PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

แกะรอยจากเอกสารคดีสินบนโรลส์-รอยซ์ อ้าง"บิ๊ก"กองทัพอากาศพัวพัน(ตอนที่ 1)

[นายหน้าในภูมิภาค ( Regional Intermediary)] มีความกังวลเมื่อ เจ้าหน้าที่อาวุโสของกองทัพอากาศไทย [a senior military officer in the Royal Thai AirForce] ถูกบีบให้ลาออก และบริษัท RR มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับการสนับสนุนในประเทศไทยต่อไป"
thaiairway
ถือเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกกันเลยทีเดียว กรณี บริษัทโรลส์-รอยส์ ออกมายอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษว่า ได้จ่ายสินบนให้หลายประเทศที่ทำการซื้อขายเครื่องยนต์ของโรลส์รอยซ์ รวมถึงได้จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ไทย และบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2534 - 2548 รวม ครั้ง วงเงินกว่า 1,200-1,300  ล้านบาทเพื่อแลกเปลี่ยนให้ความช่วยเหลือในการทำสัญญาจัดซื้อเครื่องยนต์ Trent 800
สำนักข่าวอิศรา แปลคำแถลงสรุปคดีจาก STATEMENT OF FACTS PREPARED PURSUANT TO PARAGRAPH 5(1) OF SCHEDULE 17 TO THE CRIME AND COURTS ACT 2013 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย หน้า 9 -18 
การจ่ายสินบนครั้งที่1 เกิดขึ้นระหว่าง 1 มิถุนายน 2534-30 มิถุนายน 2535 (1ปี)
49. บริษัทโรลส์-รอยส์ (RR) ตกลงจ่ายเงิน 18.8 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้แก่นายหน้าในภูมิภาค (Regional Intermediary) และนายหน้าคนอื่น หรือนายหน้า 3 (Intermediary 3) โดยเงินบางส่วนจ่ายให้แก่ ผู้แทน (Agents) ในประเทศไทย และพนักงานของการบินไทย โดยคาดหวังว่าบุคคลเหล่านี้จะให้ความช่วยเหลือ ให้การบินไทยเลือกซื้อเครื่องยนต์ T800 ของโรลส์-รอยส์ 
ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่มีการตรวจพบ พบว่า  
50. ในเดือนมิถุนายน 2534 สายการบินไทย (“ไทย”) ได้สั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777 จำนวน 6 ลำ ซึ่งหลังจากนั้นได้เพิ่มจำนวนการสั่งซื้อเป็น 8 ลำ โดยมีบริษัท RR เป็นผู้จำหน่าย เครื่องยนต์ Trent 800 (“T800”) ให้กับเครื่องบินของไทย ซึ่งในขณะที่ RR กำลังจัดสรรงบประมาณ ปรากฎว่า ได้มีการแบ่งเงินบางส่วนให้กับนายหน้า เป็นสินบนเพื่อชักจูงใจในการตัดสินใจซื้อขาย
51. นายหน้าในภูมิภาค ( Regional Intermediary) ของ RR แจ้งว่า ค่าส่วนแบ่งจากราคาเครื่องบินที่ทางประเทศไทยสั่งซื้อตกอยู่ที่ 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อลำ หรือมากกว่านั้น
52.  ในเดือนกรกฎาคม 2534 มีบันทึกข้อความภายในของบริษัท RR ระบุว่า นายหน้าในภูมิภาค ( Regional Intermediary)แจ้งตัวเลขสุทธิ (the extent of the ‘demands' ) อยู่ที่ 8 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ  ซึ่งบริษัท RR ได้จัดงบประมาณเพื่อจ่ายให้กับนายหน้า (Intermediary 3) จำนวน 1.33 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อลำ
53.  พนักงานที่เป็นคนบันทึกข้อความเสนอให้ ทำลายสำเนาทั้งหมด และเก็บไว้เพียงแต่ตัวต้นฉบับ
54.  สืบเนื่องจากสัญญาข้อ 2 ถึง เมื่อมีข้อตกลงหรือมีการจ่ายเงินใดใดให้กับนายหน้า 3 (Intermediary 3) จะต้องมีหนังสือขยายความสัญญาข้อตกลงระหว่างนายหน้า 3 (Intermediary 3)และทางบริษัท RR อย่างถูกต้องชัดเจน"
55.  จดหมายแนบฉบับนี้ระบุ ยอดเงินจำนวน 1.33 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯต่อลำ ไว้ว่า เป็น “Success Fee” หรือค่าตอบแทนทางธุรกิจ ซึ่งในเอกสารดังกล่าวไม่มีการอ้างถึงบุคคลที่สามที่ได้รับเงินแต่อย่างใด
56.  ในเดือนสิงหาคม 2534 บันทึกข้อความอีกฉบับระบุว่า “ได้มีข้อเรียกร้องเพิ่มเติม  จากข้อตกลง ซึ่งได้แก่งบประมาณมูลค่าหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ต้องชำระให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันทำการ ตามที่ระบุในสัญญาอย่างชัดเจนเพื่อซื้อเครื่องยนต์ Trent.” การแก้ไขร่างสัญญาให้เป็นเอกสารตัวจริงเพื่อระบุว่า ได้มีชำระเงินให้นายหน้า  3(Intermediary 3) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้อตกลงค่าคอมมิสชั่นดังกล่าวได้รับการรับรองโดยพนักงานอาวุโสของบริษัท RRเรียบร้อยแล้ว
57. ในเดือนตุลาคม 2534 มีการหารือกำหนดวันจ่ายเงินระหว่างบริษัท RR  และนายหน้าในภูมิภาค ( Regional Intermediary)
58.  นายหน้า  3 (Intermediary 3)ยืนยันว่า ต้องได้รับเปอร์เซนต์ค่าคอมมิสชั่นต่างหาก นอกเหนือจากจำนวนเงินมหาศาลที่ทางบริษัท RR ต้องจ่ายให้นายหน้าอยู่แล้ว ทั้งนี้ พนักงานบริษัท RR ตกลงส่วนแบ่งของค่าคอมมิสชั่นไว้ว่านายหน้า 3 (Intermediary 3)รับ 50% ของค่าคอมมิสชั่นทันทีในครั้งแรก ซึ่งเพิ่มจากที่ตกลงไว้แต่เดิมเพียง 25%  ทั้งนี้รักษาความกระตือรือร้นของบุคลากรในภูมิภาคไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจร่วมกันในอนาคต ( “maintain local enthusiasm for further business”)
59.  14 พฤศจิกายน 2534  บริษัท RR ชนะประมูลทำสัญญาซื้อขายเครื่องยนต์ให้เครื่องบินจำนวนทั้งสิ้น 6 ลำโดยเริ่มจ่ายค่าคอมมิสชั่นตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2534 ถึง กุมภาพันธ์ 2535
60. ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2535 ทางบริษัท RR ได้จ่ายเงินจำนวนทั้งสิ้น 4.75 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้กับนายหน้า  3 (Intermediary 3)โดยพบว่า การจ่ายเงินทั้งสองงวดรวม (1.9 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และ 2.4 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ) ซึ่งได้รับการรับรองจากพนักงานอาวุโสของบริษัทRR . 
61.  คำสั่งอนุมัติซื้อจากรัฐบาลไทยล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ เนื่องจากได้เปลี่ยนจำนวนเครื่องบินที่สั่งซื้อ จาก 6ลำเป็น 8 ลำ ซึ่งคำสั่งซื้อจำนวน ลำนั้น ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลไทยในเวลาต่อมา ในเดือนมีนาคม 2535
62.  เดือนมีนาคม ปี 2534 มีบันทึกภายในส่งถึงพนักงานอาวุโส 2 ท่านของบริษัท RR ระบุว่า  มีการค้างจ่ายค่านายหน้า 3 (Intermediary 3)จำนวน 4.75 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยมีพนักงานอาวุโสเป็นผู้อนุมัติการเบิกจ่ายดังกล่าว
ทั้งนี้ บันทึกข้อความระบุว่า “ ทางเราต้องปล่อยงบโดยทันทีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับ [เจ้าหน้าที่อาวุโสของการบินไทย] [a senior officer of Thai]” 
63.  ในวันถัดมา มีบันทึกข้อความเพิ่มเติมส่งถึงพนักงานอาวุโสของบริษัท RR คนเดิม (2 ท่านกล่าวว่าสัญญาการซื้อขายกับนายหน้า เป็นแบบลำต่อลำ จึงจำเป็นต้องทำเรื่องขออนุมัติการซื้อขายเพิ่มเติมเป็นยอดเงิน 2.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับเครื่องบินที่ทางการบินไทยต้องการซื้อเพิ่มเติม
64.  ยอดชำระสุดท้ายเป็นจำนวนเงิน 4.75 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และ 2.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นในเดือน มีนาคม2535 
65. ในช่วงเดือนเมษายน 2535 บริษัท RR  อนุมัติการชำระเงินเพิ่ม 1 แสนดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้กับนายหน้า ซึ่งส่งผลให้นายหน้า 3 (Intermediary 3)สามารถจ่ายเงินให้กับ “disappointed recipients” ซึ่งได้รับเงินไปแล้ว แต่คาดหวังส่วนแบ่งเปอร์เซนต์ค่าคอมมิสชั่นจากนายหน้า 3
66.  วันที่ 15 พฤษภาคม 2535 มีการแก้ไขสัญญาอย่างเป็นทางการระหว่างบริษัท RR และไทย ซึ่งว่าด้วยเรื่องจำนวนการสั่งซื้อเครื่องบินและอะไหล่ต่างๆ
67.  วันที่ 18 มิถุนายน 2535 จดหมายถึงนายหน้า 3 (Intermediary 3)ซึ่งส่งไปยังนายหน้าในภูมิภาค ( Regional Intermediary)ด้วย ระบุว่าได้ชำระ  ค่าความสำเร็จ “success fee”เรียบร้อยแล้ว
68.  อย่างไรก็ดี ในระหว่างวันที่ 22 - 26 มิถุนายน 2535  ทางนายหน้าในภูมิภาค ( Regional Intermediary )ได้ร้องเรียนว่าลูกค้า(ของนายหน้ารู้สึกว่า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับอะไหล่ สำรองที่ขายให้กับไทยคู่มากับอะไหล่ที่ติดตั้งมากับเครื่องบิน 
“[นายหน้าในภูมิภาค ( Regional Intermediary)] มีความกังวลเมื่อ เจ้าหน้าที่อาวุโสของกองทัพอากาศไทย [a senior military officer in the Royal Thai AirForce] ถูกบีบให้ลาออก และบริษัท RR มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับการสนับสนุนในประเทศไทยต่อไป"
69.  ทาง RR ได้ออกมาตอบกลับเรื่องนี้ว่า ทางบริษัทจะจัดทำหนังสือขยายความสัญญา เพิ่มเติมไป ยังนายหน้า 3 (Intermediary 3)โดยมีเนื้อความว่า:
"[...] สืบเนื่องจากการบวกเพิ่มการขายเครื่องบินโบอิ้ง 777เป็น 8ลำ และอะไหล่สำรองของบริษัท Rolls-Royce Trent ที่ต้องให้กับไทย ทางบริษัทพร้อมจ่ายค่าคอมมิสชั่นเพิ่มเติม"
70.  มีจดหมายส่งถึง นายหน้า ระบุการจ่ายเงิน 1.33 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และค่าล่วงหน้า 1.33 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ สำหรับจากจัดซื้อในล็อตที่สอง ของการบินไทย สำหรับโบอิ้ง 777 หลังจากบรรลุข้อตกลงดังกล่าวเเล้ว ทางพนักงานอาวุโสของบริษัท RR ได้สั่งจ่ายเงินจำนวน 1.33 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ  ให้แก่ นายหน้า 3 (Intermediary 3)แล้ว
นี่เป็นเพียงแค่การจัดซื้อครั้งแรก ระหว่างปี 2534-2535 ที่บริษัทโรลส์-รอยส์ ได้จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานการบินไทย  ตอนต่อไป คือการติดสินบนครั้งที่ 2 และ 3 ซึ่งพบหลักฐานว่ามีรัฐมนตรีในยุคนั้นมีเอี่ยวด้วย

อ่านประกอบ 

ประมวลชัดๆ 'ข้อมูลจัดซื้อ-เส้นทางสินบน' คดีโรลส์รอยซ์-บินไทย 1.2 พันล.

จ่ายก้อน3 ช่วง นัดรมต.ยุคแม้วกินข้าว!สตง.แจ้งSFOขอผลสอบคดีสินบนโรลส์รอยซ์'

ชวน "ดร.เมธี- ต่อตระกูล" คุยกรณีโรลส์-รอยซ์ ติดสินบนซื้อเครื่องยนต์

ขอบคุณภาพประกอบจาก BBC 

"ประธานาธิบดีทรัมป์" เริ่มทำงานวันแรกด้วยคำสั่งถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงการค้า 'TPP'!!


(23ม.ค.60)ปธน.สหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เพื่อถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่รัฐบาลอดีต ปธน.โอบาม่า เป็นผู้ผลักดัน โดยให้เหตุผลว่าข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้อเมริกาสูญเสียตำแหน่งงานจำนวนมาก
ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มการทำงานสัปดาห์แรกในฐานะประธานาธิบดี ด้วยลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เพื่อถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership (TPP)
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า การถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลง TPP ถือเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อแรงงานชาวอเมริกัน
นอกจากคำสั่งดังกล่าวแล้ว ปธน.คนใหม่ของสหรัฐฯ ยังลงนามใน Executive Order ที่ห้ามหน่วยงานของรัฐบาลให้เงินทุนกับองค์กรระหว่างประเทศที่ดำเนินการทำแท้งหรือสนับสนุนการทำแท้ง เช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันหลายคนได้เคยทำไว้ก่อนหน้านี้
รวมถึงคำสั่งที่ระงับการจัดจ้างพนักงานของรัฐบาลส่วนกลาง เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลด้วย
สำหรับข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership (TPP) เริ่มมีการเจรจามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 ในสมัยของรัฐบาลอดีต ปธน. บารัค โอบาม่า และผ่านความเห็นชอบของประเทศสมาชิก 12 ประเทศ เมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่ผ่านการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐฯ โดยมีสมาชิกรัฐสภาหลายคนจากทั้งสองพรรคที่ต่อต้านข้อตกลงนี้
ข้อตกลงการค้า TPP ถือเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ครอบคลุมเกือบ 40% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก และราว 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าโลก
โฆษกทำเนียบขาว Sean Spicer กล่าวต่อผู้สื่อข่าวันนี้ว่า “ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวไว้หลายครั้งว่า ข้อตกลงการค้าแบบพหุภาคีแบบ TPP มิได้เป็นประโยชน์สูงสุดต่ออเมริกา” และว่าผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของแรงงานอเมริกันและบริษัทผู้ผลิตต่างๆ ในสหรัฐฯ”
โฆษกทำเนียบขาวคนใหม่ยังกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจัดทำข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี คือทำกับแต่ละประเทศโดยตรงมากกว่า
คุณ Gary Hufbauer นักวิเคราะห์แห่งสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ Peterson กล่าวว่า หากสหรัฐฯ ถอนตัวออกจาก TPP จะถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของจีน เนื่องจากเวลานี้จีนก็กำลังพยายามร่างข้อตกลงการค้าที่มีประเทศสมาชิก TPP บางประเทศเข้าร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน
นักวิเคราะห์ผู้นี้บอกด้วยว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะลดลงราว 0.5% เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจาก TPP
ส่วนคุณ Gareth Leather แห่งสถาบัน Capital Economics ในกรุงลอนดอน บอกว่าหากข้อตกลงการค้า TPP ล้มเหลว จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังขยายตัวในเอเชีย เช่น มาเลเซียและเวียดนาม เนื่องจากข้อตกลงอีกฉบับหนึ่งที่จีนเป็นผู้นำนั้น มีขนาดเล็กกว่า TPP มาก
โดยเวลานี้ จีนกำลังผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีที่ชื่อว่า Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ซึ่งครอบคลุมประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย
ด้านอาจารย์ Carl Thayer นักรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย New South Wales ในออสเตรเลีย เชื่อว่าเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจถอนตัวจาก TPP จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับพันธมิตรในเอเชีย รวมทั้ง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเวียดนาม
รายงานก่อนหน้านี้ชี้ว่า นายกฯ ญี่ปุ่น ชินโซ่ อาเบะ ได้ลงทุนไปมากในทางการเมือง เพื่อผลักดันข้อตกลงการค้าฉบับนี้ แม้จะถูกต่อต้านอย่างหนักจากพรรคฝ่ายค้านญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิกเฉยต่อคำขอของนายกฯ อาเบะ ก็เชื่อได้ว่าความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นต่อจากนี้ ก็อาจจะเกิดความบาดหมางไม่มากก็น้อย
(ผู้สื่อข่าว Ken Bredemeier รายงาน / ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียง)

"วัฒนา"ปัดครม.ทักษิณ เอี่ยวสินบนโรลส์-รอยส์


โยนการบินไทยต้องรับผิดชอบเหตุสั่งซื้อเครื่องไอพ่นล็อต 3 ด้วยตัวเอง โวไม่กลัวถูกตรวจสอบเพราะมาจากประชาชนไม่เคยนิรโทษตัวเองหนีความผิด
24 ม.ค. 60 - นายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก"สินบนการบินไทย อีกที"ว่าหลังจากผมชี้แจงเรื่องที่โรลส์รอยส์จ่ายเงินสินบนจำนวน 254 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนการซื้อเครื่องยนต์ไอพ่นล็อต 3 ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ ครม. ทักษิณ เพราะคุณสมบัติของเครื่องยนต์เป็นเรื่องทางเทคนิคเฉพาะที่การบินไทยจะเป็นผู้กำหนดและจัดซื้อจัดจ้างเองโดยไม่ต้องเข้า ครม. แต่ยังมีคอลัมน์นิสต์และสำนักข่าวแห่งหนึ่งพยายามโยงเรื่องให้มาเกี่ยวข้องกับพวกผมให้ได้ อ้างว่า ครม. เคยมีมติเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2547 อนุมัติการจัดซื้อฝูงบินจำนวน 14 ลำ ในวงเงินลงทุน 96,355 ล้านบาท นั้น ข้อเท็จจริง คือ
(1) มติ ครม. ดังกล่าวเป็นการเห็นชอบการจัดซื้อเครื่องบินจากแอร์บัสและโบอิ้งตามข้อเสนอของการบินไทย เหตุที่ต้องเข้า ครม. เพราะเป็นวงเงินสูงถึง 96,355 ล้านบาท การบินไทยน่าจะใช้เงินกู้ที่รัฐบาลต้องเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งถือเป็นการก่อหนี้สาธารณะจึงต้องเสนอเรื่องให้ ครม. เห็นชอบ (2) ส่วนสินบนเป็นเรื่องที่การบินไทยสั่งซื้อเครื่องยนต์ไอพ่น ล็อต 3 ของโรลส์รอยส์ และ (3) แผนการที่จะซื้อเครื่องบินแบบใหน รุ่นอะไร จำนวนกี่ลำ และจะใช้เครื่องยนต์ของใครจึงจะเหมาะกับภารกิจและคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด เป็นเรื่องทางเทคนิคที่การบินไทยพิจารณาเองมาโดยตลอด
"ผมเห็นด้วยที่สังคมจะช่วยกันตรวจสอบเรื่องการทุจริต แต่จะต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและมีความเป็นกลาง เรื่องสินบนมีการจ่ายรวม 3 ครั้ง คือครั้งที่ 1 ปี 2534-2535 จำนวน 663 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ปี 2535-2540 จำนวน 336 ล้านบาท และครั้งที่ 3 ปี 2547-2548 จำนวน 254 ล้านบาท เหตุที่ผมชี้แจงเพียงครั้งที่ 3 เพราะเกี่ยวข้องกับผมเพียงแค่นี้และถือเป็นมารยาทที่จะไม่ไปพาดพิงถึงคนอื่น การบินไทยเป็นองค์กรที่เข้มแข็งเห็นได้จากการออกมาเป่านกหวีดกู้ชาติครั้งล่าสุด ผมจึงเชื่อว่าจะหาคนที่เกี่ยวข้องกับการรับสินบนได้ไม่ยาก ส่วนที่บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับพวกผมก็คือการพูดความจริงไม่ได้กลัวการตรวจสอบ เพราะคนที่มาจากประชาชนพร้อมเสมอที่จะให้มีการตรวจสอบและไม่เคยนิรโทษกรรมตัวเองหนีความผิดครับ"นายวัฒนา ระบุ
.................
INN

ชี้อำนาจ ครม. อนุมัติ ! 'กนก'อดีตดีดีบินไทยพร้อมให้สอบหาอีแอบสินบนโรลส์รอยซ์

ชี้อำนาจ ครม. อนุมัติ ! 'กนก'อดีตดีดีบินไทยพร้อมให้สอบหาอีแอบสินบนโรลส์รอยซ์
http://www.isranews.org/isranews-news/…/53540-news-2351.html
'กนก อภิรดี' อดีตดีดีบินไทย ออกโรงแจงสื่อปมสินบนโรลส์-รอยซ์ ก้อนที่ 3 ยันไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงอะไร ชี้โครงการวงเงินหมื่นล้านต้อง อนุมัติโดย ครม.เท่านั้น ลั่นต้องการกู้เกียรติศักดิ์ศรีคณะผู้บริหารฯ หลังถูกโยนเผือกร้อนให้ แต่ระบุไม่ได้ว่า อีแอบรับสินบนเป็นใคร ผู้บริหารมีเป็นพันคน 'คนทำชั่วเดาได้ยาก' ส่วนตัวพร้อมให้ตรวจสอบ หนุนบุคคลที่ 3 เข้าร่วมคกก.สืบสวนบริษัทฯ
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ในช่วงเที่ยงวันที่ 24 ม.ค.2560 นายกนก อภิรดี อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ช่วงปี 2545-2549 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นช่วงที่บริษัทโรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนให้กับบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 3 จำนวน 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 254 ล้านบาท) ได้เดินทางมาออกรายการโต๊ะข่าวเที่ยง ทางช่อง NEW) tv เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการจ่ายสินบนดังกล่าว
โดย นายกนก อภิรดี กล่าวถึงสาเหตุที่มาออกรายการครั้งนี้ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นมหากาพย์ที่เลวร้ายมาก วันนี้มาด้วยความรู้สึกทั้งเศร้าทั้งโกรธ ต้องการกู้เกียรติศักดิ์ศรีคณะบริหารการบินไทย ที่กำลังเมื่อเกิดเรื่องขึ้นทุกคนก็โยนเผือกร้อนมาให้ คณะบริหารถูกมองว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม

นายกนก ยังระบุด้วยว่า งานใหญ่แบบนี้ วงเงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน คณะบริหารฯ ไม่สามารถอนุมัติได้ ต้องอนุมัติโดย ครม.เท่านั้น
โดยขั้นตอนการดำเนินงานจัดซื้อเครื่องบินกรณีที่มีปัญหานั้น เบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด มีกรรมการบริหารบางรายที่มีความเชี่ยวชาญเป็นประธาน จากนั้นคณะกรรมการบริหารจะเข้าไปดูรายละเอียด เมื่อเรียบร้อยจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการฝ่ายองค์กรและฝ่ายช่างไปพิจารณารวมกันอีกครั้ง เมื่อเสร็จแล้วก็จะเสนอบอร์ดการบินไทยพิจารณา จากนั้นก็จะส่งไปที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) พิจารณาต่อถ้าไม่มีปัญหา และก็ส่งไปที่กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคมพิจารณาอีกครั้ง ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งในขั้นตอนการเสนอเรื่องรัฐมนตรี ก็มีสิทธิแก้ไขรายละเอียดได้
"อำนาจของคณะบริหาร แทบจะไม่ได้มีอะไร แค่รับรู้รายละเอียด ไม่มีสิทธิไปเปลี่ยนแปลงล็อกอะไร ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น คณะบริหารถูกมองว่า มีอำนาจล้นฟ้า แต่ความจริงมันไม่ใช่ อย่างผม แม้แต่จะตั้งรองผอ.ยังทำไม่ได้เลย หรือจะอนุมัติได้วงเงินก็ไม่กี่ร้อยล้าน" 
นายกนก ยังระบุด้วยว่า การเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทยของตน ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง เพราะถูกชวนเข้ามาโดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตประธานกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในช่วงนั้น โดยดร.วีรพงษ์ รับปากว่าจะช่วยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง แต่หลังจากที่ตนเข้ามารับตำแหน่งได้แค่ 2 วัน ดร.วีรพงษ์ ก็ลาออก โดยให้เหตุผลว่าถูกฝ่ายการเมืองกดดัน
เมื่อถูกถามเรื่องบุคคลที่คาดว่าจะได้รับสินบน นายกนก ตอบว่า "ตอบไม่ได้ว่าอีแอบเป็นใคร ผู้บริหารการบินไทยมีเป็นพันคน คนทำชั่วเดาได้ยาก เพราะฉะนั้นควรให้หน่วยงานตรวจสอบ สอบให้ลึกไปลึก รวมถึงตัวผม และผู้บริหารก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งคนที่ไปวิ่งเต้นคงจะว่างงานมาก แต่ในสมัยที่ผมบริหารไม่มีคนว่างงาน ส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการที่การบินไทยตั้งขึ้นมาก็ควรให้บุคคลที่ 3 เข้ามาร่วมด้วย ไม่ผิดกรอบอะไร เพื่อความโปร่งใส อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือสตง. จะมานั่งห้วงอะไรกับแค่การเข้ามานั่งฟังด้วย และใครจะไปรู้ว่าคนที่มาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบจะไม่ใช่อีแอบที่ทำเรื่อง เพราะถ้าสามารถวิ่งเต้นได้เงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน แค่มานั่งเป็นคณะกรรมการสอบสวนด้วยทำไมจะทำไม่ได้"
ในภาพอาจจะมี 1 คน

ภารกิจสุดท้ายนำลูกน้อง กองพันทหารช่าง ที่5 ไปช่วยทำความสะอาด ฟื้นฟู ชะอวด นครศรีธรรมราช

ภารกิจ สุดท้าย......RIP
นำลูกน้อง กองพันทหารช่าง ที่5 ไปช่วยทำความสะอาด ฟื้นฟู ชะอวด นครศรีธรรมราช ก่อนเดินทางกลับ แล้วประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิต เมื่อคืนนี้ แม้แพทย์พยายามยื้อชีวิต เผย "ผู้พันบอมบ์"เป็นหน่วยที่นำกำลังพลทหารช่างไปช่วยสร้างสะพานแบลี่ย์ ที่ชะอวด ที่เสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วม
ยกย่อง" ผู้พันบอมบ์ พันโท ธีรพล เทียนโพธิวัฒน์" ผบ.ช.พัน.5 ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร หรือค่ายกะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มาทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน น้ำท่วม แต่ต้องมาเสียชีวิต ส่วนจ่า พลขับ บาดเจ็บสาหัส
พันเอกอุทัย รุ่งสังข์. รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า เผยว่า พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่4 แสดงความเสียใจ ต่อการเสียชีวิต จากอุบัติเหตุ ของ ผู้พันบอมบ์ พ.ท.ธีรพล เทียนโพธิวัฒน์ ผบ.พัน.ช.พัน 5 ระหว่างเดืนทางกลับจากการช่วยฟื้นฟู ชะอวด นครศรีธรรมราช. เมื่อคืนนี้
" น้องบอมบ์ จากไปโดยสงบ เมื่อคืนนี้ ถือว่า...."ชีวิตนี้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน" น้องได้ทำครบแล้ว หลับให้สบายเถิด บอมบ์น้องรัก"พันเอก อุทัย กล่าว
โดยก่อนหน้านี้ ผู้พันบอมบ์ นำกำลังพลทหารช่างไปช่วยสร้างสะพานแบลี่ย์ ที่ชะอวด ที่เสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วม
ทั้งนี้แม่ทัพภาค 4มอบหมายให้พลโทคุณวุฒิ หมอแก้ว แม่ทัพน้อยที่ 4 ไปพิธีรดน้ำศพ ที่ วัดบ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ. พัทลุง วันนี้ 1600 น.
ขอแสดงความเสียใจ กับครอบครัว หน่วย และเพื่อน ตท.35 ด้วยค่ะ

บิ๊กตู่ สวมหมวก กะปิเยาะห์..

บิ๊กตู่ สวมหมวก กะปิเยาะห์....
ไม่ได้เป็น มุสลิม นะคร้าบ แต่บรรดาพี่น้องมุสลิมชายแดนใต้ มาพบที่ทำเนียบฯ พร้อม "ดูอา" สวดขอพร ให้
นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)นำ นายฮาซัน สาเมาะ เยาวชนผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศการทดสอบท่องจำพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานนานาชาติ พร้อมตัฟซีร (การอรรถธิบายกุรอาน) Khartoum International Holy Quran Award (เมืองคุรตูม ประเทศซูดาน) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชม เยาวชน ที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ซึ่งการแข่งขันนี้ เป็นการแข่งขันระดับโลก ถือเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ และหวังว่าจะรักษาสิ่งนี้ไว้ และขอสนับสนุนให้ทำงานด้านนี้ต่อไป ทั้งนี้ ขอฝากไปยัง ผู้อาวุโส เด็ก เยาวชนช่วยกันทำให้บ้านเมือง สงบสุข เพราะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปเป็นอย่างอื่น
ส่วนเหตุการณ์ในภาคใต้เป็นเรื่องอัตตลักษณ์ ขณะที่ ประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยแต่ก็มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะมุสลิมสมัยใหม่ ที่ใช้ความทันสมัยควบคู่กับการคงอัตตลักษ์ไว้ อย่างไรก็ดี หลาย ๆ อย่างได้เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งเรื่องของยางพารา ที่มีหลายบริษัทต้องการมาทุนในไทย ดังนันหลายอย่างก็จะดีขึ้น
สำหรับ สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ นั้นไม่ได้นิ่งนอนใจ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ได้ขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอดและได้สั่งการเพิ่มเติมไป ในพื้นที่
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะไปสุราษฎร์ฯ พฤหัสฯนี้ เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ และติดตามการช่วยเหลือ ทั้งหมดที่เป็นความช่วยเหลือเร่งด่วน รวมทั้งแนวทางการฟื้นฟู และการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน
และจะไปติดตาม โครงการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับสั่งไว้นานแล้ว ว่าจะสามารถประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ ซึ่งต้องขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ด้วยเพราะหลายอย่างต้องทำใหม่ เช่นขุดลอกคูคลอง ทำทางระบายน้ำ ขอฝากให้ลงไปทำความเข้าใจในพื้นที่ ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนแม้คนเดียว

"ผมไม่เอา ไง"....‬

"ผมไม่เอา ไง"....‬
‪บิ๊กป้อม ไม่เอา แนวคิด66/23 ไม่เอา "ป๋าเปรม โมเดล"เพราะคนละแบบกัน ยันปรองดอง นี้ ไม่เกี่ยวเริ่องกม. ผมไม่ละเมิดกฎหมาย นอกเสียจากมันเดินไม่ได้แล้วต้องออกกฏหมายใหม่ แต่ไม่ใช่คนทำผิด แล้วไม่ผิด คนละแบบคนละเรื่อง ผมไม่ได้ใช้ กม.กอ.รมน.ไม่ใช่ ผกค. ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ นี่มันเรื่องปรองดองของคนในชาติ ไม่มี ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ผมไม่ได้ยึด 66/23 นี่ผมต้องการให้คนเข้าใจกัน ปรองดองกันและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ‬

ทรัมป์ทำจริง! เซ็นชื่อคำสั่งถอนตัวสหรัฐฯออกจาก 'TPP' แล้ว

เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีว่าด้วยเรื่องการถอนตัวออกจากข้อตกลง TPP หรือข้อตกลง หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาโดยในคำสั่งระบุว่าการออกจากข้อตกลง TPP นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากสำหรับสหรัฐอเมริกา
นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีของสหรัฐฯ กล่าวว่า การลงนามในคำสั่งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่านโยบายการค้าของสหรัฐฯ เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ พร้อมกล่าวว่า ในอนาคตทีมบริหารในรัฐบาลสมัยทรัมป์จะค้นหาโอกาสทางการค้าแบบทวิภาคีร่วมกับประเทศพันธมิตรและประเทศอื่นๆ
การลงนามครั้งนี้นับว่าสอดคล้องกับคำกล่าวตอนหาเสียงของทรัมป์เพราะเขาเคยโจมตี TPP อยู่หลายครั้งว่าข้อตกลงนี้จะ"ทำลาย"อุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ และถ้าหากเขาได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีเขาจะไม่ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ แต่จะให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าแบบทวิภาคี
ซึ่งขณะนี้ เขากล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังจะมีการเจรจากันใหม่อีกครั้งในเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ(NAFTA)กับแคนนาดาและเม็กซิโก งานนี้คงต้องรอดูกันต่อไปว่าประธานาธิบดีป้ายแดงคนนี้จะมีนโยบายอะไรออกมาอีกบ้าง

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

20012560 • สันดาน 'นักเลือกตั้ง' โดย : ประชา บูรพาวิถี

ปี 2544-2547 เกิดการกินรวบจนก่อให้เกิดกระแสต้าน ตามด้วยรัฐประหารอีก 2 ครั้ง

ในรอบ 2 ทศวรรษ รัฐประหารกับนักเลือกตั้งไทย เป็นของคู่กัน เหมือนผีเน่ากับโลงผุ


รัฐประหาร 2534 กลุ่มขุนศึก จปร.5 อ้าง “นักเลือกตั้ง” โกงกิน และมีการกระทำหมิ่นเบื้องสูง จึงก่อการยึดอำนาจ “กลุ่มราชครู”


นักเลือกตั้งพักร้อนอยู่ปีเศษ ก็กลับเข้าสู่สภาฯ แม้จะเกิดอุบัติเหตุ “พฤษภาทมิฬ” มีเลือกตั้งรอบสอง นักเลือกตั้งหน้าเดิมๆ ก็กลับมา

ขนาด “ปัญญาชนคนชั้นกลาง” จะสร้างวาทกรรม “เทพ-มาร” ผ่านสื่อกระแสหลัก ก็หยุดยั้งฝ่ายมารไม่ได้
ขึ้นชื่อว่า “นักเลือกตั้ง” ไม่มีเทพ ไม่มีมาร เพราะการเลือกตั้งปี 2538 และปี 2539 ได้พิสูจน์ให้เห็นความเป็นนักเลือกตั้งโดยอาชีพของพวกเขา

ปี 2540 ปัญญาชนคนชั้นกลาง ที่เชื่อใน “ลัทธิคนดี” ตีกลองร้องส่ง ต้อนรับ “รัฐธรรมนูญ 2540” เพราะมีการออกแบบ “กลไกปราบโกง” ไว้เพียบ พวกเขาฝันถึงการเมืองสีขาว หรือยุคพระศรีอาริย์

ปี 2544-2547 ทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างปรากฏการณ์“วัฒนธรรมอุปถัมภ์ใหม่” แทนที่การเมืองแบบเก่า ที่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ ระหว่าง “พรรคนักเลือกตั้ง” กับ “พรรคข้าราชการ”

พูดง่ายๆ ทักษิณ “กินรวบ” จนก่อให้เกิดกระแสต้าน และตามมาด้วยรัฐประหารอีก 2 ครั้ง

เลือกตั้งปี 2550 และปี 2554 พิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่งว่า “ฆ่าทักษิณไม่ตาย”

เมื่อฝ่ายขุนศึกโยนโจทย์ปรองดองลงมา ฝ่ายทักษิณจึงอ้าแขนรับทันที เพราะกระสันเลือกตั้ง
แต่ฝ่ายตรงข้ามปฏิเสธ

จะเลือกตั้งได้ยังไง...เลือกกี่ครั้งก็แพ้ทักษิณ?
………………………………..

“ยุทธศาตร์ชาติ-การปฏิรูป-การสร้างปรองดองจะเดินไปด้วยกัน”

(ไทยรัฐ-23/1/60)
น้ำเสียงหนักแน่นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะนำพาบ้านเมืองไปให้ถึงจุดหมายดังกล่าวท่ามกลางบนถนนที่เต็มไปด้วยขวากหนามเพราะหลังจากใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเลขานุการ ป.ย.ป.

ก่อนแตกกิ่งก้านคณะกรรมการให้ระดับรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล ประกอบด้วยคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์

คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.ประวิตร เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมดึง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายคณะอำนวยการสร้างความปรองดอง โดยจะมีการทาบทามนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วม และสร้างกระบวนรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง

โดยมีสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มีนายอำพน กิตติอำพน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นหัวหน้าสำนักงาน เพราะมีฝีมือในการประสานสิบทิศ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะต่างๆนำเสนอให้ ป.ย.ป.

คณะกรรมการทุกชุดมีภารกิจสำคัญที่แตกต่างกันไป และจะเชื่อมโยงถักทอยุทธศาสตร์ชาติ-การปฏิรูปประเทศ-การสร้างความปรองดองให้ประเทศเดินหน้าไปได้เสียที ดีเดย์เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.60 แต่ยังไม่ทันได้เริ่มทำงาน คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองกลับถูกสังคมจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ถึงมากที่สุด

เพราะที่ผ่านมามีคณะกรรมการศึกษาเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองหลายชุดแล้ว เช่น สถาบันพระปกเกล้า คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานฯ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน

สุดท้ายก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก เพราะในห้วงเวลานั้นตัวแปรเหนือการควบคุมและปัจจัยต่างๆยังไม่เอื้อให้ขั้วขัดแย้งหันหน้าเข้าหากัน ครั้งนี้จะซ้ำรอยเดิมหรือจะเดินไปถึงจุดหมายตามที่สังคมตั้งความหวังเอาไว้
พล.อ.ประวิตร บอกว่า ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งใน ป.ย.ป.จะเริ่มนับจากปัจจุบันและปูทางไปสู่อนาคต โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้ามาร่วมรับฟังทุกกลุ่มการเมือง ทุกพรรคการเมือง เพื่อให้คณะกรรมการฯได้พิจารณาในภาพรวม และวางรูปแบบการสร้างความปรองดองให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติต่อไปในอนาคต
ไม่เกี่ยวกับอดีตในด้านคดีความ การนิรโทษกรรม การอภัยโทษ เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดต่อไปที่จะทำอะไรก็ไปทำหลังทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขแล้วฝ่ายการเมืองพยายามออกมาเรียกร้องเสนอการนิรโทษกรรมพ่วงท้ายเข้าไปด้วย พล.อ.ประวิตร บอกว่า ไม่มี ไม่เอา ขอบอกว่าไม่เอาอดีต ขอให้ยึดปัจจุบันและวางแผนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในอนาคต คดีความที่เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว สุดท้ายศาลจะพิพากษา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ก่อนหน้านั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคณะทำงานศึกษาประเด็นกฎหมายที่จะส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการสร้างสังคมสันติสุข ในคณะกรรมาธิการการเมือง (กมธ.) ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.อำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดย กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เสนอผลการศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดอง หนึ่งในข้อเสนอขอให้พักโทษคดีการเมือง พล.อ.ประวิตร บอกว่า ขอย้ำว่าจะไม่มีการมองย้อนอดีต เพราะมันจะเดินไปไม่ได้

เรามีหน้าที่ทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินหน้าไปให้ได้ เริ่มจากการจะเชิญนักการเมืองมาเสนอแนะและลงสัตยาบันร่วมกัน มีข้อตกลงยาวเหยียดว่า ในอนาคตจะร่วมมือกันเดินหน้าปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ อาทิ ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ด้านการเมือง

ถ้านัก การเมืองคนไหนไม่ลงสัตยาบันก็ไม่ว่าอะไร ถ้าคนไหนตกลงทำสัตยาบันก็ร่วมมือกันเดินหน้าได้ ไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล ดูภาพรวมแล้วมันไปได้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง หนึ่งในนั้นที่จะต้องลงสัตยาบันคือ พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงข้างมากต้องสามารถจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่ได้คะแนนรองจะต้องไม่ยกพวกออกมาเคลื่อนไหวที่ขัดต่อกฎหมาย เพื่อให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดี สามารถมีรัฐบาลชุดต่อไปที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง และบริหารประเทศโดยยึดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก

ผมเชื่อว่า ประชาชนทุกคนเห็นประโยชน์ร่วมกันกับกระบวนการเริ่มต้นปรองดองกัน ทุกคนต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ต้องการเห็นประเทศชาติเดินไปข้างหน้า โดยทุกฝ่ายเคารพต่อกฎหมาย สิ่งเหล่านี้นักการเมืองจะต้องรับปากและลงสัตยาบัน ถ้าใครหักหลังก็ขอให้ประชาชนและสังคมรับรู้ว่าคนนี้หักหลัง
เมื่อเรามีข้อเสนอที่ดีต่อสังคมออกมาแล้ว อาจจะจำเป็นต้องออกกฎหมาย หรือแก้ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง หรือใช้มาตรา 44 ในบางเรื่อง เพื่อให้เกิดกระบวนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ทีมข่าวการเมือง ถามย้ำว่า ข้อเสนอด้านการสร้างความปรองดองของรัฐบาลมาพร้อมข้อเสนอของ กมธ.ด้านการเมือง สปท.ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธานฯ เสนอทางออกต่อสังคม ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอชุดความคิดเดียวกัน พล.อ.ประวิตร บอกว่า คุณเสรีมาเข้าพบก็ได้อธิบายได้เข้าใจว่า ถ้าทำตามที่คุณเสรีเสนอ 1 ปีก็ไม่สำเร็จ ต่างกับโมเดลที่รัฐบาลเสนอทางออกแบบไทยๆ จะทำให้
ประเทศเดินหน้าไปได้

ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความ ต้องตัดทิ้ง ไม่เกี่ยวกับการพักโทษ การนิรโทษกรรม แต่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันให้ได้ ต่อให้ออกกฎหมายอย่างไรถ้าไม่ร่วมมือกันก็ตีกันอีก แต่ถ้าอยู่ในข้อตกลงว่าจะไม่ตีกัน ไม่พาคนออกมาประท้วง ถ้าใครออกมาจะกลายเป็นคนหักหลัง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผู้ที่มีคอนเนกชั่น สนิทกับสายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกมองว่าอาจจะมีข้อเสนอที่แฝงเข้ามา พล.อ.ประวิตร บอกว่า...
“...ผมสนิทกับทุกฝ่าย ผมทำงานโดยไม่มีผลประโยชน์ วางตัวเป็นกลาง มาถึงวันนี้ยังไม่ได้คุยกับใคร ผมจะไม่ให้เถียงกัน ไม่ให้พบหน้ากัน จะพบเจอกันในวันที่เราได้ข้อตกลงออกมาแล้วว่าจะแก้ในเรื่องอะไรบ้าง

ผมไม่กังวลอะไร เพราะมีเจตนาดีกับบ้านเมือง ไม่ได้ทำให้ใครเสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์ แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์สูงสุด ประเทศเดินหน้าได้ตามทิศทางยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดการคิดและทำร่วมกันอยู่”

ขั้นตอนการรับฟังพิจารณาการสร้างความปรองดองจะทำภายใน 3 เดือน เมื่อเสร็จแล้วคณะกรรมการฯจะปรับให้เป็นข้อตกลงภายใต้กรอบที่กลุ่มการเมือง พรรคการเมืองเสนอทั้งหมด และนำข้อเสนอคณะกรรมการปรองดองชุดต่างๆมาดูด้วย แต่ขอย้ำว่าจะไม่เอาเรื่องในอดีตเข้ามา

ถูกมองว่าโครงสร้างของคณะอำนวยการสร้างความปรองดอง มีแต่นายทหารจะสร้างความปรองดองได้อย่างไร พล.อ.ประวิตร บอกว่า ไม่ใช่ปัญหา เพราะกองทัพมีความเป็นกลาง และนายทหารระดับผู้ใหญ่ก็ทำหน้าที่รับฟังประมวลข้อมูลก่อนเสนอต่อคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดอง
สุดท้ายการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแม็ปช่วงต้นปี 2561 พล.อ.ประวิตร บอกว่า ยังเป็นไปตามโรดแม็ป นายกรัฐมนตรีไม่เคยบอกให้เลื่อน เมื่อเป็นสัญญาประชาคมเราต้องทำให้ได้

ถึงได้บอกว่า ให้ทำข้อตกลงและลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะให้เกิดความปรองดองให้เกิดขึ้น เพื่อในอนาคตจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

อย่าลืมว่าที่ผ่านๆมา พอเดินเข้าอุโมงค์มืดมนไปหมด ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่โมเดลปรองดองแบบไทยๆ พอไม่พูดถึงคดีความในอดีต ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดต่อไป
เมื่ออยากให้มีการเลือกตั้งก็ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย

พอเข้าไปจะเห็นแสงสว่างในอุโมงค์ รู้ว่าจะเดินออกทางไหน.

ทีมการเมือง

โหมโรงปฏิรูปยุทธศาสตร์“สามัคคี”ทะลวงทางตัน

22/1/60
จาก 13 ตุลาคม 2559 ถึง 20 มกราคม 2560 ครบรอบ 100 วันแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

เป็นอีกวาระสำคัญที่พสกนิกรชาวไทยร่วมกันจัดงานใหญ่

โดยสำนักพระราชวังจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร ขณะที่รัฐบาลจัดงานทำบุญ ตักบาตร กองทัพ หน่วยงานราชการจัดอุปสมบทหมู่ พระสงฆ์ ประชาชนเข้าวัดสวดมนต์

ภาครัฐ ภาคเอกชน ชาวบ้านทั่วไป พร้อมใจถวายเป็นพระราชกุศล

รำลึก คิดถึง “พ่อ” ไม่เสื่อมคลาย

ตามปรากฏการณ์ที่ “ไทยรัฐ” ได้จัดทำหนังสือพิมพ์ ฉบับพิเศษเนื่องในวาระ 100 วันแห่งความอาลัย ฉบับประจำวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2560 บันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบแสง สี เสียง และสื่อประสมทั้งฉบับยอดพิมพ์เพิ่มมากกว่าปกติหลายเท่า ตามความ ต้องการของผู้อ่าน

ส่วนใหญ่ต้องการนำไปสะสมเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของชีวิตได้อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่

“ในหลวง รัชกาลที่ 9” ในความทรงจำ

และในขณะที่ความคืบหน้าตามกระบวนการทางพระราชพิธีผ่านพ้นกำหนด 100 วัน โดยสถาน-การณ์ด้านกระบวนการตามโรดแม็ปทางการเมืองก็เดินถึงจุดสำคัญ

กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ปรองดอง”

ซึ่งรอบนี้ต้องยอมรับว่า “ออกตัวแรง” และมีแนวโน้มได้เนื้อได้หนังมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ตามจังหวะการเทกแอ็กชั่นของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ร่างโมเดลด้วยตัวเอง ก่อนมอบธงให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นแม่ทัพใหญ่ในการดำเนินการงานช้าง

ด้วยสถานะของ “พี่ใหญ่” ผู้กว้างขวาง คุยได้ทุกวงการ
และความคืบหน้าล่าสุดราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง เรียกโดยย่อว่า “ป.ย.ป.”

ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรองนายกรัฐมนตรี รมต.ประจำสำนักนายกฯ รมว.คลัง รมว.มหาดไทย เป็นกรรมการ

โดยโครงสร้างอำนาจหน้าที่เป็นหน่วยหลักในกระบวนการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

คุมภาพกว้างทั้งโหมดการปรองดองควบไปโหมดการปฏิรูป

ในขณะที่กลไกหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการปรองดองเป็นการเฉพาะ น่าจะอยู่ที่กรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ พล.อ.ประวิตรกำกับดูแล

และมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ มอบหมายให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้าง-มงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

คณะทำงานส่วนใหญ่เน้นเฉพาะทหาร

ตามรูปการณ์เห็นได้เลยว่า มีการเร่งความคืบหน้ากระบวนการกันอย่างรวดเร็ว

สะท้อนระดับความจริงจังและความตั้งใจของรัฐบาลทหาร คสช.

แต่แน่นอน ประเด็นการปรองดองไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นของเก่าค้างปีที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาแล้วก็เก็บใส่ลิ้นชักไว้ไม่รู้กี่คณะต่อกี่คณะคว้าน้ำเหลวมาแล้วไม่รู้กี่รอบ

และครั้งนี้ก็เช่นกัน ยังไม่ทันไร ก็มีสัญญาณจากฝั่ง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ประกาศไม่รับมุก ไม่ขอร่วมวงที่ พล.อ.ประวิตรเสนอให้นักการเมือง แกนนำขั้วขัดแย้ง ลงนามใน “เอ็มโอยู” หรือข้อตกลงยุติความขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่ความปรองดอง

อ้างไม่ใช่ทางออก และตั้งท่าค้านการนิรโทษกรรมเหมือนเดิม

ขณะที่อีกด้านก็มีการอ้างแหล่งข่าวคนใกล้ชิดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ตั้งแง่กังขาในเรื่องความจริงใจของรัฐบาลทหาร คสช.ที่จะสร้างความปรองดอง ทำไมจึงเพิ่งจะมาดำเนินการในช่วงที่ใกล้จะถึงช่วงท้ายโรดแม็ป หรือเป็นเพราะหวังยื้อการเลือกตั้งให้ช้าออกไป

ตั้งแง่ไม่ไว้ใจทหาร โวยที่ผ่านมาโดนทุบอยู่ฝ่ายเดียวตามเคย

โจทย์สำคัญ “หัวโจก” ขั้วขัดแย้งยังยึกยัก

“ทักษิณ-เทพเทือก” ไม่รับมุก ปรองดองส่อเค้าล่มปากอ่าวตามฟอร์ม

ซึ่งนั่นก็ประเมินกันในมุมเก่า วิเคราะห์กันบนพื้นฐานเงื่อนไขสถานการณ์เดิมๆ

แต่เรื่องของเรื่อง ความพยายามเดินหมากปรองดองรอบนี้ มันมีปัจจัยใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
และจัดเป็นปัจจัยที่ “เอื้อ” มากกว่า “ฉุด”

จุดสำคัญอันดับแรกเลยก็คือ บรรยากาศพระราชพิธีสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ตามปรากฏการณ์นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นอะไรที่ทุกฝ่ายสัมผัสได้

ความสามัคคีฟื้นกลับมาสู่สังคมไทย ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อ “พ่อ”

ไม่มีการแบ่งสี แบ่งค่าย แยกฝั่ง แยกฝ่าย ก่อภาพความสวยงามในหัวใจของคนในชาติปรองดองกันเพื่อเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่รัก

พวกที่จ้องจะหักดิบปรองดอง ก็ต้องเสี่ยงสวนกระแส

ประกอบกับสถานการณ์ต่อเนื่องในช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญก็เห็นกันอยู่กับ “การจ่ายยาแรง”
นักการเมือง แกนนำขาใหญ่ม็อบ เข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ

เดินคอตกเข้าคุกตามๆกัน

และแนวโน้ม “หัวโจก” ม็อบ นักการเมืองทุกขั้ว ทุกค่าย ต่างติดคดี มีชนักปักหลัง
ถ้ายังสนุกกับธุรกิจค้าความขัดแย้ง ใช้ความแตกแยกของคนในบ้านเมืองเป็นเครื่องมือในการต่อรองผล
ประโยชน์เกมอำนาจทางการเมืองและธุรกิจ
ปลายทางของชีวิตหนีไม่พ้นเข้าไปนั่งปรับความเข้าใจในเรือนจำ
ที่สำคัญเลย โดยโจทย์สถานการณ์ที่อยู่ในห้วงท้ายโรดแม็ป กำลังเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง
ตามเงื่อนไขนี้ เดาทางพวกหัวโจกม็อบและนักการเมืองก็น่าจะประเมินเงื่อนสถานการณ์ปรองดองรอบนี้ในมุมที่เปลี่ยนไปจากมุกปรองดองลอยๆแบบที่ผ่านมา
ดูแล้วก็แค่ลีลา ทุกอย่างแปรผันตามการต่อรองผลประโยชน์
ทั้งหมดทั้งปวงเลย ปรองดองรอบนี้ไม่ได้อยู่ในวังวนเดิมแบบที่ผ่านมา
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ต่างยืนยัน ไม่มีการนิรโทษกรรม ไม่พูดเรื่องการอภัยโทษ
เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลไม่สามารถก้าวก่ายได้
นี่ก็เท่ากับตัดปมปัญหา “เรื้อรัง” ที่โดนต่อต้าน เลี่ยงปมอุดตัน
จุดไฮไลต์จริงๆมันอยู่ที่การเชิญให้นักการเมือง แกนนำขั้วขัดแย้งมาร่วมทำ “เอ็มโอยู” โดยรัฐบาล คสช.เป็นคนกลางเปิดวงให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพูดคุย แสดงความคิดเห็น
จะสร้างความปรองดองในสังคมไทยได้อย่างไร
เบื้องต้นเลยดูเหมือนจะเน้นไปที่เงื่อนไขในการเลือกตั้ง โดยทุกฝ่ายต้องสัญญาจะไม่ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง และจะยอมรับผลเลือกตั้ง
ไม่ว่าพรรคไหน ขั้วไหนจะชนะเลือกตั้ง ใครจะได้เป็นรัฐบาล
เป็นการแสดง “สัจวาจา” ต่อสาธารณชน
และเมื่อสัญญาแล้วต้องทำตามเอ็มโอยูที่ลงนามไว้ ถ้าเบี้ยว กลืนน้ำลาย ตระบัดสัตย์ในภายหลัง ก็มีหวังโดนมาตรการทางสังคม “แบน” เอง
เหมือนมวยที่ต้องกำหนดกติกาก่อนชก
ไม่เช่นนั้นก็ซัดกันมั่วไปหมด ต่อยใต้เข็มขัด กัดหู คนแพ้ไม่ยอมคนชนะ
หนีไม่พ้นต้องฆ่ากันตายไปข้าง
เช่นกันถ้ายังไม่เคลียร์ให้ชัด ปล่อยเลือกตั้งไปก็ไม่มีหลักประกันจะกลับมาวุ่นวายไม่เลิก
สั้นๆเข้าใจง่ายๆ รอบนี้มันก็แค่ “ปลดล็อก” ทางตัน
เสมือนหนึ่ง “ปรองดองเฉพาะกิจ” เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
ส่วนการปรองดองในระยะยาวก็ไปว่ากันต่อในรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง จะนิรโทษกรรม อภัยโทษ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล คสช.แต่อย่างใด
ทหารดึงตัวเองออกมาเป็นคนกลาง ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง
และถึงจะไม่สำเร็จก็ไม่ถือว่าเป็นความเสียหาย
ถ้านักการเมืองไม่เอา ม็อบไม่สน ทหารก็ไม่เดือดร้อนอะไร
คสช.ลากยาวอำนาจพิเศษอยู่ต่อไป ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่เลือกฝากผีฝากไข้กับทหารมากกว่า
ไม่มีทางปล่อยให้ประเทศวุ่นวาย
ไม่ปล่อยผีนักการเมืองทำรัฐล้มเหลวแน่.

“ทีมการเมือง”

ลอกคราบขบวนการงาบ “การบินไทย” สินบนโรลส์-รอยซ์ 1,300 ล้านบาท “นักการเมือง” คือตัวการใหญ่


โดย ผู้จัดการรายวัน   


21 มกราคม 2560 07:04 น.
 ลอกคราบขบวนการงาบ “การบินไทย” สินบนโรลส์-รอยซ์  1,300 ล้านบาท “นักการเมือง” คือตัวการใหญ่
        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - นับเป็นข่าวใหญ่ที่มาถูกจังหวะเวลาในช่วงขณะที่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังขอความร่วมมือร่วมใจทุกภาคส่วนโดยเฉพาะฟากฝั่งนักการเมือง เข้าสู่ถนนสายปรองดอง อย่าตุกติกมากเรื่อง 
       
        ไม่เช่นนั้น “สินบนโรลส์-รอยซ์” ที่ถูกปูดขึ้นมาพอดิบพอดี อาจถูกหยิบขึ้นมาเปิดแผลเน่า 
       
        เนื่องเพราะสินบนมาราธอนที่จ่ายกันเป็นลอตๆ ถึง 3 ครั้งนี้ เกี่ยวโยงไปถึงหมดทุกพรรค ทุกสำนัก โดยเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2534-2548 
       
        ที่สำคัญคือ คงไม่แต่ผู้ที่นั่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) หรือคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) การบินไทยในขณะนั้นเท่านั้นที่จะสะดุ้งเฮือก แต่ยังสั่นสะเทือนถึงรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่คุมงานการบริหารการบินไทย ในช่วงที่มีการจ่ายสินบนก้อนโตกันด้วย
       
        สำหรับเรื่องอื้อฉาวของการบินไทยคราวนี้ เกิดขึ้นเมื่อบริษัท โรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์สำหรับอากาศยานรายใหญ่จากอังกฤษ ออกมายอมรับว่า ได้จ่ายสินบนให้นายหน้าการบินไทย เป็นเงินกว่า 36 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,300 ล้านบาท ให้ช่วยจัดซื้อเครื่องยนต์เครื่องบิน รุ่น “เทรนท์” หรือ T800 ของทางบริษัท ให้กับการบินไทย ถึง 3 ลอต ในช่วงปี 2534-2548 
       
        การที่โรลส์-รอยซ์ ออกมายอมรับในเรื่องนี้ เนื่องมาจากศาลสหราชอาณาจักร ได้สั่งปรับ โรลส์-รอยซ์ เป็นเงิน 671 ล้านปอนด์ หรือ ราว 3 หมื่นล้านบาท หลังสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (Serious Fraud Office หรือ SFO)ของประเทศ พบว่า บริษัทสมรู้ร่วมคิดกับการทุจริต หรือ ละเลยต่อการป้องกันการติดสินบนใน ไทย จีน อินเดีย รัสเซีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไนจีเรีย
       
        คำวินิจฉัยของ เอสเอฟโอ ชี้ว่า โรลส์-รอยซ์ ยอมจ่ายเงินราว 680 ล้านบาท ให้แก่นายหน้าในภูมิภาค โดยเงินบางส่วนจ่ายให้แก่ “ผู้แทนของประเทศไทย และพนักงานของการบินไทย” ซึ่งบุคคลเหล่านี้ “ถูกคาดหวังว่าจะให้ความความช่วยเหลือแก่โรลส์-รอยซ์ ในการจัดซื้อเครื่องเครื่องยนต์ T800 โดยการบินไทย” 
       
        โรลส์-รอยซ์ เป็นบริษัทเครื่องยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกสัญชาติอังกฤษ Image copyright ROLLS-ROYCE
       
        ผลการสอบสวนโดยเอสเอฟโอและเจ้าหน้าที่ต้านทุจริตของสหรัฐฯ และบราซิลที่ใช้เวลาราว 5 ปี พบการกระทำผิดถึง 12 ครั้งใน 7 ประเทศ ในรอบ 25 ปี เช่น ในอินโดนิเซีย พนักงานระดับสูงของโรลส์-รอยซ์จ่ายสินบนมูลค่าราว 80 ล้านบาท พร้อมรถโรลส์-รอยซ์ รุ่นซิลเวอร์สปิริต 1 คันให้แก่นายหน้าคนหนึ่ง เพื่อตบรางวัลให้ในฐานที่สนับสนุนโรลส์-รอยซ์ในกระบวนการจัดซื้อเครื่องยนต์ Trent 700 เพื่อใช้ในอากาศยานของสายการบินแห่งชาติการูด้า
       
        ใน จีน เจ้าหน้าที่ของโรลส์-รอยซ์ ตกลงจ่ายเงินราว 180 ล้านบาท ให้แก่ ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลนส์ ของรัฐบาลจีน ขณะเจรจาเครื่องยนต์ T700 ในปี 2013 ในวงเงินนี้ เงินบางส่วนถูกใช้ไปเพื่อการส่งพนักงานของสายการบินไปเรียน หลักสูตรเอ็มบีเอสองสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเพลิดเพลินกับ "ที่พัก 4 ดาว พร้อมกิจกรรมนอกหลักสูตรสุดหรู"
       
        ใน อินเดีย โรลส์-รอยซ์ ถูกพบว่าจ้างตัวแทนให้เข้ามาดำเนินการกับสัญญาจัดหาอาวุธของรัฐบาลอินเดีย ในขณะที่กฎหมายของอินเดียในช่วงนั้น ห้ามใช้ตัวแทน แต่บริษัทฯ ก็ใช้ผู้แทนแล้วเลี่ยงจ่ายค่าตอบแทนในรูป "บริการคำปรึกษาทั่วไป" แทนจ่ายค่านายหน้า
       
        ใน ไนจีเรีย โรลส์-รอยซ์ มีความผิดฐาน จ้างนายหน้าในการเข้าประมูลจัดซื้อจัดจ้าง 2 สัญญา และบริษัทฯ ล้มเหลวในการสกัดกั้นการจ่ายสินบนโดยนายหน้า แม้ภายหลัง โรลส์-รอยซ์ ได้ถอนตัวจากการประมูลทั้ง 2 ครั้ง
       
        ใน รัสเซีย โรลส์-รอยซ์ ชนะการประมูลจัดหาอุปกรณ์ให้แก่ ก๊าซพรอม (Gazprom) รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศ โดยการติดสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐวิสาหกิจนี้
       
        สำหรับกรณีของ ไทย เกิดขึ้นระหว่างปี 2534-2548 ไม่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวและไม่มีรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวออกมา
       
        อย่างไรก็ตาม โรลส์-รอยซ์ ยินดีที่จะจ่ายเงินรวมกว่า 800 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติคดีใน 3 ประเทศคือ อังกฤษ สหรัฐ และบราซิล โดยจะจ่ายเงินให้แก่เอสเอฟโอ เป็นเงิน 617 ล้านดอลลาร์ รวมกับดอกเบี้ยตลอดช่วงระหว่าง 5 ปีที่ผ่านมา โรลส์-รอยซ์ ยังตกลงยอมความกับสหรัฐฯ โดยจะจ่ายเงินให้แก่กระทรวงยุติธรรม ของสหรัฐฯ เป็นเงิน 170 ล้านดอลลาร์ ส่วนบราซิล จะเป็นการจ่ายเงินให้แก่สำนักงานคดีอาญาแห่งรัฐ เป็นเงินทั้งสิ้น 25.6 ล้านดอลลาร์ 
       
        หลังจากบรรลุข้อตกลงยอมความแล้ว นายวอร์เรน อีสต์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของโรลส์-รอยซ์ ได้ออกแถลงการณ์ ขอโทษเรื่องการติดสินบนของบริษัท ซึ่งเป็นเรื่องที่ถือว่ารับไม่ได้ พร้อมทั้งระบุว่า หลังเกิดเหตุ บริษัทได้ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ และได้ยกเลิกการใช้ตัวแทนจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับคดี ทั้งนี้ การประนีประนอมยอมความกันได้ทำให้จะไม่มีการฟ้องร้องคดีอาญาต่อโรลส์-รอยซ์ และทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 
       
        ในส่วนของต่างประเทศนั้น โรลส์-รอยซ์ ยอมจ่ายเพื่อจบคดี ขณะที่ในประเทศไทย การสะสางกำลังเริ่มต้น เพราะทันทีที่มีข่าวเผยแพร่ออกมา นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกมาแถลงหลังการประชุมบอร์ด ทันทีว่า ที่ประชุมมีมติให้ฝ่ายบริหารตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อมูลเรื่องดังกล่าวโดยเร็วที่สุด โดยต้องการทราบรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับบุคลใดบ้าง ทั้งอดีตพนักงาน อดีตผู้บริหาร และคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในช่วงปี 2534-2556 ตามที่โรลส์-รอยซ์ อ้างถึง 
       
        นอกจากนี้ ยังจะตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ จากเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้รู้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนใด เพราะมีรายละเอียดช่วงเวลาการซื้อขายที่ชัดเจน หากพบว่าอดีตพนักงาน อดีตผู้บริหารหรืออดีตกรรมการคนใดมีส่วนเกี่ยวข้องแม้ว่าจะเกษียณอายุการทำงานไปแล้วก็สามารถที่จะนำตัวมาลงโทษได้ โดยเบื้องต้นจะใช้เวลาสอบสวน 30 วัน และสามารถขยายได้ถึง 60 วันหรือ 90 วัน และหากพบว่าประเด็นดังกล่าวมีมูล จะเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบต่อไป 
       

       

       
        “การบินไทยจะพิจารณาหามาตรการที่เหมาะสมในการจัดการเรื่องทุจริตครั้งนี้โดยเร็ว เพื่อดำรงเจตนารมณ์ในด้านความโปร่งใสไว้ตลอดไป” 
       
        จะว่าไป ไม่ใช่เรื่องยากที่จะตามเส้นทางสินบนโรลส์-รอยซ์ ที่ระบุเอาไว้ชัด แต่ว่าการให้ฝ่ายบริหารการบินไทย ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคนกันเองนั้น มันใช่เรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ สังคมจะกังขาขึ้นไปอีกว่าจะมีรายการลูบหน้าปะจมูก นั่นลูกพี่นี่ลูกน้อง นายเก่า กันทั้งนั้น หรือไม่ 
       
        อันที่จริงเรื่องใหญ่ขนาดนี้ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาลงมือจัดการตรวจสอบเอง
       
        เพราะเมื่อสาวลึกลงไปก็เห็นๆ แล้วว่า สินบนโรลส์-รอยซ์ เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายรัฐบาล หลายก๊ก หลายกลุ่ม ขณะที่ดีดีและประธานบอร์ด ก็ล้วนแต่บิ๊กเบิ้มทั้งนั้น และไม่ใช่แค่เครื่องบนโรลส์-รอยซ์เท่านั้น หากแต่ยังรวมไปทุกชิ้นส่วนประกอบของเครื่องบิน ตั้งแต่ลำตัวเครื่องบิน เก้าอี้ที่อยู่ในเครื่องบิน ระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ ตลอดจนการซ่อมบำรุงและรวมถึงการขายเครื่องเบินเก่าออกไปและซื้อเครื่องบินใหม่เข้ามา
       
        แล้วก็ซื้อกันทุกยุค ไม่ว่ายุคพลเรือน ยุคทหาร แม้กระทั่งยุคที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤต IMF ก็ซื้อ เรียกว่าซื้อกันทุกยุคทุกสมัยจนกล่าวได้ว่า ไม่เคยมีครั้งไหนที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้วไม่มีการซื้อเครื่องบิน
       
        “ใน 7 ปีที่ผ่านมา 2 ยุค ทุกยุคเราซื้อเครื่องบินไป 55 ลำ ภายใน 7 ปี วงเงิน 2 แสนล้านบาท ถ้าตัด 3 เปอร์เซ็นต์ ออกมาก็คือค่าคอมมิชชั่นที่ได้แน่นอน 6 พันล้านบาท” นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้เคยพูดถึงปัญหาการบินไทยไว้ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553 
       
        และประเด็นที่น่าสนใจและจำต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก็คือ ผลการสอบสวนของสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (Serious Fraud Office หรือ SFO) ระบุเอาไว้ชัดว่า ในการจ่ายสินบนครั้งที่ 3 คือระหว่างปี 2547-2548 นั้น โรลส์-รอยซ์จ่ายเงิน เจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานการบินไทย 7.2ล้าน เหรียญ เพื่อซื้อเครื่องยนต์ T800 ล็อต 3 โดยได้ไปคุยและกินข้าวกับรัฐมนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติสัญญา 
       
        ทั้งนี้ ในช่วงปี 2547 -2548 เป็นยุคของรัฐบาลนักโทษชายหนีคดีทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ใครคือรัฐมนตรีที่ไปกินข้าวกับโรลส์-รอยซ์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหน กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลังหรือกระทรวงอื่น เพียงแต่ทราบว่า ในช่วงเวลานั้น มี 2 นักการเมืองดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในเวลาคาบเกี่ยวกันคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ นายพงษ์ศักดิ์ รักตตพงษ์ไพศาล ขณะที่กระทรวงการคลังมีนายทะนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการ
       
        กล่าวสำหรับสัมพันธ์ธุรกิจระหว่างการบินไทยกับโรลส์-รอยซ์ นั้นต้องบอกว่า แน่นปึ๊กมายาวนาน โดยเมื่อปลายปี 2558 ทั้งสองได้ร่วมกันจัดงานฉลองใหญ่ครึ่งศตรวรรษ “50 Years A Celebration of Partnership into the Future” นับตั้งแต่การบินไทยเริ่มทำการบินด้วยเครื่องบินแบบคาราแวล 3 (Caravelle III) ด้วยเครื่องยนต์แบบเอวอน (Avon) ของบริษัท โรลส์-รอยซ์ เมื่อปี 2507 โดยการบินไทยเลือกใช้เครื่องยนต์เทรนท์ (Trent) ของโรลส์-รอยซ์ ในเครื่องบินประเภทต่างๆ 
       
        ทั้งนี้ เคยมีความพยายามที่จะทลายการผูกขาดของโรลส์-รอยซ์ โดยเปิดโอกาสให้ “แพรต แอนด์ วิทนีย์” จากสหรัฐอเมริกาบ้าง (เครื่องยนต์เครื่องบินชั้นนำระดับโลกมีมาจาก 3 บริษัทคือ โรลส์-รอยซ์ แพรต แอนด์ วิทนีย์และจีอี)โดยเฉพาะในยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ( ระหว่าง พศ. 2531-2534 ) ซึ่งคณะที่ปรึกษานโยบาย บ้านพิษณุโลก พยายามดำเนินการ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
       
        ล่าสุด การบินไทย ได้เลือกเครื่องยนต์รุ่น เทรนท์ เอ็กซ์ ดับบลิว บี (Trent XWB) ของโรลส์-รอยซ์ เพื่อใช้ในการติดตั้งในเครื่องบินแบบแอร์บัส เอ350 ที่การบินไทยอยู่ระหว่างการรอรับมอบ ซึ่งโรลส์-รอยซ์ เป็นเจ้าเดียวที่ผลิตเครื่องยนต์สำหรับแอร์บัส เอ 350
       
       ปัจจุบัน เครื่องบินของการบินไทย ได้ใช้เครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ ทั้งหมด 47ลำประกอบด้วย แอร์บัสเอ 330-300 จำนวน 15ลำ แอร์บัสเอ 380-800 จำนวน 6ลำ โบอิ้ง 777-200 จำนวน 8 ลำ โบอิ้ง 777-200ER จำนวน 6 ลำ โบอิ้ง 777-300 จำนวน 6 ลำ และโบอิ้ง 787-8 จำนวน 6 ลำ 
       
       นอกจากนั้น ฝ่ายช่างของการบินไทย ได้พัฒนาศักยภาพจนสามารถซ่อมเครื่องยนต์แบบเทรนท์ 800 และเทรนท์ 700 จนเป็นที่ยอมรับของสายการบินลูกค้าที่ใช้เครื่องยนต์ประเภทเดียวกัน 
       
       สัมพันธ์ธุรกิจการบินไทยกับโรลส์-รอยซ์ แน่นแฟ้นเพียงไหน ดูได้จากคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อสังคมในโอกาสฉลองครบ 50 ปี ว่า “จากความสัมพันธ์อันดีมาตลอด 50 ปีได้แสดงให้เห็นว่า บริษัทโรลส์-รอยซ์ มีความเข้าใจในธุรกิจการบินและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการเพิ่มสมรรถนะนวัตกรรมเครื่องยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการบินและคุ้มค่าต่อการลงทุนให้แก่การบินไทย”
       
        และแน่นอน เครื่องบินใหม่ที่จะจัดซื้อก็ยังเป็นเจ้าเดิม โดยยุทธศาสตร์องค์กรในปี 2560 การบินไทยจะดำเนินแผนฟื้นฟูระยะที่ 2 ต่อเนื่องอีก 6 เดือน และจะเข้าสู่แผนฟื้นฟูระยะที่ 3 โดยปีนี้มีแผนจะรับเครื่องบินใหม่จำนวน 7 ลำ แบ่งเป็น จัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 350 จำนวน 2 ลำ และเช่าอีก 3 ลำ นอกจากนี้ จะเช่าเครื่องบินโบอิ้ง 787-9 จำนวน 2 ลำ โดยจะทดแทนเครื่องบินเก่า 7 ลำ ที่จะปลดระวางและส่งผลให้ฝูงเครื่องบินของการบินไทยอยู่ที่ 94 ลำ เท่าเดิม 
       
       ไม่ใช่เป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างอีกต่อไปแล้วว่า ซื้อเครื่องบินใหม่แต่ละครั้งมักมีรายการติดปลายนวม แต่เป็นความจริงแท้แน่นอนที่โรลส์-รอยซ์ ออกมายอมรับว่ามีรายการจ่ายสินบนข้ามชาติต่อชาวโลกอย่างชัดแจ้ง 
       

บีฮายเดอะซีน-อีโม่งหลังฉาก!!!“สมชาย”แฉสุดลึก เบื้องหลังสินบนโรลส์รอยซ์ ผู้หญิงบงการ ย้อนเที่ยวบินกรุงเทพ-นิวยอร์ก ผลาญหมื่นล้านยุค“ทักษิณ"??

จากกรณีบริษัทโรลลส์รอยซ์ บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ยักษ์ใหญ่อังกฤษ รับสารภาพกับศาลสูงอังกฤษว่าได้ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง และพนักงานบริษัทใน7ประเทศ เพื่อขายเครื่องยนต์ ซึ่งมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยมีชื่อของบริษัทการบินไทย และปตท. เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ล่าสุดวันนี้นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ออกมาให้ข้อมูลถึงบริษัทการบินไทย ซึ่งมีมูลค่าการรับสินบน ประมาณ 1270ล้านว่า
       “  การมีชื่อของรัฐมนตรีว่าการฯ(คมนาคม) และรัฐมนตรีช่วยฯนั้น มันเป็นบีฮายเดอะซีน (Behind-the-scene)ลำพังรัฐมนตรี สั่งการดำเนินการเรื่องนี้ไม่ได้หรอก มันต้องมีตัวใหญ่กว่านั้น จำได้ไหมเที่ยวบินกรุงเทพ-นิวยอร์ก ที่เปิดกันขึ้นมา แล้วก็ยุติกันไป ไม่บอกว่ากระทรวงไหน แต่มีผู้หญิงอยู่เบื้องหลัง ” นายสมชาย กล่าว
       ทั้งนี้เมื่อย้อนเรื่องราวไปถึงกรณีเที่ยวบินกรุงเทพ-นิวยอร์ก ของการบินไทย จะพบข้อมูล ว่าเป็นเที่ยวบินตรง TG 972 กรุงเทพ-นิวยอร์ก ซึ่งเรื่องนี้ว่ากันว่าเป็นบทเรียนทำให้ บริษัทการบินแห่งนี้ขาดทุนมหาศาล โดยจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2548 ที่สนามบินนานาชาติ JFK มหานครนิวยอร์ก เที่ยวบินปฐมฤกษ์ มีทั้งแขกวีไอพีและสื่อมวลชนบนเครื่องบินแอร์บัส A340-500 ของการบินไทย ที่ว่าจะเป็นเส้นทางใหม่ที่เป็นจุดขายของการสายการบินแห่งชาติในการบินตรงแบบ นอนสต็อป ไม่แวะพักระหว่างทาง ในเวลาเพียง 17 ชั่วโมง และที่สำคัญเที่ยวบินนี้เป็นเครื่องบินใหม่เอี่ยม มีเพียง 26 ลำในโลกที่ให้บริการเท่านั้น

       กระนั้นเมื่อ 3 ปีผ่านไป การลงทุนนับหมื่นล้านบาท ทั้งการฝึกนักบิน ลูกเรือสำหรับเครื่องบินใหม่ ขณะที่ค่าเครื่องบินที่สั่งซื้อมากกว่า 16,000 ล้านบาทยังไม่ได้ทุนคืน ตรงกันข้ามแต่ละวันที่บิน มีแต่ตัวเลขขาดทุน กระทั่งกลางเดือนมิถุนายน 2551 บอร์ดมีมติให้วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 หยุดบิน หลังพบตัวเลขขาดทุนสูงกว่าปีละ 1,000-3,000 ล้านบาท รวมประมาณ 3 ปีขาดทุนจากบริการเกือบ 7,000 ล้านบาท และหากบินต่อไปจะถึงหลักหมื่นล้านอย่างรวดเร็ว



       มีการพบข้อมูลจากบันทึกการประชุมบอร์ดการบินไทย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 โดย วรเนติ หล้าพระบาง ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและประเมินผลกลยุทธ์ รายงานว่า เส้นทางบินตรงทวีปอเมริกาเหนือ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ประสบการขาดทุนมาโดยตลอด  หากต้องการมีรายได้คุ้มค่าใช้จ่าย (Break Even) ต้องมีผู้โดยสาร (Cabin Factor) สูงกว่า 100% นั่นหมายถึงการมีผู้โดยสารเกินจำนวนเก้าอี้ที่มีไว้บริการ

       สาเหตุการขาดทุนมี 5 ข้อคือ 1.ราคาน้ำมันที่สูงกว่า 50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งแพงขึ้นจากที่เคยทำแผนวิสาหกิจ 2545 ไว้ 82 USC/USG (US Cents a gallon) เมื่อบินจริงในปี 2548 ราคาน้ำมันปรับตัวเป็น 162 USC/USG และในเดือนพฤษภาคม 2551 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 349 USC/USG หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า 2.ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่เงินบาทแข็ง เงินเหรียญสหรัฐอ่อน ทำให้รายได้ลดลง เพราะรายได้ส่วนใหญ่จากเส้นทางนี้เป็นเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อแปลงเป็นเงินบาททำให้ได้ลดลง 3.ปัญหาแบบเครื่องบินที่เป็น A340-500 มี 4 เครื่องยนต์ เพื่อบินพิสัยไกลพิเศษ แบบบินข้ามทวีป (Super หรือ Ultra Long Range) มีจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินเพียง 215 ที่นั่ง เพื่อไม่ให้แออัดจนเกินไป เพราะต้องบินแบบนอนสต็อป ในเวลา 16-17 ชั่วโมง แบ่งที่นั่งเป็น 3 คลาส คือ รอยัลซิลค์ 60 ที่นั่ง พรีเมียร์อีโคโนมี 42 ที่นั่ง และอีโคโนมี 113 ที่นั่ง
       แม้การบินไทยจะขายตั๋วได้ 79.0% จากจำนวนที่นั่งโดยสารทั้งหมด ซึ่งในระดับนี้ในเส้นทางปกติก็ถึงจุดคุ้มทุน แต่สำหรับกรุงเทพ-นิวยอร์ก ยังไม่เพียงพอ และต้องขายตั๋วถึง 100.9% เมื่อเจอปัจจัยราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้แลกได้เงินบาทลดลง จุดคุ้มทุนต้องถึง 120% และแม้การบินไทยจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มที่นั่งเป็น 229 ที่แล้วก็ยังมีรายได้ไม่เพียงพอ 4.ความนิยมการใช้เครื่องบิน A340-500 ที่ใช้สำหรับบินพิสัยไกลพิเศษ เหมาะกับตลาด เฉพาะเจาะจง (Niche Market) ปัจจุบันจึงมีเครื่องนี้ใช้อยู่ในอุตสาหกรรมการบินเพียง 26 ลำ ทำให้โอกาสที่จะขาย “ค่อนข้างยากมาก”

       5.ราคาขาย และสภาวะการแข่งขันในเส้นทางอเมริกาเหนือที่มีสายการบินคู่แข่งบินผ่านจุดบินต่างๆ โดยเฉพาะการบินตรงไปยังนิวยอร์ก มีจุดแวะเปลี่ยนเครื่อง ทำให้การบินไทยไม่สามารถปรับราคาค่าโดยสารบินตรงได้สูงนัก เพราะการใช้บริการสายการบินที่แวะเปลี่ยนเครื่อง จะเสียเวลาในการต่อเที่ยวบินอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น หากการบินไทยเพิ่มค่าโดยสาร ผู้โดยสารอาจยอมเสียเวลาเลือกสายการบินที่แวะพักมากกว่า

       จากตัวเลขที่ฝ่ายบริหารรายงานต่อบอร์ดนั้น ชัดเจนว่าการขาดทุนของ “กรุงเทพ-นิวยอร์ก” ไม่ใช่เกิดจากน้ำมันเป็นจุดเริ่มต้น เพราะปี 2548 เส้นทางบินในอเมริกาเหนือ ซึ่งมีกรุงเทพ-ลอสแองเจลิส และกรุงเทพ-นิวยอร์ก ก็ขาดทุนถึง 1,592.7 ล้านบาท แต่จากเหตุผลในข้อ 3 แล้วสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดในการตัดสินใจซื้อเครื่องบิน A340-500 ที่เป็นรุ่นที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมาก และแบบเครื่องบินที่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งให้มากพอที่จะคุ้มทุน เพียงแต่ว่าเมื่อมาเจอวิกฤตราคาน้ำมันแพงขึ้น จึงทำให้แผลของกรุงเทพ-นิวยอร์กยิ่งสาหัสมากยิ่งขึ้น โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2551 ระหว่างมกราคม-มีนาคม การบินไทยขาดทุนไปแล้วถึง 980.4 ล้านบาท


       การตัดสินใจหยุดบินกรุงเทพ-นิวยอร์ก นอกจากสะท้อนถึงความผิดพลาดในการเปิดเส้นทางบิน และเลือกซื้อเครื่องบินแล้ว ยังทำให้ปัจจุบันการบินไทยต้องสูญเสียจากการขายเครื่องบิน A340-500 ทั้ง 4 ลำ เป็นการเสีย “ค่าโง่” ถึง 4,237.4 ล้านบาท เพราะต้องขายทิ้งแบบขาดทุน ได้มูลค่าตลาดรวม 4 ลำ เพียง 12,553.2 ล้านบาท ขณะที่การบินไทยซื้อเครื่องบินมา บันทึกตามมูลค่าทางบัญชีอยู่ที่ 16,796.6 ล้านบาท ทั้งที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปี และลำสุดท้ายเพียง 1 ปีเศษ

       จากรายงานการประชุมคณะกรรมการ ได้ระบุชัดเจนว่าเมื่อหยุดบินกรุงเทพ-นิวยอร์ก ตามมาด้วยปลดระวางและจำหน่ายเครื่องบิน A340-500 จะทำให้ขาดทุนในปี 2551 จำนวน 1,963.8 ล้านบาท และปี 2552 อีก 2,279.6 ล้านบาท แต่เมื่อชดเชยจากที่ไม่ต้องบินกรุงเทพ-นิวยอร์กแล้ว มีผลทำให้การบินไทยมีกำไรลดลง โดยปี 2551 กำไรสุทธิลด 726.1 ล้านบาท และปี 2552 จะกำไรสุทธิลด 698.3 ล้านบาท ปี 2553-2555 จะไม่ได้รับผลกระทบจาการขายเครื่องบิน แต่จะมีกำไรในปี 2553-2555 รวมกว่า 10,000 ล้านบาท

       นี่อาจเป็นบทเรียน ของคนในการบินไทย ที่มีเสียงลือดังกระหึ่มว่ามีใบสั่งทางการเมือง ที่ทำให้การบินไทยต้องสูญเสียเกือบ 20,000 ล้านบาท เพราะเส้นทางกรุงเทพ-นิวยอร์ก สะท้อนให้เห็นความต้องการซื้อเครื่องบินมากกว่าการพิจารณาเรื่องความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ โดยเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการตั้งแต่รัฐบาลจนมาถึงบอร์ด และดีดีการบินไทย ที่เป็น พรรคพวก เดียวกัน ทำให้การจัดซื้อแอร์บัส A340-500 มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท สำหรับเส้นทางบินตรงกรุงเทพ-นิวยอร์ก เกิดขึ้นอย่างราบรื่น
       อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีการรายงานว่าเริ่มจากเดือนเมษายน 2546 ช่วงที่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร กำลังผุดนโยบายรายวัน มี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งกำกับดูแลการบินไทย มี ทนง พิทยะ เป็นประธานบอร์ดการบินไทย และมี กนก อภิรดี เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือดีดี

       ทั้งนี้ช่วงต้นเดือนเมษายน 2546 บอร์ดอนุมัติซื้อเครื่องบินทั้งหมด 8 ลำ คือมีทั้ง A 340-500 และ A340-600 สำหรับบินพิสัยไกลพิเศษ กรุงเทพ-นิวยอร์ก และกรุงเทพ-ลอสแองเจลิส ท่ามกลางโลกที่กำลังเจอวิกฤตการณ์ภาวะเศรษฐกิจ และการเมืองที่ไม่มีความแน่นอน หลังจากสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู เปิดฉากสงครามถล่มอิรัก และไข้หวัดนกกำลังระบาด ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้แม้กระทั่งสิงคโปร์แอร์ไลน์ส ยังลดเที่ยวบินในช่วงนั้นถึง 125 เที่ยวบิน รวมทั้งปลายทางนิวยอร์ก

       และปลายปี 2547 ก่อนที่รัฐบาลทักษิณจะหมดวาระการเป็นรัฐบาล ได้อนุมัติทิ้งทวนซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่ มูลค่ารวม 96,355 ล้านบาท ซึ่งรวม A340-500 ในฝูงบิน 2 ปีสำหรับการเตรียมการ และสานต่อนโยบายด้านอื่นๆ ของรัฐบาลสมเหตุสมผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่กี่เดือนรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” กลับมาอีกครั้ง ช่วงต้นปี 2548 กระทรวงพาณิชย์ ได้เช่าอาคาร ในย่าน Fifth Avenue เพื่อเปิด “ไทยแลนด์พลาซ่า” นำสินค้าโอท็อปจากเมืองไทยมาจำหน่าย เพื่อเพิ่มความคึกคักให้กับกรุงเทพ-นิวยอร์ก ที่จะมีทั้งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ และสินค้าโอท็อปโดยสาร ดังนั้น1 พฤษภาคม 2548 จึงเป็นวันเริ่มต้นของการสูญเสียของการบินไทย หลังเทกออฟบินตรงกรุงเทพ-นิวยอร์ก ก่อนที่คณะกรรมการบริษัทการบินไทยตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินกรุงเทพ -นิวยอร์ก ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 โดยอ้างว่าเพื่อลดค่าใช้จ่าย เพราะน้ำมันแพง




เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์