‘นิพิฏฐ์’ไม่แปลกใจ’บิ๊กป้อม’แบไต๋ตั้งพรรค ปูดพรรคทหารเริ่มเดินหาเสียงปักษ์ใต้แล้ว
เมื่อวันที่ 7 พ.ย.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่าหากมีความจำเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตั้งพรรคการเมือง ว่า ในพื้นที่มีคนอ้างว่าเป็นพรรคทหาร รวมถึงอ้างชื่อ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติด้วย ซึ่งก็ตรงกัน เพราะในพื้นที่ปักษ์ใต้อดีต ส.ส.หลายคนก็บอกกับตนว่าพรรคทหารเดินหาเสียง มีการเปิดตัวอย่างเปิดเผยกันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่นเป็นหลัก และข้าราชการเกษียณอายุราชการ ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริงที่ตนเคยให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ เราจึงไม่แปลกใจ เพราะเรารู้มานานอยู่แล้ว
///
“เพื่อไทย” ไม่หวั่น คสช.ตั้งพรรค ชี้ ดีกว่ายึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ
///
มีชัยปัดเอี่ยว คสช.ตั้งพรรค แจงทำงานเสร็จก็กลับบ้าน จ่อชงกม.สส.-สว. 28 พ.ย.นี้
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกระแสข่าวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมตั้งพรรคการเมือง ว่า ตนไม่ได้รับมอบหมายจากใครเพื่อทำหน้าที่ประสานกับอดีตนักการเมืองเพื่อตั้งพรรค เพราะตนไม่มีความรู้ กลุ่มที่ไปเที่ยวเมืองจีนกันก็ไปเที่ยวกันปกติ ตนไม่รู้เรื่อง ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกัน บางคนก็เลิกเล่นการเมืองไปแล้ว เป็นข่าวลือ คิดกันไปเองที่เกิดขึ้นหลังจากตนกลับจากเมืองจีนแล้ว ไปอุปโลกใครขึ้นมา พลตรีอะไรนั่น ซึ่งเขาก็ปฏิเสธแล้ว ส่วนการตั้งพรรคการเมือง สำหรับคนที่เป็นรัฐมนตรีตอนนี้ สามารถทำได้ ไม่มีอะไรห้าม แต่ถ้าจะลงส.ส.นั้น ตามรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลกำหนดให้ คนที่ดำรงตำแหน่งใน คสช. ครม. และสนช. ต้องลาออกภายใน 90 วัน นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งตอนนี้มันเลยกำหนดมาแล้ว ส่วนกรธ.ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปี ส่วนที่มองว่า หลังรัฐประหารต้องตั้งพรรคการเมือง เพื่อระวังเมื่อลงจากหลังเสือนั้น เป็นเพียงความคิดเห็น จะให้บอกว่า ควรหรือไม่ควรคงตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ ซึ่งก็ไม่จำเป็น เมื่อทำงานเสร็จก็กลับบ้านได้
///
สมชัย ค้านแนวคิดห้ามทำโพลเลือกตั้ง ส.ส. ชี้ โลกประชาธิปไตย ไม่มีใครเขาห้ามกัน
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าววิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า การที่ กรธ.ห้ามทำโพลที่มีลักษณะชี้นำ หรือมีผลต่อการตัดสินใจต่อการลงคะแนน หากมีการดำเนินการมีโทษทั้งจำ ทั้งปรับนั้น ในประเทศตะวันตกที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตย การทำโพลไม่เป็นเรื่องต้องห้าม สื่อมวลชนหรือสถาบันวิชาการต่างๆ มีการทำโพลกันหลายสิบครั้งก่อนการเลือกตั้ง ไม่มีการห้ามการเผยแพร่ผล เพราะเป็นวิจารณญาณของผู้อ่านผลโพลเองว่า สมควรเชื่อหรือไม่ โพลมีทั้งผิดและถูก และครั้งใหญ่ๆ หลายครั้งโพลที่ออกมากับผลก็แตกต่างกัน เช่น กรณีทรัมป์ กับฮิลลารี โพลทุกโพลแทบจะประเคนชัยชนะให้กับฮิลลารีด้วยซ้ำ แต่ผลเป็นเชิงตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม การทำโพลมีข้อดีในด้านที่ทำให้ผู้สมัครได้ทราบถึงคะแนนเสียงและจุดอ่อนของตน และนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ในการหาเสียง ในขณะเดียวกัน โพลอาจมีส่วนช่วยป้องกันการทุจริตเลือกตั้งได้ ยกตัวอย่างเช่น หากโพลออกมาตรงกันว่าในพื้นที่นี้ใครชนะอย่างถล่มทลาย แต่หากผลกลับเป็นตรงข้าม อาจเป็นข้อสังเกตได้ว่า อาจจะมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องบางอย่างให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนไป












