PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปมGT200 วิษณุ บอกรู้สึกไม่ดีเรียก 'ค่าโง่' ระบุเป็นค่าซื้อความรู้ แต่แพงไปหน่อย

Wed, 2016-06-22 16:10

22 มิ.ย.2559 จากกรณีเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลประเทศอังกฤษ ตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ (ราว 395 ล้านบาท) จาก เจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแมคคอร์มิคและพรรคพวกซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พร้อมทั้งแสวงหาผู้รับผิดชอบกรณี GT200 ในประเทศไทยจำนวนมาก
วันนี้ ผู้จัดการออนไลน์และมติชนออนไลน์ รายงานว่า วิษณุ เครืองาม กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มอบหมายให้รับผิดชอบการเรียกเงินเยียวยาจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม GT200 หลังจากศาลอังกฤษมีคำพิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์ประมาณ 400 ล้านบาท โดยให้นำเงินจำนวนนี้ไปชดเชยแก่ประเทศที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อเครื่องมือที่ไม่สามารถใช้งานได้ว่า นายกฯ มอบหมายตนในที่ประชุม ครม.เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย.) ให้ไปพิจารณาเรื่องดังกล่าวใน 2 ประเด็น 1. การเรียกร้องค่าเสียหายตามที่ศาลอังกฤษได้ยึดทรัพย์ไว้ เรื่องนี้ถือว่าใหม่สำหรับตน จึงสอบถามข้อมูลไปยังหน่วยงานที่ซื้อเครื่องดังกล่าว 7-8 หน่วยงานรวมถึงจะหารือว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นตัวแทนรัฐในการเรียกเงินเยียวยา โดยคาดว่าจะเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพราะมีกฎหมายด้านความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่
วิษณุ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ 2 คือ ดูการรับผิดในส่วนของเรา เมื่อมีการซื้อเครื่องดังกล่าวมาแล้วแต่ประสิทธิภาพไม่ตรงกับที่คิด เราจึงเป็นผู้เสียหายที่สามารถเรียกเงินเยียวยาอย่างที่หลายประเทศได้ทำ ส่วนคำถามที่ว่าการจัดซื้อเป็นความผิดหรือไม่ เพราะมีสื่อมวลชนบางแห่งนำเสนอว่าผู้จัดซื้อมีความผิดด้วย ข้อเท็จจริง คนซื้อจะมีความผิดด้วยต่อเมื่อมีการทุจริต แต่จะมีจริงหรือไม่ ขณะนี้การตรวจสอบอยู่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งความรับผิดในส่วนของเรายังไม่มีอะไรต้องดูในตอนนี้ เพราะเป็นหน้าที่ ป.ป.ช. รัฐจะเข้าไปดูซ้อนไม่ได้ ส่วนที่เรื่องดังกล่าวเกิดความล่าช้านั้น ทาง ป.ป.ช.ชี้แจงว่าเรื่องอยู่ในกระบวนการ ส่วนรายละเอียดตนไม่ควรพูดตรงนี้ แม้ว่าคดีความที่ดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่เป็นปัญหากับการดำเนินการเรียกเงินเยียวยา ที่สามารถดำเนินการคู่ขนานกันได้ เพราะ ป.ป.ช.ดูเฉพาะคดีอาญา แต่การขอเงินเยียวยาเราจะตั้งรูปคดีเป็นการฉ้อโกง หลอกลวง ผิดสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง เมื่อสินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณา และศาลอังกฤษมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน เราก็จะยึดแนวทางนั้น
      
วิษณุกล่าวว่า ความเสียหายของหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยที่ซื้อเครื่องดังกล่าวทั้งหมด รวมกันมีมูลค่าประมาณ 600-800 ล้านบาท มากกว่าทรัพย์สินของบริษัทผู้ผลิตที่ถูกศาลมีคำสั่งยึดราว 400 ล้านบาทเสียอีก นอกจากนั้นยังต้องมีการเฉลี่ยเงินก้อนดังกล่าวให้ประเทศที่ได้รับความเสียหายด้วย
      
ต่อกรณีคำถามถึงจำนวนเงินที่ศาลอังกฤษมีคำสั่งยึดนั้นมูลค่าน้อยกว่าความเสียหายของเรา วิษณุกล่าวว่า “ใครเป็นคนหลอกเรา เราก็ฟ้องคนนั้น หรือใครเป็นต้นเหตุในฝ่ายเราก็ต้องเรียกให้รับผิด ส่วนจะฟ้องศาลเราหรือศาลอังกฤษต้องใช้เวลาตรวจสอบ ต้องดูข้อกฎหมายของความได้เปรียบเสียเปรียบ โดยจะยึดผลประโยชน์ของรัฐเป็นตัวตั้ง เบื้องต้นเราจะดูเฉพาะกรณีนี้ให้มันได้ก่อน อย่าเพิ่งไปถึงสินค้าตัวอื่นที่บริษัทเดียวกันนี้จำหน่าย”
เมื่อถามว่า การดำเนินการเรื่องนี้เกรงว่าจะเจอตอหรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ไม่เจอ เราต้องเดินหน้าตรวจสอบไป แม้จะเจอก็ไม่ใช่ว่าต้องผิด อย่าเพิ่งไปตั้งหลักแบบนั้น วันนี้ ป.ป.ช.คือคนที่ดูตอใหญ่ที่สุด รัฐไม่สามารถไปตรวจทุจริตได้ ถามว่าเรื่องนี้จะเรียกเป็นค่าโง่ได้หรือไม่นั้น คงต้องแล้วแต่สื่อ แต่มันไม่ดีเพราะทำให้เกิดความรู้สึกว่าอะไรที่ควักเงินซื้อดูจะเรียกเป็นค่าโง่ทั้งหมดได้อย่างไร ถ้าเรียกได้ก็เป็นค่าฉลาด ที่สำคัญถือเป็นค่าซื้อความรู้ แต่แพงไปหน่อย

'เหรียญทอง เก็บขยะแผ่นดิน' โพสต์ 24 มิ.ย.2475 วันขยะแผ่นดิน

'เหรียญทอง เก็บขยะแผ่นดิน' โพสต์ 24 มิ.ย.2475 วันขยะแผ่นดิน

22 มิ.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'เหรียญทอง แน่นหนา' ของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ และประธานองค์กรเก็บขณะแผ่นดินโพสต์ภาพและข้อความ ถึง วันที่ 24 มิ.ย.2475 ซึ่งเป็นวันที่ซึ่งเป็นวันที่คณะราษฏร ทำการเปลี่ยนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดย พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่าวันดังกล่าวเป็น 'วันขยะแผ่นดิน'

ที่มา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'เหรียญทอง แน่นหนา
 
"24 มิ.ย.2475 วันขยะแผ่นดิน ผมชอบศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติผู้นำตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน ผมชื่นชอบนักต่อสู้ เช่น ดร.ซุน ยัด เซน , เช กูวาร่า , โฮ จิมินต์ ฯลฯ อย่าเพิ่งตกใจในตัวผมนะครับ แล้วผมก็พบว่าคุณลักษณะของผู้นำนักต่อสู้ทั้งหลายนี้ คือ "เสียสละ รักชาติ รักประชาชน ไม่ทอดทิ้งประชาชน" ซึ่งคือหัวใจสำคัญยิ่งของการเป็นผู้นำของประชาชน แต่เมื่อผมเห็นการโพสต์ปลูกฝังชุดความคิดที่ให้ร้ายสถาบันฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น "คนละเรื่องกัน" แต่ถูกนำมาให้ร้ายสร้างความเข้าใจผิดให้กลายเป็น 'เรืองเดียวกัน' เพื่อ "แบ่งแยกประชาชนออกจากสถาบันฯ" ผมจึงขอโพสต์เป็นตอนๆ สั้นๆ เป็นซีรี่ย์ เช่น ตอนที่ 1 จะเล่าว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นสถาบันของประชาชน" มันคนละเรื่องกันกับสถาบันพระมหากษัตริย์จีนก่อนการปฏิวัติ , ตอนที่ 2 ผมจะเล่าว่าผู้นำและผู้ร่วมขบวนการ ดร.ซุน ยัด เซ็น นั้นคนละสีกับขบวนการเปลี่ยนระบอบฯของไทย , ตอนที่ 3 จะพูดถึงหยวน ซี ไข่ กับ พระยาพหลฯ ฯลฯ ติดตามได้ตั้งแต่ทุกพักเที่ยง เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.59 ครับ สุดท้าย อย่าลืม...24 มิ.ย.2475 วันขยะแผ่นดิน ครับ" นพ.เหรียญทอง โพสต์

'ประยุทธ์'ตรวจอู่ตะเภา ยิ้มร่าถูกเชียร์ให้เป็นนายกฯ 10 ปี

'ประยุทธ์'ตรวจอู่ตะเภา ยิ้มร่าถูกเชียร์ให้เป็นนายกฯ 10 ปี
Cr:สำนักข่าวเจ้าพระยา
22มิ.ย.2559 “ประยุทธ์” ควง “สมคิด-อนุพงษ์” พร้อมคณะบินไประยอง ตามความคืบหน้าตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พร้อมเยี่ยมชมพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา เสริมศักยภาพรองรับผู้โดยสาร…
ที่กองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก (ขส.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เพื่อลงพื้นที่ติดตามผลการปฏิบัติราชการ จ.ระยอง ประชุมร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาท่า อากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานพาณิชย์แห่งที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร และติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (จ.ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) พร้อมกับเยี่ยมชมโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เพื่อการรองรับการลงทุนตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0
จากนั้น นายกฯ และคณะจะตรวจเยี่ยมโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 (อู่ตะเภา) ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และตรวจเยี่ยมชมความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ท่าอากาศยาน อู่ตะเภา ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ ก่อนจะเดินทางไปพบปะประชาชน และเยี่ยมชมโครงการก่อสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง (แนวกำแพงดินคอนกรีตเสริมเหล็ก) บริเวณหาดพยูน ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และลดความเสียหายต่อแหล่งท่องเที่ยว สร้างประโยชน์ต่อชุมชน ก่อนจะเดินทางกลับถึง ขส.ทบ.ในเวลา 17.15 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเดินทางตรวจเยี่ยมการพัฒนาพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมคณะ ได้นั่งเครื่องบินแบบ แอมแบร์ โดยมีพล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.ให้การต้อนรับ โดยสนามบินนานาชาติเตรียมเปิดใช้ในเดือนสิงหาคมนี้ และจะเปิดเป็นแบบทางการในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยกองทัพเรือส่งมอบพื้นที่จำนวน 3,000 ไร่ จากทั้งหมด 1.7 หมื่นไร่ ให้ทำสนามบินนานาชาติ แห่งที่ 3 โดยแบ่งเขตสนามบินทหาร พื้นที่ฝึก และที่ตั้งหน่วยทหาร
ขณะเดียวกันระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตรวจโรงซ่อมอากาศยานการบินไทย ในสนามบินอู่ตะเภา บนพื้นที่ 150 ไร่ ที่ใช้งบประมาณก่อสร้าง และอุปกรณ์ รวม 3,400 ล้าน พื้นที่ใช้สอย 32,000 ตร.ม. ซ่อมได้ทีละ 3 ลำ ขนาด Boeing 777, 747 รองรับได้ปีละ 50 ลำ เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2540 ได้พบปะช่างเครื่อง และ พนง.การบินไทย ภายในสนามบินอู่ตะเภา ก็ถูกรุมถ่ายภาพ พร้อมมีเสียงตะโกนบอกสู้ๆ ให้อยู่ต่อ 10 ปี.
ขอขอบคุณ ไทยรัฐ

ยาบ้า

22062559  'ยาเสพติด' ที่กระเดียด 'รุมสับ'     เปลว  สีเงิน
หมู่นี้ "ฆาตกรฆ่าตัดตอน" ทำสับสน-อลหม่านไปทั้งเมือง! 
ไม่ได้ฆ่าคน......... 
แต่ "ฆ่าคำ" ที่พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา พูด คือท่านไปประชุม UNGASS ที่นครนิวยอร์ก มา 
ที่ประชุมลงความเห็น การ "ปราบ-จับ" ยาเสพติด ที่ทำกันอยู่ทั้งโลก ไม่ใช่วิธีทำให้ยาลดหรือหมดไปได้ จึงพูดกันถึงแนวทางใหม่ 
เมื่อกลับมา ท่านก็ "จุดประเด็นคิด" โยนให้สังคมช่วยขบ แนวคิดหนึ่ง คือ....

"เตรียมหารือสาธารณสุข-ศาล-อัยการ-หน่วยงานเกี่ยวข้อง หาแนวทางยกเลิกเมทแอมเฟตามีน ที่ใช้เป็นส่วนประกอบยาบ้า ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒"

แค่นั้นแหละ........

"สังคมจับกระเดียด" บิดตะกูดไปโพสต์ -ไปวิพากษ์ เป็นว่า

"รัฐบาลจะให้ยาบ้าเป็นยาถูกกฎหมายบ้าง จะผลิตขายเองบ้าง!?"

เรื่องนี้ ใครคิดไง-พูดไง...ไม่ผิด 

แต่ทางควรเป็น ต้องยึดข้อมูล การศึกษา-วิจัย ทางวิชาการแพทย์ การวิทยาศาสตร์ การสังคม และอีกหลายๆ การ เขย่ารวม "สรุปเป็นแนวทางใหม่"

ใช้แทน "สงครามปราบยาเสพติด" ซึ่งปรากฏแล้ว "ยิ่งทำ-ยิ่งเพิ่ม" ทั้งคนผลิต คนขาย คนเสพ

และ......คนคอร์รัปชัน!

ผมอ่าน Kittitouch Chaiprasith | Facebook ท่านให้ข้อมูล "ครบด้าน" ไขความซับซ้อน สู่ความเข้าใจที่ไม่สับสนดีมาก

ท่านเขียนหลายตอน ขออนุญาตนำตอนนี้เผยแพร่ก่อน และทั้งขออนุญาต "ขลิบ" บางคำ เพื่อความกระชับพื้นที่

Kittitouch Chaiprasith | Facebook 

ตอนนี้มีความสับสนมาก หลายคนจำคำพูดหรือคำชี้แจงจากคนอื่นมา โดยขาดความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกอย่างจริงจังในเรื่องของสารแอมเฟตามีนที่กำลังเป็นประเด็น

๑.ที่ พล.อ.ไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์ว่า จากงานวิจัยพบว่า #เหล้าและบุหรี่ นั้น ยังมีผลเสียมากกว่าสารเมทแอมเฟตามีนเสียอีก 

ทำให้คนหลายคนออกมารุมสับว่ามั่วซั่วเต็มไปหมด แต่จริงๆ สิ่งที่แกพูด แกไม่ได้นึกขึ้นมาเอง หรือพูดลอยๆ 

-มีผลวิจัยเป็นที่ยอมรับวงกว้าง คือผลวิจัยของ #Professor_David_John_Nutt แห่งมหาวิทยาลัย Bristol อดีตที่ปรึกษากรมสาธารณสุข กระทรวงความมั่นคงแห่งอังกฤษ

รวมถึงเป็นคณะกรรมการความปลอดภัยด้านยา (Committee on Safety of Medicines) ด้วย https://en.wikipedia.org/wiki/David_Nutt

- ผลงานวิจัยนี้ ตีพิมพ์และเผยแพร่ทั้ง BBC, The Economist, http://www.bbc.com/news/uk-11660210 

http://www.economist.com/…/da…/2010/11/drugs_cause_most_harm

รวมถึงมีการนำไปอ้างอิงในงานศึกษาวิจัยและเอกสารประกอบการใช้ยาจำนวนมาก https://en.wikipedia.org/wiki/Substance_abuse, http://www.pharmacology2000.com/…/Adrener…/Adrenergic-32.htm

- นอกจากงานวิจัยของ Professor David Nutt แล้ว ยังมีงานวิจัยของ Dr. Jurgen Rehm ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายด้านสุขภาพแห่งศูนย์สุขภาพและสารเสพติด รพ.เกี่ยวกับการใช้ยาที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา 

ทำวิจัยร่วมกับ Dr. Dirk W. Lachenmeier นักวิทยาศาสตร์สถาบันจิตเวช ม.Dresden เยอรมัน เป็นนักวิจัยที่มีผลงานกว่า 200 ชิ้นในวงการวิจัยระดับโลก

http://www.camh.ca/…/scientific…/Pages/J%C3%BCrgen-Rehm.aspx

http://www.camh.ca/…/scientific…/Pages/J%C3%BCrgen-Rehm.aspx

http://www.dirk-lachenmeier.de/

- ทั้งผลงานวิจัยของ Professor David Nutt และ Dr. Jurgen Rehm + Dr. Dirk W. Lachenmeier แสดงให้เห็นถึงอัตราความรุนแรงต่อสุขภาพของยา (drug) แต่ละประเภทที่คนเสพโดยทั่วไป

ซึ่งในตารางแสดงให้เห็นว่า Amphetamine เดิมชื่อ "ยาม้า" ในบ้านเรานั้น มีระดับความรุนแรงที่น้อยกว่าเหล้า (Alcohol) และบุหรี่ (Nicotin)

ส่วน Methamphetamine หรือ Crystal Meth นั้น มีความรุนแรงกว่า Amphetamine ทั่วไป

แต่ก็ยังน้อยกว่าแอลกอฮอล์เสียอีก!!!!! 

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4311234/

http://keithsneuroblog.blogspot.com/…/the-drugs-ratings-don…

แน่นอนว่า ในงานวิจัยเช่นนี้ มีข้อมูลหลายประการที่ต้องทำความเข้าใจมากพอสมควร 

เช่น พฤติกรรมการเสพ การเข้าถึง และการควบคุมยาหรือสารดังกล่าว รวมถึง Dose ที่ใช้ในการเสพสารต่างๆ เหล่านั้น

แต่ทั้งนี้ สิ่งที่ พล.อ.ไพบูลย์ และบรรดาอาจารย์หมอหลายๆ ท่านที่ออกมาพูด #ไม่ได้เป็นการมั่วข้อมูลขึ้นมาเอง แต่เป็นงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับระดับโลก

(แต่เป็นเรื่องที่ต้องระวังก่อนจะนำมาพูด เพราะคนทั่วไปมักจะไม่เข้าใจหรอก ว่ามันมีเงื่อนไขอะไรบ้างในรายละเอียด)

๒.มีชาวโซเชียลบางคน ไปอ่านเพจบางเพจ โดยขาดความเข้าใจสิ่งที่เพจนั้นนำเสนออย่างครบถ้วน

พอได้ยินว่า แอมเฟตามีน มีการนำมาใช้ในวงการแพทย์อยู่ตั้งแต่เดิมแล้ว ก็เข้าใจผิด ว่าปัจจุบันแอมเฟตามีน รวมถึงเมทแอมเฟตามีน นั้น มีการนำมาใช้ได้อยู่แล้ว

แล้วก็ลามไปด่า ว่ารัฐบาลจะทำให้มันถูกกฎหมายทำไม?

-ต้องอธิบายก่อน ว่าสารทั้งสองตัวนี้ จัดอยู่ในสารเสพติดให้โทษร้ายแรง ประเภท ๑

เป็นสารที่ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ และห้ามมีไว้ในครอบครอง ปัจจุบัน ไม่มีการใช้ยาที่มีสารทั้งสองตัวนี้ผสมอยู่ในประเทศไทย

http://www.thailaws.com/aboutthailaw/knowledge_62.htm

- ที่มีใช้กันจะเป็นยาที่มี #อนุพันธุ์ของแอมเฟตามีน ที่มีผลคล้ายคลึงกัน (แต่มีรายละเอียดต่างกันออกไป) 

เช่น N-Ethylamphetamine /เอ็น-เอทิลแอมเฟตามีน หรือ Methylphenidate 

ซึ่งเป็นส่วนผสมในยา Ritalin ที่ใช้ในกระบวนการรักษาทางจิตเวชอยู่แล้ว โดยเป็นยาที่จัดอยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท "ประเภทที่สอง"

ซึ่งมีประโยชน์ทางการแพทย์ และอนุญาตให้นำมาใช้งานได้ โดยได้รับการควบคุม

http://www.pha.nu.ac.th/…/…/extend/Psychotropic%20drugs.html

- ถ้าเข้าไปดูที่ฐานข้อมูลบัญชียาของมูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา (วพย.) จัดทำโดย NECTEC จะทราบว่า

ไม่มียาอย่าง Adderall XR หรือ Vyvanse ที่ใช้ Amphetamine

แต่จะมียา Ritalin ที่ใช้ Methylphenidate ประกอบอยู่ในบัญชีรายชื่อยาในประเทศไทย

http://www.yaandyou.net/index.php

(สรุปคือ มีใช้ทางการแพทย์จริง แต่ไม่ใช่สารสองตัวนั้น เพจนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรผิด ถูกต้องตามนั้นทุกอย่าง เพียงแต่บางคนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ตีความไปเองแบบนั้น)

- บางคนอาจคิดว่า แล้วมันจะต่างอะไรกัน ในเมื่อมันให้ผลคล้ายๆ กัน คำตอบคือ ต่างแน่นอน!!

 #ในทางกฎหมาย ทุกคำ ทุกรายละเอียด มีความต่าง จะเหมารวมว่า "ก็สารกลุ่มเดียวกัน มันก็เหมือนกัน" ไม่ได้เด็ดขาด

เพราะตัวหนึ่ง ใช้ได้ทางการแพทย์

อีกตัว เป็นสารเสพติด ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์เลย!

(กฎหมายระบุไว้หมดในนั้น) ซึ่งไม่อนุญาตให้นำไปใช้งานใดๆ ได้ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจาก รมต.ก่อน

- ในกรณียังไม่นับเรื่องการเปลี่ยนโทษต่อผู้เสพทั้งหลาย ซึ่งถ้าต้องการเปลี่ยนท่าทีต่อผู้เสพเสียใหม่ ก็ #จำเป็นต้องปรับสารตั้งต้นเหล่านั้น ให้ไปอยู่ในประเภทที่สอง

เพื่อให้เข้ากับเจตนารมณ์กฎหมาย ที่มองว่าสารเหล่านั้น สามารถนำมาใช้และอยู่ในความควบคุมทางการแพทย์

ประเด็นนี้จริงๆไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะเข้าใจกันง่ายๆ

แต่ก็นั่นแหละ คนที่ทำงานด้านสาธารณสุขและด้านยุติธรรม เขาทำงานกันมานานแล้ว 

และประเด็นนี้ ก็พูดถึงกันในเวทีสากลระดับนานาชาติหลายครั้งแล้ว คนไทยควรหันกลับมา "เปิดใจ" และเรียนรู้บ้าง 

ไม่ใช่เอาแต่โวยวาย และคิดเอง-เออเอง โดยไม่มีข้อมูล หรือไม่เข้าใจ แล้วก็คิดไปเอง ว่าตัวเองรู้ดี แล้วก็ด่ากราด

ถ้าคนในสังคมไทยยังเป็นแบบนี้อยู่ อย่าไปหวังเลยว่า บ้านเมืองของเราจะพัฒนาไปได้

ในสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนตัดสินใจ ถ้าประชาชนยังขาดสติ ที่จะเข้าใจเรื่องการบริหารงานรัฐให้ดี ก่อนที่จะเชื่อหรือจะดำเนินการอะไร 

สังคมก็จะมีแต่ความวุ่นวาย ซึ่งเกิดจากคิดไปเอง "ด้วยอคติของตน" โดยไม่ยืนอยู่บนหลักฐานสังคมวิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์ ดังเช่นที่เป็นทุกวันนี้

ครับ...จบตอน สนใจเพิ่มเติม คลิกที่ Kittitouch Chaiprasith.

สหรัฐอยากให้ทักษิณกลับมา


สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย เพื่อสานต่อนโยบายการกลับเข้าสู่เอเชีย (Pivot to Asia)ของสหรัฐ ให้ประสบผลสำเร็จโดย...ประพันธ์ สานแสงทอง

ความสัมพันธ์ ไทย-สหรัฐฯ
สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย เพื่อสานต่อนโยบายการกลับเข้าสู่เอเชีย (Pivot to Asia)ของสหรัฐ ให้ประสบผลสำเร็จโดย...ประพันธ์ สานแสงทอง 
สหรัฐยังอยากให้ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในไทย เพื่อสานต่อนโยบายการกลับเข้าสู่เอเชีย (Pivot to Asia)ของสหรัฐ ให้ประสบผลสำเร็จโดย...ประพันธ์ สานแสงทอง
นายกลิน ที.เดวีส์(ซ้าย)เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยเข้าพบนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2016 ที่กระทรวงการต่างประเทศ
Last updated: 21 June 2016 | 20:31
หากติดตามนโยบายต่างประเทศสหรัฐนับตั้งแต่นายแอช คาร์เตอร์ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมจะพบว่าสหรัฐมีเข็มมุ่งหันมายังเอเชีย (Pivot to Asia) หลังจากไปถล่มตะวันออกกลางให้เห็นซากตึกในประเทศต่างๆมาแบบย่อยยับแล้ว 

เป้าหมายสำคัญของสหรัฐก็คือการกำจัดไม่ให้อิทธิพลของจีนทั้งด้านการทหาร,ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ขยายมายังประเทศเพื่อนบ้านทั้งเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

เราจะเห็นได้หนักในการก่อกวนจีนก็คือการพยายามขยายความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ด้วยการอ้างว่าจีนฮุบหมู่เกาะสแปรทลี การสร้างกองทัพขึ้นในปะการังเทียม ฯลฯ จนกระทั่งจีนขู่เอาจริงใครล้ำน่านน้ำเข้ามาเป็นเจอดี 

จากงานเขียนชื่อ สหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศไทยช่วยทำให้กรุงเทพฯ-มอสโคว กระชับสัมพันธ์กันแน่นขึ้น(US Meddling in Thailand Boosts Bangkok-Moscow Ties) โดยโทนี คาร์ตาลุซซี นักวิเคราะห์ชาวอเมริกันที่ประจำอยู่กรุงเทพฯ โทนีเขียนบทความนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2016 แต่ เมื่อกลับไปอ่านแล้วยังทันสมัยอยู่ เพราะมีพฤติกรรมหลายประการที่เกิดขึ้นตามมาในเดือนมิถุนายน 2016

ข้อเขียนของโทนี เขาเริ่มไว้ว่า  อิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียมีดังนี้

1.ผู้ปกครองที่เป็นรัฐบาลหุ่นของสหรัฐในฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นครองอำนาจมายาวนาน ขณะที่เมียนมาร์ ก็เริ่มที่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐและยุโรป โดยเธอผู้นั้นคือออง ซาน ซูจี  ที่มีอิทธิพลทางการเมืองเหนือเมียนมาร์ในปัจจุบัน 

2.มาเลเซียและอินโดนีเซียเลือกที่จะเข้าสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากกว่าสหรัฐ เพื่อว่า 2 ประเทศนี้จะได้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนด้านการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน,การเข้ามาค้ำยันกับเขตการค้าเสรี (หมายเหตุผู้เขียน-อาทิเช่นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิก PTT  เป็นต้น) รวมทั้งข้ออ้างว่าเป็น หุ้นส่วนทางทหาร ทั้งๆที่เรื่องทหารเป็นไปในด้านเดียวของสหรัฐมากกว่าอื่นใด

3.ประเทศไทยพบว่าตัวเองกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการมุ่งสู่เอเชียของสหรัฐ มองทั้งจากแง่ของภูมิศาสตร์,ประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์  นโยบายของไทยคือการหลีกเลี่ยงที่จะเป็นเมืองขึ้นของทั้งสหรัฐและยุโรป เพราะมีความพยายามที่จะสร้างความสมดุลย์ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะด้านกองกำลัง   

ยิ่งไปกว่านั้นในห้วงเวลา 10 ปีที่การเมืองไทยไร้เสถียรภาพนั้น เกิดขึ้นจากทักษิณ ชินวัตร หุ่นของสหรัฐโดยตรงที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2001-2006 จากนั้นน้องเขยและน้องสาวเข้ามารับหน้าที่จนถึงปี 2014 ตัวเขาและพรรคการเมืองของเขาก็ถูกถอดออกจากอำนาจด้วยการทำรัฐประหารแบบสันติของทหาร

4.ในระหว่างที่ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในอำนาจนั้นเขารับใช้ผลประโยชน์ของตะวันตกอย่างดีด้วยการส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามที่ผิดกฎหมายที่สหรัฐส่งกองกำลังบุกเข้ายึดครองอิรักในปี 2003 , อนุญาตให้ CIA เข้ามาทำโครงการอันเลวร้ายในแผ่นดินของไทย (ไม่ทราบว่าโครงการทรมานนักโทษเหมือนกัวเตนาโมหรือไม่) รวมทั้งความพยายามที่จะเปิดให้มีเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐโดยปราศจากความเห็นชอบของรัฐสภา

สหรัฐต้องการให้ตระกูลชินวัตรกลับมามีอำนาจ

5.นับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร ถูกถอดพ้นอำนาจในปี 2006 เขากลับได้รับการสนับสนุนจากบริษัทล้อบบี้ขนาดใหญ่ของวอชิงตัน รวมทั้งกลุ่มคาร์ลีล (Carlyle Group)ที่นายเจมส์ เบเกอร์อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐมีส่วนร่วม, Barbour Griffith & Rogers, Robert Amsterdam และกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่เคนเนธ เอเดลแมน (Neo-Conservative Kenneth Adelman)

ประการนี้เป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐต้องการที่จะผลักดันให้ตระกูลชินวัตรกลับเข้าสู่อำนาจไทยอีกหรืออย่างน้อยก็ใช้แนวร่วมของทักษิณทำให้ประเทศไทยอ่อนแอและแบ่งแยกเท่าที่จะเป็นไปได้ สหรัฐจะได้กลับเข้ามายืนในภูมิภาคนี้ได้มากขึ้น  

ประเด็นนี้ให้มองดูการเคลื่อนไหวของ แนวร่วมทักษิณที่ กำลังแยกกันเดินรวมกันตี ดังนี้

1.อดีตผู้บริหารพรรคเพื่อไทยกว่า 10 คนดาหน้ากันออกมาชูป้ายไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะนำออกทำประชามติ วันที่ 7 สิงหาคม 2016

2.กลุ่มนปช.หรือคนเสื้อแดงดาหน้ากันออกมาเพื่อจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อสร้างกระแสการเมืองให้เกิดขึ้น  เมื่อจัดตั้งไม่ได้ก็เข้าร้องเรียนองค์การสหประชาชาติกล่าวหาว่าคสช.และรัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนพวกเขา

3.สหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศไทยโดยตรงในเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 (เป็นกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของประเทศ) เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2015 ที่นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้จนถูกกลุ่มคนไทยไปรวมตัวกันประท้วงถึงหน้าสถานทูต 

เท่านั้นยังไม่พอเมื่อนายกลิน เดวีส์ เข้าพบนายดอน ปรมัตถ์วินัย  รัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 12 พฤษภาคม 2016 ที่กระทรวงการต่าง ประเทศ ทั้งสองมีการหารือกันนานประมาณ 1.30 ชั่วโมง  ต่อมานายดอนเปิดโอกาสให้นายเดวีส์ให้สัมภาษณ์และตอบคำถามของสื่อมวลชนก่อน 

ในช่วงต้นนายเดวีส์พูดถึงประเด็นที่มีการหารือกับนายดอนคือเรื่องทะเลจีนใต้และเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย พร้อมกับขอบคุณนายดอนที่ได้มีการพูดคุยหารือกันอย่างตรงไปตรงมา

สหรัฐเข้ามาจุ้นจ้านกิจการของไทย

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่สำนักข่าวเอเอฟพีเสนอข่าวว่าสหรัฐได้ประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ นายเดวีส์ตอบว่าสหรัฐห่วงกังวลอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมกับย้ำจุดยืนที่ได้พูดไปโดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแล้วว่าสหรัฐห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและเห็นว่าควรต้องมีการเปิดพื้นที่ทางการเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขัดต่อพันธกรณีของไทยตามหลักสากล 

หลังนายเดวีส์ให้สัมภาษณ์เช่นนั้น นายดอนเรียกเอกสารจากเจ้าหน้าที่มาดูก่อนที่จะสอบถามนายเดวีส์อีกครั้งซึ่งนายเดวีส์ยืนยันว่า แคทรีนา อดัมส์ คือโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งขัดกับการชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศไทยก่อนหน้านี้ 

จากนั้นนายเดวีส์หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านต่อหน้าสื่อมวลชนและให้เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐแปลให้สื่อมวลชนฟังเป็นภาษาไทยว่า สหรัฐรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึงการจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกิจของไทยต่อนานาชาติ ไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ และทำให้เกิดการเซนเซอร์ตัวเอง

นายเดวีส์กล่าวต่อว่า การข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น สหรัฐยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติในเดือนสิงหาคม เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้นายเดวีส์กล่าว และว่า นี่คือจุดยืนและท่าทีของสหรัฐในขณะนี้ พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยอีกครั้งที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนควาเห็นในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิมนุษยชนในไทย ทั้งยังขอบคุณสื่อมวลชนที่ทำงานเพื่อประชาชนและย้ำว่าสื่อมวลชนมีหน้าที่ในการสื่อความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ สหรัฐให้ความเคารพกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

นายดอนบอกนายเดวีส์ไม่ได้หยิบยกตอนพูดคุยกัน

หลังนายเดวีส์อ่านเอกสารที่เตรียมมาจบ นายดอนย้ำว่า นายเดวีส์ไม่ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกับตนระหว่างการหารือกันแต่อย่างใด นายเดวีส์จึงพูดอีกครั้งว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพูดกับนายดอน แต่พูดกับสื่อเพื่อแสดงจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ในการหารือกับนายดอนก็ได้พูดคุยกันในหลายเรื่องรวมถึงเรื่องสิทธิพลเมืองและรับว่าสหรัฐไม่ได้ใช้คำว่าประณามไทย

สหรัฐไม่สนใจเรื่องเสียมารยาททางการทูต

กรณีของนายกลิน ที.เดวีส์จะเห็นได้ว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องมารยาททางการทูต เพราะเขาต้องรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐเช่นการเข้าไปคุยกันเรื่อง 1.ทะเลจีนใต้ฃ 2.เรื่องสิทธิพลเมืองต้องการเปิดทางให้กลุ่มที่นิยมชมชอบทักษิณ ชินวัตร มีพื้นที่แสดงออก ด้วยการอ้างพันธกรณีตามหลักสากล

ทางออกของประเทศไทยจะรับมืออย่างไร

เมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่าสหรัฐไม่ได้มีความหวังดีแท้จริงกับมิตรประเทศอย่างไทย แต่ ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง  ประเทศไทยก็สามารถใช้ศักยภาพที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนดำเนินการตามที่ตนเห็นสมควร ดังนี้

1.การหันไปคบค้ากับประเทศจีนและรัสเซีย เป็นการเปิดกว้างหามิตรเพิ่มเติม ทั้ง 2 ประเทศก็เป็นชาติมหาอำนาจไม่น้อยกว่าสหรัฐ  ตัวอย่างเช่นกรณีประเทศซีเรีย เมื่อรัสเซียได้รับเชิญเข้าไปจัดการกับกลุ่มไอซิส  ประเทศสหรัฐก็ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2016 พลเอกมาร์ค มิลลีย์ เสนาธิการทหารบกสหรัฐยอมรับว่ามี 4 ประเทศที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงสหรัฐประกอบด้วยรัสเซีย,จีน,อิหร่านและเกาหลีเหนือ  แม้ว่าจะไม่ได้มีการจัดอันดับ แต่เสนาธิการทหารบกสหรัฐยอมรับว่ารัสเซียหมายเลข 1 ในบรรดา 4 ประเทศ 

พล.อ. Mark A. Milley เสนาธิการทหารบกสหรัฐ  (US Army/Monica King)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

2.ในกรณีจีนนั้นประเทศไทยลงนามในสัญญาการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง  ส่วนรัสเซียที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะ เดินทางไปตอนต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการติดต่อเรื่องสินค้าเกษตรและอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่รัสเซียต้องการ หลังจากรัสเซียถูกสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาประกาศแซงชั่นรัสเซียหลังจากรัสเซียบุกเข้าไปประเทศยูเครน

3.ประเทศไทยมีระบบกฎหมาย เมื่อใครทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีอาทิเช่นทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินคดีก็จะผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่  ดังนั้นหากไม่ต้องหากไม่ต้องการถูกดำเนินคดีก็อย่าทำผิดกฎหมาย

จะต้องตั้งคำถามไปยังสหรัฐด้วยว่า ประเทศสหรัฐมีการใช้ปืนสังหารกันมากมายที่สุดในโลก  ล่าสุดก็คือที่เกิดที่เมืองออร์แลนโด้ รัฐฟลอริด้า ถามกลับไปว่าสหรัฐสามารถที่จะแก้ไข The Second Amendment ในรัฐธรรมนูญของตัวเองได้หรือไม่เพื่อที่จะไม่ให้คนอเมริกันครอบครองอาวุธปืน,พกพาอาวุธปืน และให้ทูตกลิน เดวีส์ ตอบคำถามนี้ เพราะอยากมาวิจารณ์มาตรา 112 ดีนัก

3.คสช.และรัฐบาลจะต้องจัดหน่วยชี้แจง-ตอบโต้เหมือนหน่วยประชาสัมพันธ์ ด้วยการรวมเอามือฉมังในกระทรวงการต่างประเทศมาร่วมกับมือฉมังของคสช.ด้วย มือฉมังในที่นี้หมายถึงข้าราชการที่รักชาติพร้อมที่จะทำงานให้ประเทศชาติจริงๆ ไม่ใช่ทำงานแบบราชการให้พ้นไปวันๆ

ไม่ใช่เมื่อกลุ่มนปช. เดินทางไปร้องเรียนสหประชาชาติในประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยกหูโทรศัพท์ไปหานายบัน คิ มูน เลขาธิการสหประชาชาติ  วิธีการนี้นายกรัฐมนตรีต้องรับงานไปหมด ในห้วงเวลานี้และปัญหานี้ก็ถูกต้อง แต่ปัญหาอื่นๆนายกรัฐมนตรีต้องจัดเจ้าหน้าที่เข้ารับมือ การบริหารประเทศจึงจะถูกต้อง

4.ประชาชนคนไทยจะต้องใช้โซเชียล มีเดียให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อรายงานข่าวที่ไม่ชอบมาพากลรวมทั้งแนะนำทางออกให้ด้วย เพื่อประเทศชาติจะได้เดินไปถูกต้อง ไม่ให้ใครเข้ามาวอแว”แบบไร้เหตุผลกับรัฐบาลหรือประเภท ชักใบให้เรือเสีย

First posted: 21 June 2016 | 20:28

ที่มา:ไทยทริบูน

เกมสหรัฐกับทิศทางไทย

สหรัฐอเมริกา ยังอยากให้ ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจในประเทศไทย เพื่อสานต่อนโยบายการกลับเข้าสู่เอเชีย (Pivot to Asia) ของสหรัฐอเมริกา ให้ประสบผลสำเร็จโดยเร็ว

หากติดตามนโยบายต่างประเทศสหรัฐนับตั้งแต่นายแอช คาร์เตอร์ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมจะพบว่าสหรัฐมีเข็มมุ่งหันมายังเอเชีย (Pivot to Asia) หลังจากไปถล่มตะวันออกกลางให้เห็นซากตึกในประเทศต่างๆมาแบบย่อยยับแล้ว

เป้าหมายสำคัญของสหรัฐก็คือการกำจัดไม่ให้อิทธิพลของจีนทั้งด้านการทหาร,ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ขยายมายังประเทศเพื่อนบ้านทั้งเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เราจะเห็นได้หนักในการก่อกวนจีนก็คือการพยายามขยายความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ด้วยการอ้างว่าจีนฮุบหมู่เกาะสแปรทลี การสร้างกองทัพขึ้นในปะการังเทียม ฯลฯ จนกระทั่งจีนขู่เอาจริงใครล้ำน่านน้ำเข้ามาเป็นเจอดี

จากงานเขียนชื่อ “สหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศไทยช่วยทำให้กรุงเทพฯ-มอสโคว กระชับสัมพันธ์กันแน่นขึ้น(US Meddling in Thailand Boosts Bangkok-Moscow Ties) โดยโทนี คาร์ตาลุซซี นักวิเคราะห์ชาวอเมริกันที่ประจำอยู่กรุงเทพฯ โทนีเขียนบทความนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2016 แต่ เมื่อกลับไปอ่านแล้วยังทันสมัยอยู่ เพราะมีพฤติกรรมหลายประการที่เกิดขึ้นตามมาในเดือนมิถุนายน 2016

ข้อเขียนของโทนี เขาเริ่มไว้ว่า  อิทธิพล
.... ของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียมีดังนี้ ....

