PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

หลักฐานเด็ด!มติ ครม.ปี 47 คดีสินบนโรลส์รอยส์-'สุริยะ'ชงเปลี่ยนซื้อ'B777' 6 ลำ

เปิดมติ ครม. 23 พ.ย.47  ในสำนวนสอบคดีสินบน'โรลส์-รอยซ์' จ่ายเงินก้อน 3 เผยชื่อ 'สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ' ในฐานะ รมว.คมนาคม ชงอนุมัติเปลี่ยนแผนซื้อเครื่องบิน 14 ลำ 9.6 หมื่นล.
pichnhdddddddd88.jp
จากกรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้แปลเนื้อหาผลสอบสวนกรณีบริษัทโรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนให้กับบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 3 จำนวน 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 254 ล้านบาท) ช่วงปี 2547-2548 ของ สำนักงานต่อต้านการทุจริต (SFO) ประเทศอังกฤษ พบว่า มีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 พ.ย.2547 เกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่ แอร์บัส A340 และ โบอิ้ง 777 และส่วนแบ่งจำนวน 4 % จากการอนุมัติของของรัฐบาลด้วย 
โดยมีการระบุว่า " จดหมายภายในบริษัทRR ฉบับลงวันที่ 19 พฤจิกายน 2547 บันทึกการประชุมซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่าง นายหน้า 3 และนายหน้าส่วนภูมิภาค และคนในรัฐบาลไทย (the Thai Government) ซึ่งระบุบรรยากาศการประชุมครั้งนั้นว่า
“ช่างเป็นการประชุมที่ดีเหลือเกิน การจัดซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่ แอร์บัส A340 และ โบอิ้ง 777 กำลังอยู่ในวาระการประชุมของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 23 พฤจิกายนนี้ (2547)”
118. อีเมล์ฉบับเดียวกันยังพูดถึงเรื่องข้อตกลงค่าส่วนแบ่งคอมมิสชั่น โดยที่นายหน้า3 และนายหน้าส่วนภูมิภาค ได้ปฏิเสธข้อเสนอของบริษัท RR โดยทั้งสองยื่นข้อเสนอใหม่ว่า
“ต้องการส่วนแบ่งเป็น 4% จากการอนุมัติของรัฐบาลในครั้งนี้ ลงวันที่ ธันวาคม 2547” ("4% on Government approval, i.e. Dec 04".)

(อ่านประกอบ : แกะรอย บ.โรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนครั้งที่ 3 ช่วงปี 47-48 "ดินเนอร์กับคนในรัฐบาล" (จบ))

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา สืบค้นมติการประชุม ครม.ย้อนหลัง ในวันที่ 23 พ.ย.2547 พบว่า มีวาระการพิจารณาโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจปี 2548/49 -2552/53 ของบริษัทการบินไทย ของกระทรวงคมนาคม ลงนามโดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ลงนามในเอกสารเสนอเรื่องต่อที่ประชุม ครม. ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่การขออนุมัติดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ ปี 2548/49 -2552/53  จำนวน 14 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินพิสัยไกลขนาดใหญ่มาก แบบ A380 จำนวน 6 ลำ เครื่องบินพิสัยไกลพิเศษ แบบ A340-500 จำนวน 1 ลำ เครื่องบินพิสัยไกลขนาดกลาง แบบ A340-600 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบินพิสัยไกลขนาดกลาง แบบ B777-200 ER จำนวน 6 ลำ ในวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 96,355 ล้านบาท โดยจะลงทุนในปี 2547/2548 จำนวน 7,818 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในการนำเสนอครม.ขออนุมัติโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจปี 2548/49 -2552/53 จำนวน 14 ลำ ดังกล่าว มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจากมติ ครม. เดิม เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 ที่ให้ การบินไทย ดำเนินโครงการจัดซื้อเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ ปี 2545/2546-2549/2550 เพื่อจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติม จำนวน 15 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบินใช้แล้ว แบบ B747-400 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ จำนวน 7 ลำ เครื่องบิน แบบ A340-500 จำนวน 3 ลำ และเครื่องบินแบบA340-600 จำนวน 5 ลำ แต่การบินไทยไม่สามารถรับมอบเครื่องบินใช้แล้วแบบ B747-400 จำนวน 7 ลำ ทำให้การบินไทย ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตในปี 2546/2547 -2547/2548 การบินไทย จึงได้เลื่อนการรับมอบเครื่องบิน แบบ A340-500/600 ให้เร็วขึ้น และปรับปรุงแผนวิสาหกิจฉบับเดิม (ปี 2545/46-2549/50)เป็นแผนวิสาหกิจฉบับใหม่ ปี 2548/49 -2552/53  ตามที่นำเสนอครม. เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2547  
จึงเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจ ปี 2548/49 -2552/53  จำนวน 14 ลำ ดังกล่าว ประกอบด้วย เครื่องบินพิสัยไกลขนาดใหญ่มาก แบบ A380 จำนวน 6 ลำ เครื่องบินพิสัยไกลพิเศษ แบบ A340-500 จำนวน 1 ลำ เครื่องบินพิสัยไกลขนาดกลาง แบบ A340-600 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบินพิสัยไกลขนาดกลาง แบบ B777-200 ER จำนวน 6 ลำ ในวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 96,355 ล้านบาท ดังกล่าว
picnhbggggg1333
picbhhdnjuiiiiiii
ขณะที่ผลการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2547 มีมติอนุมัติหลักการให้การบินไทย ดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินตามแผนวิสาหกิจปี พ.ศ. 2548/49-2552/53 ของการบินไทย จำนวน 14 ลำ วงเงินลงทุน 96,355 ล้านบาท และดำเนินงานตามแผนการเงินและแผนเงินกู้ของการบินไทย ส่วนการจัดทำข้อตกลง หรือลงนามในสัญญาจัดหาเครื่องบิน ให้การบินไทยรายงานความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าวและนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินการด้วย
picnjhgg23 1 17
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ในผลการสอบสอนของ สำนักงานต่อต้านการทุจริต (SFO) ระบุว่า การจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้ง B777 ครั้งที่สามของสายการบินไทย ได้เริ่มหารือตั้งแต่ต้นปี 2539 แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปจนกระทั่งปลายปี 2547 ซึ่งในขณะนั้น บริษัท โรลส์-รอยซ์ ยืนยันว่า มีงบประมาณเพียงพอสำหรับจ่ายให้นายหน้าในภูมิภาคและนายหน้า 3 ทั้งนี้ บริษัทได้ติดสินบนเงินจำนวนหนึ่งเพื่อจูงใจให้สายการบินไทยซื้อเครื่องบินพร้อมเครื่องยนต์รุ่นT-800 เพิ่มเติมจากเดิม ส่วนแบ่งของเงินจำนวนนี้ได้ส่งต่อไปยัง คนในรัฐบาลไทย และมีการระบุถึงการนำเรื่องเข้าเสนอที่ประชุมครม. ในวันที่ 23 พ.ย.2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นายสุริยะ ดำรงตำแหน่งรมว.คมนาคม และเป็นผู้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม ส่วนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย ในช่วงเวลาดังกล่าว  คือ  นายกนก อภิรดี (2545-2549)  นายทนง พิทยะ เป็น ประธานบอร์ด ตั้งแต่ช่วงมิ.ย. 2545 - มี.ค. 2548
อย่างไรก็ตาม ในรายงานการสอบสวนมิได้มีการระบุชื่อ ของนายสุริยะ นายกนก และนายทนง ว่าเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของสินบนหรือไม่ นายสุริยะ นายกนก และนายทนง  จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ 

‪"บิ๊กเจี๊ยบ" ผบ.ทบ.พร้อม "คุณนายเบิร์ด"ออกเดินทางเยือนเมียนมาแล้ว กลับ-25มค



‪"บิ๊กเจี๊ยบ" ผบ.ทบ.พร้อม "คุณนายเบิร์ด"ออกเดินทางเยือนเมียนมาแล้ว กลับ-25มค./พบ "พล.อ.มิน อ่อง ไหล่" /พร้อมไหว้ชเวดากอง และ "เทพทันใจ" ด้วย /ก่อนไป งดให้สัมภาษณ์

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคุณเบญจวรรณ สิทธิสาท ภริยา และคณะ เดินทางด้วยเครื่องบินทบ.ไปเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของ ทบ.เมียนมา ตามคำเชิญของ รอง พล.อ.อาวุโส โซ วิน ผู้บัญชาการทหารบกเมียนมา 23-25ม.ค. 2560เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งหารือข้อราชการที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่าง ทบ. และ ทบ.เมียนมา

โดยในวันนี้ จันทร์ที่ 23ม.ค.60​พล.อ. เฉลิมชัย และคณะ เดินทางถึงกรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในช่วงเช้า โดยเครื่องบินกองทัพบก

โดยมี พล.ต. มยิ้น มอ ผบ.ภูมิภาคทหารบกเนปิดอว์ พร้อมคณะ นาย ชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ อัครราชทูตไทย/ย่างกุ้ง ต้อนรับ ที่ ท่าอากาศยานเนปิดอว์

จากนั้น ไปหารือข้อราชการกับ รอง พล.อ.อาวุโส โซ วิน รอง ผบ.ทหารสูงสุด/ผบ.ทบ.เมียนมา
ที่สำคัญคือ จะเข้าพบและหารือกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.ทหารสูฃสุด เมียนมา
ช่วงบ่าย ผบ.ทบ. เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ฝึก รบพิเศษ (รพศ. ) ทบ.เมียนมา

จากนั้น ผบ.ทบ. พร้อมภริยา นำคณะนมัสการมหาเจดีย์อุปปาตะสันติ และเยี่ยมชมช้างเผือก ณ มหาเจดีย์อุปปาตะสันติ

จากนั้นในตอนค่ำผู้บัญชาการทหารบกเมียนมาร์เลี้ยงรับรองต้อนรับคณะของพลเอกเฉลิมชัย
วันอังคารที่ 24ม.ค.60 ​พล.อ.เฉลิมชัย และคณะ เดินทางต่อไปยังกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวง
โดยมี พล.ต. มโย ซอ เตง ผบ.ภูมิภาคทหารบกย่างกุ้ง พร้อมคณะ นาย พิษณุ สุวรรณะชฎ ออท.ไทย/ย่างกุ้ง พร้อมภริยา ผชท.ทร.ไทย/ย่างกุ้ง และ ผชท.ทอ.ไทย/ย่างกุ้ง ให้การต้อนรับ ณ ฐานทัพอากาศ Mingalardon

จากนั้น เข้ารับฟังการบรรยายสรุป โดย นาย พิษณุ สุวรรณะชฎ ออท.ไทย/ย่างกุ้ง พร้อมภริยา ณ สอท.ไทย/ย่างกุ้ง
ช่วงบ่าย ผบ.ทบ. พร้อมภริยา นำคณะสักการะ "เทพทันใจ" ณ พระเจดีย์โบตะตาว เยี่ยมชม พระมหาเจดีย์ชเวดากองและเดินทางกลับ ในช่วงเช้าวันพุธที่25ม.ค.60

"บิ๊กป้อม" ยิ้ม.. มั่นใจปรองดองสำเร็จ ชี้ทุกพรรคขานรับ "ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์"แม้แต่"สุเทพ"

"บิ๊กป้อม" ยิ้ม.. มั่นใจปรองดองสำเร็จ ชี้ทุกพรรคขานรับ "ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์"แม้แต่"สุเทพ" ชี้ขอแค่มาคุย หาข้อตกลงร่วม ไม่ใช่ให้มากอดคอ จูบปาก ชี้ไม่ต้องลง MOU ก็ได้ เป็นเสมือน สัญญาประชาคม ที่มีกับประชาชน ยันกก.ทหาร ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ฟังอย่างเดียง ขอแค่ อย่าพูดนอกกรอบ

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เผยรายชื่อ กก.ปรองดอง ใกล้เสร็จแล้ว คาดอีก 1-2วันนี้ ยันกห.ไม่ได้เป็นคนทาบทาม "ประเวศ-อานันท์-คณิต"แต่อาจเป็นในส่วนของปยป.แต่มั่นใจปรองดองสำเร็จ แค่มาพูดคุย ไม่ใช่ให้มากอดคอ จูบปาก ขอแค่มาพูดคุยว่าต้องการอะไร จะลงนามในMOU หรือไม่ก็ได้ เพราะถ้าไม่ทำตามที่ได้มาพูดคุยไว้ ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินเองว่าเป็นอย่างไร ก็คล้ายๆเป็นสัญญาประชาคม
เผย ตอนนี้แกนนำพรรคต่างๆก็ออกมาขานรับกระบวนการสร้างสามัคคีปรองดองทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ นายอภิสิทธิ์ 

ส่วนนายสุเทพนั้น ก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะบอกจะร่วมพูดคุย แต่เพียงแต่ไม่ลงนามใน MOU เท่านั้น ซึ่งจะลงหรือไม่ลงก็ได้
โดยยืนยันว่าคณะกรรมการอำนวยการฯของกห. ที่มีพลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานร่วมด้วย ผบ.เหล่าทัพ และ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น จะมานั่งฟังตัวแทนพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆพูดนั้นจะรับฟังอย่างเดียว โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ แค่ขอเพียงว่าอย่าพูดนอกกรอบ หรือนอกประเด็นใน 10 หัวข้อที่เรากำหนดไว้. เพราะทหารเราถือเป็นคนกลางไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งอย่างที่ว่ากันเพราะทหารในที่สุดก็ต้องมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนักการเมืองที่จะมาเป็นรัฐบาลในอนาคตหลังการเลือกตั้ง
"เราเชิญมาพูดคุย มาบอกว่าตัองการอะไร ฟังความเห็นของแต่ละพรรค เพื่อกลั่นกรองมาเป็นความเห็นร่วม ไม่ใช่ให้มากอดคอ จูบปากกันซะเมื่อไหร่ เพื่อให้มีกติการ่วมกันในการอยู่อย่างสงบสุข
อย่าห่วงว่าเราจะทำอะไรนอกลู่นอกทางเพราะเราได้คิดแล้วว่าเป็นไปได้ คนมีกติกาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผมเชื่อว่าทุกอย่างเดินไปได้
"ผมจึงต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชน มีความสำคัญมาก ในการสร้าง สร้างการรับรู้ให้ประชาชนว่านายกรัฐมนตรีและผมกระทรวงกลาโหมต้องการให้เกิดความปรองดองกันจริงๆภายในประเทศ"
ส่วนเหล่าทัพมีความตั้งใจจริงที่ต้องการจะให้เกิดความสงบและเดินไปข้างหน้า ให้เกิดความมั่นคงในประเทศ
ทั้งนี้ เพราะนายกฯมอบให้กห.ดำเนินการเรื่องความปรองดอง หลังจากที่ผมคิดแล้วนำไปปรึกษานายกฯ ท่านเห็นว่า เป็นไปได้สูง จึงมอบหมาบให้ผมดำเนินการ ซึ่งนอกจากรับฟังความเห็นจากนักการเมือง กลุ่มการเมือง แล้ว เราก็จะเชิญ นักธุรกิจ และนักวิชาการมาให้ข้อคิดเห็น ด้วย เพราะกองทัพเราตัองการให้เกิดความมั่นคงจริงๆ

กลาโหม Open House...



กลาโหม Open House...
บิ๊กป้อม แอ่นอก โปร่งใส ถามได้ทุกคน แม้แต่ซื้ออาวุธ ขอสื่ออย่ามโน และร่วมหนุน ปรองดอง โอด สู้กับนักข่าวตลอด หากพลาด ก็โดนรุม
บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร Open House เปิดกลาโหม ให้สื่อ ระดับ บรรณาธิการ หัวหน้าข่าว และนักข่าว คุยกับ บิ๊กทหาร ปลัดกห.ผบ.สส. ผบ.เหล่าทัพ 5เสือ ยันระดับเจ้ากรมฯ เผยให้ถามได้ทุกเรื่อง แม้แต่จัดซื้ออาวุธ ยันโปร่งใส ไม่มีปิดบัง เพราะเราดำเนินการแบบโปร่งใส มีคณะกรรมการ และเป็นการเสนอจากข้างล่างขึ้นมา ไม่ใช่Top down.และต้องไม่มีความขัดแย้ง ถ้าอยู่ในอำนาจผม ผมเซ็นให้เลย ขอแต่โปร่งใส
วันนี้ให้นักข่าวมารู้จัก นายทหารชั่นผู้ใหญ่ ถามได้เลย ไม่ใช่มาไล่ถาม แต่ผม เพราะตลอด2ปีที่ผ่านมา ก็สู้แต่กับนักข่าว ที่ตามสัมภาษณ์ทุกวัน ก็ต้องมีพลาด เข้าสักวัน พอพลาด ก็โดนรุม
แต่ขอนักข่าว อย่ามโน ถามเรื่อง "ถ้า-สมมุติ"ผมตอบเรื่องจริง ทั้งนั้น ไม่มีปิดบัง
ขอบคุณสื่อมางาน ขอสื่อร่วมสนับสนุน กระบวนการสร้างสามัคคีปรองดอง เพราะสื่อมีบทบาทสำคัญ ในการสร้างความรับรู้ให้ประชาชน

ข่าว23/1/60

สถานการณ์ข่าว

ทำเนียบรัฐบาล ปรับภูมิทัศน์ใหม่เสริมอ่างบัว สวนหย่อม ข้างตึกไทยคู่ฟ้า และหน้าตึกบัญชาการ 10 กระถาง

บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลเช้าวันนี้ มีการปรับภูมิทัศน์ใหม่ โดยมีการนำอ่างบัวสีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร สูง 60 เซนติเมตร จำนวน 10 ใบ ปลูกบัวสีม่วงและสีเหลือง ไว้ที่สวนหย่อม ด้านข้างตึกไทยคู่ฟ้า สวนหย่อม ด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 สวนหย่อมบริเวณศาลพระภูมิและศาลตายาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพราะดอกบัวถือเป็นดอกไม้มงคลประจำพุทธศาสนา ทำให้มีความร่มเย็นเป็นสุข

ทั้งนี้ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า เป็นการตกแต่งสถานที่ให้มีความสวยงาม ขณะที่ นายภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสชื่อดัง กล่าวว่า วิธีปลูกบัวสีที่ทำเนียบรัฐบาล
ไม่น่าจะเกี่ยวกับการปรับฮวงจุ้ย หรือเสริมดวง เพราะด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า มีคลองเปรมประชากร และด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ก็มีคลองน้ำไหลผ่านอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเสริมฮวงจุ้ยด้วยกระถางบัว
-------
อนุฯ พิจารณาศึกษาสร้างความปรองดองทางการเมืองนัดประชุมครั้งแรก หารือหลักการสร้างปรองดอง

ความเคลื่อนไหวที่รัฐสภา เช้านี้ ร้อยเอกทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีคำสั่งงดการประชุม สปท. ในวันจันทร์ที่ 23 และวันอังคารที่ 24 มกราคม 2560 เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติงานด้านการปฏิรูปในชั้นกรรมาธิการสามัญชุดต่างๆ โดยในเวลา 10.00 น. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ซึ่งวันนี้ เป็นการประชุมนัดแรก

ที่อาคารรัฐสภา 2 ห้อง 215-216 ชุดที่มีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาเรื่องการกำหนดกรอบและแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ รวมถึงการกำหนดวัน เวลาการประชุมคณะกรรมาธิการ ทั้งนี้ การตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ สืบเนื่องสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังนั้น เพื่อให้เกิดการคลี่คลายประเด็นปัญหาและป้องกันปัญหาความขัดแย้งไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก จึงต้องมีการพิจารณาศึกษาให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูป
--------------
"สังศิต" นำถกอนุฯ กมธ. ศึกษาปรองดองนัดแรก คาดจบใน 1 เดือน - พท. ปชป. กปปส. นปช. ส่งคนร่วม

การประชุมนัดแรกของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองทางการเมือง ในคณะกรรมาธิการการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เพื่อวางหลักการ ขอบเขต และระยะเวลาการทำงาน โดย นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ทำหน้าที่ประธาน คาดว่า การวางกรอบการทำงานจะแล้วเสร็จภาย 1 เดือน ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ทำหนังสือไปยังพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองเพื่อขอความเห็น และข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองทางการเมือง เป็นเอกสาร โดยขอรับขอมูลภายในวันที่  31 มกราคมนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษา เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการต่อไป

สำหรับการประชุมในวันนี้ จะมีสมาชิก สปท. ซึ่งเป็นตัวแทนจากฝ่ายการเมืองต่าง ๆ มาร่วมประชุมในฐานะอนุกรรมาธิการ อาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ จากพรรคเพื่อไทย, นายสมพงษ์ สักวี จาก นปช., นายกษิต ภิรมย์ จากพรรคประชาธิปัตย์, นายนิกร จำนง จากพรรคชาติไทยพัฒนา, นายวิทยา แก้วภารดัย จาก กปปส., พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ตัวแทนคนนอกจากสถาบันพระปกเกล้า
----------------
รองเลขาฯ คสช. กำชับทุกหน่วยเตรียมความพร้อมงานพระราชพิธีพระบรมศพ ศึกษาโบราณราชประเพณี จัดเตรียมองค์ประกอบต่าง ๆ ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด 

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า วันนี้ พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยได้เน้นย้ำภารกิจสำคัญเตรียมงานพระราชพิธีพระบรมศพ โดยให้ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมงานพระราชพิธีในด้านต่าง ๆ ศึกษาโบราณราชประเพณี จัดเตรียมองค์ประกอบต่าง ๆ ให้มีความสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการในบางส่วนแล้ว อาทิ การปรับสถานที่ การบวงสรวงขอขมา "ราชรถ-ราชยาน" ก่อนการบูรณะ และการจัดเตรียมบุคลากรเป็นต้น
--------------
คสช. พร้อมสนับสนุน รบ. เดินหน้าสร้างความปรองดอง เร่งรัดจัดระเบียบสังคมให้เข้มข้นเพื่อประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กำชับให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ยังคงกำกับดูแลและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในการจัดระเบียบสังคม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์และมีความปลอดภัย โดยเฉพาะงานเร่งด่วน อาทิ การจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ, วินจักรยานยนต์รับจ้าง, ป้องปรามการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะ, ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ให้ปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ ตรวจสอบรถบรรทุกไม่ให้มีการบรรทุกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

นอกจากนี้ รองเลขา คสช. ยังได้ กล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งมี 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ การรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง การรวบรวมข้อคิดเห็น การหาข้อยุติร่วมกันและทำสัญญาประชาคม โดยยืนยันรัฐบาลมีความตั้งใจจริงต่อการขับเคลื่อนตามแนวทางดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้สังคมไทยมีความสงบสุขและร่วมกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ทั้งนี้ คสช. จะใช้กลไกของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ในการช่วยสร้างการรับรู้และเผยแพร่แนวทางการสร้างความสามัคคีปรองดองให้ประชาชนและส่วนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้รับทราบ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนตามแนวทางของแต่ละฝ่ายต่อไป
-------------
พล.อ.ประวิตร พร้อม ผบ.เหล่าทัพ ให้การต้อนรับสื่อมวลชน เพื่อสานสัมพันธ์พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน  

ความเคลื่อนไหวที่กระทรวงกลาโหมในวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ให้การต้อนรับสื่อมวลชน ทั้งบรรณาธิการข่าว ผู้สื่อข่าวสายทหารจากทุกสำนัก ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อสานสัมพันธ์และพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งกิจกรรมกลาโหมพบสื่อนั้น ได้จัดขึ้นในทุกปี ซึ่งปีนี้มีความพิเศษ เพราะได้เชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพ มาร่วมด้วย แต่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ติดภารกิจต่างประเทศไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้
-----------
พล.อ.ประวิตร มั่นใจแนวทางสร้างความปรองดอง จะประสบความสำเร็จเร็จ ยืนยันจัดซื้ออาวุธโปร่งใส 

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนานกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ โดยยืนยันว่า ทุกอย่างอย่างโปร่งใสเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด และเมื่อจัดซื้อแล้วจะมีขั้นตอนในการตรวจรับ โดยเน้นว่าการจัดซื้อของทุกเหล่าทัพต้องไม่มีปัญหาความขัดแย้ง

พร้อมกันนี้พลเอกประวิตร กล่าวถึงสร้างความปรองดองว่า ได้พูดคุยกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีโดยตลอด และจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทั้งพรรคการเมือง ประชาชน นักธุรกิจ นักวิชาการ มาร่วมให้ข้อมูลว่าอยากให้ประเทศนี้เป็นอย่างไร ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการได้จริงปละประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมมีความตั้งใจที่อยากทำงานความมั่นคงให้ดีที่สุด หากประเทศมีความมั่นคง จะสามารถเดินหน้าทุกอย่างได้อย่างสร้างสรรค์อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข จึงอยากขอความร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้
--------------
"มีชัย" ยืนยัน ได้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติคืนมาแล้ว อุบแจงข้อสังเกต รอปรับแก้ไขกรอบ 30 วัน

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้รับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญ และข้อสังเกตกลับคืนมาแล้ว ส่วนรับพระราชทานกลับคืนมาวันไหน และจะเริ่มนับกรอบ 30 วัน ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ต้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจงด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน ยอมรับว่า ได้เห็นข้อสังเกตบางส่วนแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยรัฐบาล และคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษ จะช่วยการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษ ในเย็นวันนี้ จะมีความชัดเจนเรื่องกรอบเวลา และกรอบการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามข้อสังเกตที่ได้รับพระราชทานมา
-----------
"วิษณุ" แจงโครงสร้าง คกก.บริหารราชการแผ่นดินตามกรอบปฏิรูป มี นายกฯ เป็นประธาน ไม่จำเป็นต้องตั้งอนุฯ เหมือนชุดอื่น ๆ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงส่วนงานรับผิดชอบในคณะกรรมการย่อย ของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ และสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า เบื้องต้นรับผิดชอบในส่วนของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ชุด โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการเหมือนชุดอื่น ๆ เนื่องจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว เป็นรัฐมนตรีทั้งหมด โดยจะมีการกลั่นกรองงานที่เป็นปัญหา มีข้อขัดแย้งไม่อาจบูรณาการได้ระหว่างหลายกระทรวง ไม่ว่าจะติดขัดในเรื่องทางกฎหมาย บุคลากร งบประมาณ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ลดขั้นตอนในการทำงาน ก่อนที่จะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมามีคณะทำงานอยู่แล้ว แต่เนื่องจากไม่เป็นระบบจึงต้องตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาพิจารณา
-------
"วิษณุ" เผย ร.10 พระราชทาน ร่าง รธน. ฉบับประชามติคืนมาให้แก้ไขแล้ว เร่งทำตามกรอบ 30 วัน ครบกำหนด 18 ก.พ.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่า ได้รับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญคืนมาเพื่อแก้ไขตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการที่จะปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีกรอบเวลาในการแก้ไข จนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ในเวลา 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นี้
-------------
"สังศิต" เผย ผลถกอนุกรรมาธิการปรองดอง วางกรอบงาน 2 เดือน ยึดโมเดลป๋าเปรม ขณะมั่นใจลดขัดแย้งได้

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองทางการเมือง ในคณะกรรมาธิการการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงผลการประชุมนัดแรกวันนี้ว่า ได้กำหนดเป้าหมายการทำงาน ที่จะทำให้ความขัดแย้งระหว่างพรรคและกลุ่มการเมืองยุติลง ทำให้เลิกอคติ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเบื้องต้นอนุกรรมาธิการ จะนำนโยบายและมาตรการ 66/23 และ 66/25 ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาเป็นหลักการการทำงานพร้อมเชื่อว่า การประกาศนโยบายปรองดองของรัฐบาล จะลดความตึงเครียดสถานการณ์ทางการเมืองลงได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางการทำงานของอนุกรรมาธิการฯ จะใช้เอกสารจาก 9 คณะ ที่เคยศึกษาเรื่องความปรองดองมาก่อน มาต่อยอด รวมไปถึงได้ส่งจดหมายไปยังพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย กลุ่ม นปช. และ กปปส. ขอให้ทำเอกสารความเห็นที่เป็นทางการส่งกลับมาภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งกรอบการทำงานของอนุกรรมาธิการฯ จะใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน ก่อนเสนอสู่ที่ประชุม สปท.
/////////
"วิษณุ" รอผลสอบทุจริตซื้ออะไหล่การบินไทย ยัน นายกฯ ไม่ได้สั่งการเร่งรัดตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการตรวจสอบบริษัท โรลส์ - รอยซ์ ติดสินบนการบินไทย จัดซื้อจัดจ้างอะไหล่เครื่องยนต์การบินไทย ปี 2534 - 2548 สมัยที่เป็นรองนายก
รัฐมนตรี ในรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร ว่า ส่วนตัวจำรายละเอียดไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอให้การบินไทยรวบรวมข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง โดยไม่ใช่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอาผิดและเรื่องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลมาให้ตนเอง แต่ต้องส่งข้อมูลไปยังรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและรายงานให้รัฐบาลรับทราบ

ขณะเดียวกัน การบินไทย ไม่มีอำนาจในการขอข้อมูล จากสำนักงานต่อต้านการทุจริตของประเทศอังกฤษ แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของ
ไทย ที่จะประสานขอข้อมูล ซึ่งรัฐบาลจะรอข้อมูล จาก ป.ป.ช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อดูความเชื่อมโยง ว่ามีการจ่ายสินบนให้ใคร

อย่างไรก็ตาม นายวิษณุ กล่าวยืนยันว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการใด ๆ เป็นเรื่องของหน่วยงานที่จะตรวจสอบ อีกทั้งการขอเอกสารจาก โรลส์-รอยซ์ ถือว่าทำได้ยาก เพราะเป็นเรื่องลับ ที่ต้องขอจากสำนักงานต่อต้านการทุจริตของประเทศอังกฤษ
-----------------

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

สินบน 'โรลส์-รอยซ์'

บันลือโลกครับ!!!
สำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ (Serious Freud Office (SFO) ตีแผ่ว่า ได้ตรวจสอบ บริษัท โรลส์-รอยซ์ ในข้อหาคบคิดทุจริต ตกแต่งบัญชี และไม่มีการป้องกันการจ่ายสินบนในการทำธุรกิจ
เป็นการตรวจสอบครั้งใหญ่ที่สุดของ SFO ซึ่งต้องใช้เงินดำเนินการถึง ๑๓ ล้านปอนด์ หรือกว่า ๕๖๕ ล้านบาท
ด้านกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ แถลงเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคมที่ผ่านมาว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับว่าได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทพลังงานของรัฐในหลายประเทศ
เช่น คาซัคสถาน, บราซิล, อาเซอร์ไบจาน, แองโกลา, อิรัก, จีน และไทย
โฟกัสมาที่ประเทศไทย การซื้อขายเครื่องยนต์รุ่น T-๘๐๐ เพื่อติดตั้งในเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง ๗๗๗ ของการบินไทยมีการจ่ายเงินสินบน จำนวน ๓ ครั้ง รวม ๑,๒๒๓ ล้านบาท
ครั้งที่ ๑ เกิดขึ้นในการจัดซื้อ ระหว่างวันที่ ๑ มิ.ย.๒๕๓๔ - ๓๐ มิ.ย.๒๕๓๕
โรลส์-รอยซ์ จ่ายค่านายหน้าคนกลางให้หน่วยงานหนึ่งเป็นเงิน ๑๘.๘ ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว ๖๖๓ ล้านบาท) และเงินดังกล่าวมีการนำไปให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานของการบินไทย เพื่อช่วยให้โรลส์-รอยซ์ ชนะการเสนอขายดังกล่าว
ครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๑ มี.ค.๒๕๓๕ - ๓๑ มี.ค.๒๕๔๐
โรลส์-รอยซ์ จ่ายเงิน ๑๐.๓๘ ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว ๓๓๖ ล้านบาท) ให้นายหน้าคนกลาง ซึ่งนำเงินดังกล่าวบางส่วนไปให้พนักงานการบินไทย
และครั้งที่ ๓ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๑ เม.ย.๒๕๔๗ - ๒๘ ก.พ.๒๕๔๘
โรลส์-รอยซ์ จ่ายเงินให้กับคนกลาง ๗.๒ ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว ๒๕๔ ล้านบาท) ซึ่งมีเงินบางส่วนตกไปสู่เจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานของการบินไทย
ใครงาบไปบ้าง กลุ่มบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการจ่ายเงินสินบนเป็นพวกไหน จับข่าวสารจากหลายสำนักมายำรวมกัน ก็พอเห็นเค้าลางครับ
กลุ่มที่ได้เงินจากการจ่ายสินบนครั้งที่ ๑ ประกอบด้วย ๑.นายหน้าคนกลาง ๒.หน่วยงานแห่งหนึ่ง ๓.เจ้าหน้าที่รัฐ ๔.พนักงานการบินไทย
จ่ายสินบนครั้งที่ ๒ มี ๑.นายหน้าคนกลาง ๒.พนักงานการบินไทย
และการจ่ายสินบนครั้งที่ ๓ กลุ่มที่รับเงินไปมี ๑.นายหน้าคนกลาง ๒.เจ้าหน้าที่รัฐ ๓.พนักงานการบินไทย
ทีนี้ไปดูว่า เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานการบินไทย ในช่วงเวลาที่ถูกระบุถึงนั้น ใครอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใดบ้าง แบ่งเป็น ๓ ช่วงเวลา
ช่วงแรก
นายวีระ กิจจาทร เป็นดีดีการบินไทย ปี ๒๕๓๑-๒๕๓๕
พล.อ.อ.วรนาถ อภิจารี ผบ.ทอ. เป็นประธานบอร์ด ปี ๒๕๓๑-๒๕๓๒
พล.อ.เกษตร โรจนนิล ผบ.ทอ. เป็นประธานบอร์ด ปี ๒๕๓๒-๒๕๓๕
ช่วงที่สอง
นายฉัตรชัย บุญญะอนันต์ เป็นดีดีการบินไทย ปี ๒๕๓๕-๒๕๓๖
พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์ ผบ.ทอ. เป็นประธานบอร์ด ปี ๒๕๓๕-๒๕๓๖
นายธรรมนูญ หวั่งหลี เป็นดีดีการบินไทย ปี ๒๕๓๖-๒๕๔๓
พล.อ.อ.ม.ร.ว.ศิริพงษ์ ทองใหญ่ เป็นประธานบอร์ดการบินไทยตั้งแต่ปี ๒๕๓๖-๒๕๓๙
นายมหิดล จันทรางกูร ปลัดกระทรวงคมนาคม มาดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดการบินไทย ช่วงระหว่างธันวาคม ๒๕๓๙ - พฤศจิกายน ๒๕๔๓
ช่วงที่สาม
นายกนก อภิรดี ดีดีการบินไทย ปี ๒๕๔๕-๒๕๔๙
นายทนง พิทยะ ประธานบอร์ด มิถุนายน ๒๕๔๕ - มีนาคม ๒๕๔๘
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ฉะนั้นต้องไปดูด้วยว่า เจ้าหน้าที่รัฐอีกประเภทคือ รัฐมนตรีคมนาคมในช่วงเวลาดังกล่าวมีใครบ้าง
นายนุกูล ประจวบเหมาะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระหว่าง 2 มีนาคม ๒๕๓๔ - ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๕
นายบรรหาร ศิลปอาชา ระหว่าง ๗ เมษายน๒๕๓๕ - ๙ มิถุนายน ๒๕๓๕
นายนุกูล ประจวบเหมาะ ระหว่าง ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๕ - ๒๒ กันยายน ๒๕๓๕
พันเอกวินัย สมพงษ์ ระหว่าง 23 กันยายน ๒๕๓๕ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๗
นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ระหว่าง ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๗ - ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ระหว่าง ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๘ - ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ระหว่าง ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ - ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ระหว่าง ๓ ตุลาคม ๒๕๔๕ - ๒ สิงหาคม ๒๕๔๘
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล ระหว่าง ๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ - ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
เบื้องต้น ไม่ได้หมายความว่าท่านเหล่านี้รับสินบนนะครับ
เพราะผลสอบไม่ได้ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับไหน แต่เป็นข้อมูลให้รับรู้ว่า ณ ช่วงเวลาที่ว่านี้ ใครมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานการบินไทยบ้าง
จึงถือว่าทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
แต่คนโกงมีแน่!!!
แม้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาดูเรื่องนี้แล้ว ก็ยังตอบยากครับว่า จะจับมือใครดมได้หรือไม่
ยกเว้นจะมีการเปิดรายชื่อโดย บริษัท โรลส์-รอยซ์
คอร์รัปชันเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่อง เพราะคนโลภมันเยอะ!
หากจะปราบโกงกันจริงจัง บอร์ดการบินไทยชุดปัจจุบัน ท่านมีเรื่องต้องทำครับ
ใครคือนายหน้าคนกลางในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งแน่นอนว่า...การบินไทยต้องรู้ เป็นหน้าที่ท่านต้องให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช. และ สตง.
และนับจากนี้ไป การจัดซื้อไม่ควรผ่านคนกลางอีกต่อไป
ลองไปดูซิครับว่าสายการบินใหญ่ๆ เขาใช้วิธีไหน และเขาทำอย่างไรถึงได้ใสสะอาด ไม่มีเรื่องโกงมารบกวนใจ
อย่าลืมนะครับ บริษัท โรลส์-รอยซ์ ค้าขายกับสายการบินทั่วโลก แต่ที่มีปัญหาก็สายการบินประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องคอร์รัปชันทั้งนั้น
รวมไทยเราด้วย
โรลส์-รอยซ์ เข้ามาตั้งสำนักงานส่วนภูมิภาคที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ ๒๕๓๒ เสียด้วยซ้ำ ก็ยังมีความพยายามซื้อขายผ่านคนกลาง
ที่บ่นซื้อเครื่องบินแล้วทำให้ขาดทุนหนัก ก็ลองกลับไปพิจารณาดูว่า เงินหล่นไปที่ไหนบ้าง แล้วต้องแก้ไขอย่างไร
ไปดูสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันไทยปี ๕๙ กันหน่อยครับ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดตัวเลขมาวานนี้ (๑๙ มกราคม)
โดยภาพรวมแล้วถือว่าดีขึ้น และดีที่สุดในรอบ ๖ ปีที่ผ่านมา
พบว่ามีอัตราการจ่ายเงินใต้โต๊ะลดลง จากเดิมที่เคยจ่าย ๒๕-๓๕% คิดเป็นมูลค่ากว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเพียง ๑๕% หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท
นั่นทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณรายจ่ายไปได้กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เขาคำนวณว่าการลดเรียกเงินสินบนทุกๆ ๑% ส่งผลให้ลดการคอร์รัปชันลง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท
จะชมรัฐบาล คสช.ว่าขจัดคอร์รัปชันได้ผล มันพูดไม่เต็มปากครับ
ใต้โต๊ะจาก ๓๕% มาเหลือ ๑๕% ลดลงก็จริง แต่ถามว่าน่าพอใจหรือไม่
๑๕% หรือ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันมหาศาลเกินไป
เป็นตัวเลขที่ไม่สามารถยอมรับได้ครับ
นี่ถ้าหยุดโกง ๕ ปี สามารถสร้างรถไฟความเร็วสูงได้ครบทุกเส้นทาง เหนือ ใต้ ออก ตก มีใช้หมด
บอกตรงๆ ฟัง นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงแล้วอยากร้องไห้
"ปี ๕๘ รัฐบาลยังไม่ได้มีโครงการขนาดใหญ่ออกมา ขณะเดียวกันได้เริ่มต้นมีโครงการปราบปรามทุจริตต่างๆ ก็เหมือนหมูกลัวน้ำร้อน จึงหยุดพฤติกรรมทุจริตไปก่อน ต่อมาปี ๕๙ รัฐบาลเริ่มมีโครงการต่างๆ ออกมา ขณะที่หมูเริ่มคุ้นกับน้ำอุ่นแล้ว แต่ปี ๖๐ นี้ ดูเหมือนว่าหมูจะวิ่งสู้ฟัด เพื่อให้ได้งานต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังทยอยออกมาในปีนี้”
นั่นซิครับ...เกรงว่าใต้โต๊ะที่ลดลงมามันเป็นแค่ปรากฏการณ์เทียมเท่านั้น
ของจริงกำลังจะกลับมา?.
ผักกาดหอม

สินบน"โรลส์-รอยซ์" -ปรองดอง-ทรัมป์

สินบน"โรลส์-รอยซ์" 

ปตท. ตั้งกรรมการสอบจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ที่ใช้เครื่องยนต์ "โรลส์-รอยซ์" รายงานบอร์ดใน 30 วัน  

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับอากาศยาน
และเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมรายใหญ่ของประเทศอังกฤษ ได้เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทพลังงานของรัฐในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยในช่วงปี 2543 - 2556 (ค.ศ.2000-2013) นั้น ขณะนี้ ปตท. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่าง ๆ ที่มีการใช้เครื่องยนต์ของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทภายใน 30 วัน

ปตท. ขอยืนยันที่จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส ภายใต้หลักธรรมาภิบาลของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ทั้งนี้ จะรายงานความคืบหน้าเป็นระยะต่อไป
-------------
รมว.กต. รอความชัดเจนปมโรลส์-รอยซ์ ก่อนชี้แจงให้ต่างประเทศทราบ - ชี้นายกฯ ยังไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ 

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีบริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ ว่า ได้มีการจ่ายสินบนในหลายประเทศที่ได้ทำการซื้อขายเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ รวมถึงประเทศไทยในระหว่าง ปี พ.ศ. 2534-2548 ว่า ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน และรอการตรวจสอบ เนื่องจากรัฐบาลเป็นรัฐบาลที่โปร่งใสมีธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะพิจารณาว่าจะมอบให้ดำเนินการอย่างไร อาจจะให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบหรือให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะต้องดูเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับภาครัฐ ส่วนจะมีการชี้แจงให้กับต่างประเทศเข้าใจธรรมาภิบาลของไทยอย่างไรนั้น จะต้องมีความชัดเจนก่อน เพราะขณะนี้ข้อมูลตัวเลขในแต่ละที่ยังต่างกัน

ทั้งนี้ เมื่อมองในภาพรวมจะกระทบต่อประเทศหรือไม่นั้น นายดอน ระบุว่า อะไรที่ไม่ดีงามก็ไม่เป็นมงคลอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้ากระจ่างชัดก็จะเป็นประโยชน์ แต่อาจจะไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหาก็ได้ ดังนั้น จึงต้องรอข้อมูลและการตรวจสอบ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ
------------
พล.อ.อนันตพร ปฏิเสธตอบสื่อ กรณีบริษัทพลังงานเกี่ยวข้องรับสินบน บริษัท โรลส์-รอยซ์ พร้อมแสดงท่าทีไม่พอใจ

บรรยากาศที่กระทรวงพลังงาน ภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งได้รอสัมภาษณ์ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับกรณีที่มีกระแสข่าวว่า บริษัทโรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับอากาศยานและเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมรายใหญ่ของประเทศอังกฤษ ได้เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทพลังงานของรัฐในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยในช่วงปี 2543 - 2556

ทั้งนี้ พล.อ.อนันตพร ได้ปฏิเสธตอบคำถามกับสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าว พร้อมแสดงความไม่พอใจที่สื่อมวลชนขึ้นมาดักรอบริเวณหน้าลิฟต์โดยสาร ชั้น 25 ซึ่งเป็นชั้นทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมว่ากล่าวสื่อมวลชน "ขึ้นมาได้อย่างไร ใครอนุญาตปล่อยให้ขึ้นมา" พร้อมหันไปถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ว่าใครปล่อยให้สื่อมวลชนขึ้นมาจะทำการสอบสวน ไม่มีมารยาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าก่อนการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งให้ผู้บริหาร บมจ. ปตท. รายงานกรณีดังกล่าวแล้ว
-----------
กระทรวงพลังงาน ยัน ไม่ก้าวก่ายกรณีบริษัทพลังงานเกี่ยวข้องรับสินบน บริษัท โรลส์-รอยซ์

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและเเผนพลังงาน (สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เบื้องต้นทราบว่าในช่วงเย็นวันนี้ (20 ม.ค.) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เตรียมจะออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีที่มีกระแสข่าวว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับอากาศยานและเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมรายใหญ่ของประเทศอังกฤษ ได้เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทพลังงานของรัฐในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยในช่วงปี 2543 - 2556 ซึ่งกระทรวงพลังงาน จะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องดังกล่าว เนื่องจาก ปตท.สผ. เป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทุกอย่างต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกและกระบวนการกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงบริษัท ปตท. จำกัด มหาชน เช่นกันที่ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อทั้งสองบริษัทตรวจสอบได้ข้อสรุปแล้ว คาดจะรายงานให้กระทรวงพลังงานทราบเร็ว ๆ นี้ ในฐานะที่เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัด
----------
"วัฒนา" โพสต์เฟซบุ๊ก บอกคณะรัฐมนตรียุค "ทักษิณ" ไม่เกี่ยวข้องปมโรลส์-รอยซ์ จี้เร่งหาผู้ได้รับผลประโยชน์

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Watana Muangsook" ว่า สำนักข่าวอิศรา เสนอข่าวที่ศาลสหราชอาณาจักรสั่งปรับบริษัท โรลส์-รอยซ์ จากการติดสินบนในการขายเครื่องยนต์ให้การบินไทย รวม 3 ครั้ง สองครั้งแรกเกิดก่อนตนเป็นรัฐบาล ส่วนครั้งที่สามเกิดในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย (ปี 2547 - 2548) อ้างว่ามีการจ่ายเงินจำนวน 254 ล้านบาท ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานการบินไทย เพื่อซื้อเครื่องบินไอพ่น ลอต 3 โดยพาดพิงว่าได้มีการไปพูดคุยและกินข้าวกับรัฐมนตรีเพื่อให้ ครม. อนุมัติสัญญา นั้น ขอเรียนว่าการบินไทยเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ เรื่องคุณสมบัติของเครื่องยนต์เป็นเรื่องทางเทคนิคของการบินไทยที่จะเป็นผู้กำหนดและเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเอง โดย ครม. ไม่มีอำนาจไปอนุมัติ เรื่องนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ครม. ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวกตน ส่วนจะมีใครได้ส่วนแบ่งบ้างก็ช่วยกันหาให้เจอ
--------------
"ชูวิทย์" บุกสภา ร่ำลาสื่อ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเอาจริงปราบทุจริต ปมรับสินบนโรลส์-รอยซ์ แฉ อักษร ก. มีเอี่ยว

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย เดินทางมาเยี่ยมสื่อมวลชนประจำรัฐสภา เพื่ออำลาวงการการเมืองถาวร ก่อนไปทำหน้าที่สื่อมวลชนเต็มตัว โดย นายชูวิทย์ เรียกร้องให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังปราบปราบเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะกรณีหน่วยงานรัฐของไทยรับสินบน จากบริษัท โรลส์-รอยซ์ ตามที่บริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อศาลสหราชอาณาจักร พร้อมเปิดข้อมูลมีบุคคลที่มีอักษรพยัญชนะไทยตัวแรกหรือ ก. มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ 3 กลุ่ม คือ หน่วยงานรัฐ สายการบินระดับชาติ และนายหน้า ซึ่งตามธรรมเนียมจะมีค่าประสานงานด้วย ขณะเดียวกัน เสนอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกกฎหมายกำหนดเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนในกรณีผู้กระทำความผิดยอมรับผิดในคดีทุจริตด้วย

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังนำวิทยุทรานซิสเตอร์มาเปิดและระบุว่า จะนำไปบริจาคที่กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนแนวคิดของรัฐบาลที่จะแจกประชาชนในช่วงวิกฤติน้ำท่วมด้วย

/////////////
ปรองดอง

เลขาฯ ป.ย.ป. เข้าพบ สนช. หารือแนวทางการปรองดอง คาดสัปดาห์หน้าชัดโครงสร้าง

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. เดินทางเข้าพบ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 และ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 เพื่อหารือถึงกรอบและแผนการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความปรองดอง รวมถึงโครงสร้างของ ป.ย.ป. ให้มีความชัดเจนขึ้น โดยคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กรรมาธิการการเมือง ของ สนช. ได้ยกร่างพระราชพระราชบัญญัติอำนวยความยุติธรรมไว้ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนช่วยเหลือในการสร้างความปรองดองได้ แต่ที่สุดแล้วควรจะต้องนำข้อเสนออื่น ๆ มาร่วมพิจารณาด้วย
-----------------
"พล.อ.ประวิตร" ฟังปรองดองทุกฝ่าย คาดสัปดาห์หน้าได้ชื่อ คกก. - ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกระแสตอบรับจากต่างประเทศเกี่ยวกับคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่า ทุกคนอยากให้เกิดความปรองดอง เพราะหากเกิดขึ้นได้ ประเทศก็จะสงบและเดินหน้าไปได้ ส่วนรายชื่อคณะกรรมการนั้นคาดว่าจะเปิดเผยรายชื่อได้ภายในสัปดาห์หน้า ขณะที่สัดส่วนตำรวจ ทหาร ที่จะเข้ามานั้น ส่วนตัวมองไม่เป็นปัญหา เพราะทุกคนเป็นกลาง และทหารไม่เคยขัดแย้งกับใคร

ขณะที่การประสานกับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองนั้น ส่วนตัวไม่ได้ติดต่อหรือประสานใครเป็นพิเศษ แต่ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้พิจารณาว่าจะเชิญใครเข้ามาให้ความเห็นบ้าง โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองทุกฝ่าย ส่วนการปลดล็อกให้พรรคการเมืองจัดการประชุมพรรค เพื่อให้มีมติพรรคมานำเสนอนั้น ยังไม่จำเป็น เพราะส่วนตัวไม่ได้ขอมติพรรค แต่ต้องการความคิดเห็นของคนทั้งหมด เพื่อให้รวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะใช้เวลาในการรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดภายใน 3 เดือน และจะเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบต่อไป แล้วจึงจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
----------
"สุรชัย" เผย เตรียมปรับโครงสร้าง กก.วิป 3 ฝ่าย, 2 ฝ่าย ขับเคลื่อนงานปฏิรูป - ปรองดอง ให้เป็นรูปธรรม ยืนยัน สนช. พร้อมให้ความร่วมมือ ป.ย.ป.

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่ 1 เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. เดินทางเข้าพบ สนช. ว่า เบื้องต้นได้มีการหารือถึงวิธีแนวทางการปฏิรูปประเทศ การกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดองตามนโยบายที่ ป.ย.ป. กำหนด โดยจะมีการประชุมในระดับผู้แทนแต่ละฝ่าย ทั้ง สนช., สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. และรัฐบาลอีกครั้ง ที่ทำเนียบรัฐบาล และจะปรับโครงสร้างของกรรมการในวิป 3 ฝ่าย และวิป 2 ฝ่าย เพื่อให้กระชับขึ้น และให้งานทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป และการสร้างปรองดอง สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน นายสุรชัย ยังยืนยันว่า สนช. พร้อมให้ความร่วมมือการทำงานของ ป.ย.ป. โดยในเบื้องต้น นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. จะไปร่วมเป็นคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และตนเอง จะร่วมเป็นคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์
----------
"ยิ่งลักษณ์" พร้อมปรองดองเพื่อประโยชน์ชาติ ขอเป็นกลางเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการสร้างความปรองดองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ว่า ยินดีสนับสนุนการสร้างความปรองดองเพื่อประโยชน์ชาติแลประชาชน แต่จะต้องอยู่พื้นที่ของความเป็นกลางและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตามหลักกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และหลักสากล ส่วนคณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) อยากให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน และควรเปิดบุคคลที่มีความเป็นกลาง นักวิชาการ หรือบุคคลที่สังคมยอมรับเข้ามามีส่วนร่วม

ส่วนกระบวนการสร้างความปรองดองจะส่งผลให้ต้องเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งหรือไม่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ มองว่าเร็วไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้
-----------------
"พรเพชร" เผยหารือ เลขา ป.ย.ป. แบ่งงาน ชี้อำนาจนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการ 4 คณะ หวังเป็นรูปธรรม

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เปิดเผยผลการหารือร่วมกับ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ว่า เป็นขั้นตอนก่อนที่จะตั้งคณะทำงาน 4 คณะ ตามอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้รีบดำเนินการ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการหาข้อยุติ ทั้งนี้ นายพรเพชร กล่าวว่า ตนเองจะอยู่ร่วมทั้ง 3 คณะ และมีรองประธาน สนช. ร่วมคณะด้วย เพื่อเป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งแต่ละภาคส่วน จะไปดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบ โดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะทำงานด้านปฏิรูปเป็นหลัก และเสนอแผนเข้ามา ให้ สนช. เห็นชอบออกเป็นกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า จะสามารถคาดหวังได้ในเรื่องของการปฏิรูป ส่วนด้านยุทธศาสตร์ชาติ สนช. มีส่วนเกี่ยวข้องมากในส่วนของการออกกฎหมาย ส่วนเรื่องความปรองดอง กฎหมายมีส่วนเกี่ยว

ข้องน้อย เพราะกฎหมายบังคับเรื่องความปรองดองไม่ได้ จึงต้องรอฟังข้ออเสนออีกครั้งว่า แต่ละฝ่ายต้องการออย่างไร เพราะส่วนตัวยังนึกไม่ออกว่า จะออกมาเป็นรูปแบบใด
-------------------
"สุวิทย์" รับทาบทาม "อำพน" นั่ง ผอ. PMDU ชี้ มีความเหมาะสมเข้าใจงานของ รบ. รอการตัดสินใจ 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง
หรือ ป.ย.ป. เปิดเผยหลังหารือกับ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า เพื่อขับเคลื่อน ป.ย.ป. โดยเฉพาะคณะทำงานด้านการปฏิรูป ที่มี 3 องค์กรหลักเกี่ยวข้อง ทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สนช. และรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมามีลักษณะ ต่างคนต่างทำงาน จึงต้องกำหนดแนวทางให้ทั้ง 3 องค์กร เป็นไปในเนื้อเดียวกัน ดังนั้น ในวันที่ 25 มกราคมนี้ จะกำหนดให้มีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวาระการทำงานร่วมกัน ก่อนเริ่มลงมือทำงานร่วมกันในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ และทำให้การขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุย มีการเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 ดูแลร่วมกันในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และคณะกรรมการปฏิรูป และให้ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 ดูแลร่วมกันในส่วนของคณะกรรมการปรองดอง

ทั้งนี้ นายสุวิทย์ ยังเปิดเผยอีกว่า ได้ทาบทามให้ นายอำพน กิตติอำพน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือ PMDU เนื่องจากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ เข้าใจยุทธศาสตร์ และการขับเคลื่อนกลไกภาครัฐ และมีความสามารถในการประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ และที่สำคัญ คือ เข้าใจงานต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ นายอำพน อยู่ระหว่างการตัดสินใจ
-------------
"ยรรยง" เบิกความคดีจำนำข้าว "ยิ่งลักษณ์" ชี้ตัวเลขปิดบัญชีของอนุฯ ไม่ตรงกับความจริง ย้ำ ระบายข้าวได้เร็วกว่าทุกรัฐบาลในอดีต

นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เบิกความในการไต่ส่วนพยานคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกฟ้องฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียในโครงการรับจำนำข้าว ว่า เคยตั้งข้อสังเกตตัวเลขปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีว่าตัวเลขไม่ตรงกับความจริง สอดคล้องกับข้อโต้แย้งของ นางวัชลี วิมุกตายน อดีตเลขานุการ กขช. ในเดือน มิ.ย. ปี 2556 ที่ระบุว่า คณะอนุกรรมการปิดบัญชีทำเกินหน้าที่ เนื่องจากคณะอนุกรรมการได้รวมโครงการอื่น ๆ เข้าไปด้วย จึงทำให้มีตัวเลขขาดทุนสูง รวมถึงโต้แย้งกรณี "ข้าวหาย" ที่ไม่คำนวณ 2.5 ล้านตัน และยังไม่นับรวมข้าวที่รัฐบาลบริจาค จึงทำให้ยอดขาดทุนสูงยิ่งขึ้นกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ สามารถระบายข้าวในสต๊อกได้เร็วกว่าทุกรัฐบาล พิจารณาช่วง 2 ปี 6 เดือน ระบายข้าวได้กว่า 20 ล้านตัน ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลได้ทำได้มาก่อน
----------------
เพื่อไทย พร้อมร่วมมือสร้างปรอง แนะควรใช้รายงานการศึกษา คอป. - พระปกเกล้าหาทางออก มอบ "พงศ์เทพ - จาตุรนต์ - โภคิน - ชูศักดิ์" คอยติดตาม

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ คสช. และรัฐบาล ได้ออกคำสั่งเพื่อให้มีการดำเนินการเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง โดยจะจัดให้มีคณะกรรมการรับผิดชอบขับเคลื่อนในด้านต่าง ๆ และเรียกร้องให้นักการเมืองร่วมมือกันสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม ว่า การร่วมสร้างความปรองดองเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันทำให้เกิดขึ้น เพราะเป็นหนทางที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากปัญหา แต่การที่จะแก้ไขให้ประสบความสำเร็จ คงมิใช่เป็นเพียงการให้พรรคการเมืองมาพบกัน และจัดทำเอ็มโอยูตามที่บางคนต้องการ เพราะปัญหาความไม่ปรองดอง มิใช่เกิดจากเฉพาะพรรคการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวพันกับคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย หลายองค์กร รวมถึงผู้มีอำนาจในปัจจุบันก็เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการสร้างความปรองดอง จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายพรรคการเมือง ฝ่ายกลุ่มการเมืองผู้มีอำนาจในปัจจุบัน รวมถึงฝ่ายอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม จำเป็นต้องร่วมกันหารือ หาทางออกให้ประเทศ และปัจจัยที่จะทำให้ความปรองดองสำเร็จต้องคำนึงถึงความเข้าใจในความหมายของการปรองดองที่เป็นสากล, ควรให้ความสำคัญกับการแสวงหาความรู้ที่ชัดเจนถึงสาเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่ง คอป. และสถาบันพระปกเกล้าฯ ได้เคยศึกษาไว้อย่างละเอียดและครอบคลุมพอสมควรแล้ว สมควรจะนำมาพิจารณา, ต้องรู้ว่ามีผู้ใด/องค์กรใด หรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง และแสวงหาความร่วมมือจากส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา และคณะกรรมการที่จะเข้ามาดำเนินการปรองดอง จะต้องมีความเป็นกลาง ยุติธรรม น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของสังคม

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทย พร้อมให้ความร่วมมือและได้หารือกับหัวหน้าพรรคแล้ว และได้มอบหมายให้ นายโภคิน พลกุล, นายชัยเกษม นิติสิริ, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นายจาตุรนต์ ฉายแสง และ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นผู้ดำเนินการศึกษาและติดตามเรื่องนี้ต่อไป
---------------

//////////////
ทรัมป์เอฟเฟ็กซ์

ผู้ว่า ธปท. มองนโยบาย ทรัมป์ สร้างความผันผวนตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลกรุนแรงแนะจับตาใกล้ชิด คง เป้าจีดีพีไทยโตะ 3.2%

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังกล่าว ปาฐกถาเรื่อง เศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0 ในงานสัมมนาเศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0 ในโอกาสเข้าสู่ปีที่ 20 การเปิดศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยระบุว่า หลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก คือการที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ และจากการดำเนินโยบายด้านเศรษฐกิจของทีมผู้บริหารชุดใหม่หลายเรื่อง จะสร้างความผันผวนให้กับตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก

อย่างรุนแรงมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความกังวลนโยบายของ นายทรัมป์ ที่จะมีการกู้ยืมจากตลาดเงินเนื่องจากภาระหนี้งบประมาณในการดำเนินนโยบายที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเงินดอลลาร์จากนี้จะผันผวน ทั้งแข็งค่าและอ่อนค่ารวดเร็ว เพราะนักลงทุนในตลาดจะรอการแถลงนโยบายที่ชัดเจน

ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ มีการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นประเทศไทยจะได้อานิสงส์ในเชิงบวก แต่ในทางกลับกันเรื่องนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ นโยบายกีดกันเชื้อชาติ อาจจะทำให้ไทยและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียได้รับผลกระทบเนื่องจากเป็นประเทศเศรษฐกิจแบบเปิด

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าทาง ธปท. จะดูแลตลาดเงินอย่างใกล้ชิดเตรียมรับความผันผวน ด้านผู้ประกอบการส่งออกนำเข้าควรจะติดตามสถานการณ์และทำประกันป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดความเสียหาย ขณะเดียวการทาง ธปท. จะประเมินผลกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ หลังจากการประกาศนโยบายของทรัมป์อย่างชัดเจน แต่ยังคงตั้งเป้าการขยายตัวของจีดีพีไว้ที่ร้อยละ 3.2
----------
ผู้ว่า ธปท. เผย ไทยยังมีความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องเผชิญ ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ เศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0 ในงานสัมมนาเศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0 ในโอกาสเข้าสู่ปีที่ 20 การเปิดศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยบอกว่า ยอมรับว่าปัจจุบันประเทศไทย ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องเผชิญหลายด้าน อาทิ ปัญหาเชิงโครงสร้าง จากการลงทุนในช่วง 5 - 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 ที่ขยายตัวได้ร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 3-4 ขณะเดียวกัน ไทยยังมีปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และโอกาส ที่ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในสังคม

ทั้งนี้ ในอีก 15 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นโดยผู้สูงอายุกว่า 60 ปี จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการบริโภค การออมเปลี่ยนแปลง ภาระการคลังสูงขึ้นเนื่องจากต้องใช้ในการดูแลสวัสดิการ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในส่วนโครงสร้างกฎหมายและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ที่ยังเป็นปัญหา เนื่องจากปัจจุบัน ไทยมีกฎหมายมากกว่า 100,000 ฉบับ และกฎหมายดังไม่ได้ถูกปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งกฎหมายจำนวนมากมีผลทำให้กระบวนการบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพ
---------------
ธปท. เตรียมแนวทางขับเคลื่อนการเงินไทย หลัง "โดนัลด์ ทรัมป์" ขึ้นตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ เศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0 ในงานสัมมนาเศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0 ในโอกาสเข้าสู่ปีที่ 20 การเปิดศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ว่า หลังจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเตรียมแนวทางการสำหรับการขับเคลื่อนการเงินไทยให้เท่าทันโลก หลังจากที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เพราะมีแนวโน้วจะเกิดความผันผวนที่สูงอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยไทยจะต้องเร่งสร้างเสถียรภาพในระบบการเงิน และโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างภูมิคุ้มกันรองรับกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งสิ่งสำคัญคือ การพัฒนากระจายผลประโยชน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงกระจายโอกาสทางการศึกษา และการพัฒนาภาคเกษตร การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

ขณะที่การบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจจะต้องให้เกิดความยั่งยืน ยกระดับศักยภาพ เพิ่มผลิตภาพการผลิต และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ให้ธุรกิจพลิกฟื้นได้ ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่สามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม ภาครัฐ ต้องกลไกการทำงาน ให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ลดบทบาทที่ไม่จำเป็นโดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านอำนาจ ซึ่งหากขาดประสิทธิภาพหรือความชัดเจนในการทำงาน อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพได้
----------------

ทูต เมียนมา ลา "บิ๊กตู่" นายกฯชมผลงานยอดเยี่ยม ทำสัมพันธ์ราบรื่น "อองซาน ซูจี" มาเยือนไทย /ปี61

ทูต เมียนมา ลา "บิ๊กตู่" นายกฯชมผลงานยอดเยี่ยม ทำสัมพันธ์ราบรื่น "อองซาน ซูจี" มาเยือนไทย /ปี61 สัมพันธ์ครบ70ปี
ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย U Win Maung เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่ออำลา ในโอกาสจะพ้นจากหน้าที่
พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พลเอกประยุทธ์ กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย สำหรับการปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมาอย่างแข็งขันตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมามีความก้าวหน้าหลายประการ ในช่วงที่เอกอัครราชทูตฯดำรงตำแหน่ง
ทั้ง การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงของทั้งสองประเทศ การเสด็จฯ เยือนเมียนมาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี
การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนาง ออง ซาน ซู จี ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ การเยือนไทยของรองประธานาธิบดี มินต์ ส่วย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำแห่งเอเชีย ครั้งที่ 2
และการเยือนไทยของประธานาธิบดีเมียนมา เพื่อสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่ง และพร้อมให้การสนับสนุนกันและกันในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ และการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองประเทศ เช่น การสร้างสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา แห่งที่ 2 การพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยง และเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ทูตเมียนมา กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การช่วยเหลือเมียนมามาโดยตลอด ถือได้ว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและเมียนมาในขณะนี้อยู่ในจุดสูงสุด
พร้อมยืนยันที่จะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ในตอนท้าย พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับเอกอัครราชทูตเมียนมาคนใหม่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย– เมียนมา ในปี พ.ศ. 2561

“บิ๊กป้อม” ลั่น "ผมไม่ ดีล กับใคร"

เผย ยังไม่ได้ติดต่อพรรคการเมือง รออนุมัติรายชื่อ "คณะกรรมการปรองดอง” สัปดาห์หน้า ยัน ยังไม่ปลดล็อค พรรคการเมือง พรรคไม่ต้องเปิดประชุม เพื่อมาเจรจา เพราะไม่ได้ขอมติพรรค เผยใช้เวลา 3 เดือนรับฟังความคิดเห็นก่อนเดินหน้าต่อ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ว่า การสร้างบรรยากาศความปรองดองเป็นไปในเชิงบวก ทุกคนต้องการให้เกิดความปรองดอง เพื่อให้ประเทศชาติสงบสุข ให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ ประชาชนสามารถทำมาหากินได้อย่างปกติสุข
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ตอนนี้ ผมยังไม่ได้ติดต่อกับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองใดๆ
"เพราะผมไม่ดีล กับใครอยู่แล้ว "
อีกทั้ง ต้องรอรายชื่อคณะกรรมเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองออกมาก่อน โดยจะให้ทุกกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเข้ามา เพื่อให้คณะกรรมการได้พิจารณาในภาพรวมทั้งหมด
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้ารายชื่อของคณะกรรมการจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดเผยได้
โดยคณะกรรมการนี้ จะดูว่าต้องเชิญกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองใดบ้าง โดยจะพยายามให้ทุกกลุ่มเข้ามาพูดคุยหารือ เริ่มจากพรรคการเมืองก่อน
ทั้งนี้ การที่คณะกรรมการมีแต่ทหารในกองทัพ นั้น ไม่ใช่ปัญหา เพราะกองทัพเป็นกลาง ทหารไม่มีความขัดแย้งกับใคร และคณะกรรมการก็ไม่ใช่เด็กๆ ล้วนแต่เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งนั้น
เมื่อถามว่าหากพรรคการเมืองจะขอเปิดประชุม เพื่อขอมติพรรคในเรื่องนี้ จะอนุญาตหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องประชุม ผมไม่ได้ต้องการการตัดสินใจในภาพรวมของพรรค เพียงแต่ต้องการการแสดงความคิดเห็นว่า จะทำอย่างไรให้เกิดความสงบขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้ง ป้องกันการประท้วง การออกมาตีกัน ไม่ได้ขอมติพรรค ใครอยากเสนออะไรก็สามารถเสนอได้ ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นมติพรรค
โดยเบื้องต้นได้มีการวางกรอบในการพูดคุยหารือและคำถามต่างๆ ที่เตรียมไว้สำหรับทุกฝ่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านการเมือง ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป เป็นต้น
“เราจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการที่จะรับฟังข้อคิดเห็นทั้งหมด ไม่ใช่ว่ากระบวนการเสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน จากนั้นนำความคิดเห็นต่างๆ มาเผยแพร่ และเข้าสู่กระบวนการต่อไป” พล.อ.ประวิตร กล่าว

"บิ๊กช้าง" ยัน เจรจาปรองดองนักการเมืองไม่ใช่แค่ "ซื้อเวลา" หรือที่สุดเป็น"มวยล้ม"

"บิ๊กช้าง" ยัน เจรจาปรองดองนักการเมืองไม่ใช่แค่ "ซื้อเวลา" หรือที่สุดเป็น"มวยล้ม"ขอเวลา3 เดือน พูดคุย รวบรวมความเห็นร่วม
พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกลาโหม ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการอำนวยการการปรองดอง กล่าวว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นฝ่ายต่างๆ ทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง จะใช้เวลา 3 เดือน โดยจะสรุปข้อเสนอทั้งหมดทำเป็นข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งยังไม่สามารถระบุม กรอบเวลาที่ชัดเจนได้ต้องรอดูข้อมูลที่จะได้รับก่อน
ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่ากระบวนการปรองดอง เป็นแค่การซื้อเวลา เป็นมวยล้มต้มคนดูนั้น พลเอกชัยชาญ ยืนยันว่า
ไม่ใช่การซื้อเวลา ไม่มีมวยล้มต้มคนดู อย่างแน่นอน

"บิ๊กป้อม"เตรียมเปืด บ้านกลาโหม พบ สื่อ ตั้งแต่ระดับบิ๊กบอส จนถึง นักข่าวภาคสนาม

"บิ๊กป้อม"เตรียมเปืด บ้านกลาโหม พบ สื่อ ตั้งแต่ระดับบิ๊กบอส จนถึง นักข่าวภาคสนาม ขอความร่วมมือสร้างปรองดอง สร้างความเข้าใจ งานความมั่นคง/พบกันปีละครั้ง ทานข้าวกลางวัน /พบปะ ผบ.เหล่าทัพ ด้วย
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เผยว่า กระทรวงกลาโหม มีกำหนดเปิดบ้าน ต้อนรับสื่อมวลชน ทั้งระดับบรรณาธิการ หัวหน้าข่าว และนักข่าวสายทหาร เพื่อพบปะพูดคุย สานความร่วมมือเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ ในโหมดความมั่นคง.ในวันที่ 23 ม.ค.60 เวลา 1100-1330 ที่กระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ สำนักงานโฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ส่งจดหมาย เชิญสื่อมวลชนสายทหาร รวมทั้งบรรณาธิการข่าวหรือหัวหน้าข่าวของหนังสือพิมพ์ รวมทั้ง สื่อออนไลน์ และสถานีวิทยุโทรทัศน์ ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กับผู้บริหารกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพเพื่อสานสัมพันธ์และพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

ทั้งนี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม ได้เชิญ ปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด. ผู้บัญชาการเหล่าทัพ. จะมาร่วมพบปะกับสื่อมวลชนด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

ท่าที ปรองดอง



"อภิสิทธิ์" ยัน เลือกตั้งไม่ใช้สาเหตุเกิดความขัดแย้ง ชี้ นิโทษกรรมไม่ใช้การแก้ไขปัญหา ขอมองไปข้างหน้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่ให้แก้กฎหมายเพื่อสามารถนิรโทษกรรมในความผิดที่ไม่ร้ายแรงว่า ส่วนตัวได้คุยกับ นายกษิต ภิรมย์ สปท. ทำให้ทราบว่าสมาชิก สปท. หลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทาง
แก้กฎหมายนิรโทษ เพราะมันก็คงไม่ใช่การแก้ไขปัญหา อยากให้มองไปข้างหน้าอย่ากังวลกับเรื่องในอดีต ส่วนกาคที่หลายฝ่ายมองว่าฝ่ายการเมืองจะไม่ร่วมมือหากไม่ได้ประโยชน์นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การสร้างความปรองดองต้องให้น้ำหนักกับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ของส่วนรวมไม่ใช่ประโยชน์ของตัวเอง เพราะทุกวันนี้ความขัดแย้งขยายไปเป็นเรื่องของประชาชน

ส่วนความกังวลว่าการเลือกตั้งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกแยกและต้องสร้างความปรองดองนั่น ทางพรรคการเมืองไม่ได้ผูกกับการเลือกตั้ง และไม่ได้มีปัญหากัน เพราะการเลือกตั้ง แต่มีเงื่อนไขอื่นที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ดังนั้น หากตีโจทย์ผิดจะทำให้หลงทาง
////////
"ชาญชัย" พร้อมร่วมรัฐบาลทำปรองดอง แนะควรเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ - เชื่อในความจริงใจของนายกฯ

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางการสร้างความปรองดองที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ว่า การจะสร้างหากไม่รู้สาเหตุและเป้าหมายให้ชัดเจนจะเกิดข้อครหาว่าเป็นการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับบางคน ช่วยคนที่ทุจริตหลายล้านบาท ไม่สามารถเอาผิดและเรียกค่าเสียหายคืนได้ ซึ่งจะทำให้หลายฝ่ายไม่ยอมรับ ส่วนตัวเชื่อในความจริงใจของนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องเห็นผลที่เป็นรูปธรรมกว่านี้ รวมถึงอยากให้ลงมือแก้ไขปัญหาในบางเรื่องที่เคยเสนอให้บังคับคดี ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปรองดองเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงยืนยันว่า ไม่ขัดข้องที่จะร่วมปรองดอง แต่จะให้จับมือกับคนที่ทำผิดและไม่มีการบังคับใช้กฎหมายคงไม่มีใครทำได้
------
"สุรชัย" วอนทุกฝ่ายทิ้งจุดยืนเดิม ร่วมสร้างความปรองดอง แนะ ป.ย.ป. นำความล้มเหลวในอดีตเป็นบทเรียน

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 เชื่อว่า ทุกฝ่ายอยากให้การทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ประสบผลสำเร็จ โดยรัฐบาลจะนำผลการศึกษาของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในอดีต รวมถึงของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และต้องนำบทเรียนในอดีตที่มีทำให้การสร้างความปรองดองติดขัดไม่สำเร็จ มาประกอบการพิจารณา พร้อมขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องละทิ้งจุดยืนเดิม และมายืนจุดร่วมเดียวกัน เพื่อให้การทำงานของ ป.ย.ป. ในการสร้าง
ความปรองดองของประเทศประสบผลสำเร็จ

ขณะเดียวกัน นายสุรชัย ปฏิเสธให้ความเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีการลงสัตยาบรรณหรือลงนามเป็น MOU เพื่อสร้างความปรองดองหรือไม่ แต่เชื่อว่า สังคมต้องการเห็นเครื่องยืนยันความแน่นอน เพื่อแสดงความจริงใจ
----------
"สุรพงษ์" ขอ ป.ย.ป. เป็นกลางทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เชื่อนานาชาติกำลังจับตามองประเทศไทยใกล้ชิด

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกล่าวถึงคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ว่า ขอให้คณะกรรมการดังกล่าวรีบทำหน้าที่ของตนเองโดยมีความเป็นกลางและเป็นธรรมให้มากที่สุด เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการ
ดังกล่าว และเชื่อว่านานาชาติกำลังจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิดว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าประเทศไทยเราไปในทิศทางใด

ขณะที่ฝ่ายการเมืองและกลุ่มการเมืองส่วนใหญ่ต่างออกมาสนับสนุนกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังคิดจะทำการปรองดองขึ้นในประเทศอยู่ในขณะนี้ แม้มีบางกลุ่มที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ขอให้ คสช. เดินหน้าทำไปในแนวทางที่ประชาชนให้การยอมรับได้และบ้านเมืองจะได้ก้าวพ้นและกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อย ไม่วุ่นวาย เกิดความเป็นธรรม ทุกคนเคารพกฎหมาย สันติสุขเกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง สังคมโลกก็จะให้การยอมรับรัฐบาลไทยในอนาคตได้

รวมถึงการค้าขาย และความสัมพันธ์กับนานาชาติก็ได้คืนสู่สภาวะปกติ โดยไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตยที่สังคมโลกต่างให้การยอมรับและผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่เป็นประชาธิปไตยก็จะเกิดความเชื่อมั่น และจะได้เดินทางกลับเข้ามาเยือนประเทศไทย
----------
"สุรชัย" ชี้ รัฐบาลมีแนวทางนิรโทษกรรมแล้ว ขณะพรุ่งนี้ เลขา ป.ย.ป. เตรียมหารือ สนช. สปท. คาดสัปดาห์หน้าชัดโครงสร้าง

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึง การนิรโทษกรรม หรือการอภัยโทษนั้น เป็นเรื่องของหลักการที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีแนวทางอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่กลุ่มการเมืองปฏิเสธการลงนาม MOU นั้น เชื่อว่า หาก ป.ย.ป. มีความจริงจังในการทำงาน และทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ในการพูดคุยเจรจา ก็น่าจะสามารถเปลี่ยนความเห็นได้ เพราะหากแต่ละฝ่ายไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ทุกอย่างก็จะไม่สำเร็จ ทั้งนี้ จากกรณีที่มีการวิจารณ์ว่า สัดส่วนทหารใน ป.ย.ป. มีมากเกินไปนั้น ก็ถือเป็นความเห็นที่สะท้อนมา ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะนำไปพิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกัน นายสุรชัย ยังเปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เลขา ป.ย.ป. จะเดินทางมาเข้าพบประธาน และรองประธาน สนช. รวมถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อหารือเบื้องต้นถึงแนวทางการทำงานสร้างความปรองดอง โดยคาดว่า สัปดาห์หน้า โครงสร้างของอนุกรรมการย่อยของ ป.ย.ป. จะมีความชัดเจน และทุกอย่างจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการการเมือง ของ สนช. ได้ยกร่างพระราชพระราชบัญญัติอำนวยความยุติธรรมไว้ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนช่วยเหลือในการสร้างความปรองดองได้ แต่ที่สุดแล้วควรจะต้องนำข้อเสนออื่น ๆ มาร่วมพิจารณาด้วย
-------------
นายกฯ คุยทูต UK ยัน เร่งเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ขอช่วยสนับสนุน ยึดมั่นตามโรดแมป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้การต้อนรับ นายไบรอัน จอห์น เดวิดสัน เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดี เพราะถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเดินหน้าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต และแสดงความขอบคุณที่สหราชอาณาจักร แสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงสถานการณ์ทางการเมือง ว่า ไทยกำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยอยากให้สหราชอาณาจักรสนับสนุนกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยด้วย ซึ่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร แสดงความเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทย โดยเห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเดินหน้าตาม Roadmap เพื่อปฏิรูปด้านต่าง ๆ และวางรากฐานไปสู่การมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ทราบว่า นายอะล็อก ชาร์มา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ สหราชอาณาจักร จะเดินทางเยือนไทยสัปดาห์หน้า (26 - 28 มกราคม 2560) และหวังจะได้หารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - สหราชอาณาจักร ครั้งที่ 3 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปีนี้

ปรองดอง

"ลุงป้อม บอก "ลุงกำนัน" จะลงนามMOU หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอให้มีข้อตกลงว่า จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เปรยผมไม่ว่าใครทั้งนั้น และไม่ตอบโต้ว่าคนนั่นว่างั้นงี้
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ประกาศที่จะไม่ลงนามในMOU ปรองดอง ว่า ผมไม่ว่าใครทั้งนั้น ผมบอกแล้วว่า ต้องมีข้อตกลง แต่จะลงนาม หรือไม่ ลงนาม มันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องตกลงร่วมกันว่าเราจะอยู่ร่วมกันในอนาคตอย่างสันติ. นั่นเป็นความต้องการ เราต้องการแค่นั้น. ให้เกิดความปรองดองและในอนาคตต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ. ผมพูดชัดเจนแล้ว ไม่มีว่าใครจะออกมา ว่าอย่างนั้นอย่างนี้
//


ลั่น ไม่ต้องเซ็น MOU --No Coup
"บิ๊กป้อม" บอกทหารไม่ต้องเซ็น MOU ไม่ปฏิวัติ เพราะไม่มีใครอยากทำ นอกจากบ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง ชี้ปฏิวัติไม่ใช่สิ่งน่ากลัว ถ้าประชาชน ไม่เอาด้วย เปรยไม่มีใครอยากยึดอำนาจ ไม่เห็นมีอะไรดี ท้าใครอยากมาแทนผมก็มาสิ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่คสช. และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการที่พรรคเพื่อไทย เสนอให้ทหารทำ MOU ว่าจะไม่ปฏิวัติด้วยว่า ไม่ต้องไปเซ็นอะไรหรอก
เพราะไม่มีใครหรอกครับ อยากจะปฏิวัติผมยืนยันเลย ผมอยู่มาจนวันนี้ไม่มีใครอยากทำหรอก. นอกจากบ้านเมืองมันไปไม่ได้เกิดความขัดแย้งความไม่เข้าใจกัน
คิดกันไปเองไม่มีทหารที่ไหนหรอกอยากจะออกมา
"ผมอยู่มาจนตอนนี้อายุ 70 กว่าแล้ว ผมอยู่มาตั้งแต่เด็ก ไม่มีใครที่จะอยากออกมาแย่งอะไรกัน นอกจากบ้านเมืองมันไปไม่ได้
"ผมจะบอกให้นะว่าปฏิวัตินี่ ถ้าประชาชนไม่เอาด้วยไม่มีทางได้เลย ปฏิวัติไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเลย ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย
แต่นี่ประชาชนเขาเห็นชอบ ที่เราเข้ามาเพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นในบ้านเมือง นี่คือความคิดส่วนตัวของผม. ผมก็เชื่อว่าทหารส่วนใหญ่ก็คิดแบบผมไม่มีใครอยากจะมายึดอำนาจหรือมีอำนาจ ไม่เห็นมีอะไรดีเลยใครอยากจะมาแทนผมก็มาสิ ผมไม่ว่าหรอก"