้นอาจทำให้ถูกย้ายสถานะ แต่วันนี้สภาพการณ์เปลี่ยนแปลงไป ท่าทีของต่างประเทศและหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องยาเสพติดในต่างประเทศมีมุมมองต่อเมทแอมเฟตามีนเปลี่ยนไป ดังนั้นถึงเวลาแล้วจะต้องทบทวนเรื่องดังกล่าวใหม่" รมว.สธ. ระบุ
ด้านพล.อ. ไพบูลย์ กล่าวถึงปัญหาการปราบปรามยาเสพติด โดยยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นจุดพักการขนถ่ายยาเสพติด จึงควรเน้นไปที่การทำลายแหล่งผลิตนอกประเทศ ยกตัวอย่าง บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ และถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนรูปแบบการแก้ปัญหา ด้วยการอาศัยความรู้ความสามารถจากหลายหน่วยงาน โดยมีปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับกฎหมาย
ทั้งนี้ จากสภาวการณ์ดังกล่าว ได้ผลักดันให้เป็นวาระของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว และหน่วยข่าวกรองจากสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติดได้ชื่นชมว่า ยาเสพติดที่เข้ามาในประเทศไทยเริ่มชะงัก อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมการทำงานลักษณะนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ตราบใดที่ชาวบ้านยังเสี่ยงต่อการติดยาเสพติดอยู่ ส่วนการแก้กฎหมายก็ใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย
ถ้าศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดล้มเหลวควรถูกยุบ เพราะคนกลุ่มดังกล่าวท้ายสุดจะต้องเข้าสู่ระบบฟื้นฟู แม้แต่ในเรืองจำก็ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ในจำนวนทั้งหมด 20 % จะเป็นคดีรายใหญ่ และอีก 80% เป็นเพียงกลุ่มคนผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับโทษหนักเช่นกัน” รมว.ยุติธรรม กล่าว และว่ากระบวนการยุติธรรมไทยยังตัดสินลงโทษตามกฎหมาย การเอาพฤติกรรมมาประกอบคำตัดสินนั้นยังน้อยมาก เพราะระบบการสืบเสาะยังไม่สมบูรณ์ กรณีเช่นนี้สร้างความไม่ยุติธรรมให้กับผู้หลงผิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมทแอมเฟตามีน คือชื่อทางเคมีของ "ยาไอซ์" ซึ่งเป็นสารเสพติดกระตุ้นประสาทอยู่ในรูปผลึกใสเหมือนน้ำแข็ง ไม่มีสีถึงมีสีขาว ไม่มีกลิ่น ซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงเกือบ 100% เป็นสารเคมีชนิดเดียวกันกับ "ยาบ้า" แอมเฟตามีน แต่ยาบ้ามีส่วนประกอบของเมทแอมเฟตามีนน้อยกว่าและอยู่ในรูปแบบเม็ด
ก่อนหน้านี้เมทแอมเฟตามีนเคยเป็นวัตถุออกกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)วัตถุออกกฤทธิ์ต่อจิตประสาท พ.ศ.2518 แต่ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่ 135 พ.ศ.2539 กำหนดให้เป็นยาเสพติดประเภท 1 โทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 .
/////////
ชนะไม่ได้ให้กลายเป็นพวก เล็งถอนยาบ้าจากยาเสพติด
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ชี้ ทิศทางแก้ปัญหายาเสพติดโลกเปลี่ยนไป จากปราบปรามให้หมดสิ้นเป็นต้องอยู่ร่วมให้ได้ เผยเล็งยกเลิกเมทแอมเฟตามีนจากบัญชียาเสพติด ให้เป็นยาปกติ
พุธที่ 15 มิถุนายน 2559 เวลา 16.42 น.

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซนทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว ศาลฏีกา ร่วมกับสำนักกิจการในพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมประชุมเรื่อง ทิศทางของนโยบายยาเสพติดโลก เพื่อนำผลของการประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเรื่องยาเสพติด( UNGASS ) ปี 2016 มาปรับใช้ในประเทศไทย โดยมี นายวีรพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา พร้อมด้วย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เปิดการประชุม ทั้งนี้ พล.อ.ไพบูลย์ ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการแก้ไขยาเสพติดเมื่อ 28 ปีที่ผ่านมาว่า มีแนวคิดทำให้โลกปราศจากยาเสพติดด้วยประกาศสงคราม แต่เมื่อทำงานร่วมกับยาเสพติดมายาวนานจนถึงปัจจุบัน โลกยอมจำนนให้ยาเสพติด และกลับมาคิดว่าจะอยู่ร่วมกับยาเสพติดได้อย่างไร เปรียบเทียบได้กับคนเป็นมะเร็งที่ไม่มียารักษา ต้องใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งต่อไปให้ได้อย่างมีความสุข ขณะนี้ทิศทางเกี่ยวกับยาเสพติดกำลังเปลี่ยนไป หลายประเทศพูดถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการดูแลสุขภาพอนามัยของผู้เสพ ทิศทางของการใช้ยาเสพติดเพื่อรักษาอาการป่วย แต่ยูเอ็นยังไม่กล้าเขียนและไม่กล้ายอมรับ ทั้งที่มีผลงานวิจัยยืนยันและมีทิศทางของการยอมรับมากกว่า 70% แล้ว

รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อไปว่า ในที่ประชุม UNGASS ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เรียกร้องให้คำนึงถึงการลงโทษที่ได้สัดส่วน เช่น อันตรายของสารกระตุ้นในกลุ่มแอมเฟตามีนที่มีต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม บทบาทของผู้กระทำผิด มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุก หลายประเทศนำแนวคิดของประเทศไทยไปใช้ แต่ในไทยทำไม่ได้เพราะติดขัดที่กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้าไม่แก้กฎหมายก็เดินต่อไปไม่ได้ ตนจึงผลักดันให้ยกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา กฎหมายใหม่จะเปิดช่องให้ศาลมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจำคุก หรือการปรับที่น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เมื่อมีเหตุอันสมควรเฉพาะราย โดยพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของผู้กระทำความผิด และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือ ปราบปราม ป้องกัน และบำบัด แต่ที่ผ่านมาการบำบัดทำไม่ได้ ติดขัดที่กฎหมาย ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะเปลี่ยนเมทแอมเฟตามีนจากยาเสพติดรุนแรงเป็นยาปกติ เพราะในทางการแพทย์ เมทแอมเฟตามีนมีผลทำลายสุขภาพและสมองน้อยกว่าบุหรี่และสุรา แต่สังคมกลับยอมรับบุหรี่และสุรา หลังจากนี้จะหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ศาล อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อหาแนวทางที่เป็นไปได้ในการยกเลิกเมทแอมเฟตามีนจากบัญชียาเสพติด.

ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 ย้อนกลับ... อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/crime/502786

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ “พ.ท.หิมาลัย” เหตุถูกจำคุก “คดีบาร์เบียร์”

พันโท หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ต้องโทษคดีรื้อบาร์เบียร์ (ภาพเล็ก) คราวนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ถูกกศาลสั่งจำคุกเมื่อต้นปี 2559
        โปรดเกล้าฯ ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ “เสธ.หิ” พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ เหตุถูกจำคุก “คดีบาร์เบียร์” จากความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ กรณียกพวกบุกรื้อบาร์เบียร์สุขุมวิท
       
       วันนี้ (15 มิ.ย.) มีรายงายว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
       
       ทั้งนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พันโท หิมาลัย ผิวพรรณ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุกเนื่องจากมีความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ยศทหาร พ.ศ. 2479 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบกับระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศทหาร และบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ที่บุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทานอีกด้วย
       
       โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
       
       สำหรับ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ เป็นผู้ต้องหาในคดีเข้าบุกรุกทำให้เสียทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว กรณีรื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิทปี 2546 โดยร่วมกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย และจำเลยอีกหลายคน ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ พ.ท.หิมาลัย ต้องโทษจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา โดยศาลให้เหตุผลว่าเพราะการกระทำของ พ.ท.หิมาลัยเป็นการเข้าไปครอบครองพื้นที่โดยอุกอาจ ไม่ยำเกรงกฎหมาย ไม่ได้ใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการให้ถูกต้อง
       
       


ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ “พ.ท.หิมาลัย” เหตุถูกจำคุก “คดีบาร์เบียร์”

‘พล.ต.ต.ทรงวุฒิ’อดีตผู้การนนท์ คนสนิท ‘เพรียวพันธ์’ ยิงตัวตายบ้านพัก



เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน พนักงานสอบสวนสน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุ ชายใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิต ในบ้านเลขที่ 9 ซอยรามคำแหง 54 (ซอยมหาสิน) ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ รุดไปพร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู



ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น ปลูกติดกันหลายคูหา บริเวณชั้นล่างของบ้านพบรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ รุ่นอี 200 สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ชว 5627 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ จากการตรวจสอบประตูหลังด้านขวา พบศพพล.ต.ต.ทรงวุฒิ ถวัลย์กิจดำรงค์ อายุ 68 ปี อดีตข้าราชการตำรวจ โดยเกษียณราชการตำแหน่งสุดท้ายผบก.ภ.จว.นนทบุรี เมื่อปี 2552 สภาพศพสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว กางเกงผ้าแพรขายาวสีชมพู มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ขมับขวาทะลุซ้ายจำนวน 1 นัด ใกล้กันพบอาวุธปืนลูกโม่ ขนาด.38ตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนเพื่อนบ้านทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวพล.ต.ต.ทรงวุฒิ อาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายรวม 3 คน ปกติจะเก็บตัวอยู่ในบ้านกับครอบครัว และหลังเกษียณอายุราชการ เข้ารักษาตัวโรคซึมเศร้าที่โรงพยาบาลรามาธิบดี บางครั้งพล.ต.ต.ทรงวุฒิ ออกมากินข้าวบริเวณใกล้บ้าน มักจะหยิบยาออกมากินด้วยเป็นประจำ ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แต่ไม่มีเสียงคนทะเลาะกันหรือสิ่งผิดปกติอื่นแต่อย่างใด
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตอาจจะเครียดเนื่องจากป่วยด้วยโรคประจำตัวมานานหลายปี ขณะเกิดเหตุอยู่บริเวณชั้นล่างของบ้านเพียงลำพัง ส่วนภรรยาอยู่บนบ้าน ก่อนตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงตัวตายดังกล่าว อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ได้นำศพส่งชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมสอบปากคำญาติเพื่อสรุปหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วยผบ.ตร.) เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย เนื่องจากผู้เสียชีวิตเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา สำหรับพล.ต.ต.ทรงวุฒิ นั้นเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีตผบ.ตร. และมีความสนิทกับพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) และพล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผบช.ก. อีกด้วย

ประยุทธ์งัด ม.44 สั่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ฟรี ต้องมีมาตรฐานและคุณภาพ W


ed, 2016-06-15 18:36

ประยุทธ์ ใช้ ม.44 ตาม รธน.ชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ให้มีมาตรฐานและคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
15 มิ.ย.2559 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นผู้ลงนาม
คำสั่งระบุว่า ตามที่กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติกําหนดให้รัฐต้องจัดให้บุคคลได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น รัฐบาลที่ผ่านมามีนโยบายจัดการศึกษาดังกล่าวโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เป็นเวลา 15 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 13 ม.ค. 2552 โดยขออนุมัติตั้งงบประมาณเป็นรายปี และขยายขอบเขตการดําเนินการตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละคณะมาเป็นลําดับ หัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าโดยที่เรื่องนี้สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ และนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล ทั้งสามารถลดความเหลื่อมล้ํา สร้างโอกาสทางการศึกษา และความเป็นธรรมในสังคม แก้ปัญหาความยากจน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน จึงสมควรยืนยันแนวทางดังกล่าวและพัฒนาต่อไป ด้วยการยกระดับจากการเป็นโครงการตามนโยบายของแต่ละรัฐบาลให้เป็นหน้าที่ของรัฐและมาตรการ ตามกฎหมาย เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนมั่นคง และเพื่อให้สามารถจัดงบประมาณสนับสนุน ได้อย่างต่อเนื่อง
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ในคําสั่งนี้ “ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา” หมายความว่า งบประมาณที่รัฐจัดสรรให้แก่หรือผ่านทางสถานศึกษา หรือผู้จัดการศึกษาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี
“การศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี” หมายความว่า การศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) (ถ้ามี) ระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 3) หรือเทียบเท่า และให้หมายความรวมถึงการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์ด้วย
“การศึกษาพิเศษ” หมายความว่า การจัดการศึกษาให้แก่บุคคลซึ่งมีความผิดปกติอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งจําเป็นต้องจัดการศึกษาให้เป็นรูปแบบโดยเฉพาะ และอาศัยเทคนิคต่าง ๆ ในการสอนตามลักษณะ ความต้องการและความจําเป็นของแต่ละบุคคล
“การศึกษาสงเคราะห์” หมายความว่า การจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่ตกอยู่ในภาวะยากลําบาก หรืออยู่ในสถานภาพที่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป หรือที่มีลักษณะเป็นการกุศล เพื่อให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีพัฒนาการที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัย
ข้อ 2 ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนดเตรียมการเพื่อจัดให้เด็กเล็ก ก่อนวัยเรียนได้รับการดูแล และพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการดําเนินการด้วย
ข้อ 3 ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานดําเนินการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 15 ปี ให้มีมาตรฐานและคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีกําหนดอัตรา ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาสําหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี เพื่อเสนอตามกระบวนการจัดทํา งบประมาณรายจ่ายประจําปี ค่าใช้จ่ายตามวรรคสอง ได้แก่ (1) ค่าจัดการเรียนการสอน (2) ค่าหนังสือเรียน (3) ค่าอุปกรณ์การเรียน (4) ค่าเครื่องแบบนักเรียน (5) ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (6) ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ
ข้อ 4 ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทําหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อนํามาใช้แทน และขยายผลต่อจากคําสั่งนี้แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในหกเดือนนับแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ
ข้อ 5 ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคําสั่งนี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาด
ข้อ 6 ให้อัตราค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีผลใช้อยู่ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการกําหนดอัตรา ค่าใช้จ่ายสําหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ตามข้อ 3
ข้อ 7 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ดูลีลา ของ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบทบ.แคนดิเดทผบทบ.คนใหม่

ฟัง...น้ำเสียง และ ดูลีลา ของ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบทบ.แคนดิเดทผบทบ.คนใหม่ บนเวที...พูดสดๆ ไม่ต้องมีสคริปต์
บิ๊กเจี๊ยบ ผช.ผบทบ.เตือน ผบ.หน่วย-รด.จิตอาสา ระวังคนคิดต่าง มาทำลายความน่าเชื่อถือ ระวังการพูดเชิญชวนปชช.ลงประชามติร่างรธน. ต้องยึดตามกรอบกม. ไม่ยุ่งในคูหา ยันนี่เป็นแนวทางพัฒนาปชต.
ที่ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย นายประวิช รัตนเพียร ได้ทำพิธีส่งมอบ ร่างรธน. ให้กองทัพบก. ผ่าน พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบทบ. เพื่อส่งมอบให้ หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(นรด.) เพื่อให้ นักศึกษาวิชาทหาร (รด.) รด.จิตอาสา 1แสนคน ไปร่วมรณรงค์เชิญชวนประชาชน ไปลงประชามติ ร่าง รธน. 7 สค.นึ้ โดยมี หนุมาน เป็น แมสค็อท
โดยมี นายทหาร จาก กองทัพภาค1-2-3-4 และมณฑลทหารบก ทั่วประเทศ และ รด.จิตอาสา ร่วมพิธีและการสัมมนา 2,500 คน
ในการนี้ พลเอกเฉลิมชัย ได้ดูการสาธิตการทำหน้าที่ของ รด.จิตอาสา หน้าหน่วยลงประชามติ ด้วย และได้ทดลอง ขั้นตอนการออกเสียงประชามตืในคูหาจำลอง ด้วย
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบทบ. กล่าวว่า สิ่งที่เราทำนี้ ถือเป็น แนวทางพัฒนา ปชต.ตาม โรดแมพ ของคสช. ที่มีทบ เป็นกำลังหลัก ในการสนับสนุนรัฐบาล และคสช. โดยใช้กลไกของกองทัพ และกกล.รักษาความสงบฯ และกลไกประชารัฐ ในการทำงานร่วมกันทั่วประเทศ
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า รด.จิตอาสา จะได้ประสบการณ์ ในการทำงานเพื่อสังคม ในการออกพบปะประชาชน เพื่อขอให่้มาลงประชามติ จนถึงการไปประจำหน่วยเลือกตั้ง ในวันลงประชามติ7 สค.นี้
"แต่ที่ ทบ.เราห่วงใย คือ เราต้องตระหนักว่า การลง ประชามติ ครั้งนี้ มีคนเห็นต่าง อยู่และพยายามทำลายความน่าเชื่อถือ จึงขอให้ขอ ผบ หน่วยย ดูแลใกล้ชิด ในการปฏิบัติ ในกรอบของกม." ผช.ผบทบ. กล่าว
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า จากนี้ เราต้องทำงานหนัก แต่ย้ำว่าต้องในกรอบของกม. ขอให้ใช้ความระมัดระวัง และยืนอยู่บนความถูกต้อง โปร่งใส และหวังว่า ทุกอย่าง จะเป็นไปตามที่วางเป้าหมายได้
ทั้งนึ้ กองทัพบก เตรียมส่ง รด.จิตอาสา จำนวน12,000 คน ไปช่วยงาน ตามที่ กกต.ร้องขอ ในการไปทำหน้าที่ วันลงประชามติ ที่หน้าหน่วยลงประชามติ โดยจะไม่เข้าไปใน เขตคูหา แต่อยู่ด้านหน้า คอบอำนวยความสะดวก แกคนแก่ คนพิการ และประชาขน ในการตรวจหารายชื่อ ดูเลขที่ ในการออกเสียงประชามติ เท่านั้น ไม่มีการพูดชี้นำใด
โดยหน้าที่ ของ รด.จิตอาสา มี2 ส่วนคือ การไปรณรงค์ ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ ลงประชามติให้มากที่สุด และ หน้าที่อำนวยความสะดวกในวันลงประชามติ ที่หน้าคูหาเลือกตั้ง

.ลีลา ท่าทาง มือไม้ ในการให้สัมภาษณ์สื่อของ บิ๊กเจี๊ยบ แคนดิเดท ผบ.ทบ.คนใหม่ จากสายรบพิเศษ



.ลีลา ท่าทาง มือไม้ ในการให้สัมภาษณ์สื่อของ บิ๊กเจี๊ยบ แคนดิเดท ผบ.ทบ.คนใหม่ จากสายรบพิเศษ
บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบทบ. กล่าวว่า สิ่งที่เราทำนี้ ถือเป็น แนวทางพัฒนา ปชต.ตาม โรดแมพ ของคสช. ที่มีทบ. เป็นกำลังหลัก ในการสนับสนุนรัฐบาล และคสช. โดยใช้กลไกของกองทัพ และกกล.รักษาความสงบฯ และกลไกประชารัฐ ในการทำงานร่วมกันทั่วประเทศ
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า รด.จิตอาสา จะได้ประสบการณ์ ในการทำงานเพื่อสังคม ในการออกพบปะประชาชน เพื่อขอให่้มาลงประชามติ จนถึงการไปประจำหน่วยเลือกตั้ง ในวันลงประชามติ7 สค.นี้
"แต่ที่ ทบ.เราห่วงใย คือ เราต้องตระหนักว่า การลง ประชามติ ครั้งนี้ มีคนเห็นต่าง อยู่และพยายามทำลายความน่าเชื่อถือ จึงขอให้ขอ ผบ หน่วย ดูแลใกล้ชิด ในการปฏิบัติ ในกรอบของกม." ผช.ผบทบ. กล่าว
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า จากนี้ เราต้องทำงานหนัก แต่ย้ำว่าต้องในกรอบของกม. ขอให้ใช้ความระมัดระวัง และยืนอยู่บนความถูกต้อง โปร่งใส และหวังว่า ทุกอย่าง จะเป็นไปตามที่วางเป้าหมายได้
ทั้งนี้กองทัพบก เตรียมส่ง รด.จิตอาสา จำนวน12,000 คน ไปช่วยงาน ตามที่ กกต.ร้องขอ ในการไปทำหน้าที่ วันลงประชามติ ที่หน้าหน่วยลงประชามติ โดยจะไม่เข้าไปใน เขตคูหา แต่อยู่ด้านหน้า คอบอำนวยความสะดวก แก่คนแก่ คนพิการ และประชาขน ในการตรวจหารายชื่อ ดูเลขที่ ในการออกเสียงประชามติ เท่านั้น ไม่มีการพูดชี้นำใด
โดยหน้าที่ ของ รด.จิตอาสา มี2 ส่วนคือ การไปรณรงค์ ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ ลงประชามติให้มากที่สุด และ หน้าที่อำนวยความสะดวกในวันลงประชามติ ที่หน้าคูหาเลือกตั้ง
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า. ได้เน้นย้ำให้ ผบ.หน่วย และ รด.จิตอาสาระมัดระวัง เพราะมีคนคิดเห็นต่างกัน ดังนั้นต้องยึดกรอบกม.
เมื่อถามว่า ศูนย์ปราบโกงประชามตื ของ นปช. มีผลต่อการทำหน้าที่ของ รด.จิตอาสาหรือไม่ พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เพราะ รด.จิตอาสา ไม่ได้ทำอะไรผิดกม. ไม่ได้ชี้นำ เพราะน้องๆรู้ว่า อะไรพูดได้ หรือไม่ได้ แต่แค่ เชิญชวนลงประชามติ และ อำนวยความสะดวก หน้าหน่วย วันลงประชามตืเท่านั้น
เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ว่า น้องๆรด.จิตอาสา อาจเดียงสา ไม่เท่าทัน คนที่จะมาหลอกล่อ ให้พูดอะไร ที่เป็นการชี้นำ พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า เพราะเราเป็นกลัว ไง จึงต้องมาเตือนกัน

โฆษกทบ. ไม่ห่วง การปลุกกระแส ถล่ม เว็บไซต์ทบ. เ

โฆษกทบ. ไม่ห่วง การปลุกกระแส ถล่ม เว็บไซต์ทบ. เผยเพราะทำระบบป้องกัน จำกัดจำนวนการเข้าใช้อยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่เกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้ และถ้าเกินปริมาณก็จะกันออกไป
จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความ ในเพจ"พลเมืองต่อต้านsingle Gateway Thailand Internet Firewall" ที่ระดมให้ประชาชนนัดแสดงพลังเข้าถล่ม เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะเว็บไซต์กองทัพบก และกรมการเงินทหารบก นั้น
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก ทบ. กล่าวว่า เป็น ลักษณะของการชักชวนให้คนเข้าไปใช้เวบไซต์นั้นในลักษณะผิดธรรมชาติเกินปริมาณกว่าที่ระบบรองรับได้ จนอาจทำให้เวบฯมีปัญหา แต่ปัจจุบันในทุกๆเวบฯส่วนใหญ่ ได้แก้ปัญหาด้วยการทำระบบป้องกัน ให้ระดับจำนวนการเข้าใช้อยู่ในปริมาณที่พอดี ไม่เกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้ และถ้าเกินปริมาณก็จะกันออกไป
ขณะที่ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ยืนยันเว็บไซต์หน่วยงานของกองทัพบกยังปลอดภัยจากการโจมตีของกลุ่มเคลื่อนไหวทางไซเบอร์
พลตรี ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีทางทหาร หรือ ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ระบุหลังจากที่มีกระแสข่าวทางสื่อออนไลน์ เรื่องการประกาศโจมตีเว็บไซต์ของหน่วยราชการ ว่า การปฏิบัติงานดูแลเว็บไซต์ของกองทัพบกมีการติดตามมาโดยตลอดและได้แจ้งหน่วยที่ดูแลเว็บไซต์ของกองทัพบกให้เฝ้าติดตามและระวังตามปกติ
แต่ในส่วนของเว็บไซต์ กรมการเงินทหารบกและ E Army นั้นเป็นความร่วมมือกับเอาท์ซอส ที่ดำเนินการจัดทำเซิร์ฟเวอร์ระบบงานให้ติดตั้งไว้ภายนอก ซึ่งแม้ว่าจะมีข้อมูลของกองทัพบก แต่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และในทางปฏิบัติได้ประสานงานด้านรักษาความปลอดภัยกลับ out souce ดังกล่าวแล้ว แม้จะมีการโจมตีเว็บไซต์และเข้ามาในเว็บไซต์เป็นจำนวนมากนั้น เซิร์ฟเวอร์ก็สามารถรองรับได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่สามารถรองรับได้ จะมีอีกเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับ
โดยไม่สามารถเจาะถึงข้อมูลของกองทัพบกได้อย่างแน่นอน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นกับกรมการเงินและE Army นั้นเป็นเรื่องของการเข้าถึงเว็บไซต์เท่านั้นไม่ใช่เป็นการเจาะข้อมูลแต่อย่างใด
ปัจจุบันเว็บไซต์ของสองหน่วยงานนี้ยังคงใช้งานได้ตามปกติ เพียงแต่เมื่อมีความพยายามในการโจมตี ซึ่งตัวระบบการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายจะทำการปิดกั้นผู้กระทำไม่ให้เข้าถึงได้อยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มที่พยายามโจมตีเว็บไซต์อาจเข้าใจผิดว่าสามารถทำได้ ดังนั้นหน่วยยังคงมีความมั่นใจที่จะดูแลเว็บไซต์ต่างๆของกองทัพบกได้ต่อไป

เตรียมแผนกบิล59บุกคุมตัวพระธัมชโย

เอาแล้ว!?!...หลังตร.-ดีเอสไอเตรียมใช้ กบิล59 ชิงตัว"ธัมมชโย" ลูกศิษย์ธรรมกายจะทำไงต่อ

ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส แถลงชี้แจงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนคดีพิเศษที่ 27/2559 เกี่ยวกับพระธัมมชโยไปยังอัยการ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มิ.ย. โดยได้ชี้แจงโดยสรุปว่า เนื้อหาในคดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนแล้วในคดีพิเศษที่ 766/2556 และเสนอสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการแล้ว จึงไม่อาจแยกเรื่องออกมาเป็นคดีใหม่ที่ 27/2559 การ กระทำดังกล่าวจึงอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบและจะขอความเป็นธรรมจากพนักงานอัยการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ในช่วงเย็น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมประชุมตามแผนกบิล 59 ในการสนธิกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาคดีพิเศษ พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เรื่องที่ประชุมส่วนใหญ่ คือการป้องกันเหตุร้ายในกรณีที่ ดีเอสไอจะเข้าไปในวัดพระธรรมกาย เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณะและมีคนอยู่จำนวนมาก ส่วนการสืบสวนจับกุมก็ต้องเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ถ้าไม่มีเหตุรุนแรงอะไรตำรวจก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เท่าที่ทราบมาทางวัดกับลูกศิษย์ก็ให้ความร่วมมือดี ส่วนเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปดูแลความเรียบร้อยก็จะเป็นในส่วนของตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมมือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

มีรายงานข่าวว่า ภายในวันศุกร์นี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมเข้าจับกุมพระธัมมชโยภาย  โดยวันพฤหัสบดีพนักงานสอบสวนจะขอหมายค้น ก่อนเดินทางไปวัดธรรมกายในช่วงเช้า ใช้กำลังตำรวจ 4 กองร้อย ปิดประตูที่ 7 ไม่ให้บุคคลเข้าออก ใช้การเจรจาเป็นหลัก แต่หากการเจรจาไม่เป็นผลก็จะแจ้งข้อหาพระธัมมชโยผ่านทนายความ โดยไม่ใช้กำลังเข้าปะทะโดยเด็ดขาด
       
ที่มา ศูนย์ข่าวแปซิฟิก
/////
ดีเดย์ศุกร์นี้ "ดีเอสไอ" บุกวัดธรรมกาย เตรียมตำรวจ 4 กองร้อยเข้าค้น ถ้าเจอก็จับพระธัมมชโย แต่หากมวลชนต่อต้าน เตรียมแผนสำรอง แจ้งข้อหาผ่านทนายความของวัดแทน อธิบดีดีเอสไอชี้ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะศาลอนุมัติหมายจับแล้ว ลั่นพระธัมมชโยมีทางเลือกแค่ 2 ทาง คือมอบตัวกับถูกจับกุม ส่วนคณะประชุม 3 ฝ่ายที่วัดเขียนเขต ประกาศยุติบทบาทคนกลาง ระบุสิ้นสุดหน้าที่ในการเจรจา


เมื่อ เวลา 10.10 น. วันที่ 14 มิ.ย. ที่สำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร แถลงชี้แจงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนคดีพิเศษที่ 27/2559 เกี่ยวกับพระธัมมชโยไปยังอัยการ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยได้ชี้แจงโดยสรุปว่า เนื้อหาในคดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนแล้วในคดีพิเศษที่ 766/2556 และเสนอสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการแล้ว จึงไม่อาจแยกเรื่องออกมาเป็นคดีใหม่ที่ 27/2559 การ กระทำดังกล่าวจึงอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ


กรมสอบ สวนคดีพิเศษมีคำสั่งที่ 531/2559 เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขอความร่วมมือจากพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และดร. สมศักดิ์ โตรักษา ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานในคดีดังกล่าว ซึ่งได้ประชุมที่วัดเขียนเขต ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยดร. สมศักดิ์ได้ประสานงานกับวัดพระธรรมกายมาโดยตลอด การเจรจามีความคืบหน้าด้วยดีเหลือเพียงประเด็นการเปลี่ยนหัวหน้าพนัก งานสอบสวน แต่แล้วในวันจันทร์ที่ 13 มิ.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษกลับสั่งฟ้องและส่งสำนวนคดีไปยังอัยการ โดยไม่รอการประชุมในวันที่ 14 มิ.ย.


"ทำไมจึงรีบร้อนรวบรัด กระบวนการผิดปกติ ทำไมไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการประชุมแม้แต่ข้อเดียว พระธัมมชโยได้รับบริจาค โดยเปิดเผยและสุจริต ไม่ได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน มีหลักฐานเส้นทางการเงินที่ชัดเจน สำนักงาน ปปง.ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมดและส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว เมื่อเกิดเป็นคดีความมีข้อสงสัยถึงที่มาของทรัพย์ คณะศิษย์วัดพระธรรมกายยังตั้งกองทุนเยียวยาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจน ครบ และสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้เสียหายแสดงเจตนารมณ์ไม่ติดใจเอาความทั้งทางแพ่งและ อาญา ต่อไปการรับบริจาคของวัดและองค์กรสาธารณะอื่นๆ อาจถูกดำเนินคดี ว่ารับของโจรและฟอกเงินได้เช่นเดียวกัน วัดพระธรรมกายยืนยันเคารพกระบวนการยุติธรรม และจะขอความเป็นธรรมจากพนักงานอัยการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป"


วัน เดียวกัน เวลา 11.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดี พ.ต.ท. ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีที่ 27/2559 ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีที่ปรึกษาคดีพิเศษและพนักงานอัยการร่วมประชุมด้วย ว่าพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนคดีที่ 27/2559 ส่งพนักงานอัยการเรียบร้อยแล้วมีทั้งหมด 13 แฟ้มกว่า 10,000 หน้ากระดาษ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้รับสำนวนแล้ว


พ.ต.อ. ไพสิฐกล่าวว่า อีกเรื่องคือเรื่องของชุดเจรจาในประเด็นที่ดีเอสไอต้องการให้พระธัมมชโยเข้า มอบตัวกับพนักงานสอบสวน ซึ่งมีด้วยกัน 3 ฝ่าย คือ ดีเอสไอ พระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และตัวแทนวัดพระธรรมกายนั้น วันนี้ดีเอสไอยังเดินทางไปเจรจาตามที่มี การนัดหมายไว้เหมือนเดิม ซึ่งเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง


"ส่วนการดำเนินการตามหมายจับ ดีเอสไอ ยังต้องปฏิบัติตามเนื่องจากศาลได้อนุมัติแล้วก็ต้องดำเนินการตามหมายจับต่อ ไป กรณีวัดพระธรรมกายต้องการเปลี่ยนพนักงานสอบ สวน ดีเอสไอเพิ่งได้รับเรื่องเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ส่วนจะเปลี่ยนหรือไม่ พ.ต.ท.สมบูรณ์จะเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้ สำหรับคดีอื่นที่เกี่ยวข้องมีทั้งหมด 10 กว่าคดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับนายสถาพร วัฒนาศิรินุกูล คาดภายในเดือนก.ค.นี้ จะสรุปคดีได้เพิ่มอีก 2-3 คดี


ผู้ สื่อข่าวถามว่า หากการเจรจาวันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ดีเอสไอจะมีแผนเข้าไปจับกุมภายในวัดพระธรรมกายหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอพูดมาตลอดว่า ขั้นตอนการดำเนินการมี 5 ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนไม่ได้ผูกพันซึ่งกันและกัน การดำเนินการตามหมายจับเราก็ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นแล้ว ส่วนกรณีที่มีการมองว่าดีเอสไอจะรอให้อัยการสั่งฟ้องก่อน จึงจะดำเนินการเข้าจับกุมพระธัมมชโยนั้น


"ขอเรียนว่าเรา ดำเนินการตามหมายจับมาโดยตลอด ไม่ได้รออะไร หากมีสถานการณ์เหมาะสม ซึ่งเราประเมินสถานการณ์แล้ว ก็ดำเนินการเข้าจับกุมได้ทันที ดังนั้นการดำเนินการตามหมายจับไม่เกี่ยวกับสำนวนอยู่แล้ว อีกทั้งคดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 5 ราย ซึ่ง 3 รายเราแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนอีก 2 ราย คือ พระธัมมชโย และน.ส.ศศิธร ได้ส่งหมายจับติดสำนวนไปแล้ว หากถึงวันที่อัยการมีความเห็นทางคดีแล้ว การที่จะนำตัวไปนั้นอัยการคงมีหนังสือแจ้งมาว่าให้นำตัวผู้ที่ถูกออกหมายจับ ไปพบ พอถึงตอนนั้นเราก็มีวิธีการดำเนินการตามขั้นตอนอยู่แล้ว" อธิบดีดีเอสไอกล่าว


จากนั้นเวลา 15.30 น. ที่วัดเขียนเขต ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พ.ต.ท. สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมคณะพนักงานสอบสวน และตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมหารือกับพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี โดยมีนายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นตัวแทนผู้ประสานงาน ก่อนประกาศยุติการประชุมทั้ง 3 ฝ่ายเนื่องจากสิ้นสุดหน้าที่ในการเจรจาแล้ว


ภาย หลังการประชุม พระเทพรัตนสุธีกล่าวว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา จังหวัดได้ทราบว่าพนักงานสอบสวนส่งสำนวนสอบสวนพระเทพญาณมหามุนี หรือพระไชยบูลย์ ธัมมชโย พร้อมกับพวกให้อัยการแล้ว และอัยการก็ได้นัดวันที่ 13 ก.ค. 2559 จังหวัดจึงพิจารณาเห็นแล้วว่าพนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ของ ตนแล้ว อาตมภาพพร้อมด้วยดร.สมศักดิ์ โตรักษา จึงขอยุติการปรึกษาหารือตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


ด้านนายสม ศักดิ์กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ประสานระหว่างคณะของพระธัมมชโยและคณะทำงานของเรา ขอยืนยันว่าเราได้นำเงื่อนไขต่างๆ ในที่ประชุมทั้งหมดไปให้กับคณะทำงานของพระธัมมชโยตลอด อย่างที่พระเทพรัตนสุธีได้กล่าวไปแล้ว เมื่อดีเอสไอได้ยื่นสำนวนสอบสวนไปแล้วนั้น หน้าที่ของเราก็ยุติลง ขณะนี้ก็เป็นหน้าที่ของอัยการที่ต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ ต่อไป


ขณะ ที่พ.ต.ท.สมบูรณ์กล่าวว่า เมื่อสำนวนการสอบสวนได้เสร็จสิ้นจึงได้ส่งสำนวนสอบสวนให้แก่อัยการ กระบวนการเจรจาเป็นหนึ่งใน 5 แนวทางที่ท่านรัฐมนตรีได้เคยให้นโยบายไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากนี้ก็อยู่ที่ตัวพระธัมมชโยเองซึ่งจะมอบตัวหรือเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับ กุม เป็นกระบวนการตามหมายจับซึ่งมีผล 15 ปี ทั้งนี้พระธัมมชโยก็มีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือยอมมอบตัว หรือถูกจับกุม


ถัด มาเวลา 17.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.ต.ต.เมธี กุศลสร้าง พล.ต.ต. ศรายุทธ พูลธัญญะ รอง ผบช.ภ.1 ร่วมกับชุดสืบสวน บช.ภ.1 ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี จ.พระนครศรีอยุธยา และจ.นนทบุรี ร่วมประชุมตามแผนกบิล 59 ในการสนธิกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาคดีพิเศษ พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยใช้เวลาประชุม 1 ชั่วโมง


พล.ต.อ. ศรีวราห์กล่าวว่า เรื่องที่ประชุมส่วนใหญ่ คือการป้องกันเหตุร้ายในกรณีที่ ดีเอสไอจะเข้าไปในวัดพระธรรมกาย เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณะและมีคนอยู่จำนวนมาก ส่วนการสืบสวนจับกุมก็ต้องเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ถ้าไม่มีเหตุรุนแรงอะไรตำรวจก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปมี ส่วนร่วม เท่าที่ทราบมาทางวัดกับลูกศิษย์ก็ให้ความร่วมมือดี ส่วนเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปดูแลความเรียบร้อยก็จะเป็นในส่วนของตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมมือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง


ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่รัฐอยากจะเสนอทางออกหรือแนวทางอะไรให้กับทางวัดพระธรรมกาย พิจารณาหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ตนมองว่าไม่ว่าจะเป็นพระ ข้าราชการหรือเอกชน ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง


เมื่อ ถามถึงคดีพระธัมมชโยจะกระทบด้านความมั่นคงหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องเข้าไปกำกับ ดูแล ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหา ตนมองว่าทุกคนเป็นคนไทยก็ควรทำตามกฎหมายบ้านเมือง


ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ยังไม่กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการจับกุมในช่วงวันเวลาใด ซึ่งจะต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง และหากมีความพร้อมก็จะดำเนินการตามขั้นตอน แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมาดีเอสไอ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายมา โดยตลอด


เมื่อถามว่าพระ ธัมมชโยยังอยู่ที่วัดพระธรรมกายหรือไม่ พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า จากรายงานที่ผ่านมา พระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัดแต่ขณะนี้จะยังอยู่หรือไม่ จะต้องรอดูขณะเข้าปฏิบัติการอีกครั้ง


ผู้สื่อข่าวรายงาน ด้วย มีรายงานข่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมเข้าจับกุมพระธัมมชโยภายในวันศุกร์นี้ โดยวันพฤหัสบดีพนักงานสอบสวนจะขอหมายค้น ก่อนเดินทางไปวัดธรรมกายในช่วงเช้า ใช้กำลังตำรวจ 4 กองร้อย ปิดประตูที่ 7 ไม่ให้บุคคลเข้าออก ใช้การเจรจาเป็นหลัก แต่หากการเจรจาไม่เป็นผลก็จะแจ้งข้อหาพระธัมมชโยผ่านทนายความ โดยไม่ใช้กำลังเข้าปะทะโดยเด็ดขาด

ยกฟ้องคดี 'ชายชุดดำ' ระเบิดเตรียมคาร์บอม

ยกฟ้องคดี 'ชายชุดดำ' ระเบิดเตรียมคาร์บอม

 
14 มิ.ย.2559 วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) แจ้งว่าเมื่อเวลา 14.45 น. ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณาคดีที่ 813 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1940/2558 คดีระเบิดคาร์บอมที่อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ย่านถนนรามอินทรา ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับกิตติศักดิ์ สุ่มศรี จำเลย โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันครอบครองวัตถุระเบิด วงจรระเบิด อาวุธปืนสงครามซุกซ่อนในรถยนต์ฮอนด้าซีวิคซึ่งมีผู้แจ้งหายจอดทิ้งไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โคกคราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิด(EOD) ทราบเหตุได้รับแจ้งจากผู้หวังดี จึงเข้าตรวจค้นรถยนต์ของกลาง พบของกลางระเบิดซีโฟร์ ทีเอ็นที ดินระเบิด ระเบิดขวด ถังดับเพลิงบรรจุปุ๋ยูเรีย ประกับอาวุธปืนอาก้า ลูกกระสุนเอ็ม 79 รวมจำนวน 20 รายการ
 
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์แล้ว ทั้งพยานบุคคลที่มีผู้ดูแลอพาร์ทเมนต์ที่เคยให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในศาลขัดแย้งกับที่มาเบิกความในศาล และเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับผลการตรวจดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือแฝงของจำเลยเทียบกับวัตถุพยานของกลางไม่ตรงกับจำเลย จึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง
 
วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลย กล่าวว่า กิตติศักดิ์ ถูกฟ้องคดีนี้คนเดียวภายหลังจากถูกฟ้องมาแล้วอีกหนึ่งคดีซึ่งกิตติศักดิ์ ตกเป็น 1 ในผู้ต้องหา 5 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "ชายชุดดำ" ที่ก่อเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่แยกคอกวัว ถูกจับกุมในช่วงเดือน ก.ย. 2557 โดยทหารชุดทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพนักงานสอบสวนที่ตั้งขึ้นเป็นคณะทำงานพิเศษ นำตัวไปควบคุมที่ค่ายทหารหลายวัน ต่อมานำตัวมาแถลงข่าวว่า ชายชุดดำทั้ง 5 คน (ในจำนวนนี้มีหญิง 1 คน) ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุในวันที่ 10 เม.ย. 2553 แต่หลังจากนั้นผู้ต้องหาทั้ง 5 ได้มอบหมายให้ทนายความนำหนังสือยืนยันว่าพวกเขาถูกบังคับและทำร้ายร่างกายในการสอบปากคำในสถานที่แห่งหนึ่ง และได้ขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งไม่ฟ้อง อย่างไรก็ตามต่อมาอัยการได้ฟ้องชายชุดดำทั้ง 5 คน ต่อศาลอาญา ข้อหาร่วมกันมีและครอบครองงอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกมบอนุญาตได้ และข้อหาพาอาวุธไปในเมือง ร่วมกันก่อการร้าย เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4022/2557 ซึ่งคดีชายชุดดำดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ โดยที่ตัวจำเลยทั้งหมดไม่ได้รับการอนุญาติให้ประกันตัวแต่อย่างใด

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สาวบุกประชิดตัวนายกฯ


.โดนMind Control
ระทึก....."เจนจุรี ช่วยพัฒน์" สาวสุราษฎร์ วัย27 บุกเดี่ยว ประชิดนายกฯบิ๊กตู่ในงานอีเว้นท์ หน้าตึกบัญชาการ ทำเนียบฯ ร้องนายกฯให้ตรวจสอบ มีคนปล่อยคลื่นวิทยุ EG คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำลายสมองมนุษย์ เผยตนเองโดน ไม่รู้ใครปล่อยมา ขอนายกฯช่วย.... ทีมรปภ. รวบทันควัน นายกฯ สั่งอย่ารุนแรง เขามาร้องเรียนอะไร ฟังเขา เขาไม่ได้มาร้าย....เผย กังวล มีคนฝังชิพในสมอง มีคลื่นวิทยุ อาจทำให้เป็นมะเร็งสมอง เรียบเรียง

ไม่ต้องให้ใครมาทำร้าย ผมชกตัวเองก็ได้
นายกฯไม่ได้กังวล หรือ ตื่นเต้น "สาวสุราษฎร์ฯ"บุกประชิด เมื่อเช้า ชี้ตร.-รปภ.ป้องกันได้ ไม่ถึงผม แต่เขาไม่ได้มาทำร้ายผม เปรย ไม่ต้องให้ใครมาทำร้าย ผมชกตัวเองก็ได้. ยันจะตรวจสอบให้ มีจริงมั้ย เขาบอกว่า สมองเขาถูกControl ใครไปปล่อยคลื่นอะไร ใส่สมองเขากับเพื่อน คุณช่วยได้มั่ยล่ะ....ยันไม่ห่วงระบบการรปภ. แต่ขอเริ่ม จากคุมนักข่าว ก่อน

นายกฯ สั่ง ตำรวจ และ ทีมรปภ.อย่ารุนแรง อย่าไปขับไล่ไสส่งเขา เพราะเขาไม่ได้มาทำร้ายผม แค่มาร้องเรียนโดนฝังชิพ Mind control ไปดูมาจะตรวจสอบให้....
หลัง มีสาว บุกเดี่ยว เกือบถึงตัวนายกฯ ระหว่างงานอีเว้นท์ หน้าตึกบัญชาการ ก่อนประชุม ครม.
ทีมรปภ.ถกเครียด เข้มงวด การแลกบัตรเข้าทำเนียบฯ หลังพบ แลกบัตรเหลือง มาทางประตู4 รปภ.แจง มาเนียนๆ เพราะเคยมาร้อง ที่ศูนย์ร้องเรียน กพ.แล้ว เมื่อหลายเดือนก่อน....คาดจากนี้ การรปภ.ยิ่งเข้ม และอาจส่งผลต่อ งานอีเว้นท์ วันครม.

คำชี้แจงของ น้อง"เจนจุรี ช่วยพัฒน์" สาวสุราษฎร์ วัย27 ที้บุกเดี่ยว ประชิดนายกฯบิ๊กตู่ ในงานอีเว้นท์ หน้าตึกบัญชาการ ทำเนียบฯ
ร้องนายกฯให้ตรวจสอบ มีคนทำ Mind Comtrol ปล่อยคลื่นวิทยุ EG ทำลายสมองมนุษย์ เผยตนเองและเพื่อนโดน ไม่รู้ใครปล่อยมา ขอนายกฯช่วย. เพราะร้องเรียนมาหลายที่แล้ว ไม่มีความคืบหน้า เลยมาหานายกฯ
ก่อนตำรวจนำตัวไป ที่ศูนย์ร้องเรียน ทำเนียบฯ ตามคำสั่งนายกฯ ให้ดูแลว่า ร้องเรียนเรื่องอะไร

โฆษกทบ.แจง ฮ. ฮิวอี้ ร.7 เสียหลัก กระแทกพื้น แม่ฮ่องสอน เหตุลมกรรโชกแรง

โฆษกทบ.แจง ฮ. ฮิวอี้ ร.7 เสียหลัก กระแทกพื้น แม่ฮ่องสอน เหตุลมกรรโชกแรง ลดระดับบิน แต่ไม่มีใครบาดเจ็บ ภารกิจบินลำเลียงเสบียงอาหารไปส่งให้แก่ หน่วยทหารบน ฐานดอยหัวม้า ปาย แม่ฮ่องสอน
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก ทบ. ชี้แจง กรณี เฮลิคอปเตอร์ แบบ ฮท.1( Huey )สังกัดกองบินปีกหมุนที่ 1 ประจำชุดบินสนับสนุนทางอากาศ หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 7 ค่ายม่อนตะแลง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน. มี พ.ต.ชลิต อิ่มเอี่ยม เป็นผู้บังคับอากาศยาน (นักบินที่ 1) และ ร.ท.ศิวกร วุฑฒะกุล เป็น นักบิน (นักบินที่ 2) , จ.ส.อ.สมพร ปลื้มน้อย เป็นช่างประจำอากาศยาน และ จ.ส.อ.ชัชวาลย์ ลังกา เป็นช่างประจำอากาศยาน พร้อมผู้โดยสารอีกจำนวน 4 นาย รวมเป็น 8 นาย ขณะบินลำเลียงเสบียงอาหารไปส่งให้แก่ หน่วยทหาร ร้อย.ร.713 ฐานดอยหัวม้า เขตพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน. และกำลังร่อนลงเตรียมจอดบนฐานจอด
ในขณะนั้นปรากฏว่ามีลมกรรโชกแรง ทำให้เครื่องเกือบเสียการทรงตัว นักบินตัดสินใจรีบลดระดับลงจอดอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิดแรงกระแทกบริเวณส่วนล่างของตัวเครื่องบางส่วนได้รับความเสียหาย
แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมต่อไป
ในระหว่างนี้ ทบ.จะได้จัดคณะกรรมการสอบสวน และวิเคราะห์อากาศยานอุบัติเหตุ ลงไปตรวจรวบรวมหลักฐานมาวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอมาประกอบเพื่อรายงาน ทบ.ต่อไป
สำหรับสภาพอากาศในพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่จะมีลมหวน และกรรโชกแรง เป็นครั้งคราว และภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง เมื่อเฮลิคอปเตอร์ร่อนลง บางครั้งมีลมกรรโชกแรง ส่งผลให้ ฮ.เสียหลักร่วงลงสู่พื้นจนเสียหาย ใช้การไม่ได้
ก่อนหน้านี้เมื่อ ปี พ.ศ. 2555 ได้มี ฮ. ของกองบินปีกหมุนที่ 1 ( ฮท.1 ) ตกในลักษณะดังกล่าว ที่ฐานหอดูไฟ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากฐานดอยหัวม้า เท่าใดนัก ครั้งนั้นก็ส่งผลให้ ฮ.เสียหายจนใช้การไม่ได้ ทางกองบินปีกหมุนที่ 1 จึงต้องส่ง ฮ.อีกลำ ไปถอดเอา โรเตอร์ ( ใบพัด ) และตัวเครื่องยนต์ กลับมา เพื่อนำไปใช้เป็นอะไหล่ให้กับ ฮ.ลำอื่น ๆ

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ทศ จิราธิวัฒน์ ตั้งโจทย์ ศก.ติดหล่ม "ถ้าจีดีพีโต 3% ทุกปี จะอยู่กันได้อย่างไร"


ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน "ประชารัฐ" แนวคิดที่ต้องการสร้างความร่วมมือภาครัฐ-ภาคเอกชน-ภาคประชาชน เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น 

"ทศ จิราธิวัฒน์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชนคณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ ฉายภาพการเข้ามาร่วมทำงานกับภาครัฐในครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาเมืองไทยการทำงานร่วมกันถือว่าน้อยมาก ต่างคนต่างทำของตัวเองแต่ตอนนี้มองว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมาช่วยกัน เรื่องช่วยเหลือและพัฒนาชาวบ้าน เอกชนสามารถทำได้เลย ไม่ต้องรอภาครัฐ ซึ่งครั้งนี้จะเห็นว่าไม่เพียงแต่เซ็นทรัล ในทีมนี้ทุกคนช่วยกันหมด ทั้งกลุ่มค้าปลีก สถาบันการเงิน และธุรกิจต่าง ๆ 

ทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการสร้างรายได้ฯ และกระจายรายได้ลงสู่ประชาชน นำร่องใน 3 กลุ่ม คือ การท่องเที่ยว รีเทล และภาคการเกษตร ซึ่งจะกลายเป็น 3 เซ็กเมนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ

พร้อมกันนี้ "ทศ" ยังสะท้อนมุมมองนักธุรกิจถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จีดีพีประเทศโตได้เพียงเฉลี่ย 3% ต่อปี ถือว่าเติบโตน้อยมาก และจะกลายเป็นปัญหาสำคัญในอนาคต ถ้าโตในอัตรานี้ต่อไปเรื่อย ๆ

ประเด็นคือ ตอนนี้รายได้เฉลี่ยต่อหัวเมืองไทยอยู่ที่ 5-6 พันเหรียญ ขณะที่มาเลเซีย 1.2 หมื่นเหรียญ เกาหลีใต้ 1.7 หมื่นเหรียญ ขณะเดียวกัน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โตเร็วและโตมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหากประเทศไทย ถ้าโต 3% อย่างนี้อีกกี่ปีจะไปถึงหมื่นเหรียญ 

"ถ้าเราโต 3% อย่างนี้ เท่ากับว่าต้องใช้เวลาถึง 20 ปี เพื่อเพิ่มรายได้ให้แตะหมื่นเหรียญ หรือโชคดีโต 6% ก็ต้องใช้เวลากว่า 6 ปี ตรงนี้ต่างหากที่น่าเป็นห่วงมาก" 

แล้วเมืองไทยจะเติบโตได้อย่างไร

หัวหน้าทีมภาคเอกชนคณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศขยายความว่า สิ่งที่ต้องทำคือการเร่งพัฒนาและเดินเครื่องใน 3 เซ็กเตอร์ที่มีสัดส่วนรายได้หลักของประเทศ คือ ท่องเที่ยว เกษตรกรรม และค้าปลีกค้าส่ง 

สำหรับด้าน "ท่องเที่ยว" เขาตั้งโจทย์ว่า จาก 30 ล้านคนในปีนี้ ทำอย่างไรจะขยับเป็น 60 ล้านคน แบบปารีสให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาจุดเด่นของเมืองไทย เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ผู้คน แต่ขาดการลงทุนเพื่อยกระดับเมืองท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ 

โดยมีแผนจะทำโปรเจ็กต์นำร่อง คือการปั้น "อยุธยา" ด้วยการลงทุน 6,000-9,000 ล้านบาทใน 3 ปี สำหรับบูรณะโบราณสถาน พัฒนาอินฟราสตรักเจอร์ ปรับภูมิทัศน์รอบเกาะ สร้างรถรางวิ่งรอบเกาะ รวมถึงจัดโซนนิ่งโฮมสเตย์และร้านอาหาร เป็นต้น

เป้าหมายของโมเดลนี้คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้การท่องเที่ยวของอยุธยา จาก 1.3 หมื่นล้านบาท เมื่อปี พ.ศ. 2557 ก้าวกระโดดเป็น 1 แสนล้านบาท ในปี พ.ศ. 2568

"ที่เริ่มด้วยอยุธยาเพราะเป็นเมืองมรดก ต่างชาติชอบ ต่างชาติรู้จัก เราจะมาพัฒนากัน ทำอย่างไรให้คนมามากขึ้น ใช้เวลาพักหลายคืนขึ้น และสเปนดิ้งในอยุธยามากขึ้น วัดเราสวย และเมืองมี History ต่างชาติชอบ นี่คือความศิวิไลซ์ ที่เราต้องสร้างเป็นจุดขาย"

ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ในภาคเกษตรกรรม "ทศ" และทีมเอกชนวางเป้าหมายเพิ่มรายได้ครัวเรือนขึ้นเป็น 3 เท่า 

ภายในปี พ.ศ. 2560 และโมเดล 76 จังหวัด 76 สินค้าเด่น ที่พัฒนาและเข้ามาวางขายในช่องทางของบรรดาค้าปลีกที่พร้อมสนับสนุน โดย "กลุ่มเซ็นทรัล" ได้ประเดิมตั้งศูนย์พัฒนาประชารัฐ ด้วยเงินลงทุน 2.3 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนและช่องทางร้านค้า 

"ตอนนี้ที่คุยกันมีเอกชนหลายรายที่พร้อมเข้ามาช่วยกัน โดยจะออกมาในรูปแบบของ "ฟันด์เรซซิ่ง" ได้เงินลงทุน 150-200 ล้านบาท และทุกคนมาช่วย ๆ กัน ตอนนี้เซ็นทรัลได้ทำอยู่ 8 พื้นที่ พูดคุยกันในภาคเอกชน ทุกคนอยากมาช่วยกันทำ" 

ไม่ต่างไปจากบทบาทด้านธุรกิจ "ค้าปลีกค้าส่ง" ซึ่ง "ทศ" และทีมเอกชน กำลังเวิร์กกันอย่างเต็มรูปแบบสำหรับการจัดตั้ง "แม่สอด" เพื่อเป็นศูนย์กลางค้าปลีกและค้าส่งไทย-เมียนมา ด้วยเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญและมีเม็ดเงินะพัดกว่าแสนล้านบาท ที่สำคัญแม่สอดเป็นเกตเวย์ที่เชื่อมเมียนมาทั้งประเทศ และสามารถเชื่อมต่อไปได้ถึงตลาดอินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา 

ทั้งหมด "ทศ" และทีมได้นำเสนอผ่าน "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี เพื่อจะเตรียมนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อทำให้ "เมืองไทย" ขับเคลื่อนและเติบโตต่อไปอย่างเข้มแข็ง