1.ผู้ปกครองที่เป็นรัฐบาลหุ่นของสหรัฐในฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นครองอำนาจมายาวนาน ขณะที่เมียนมาร์ ก็เริ่มที่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐและยุโรป โดยเธอผู้นั้นคือออง ซาน ซูจี  ที่มีอิทธิพลทางการเมืองเหนือเมียนมาร์ในปัจจุบัน

2.มาเลเซียและอินโดนีเซียเลือกที่จะเข้าสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากกว่าสหรัฐ เพื่อว่า 2 ประเทศนี้จะได้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนด้านการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน,การเข้ามาค้ำยันกับเขตการค้าเสรี (หมายเหตุผู้เขียน-อาทิเช่นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิก PTT  เป็นต้น) รวมทั้งข้ออ้างว่าเป็น “หุ้นส่วนทางทหาร” ทั้งๆที่เรื่องทหารเป็นไปในด้านเดียวของสหรัฐมากกว่าอื่นใด

3.ประเทศไทยพบว่าตัวเองกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการมุ่งสู่เอเชียของสหรัฐ มองทั้งจากแง่ของภูมิศาสตร์,ประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์  นโยบายของไทยคือการหลีกเลี่ยงที่จะเป็นเมืองขึ้นของทั้งสหรัฐและยุโรป เพราะมีความพยายามที่จะสร้างความสมดุลย์ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะด้านกองกำลัง   

ยิ่งไปกว่านั้นในห้วงเวลา 10 ปีที่การเมืองไทยไร้เสถียรภาพนั้น เกิดขึ้นจากทักษิณ ชินวัตร หุ่นของสหรัฐโดยตรงที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2001-2006 จากนั้นน้องเขยและน้องสาวเข้ามารับหน้าที่จนถึงปี 2014 ตัวเขาและพรรคการเมืองของเขาก็ถูกถอดออกจากอำนาจด้วยการทำรัฐประหารแบบสันติของทหาร

4.ในระหว่างที่ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในอำนาจนั้นเขารับใช้ผลประโยชน์ของตะวันตกอย่างดีด้วยการส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามที่ผิดกฎหมายที่สหรัฐส่งกองกำลังบุกเข้ายึดครองอิรักในปี 2003 , อนุญาตให้ CIA เข้ามาทำโครงการอันเลวร้ายในแผ่นดินของไทย (ไม่ทราบว่าโครงการทรมานนักโทษเหมือนกัวเตนาโมหรือไม่) รวมทั้งความพยายามที่จะเปิดให้มีเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐโดยปราศจากความเห็นชอบของรัฐสภา

สหรัฐต้องการให้ตระกูลชินวัตรกลับมามีอำนาจ

5.นับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร ถูกถอดพ้นอำนาจในปี 2006 เขากลับได้รับการสนับสนุนจากบริษัทล้อบบี้ขนาดใหญ่ของวอชิงตัน รวมทั้งกลุ่มคาร์ลีล (Carlyle Group)ที่นายเจมส์ เบเกอร์อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐมีส่วนร่วม, Barbour Griffith & Rogers, Robert Amsterdam และกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่เคนเนธ เอเดลแมน (Neo-Conservative Kenneth Adelman)

ประการนี้เป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐต้องการที่จะผลักดันให้ตระกูลชินวัตรกลับเข้าสู่อำนาจไทยอีกหรืออย่างน้อยก็ใช้แนวร่วมของทักษิณทำให้ประเทศไทยอ่อนแอและแบ่งแยกเท่าที่จะเป็นไปได้ สหรัฐจะได้กลับเข้ามายืนในภูมิภาคนี้ได้มากขึ้น 

ประเด็นนี้ให้มองดูการเคลื่อนไหวของ แนวร่วมทักษิณที่ “กำลังแยกกันเดินรวมกันตี” ดังนี้

1.อดีตผู้บริหารพรรคเพื่อไทยกว่า 10 คนดาหน้ากันออกมาชูป้ายไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะนำออกทำประชามติ วันที่ 7 สิงหาคม 2016

2.กลุ่มนปช.หรือคนเสื้อแดงดาหน้ากันออกมาเพื่อจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อสร้างกระแสการเมืองให้เกิดขึ้น  เมื่อจัดตั้งไม่ได้ก็เข้าร้องเรียนองค์การสหประชาชาติกล่าวหาว่าคสช.และรัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนพวกเขา

3.สหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศไทยโดยตรงในเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 (เป็นกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของประเทศ) เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2015 ที่นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้จนถูกกลุ่มคนไทยไปรวมตัวกันประท้วงถึงหน้าสถานทูต

เท่านั้นยังไม่พอเมื่อนายกลิน เดวีส์ เข้าพบนายดอน ปรมัตถ์วินัย  รัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 12 พฤษภาคม 2016 ที่กระทรวงการต่าง ประเทศ ทั้งสองมีการหารือกันนานประมาณ 1.30 ชั่วโมง  ต่อมานายดอนเปิดโอกาสให้นายเดวีส์ให้สัมภาษณ์และตอบคำถามของสื่อมวลชนก่อน

ในช่วงต้นนายเดวีส์พูดถึงประเด็นที่มีการหารือกับนายดอนคือเรื่องทะเลจีนใต้และเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย พร้อมกับขอบคุณนายดอนที่ได้มีการพูดคุยหารือกันอย่างตรงไปตรงมา

สหรัฐเข้ามาจุ้นจ้านกิจการของไทย

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่สำนักข่าวเอเอฟพีเสนอข่าวว่าสหรัฐได้ประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ นายเดวีส์ตอบว่าสหรัฐห่วงกังวลอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมกับย้ำจุดยืนที่ได้พูดไปโดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแล้วว่าสหรัฐห่วงกังวลกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและเห็นว่าควรต้องมีการเปิดพื้นที่ทางการเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขัดต่อพันธกรณีของไทยตามหลักสากล

หลังนายเดวีส์ให้สัมภาษณ์เช่นนั้น นายดอนเรียกเอกสารจากเจ้าหน้าที่มาดูก่อนที่จะสอบถามนายเดวีส์อีกครั้งซึ่งนายเดวีส์ยืนยันว่า แคทรีนา อดัมส์ คือโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งขัดกับการชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศไทยก่อนหน้านี้

จากนั้นนายเดวีส์หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านต่อหน้าสื่อมวลชนและให้เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐแปลให้สื่อมวลชนฟังเป็นภาษาไทยว่า “สหรัฐรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึงการจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกิจของไทยต่อนานาชาติ ไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ และทำให้เกิดการเซนเซอร์ตัวเอง”

นายเดวีส์กล่าวต่อว่า “การข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น สหรัฐยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร”

“สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติในเดือนสิงหาคม เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้”นายเดวีส์กล่าว และว่า “นี่คือจุดยืนและท่าทีของสหรัฐในขณะนี้ พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยอีกครั้งที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนควาเห็นในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิมนุษยชนในไทย ทั้งยังขอบคุณสื่อมวลชนที่ทำงานเพื่อประชาชนและย้ำว่าสื่อมวลชนมีหน้าที่ในการสื่อความจริงให้ประชาชนได้รับทราบ สหรัฐให้ความเคารพกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน”

นายดอนบอกนายเดวีส์ไม่ได้หยิบยกตอนพูดคุยกัน

หลังนายเดวีส์อ่านเอกสารที่เตรียมมาจบ นายดอนย้ำว่า นายเดวีส์ไม่ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกับตนระหว่างการหารือกันแต่อย่างใด นายเดวีส์จึงพูดอีกครั้งว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพูดกับนายดอน แต่พูดกับสื่อเพื่อแสดงจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ในการหารือกับนายดอนก็ได้พูดคุยกันในหลายเรื่องรวมถึงเรื่องสิทธิพลเมืองและรับว่าสหรัฐไม่ได้ใช้คำว่าประณามไทย

สหรัฐไม่สนใจเรื่องเสียมารยาททางการทูต

กรณีของนายกลิน ที.เดวีส์จะเห็นได้ว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องมารยาททางการทูต เพราะเขาต้องรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐเช่นการเข้าไปคุยกันเรื่อง 1.ทะเลจีนใต้ฃ 2.เรื่องสิทธิพลเมืองต้องการเปิดทางให้กลุ่มที่นิยมชมชอบทักษิณ ชินวัตร มีพื้นที่แสดงออก ด้วยการอ้างพันธกรณีตามหลักสากล

ทางออกของประเทศไทยจะรับมืออย่างไร

เมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่าสหรัฐไม่ได้มีความหวังดีแท้จริงกับมิตรประเทศอย่างไทย แต่ ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง  ประเทศไทยก็สามารถใช้ศักยภาพที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนดำเนินการตามที่ตนเห็นสมควร ดังนี้

1.การหันไปคบค้ากับประเทศจีนและรัสเซีย เป็นการเปิดกว้างหามิตรเพิ่มเติม ทั้ง 2 ประเทศก็เป็นชาติมหาอำนาจไม่น้อยกว่าสหรัฐ  ตัวอย่างเช่นกรณีประเทศซีเรีย เมื่อรัสเซียได้รับเชิญเข้าไปจัดการกับกลุ่มไอซิส  ประเทศสหรัฐก็ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2016 พลเอกมาร์ค มิลลีย์ เสนาธิการทหารบกสหรัฐยอมรับว่ามี 4 ประเทศที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงสหรัฐประกอบด้วยรัสเซีย,จีน,อิหร่านและเกาหลีเหนือ  แม้ว่าจะไม่ได้มีการจัดอันดับ แต่เสนาธิการทหารบกสหรัฐยอมรับว่ารัสเซียหมายเลข 1 ในบรรดา 4 ประเทศ 

2.ในกรณีจีนนั้นประเทศไทยลงนามในสัญญาการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง  ส่วนรัสเซียที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะ เดินทางไปตอนต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีการติดต่อเรื่องสินค้าเกษตรและอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่รัสเซียต้องการ หลังจากรัสเซียถูกสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาประกาศแซงชั่นรัสเซียหลังจากรัสเซียบุกเข้าไปประเทศยูเครน

3.ประเทศไทยมีระบบกฎหมาย เมื่อใครทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีอาทิเช่นทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินคดีก็จะผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่  ดังนั้นหากไม่ต้องหากไม่ต้องการถูกดำเนินคดีก็อย่าทำผิดกฎหมาย

จะต้องตั้งคำถามไปยังสหรัฐด้วยว่า ประเทศสหรัฐมีการใช้ปืนสังหารกันมากมายที่สุดในโลก  ล่าสุดก็คือที่เกิดที่เมืองออร์แลนโด้ รัฐฟลอริด้า ถามกลับไปว่าสหรัฐสามารถที่จะแก้ไข The Second Amendment ในรัฐธรรมนูญของตัวเองได้หรือไม่เพื่อที่จะไม่ให้คนอเมริกันครอบครองอาวุธปืน,พกพาอาวุธปืน และให้ทูตกลิน เดวีส์ ตอบคำถามนี้ เพราะอยากมาวิจารณ์มาตรา 112 ดีนัก

3.คสช.และรัฐบาลจะต้องจัดหน่วยชี้แจง-ตอบโต้เหมือนหน่วยประชาสัมพันธ์ ด้วยการรวมเอา“มือฉมัง”ในกระทรวงการต่างประเทศมาร่วมกับ“มือฉมัง”ของคสช.ด้วย “มือฉมัง”ในที่นี้หมายถึงข้าราชการที่รักชาติพร้อมที่จะทำงานให้ประเทศชาติจริงๆ ไม่ใช่ทำงานแบบราชการให้พ้นไปวันๆ

ไม่ใช่เมื่อกลุ่มนปช. เดินทางไปร้องเรียนสหประชาชาติในประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยกหูโทรศัพท์ไปหานายบัน คิ มูน เลขาธิการสหประชาชาติ  วิธีการนี้นายกรัฐมนตรีต้องรับงานไปหมด ในห้วงเวลานี้และปัญหานี้ก็ถูกต้อง แต่ปัญหาอื่นๆนายกรัฐมนตรีต้องจัดเจ้าหน้าที่เข้ารับมือ การบริหารประเทศจึงจะถูกต้อง

4.ประชาชนคนไทยจะต้องใช้โซเชียล มีเดียให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อรายงานข่าวที่ไม่ชอบมาพากลรวมทั้งแนะนำทางออกให้ด้วย เพื่อประเทศชาติจะได้เดินไปถูกต้อง ไม่ให้ใครเข้ามา“วอแว”แบบไร้เหตุผลกับรัฐบาลหรือประเภท ชักใบให้เรือเสีย

ที่มา - http://www.thaitribune.org/contents/detail/310?content_id=20934&rand=1466520227

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

โดนแล้วที่ราชบุรี! หมายเรียก 10 ชาวบ้านร่วมเปิดศูนย์ปราบโกง ชุมนุมเกิน 5 คน

โดนแล้วที่ราชบุรี! หมายเรียก 10 ชาวบ้านร่วมเปิดศูนย์ปราบโกง ชุมนุมเกิน 5 คน
บริบูรณ์ เกียงวรางกูล หนึ่งในผู้ต้องหา กล่าวว่า ขณะนี้กำลังปรึกษาหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยชุดแรกที่ถูกหมายเรียกมี 10 คน คาดว่าเขาอารูปหมู่ที่ถ่ายมาดูว่าใครเป็นใครแล้วออกหมายเรียก ขณะนี้ตนยังไม่มีทนายความ และยังไม่รู้ว่าข้อหาแบบนี้จะต้องประกันตัวหรือไม่ ไม่ทราบด้วยว่าหากต้องประกันตัวต้องใช้เงินเท่าไร และชาวบ้านแต่ละคนที่โดนเรียกบางคนก็มีเงิน บางคนก็ไม่มี
"ตอนนี้ผมก็รู้สึกว่าสังคมไม่เป็นธรรมกับคน คนที่เหมือนคนกันทุกคน สังคมไม่มีความเป็นธรรมให้กับคนที่เหมือนคน ฉะนั้นพอเจอรูปนี้ ถึงเวลาเราอาจจะต้องบอยคอตนะ ผมคิดอยู่ว่าถ้าเกิดมันถึงขั้นที่สุดแล้ว เกิดมันทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้เราอาจจะต้องบอยคอต ลงประชามติเราเลือกไป เราก็โดนโกง เพราะเขาไม่ให้เราส่องหาคนโกง ถ้าเราไปลงแล้วเราถูกโกงเราจะไปลงเพื่ออะไร แต่ต้องดูพี่น้องเราก่อนที่โดนกัน เพราะตอนนี้ทุกคนกลัวหมด บางคนโดยแล้วปิดบ้านหนีหายไป ติดต่อไม่ได้" บริบูรณ์ กล่าวและเพิ่มเติมว่า 10 คนแรกที่โดนหมายเรียก หายหน้าไป 4-5 คนแล้ว วันนี้โทรหาก็ไม่มีใครรับโทรศัพท์ ทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ก็บล็อคหมดเลย เหมือนพวกเขากังวลและกลัวมาก เนื่องจากเขาเป็นเพียงชาวบ้านต่างจังหวัดธรรมดา

“ไพบูลย์” เตือน “บุญชัย” ! อาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 189



“ไพบูลย์” เตือน “บุญชัย” !
อาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 189
(20 ม.ค.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. กล่าวกับสถานีข่าวสปริงนิวส์ ทีวีดิจิทัล ช่อง 19 กรณี นายบุญชัย เบญจรงคกุล ออกมาเชิญชวนศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย มาร่วมปฏิบัติธรรมและปกป้องพระธัมมชโย ว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิด
ถ้ามีการขอหมายค้น และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการเป็นครั้งที่ 2 ในห้วงเวลาอีกไม่นานนี้ แล้วปรากฎว่า ประชาชนที่คุณบุญชัยไปเชิญชวนไว้ เขามาตามนั้นในจำนวนหนึ่ง หรือเป็นล้าน ๆ อย่างที่ว่าไว้ จากนั้นมีการขัดขวางเจ้าหน้าที่ ถ้าเกิดเงื่อนไขดังกล่าวนั้น การกระทำของคุณบุญชัยที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.) ก็จะเป็นผลทำให้ขัดขวางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ก็จะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 189
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ถ้ามีการชุมนุมกันขึ้นมา โดยการป่าวประกาศของคุณบุญชัย และการดำเนินการนั้นไม่ใช่การปฏิบัติตามศาสนธรรมจริง ๆ คุณบุญชัยก็จะเข้าข่ายเป็นผู้จัดการชุมนุม ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ หากไม่มีการขออนุญาต ก็จะเป็นความผิดตามกฎหมายฉบับนั้นด้วย
"อย่าดูเฉพาะวันที่ 16 มิ.ย. อย่างเดียว ในพฤติการณ์ก็มองออกว่าเป็นการจงใจขัดขวาง แถมยังมีการออกมาแถลงข่าว ถ้อยคำที่แถลงทั้งหลายนั้นก็คือ ไม่ยอมให้พระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วอย่าลืมนะครับ มาตรา 189 นั้น ใช้กรณีไม่ว่าผู้นั้นช่วยเหลือประการหนึ่งประการใด ที่ไม่ให้ผู้ต้องหาถูกจับกุมด้วยประการหนึ่งประการใด จะโดยวาจาหรือการแสดงออก โดยการที่กีดขวางก็สุดแล้วแต่นะครับ ก็อาจจะเข้าข่าย
แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นหมื่น ๆ และเข้าหมดนะครับ ก็คงจะหมายถึงผู้นำ, ผู้ที่เป็นแกนหลัก, คนที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์จริง ๆ นะครับ จำนวนหนึ่งนะครับ ไม่ได้หมายความว่า มาหมื่นคน เป็นหมื่นคน และหลายท่านในนั้นผมก็เชื่อว่า ท่านมาปฏิบัติธรรมจริงนะครับ แต่หลายท่านก็เข้าข่ายขัดขืน หลายท่านในที่นี้มีเป็นหลักสิบหลักร้อยแค่นั้นเองนะครับ"
.............
s.news

บิ๊กป้อมย้ำไม่ให้ตั้งศูนย์ปราบโกง

บิ๊กป้อม บอกแล้วว่า ไม่ให้ตั้ง"ศูนย์ปราบโกงประชามติ" ยันไม่มีหลุดรอด ตั้งได้ไม่ว่าจังหวัดไหน  แนะทาง นปช.ควรจะไปหารือ กกต.ในการขอไปช่วย ปราบโกงมากกว่า ให้ไปคุยดู ถาม"จะทุจริตยังไง ผมยังมองไม่ออกเลย ผมยังไม่รู้เลยว่า จะโกงกันยังไง" ยัน ตามไปเอาผิด พวกโพสต์ในโซเชี่ยลฯ ต่อ/ ยัน มีประชามติ แน่

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการที่ ทหารตามไปปิด ศูนย์ปราบโกงประชามตินั้นว่า ผมก็บอกแล้วว่า ไม่ให้ตั้ง"ศูนย์ปราบโกงประชามติ"

"ถ้าจะตั้ง ให้ไปหารือ กกต.ในการขอไปช่วย ปราบโกงมากกว่า ให้ไปคุยดู ถาม"จะทุจริตยังไง ผมยังมองไม่ออกเลย ผมยังไม่รู้เลยว่า จะโกงกันยังไง"

ส่วนการที่ นปช.อ้างว่า นายกฯ พูดว่า ให้ตั้งได้ แต่แรก แล้ว มาเปลี่ยนทีหลัง พลออกประวิตร ยืนยันว่านายกฯไม่ได้บอกแบบนั้น นายกฯบอกว่า ตั้งไป แต่ไม่มีผลทางกม. แล้วถ้าทำผิดกม.ก็โดน ไม่ใช่ว่า อนุญาตให้ตั้ง. แล้วตัวผมเอง ก็พูดตั้งแต่ต้นแล้วว่า ตั้งไม่ได้

ส่วนการที่ยังมีการโพสต์ภาพในโซเชี่ยลฯว่า ตั้งศูนย์ฯได้ในบางจังหวัด นั้น พลเอกประวิตร ยืนยันว่า ไม่มีๆ ตั้งได้ไม่ว่าจังหวัดไหน

ส่วนการจะไปจับผิด โดยผ่านทาง ออนไลน์ โชเชี่ยล แทนนั่น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็มี กม.อยู่แล้ว มีจนท.ดูอยู่ เพราะถ้าทำผิดก็โดนแน่นอน

ส่วนการที่ แกนนำ นปช. ยังเชื่อว่า จะไม่มีประชามติ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า มี มี 7สค. มีการลงประชามตื ร่างรธน. เราต้องเดินหน้าต่อไปตามโรดแมพ

“มีชัย”พอใจผลการลงพื้นที่แจง ครู.ค. ไร้ปัญหา เตรียมสรุปผล 21-22 มิ.ย.นี้

“มีชัย”พอใจผลการลงพื้นที่แจง ครู.ค. ไร้ปัญหา เตรียมสรุปผล 21-22 มิ.ย.นี้ ข้องใจ “กกต.”โยน กรธ.ฟ้องเองหากพบคนบิดเบือนร่างรธน.
เมื่อเวลา11.15 น.วันที่ 20 มิถุนายน ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนเซ็นเตอร์แจ้งวัฒนะ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการอบรมวิทยากรระดับตำบลและหมู่บ้าน (ครู ค.) ว่า วิธีที่จะให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ดีที่สุดและเข้าใจง่ายคือการสื่อสารแบบปากต่อปาก ส่วนถ้าครู ค. ลงไปอธิบายแล้วปรากฎว่าชาวบ้านไม่เข้าใจ มองว่าหากเขาติดขัดตรงไหนก็ให้ถามวิทยากรระดับครู ข. หรือ ครู ก. ซึ่งตอนนี้ก็มีศูนย์ที่จะรับฟังปัญหาเพื่อนำมาวิเคราะห์ว่ามีปัญหาอะไรที่คล้ายกันบ้างก่อนจะได้นำไปแก้ไข ทั้งนี้ การอบรม ครู ค.ทางกรธ.ที่ลงพื้นที่ไปสังเกตุการณ์ก็จะกลับมารายงานให้ทราบในวันที่ 21 -22 มิถุนายนนี้ แต่เท่าที่ไลน์แจ้งให้ทราบ ดูท่าทางจะดี ได้ผล มีบ้างในบางพื้นที่ที่อาจจะย่อหย่อนไปบ้าง ส่วนใหญ่เชื่อว่าพอไปได้
ส่วนข้อกังวลที่เกรงว่าจะเป็นการชี้นำ นายมีชัย ย้อนถามว่า “ชี้นำอย่างไร” ผู้สื่อข่าวตอบว่า เป็นการชี้นำเพื่อให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า เราจะต้องทำเพียงบอกว่ารัฐธรรมนูญดีอย่างไร ซึ่งการไปให้ข้อมูลทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น อย่าไปหวังอะไรที่เราไม่ได้เป็นคนทำเอง ก็ต้องรับสภาพ
เมื่อถามว่า ช่วงนี้มีกลุ่มคนพยายามออกมาก่อกวนทำให้เกิดความกังวลในการลงประชามติหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ต้องเป็นบทเรียนให้กับประชาชนได้เข้าใจ กลไกทางการเมืองในเวลาที่เราจะเดินไปข้างหน้าเพื่อกลับสู่ภาวะปกติแล้วเมื่อมีคนมาก่อกวนจะเกิดอะไรขึ้น บ้านเมืองคงจะรับรู้ไปเอง
เมื่อถามว่า ตอนนี้กลุ่มนปช.ก็มีขบวนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญกังวลหรือไม่ และเป็นอุปสรรคในการลงประชามติ ประธาน กรธ. กล่าวว่า ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็คงจัดการ แต่ถ้าไม่ผิดกฎหมายก็คงไม่มีใครว่าอะไรได้ ถ้าไม่ผิดกฎหมายก็ไม่เป็นอุปสรรค แต่ถ้าทำตัวเป็นอุปสรรคและขัดขวาง เจ้าหน้าที่ก็จะต้องจัดการ เราเองนั้นก็ทำตามกติกาของเรา ซึ่งเป็นกติกาสากลที่ใครๆเขาก็ทำกัน เราก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดแปลกไป
เมื่อถามว่า การออกไปเผยแพร่ข้อมูลของบรรดาครู ค.ระยะนี้ที่มีปัญหาเรื่องฝนตก น้ำท่วม จะเป็นปัญหารือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า คงไม่เป็นปัญหาเพราะยังมีเวลาอีกหลายวัน อีกทั้งยังไม่ได้ลงมติวันนี้หรือพรุ่งนี้ ยังมีเวลาอีกประมาณ1เดือน เจ้าหน้าที่ที่ไปก็ทยอยไป ไม่ได้ไปกันทีเดียว มีโอกาสเจอกันเมื่อใดก็จะพูดคุยกันเมื่อนั้น เสียงตามสายในแต่ละหมู่บ้านก็เอามาใช้ประโยชน์
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่หากประชาชนรับฟังเสียงจากมวลชนที่กำลังเคลื่อนไหวกันอยู่ในเวลานี้ นายมีชัย กล่าวว่า ประชาชน เวลานี้ฉลาดขึ้นเยอะ คงไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ เราก็ต้องวางใจอะไรที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จเราก็ต้องคอยแก้ไข สื่อมวลชนเองก็ต้องระวัง ที่ผ่านมาก็มีหนังสือพิมพ์บางฉบับเอาข้อมูลเท็จไปลง
เมื่อถามย้ำว่า ข้อมูลเท็จ บิดเบือนต่างๆนั้น ทางกรธ.จะไปดำเนินการอะไรหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า “ตรงนี้เราพยายามบอก กกต.เพราะเป็นคนดูแล ซึ่งต้องคุยกันเพราะเห็น กกต.ทำท่าเหมือนจะโยน โดยโยนมาให้ กรธ.ไปแจ้งความเอาเอง ซึ่งตรงนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ กกต.น่าจะเป็นผู้ที่กลั่นกรองได้ เพราะเป็นผู้รักษาการ”
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ศูนย์ปราบโกง ของนปช. ถูกระงับ ห้ามจัดตั้ง แต่อาจจะไปเคลื่อนไหวในรูปแบบอื่น นายมีชัย กล่าวว่า ” ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายก็ไม่มีใครว่าอะไร ถ้าผิดก็ต้องถูกจัดการ “
counter

นายกรัฐมนตรีคุยสายตรงบัน คี มูน ด้าน-นปช. แจงข้อมูลยูเอ็น

นายกรัฐมนตรีคุยสายตรงบัน คี มูน ด้าน-นปช. แจงข้อมูลยูเอ็น
นายกรัฐมนตรีคุยโทรศัพท์สายตรงกับเลขาธิการยูเอ็นชี้แจงเรื่องการทำประชามติ แจ้งให้ทราบว่ามีผู้ไม่หวังดี เผยเลขาธิการยูเอ็นห่วงเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่อร่าง รธน. ด้าน นปช.พบเจ้าหน้าที่ยูเอ็น และเตรียมทำหนังสือถึงอียูให้เข้ามาสังเกตการณ์การทำประชามติ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในช่วงเช้าวันนี้ (20 มิ.ย.) ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติในเรื่องการทำงานและการเตรียมการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ รวมทั้งการดำเนินงานตามโรดแมปที่วางไว้

สำนักข่าวไทยรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงให้เลขาธิการยูเอ็นทราบว่ามีผู้ไม่หวังดี ซึ่งเลขาธิการยูเอ็นได้รับทราบและเชื่อว่าจะมีความเข้าใจ ทั้งนี้ เลขาธิการยูเอ็นได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนในขณะนี้ ซึ่งตนชี้แจงให้ ทราบว่ายังมีพรรคการเมืองบางพรรคไม่ให้ความร่วมมือทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เปิดช่องทางให้เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว แต่กลับไม่ยอมรับ

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จะมีการส่งผู้แทนไปชี้แจงทำความเข้าใจกับเลขาธิการยูเอ็นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และไทยพร้อมจะชี้แจงเรื่องนี้กับทุกประเทศ

สำนักข่าวไทยรายงานด้วยว่า ในวันเดียวกันนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) และแกนนำกลุ่ม ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ โดยนายจตุพรระบุว่าได้พูดคุยเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ยูเอ็น ได้แนะนำให้ทำหนังสือไปยัง นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ หากจะเชิญมาสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติในไทย และหากกลุ่ม นปช. พบข้อมูลการละเมิดสิทธิ์เกี่ยวกับการทำประชามติ ก็ให้ส่งข้อมูลมายังยูเอ็นเป็นระยะ
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า ที่ผ่านมายูเอ็น สนใจและติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และได้แสดงความห่วงใยมาถึงรัฐบาลหลายครั้ง ซึ่งกลุ่ม นปช. จะทำหนังสือถึงสหภาพยุโรป หรือ อียู เพื่อขอให้เข้ามาสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ เพราะมองว่า อียู เป็นองค์กรที่มีประสบการณ์ตรง และมีบทบาทชัดเจน ในการเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้ง หรือการลงประชามติในหลาย ๆ ประเทศ ‪#‎ประชามติ‬ ‪#‎ร่างรัฐธรรมนูญ‬

วีระ ปปช.ลำบากใจ ฟันจีที 200

คดีการทุจริตซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200 มันไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรเลย มันก็คือการที่ทหารบกกลุ่มหนึ่งรวมหัวกันทุจริตงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธของกองทัพบก แต่กรณีที่ป.ป.ช.หนักใจ เพราะกลัวทหารบกที่มาเป็นใหญ่ในรัฐบาล คสช.และกลัวว่าประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ที่บิ๊ก คสช.ส่งเข้ามาควบคุม ป.ป.ช.จะไม่พอใจใช่มั้ย ทำไมเวลา ป.ป.ช.ฟันเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ใช่บิ๊ก คสช.ไม่เห็นต้องลำบากใจเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆว่า นอกจาก คสช.จะไม่ได้เข้ามาทำการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆให้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เรื่องเลวร้ายที่พวกของตนเองก่อเอาไว้ ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก นี่แหละชัดเลย เรื่องที่ควรทำกูไม่ทำ แต่เรื่องระยำกูชอบทำนัก

“นปช.” ยื่น UN รายงานสถานการณ์ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สั่งห้ามดำเนินการเปิดศูนย์ปราบโกง

