PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

"บิ๊กป้อม" ตั้ง "บิ๊กแป๊ะ"ผบ.ตร." เป็นประธานกก.แก้ปัญหาจราจรใน กทม.และปริมณฑล ร่วม ทบ. มหาดไทย คมนาคม และรสก.



"บิ๊กป้อม" ตั้ง "บิ๊กแป๊ะ"ผบ.ตร." เป็นประธานกก.แก้ปัญหาจราจรใน กทม.และปริมณฑล ร่วม ทบ. มหาดไทย คมนาคม และรสก. มีแผนทั้งระยะเร่งด่วน. ปานกลาง ระยะยาว / เล็ง 21เส้นทางหลัก กวดขันวินัยจราจร การซ่อมเส้นทาง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรีและ รมว.กห. ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจราจรใน กทม.และปริมณฑล ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า พลเอกประวิตรและที่ประชุม ได้รับทราบสาเหตุปัญหาการจราจรติดขัดที่สำคัญ จากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
อันได้แก่ การเติบโตของประชากรเมืองและยานพาหนะที่รวดเร็ว การใช้ผิวจราจรและการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงเครือข่ายถนนและระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่เพียงพอ รวมทั้ง การละเลยวินัยจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนน เป็นต้น
พลเอกประวิตร ได้หารือที่ประชุมและสั่งการให้ แต่งตั้ง "คณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล" โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เป็นประธาน และมีกรรมการจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งจาก กทม. กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กองทัพบกและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมบูรณาการขับเคลื่อนแก้ปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบและจริงจัง
พร้อมทั้งให้จัดทำแผนงานและแก้ปัญหาควบคู่กันไปทั้ง ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว
พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนให้เป็นรูปธรรมและมีผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว โดยให้สำรวจสภาพการจราจรใน 21 เส้นทางหลักและสายรอง เชื่อมโยงถึงปลายทางสู่ปริมณฑล และให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างจริงจังโดยเร็วที่สุด
ทั้งการปรับผิวจราจรและจุดตัดที่เป็นผลให้รถเคลื่อนตัวช้า การขยายถนนในบริเวณคอขวด การอำนวยความสะดวกจราจรในเส้นทางก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน การบังคับใช้กฎหมายจราจรและการกวดขันวินัยจราจรของผู้ใช้รถอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะรถสาธารณะทั้ง มอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถตู้และรถประจำทาง การเชื่อมโยงระบบข้อมูลใบสั่งกับการต่อทะเบียนรถประจำปี การบริหารจัดการกระแสจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน ความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายรถที่มีปัญหาออกจากจุดเกิดเหตุ การให้ข้อมูลการจราจรกับประชาชนผ่านสื่อต่างๆรวมทั้งแอพพลิเคชั่น
รวมทั้ง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหา เช่น เปิดช่องทางให้ประชาชนร้องทุกข์และรับข้อเสนอ รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการให้ประชาชนร่วมส่งข้อมูลผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเปรียบเทียบปรับ
พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ปลุกจิตสำนึก สร้างการรับรู้ในความปลอดภัยและวินัยจราจรกับประชาชนควบคู่กันไป โดยประสานความร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม
สำหรับการแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว ให้คณะกรรมการร่วมศึกษาและจัดทำแผนงานเพื่อพิจารณาร่วมกันต่อไป โดยบูรณาการเชื่อมโยงกับแผนงานของคณะกรรมการอื่นๆที่มีอยู่เดิม อย่างเป็นระบบ เน้นความต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมทั้งให้ประเมินผลและรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เพื่อเร่งคลี่คลายแก้ปัญหาจราจรที่ติดขัดให้มีความคล่องตัว สามารถอำนวยความสะดวก สร้างความปลอดภัยและลดระยะเวลาในการเดินทางของประชาชนให้ได้โดยเร็ว

หนาว! “บิ๊กตู่” ไฟเขียว ม.44 สั่ง “กรมบังคับคดี” เรียกค่าสินไหม “คดีจำนำข้าว” พ่วงแทรกแซงมันสำปะหลังปี 51-56-ข้าวโพดปี 51-52

หนาว! “บิ๊กตู่” ไฟเขียว ม.44 สั่ง “กรมบังคับคดี” เรียกค่าสินไหมคดีจำนำข้าว เน้นโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐตั้งแต่ปีการผลิต 48/49 จนถึงปีการผลิต 56/57 พ่วง “โครงการแทรกแซงมันสําปะหลังของรัฐ” ตั้งแต่ปีการผลิต 51/52 จนถึงปีการผลิต 55/56 หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 51/52 พร้อมสั่งระบายข้าว-มันสําปะหลัง-ข้าวโพดจากโกดังรัฐ คุ้มครองทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยเจ้าหน้าที่
       
       วันนี้ (14 ก.ย.) มีรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิด ดังนี้
       
       “ตามที่ได้มีการดําเนินการโครงการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจํานําข้าวเปลือก โครงการแทรกแซงมันสําปะหลัง หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรากฏว่าในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรดังกล่าวคงเหลือในการดูแลของรัฐที่เก็บอยู่ทั่วประเทศเป็นจํานวนมาก หากการเก็บรักษาและการควบคุมดูแลหรือการระบายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเหล่านี้ออกสู่ตลาดอย่างไม่รอบคอบรัดกุม หรือไม่สุจริต กรณีเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเพราะรัฐต้องจัดสรรงบประมาณเป็นจํานวนมากเพื่อไม่ให้การบริหารจัดการและการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่คงเหลือเกิดความเสียหายแก่รัฐเพิ่มขึ้น ในขณะที่รัฐต้องเร่งตรวจสอบปริมาณและคุณภาพรวมทั้งวางมาตรการระบายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรออกสู่ตลาดให้เหมาะสม มิฉะนั้นจะเสื่อมสภาพจนเสื่อมราคา กระทบต่อราคาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในฤดูกาลปัจจุบันและฤดูกาลใหม่ที่จะมาถึงจนเกิดความเสียหายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ ทั้งต้องดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิดเพื่อให้ชดใช้ความเสียหายแก่รัฐอันเป็นความจําเป็นเพื่อป้องกันและระงับความเสียหายต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
       
       อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
       
       ข้อ ๑ ให้บุคคล คณะบุคคล คณะทํางาน คณะกรรมการ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้อง คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสําปะหลัง หรือคณะกรรมการนโยบายข้าวโพด ให้ดําเนินการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์มันสําปะหลังหรือข้าวโพดที่อยู่ในการดูแลรักษาของรัฐ ดังต่อไปนี้
       
       (๑) โครงการแทรกแซงมันสําปะหลังของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิต ๒๕๕๑/๒๕๕๒ จนถึงปีการผลิต ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ซึ่งได้ดําเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ หรือภายหลังจากนั้น
       
       (๒) โครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ซึ่งได้ดําเนินการมาต้ังแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ หรือภายหลังจากนั้นยังคงมีอํานาจหน้าที่ดําเนินการดังกล่าวต่อไปเช่นเดิม ทั้งนี้ เพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเพิ่มขึ้นเพราะเหตุแห่งความเสื่อมสภาพของผลิตภัณฑ์มันสําปะหลังหรือข้าวโพด การแตกต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์หัวมันสําปะหลังสดหรือข้าวโพดที่รับจํานํากับราคาที่จําหน่ายได้ การที่รัฐต้องรับภาระค่าเช่าคลังค่าประกันภัย ค่าดูแลรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์มันสําปะหลังหรือข้าวโพด ค่าใช้จ่ายอื่นและดอกเบี้ย และเพื่อป้องกันมิให้การระบายผลิตภัณฑ์มันสําปะหลังหรือข้าวโพดเป็นการเพิ่มอุปทานตลาดในช่วงเวลาเดียวกับที่มีผลผลิตฤดูกาลใหม่โดยไม่สมควร รวมทั้งดําเนินการเพื่อให้ทราบตัวผู้ต้องรับผิดและเรียกให้ผู้นั้นชดใช้ความเสียหายแก่รัฐตามกฎหมาย
       
       ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งได้กระทําการไปตามอํานาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น ย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทางแพ่งทางอาญา หรือทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
       
       ข้อ ๒ เมื่อได้มีคําสั่งทางปกครองของหน่วยงานของรัฐหรือคําสั่งหรือคําพิพากษาของศาลแล้วแต่กรณี ให้มีการบังคับทางปกครองต่อผู้ต้องรับผิดตามโครงการรับจํานําข้าวเปลือกของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิต ๒๕๔๘/๒๕๔๙ จนถึงปีการผลิต ๒๕๕๖/๒๕๕๗ โครงการแทรกแซงมันสําปะหลังของรัฐตั้งแต่ปีการผลิต ๒๕๕๑/๒๕๕๒ จนถึงปีการผลิต ๒๕๕๕/๒๕๕๖ หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ให้กรมบังคับคดีมีอํานาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคําส่ังหรือคําพิพากษาดังกล่าว และให้ได้รับความคุ้มครองตามข้อ ๑ วรรคสอง ด้วย
       
       ข้อ ๓ ให้บุคคลตามข้อ ๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ที่ต้องดําเนินการใด ๆ ตามคําสั่งทางปกครองของหน่วยงานของรัฐหรือคําสั่งหรือคําพิพากษาของศาล แล้วแต่กรณี ให้มีการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิดตามโครงการแทรกแซงมันสําปะหลังของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิต ๒๕๕๑/๒๕๕๒ จนถึงปีการผลิต ๒๕๕๕/๒๕๕๖ หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ได้รับความคุ้มครองตามข้อ ๑ วรรคสอง ด้วยให้นําความในวรรคหนึ่ง ไปใช้บังคับกับการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิดในโครงการรับจํานําข้าวเปลือกของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิต ๒๕๔๘/๒๕๔๙ จนถึงปีการผลิต ๒๕๕๖/๒๕๕๗ ด้วย
       
       ข้อ ๔ ในกรณีเห็นสมควรนายกรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้
       
       ข้อ ๕ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
       
       สั่ง ณ วันที่ ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
       พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
       หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ”
       
       มีรายงานว่า เมื่อปี 2558 ได้มีประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2558 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลรักษาของรัฐและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด ตามที่มีการดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลในอดีตตั้งแต่ปีการผลิต 48/49 จนถึงปีการผลิต 56/57 ปรากฏว่ายังคงมีข้าวคงเหลือในการดูแลรักษาของรัฐที่เก็บอยู่ทั่วประเทศเป็นปริมาณมหาศาล หากการเก็บรักษาหรือการระบายข้าวออกสู่ตลาดไม่รอบคอบรัดกุมหรือไม่สุจริต ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ รัฐต้องวางมาตรการระบายข้าวดังกล่าว ออกสู่ตลาดให้เหมาะสมมิให้กระทบต่อราคาข้าวฤดูกาลใหม่ที่ทยอยออกมา ทั้งต้องดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด เพื่อให้ชดใช้ความเสียหายแก่รัฐ
       
       อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 57 หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช. จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
       
       1. ให้บุคคล คณะบุคคล คณะทำงาน คณะกรรมการ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายจากหัวหน้า คสช. คสช. รมว. นายกฯ ครม.หรือคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวให้ดำเนินการบริหารจัดการข้าวที่อยู่ในการดูแลรักษาของรัฐตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิต 48/49 จนถึงปีการผลิต 56/57 ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 หรือภายหลังจากนั้น ยังคงมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการดังกล่าวต่อไปเช่นเดิมทั้งนี้เพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเพิ่มขึ้นเพราะเหตุแห่งความเสื่อมสภาพของข้าว รวมทั้งดำเนินการเพื่อให้ทราบตัวผู้ต้องรับผิด และเรียกให้ผู้นั้นชดใช้ความเสียหายแก่รัฐตามกฎหมายในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งทางอาญา หรือทางวินัย

นายกฯบอก แถลงผลงาน 2 ปีไม่มีเซอร์ไพรส์

นายกฯบอก แถลงผลงาน 2 ปีไม่มีเซอร์ไพรส์เพราะอยู่ในทุกอย่างที่ทำ แนะสื่ออย่าสนแต่ข่าวสายตัวเอง เป็นผลลบทำร้ายประเทศ ย้ำ ปลดล็อกศาลไม่ถูกใครกดดัน ลั่นไม่ผิดศาลพระภูมิก็ไม่ต้องขึ้น
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 14 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 2 ปี ในวันที่ 15 กันยายนว่า ประชาชนสามารถรับฟังได้จากการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ โดยมีการแถลงครึ่งวัน ตนจะพูดในหลักการ ที่ผ่านมาก็พูดจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว ส่วนการคาดหวังว่าประชาชนจะติดตามนั้น ขนาดตนพูดวันศุกร์ยังไม่ฟังเท่าไรเลย แต่ถ้าไม่ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ร่วมมือ มีการต่อต้านมากขึ้น ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรถ้าไม่ช่วยกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีนโยบายอะไรเซอร์ไพรส์ในวันแถลงหรือไม่ นายกฯกล่าวว่าไม่มี จะต้องเซอร์ไพรส์อะไร ที่ประเทศชาติจะต้องเปลี่ยนแปลงในอนาคตไม่เซอร์ไพรส์เหรอ คิดว่าธรรมดาเหรอที่จะต้องทำในอีก 20 ปีข้างหน้า วันนี้หยุดมากี่ปีแล้ว โดย 2 ปีที่ผ่านมาก็ประกาศนโยบายพอแล้ว จะเอาอะไรใหม่ทุกวัน ทั้งของรัฐบาล คสช. และความคิดเห็นอื่นๆ อีก ตรงนี้ล่ะเซอร์ไพรส์ในวันหน้าที่จะเกิดผล
“สื่อต้องดูทุกด้าน การเมือง เศรษฐกิจ การลงทุน ถ้าเขียนตรงนี้ไม่ดี ไม่ดูทุกด้าน ก็จะเขียนการเมืองไปอีกแบบ เศรษฐกิจมันก็เลวลง ในประเทศก็ไม่เกิดความเชื่อมั่น มันก็ติดที่เดิม นี่คือข้อเท็จจริงไม่ได้ตำหนิสื่อ แต่ต้องคิดใหม่ แต่อะไรที่ติติงได้ก็ยอมรับถ้ามีหลักการและเหตุผลเพียงพอ อย่าทำให้คนใช้ความรู้สึกในการใช้ชีวิตและเปิดพื้นที่ให้คนไม่ดีมาพูดส่งเดชไปเรื่อย ผมไม่เห็นคุณค่าอะไรขึ้นมา แล้วจะให้ไปบังคับใช้กฎหมาย เมื่อผ่อนคลายให้ก็กลายเป็นว่าอย่างนี้อย่างนั้น ผมไม่ฟังหรอกขี้เกียจ ไร้สาระ วันหน้าติดคุกก็ติดไป คดีความก็เยอะแยะ สื่อจะไปช่วยเขาก็ตามใจ” นายกฯกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่นายกฯพูดมานี้เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงคำสั่งมาตรา 44 ให้ยกเลิกการขึ้นศาลทหารใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แล้วมันเสียหายตรงไหน มันดีหรือไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าตนถูกกดดันมา ตนไม่กลัวใครทั้งนั้น เพราะเป็นผู้รับผิดชอบเพราะเข้ามาแล้ว แต่รับผิดชอบประเทศชาติบ้านเมืองให้สงบสุข นึกถึงตนบ้างสิ ส่วนฝ่ายที่ระบุว่ายังต้องขึ้นศาลทหารอยู่ก็เพราะเป็นคดีเดิม ยกเลิกย้อนหลังได้ใหม่หรือมีกฎหมายฉบับไหนเขายกเลิกย้อนหลังได้ ไม่มี ก็จบ มาถามอะไรเหมือนจะไปเป็นตัวแทนพูดให้เขา
“ให้ยกเลิกของเก่าแล้วทำความผิดทำไม จริงๆ แล้วไม่ได้สำคัญว่าจะต้องขึ้นศาลอะไร สำคัญว่าทำความผิดหรือเปล่า ถ้าไม่มีคดีก็ไม่ต้องขึ้นศาลอะไรทั้งนั้น ศาลพระภูมิยังไม่ต้องขึ้นเลย” นายกฯกล่าว

"วัชระ"เปิดไฟไล่โกงสำนักเลขาสภาผู้แทนฯ

"วัชระ"เปิดไฟไล่โกงสำนักเลขาสภาผู้แทนฯ จี้"พรเพชร"สอบ2ปม ชี้ทุจริตสมัย"สุวิจักษณ์"300ล้านบาทผ่านมา2ปีไม่คืบ 
14 ก.ย. 59 ที่รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าในการติดตามการสอบการทุจริตภายในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ตนได้มายื่นหนังสือติดตามผลการตรวจสอบโครงการทุจริตต่างๆ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีการตรวจสอบรวม 2 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการอนุมัติใช้งบประมาณส่อในการทุจริตก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ปี 2556 เป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท ใน 15 โครงการ เช่น การปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ ห้อง 3301 อาคารรัฐสภา 3 จำนวน 36.5 ล้านบาท, สร้างห้องประชุมยุทธศาสตร์ จำนวน 24.5 ล้านบาท, ปรับปรุงห้องน้ำระบบสุขาภิบาล จำนวน 5 ล้านบาท,
สร้างห้องออกกำลังกายและห้องทำงานสื่อมวลชนที่ไม่ต้องลงเสาเข็มหรือทำหลังคาใหม่เลย จำนวน 17.9 ล้านบาท, โครงการปรับพื้นฐานพระบรมราชนุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 จำนวน 13.8 ล้านบาท, โครงการจัดซื้อเครื่องทำน้ำดื่ม 62 เครื่อง เครื่องละ 7 หมื่นบาท รวม 3.2 ล้านบาท, โครงการติดตั้งเครื่องสแกนบุคคลตรวจสอบการเข้าออกอาคารรัฐสภา จำนวน 62 ล้านบาท และนาฬิกาเทวดา 240 เรือน จำนวน 15 ล้านบาท เป็นต้น ว่าคืบหน้าถึงไหนแล้ว เพราะผ่านมา 2 ปี ยังไม่มีการลงโทษข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้อง และขออย่าลงโทษข้าราชการชั้นผู้น้อยแต่ขอให้กันไว้เป็นพยาน ซึ่งหลังจากนี้อีก 3 เดือนจะมาติดตามรับฟังผลสรุปการตรวจสอบทุจริตโครงการต่างๆ
นายวัชระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการสภาผู้แทนราษฎรถึงพฤติกรรมของบุคคลหนึ่ง ที่อ้างว่าเป็นคนของอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และเป็นที่ปรึกษาของนายสุวิจักษณ์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่การแต่งตั้งไม่ได้เป็นระเบียบของทางราชการ เป็นเพียงตำแหน่งที่กล่าวอ้าง แต่สภากลับปล่อยให้บุคคลดังกล่าว ทำหน้าที่นั่งตรวจแฟ้มงานในโครงการจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการในยุคนายสุวิจักษณ์ จนเกิดการทุจริตในช่วงเวลาดังกล่าว และยังปล่อยให้บุคคลผู้นี้เข้ามานั่งทำงานที่ชั้น 2 ที่หน้าห้องเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งยังสามารถสั่งการให้ข้าราชการรัฐสภาโดยอ้างว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ได้รับมอบหมายจากประธานสนช.ให้ดูแลโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และยังเรียกตัวแทนบริษัทผู้รับจ้างและบริษัทที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างรัฐสภาใหม่มาเจรจา รวมถึงเรียกข้าราชการมาพบเพื่อเสนอตำแหน่งให้โดยอ้างว่าจะขอผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในสนช.ให้ แต่จะต้องมาดูแลรับใช้และใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการปฏิบัติตามคำสั่งของตัวเอง
ดังนั้น จึงขอให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ตรวจสอบบุคคลดังกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับสมาชิกสนช.คนใด มีตำแหน่งข้าราชการจริงหรือไม่ และเข้ามานั่งทำงานหน้าห้องเลขาสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างไร ทั้งยังรับประทานอาหารฟรีทุกวันโดยให้ข้าราชการไปตักอาหารจัดเลี้ยงแม่น้ำ 5 สายมากินฟรีทุกวัน มีการแอบอ้างและใช้อาคารรัฐสภากระทำการดังกล่าวจริงหรือไม่ อย่างไร และขอให้แจ้งทราบด้วย เพราะเสื่อมเสียต่อสถานที่อันทรงเกียรติ
นายวัชระ กล่าวอีกว่า สืบเนื่องจากกรณีนายพรเพชร เคยมีคำสั่งสนช.ที่ 107/2559 เรื่องลงโทษไล่ออกนายสมชาติ ธรรมศิริ และคำสั่งที่ 106/2559 เรื่องให้ลงโทษปลดออกนายคุณวุฒิ ตันตระกูล ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.2559 กรณีการใช้งบที่ไม่เหมาะสมเป็นการลงโทษเกินกว่าเหตุหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการสอบสวนการทุจริตที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้มากมาย แต่กลับยังไม่มีผลสรุปการลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่อย่างไร รวมถึงเรื่องที่เคยยื่นหนังสือให้ตรวจสอบโครงการทุจริตโครงการอิ่มบุญ จำนวน 84 ล้านบาทของวุฒิสภา นายพรเพชรไม่ได้ตรวจสอบหรือ ดังนั้น ตนจึงขอส่องไฟฉายเปิดไฟไล่โกงที่รัฐสภา สนองนโยบายการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

นอภ.สัตหีบนำทีม รื้อรีสอร์ตหาดจอมเทียน รุกที่สาธารณะ พิพาทนาน 10 ปี

นอภ.สัตหีบนำทีม รื้อรีสอร์ตหาดจอมเทียน รุกที่สาธารณะ พิพาทนาน 10 ปี
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 00:31
นายอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี นำทีมงานเข้ารื้อรีสอร์ตริมหาดจอมเทียน ที่บุกรุกที่ดินสาธารณะ หลังเกิดข้อพิพาทยาวนานถึง 10 ปี
เมื่อวันที่ 13 ก.ย.59 นายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส นายอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมด้วยนายสมพงษ์ สายนภา นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาจอมเทียน นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สนธิกำลังร่วมเจ้าหน้าที่ทหารจากกองรักษาความสงบ ฐานทัพเรือสัตหีบ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาพัทยา เจ้าหน้าที่ตำรวจ และรถแบ็กโฮ รถขุดเจาะ เครื่องมือหนัก และแรงงานจำนวนมาก เดินทางลงพื้นที่บริเวณริมชายหาด ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ "ร้านต้นหาด" เพื่อดำเนินการรื้อถอนอาคาร กำแพง และสิ่งปลูกสร้างถาวร ประกอบด้วยรีสอร์ตที่พัก และร้านอาหารในพื้นที่จำนวนรวมกว่า 4 ไร่ เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และบุกรุกที่สาธารณะซึ่งเป็นโครงการที่มีปัญหาเรื้อรังมานานนับสิบปี
นายนรเสฏฐ์ กล่าวว่า สำหรับโครงการร้านต้นหาดมีปัญหาบุกรุกที่สาธารณะมานับสิบปี กระทั่งทางท้องถิ่นได้มีการแจ้งเรื่องและส่งฟ้องร้องต่อศาล จวบจนปี 2548 ศาลจึงมีคำพิพากษาว่ากรณีดังกล่าวถือเป็นการบุกรุกที่สาธารณะ ซึ่งเรื่องนี้ทางเจ้าของโครงการก็ยอมรับสภาพโดยดี แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทางโครงการก็ยังไม่มีการดำเนินการในเรื่องของการรื้อถอนแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังมีการขยายโครงการเพิ่มเติมจนกระทั่งมีปัญหาการบุกรุกกินพื้นที่ของชายหาดเพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มีของการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ข้างเคียงในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ทางเทศบาลจึงได้เข้ามาดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยออกคำสั่งตามขบวนการเพื่อให้ระงับ หยุดการใช้ และรื้อถอนอาคารตามลำดับ ขณะที่เจ้าของโครงการก็ทำเรื่องขออุทธรณ์ไปยังจังหวัดชลบุรี และการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งต่อ มาทางคณะกรรมการก็ยกอุทธรณ์ขณะที่ศาลปกครองเองก็ไม่ได้คุ้มครองแต่อย่างใด ทางท้องถิ่นจึงได้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการประกาศหาผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการรื้อถอนอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะใช้งบประมาณในการดำเนินการกว่า 4.8 แสนบาท ซึ่งหลังรื้อถอนเสร็จซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานก็จะได้ทำการเรียกเก็บค่ารื้อถอนจากเจ้าของโครงการต่อไป
นายฤกษ์ชัย วิจิตรเศรษฐกุล เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาพัทยา กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ตลอดแนวชายหาดของหมู่ที่ 1 ตำบลนาจอมเทียนนั้น มีลักษณะเป็นแนวทอดยาวกว่า 2 กม.โดยพื้นที่ฝั่งบนจะอยู่ในการดูแลของเทศบาลนาจอมเทียน ซึ่งปัจจุบันได้มีการเข้ารื้อถอนในส่วนของผู้บุกรุกไปแล้ว ขณะที่พื้นที่ฝั่งชายหาดนั้นปัจจุบันพบว่ามีผู้ประกอบการร้านอาหารบุกรุกอยู่จำนวน 15 ราย ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรณีปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ซึ่งอาคารเหล่านี้ที่ผ่านมาทางสำนักงานเจ้าท่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนไปแล้ว โดยส่งเรื่องฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดพัทยา เพื่อร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าของอาคารทำการรื้อถอนซึ่งคาดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพัก จากนั้นคงจะเข้าดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อจัดการปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปโดยเร็ว
Cr. ไทยรัฐออนไลน์

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

ภาพถ่ายล่าสุด "ทักษิณ ชินวัตร"

ภาพถ่ายล่าสุด "ดร.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี มีสีหน้ายิ้มแย้มระหว่างพักผ่อนกับครอบครัว โดยมี หลานสาวฝาแฝด น้องเอมิ-พิณธารา และ น้องนานิ-พิณนารา ลูกสาวสุดที่รักของคุณแม่ เอม-พินทองทา ชินวัตร และคุณพ่อ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ร่วมเดินทางด้วย

นายกฯ บิ๊กป้อม

นายกฯ เผย เตรียมบิน New York สหรัฐอเมริกาประชุม UNGA 18-25กย.นี้ เตรียมประเด็นไปพูดหลายเรื่อง เผยใช้ม.44เลิกขึ้นศาลทหาร หวังผ่อนคลาย ไม่มีใครกดดัน วอนใครเคลื่อนไหว ขอให้นึกถึงประเทศชาติ บ้าง
"ผมตัดสินใจผ่อนคลาย ไม่มีใครกดดัน. คุยกับ บิ้กป้อม ไว้แล้วว่า ใกล้เวลา ว่าจะหาทางผ่อนคลาย เคลื่อนไหวเบางบางลง
ในทางเปิดก็สงบดี แต่ ในทางปิด เรากำลัง สืบสภาพอยู่ ใครจะเคลื่อนไหว เห็นแก่ประเทศชาติ
ตอนนี้ต่างประเทศ เขายอมรับเรามาก แต่ติดแค่ผมไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมทำเพื่อคนไทย
-------
บิ๊กป้อม แย้ม หัวหน้า"รัฐบาลส่วนหน้า" เป็นพลเอก เกษียณแล้ว เคยทำงานในพื้นที่ ภาคใต้. เดี๋ยว1ตค.นึ้ก็รู้ว่าใคร ยันไปทำหน้าที่ประสานงาน . และรายงานตรง ให้นายกฯ เพราะเป็น ผอ.รมน.เลย
ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย นาควานิช ที่จะเกษียณ 30กย.นี้ อาจยอมรับตำแหน่งนี้ หลังจากที่. บิ๊กอาร์ท พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช น้องชาย ขึ้น แม่ทัพภาค4
--
ครม.ส่วนหน้า
นายกฯ เผยจะตั้ง"รมช"คนหนึ่ง ลงไปคุมทีม"ครม.ส่วนหน้า" อยู่ชายแดนใต้ แบบไปๆมาๆ ผมเองก็ไม่ค่อยได้ลงไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า เจตรารมย์ของรัฐบาล สนใจให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา อย่างจริงจัง มี รมต.รับผิดชอบ โดยได้หารือกับ พลเอกประวิตร แล้ว
ไม่ตอบ เป็น"พล.อ.สุรเชษฐ์" รมช.ศึกษาฯ มั้ย
เปรยการแก้ปัญหาภาคใต้ ไม่ใช่ง่ายๆ มีความเขื่อมโยงหลายด้าน และกับเพื่อนบ้าน ต้องมีคนที่มีประสบการณ์ลงไป ผมเองก็ไม่ค่อยได้ลงไป
------
"นายกฯบิ๊กตู่" นั่งหัวโต๊ะ ครม. อนุมัติ "ศุภณัฐ สิรันทวิเนติ" รองเลขาฯศอบต.เป็น เลขาฯศอบต.คนใหม่ แทน"ภาณุ อุทัยรัตน์" แล้ว. ตามที่ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร เสนอ

"วิษณุ เครืองาม" ชี้แจง คำสั่ง ม.44 ล่าสุด คดี ม.112 -ความมั่นคง ยังให้ขึ้นศาลทหาร ตามเดิม

"วิษณุ เครืองาม" ชี้แจง คำสั่ง ม.44 ล่าสุด คดี ม.112 -ความมั่นคง ยังให้ขึ้นศาลทหาร ตามเดิม แต่ คดีความผิด ม.112-116-อาวุธปืน-ขัดคำสั่ง คสช. จาก12กย.59 นี้ไป ให้ขึ่นศาลยุติธรรม เผยตั้งแต่รัฐประหารมี 1,500 คดี. ตัดสินแล้ว 1พัน คดี เหลืออีก500คดี
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กรณีการออกคำสั่งมาตรา 44 ให้ยกเลิกการนำคดีความมั่นคงมาขึ้นศาลทหาร โดยให้กลับไปอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลยุติธรรม ว่า คำสั่งนี้ หมายรวมถึงคดี ใน4 ประเภท คือ มาตรา 112 มาตรา 116 และคดีที่เกี่ยวข้องอาวุธปืน และการขัดคำสั่งหัวหน้าคสช. เฉพาะคดีที่ทำความผิดใหม่ หลังวันที่ 12 กันยายน 2559 เป็นต้นไป ก็ให้ขึ้นศาลพลเรือน
ส่วนคดีเดิมที่อยู่ในการพิจารณาของศาลทหาร ก็คงไว้เหมือนเดิม เนื่องจากมีการพิจารณากันแล้วเห็นว่าคดีที่อยู่ในศาลทหารส่วนใหญ่มีความคืบหน้าในการสอบสวนไปแล้ว 70-80 เปอร์เซ็นต์ บางคดีสืบพยานไปแล้วกว่า 10 ปาก หากโอนกลับมาจะมีความยุ่งยาก
นายวิษณุ กล่าวว่า คดีเดิมยังคงอยู่ในการพิจารณาของศาลทหารทั้งหมด ไม่สามารถโอนกลับมาให้ศาลยุติธรรมพิจารณาได้ ทั้งนี้คดีที่อยู่ในศาลทหาร ตั้งแต่รัฐประหาร มา. มีประมาณ 1,500 คดี ตัดสินไปแล้วกว่า 1,000 คดี อยู่ระหว่างพิจารณา 500 คดี
ทั้งนึ้ จากคำสั่งนี้ จะไม่ครอบคลุมคดีที่เกิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะอยู่ในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งการกระทำความผิดจึงต้องขึ้นศาลทหาร รวมถึงกรณีที่ทหารกระทำความผิดด้วย

"บิ๊กเจี๊ยบ" ว่าที่ ทบ.1 ประกาศ หนุนงาน“รัฐบาล-คสช.”เดินหน้าสู่เลือกตั้ง

"บิ๊กเจี๊ยบ" ว่าที่ ทบ.1 ประกาศ หนุนงาน“รัฐบาล-คสช.”เดินหน้าสู่เลือกตั้ง ลั่น จะดูแลชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน
แต่ไม่รับประกัน ความเป็นทหารรบพิเศษ จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่จะตั้งใจทุ่มเททำงานในวาระสุดท้ายของรับราชการ
"บิ๊กเจี๊ยบ" ไม่รับประกัน ความเป็นทหารรบพิเศษ จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่จะตั้งใจทุ่มเททำงานในวาระสุดท้ายของรับราชการ ประกาศจะดูแลชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน หนุนงาน“รัฐบาล-คสช.”เดินหน้าสู่เลือกตั้ง
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าว แสดงว่าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคถณ ที้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นผบ.ทบ. ตั้งแต่ 1 ตค.2559 ว
" ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อย่างหาที่สุดมิได้ ผมจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความผาสุข ของพี่น้องประชาชนไทย
ส่วนการบริหารงานของกองทัพบกในช่วงที่ผ่านมา ทาง พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ได้ใช้การบริหารงานเป็นทีม โดยใช้ฝ่ายเสนาธิการ และกรมการข่าวเป็นหลัก ส่วนในบอร์ดของกองทัพบกก็จะมี 5 เสือทบ.ก็จะมีการพูดคุยกันในทุกเรื่อง พร้อมทั้งจัดลำดับงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกคนรับรู้เท่าเทียมกันหมด ในฐานะที่ผม จะมาดำรงตำแหน่งผบ.ทบ. ก็จะสานงานต่อในภาพรวมไม่มีอะไรต้องเปลี่ยนแปลง
ส่วนการเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ว่า ถือเป็นธรรมเนียม เมื่อถึงเวลาเราก็ไปกราบขอบคุณท่าน ซึ่งนายกฯได้ให้คำแนะนำในการทำงาน พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการดูแลกำลังพล โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการ ซึ่ง พล.อ.ธีรชัย ได้ดำเนินการมาโดยตลอด หลังจากผมได้รับนโยบายแล้วก็จะสานงานต่อ
ทั้งนี้ กองทัพบก มีบทบาทในการสนับสนุนงานรัฐบาล และคสช.อยู่แล้ว ซึ่งมีงานหลักอยู่หลายงาน โดยงานเร่งด่วนลำดับที่หนึ่ง คือ การดูแลความมั่นคงของรัฐบาลในทุกเรื่อง ทุกแง่ ทุกมุม ตามที่ พล.อ.ธีรชัย ได้ดำเนินการมา
ส่วน ปัญหาอึกอย่าง ที่ตั้งใจจะมาแก้ไข คือ ชายแดนภาคใต้ ที่ตอนนี้ ในเชิงสถิติสถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังมีคนใช้ความ.รุนแรง เตรียมลงใต้ หลังรับตำแหน่งผบ.ทบ.
เมื่อถามว่า ความเป็นทหารรบพิเศษ จะทำให้ใสถานการณ์ ดีขึ้น ได้หรือไม่ พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ทุกอย่าง
ผมไม่อาจรับประกันได้ว่า มันจะดีขึ้น ได้ แต่ยืนยีนว่า ผมมีความตั้งใจ ทำงานเต็มที่ ในวาระสุดท้ายของชีวิตการรับราชการ ขอกำลังใจจากทุกคนด้วย"

'อนุทิน'ประกาศพาลูกพรรคเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง

'อนุทิน'ประกาศพาลูกพรรคเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง

"สรอรรถ"หอบลูกพรรคอวยพรวันเกิดครบ 50 ปี "อนุทิน" เจ้าตัวประกาศพาสมาชิกเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง  ลั่นไม่ให้คนนอกเข้ามายึดพรรค หรือเป็นนอมินี  

อังคารที่ 13 กันยายน 2559 เวลา 17.30 น.



เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่อาคารซิโน -ไทย ย่านอโศก  บรรดานักการเมือง นักธุรกิจ  รวมถึงสมาชิกพรรคภูมิใจไทย นำโดยสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย นำสมาชิกพรรคกว่า 50 คน เข้าร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  ครบรอบ 50 ปี โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น

นายสรอรรถ ในฐานะตัวแทนพรรค กล่าวแสดงความยินดีว่า ต้องขอบคุณหัวหน้าพรรคที่ประคับประคองพรรคจนมีความแข็งแกร่ง  ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าพรรคอาจจะไปไม่รอด และตนยังมั่นใจว่าด้วยความสามารถ ทั้งที่เคยประสบสำเร็จในแวดวงธุรกิจ และประสบการณ์ทางด้านการเมือง นายอนุทินจะทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งได้ ซึ่งสมาชิกพรรคทุกคนพร้อมจะสนับสนุนท่านตลอดไป  โดยเฉพาะหากในอนาคตหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่นายอนุทิน ตัวเองก็จะเลิกเล่นการเมือง



นายอนุทิน กล่าวขอบคุณตอนหนึ่งว่า วันนี้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว  จึงไม่ต้องถกเถียงว่ากฎหมายสูงสุดดีหรือไม่ดี เพราะคำตอบของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คือเดินหน้าเท่านั้นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าดีที่สุดของพรรคภูมิใจไทย ขอให้ทุกท่านไว้ใจได้  เนื่องจากทุกคะแนนเสียงมีความหมาย  ทุกท่านจึงต้องช่วยหาคะแนนให้แก่พรรค เพื่อให้ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ  แม้เป้าหมายของทุกคนจะตั้งเป้าหมายคือให้ชนะได้เป็น ส.ส.เขตก็ตาม  แต่หากมีอุปสรรคไม่ได้เป้าหมาย ท่านต้องปรับเป็นคะแนนกลับมาให้พรรคมากที่สุด  ท่านเป็นที่สองหรือที่สามไม่สนใจ แต่หากทุกท่านทำเต็มที่แล้ว ไม่ต้องกังวล พรรคมีที่ยืนให้อยู่แล้ว เช่น อาจมอบตำแหน่งรัฐมนตรีให้ก็ได้  



หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า  ตนใช้ทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อทำให้พรรคเจริญก้าวหน้า จะไม่มีใครมาแอบอ้างเป็นเจ้าของพรรคได้แล้ว หรือจะยอมเป็นนอมินีให้ใคร และเราจะเป็นตัวของตัวเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะทุกคนต่อสู้อุปสรรคต่างๆ มาด้วยกัน ไม่มีอิทธิพลภายนอกเข้ามาเปลี่ยนแปลง  ไม่ยอมให้เจตนารมณ์ของคนในพรรคเพี้ยนไปได้ เพราะที่นี่คือบ้านของเรา ไม่ใช่ธุระของคนนอกที่จะเข้ามาสั่งการ หรือกำหนดทิศทาง สำคัญที่สุดอย่ามาตอนชนะ เพราะตอนที่พวกเราแพ้พวกคุณอยู่ที่ไหน "เราเป็นคน ผมคือหนู  ไม่ใช่ควาย อีกทั้งผมยังรู้ว่าช่วงเวลาไหนมูลค่าของพรรคคืออะไร และไม่ต้องห่วงต่อให้ใครอุ้มมาอีก 20 คนเข้ามาทีหลัง  ก็ไม่มีความสำคัญเท่ากับพวกเขาในตอนนี้  ผมมีวันนี้ได้ เพราะพวกท่านประคองผมมา(ร้องไห้) แล้ววันที่เราชนะผมไม่มีทาง ที่จะลืมพวกเราทุกคน” นายอนุทิน กล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ

ทั้งนี้นายอนุทิน ได้มอบหลวงปู่เพิ่ม และหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ให้กับผู้ที่มาอวยพรด้วย...

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

ความเชื่อถือต่อรัฐบาลมะกันลดต่ำลง:

ความเชื่อถือต่อรัฐบาลมะกันลดต่ำลง:
๑.เป็นไปตามคาดครับ กลุ่มก่อการร้ายบางกลุ่มในซีเรียที่รัฐบาลมะกันบอกว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มกบถสายกลาง (moderate rebels) ออกมาประกาศแล้วว่าจะไม่ขอหยุดยิงตามสัญญาหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-สหรัฐอเมริกา คนเหล่านี้รับจ้างมาก่อการร้าย ไม่ได้ก่อการร้ายก็จะลงแดงตาย ทั้งไม่เคยฝึกสมถะและวิปัสสนามาก่อน อีกไม่นาน ก็จะเห็นกองทัพรัสเซียและพันธมิตรไล่ถล่มกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้เหมือนเดิม
๒.อาทิตย์ที่แล้วทั้งอาทิตย์ รัฐบาลมะกันส่งเครื่องบินรบออกไปถล่มกลุ่มก่อการร้าย ๖ ประเทศในคราวเดียวกัน โดยใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดถึง ๖๐ เที่ยว พยายามทำตัวเป็นตำรวจโลก สร้างภาพให้ชาวโลกเห็นว่าตนเองเป็นเจ้าพ่อคุมพื้นที่อยู่ ประเทศที่ถูกถล่มคืออาฟกานิสถาน, อิรัก, ลิเบียและซีเรีย (อ้างว่าถล่มกลุ่มก่อการร้ายไอสิส), ในเยเมน (อ้างว่าไล่ถล่มอัลกออิดะห์ ทั้งๆ ที่อัลกออิดะห์ เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ซาอุฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของตัวเองสร้างขึ้น), ในโซมาเลีย (กลุ่มก่อการร้ายอัลชาบับ) และในอาฟกานิสถานอีกที (อ้างว่าไล่ถล่มกลุ่มตาลิบัน)
ข่าวเหล่านี้ ไม่รู้ว่าจริงมากจริงน้อยแค่ไหนนะครับ สองสามวันก่อน รัสเซียออกมาแจงว่าที่มะกันบอกว่ากองทัพตนเองไล่ถล่มไอสิสในซีเรียนั้นเป็นแค่ละครแหกตาผู้ชมเท่านั้น ขณะเดียวกัน อาการป่วยนางฮิลารี คลินตันก็ส่อเค้าว่าจะบานปลาย และกำลังมีเสียงเรียกร้องให้พรรคเดโมแครตหาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่แทนนางแล้ว พร้อมกันนั้น บารมีโอบามาซึ่งใกล้จะพ้นวาระก็ลดลงแทบไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ เลย เห็นได้จากบทบาทของเขาในการประชุม G20 ที่หางโจวที่ผ่านมา
๓.ระหว่างที่มะกันกำลังวุ่นวายภายในประเทศและกำลังขาดความเชื่อถืออยู่นี้ ประธานาธิบดีดูเตอร์เตของฟิลิปปินส์ออกมาประกาศไล่หน่วยรบพิเศษของมะกันให้ออกไปจากภาคใต้ของฟิลิปปินส์แล้วตามข่าวข้างล่าง ดูเตอร์เตบอกว่า 'หน่วยรบพิเศษเหล่านี้ต้องออกไป ผมไม่ต้องการมีปัญหากับอเมริกา แต่ทหารเหล่านี้ต้องออกไปจากฟิลิปปินส์' (These special forces, they have to go...I do not want a rift with America. But they have to go).
12 กันยายน 2559

กลับจากฝึก เข้า พล.ม.2รอ....

กลับจากฝึก เข้า พล.ม.2รอ....
จากที่มีการแชร์ ภาพ และคลิป นี้ และระบุว่าเป็นรถถัง V150 จำนวน30 คันนี้ กำลังเดินทางไป ประจำรอบ สวนจิตรลดา และ ลานพระบรมรูปทรงม้า นั้น
พล.ม.2รอ ชี้แจงว่า นี่เป็น รถสายพานลำเลียงพล T-85 ของ กรมทหารม้าที่1 รักษาพระองค์ กลับจากการฝึก ภาค หมู่ ตอน หมวด ที่บ้านดีลัง ลพบุรี ขนย้ายลงจากรถไฟ ที่ย่านพหลฯ เดินทางกลับ พล.ม.2รอ. สนามเป้า ไม่ได้มุ่งหน้าไปทาง สวนจิตรลดา แต่อย่างใด... ผบ.หน่วย แปลกใจ หวังผลใด ปล่อยข่าว ไป สวนจิตรลดาฯ. เผย อีก3 เดือน ก็จะไปฝึกอีก ขออย่าตกใจ แปลกใจ ทหารจะฝึก ทุกๆ 3 เดือน ไปจนถึง ระดับกองพัน

เมื่อขึ้นแม่ทัพ1..ก็เตรียม ชิงผบ.ทบ.

เมื่อขึ้นแม่ทัพ1..ก็เตรียม ชิงผบ.ทบ.
ฟ้ากำหนด บวก บิ๊กตู่ เลือก....บิ๊กแดง พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขยับจากแม่ทัพน้อย1 ขึ้น เป็น แม่ทัพภาค1 ในโผโยกย้ายนี้ ....ก็จ่อเตรียมขึ้น 5เสือทบ.ในโยกย้าย กย.ปีหน้า2560....นั่นหมายถึง พลโทอภิรัชต์ ที่นอกจาก เป็น สายวงศ์เทวัญ และ ราบ11 คอนเนคชั่น ที่ เบียดแทรก บูรพาพยัคฆ์ ขึ้นมาเป็นแม่ทัพ1 ได้. และก็จะเป็น แคนดิเดท วงศ์เทวัญ ชิง ผบ.ทบ. คนต่อจาก บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ที่จะเกษียณ กย.2561 อีกด้วย...
รอดูว่า จาก ตท.16 จะข้ามมา ตท.20 เลยหรือว่า จะมี รุ่นอื่น มาแทรก ก่อน สักปี ก่อนคิว บิ๊กแดง หรือว่า บิ๊กแดง ต้องมาแข่งกันเองกับเพื่อน ตท.20 อย่าง พลโทณัฐ อินทรเจริญ รองเสธ.ทบ.....แต่ บิ๊กแดง มีน้ำหนัก มากสุด ทั้งเส้นทางเดิน และต้นทุนทางสังคม คอนเนคชั่น และ นายกฯบิ๊กตู่

แพคเกจ ผบ.สูงสุด......เรียงคิว เลย

แพคเกจ ผบ.สูงสุด......เรียงคิว เลย
จาก บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. ที่วันนี้ มาเป็น. รองนายกฯ ได้วางตัว ผบ.สูงสุด แบบระยะยาวไว้แล้ว ตั้งแต่ บิ๊กตี๋ พลเอกวรพงษ์ สง่าเนตร. เพื่อนตท.12ของ บิ๊กเจี๊ยบ และ นายกฯบิ๊กตู่. แล้วมาต่อด้วย บิ๊กเต้ พลเอกสมหมาย เกาฏีระ ที่ กำลังจะเกษียณ ในอีกไม่กี่วันนี้....โดยส่งไม้ต่อให้ บิ๊กปุย พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เพื่อนตท.15 จาก เสธ.ทหาร ให้ขึ้นมาเป็น ผบ.สส.คนใหม่.....โดยดึง บิ๊กต๊อก พลเอกธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ตท.17 จาก รองเสธ.ทหาร ขึ้นมาเป็น เสธ.ทหาร. จ่อที่จะขึ้น ผบ.สส. คนต่อไป ในโยกย้ายกย.2560 นี้...โดยขยับ บิ๊กกบ พลเอกพรพิพัฒน์ เบญญศรี จากหน.ฝ่ายเสธ.ประจำผบ.สส. มาเป็นรองเสธ.ทหาร.....เข้าไลน์ สู่เส้นทาง ผบ.ทหารสูงสุด ไว้เลย
ทั้งหมดจะเป็นไปตามแผนวางทายาท บก.ทัพไทย. ....หาก ปีหน้า บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.คนใหม่. เหนียวนั่งเก้าอี้ผบ.ทบ.2ปี จนเกษียณ ไม่ถูกแซะจากเก้าอี้ผบ.ทบ. ให้ข้ามมาเป็น ผบ.สส. ซะก่อน

ถึงคิว ตท.16 นำทัพ

ถึงคิว ตท.16 นำทัพ
หลัง1 ตค.นี้ เมื่อกองทัพผลัดใบ. เปลี่ยนผู้นำทัพ. ก็คงมีรุ่นพี่ ตท.15 เป็น ผบ.สูงสุด คือ บิ๊กปุย พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ และ บิ๊กณะ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. เท่านั้น
เพราะผู้นำทัพ ทั้งปลัดกลาโหม ผบ.ทบ.และ ผบ.ทอ.คนใหม่ ก็เป็น เตรียมทหาร 16
ทั้ง "Triple ช." พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกลาโหม . บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และ บิ๊กจอม พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ.คนใหม่
แต่พล.อ.ชัยชาญ จะนั่งแค่ปีเดียว จะเกษียณก่อนเกื่อนในกย.2560 นี้ ส่วนอีก2คน เกษียณกย.2561

บิ๊กป้อม แนะใช้ "วปอ.คอนเนคชั่น"ดูแลความมั่นคง ไม่ใช่แค่รู้จัก ต้องช่วยดูแลบ้านเมือง ช่วยทำชาติสงบ

บิ๊กป้อม แนะใช้ "วปอ.คอนเนคชั่น"ดูแลความมั่นคง ไม่ใช่แค่รู้จัก ต้องช่วยดูแลบ้านเมือง ช่วยทำชาติสงบ
"บิ๊กป้อม" ปิดหลักสูตร วปอ. ชี้ ประเทศยังไม่สงบ แฉมีพวก ยังเดินหน้าทำประเทศไปอย่างที่เขาต้องการ ยังมีขัดแย้ง ระบุ 2ปี คสช.ทำประเทศเปลี่ยนแปลง สงบมากขึ้น แต่ยังไม่ทั้งประเทศ /ขอให้ใช้"วปอ.คอนเนคชั่น"ดูแลความมั่นคง ไม่ใช่แค่รู้จัก ต้องช่วยดูแลบ้านเมือง ไม่ใช่แค่อธิปไตย แต่โยงทุกด้าน /บอกน่าห่วงพวกสุดโต่ง ก่อการร้าย ในโลก/ บ่น เบื่อ "Set zero"พูดกันทุกวัน ถามใครจะSet ผมไม่รู้ ผมไม่ใช่นักการเมือง ชี้อะไรที่ทำแล้วประเทศเข้มแข็งก็ทำ แต่อะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ก็ไม่ทำ
ที่ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานปิดหลักสูตร วปอ.2558
พลเอกประวิตร กล่าวในตอนหนึ่งว่า ปัญหาเรื่องความมั่นคง มีความสำคัญและทั่วโลก โดยเฉพาะพวกความคิดสุดโต่ง เพราะโลกนี้ เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก
"ใครจะคิดว่า เหตุการณ์ 911 จะเกิดขึ้น
ใครจะคิดว่า จะมีสู้รบใน ตะวันออกกลางมากมายรุนแรงขนาดนี้"
พลเอกประวิตร กล่าวว่า งานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แค่เรื่องการดูแลรักษาอธิปไตยเท่านั้น แต่ความมั่นคง เกี่ยวกับทุกเรื่อง ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยา
"มาเรียน วปอ. ไม่ใช่มารู้จักกันเฉยๆ แล้วไปทำกิจกรรม แต่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล และช่วยกันทำให้ประเทศเราสงบสุข" พลเอกประวิตร กล่าว
พลเอกประวิตร กล่าวว่า 2ปี ที่รัฐบาลคสช. มาดูแลประเทศ ก็ทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลง มีความสงบมากขึ้น แต่จะสงบยังงี้ทั้งประเทศ มันไม่ใช่
"แต่ยังมีการเดินไป ของพวกที่ยังจะทำให้ประเทศเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ พวกนี้ก็ยังเดินต่อไป ยังมีความขัดแย้ง
"ขอช่วยกัน ถือว่า เรียนวปอ.แล้ว ก็ต้องทำประโยชน์ให้ชาติ เพราะไม่มีใครช่วยได้ นอกจาก พวกเราทุกคนช่วยกันเอง" พลเอกประวิตร กล่าว
จากนั้น พลเอกประวิตร กล่าวถึงแนวคืด "Set zero"พูดกันทุกวัน ถามใครจะSet ผมไม่รู้ ผมไม่ใช่นักการเมือง ชี้อะไรที่ทำแล้วประเทศเข้มแข็งก็ทำ แต่อะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ก็ไม่ทำ

ผิดคาด! ทนายอานนท์ ยันคำสั่งคสช.ไม่ช่วยคลี่คลาย คนจำนวนมากยังต้องขึ้นศาลทหาร

วันนี้ (12 กันยายน) นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวผ่านการไลฟ์ทางเฟสบุ๊ก “อานนท์ นำภา” ถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้การกระทำที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคงตามประกาศ คสช.และต้องขึ้นศาลทหาร ให้กลับมาใช้ศาลพลเรือน โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวให้คดีที่เดิมกำหนดให้ขึ้นศาลทหาร กลับไปขึ้นศาลพลเรือน โดยหลายคนสงสัยว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นผลย้อนหลัง ให้กับคนที่มีคดีในศาลทหารหรือไม่ ยืนยันว่า คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลไปเปลี่ยนแปลงคดีเดิมที่เคยมีอยู่ในศาลทหารเลย ทั้งคดีที่ยังอยู่ตอนนี้อาทิ คดีนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ บก.ลายจุด คดี ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อ.นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ คดีศูนย์ปราบโกง คดี 11 6 คดี 112 คดีเกี่ยวกับอาวุธอีกหลายคดีก็ยังต้องพิจารณาคดีในศาลทหารเช่นเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
ส่วนคดีที่ยังไม่อยู่ในศาลทหาร แต่การกระทำความผิดเกิดขึ้นในช่วงคำสั่งที่ 37 – 38 บังคับใช้หากถูกจับก็ต้องไปขึ้นศาลทหารเช่นเดิม โดยคนที่จะไม่ต้องไปขึ้นศาลทหารคือผู้ที่กระทำความผิดนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนั้น ที่หลายคนบอกว่าสถานการณ์คลี่คลาย คสช.เริ่มผ่อนคลายนั้น ไม่เป็นความจริง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทหารที่ใช้อำนาจตามคำสั่งคสช.ที่ใช้อำนาจจับกุมคน ก็ยังไม่ถูกยกเลิกไป จึงไม่ควรดีใจว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้ทุกคนดีขึ้น หากมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้น ก็จะมีทหารไปหาอีกเช่นเดิม
ทั้งนี้ ทุกวันนี้ยังมีคดีที่ต้องขึ้นศาลทหารอีกหลายคดี สิ่งที่ถูกต้องคือ ต้องโอนคดีที่พิจารณาโดยศาลทหารทุกคดีตอนนี้ ไปยังศาลพลเรือน ส่วนคดีที่ตัดสินไปแล้วก็ให้มีการชำระใหม่ โดยศาลที่มีความชอบธรรมคือศาลพลเรือน ซึ่งคำสั่งล่าสุด ไม่ได้เขียนเช่นนั้น

“สดศรี” ชี้โทษแบนนักการเมืองตลอดชีพแรงเกินไป

“สดศรี” ชี้โทษแบนนักการเมืองตลอดชีพแรงเกินไป เชื่อนักการเมืองไม่เห็นด้วยแน่นอน
เมื่อวันที่ 12 กันยายน นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฉบับของ กกต.ที่กำหนดว่า หากผู้สมัคร หรือ ส.ส.คนใดถูกศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะถือว่าเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีพว่า การเลือกตั้งไม่ได้เป็นโทษทางอาญาจนถึงกับต้องไปตัดสิทธิตลอดชีวิต ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะกระบวนการสอบสวนของ กกต.ว่าได้มาตรฐานมากน้อยเพียงใด ซึ่งการตัดสิทธิตลอดชีวิตถือเป็นโทษที่ร้ายแรงสำหรับนักการเมือง เหมือนเป็นการตัดแขนตัดขาของเขา หรือทำให้มองว่านักการเมืองเป็นอาชญากรที่จะทำให้บ้านเมืองล่มจม ดังนั้นจึงเป็นการพิพากษาที่หนักเกินสมควรหรือเกินเลยไปหรือไม่ เพราะแม้แต่คดีอาญาบางเรื่องศาลยังลงโทษจำคุกแค่เพียง 20 ปีเท่านั้น จึงเชื่อว่าแนวคิดนี้นักการเมืองคงไม่เห็นด้วยแน่นอน

ด่วน! ประยุทธ์ ใช้ ม.44 ยุติใช้ศาลทหาร ให้คดีมั่นคงกลับใช้ศาลยุติธรรม นับแต่วันนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 ก.ย.) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 55/2559 เรื่อง การดําเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอํานาจศาลทหาร ตามที่มี
ประกาศกองทัพบกและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้ใช้กฎอัยการศึก ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 และต่อมามีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กําหนดให้การกระทําความผิดบางประเภทที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรและในระหว่างการประกาศใช้ กฎอัยการศึกดังกล่าว อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร นั้น เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าว มาแล้วระยะหนึ่ง ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืออย่างดีในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความจําเป็นที่จะต้องใช้มาตรการควบคุมสถานการณ์และรักษาความสงบแห่งชาติ ตามกฎอัยการศึกจึงควรผ่อนคลายลง ประกอบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติพิจารณาเห็นว่า ในช่วงเวลานั้น อยู่ระหว่างการจัดทํารัฐธรรมนูญ ซึ่งควรส่งเสริมให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพ ให้กว้างขวาง จึงได้มีประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2558 ให้เลิกใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร แต่ไม่กระทบต่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 ส่วนการกระทําความผิดบางประเภทตามประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารต่อไป

โดยที่บัดนี้ปรากฏว่าสถานการณ์บ้านเมืองในรอบสองปีที่ผ่านมามีความสงบเรียบร้อยเป็นลําดับ ประชาชนต่างมีเจตนารมณ์และให้ความร่วมมือที่ดีในการนําประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การ
ปฏิรูปประเทศตามขั้นตอน และการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ถูกต้องเป็นธรรม ดังเห็นได้จากกระบวนการลงประชามติ ที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนด้วยมติท่วมท้น จึงสมควรผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลงอีก เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ใช้สิทธิ ปฏิบัติหน้าที่ของตน และได้รับความคุ้มครองตามกลไกของรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหม่ ซึ่งกําลังจะประกาศใช้ในเร็ววัน ตลอดจน ตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคาสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 บรรดาการกระทําความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 38/2557 เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทําหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอํานาจของศาลทหาร และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 เรื่อง ให้ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ซึ่งได้กระทําตั้งแต่ วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ให้อยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

บรรดาการกระทําความผิดที่อยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่งไม่หมายความรวมถึงการกระทําความผิดที่กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารบัญญัติให้เป็นอํานาจ พิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยให้การกระทําความผิดดังกล่าวยังคงอยู่ในอํานาจการพิจารณา พิพากษาของศาลทหารต่อไป

ข้อ 2 ให้เจ้าพนักงานตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558

เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็น

ภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงมีอํานาจหน้าที่ตามคําสั่งดังกล่าวต่อไป

ข้อ 3 ในกรณีเห็นสมควร ให้นายกรัฐมนตรีเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

ข้อ 4 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 12 กันยายน พุทธศักราช 2559
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาต

องค์กรสื่อทำจม.เปิดผนึกค้านกม.คุมสื่อของ สปท.

องค์กรวิชาชีพสื่อ ๖ องค์กรประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พร้อมเห็นด้วยให้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง สปท.และตั้งคณะทำงานจัดทำร่างคู่ขนาน
นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในฐานะประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป เปิดเผยผลการประชุมร่วมระหว่างองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณากรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนประเทศด้านการสื่อสารมวลชนได้ดำเนินการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนพ.ศ. ............... เพื่อดำเนินการส่งให้คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับหลักการในการมีกลไกการกำกับดูแลทางด้านจริยธรรมของสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำอำนาจทางกฎหมายมาใช้บังคับ โดยเฉพาะในประเด็นให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นมาเพื่อใช้อำนาจทางกฎหมาย เนื่องจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้การเมืองและธุรกิจเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยส่วนรวม
“ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้จัดทำจดหมายเปิดผนึกแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อยื่นต่อพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ ก.ย.นี้ เวลา ๑๐.๐๐ น. พร้อมทั้งได้มีการตั้งคณะทำงานยกร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเตรียมพร้อมนำเสนอหากมีการนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป” นายเทพชัยกล่าว

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
๑๒ กันยายน ๒๕๕๙

ชาร์ทไฟในที่ราชการผิด

"ทำเนียบรัฐบาล -- 12 ก.ย. -- "วิษณุ" เผย จ่อ ชง "กม.ว่าด้วยการขัดกันระหว่างผลประโยชน์" เข้า "สนช." เตือน! น่ากลัว กม.เอาผิด แม้เรื่องเล็กน้อยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นประธานงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ 2559 โดยมีครม.เข้าร่วมด้วยว่า เป็นภาพลักษณ์ที่ดีว่าเอาจริงเอาจัง ปกติจากที่สังเกตมาหลายรัฐบาล ถ้าไม่ตั้งใจทำอย่างนั้นจริง ก็ไม่กล้าออกไปพูดอย่างนั้นกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นฉบับปราบโกงจะสามารถปราบได้จริงหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ปราบได้จริง แต่อยู่กับคนที่นำไปใช้ ถ้าคนนำไปใช้ไม่ทำงานก็ปราบไปไม่ได้ ถ้าพูดถึงความน่ากลัวมันก็น่ากลัว เขียนเอาไว้น่ากลัว จากเดิมไม่เคยเขียนอย่างนี้ ประเด็นหลัก ๆ คือถ้าทำอย่าให้คนจับได้ ถ้าจับได้เสียอนาคตไปเลยในทางการเมือง แต่ก่อนไม่เสียอนาคต 1-2 ปี ออกจากคุก คนลืมสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่อันใหม่จะสมัครไม่ได้

ส่วนจะผิดหลักมนุษยธรรมหรือไม่นายวิษณุกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราไม่ใช้เกณฑ์นี้ จะไปเจอเกณฑ์อื่นสมัครไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ ถ้าสมาชิกสภาท้องถิ่นทุจริต สมัครไม่ได้มีมาเป็นเวลานานแล้ว แต่การเมืองระดับชาติกลับไม่เป็นไร เขาก็เอาหลักเดียวกันมาใช้ ไม่ใช่แค่ทุจริตยังมีเจ้ามือหวยเถื่อน เจ้ามือการพนัน ค้ายาเสพติด ฉ้อโกงประชาชน เจ้ามือแชร์ต่าง ๆ จะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้เลยตลอดชีวิต ถึงบอกว่าหนัก ถ้าทำอย่าให้จับได้ ถ้าจับได้จะเสียอนาคตผู้สื่อข่าวถามว่า กฎระเบียบเรายังเอื้อให้คนคอร์รัปชั่นได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ค่อยไปแก้กัน ไม่เป็นไร อันนั้นเป็นเรื่องระเบียบลูกหลาน แต่มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ครม.รับหลักการและส่งให้กฤษฎีกาตรวจ กำลังจะเสร็จและจะเข้าสนช. กฎหมายนี้น่ากลัวกว่าทุกฉบับที่ผ่านมา ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวมหรือเรียกว่ากฎหมาย 7 ชั่วโคตรวันนี้ลดลงมาเหลือ 3-4 ชั่วโคตร หมายความว่าตัวทำ เมียทำ ลูกทำ พี่ทำ น้องทำ พ่อทำ แม่ทำ ไม่ได้ ห้ามหยิบจนคนไม่อยากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะใครจะรับอะไรต้องระวัง จะรับของไม่ได้ จะมีปัญหาต่อไป พูดกันโดยเคร่งครัดตามกฎหมายเขามีบอกว่าถ้าเล็กน้อยยกโทษให้ได้ แต่ถ้าเอาตามกฎหมายแค่เอาโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์จไฟหลวงก็จะผิด เอาซองตราครุฑใส่เงินไปให้งานแต่งงานก็ผิด เวลาเขียนไม่ได้เขียนเล็กอย่างนี้ เขาเขียนหมดมันเลยย้ำ ตั้งแต่เอารถหลวงมาใช้ยันซองกระดาษหลวง มาตรการแบบนี้ประเทศอื่นเขาก็มีทั้งนั้น แต่เราไม่เคยมี พอกฎหมายออกมาจะมีคนค่อนขอดจะเอาจริงเอาจัง ก็ช่วยไม่ได้ กฎหมายเอาผิดแล้ว ถ้าคุณคิดว่าคงไม่มีการเอาจริงเอาจัง แล้วถ้าเกิดมีคนเอาจริงขึ้นมาก็ซวย อันนี้น่ากลัว
ต่อข้อถามถึง กฎหมายพรรคการเมืองจะเอาให้ตายกันเลยหรือ นายวิษณุกล่าวว่า ตนไม่เอานิยายอะไรกับพวกนี้ จะมีอำนาจอะไร พูดเพื่อเผื่อฟลุ๊คให้เขาเห็นด้วยแล้วจะได้นำไปใช้ ไม่เห็นด้วยก็แล้วกันก็พูดใหม่อีก เมื่อถามว่าท้ายสุดจะเป็นอย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า เอาไว้สักพักก่อน เขามีเวลาให้ 8 เดือน"
อ่านต่อที่: http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378516559/

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

นาจิบ เยือนไทย.

นาจิบ เยือนไทย..
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีกำหนดการเข้าพบและหารือข้อราชการกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ย. 59) และจะพำนักอยู่ที่ประเทศไทยจนถึงวันที่ 13 กันยายน 2559

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

ผ่านพรบ.งบฯ3วาระอย่างไว2ชม.ครึ่ง

ไร้เสียงค้าน สนช.ไฟเขียว พ.ร.บ.งบฯปี 60 วงเงิน 2.7 ล้านล้าน

8 ก.ย. 2559 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 วงเงิน 2,733,000 ล้านบาทประกาศใช้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเห็นด้วย 183 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง

โดย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 กล่าวว่า กมธ.ได้พิจารณารายละเอียดงบประมาณของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่น กองทุน และเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 20 กระทรวง 456 หน่วยงาน แผนบูรณาการ 25 แผนงาน แผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 1 แผนงาน รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ 10 หน่วยงาน โดยการพิจารณาได้ให้ความสำคัญในความสอดคล้อง เชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายระดับชาติ ระดับกระทรวง หน่วยงาน รวมทั้งการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และตัวชี้วัดของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานเชื่อมโยง ส่งผลถึงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถวัดผลได้จริง สะท้อนถึงเป้าหมายระดับชาติ กระทรวง หน่วยงาน สามารถประเมินผลการดำเนินงานเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีถัดไป ส่วนการจัดทำในลักษณะบูรณาการ หน่วยงานเจ้าภาพ หน่วยงานกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสร้างความเข้าใจในการกำหนดเป้าหมาย ผลลับและตัวชี้ร่วม ร่วมดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้แผนบูรณาการเกิดผลสัมฤทธิ์

ภายหลังที่ประชุมผ่านวาระ 3 ประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 60 เป็นกฎหมาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ได้ติดตามการประชุมและชื่นชมการทำหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และในนามของรัฐบาลตนขอขอบคุณ กมธ.และสมาชิก สนช.ที่ผ่านความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัตินี้ การจะนำร่าง พ.ร.บ.นี้ไปใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 59 - 30 ก.ย. 60 ถือเป็นช่วงเวลาตามโรดแมป ระยะที่ 2 ก่อนเข้าสู่การจัดการเลือกตั้งซึ่งเป็นช่วงระยะที่ 3 ซึ่งช่วงนี้ถือว่าสำคัญมากอาจมีหลายเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น เช่น การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ บทบัญญัติจะเริ่มมีผลใช้บังคับ การใช้จ่ายงบประมาณก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและการใช้จ่ายตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้มีมาตรการรองรับอยู่แล้ว คือ 1.ร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญ 2.ร่างพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฉบับใหม่ ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณตามร่าง พ.ร.บ.นี้จะแตกต่างจากที่เคยเป็นมา 3.ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังภาครัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการยกร่าง ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า การใช้จ่ายงบจะอยู่ภายใต้วินัยการเงินการคลังตามกฎหมายข้างต้น จึงขอให้มั่นใจว่า การใช้จ่ายงบประมาณครั้งนี้จะเป็นแบบอย่างในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลชุดต่อไป และขอให้คำมั่นสัญญาว่า การใช้จ่ายงบทั้งหมดจะเป็นไปตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ คำแนะนำและข้อสังเกตของ สนช. และเชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือและคำแนะนำที่ดีจาก สนช.ต่อไป

BRN ยอมรับก่อเหตุระเบิดหน้าโรงเรียนบ้านตาบา นราฯ คร่าชีวิต 2 พ่อลูก

(7 ก.ย.2559) เว็บไซต์ เบนาร์นิวส์ (http://www.benarnews.org) รายงานว่า เหตุลอบวางระเบิดจักรยานยนต์บอมบ์ หน้าโรงเรียนบ้านตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน โดยอ้างถึงแหล่งข่าวแกนนำอาร์เคเค RKK ของกลุ่มขบวนการ BRN ที่ไม่เปิดเผยชื่อให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า เหตุดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มตน
รวมถึงการโจมตีหลายพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ในช่วงวันที่ 10 - 12 ส.ค. ซึ่งต้องการแสดงความไม่พอใจต่อความไม่จริงใจของรัฐบาลในการพูดคุยสันติสุข และการก่อเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับประชามติหรือเรื่องอื่น โดยเหตุที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา จนทำให้ 2 พ่อลูกเสียชีวิตเป็นเรื่องสุดวิสัยไม่ได้ต้องการให้เกิดกับประชาชนเพราะเป้าหมายคือเจ้าหน้าที่
แกนนำอาร์เคเค คนดังกล่าวยังระบุว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอตากใบ ยอมรับว่าขบวนการก่อความไม่สงบทำ รวมทั้ง เหตุระเบิดรถไฟ และเหตุป่วน ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนด้วย เพราะต้องการตอบโต้การเจรจาที่ไม่มีความคืบหน้า และเป็นการคุยเพียงเพื่ออำนาจทางการเมือง ไม่ได้หวังให้เกิดความสงบสุขจริง"
ด้านองค์การยูนิเซฟ แสดงความเสียใจพร้อมประณามการก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า องค์การยูนิเซฟมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อเด็กๆ รวมถึงเหตุระเบิดล่าสุดใน จ.นราธิวาสได้คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 4 ขวบพร้อมพ่อของเธอ
รายงานข่าวจากสื่อต่างๆ ระบุว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย.เช้านี้ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นราธิวาส ส่งผลให้พ่อและลูกสาววัย 4 ขวบที่กำลังมาโรงเรียนเสียชีวิต แรงระเบิดยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย ซึ่งเป็นครู ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ยูนิเซฟรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะโรงเรียนควรเป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ตลอดจนกิจกรรมสันทนาการสำหรับเด็ก นอกจากนี้ โรงเรียนทุกแห่งควรเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยไม่ควรมีเด็ก ผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่การศึกษาคนใดต้องใช้ชีวิตและเรียนรู้ภายใต้ความหวาดกลัวต่อเหตุรุนแรง
ทั้งนี้ ยูนิเซฟขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กๆ จะได้รับความคุ้มครอง และไม่มีเด็กคนใดต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอีกต่อไป
...............
s.news

ป.ป.ช. เอกฉันท์เชือด นริศร – อุดมเดช เสียบบัตรแทน

ป.ป.ช. เอกฉันท์เชือด นริศร – อุดมเดช เสียบบัตรแทน – สับร่างแก้ไข รธน. เตรียมส่ง สนช.ถอดถอน เสนอ อสส.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ เอาผิดอาญา “ขุนค้อน” โดนด้วย ผิดอาญา ไม่ตรวจร่าง คมเดช – ยุทธพงศ์ รอด
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. กรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มาส.ว. ประเด็นเกี่ยวกับการใช้บัตรลงคะแนนแทนกัน การนับเวลาแปรญัตติโดยมิชอบ และการสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดนายนริศร ทองธิราช อดีตส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กรณีใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น ลงคะแนนในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 9 และ 10 ซึ่งทำให้ผลการลงมติบิดเบือนไปจากความเป็นจริง จึงมีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามมาตรา 123 และมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) และมีมูลส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 68 วรรคหนึ่ง มาตรา 122 มาตรา 123 และมาตรา 126 วรรคสาม เห็นควรส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป และส่งรายงานให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอน ออกจากตำแหน่ง ตามพ.ร.บ.ป.ป.ช.
น.ส.สุภา กล่าวว่า นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย มีความผิดทางอาญาตามมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ป.ป.ช. กรณีสลับร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีสมาชิกรัฐสภาลงรายมือชื่อรับรอง เห็นควรส่งรายงานและเอกสาร พร้อมความเห็นไปยังอสส. เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ต่อไป และส่งรายงานพร้อมความเห็นไปยังประธานสนช. เพื่อมีมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง, นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร มีความผิดทางอาญา ตามมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ป.ป.ช. กรณีรู้เห็นให้มีการสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการตรวจสอบให้ถูกต้องตามหน้าที่ของประธานรัฐสภา ตามข้อ 90 ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2553 และไม่สั่งให้มีการนำไปเสนอให้สมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อรับรองญัตติตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ และกรณีจงใจนับระยะเวลาแปรญัตติย้อนหลังทำให้เหลือระยะเวลาให้สมาชิกรัฐสภาเสนอคำแปรญัตติเพียง 1 วัน ซึ่งกรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการกำหนดระยะเวลาที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ให้โอกาสสมาชิกรัฐสภามีเวลาในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.จึงเห็นควรส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังอสส. เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ต่อไป ทั้งนี้ กรณีนายสมศักดิ์ ป.ป.ช.เคยมีมติชี้มูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และได้ส่งรายงานไปยังประธานสนช.แล้ว โดยสนช.ได้พิจารณาและมีมติไม่ถอดถอน จึงเห็นควรไม่ส่งรายงานในความผิดถอดถอนไปยังประธานสนช.อีก
น.ส.สุภา กล่าวอีกว่า ส่วนนายคมเดช ไชยศิวามงคล อดีตส.ส.กาฬสินธุ์ และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว พยานหลักฐานไม่เพียงพอเหมือนกรณีนายนริศร แม้ป.ป.ช.จะติดใจ แต่เมื่อไม่มีพยานเพียงพอ และทั้งสองคนได้ชี้แจงเหตุผลในการฝากบัตรไว้กับนายนริศร จึงยกประโยชน์ให้ โดยมีมติบุคคลทั้งสองไม่มีความผิด และเห็นควรให้ข้อกล่าวหาตกไป

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อม ต้อนรับ"นาจิบ ราซัค"นายกฯมาเลเซีย เยือนไทย

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อม ต้อนรับ"นาจิบ ราซัค"นายกฯมาเลเซีย เยือนไทย ถึงเย็นนี้ 18.00น. บิ๊กตู่ บินจากลาว มาเหมือนกัน มาต้อนรับ ที่บน.6 ดอนเมือง
โดยมี พิธีต้อนรับ9กย.ที่ทำเนียบฯ มีพิธีการลงนามร่วม อุตสาหกรรมยางพารา Rubber City ไทย-มาเลเซีย และมีงานเลี้ยงรับรอง. ที่เหลือ เป็น "กำหนดการส่วนตัว" โดยมีกำหนดกลับ เย็น 13กย.
ทั้งนี้ กต.เผยหัวข้อหารือ ของ นายกฯไทย และ มาเลเซีย ดังนี้
1.ความร่วมมือด้านความมั่นคง ได้แก่ การบริหารจัดการชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบการค้ามนุษย์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การก่อการร้ายระหว่างประเทศและแนวคิดสุดโต่ง
2. ความร่วมมือในการแก้ไขสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) และกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขใน จชต. โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
3.ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว โดยหารือแนวทางให้มีการบรรลุเป้าหมายทางการค้ามูลค่า 3หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2561 การส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการจัดทำจุดหมายปลายทางร่วมด้านการท่องเที่ยว
4.การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงในพื้นที่ชายแดนและอำนวยความสะดวกบริเวณพื้นที่ชายแดนเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เช่น การขยายด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม และการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกสองแห่งเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดนราธิวาสกับรัฐกลันตัน
5.การเชื่อมโยงโครงการเมืองยางพาราระหว่างนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลากับโครงการเมืองยางพาราโกตาปุตรา รัฐเกดะห์
6.การเร่งรัดการหาข้อสรุปความตกลง/บันทึกความเข้าใจที่คั่งค้าง อาทิบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา
ภายหลังการประชุมฯ นายกรัฐมนตรีสองฝ่ายจะเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการยางพาราที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลาและเมืองโกตาปุตราระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับบริษัท Tradewinds Plantation Berhad

สนช.ผ่านร่างงบประมาณปี 2560 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท ก.ศึกษาธิการได้งบสูงสุด

สนช.ผ่านร่างงบประมาณปี 2560 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท ก.ศึกษาธิการได้งบสูงสุด
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ ผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี 2560 วงเงิน2.73 ล้านล้านบาท โดยกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุดคือกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 493,000 ล้านบาท
วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ในวาระ 2 และ 3 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษ มีผู้อภิปราย 2 ราย ก่อนจะลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 183 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง และงดออกเสียง 2เสียง
จากนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะถูกประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยจะเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2560
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณ สนช. และระบุว่านายกรัฐมนตรีติดตามการประชุมครั้งนี้มาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด ในส่วนของกระบวนการตรวจสอบนั้น เมื่อมีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญในระยะเวลาที่สอดคล้องกันก็จะมีกระบวนการตรวจสอบและมีความโปร่งใส
สำนักข่าวไทยรายงานว่ากระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด คือ กระทรวงศึกษาธิการ 493,051,854,800 บาท (4 แสน 9 หมื่น 3 พันล้านบาท) กระทรวงกลาโหม 210,777,461,400 บาท (2 แสน 1 หมื่นล้านบาท) กระทรวงสาธารณสุข 126,196,350,000 บาท (1 แสน 2 หมื่น 6 พันล้านบาท) กระทรวงมหาดไทย 73,624,831,600 บาท (7 หมื่น 3 พันล้านบาท) และกระทรวงคมนาคม 63,538,688,500 บาท ( 6 หมื่น 3 พันล้านบาท) #งบประมาณ2560