“นปช.” ยื่น UN รายงานสถานการณ์ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สั่งห้ามดำเนินการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ขอ คสช.หยุดพฤติกรรม
******************************************************************
‪#‎NEWSROOM‬ ‪#‎TV24‬ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เดินทางมายื่นหนังสือต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน แห่งองค์การสหประชาชาติ หรือ OHCHR เพื่อรายงานสถานการณ์การคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังมายังที่ตั้งของศูนย์ปราบโกงประชามติ พร้อมคำสั่งห้ามเปิดศูนย์ โดยอ้างคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2557 รวมถึงเหตุการณ์คุกคามการเปิดศูนย์ปราบโกงในระดับภูมิภาคของจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ
.
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เป็นการกระทำที่สะท้อนความไม่จริงใจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ที่ตระบัดสัตย์ไม่รักษาคำพูด อีกทั้งยังมีการคุกคามแกนนำศูนย์ปราบโกงในระดับภูมิภาค ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ คสช.ทบทวน และยุติการคุกคามประชาชรที่เปิดศูนย์ปราบโกงประชามติในระดับภูมิภาคของทุกจังหวัดในทันที
.
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ได้กล่าวถึงกรณีการจัดสรรเวลาออกอากาศรายการรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าในผังการออกอากาศระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ไปจนถึง 6 สิงหาคมนั้น เป็นการจัดสรรเวลาให้กับฝ่ายที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์เพียงด้านเดียว ไปฟังเสียงณัฐวุฒิกันครับ
.
นายณัฐวุฒิ ตอบโต้การที่ถูกกล่าวหาว่าเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อปั่นป่วนบ้านเมืองว่า ศูนย์ปราบโกงประชามติของนปช.ไม่มีนัยทางการเมืองในการเคลื่อนไหวใดใด พร้อมกับเห็นว่าการที่บุคคลที่ออกมากล่าวหานั้น ไม่เคยชนะการเลือกตั้ง แต่ได้ดิบได้ดีจากการยึดอำนาจ ซึ่งก็ไม่ต่างจากผีเน่ากับโลงผุ ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นตายไปแล้วในสายธารประชาธิปไตย
.
นอกจากนี้ แกนนำ นปช.ยังเปิดเผยถึงยอดรวมสถานการณ์การเปิดศูนย์ปราบโกงฯ นปช.ทั่วประเทศเมื่อวานนี้ โดยระบุว่าสามารถเปิดได้ใน 46 จังหวัด ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ 22 จังหวัด และไม่สามารถเปิดศูนย์ได้ 30 จังหวัด

บิ๊กตู่ ชี้ฝนตกยังไงก็ท่วม ประเทศจะจม คนหนักแผ่นดินเยอะ ไม่อยากท่วมก็ไปอยู่ที่อื่น

บิ๊กตู่ เหน็บพวกคิดประหลาดตั้งศูนย์ปราบโกง เตือนสติเอาเวลาไปสู้คดี

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT ED (The Leadership Program for School Partner) ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐาน และการพัฒนาผู้นำ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงเกิดปรากฏการณ์ทางสภาพภูมิอากาศ ที่มีทั้งทำให้ฝนตกยาวขึ้น ตกข้ามปี จึงขอให้เตรียมความพร้อมที่จะรับสถานการณ์หากน้ำท่วม ซึ่งจะไม่ให้เกิดเลยก็ไม่ได้เพราะพื้นที่ประเทศไทยต่ำ โดยเฉพาะกรุงเทพฯยังไงมันก็ท่วม ถ้าไม่อยากให้ท่วมก็ไปอยู่ที่อื่นเพราะทำไม่ทัน ไปหาที่อยู่สูงๆ เอาแล้วกัน คงไม่ไล่ไปดาวอังคารหรอก
“แล้วเดี๋ยวสื่อจะไปพาดหัวข่าวว่านายกฯไล่คนไปนอกประเทศ เป็นพยานให้ด้วยวันนี้ไม่ได้ไล่ แต่ต้องมาช่วยกันทำให้ประเทศสูงขึ้น เพราะมันต่ำอยู่แล้ว ถ้ามีคนไม่ดีมันก็หนักแผ่นดินมากขึ้น จะจมลงไป เพราะไอ้คนไม่ดีเหล่านี้ รับรองพรุ่งนี้ (21 มิ.ย.) สู้กันอีกวันนี้เตรียมตั้งท่ากันแล้ว ว่าผมพูดเมื่อไหร่ก็ตาม จ้องจะเอามาพูดมาสู้ผม อย่าลืมว่าผมมีอำนาจตามกฎหมายอยู่ วันนี้ไม่ต้องมาพูดเรื่องประชาธิปไตยกำลังทำประชาธิปไตยให้ก็เดินหน้าไปจะมาอะไรกับผมนักหนา” นายกฯกล่าว
จากนั้นนายกฯ ได้หันไปถามพิธีกรดำเนินรายการชายว่า เรียนจบต่างประเทศมาหรือไม่ เมืองนอกเขามีตั้งศูนย์ปราบโกงจับโกงแบบนี้ไหม ถ้าไม่มีแล้วจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นแบบนั้น ไม่ให้มีคนคิดประหลาดแปลกๆ แบบนี้ ทำเพื่อตัวเองกันทั้งสิ้นนั่นแหละ ความใหญ่เยอะแยะไปหมดยังออกมาแสดงปัญญาอีก โน่นไปเตรียมสู้คดีกันโน่น เดี๋ยวคดีใหม่มาอีกก็จะวุ่นวายอีก ประชาชนก็เดือดร้อนอีก บอกว่าถูกชักจูงชักนำมา ส่วนนักเรียนก็บอกว่าครูพามาเพราะฉะนั้นครูก็ต้องไปดู อย่าให้มันเกิดขึ้นผมไม่เชื่อหรอกแต่เคยเห็นในคลิปนะที่สอนเด็กในห้องพูดว่าเผด็จการมีนะบางโรงเรียน เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวก่อนแต่ก็ไม่โกรธเพราะโกรธไม่ได้เขาไม่เข้าใจ
นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันลดจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา รัฐมนตรีรองนายกรัฐมนตรี ที่ช่วยกันขับเคลื่อน เรากำลังเดินหน้าไปด้วยกันทุกคนก็ทำงานไม่มีวันหยุดราชการวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ทำงาน แม้ตนไม่เจอหน้าก็สั่งให้เค้าทำงานทางไลน์ตนไม่ให้เขามีความสุขอยู่แล้วถ้าผมไม่มีความสุข เป็นแบบนี้ทุกกระทรวงผมทราบอะไรก็ส่งให้เป็นเรื่องที่ส่งให้ทราบเฉยๆ ว่าเค้ามองเราอย่างไร ตนเป็นคนละเอียดเลยทำให้ผมหงุดหงิดบ้างเป็นธรรมดาไอ้คนที่ชอบตนก็โอเคอยู่แล้ว ใครก็ชอบถ้ามีใครมาชมแต่นั่นแหละคือสิ่งที่มากดดันตนเพราะเขาคาดหวังให้ตนทำให้เสร็จอย่างที่เด็กบอกว่าพ่อเขาชื่นชม ส่วนหนึ่งผมก็ดีใจแต่อีกส่วนหนึ่ง ตนจะทำให้เขาได้หรือไม่นี่คือสิ่งที่กดดันคือเรื่องความรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้คนมาชอบเยอะๆ แล้วมาปรบมือ มันไม่ใช่ตนไม่ใช่คนแบบนั้น แต่วันนี้ตนก็คิดว่าจะมีอะไรดีๆ ที่เกิดขึ้น
นายกฯ กล่าวว่า ฝากงบการเรียนรู้และความรับผิดชอบต่อสัมคม (ซีเอสอาร์) ด้วย และฝากดูกิจกรรมด้านศึกษารวมถึงสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ตนกำลังแก้ไขปัญหาน้ำเสียและขยะอยู่ที่ผ่านมารัฐบาลอื่นทำไม่ได้ ขณะนี้ตนได้ขับเคลื่อนในหลายๆ โครงการเพราะฉะนั้นปัญหาใดที่ทำไม่ได้ตนจะพยายามหาทางทำให้ได้ แต่หากรัฐบาลทำฝ่ายเดียวคงไม่เกิดผล ส่วนท้องถิ่นต้องลงไปช่วยดู ถ้าไม่อยากใช้ไฟฟ้าราคาถูกก็ต้องเตรียมซื้อไฟฟ้าราคาแพง เพราะวันนี้เราจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่สนับสนุนพลังงานทดแทนแต่ต้นทุนการผลิตติดตั้งพลังงานทดแทนราคาค่อนข้างแพง เมื่อแพงค่าไฟจึงเพิ่มขึ้น
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำว่า เดี๋ยวหากมีฝนลงตกลงมาแล้วน้ำท่วมรัฐบาลก็โดนอีก ตอนนี้ตนกำลังแก้ไขอยู่ แก้ที่ระบบท่อระบายน้ำเพราะไม่เคยทำติดกันอยู่ที่ท่อระบายน้ำ ติดอยู่ที่อีไอเอมันเลยเดินต่อไปไม่ได้ ช่วยกันดูว่าอะไรจำเป็น
counter

นายกฯ ปรามปลุกระดมศิษย์วัดพระธรรมกายรวมตัว เสี่ยงข้อหาขัดขวางเจ้าหน้าที่

มติชนออนไลน์รายงานว่า พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวเตือนถึงกรณีที่ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายจะรวมตัวกันปกป้องไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมพระธัมมชโยว่า ขอให้ทุกฝ่ายยึดหลักคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือการรับฟังเหตุและผลซึ่งกันและกัน ไม่วู่วาม ต้องรู้จักใคร่ครวญอย่างมีสติว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เพื่อร่วมกันหาทางออกของปัญหาให้ดีที่สุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจดีถึงความเลื่อมใสศรัทธาของคณะศิษย์ที่มีต่อพระธัมมชโย แต่อยากให้เปิดใจกว้างอย่างพินิจพิเคราะห์ในเรื่องของกฎหมายบ้านเมืองด้วย เพราะทุกสังคมในโลกล้วนมีกฎกติกา เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเรียบร้อย ภายใต้การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
“กรณีที่มีบุคคลมีชื่อเสียง ออกประกาศเชิญชวนให้ศิษยานุศิษย์มาร่วมปฏิบัติธรรมแผ่เมตตาที่วัดพระธรรมกายให้มากที่สุด เพื่อเรียกคืนความยุติธรรมให้พระธัมมชโยพ้นมลทินนั้น อาจถูกสังคมมองได้ว่าเป็นการปลุกระดมมวลชนที่มีนัยแอบแฝง เมื่อมีคนออกมาจำนวนมากอาจเกิดการกระทบกระทั่งกับประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้ยุติการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลเป็นห่วงคณะศิษย์ที่จะเดินทางไปวัดพระธรรมกายในช่วงที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งศาล เพราะอาจสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการกระทำความผิด เนื่องจากขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งตัวบุคคลและวัดพระธรรมกาย” พล.ต.สรรเสริญกล่าว
ก่อนหน้านี้ นายบุญชัย เบญจรงคกุล หรือเจ้าสัวบุญชัย นักธุรกิจชั้นนำและศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้ให้สัมภาษณ์รายการข่าวสถานีโทรทัศน์ดีเอ็มซีของวัด โดยเรียกร้องให้ศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศมารวมพลังกันปฏิบัติธรรมและแผ่เมตตาที่วัดพระธรรมกายให้ได้ถึงหลักล้านคน เพื่อให้พระธัมมชโยได้รับความยุติธรรมและพ้นมลทิน
(ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ)