PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ว่าด้วยคสช.ตั้งพรรค

‘นิพิฏฐ์’ไม่แปลกใจ’บิ๊กป้อม’แบไต๋ตั้งพรรค ปูดพรรคทหารเริ่มเดินหาเสียงปักษ์ใต้แล้ว







นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
“นิพิฏฐ์” ไม่แปลกใจ “บิ๊กป้อม” แบไต๋ตั้งพรรคการเมือง ชี้รู้นานแล้ว ปูดพรรคทหารเริ่มเดินหาเสียงพื้นที่ปักษ์ใต้ เย้ยไม่ต้องอายหากทำเพื่อชาติ
เมื่อวันที่ 7 พ.ย.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่าหากมีความจำเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตั้งพรรคการเมือง ว่า ในพื้นที่มีคนอ้างว่าเป็นพรรคทหาร รวมถึงอ้างชื่อ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติด้วย ซึ่งก็ตรงกัน เพราะในพื้นที่ปักษ์ใต้อดีต ส.ส.หลายคนก็บอกกับตนว่าพรรคทหารเดินหาเสียง มีการเปิดตัวอย่างเปิดเผยกันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่นเป็นหลัก และข้าราชการเกษียณอายุราชการ ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริงที่ตนเคยให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ เราจึงไม่แปลกใจ เพราะเรารู้มานานอยู่แล้ว

“ข่าวที่ออกมาวันนี้ไม่แปลกใจ เพราะเขามีสิทธิที่จะทำได้ และปรากฎการณ์แบบนี้เราเคยเห็นมาแล้วในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตนายกรัฐมนตรีเคยตั้งพรรคการเมือง หลังยึดอำนาจมาแล้ว จะแปลกอะไรถ้าในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่มาจากการยึดอำนาจจะไม่ตั้งพรรค หรืออาจจะมีคนตั้งพรรคให้ ผมไม่ได้รังเกียจถ้าจะลงสมัคร ส.ส ในพื้นที่การแข่งกันทำความดี ทำเพื่อชาติ บ้านเมือง ไม่ต้องแอบ ขอให้ประกาศตัวเลยว่าจะลงแข่ง อย่าอาย ผมไม่มีปัญหาอะไรถ้าจะลงสมัคร ส.ส.” นายนิพิฏฐ์กล่าว
///

“เพื่อไทย” ไม่หวั่น คสช.ตั้งพรรค ชี้ ดีกว่ายึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ



เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุ หากจำเป็น คสช.อาจต้องตั้งพรรคการเมืองว่า ถ้า คสช.ตั้งพรรคการเมืองจริง ก็แสดงว่าแนวความคิดในการจัดตั้งพรรคการเมืองอยู่ในใจของ คสช.มาเป็นระยะเวลานานหรือไม่ คนไทยเลยรู้ถึงสาเหตุที่ต้องมี ส.ว.สรรหา 250 คน ต้องมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือการส่งคนมาเขียนรัฐธรรมนูญ กติกาการเลือกตั้ง เพื่อจะมาเล่นการเมืองเองจริงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม การตั้งพรรคการเมืองของ คสช.เพื่อส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ย่อมดีกว่าการยึดอำนาจแล้วเข้ามาบริหารประเทศโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ยึดโยงกับประชาชน การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นการเคารพประชาชน เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย ถ้าตั้งพรรคจริงก็จะได้เรียนรู้ถึงเนื้อหาสาระของประชาธิปไตย จะได้รู้ว่าการเสนอตัวเพื่อให้ประชาชนเลือกนั้นยากหรือง่ายกว่าการยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ พรรคเพื่อไทยรู้สึกเฉยๆ กับการตั้งพรรคหรือไม่ตั้งพรรคของ คสช. ไม่ว่าจะตั้งเอง หรือนอมินีของ คสช. เพราะการตั้งพรรคเป็นสิทธิของคนไทย ถามว่าการคงอำนาจตามมาตรา 44 จนถึงวันเลือกตั้ง เป็นธรรมต่อพรรคการเมืองอื่นหรือไม่ การลงพื้นที่เพื่อแจกบัตรสวัสดิคนจน การออกมาตรการช้อปช่วยชาติเป็นยุทธศาสตร์ในการหาเสียงล่วงหน้าหรือไม่ เป็นธรรมต่อพรรคการเมืองอื่นหรือไม่
///

มีชัยปัดเอี่ยว คสช.ตั้งพรรค แจงทำงานเสร็จก็กลับบ้าน จ่อชงกม.สส.-สว. 28 พ.ย.นี้



“มีชัย” ปัดเอี่ยว คสช.ตั้งพรรค แจง ทำงานเสร็จกลับบ้านได้ ปรับแผน ชงกฎหมายส.ว.พร้อมส.ส. 28 พ.ย.นี้ เตรียมหารือ สนช.ตั้งกมธ.ชุดเดียวถก 2 ฉบับลื่นกว่า

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกระแสข่าวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมตั้งพรรคการเมือง ว่า ตนไม่ได้รับมอบหมายจากใครเพื่อทำหน้าที่ประสานกับอดีตนักการเมืองเพื่อตั้งพรรค เพราะตนไม่มีความรู้ กลุ่มที่ไปเที่ยวเมืองจีนกันก็ไปเที่ยวกันปกติ ตนไม่รู้เรื่อง ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกัน บางคนก็เลิกเล่นการเมืองไปแล้ว เป็นข่าวลือ คิดกันไปเองที่เกิดขึ้นหลังจากตนกลับจากเมืองจีนแล้ว ไปอุปโลกใครขึ้นมา พลตรีอะไรนั่น ซึ่งเขาก็ปฏิเสธแล้ว ส่วนการตั้งพรรคการเมือง สำหรับคนที่เป็นรัฐมนตรีตอนนี้ สามารถทำได้ ไม่มีอะไรห้าม แต่ถ้าจะลงส.ส.นั้น ตามรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลกำหนดให้ คนที่ดำรงตำแหน่งใน คสช. ครม. และสนช. ต้องลาออกภายใน 90 วัน นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งตอนนี้มันเลยกำหนดมาแล้ว ส่วนกรธ.ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปี ส่วนที่มองว่า หลังรัฐประหารต้องตั้งพรรคการเมือง เพื่อระวังเมื่อลงจากหลังเสือนั้น เป็นเพียงความคิดเห็น จะให้บอกว่า ควรหรือไม่ควรคงตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ ซึ่งก็ไม่จำเป็น เมื่อทำงานเสร็จก็กลับบ้านได้


ส่วนความคืบหน้าการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. นั้น นายมีชัย กล่าวว่า เบื้องต้นกฎหมายส.ว.เสร็จแล้ว กำลังดูกฎหมายเลือกตั้งส.ส.อยู่ ซึ่งพบว่า จะปล่อยกฎหมายส.ว.ไปก่อนไม่ได้ หลายส่วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เช่น กลไกจัดการเลือกตั้ง บทลงโทษสำหรับคนทำผิด ที่แม้ส.ว.จะให้เลือกไขว้ และส.ส.ให้เลือกตรง ซึ่งต่างกัน แต่กลโกงอาจมีความใกล้เคียงทับซ้อนกัน จึงคาดว่า จะส่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา พร้อมกันในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เผื่อมีการแก้ไขจะได้ไม่ขัดแย้งกัน พร้อมทั้งมีแนวคิดจะหารือกับสนช.ถึงความเป็นไปได้ในการตั้งกมธ.ชุดเดียวเพื่อพิจารณากฎหมายทั้ง 2 ฉบับไปเลย แล้วใช้การตั้งอนุกมธ.ช่วยดู จะได้คุยกันง่ายขึ้น
///

สมชัย ค้านแนวคิดห้ามทำโพลเลือกตั้ง ส.ส. ชี้ โลกประชาธิปไตย ไม่มีใครเขาห้ามกัน


“สมชัย” ชำแหละร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. ค้านแนวคิดห้ามทำโพลเลือกตั้ง ส.ส. ชี้เป็นงานวิชาการที่สะท้อนสังคม

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าววิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า การที่ กรธ.ห้ามทำโพลที่มีลักษณะชี้นำ หรือมีผลต่อการตัดสินใจต่อการลงคะแนน หากมีการดำเนินการมีโทษทั้งจำ ทั้งปรับนั้น ในประเทศตะวันตกที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตย การทำโพลไม่เป็นเรื่องต้องห้าม สื่อมวลชนหรือสถาบันวิชาการต่างๆ มีการทำโพลกันหลายสิบครั้งก่อนการเลือกตั้ง ไม่มีการห้ามการเผยแพร่ผล เพราะเป็นวิจารณญาณของผู้อ่านผลโพลเองว่า สมควรเชื่อหรือไม่ โพลมีทั้งผิดและถูก และครั้งใหญ่ๆ หลายครั้งโพลที่ออกมากับผลก็แตกต่างกัน เช่น กรณีทรัมป์ กับฮิลลารี โพลทุกโพลแทบจะประเคนชัยชนะให้กับฮิลลารีด้วยซ้ำ แต่ผลเป็นเชิงตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม การทำโพลมีข้อดีในด้านที่ทำให้ผู้สมัครได้ทราบถึงคะแนนเสียงและจุดอ่อนของตน และนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ในการหาเสียง ในขณะเดียวกัน โพลอาจมีส่วนช่วยป้องกันการทุจริตเลือกตั้งได้ ยกตัวอย่างเช่น หากโพลออกมาตรงกันว่าในพื้นที่นี้ใครชนะอย่างถล่มทลาย แต่หากผลกลับเป็นตรงข้าม อาจเป็นข้อสังเกตได้ว่า อาจจะมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องบางอย่างให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนไป

“ไม่มีโพลใดที่ไม่มีอิทธิพล หรือไม่มีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนน ในทางวิชาการเราเรียกสิ่งนี้ว่า ผลของสมัยนิยม หรือ Bandwagon effect คล้ายว่า หากกระแสนิยมส่วนใหญ่ในสังคมไปในทิศทางใด ก็มีแนวโน้มที่จะจูงใจให้คนเลือกตาม ดังนั้น หากกำหนดถึงขั้นว่าห้ามทำโพลที่มีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนน นั่นแปลว่า คงไม่มีสำนักโพลใดกล้าทำโพลอีกแล้ว เพราะเสี่ยงที่จะถูกกฎหมายเล่นงานว่ามีผลต่อการตัดสินใจ คำถามของโพลที่อาจจะเกิดขึ้น คงตอบได้แค่ไป ไม่ไปเลือกตั้ง หรือได้คำตอบแล้วต้องมีใส่รหัสปริศนาให้คนตีความ เช่น พรรคที่มีสัญลักษณ์เป็นวัตถุสิ่งของ มีคะแนนนำพรรคที่มีสัญลักษณ์เป็นสิ่งมีชีวิต” นายสมชัยกล่าว

ครม.พลิกคำสั่งมท. เด้งผู้ว่าฯชลบุรี-นนทบุรี เข้ากรุสำนักนายกฯ ให้รองผู้ว่าฯรักษาการ

ครม.พลิกคำสั่งมท. เด้งผู้ว่าฯชลบุรี-นนทบุรี เข้ากรุสำนักนายกฯ ให้รองผู้ว่าฯรักษาการ


“บิ๊กป๊อก” เผย ครม.พลิกคำสั่ง เด้งพ่อเมืองชลบุรี-นนทบุรี” เข้ากรุสำนักนายกฯ ” อยู่โดยไม่มีกำหนดเวลา ระบุให้รองอาวุโสทั้ง 2 จังหวัดรักษาการแทนผวจ.ก่อน

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายผวจ.ชลบุรี ไปดำรงตำแหน่งผวจ.สมุทรปราการ และผวจ.นนทบุรีไปดำรงตำแหน่งผวจ.นครสวรรค์ ที่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)จากกรณีปมปัญหาความไม่เรียบร้อยในงานพระราชพิธีฯว่า ในที่ประชุมครม.ได้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยตนได้ขอเรื่องคืนมาและได้ขออำนาจนายกรัฐมนตรีให้ผวจ.ชลบุรี และผวจ.นนทบุรีมาช่วยราชการปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ขาดจากตำแหน่ง ซึ่งจะเป็นไปตามกฎหมายโดยรองผวจ.ทั้งสองจังหวัดที่มีอาวุโสถัดไปต้องมารักษาราชการแทน

เมื่อถามว่าในการโยกย้ายสลับครั้งนี้ติดปัญหาอะไรหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องของความเหมาะสม และให้ดีที่สุดคือการนำผวจ.ชลบุรี และผวจ.นนทบุรี เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกฯครั้งนี้ โดยยังไม่มีกำหนดเวลาว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ไปถึงเมื่อไร

“หากมีมาตรการแบบนี้ แล้วจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หรือไม่ ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นอย่างนั้น สังคมต้องอยู่ด้วยความเป็นจริง แล้วเราก็รับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน หน้าที่ของข้าราชการก็คือปฏิบัติหน้าที่ให้ประชาชน หรือสังคมเกิดความเข้าใจ จากการสอบสวนผู้ว่าฯทั้ง 2 คนพบว่าไม่มีความผิด แต่เพื่อให้การทำงานเดินไปอย่างราบรื่น วิธีนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”รมว.มหาดไทย กล่าว

แก้ให้ยุ่ง

แก้ให้ยุ่ง

ลำพัง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่ที่คลอดออกมาบังคับใช้ก็ยุ่งยากจะแย่อยู่แล้ว

ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ที่ กรธ.ของ อจ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ภูมิใจนำเสนอในลำดับต่อไปจะเพิ่มความยุ่งหยอยเป็นฝอยขัดหม้อยิ่งขึ้นเป็น 2 เท่า

ยุ่งอย่างไร? ยุ่งตรงไหน? ทำไมถึงยุ่ง?

คนที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดที่สุดตรงเป้าที่สุด คือคณะกรรมการ กกต.ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้ง

และ กกต.ที่จะวิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้แซ่บอีหลีที่สุดก็ต้องเป็นคนนี้เท่านั้น

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ฝ่ายจัดเลือกตั้ง (ซึ่งกำลังจะโดนเซ็ตซีโร่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า)

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ท่าน กกต.สมชัย ได้ชี้ให้เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฉบับใหม่ แทนที่จะทำให้การเลือกตั้ง ส.ส.มีความโปร่งใสสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

แต่ กรธ.ของ อจ.มีชัย ไปแก้ไขกติกาการเลือกตั้ง ส.ส.ให้ยุ่งยาก และไม่สะดวกมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น...แทนที่จะกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดียวกัน ใช้เบอร์เดียวกันทุกเขตเลือกตั้งอย่างเดิม
พระคุณท่านไปแก้ไขให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดียวกันแต่คนละเขต ต้องใช้หมายเลขต่างกัน

เมื่อผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดียวกัน ใช้หมายเลขไม่เหมือนกัน ชาวบ้านจะสับสนเพราะจำเบอร์ผู้สมัครพรรคที่ต้องการเลือกไม่ได้

กกต.เองก็สับสน เพราะต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต 350 เขต แตกต่างกันถึง 350 แบบ

การพิมพ์บัตรเลือกตั้งจะยุ่งยากขึ้น และแพงขึ้น

ถ้าหาก กกต.เกิดส่งบัตรเลือกตั้งสลับเขตแม้เพียงหน่วยเดียว จะเกิดปัญหาวุ่นวายจนประกาศผลเลือกตั้งไม่ได้

ยิ่งกว่านั้น การที่ ส.ส.ระบบเขตพรรคเดียวกัน มีหมายเลขแตกต่างกันยังทำให้การรวมคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.เขต มีโอกาสผิดพลาดง่ายขึ้น

และต้องใช้เวลาตรวจสอบก่อนประกาศผลเลือกตั้งยาวนานขึ้น

สรุปว่าร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฉบับใหม่ทำให้เรื่องสั้นกลายเป็นเรื่องยาว ทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยาก

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยว่าการแก้ไขกติกาให้ผู้สมัคร ส.ส.เขตพรรคเดียวกัน ต้องใช้หมายเลขต่างกัน จะสร้างปัญหาตามมาอีกบานแห้ว

ยัง...ยังไม่จบ กกต.สมชัย ยังวิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฉบับใหม่ที่กำหนดให้หน่วยเลือกตั้งต้องรองรับผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมากขึ้น

โดยปกติหน่วยเลือกตั้ง 1 หน่วยจะรองรับผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 600 คน หรืออย่างมากไม่เกิน 800 คน

แต่ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฉบับใหม่ ไปเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้สิทธิ 1,000 คน ต่อหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง

ทำให้หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งเคยมีถึง 95,000 หน่วย จะเหลือเพียง 60,000 หน่วยเลือกตั้ง

ประชาชนจึงต้องเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งไกลขึ้น

ต้องเข้าคิวต่อแถวเพื่อหย่อนบัตรนานขึ้น

แทนที่จะช่วยให้ประชาชนไปเลือกตั้งสะดวกขึ้น

กลับเพิ่มความไม่สะดวกให้ประชาชนมากขึ้น

แถมการลดกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจาก 9 คน เหลือ 5 คน ก็ไม่รู้จะลดทำไมในเมื่อต้องดูแล
ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้น

เออแน่ะ...มันแปลกดีมั้ยล่ะ.

"แม่ลูกจันทร์"

ปรับ ครม.ต้องทำเร็ว

ปรับ ครม.ต้องทำเร็ว

ถ้าสิ้นปีนี้มีการจัดอันดับผู้ทรงอิทธิพลในประเทศไทย ต้องมีชื่อของนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” นักร้องคนดังติดอยู่ในลำดับต้นๆแน่นอน

เพราะถึงตอนนี้ “ตูน บอดี้สแลม” ได้กลายเป็นจุดโฟกัสของเมืองไทย

ในอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ได้ก้าวข้ามเงื่อนไขความขัดแย้งทั้งหมดทั้งปวงในบ้านเมืองไปแล้ว จากแนวโน้มก่อนหน้าที่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

ลากเอามาเป็นปมขัดแย้ง แฝงความแตกแยกทางการเมืองจนได้

แต่ก็อย่างที่เห็น ภาพของนักร้องดังที่ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับใคร มุ่งหน้าทำในสิ่งที่ตั้งใจ และเขาก็ทำให้เห็นจากภาพข่าวในการทำให้บรรยากาศใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่อึมครึม จากเบตง จังหวัดยะลา ผ่านโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เข้าจังหวัดสงขลา ล้างภาพ “ดินแดนอันตราย”

ตลอดสองข้างทางมีพี่น้องชาวมุสลิมมาคอยให้กำลังใจ ร่วมบริจาคสมทบทุนโครงการ

โดยไม่มีอาการตั้งแง่ “แบ่งแยก” แต่อย่างใด

เรื่องยากๆแต่นักร้องดังสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ได้ มันก็ไม่แปลกกับมุกที่ชื่อ “ตูน บอดี้สแลม” มีลุ้นติดโผปรับ ครม. คั่วเก้าอี้รัฐมนตรีสาธารณสุข จากความสามารถในการระดมเงินช่วยโรงพยาบาล

ข่าวขำๆอำกันเล่นๆ แทรกบรรยากาศซีเรียส

สถานการณ์เครียดๆในการปรับคณะรัฐมนตรี ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์กดดันภาวะผู้นำของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ส่อเค้าต้องยกเครื่องใหญ่ ลดสัดส่วนโควตาทหาร

ไหนจะอาการโคม่าของเพื่อนพ้องน้องพี่ที่กระเตงอยู่รอบเอว ยากจะลากถูลู่ถูกัง

ตามรูปการณ์ที่ต้องดำเนินการปรับ ครม.โดยเร็ววันนี้ เพราะมันยังมีปัญหาที่โยงกับปมรัฐมนตรีหลายคนอยู่ในข่ายโดนร้องถือหุ้นสัมปทานรัฐเกิน 5 เปอร์เซ็นต์

เป็นจังหวะ “อำนาจ” กระเพื่อม ที่ต้องจำกัดวงลุกลามโดยเร็ว

ที่สำคัญ “บิ๊กตู่” จำเป็นต้องใช้เกมปรับ ครม.ในการผ่อนแรงเสียดทาน

เคลียร์ 2 สภาวการณ์ที่จ่ออยู่ตรงหน้า

ด้านหนึ่งก็เสียงร้องให้ปลดล็อกกฎเหล็กพรรคการเมือง ตามสถานการณ์ที่โพลทุกสำนัก ทั้งสวนดุสิตโพล กรุงเทพโพล สะท้อนตัวเลขตรงกัน ชาวบ้านเชียร์ให้ คสช.คลายกฎเหล็ก

เพื่อสร้างบรรยากาศเลือกตั้ง ตามสไตล์คนไทยที่หวังน้ำบ่อหน้า

แต่ก็อย่างที่เห็นกัน ขนาดยังไม่มีการปลดล็อกให้เป็นทางการ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ต่างปล่อยแถวทหารเลียบค่ายออกมาถล่มรัฐบาล คสช. บ้อท่าในการบริหาร โดยเฉพาะการมุ่ง ทุบจุดแข็งที่แฝงความเปราะบาง นั่นคือทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล

ผลิตข่าวซ้ำๆ ตอกย้ำกรอกหูชาวบ้าน

ลำพังแค่พวกเหรียญสลึง เหรียญบาท หน้าเดิมๆ ชื่อซ้ำๆ ยังทำเอารัฐบาลเซแซดๆ ถ้าปลดล็อกให้พวก “ขาใหญ่” ออกมาอาละวาดกันเต็มรูปแบบ มีหวังป่าช้าแตกแน่

“บิ๊กตู่” คงต้องยื้อปลดล็อกการเมือง เท่าที่โอกาสจะเอื้อให้ยื้อได้

และอีกจุดที่จะหนีไม่ออก ก็คือแรงกดดันเลือกตั้ง ยึดเอาตามที่ “บิ๊กตู่” ประกาศมัดคอตัวเอง จะประกาศเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน 2561 และหย่อนบัตรกันช่วงปลายปี

จากนี้ไปมีหวังโดนนักการเมืองจี้คอหอยถามไม่เลิกแน่

แต่โดยสภาพการณ์แบบที่เห็นและเป็นไป ภายใต้เงื่อนไขที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งความมั่นคง ล็อกไว้ จะเลือกตั้งได้ก็ต้องให้กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยก่อนทุกฉบับ

และเท่าที่จับอาการได้ จุดของความยุ่งเหยิง ความขัดแย้ง ไม่ลงรอยกันในหมู่ทีมงานผู้ออกแบบคือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกับฝ่ายที่ต้องอนุมัติแบบคือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ต่อล้อต่อเถียงกันแบบไม่มีใครยอมใคร ทั้งในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และโดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

โอกาสปัจจัยแทรกซ้อนทำให้กฎหมายลูกเสร็จไม่ทัน เกิดขึ้นแน่ๆ ยังไงก็หนีไม่พ้น

ไม่ว่าจะด้วยความ “จงใจ” หรืออุบัติเหตุตามเทคนิคกฎหมายที่จะทำให้เลือกตั้งไม่ได้

มันไม่ได้อยู่ในวิสัยที่ “นายกฯลุงตู่” จะควบคุมได้เลย.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม"เล็งปืนหยอกล้อ พล.อ.เตีย บันห์

Feed
7 ชม.
บรรยากาศชื่นมื่นขนาดไหน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เล็งปืนหยอกล้อ พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กัมพูชา ในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดงาน Defense and Security 2017 โชว์อาวุธ-ยุทโธปกรณ์ ไทย-ตปท. ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ใต้ร่ม "พระบารมี" : มองทิศทางการเมืองใหม่อนาคตประเทศ

ใต้ร่ม "พระบารมี" : มองทิศทางการเมืองใหม่อนาคตประเทศ

“รัฐบาลเพื่อการปฏิรูป” หรือ “หักดิบเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ”

ไม่ว่ารัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ออกมาในรูปแบบไหน อย่างน้อยใน ครม.จะต้องปรับเอารัฐมนตรีที่เป็นนายทหารออกไป เพื่อดึงมืออาชีพเข้ามาเสริมทัพขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน
ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองหลายลูกจ่อถล่มรัฐบาล และกำลังมีการเตรียมตั้งพรรคทหารขึ้นมา
บนถนนสายรัฐธรรมนูญปี 60 และกติกาการเลือกตั้งฉบับแกะกล่อง การเมืองใหม่ในอนาคตจะเดินไปทิศทางไหน

ในมุมมองของ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่มีเครือข่าย และมีบุคคลหลากหลายวงการ รวมถึงวงการเมือง เข้าพบหารือเป็นระยะๆ บอกกับ ทีมข่าวการเมือง โดยแนะนำถึงการปรับ ครม. อย่าไปตีกันเลย อุตส่าห์ร่วมมือทำกันมาจนถึงป่านนี้แล้ว

ต่อไป ครม.ที่มีทหารก็คงไม่เยอะ เริ่มถอยแล้ว

พร้อมพยายามชี้ให้เห็นถึงปัญหาของประเทศไทยในเชิงโครงสร้าง

ทุกครั้งที่ “บิ๊กจิ๋ว” พูดถึงการแก้ปัญหาของประเทศ จะย้ำอยู่เสมอถึงต้นเหตุของปัญหามันเกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล ไม่ได้เกิดจากการคอร์รัปชัน

แต่เกิดจาก “ความเหลื่อมล้ำ” โครงสร้างของประชากรไม่มีความเสมอภาค ไม่ได้รับความเป็นธรรม

“คนร่ำรวยมีนิดเดียว-คนยากจนมีมหาศาลทั้งแผ่นดิน”

ตอนนี้ยิ่งห่างมากยิ่งขึ้น เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

เมื่อประชากรในชาติไร้ความเท่าเทียม ความขัดแย้งในสังคมก็ยิ่งมากขึ้น

นี่คือรากเหง้าของวิกฤติบ้านเมือง

ฉะนั้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ตามกติกาใหม่ “บิ๊กจิ๋ว” บอกว่า ไม่มีอะไรใหม่
วิถีทางการเมืองและการเลือกตั้ง ส.ส.ยังเป็นแบบเก่า

หากยังไม่มีการแก้ปัญหาที่รากเหง้า รัฐธรรมนูญใช้ไปได้แค่ 2-3 ปีคงถูกฉีกอีกรอบ

ตามกงล้อประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ถึงปัจจุบัน 85 ปี มีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ ถูกฉีกเฉลี่ย 4 ปีต่อครั้ง แม้รัฐธรรมนูญในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถูกใช้ยืนยาวที่สุด ประมาณ 14 ปี และสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ประมาณ 11 ปี

แม้จะยืนยาว แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้

ฉะนั้นที่บอกกันว่าจะอยู่ 8 ปี ขอให้ดูตัวอย่างเอาไว้ ให้ระวัง จะทำอะไรอย่าให้เหมือนเก่า

สงสารแก อยากให้เห็นว่าอยู่นานๆ 16 ปี แล้วอยู่อย่างไรล่ะก่อนตาย มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว

เพราะการเมืองยังเป็นวงจรอุบาทว์ รัฐธรรมนูญร่างเสร็จ เลือกตั้งอยู่ได้สักระยะหนึ่งก็ยึดอำนาจ และกลับมาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อีก

เป็นกงล้อประวัติศาสตร์ ยังไม่มีใครทำลายได้จนถึงวันนี้

ทั้งหมดเกิดจากรากเหง้าของปัญหายังไม่ได้รับการสะสาง ไม่เหมือนประเทศเกาหลีใต้ จากที่ไม่มีอะไร ประเทศญี่ปุ่นโดนระเบิดปรมาณูถล่ม แต่วันนี้ทั้งสองประเทศพัฒนาและเจริญรุดหน้าไปมาก

ต่างกับประเทศไทย 6 เดือนแรกประสบภัยแล้ง ต้องขนน้ำไปช่วยเหลือชาวบ้าน 6 เดือนหลังประสบปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่เหนือจดใต้ ต้องช่วยกันขนชาวบ้านหนีน้ำ ทุกปีเป็นอย่างนี้ หากยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ นับวันปัญหาก็จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งที่ปัญหาเหล่านี้ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” รัชกาลที่ 9 ทรงปูพื้นฐานไว้ดีมาก กลไกที่เกี่ยวข้องควรจะนำไปสานต่อ รวมถึงการแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ควรนำพระราชดำริของพระองค์ท่านไปต่อยอดเพื่อแก้ไขปัญหาให้สะเด็ดน้ำ

ที่สำคัญขณะนี้ ปัญหาของประเทศที่สำคัญคือประชาชนยากจน

การแก้ปัญหาความยากจนของประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สร้างเอสเอ็มอี ทำแค่นี้ก็รวยมหาศาล ภายใต้อุดมการณ์แห่งชีวิตที่มีอยู่ข้อเดียวคือแก้ไขปัญหาความยากจน ฉะนั้น เราจะต้องมีวิธีการทำให้ประชาชนทำงาน โดยมีอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ในแผ่นดินนี้จะต้องสร้างเอสเอ็มอีให้เกิดขึ้นทุกหมู่บ้าน บริหารงานโดยองค์กรของประชาชนในรูปแบบสหกรณ์ มีธนาคารหมู่บ้าน และด้านการศึกษาก็จะต้องให้เด็กบนหลังควายได้ปริญญา

ระหว่างทำในสิ่งเหล่านี้ ในทางการเมืองที่มีแต่ทหารปกครอง สิ่งแรกที่ต้อง ทำก็ต้องเปลี่ยนแปลงหลัก– สูตรโรงเรียนนายร้อย จปร. เดิมเรียน 5 ปี ก็ให้นักเรียนนายร้อยเรียน 4 ปี และปีที่ 5 ก็มีเรียนเพื่อรักษาขนบธรรม– เนียม โดยศึกษาเพิ่มด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การต่างประเทศ รัฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์

จบโรงเรียนนายร้อยแล้วติดยศร้อยโท ถ้าหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยเป็นอย่างนี้ ทหารก็เข้ามาปกครองได้ ถามว่าทำได้หรือไม่ ทำได้อยู่แล้ว

แต่ที่ยากที่สุดคือปัญหาชายแดนใต้ ไม่อยากให้มองเป็นปัญหาเฉพาะภาคใต้ เพราะปัญหานี้เป็นภาพสะท้อนของชาติ ต้องมองเป็นภาพใหญ่ ทั้งประเทศจะได้ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกต่อไป ภาคเหนือ ภาคอีสานก็น่าห่วง

วันนี้เรามัวไปยุ่งเรื่องอำนาจประชาธิปไตยโดยประชาชน จึงเกิดเป็นลัทธิรัฐธรรมนูญ จะต้องสร้างรัฐธรรมนูญที่ดีถึงจะสร้างประชาธิปไตยได้ ปัจจุบันมันต้องเปิดความคิดให้กว้าง สร้างความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นได้

“การปกครองทุกรูปแบบ” ไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ใครจะว่าเราขอให้อดทนเอาหน่อย

ต้องเข้าใจว่า “ทุกการปกครอง” นำไปสู่ผลประโยชน์สุดท้ายเพื่อ ประชาชน

แต่ทุกวันนี้ยังอยู่กับรัฐธรรมนูญ ร่างแล้วร่างอีก วุ่นวายปวดหัว ขอย้ำจะต้องยึดเอาผลประโยชน์สุดท้ายเพื่อประชาชน ทุกอย่างต้องทุ่มเทมาตรงนี้ก่อน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มาถึงวันนี้การปฏิรูปด้านต่างๆ รัฐบาลจะทำสำเร็จแค่ไหน พล.อ.ชวลิต บอกว่า อย่าไปว่ารัฐบาลที่เสียสละเข้ามา จะปฏิรูปด้านต่างๆสำเร็จหรือไม่ก็ต้องให้โอกาสรัฐบาล

“ถ้ารัฐบาลทำกันไม่ได้ก็จะต้องระวัง อย่าให้ประชาชนลุกขึ้นมาทำ มันจะยุ่ง”

อย่างกรณีปัญหาที่ดินภูทับเบิก กรณีจับขังคดีรุกป่าที่ศรีสะเกษ

และปัญหาคดีพื้นที่ทับซ้อน ไม่ใช่ไปไล่จับ ไล่ฆ่า

ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ เพื่อเทิดพระเกียรติ “สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10”

ต่อไปจะต้องทำถวายพระองค์ท่านอีกเยอะและเป็นการตามรอย “พระยุคลบาทรัชกาลที่ 9” ด้วย
เมื่อการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆไม่คืบหน้าการเลือกตั้งมีโอกาสเกิดขึ้นแค่ไหน พล.อ.ชวลิต บอกว่า...

“...ต้องจำไว้ว่าวันนี้ผมมีหน้าที่หยุด เวลามีข่าวว่ามีคนเอาขวานจามถังน้ำมันที่แช่ปืนเอาไว้
ระวังคนไทยเราเลือดเนื้อเชื้อไทย ยากที่จะมี นอกจากจะทนไม่ไหวจริงๆ...”

ฉะนั้นจะมาถามว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ตนไม่ได้เป็นหมอดู

แนวโน้มอย่าไปคิดเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก เพราะกลัวความขัดแย้งที่ยังไม่หายและเกิดขึ้นทุกวัน

ใครจะทำอะไรก็ทำไป ต้องอยู่ภายใต้ความคิดเอาประชาชนมาก่อน ช่วยเหลือประชาชนให้ได้

ในรอบสองปี ร้านโชห่วยหายหมด ขอให้ผลักดันเอสเอ็มอีขึ้นมาสู้ มีธนาคารหมู่บ้าน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยถูกเพื่อทำฐานรากให้แข็งแรง อย่าลืมว่าวันนี้ประเทศมันยุ่งไปเรื่อย ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ก็น่าห่วง ทั้งหมดเป็นพี่น้องอยู่ประเทศเดียวกัน อยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์ ภาระหน้าที่ตอนนี้คือช่วยเหลือ
ประชาชนเพื่อถวายในหลวง

และในช่วงต้นปี 61 หลังผ่านพระราชพิธีที่สำคัญไปแล้ว “พระเกียรติยศรัชกาลที่ 10” ที่เกริกไกรตามเสด็จพ่อที่จะตามไปอีกขั้นหนึ่ง หรืออาจจะตามไปสามขั้นเลย

ทั้งหมดต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน ป้องกันการฉีกรัฐธรรมนูญ พล.อ.ชวลิต บอกว่า เรามีรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญกันมาเยอะแล้ว

เราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อประชาชน

สุดท้ายจะได้ผู้แทนที่เป็นของประชาชนจริงๆ.

วัดภาวะผู้นำ หมดเวลาเกรงใจ : ถึงจุดบังคับ“ประยุทธ์”ยกเครื่องใหญ่ ครม.

วัดภาวะผู้นำ หมดเวลาเกรงใจ : ถึงจุดบังคับ“ประยุทธ์”ยกเครื่องใหญ่ ครม.

ลมโชย อากาศเย็น สัญญาณเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูหนาว

สวนทางกับอุณหภูมิทางการเมืองที่คุกรุ่นขึ้นทันควัน ภายหลังผ่านพ้นพระราชพิธีสำคัญ

ตามเงื่อนไขที่นักการเมืองทุกป้อมค่ายพากันเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ปลดล็อกกฎเหล็ก เปิดให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม

โดยความจำเป็นที่อ้างถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งตามกติการัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีความสลับซับซ้อนกว่าเดิม หากช้าไปอาจเกิดปัญหาได้

ในอารมณ์สมานฉันท์ ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา รวมถึงนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ประสานเสียงไปในทิศทางเดียวกัน

กดดันให้ คสช.คลายกฎเหล็ก ตามที่รับปากไว้จะพิจารณาภายหลังผ่านพ้นงานสำคัญ

แต่ก็ยังเป็นอะไรที่ใจแข็งอยู่ ประเมินท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง

ยังยืนกรานที่จะไม่เปิดให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ตามความจำเป็นต้องรอกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จให้หมดก่อนตามกระบวนการขั้นตอน

ขนาดตอนนี้ยังไม่ปลดล็อก ความขัดแย้งยังแฝงอยู่เต็มไปหมด

ถ้าเปิดให้นักการเมืองเคลื่อนไหวได้ มีหวังป่าช้าแตก

ส่วนที่นักการเมืองรวมถึงหลายภาคส่วนเป็นห่วงว่าถ้าปลดล็อกช้า พรรคการเมืองจะเตรียมตัวเลือกตั้งไม่ทัน พล.อ.ประยุทธ์ก็ยืนยันเลยว่า ไม่ต้องเป็นห่วง

คสช.มีวิธีจัดการให้ทันตามกระบวนการรัฐธรรมนูญแน่

นั่นก็ทำให้กระแสปลดล็อกการเมืองยังอั้นกันต่อไป ท่ามกลางแรงเสียดทานที่พุ่งเข้ากระแทกรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะฟอร์มการบริหารที่ถูกนักการเมืองรุมถล่มอย่างหนัก

ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ดักเตะตัดขา พล.อ.ประยุทธ์ทุกจังหวะ

และในห้วงภาวะกดดัน มันก็ดันมาเกิดเหตุกระเพื่อมครั้งใหญ่ในรัฐบาล คสช. กับปรากฏการณ์ที่ “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ยื่นไขก๊อกออกจากตำแหน่ง

ในอารมณ์แรงๆแบบที่เก็บของออกจากกระทรวง ก่อนใบลาออกจะมีผลด้วยซ้ำ

สะท้อนอาการเจ็บช้ำลึกๆ ตอกย้ำกระแสข่าวเบื้องหลังของฟางเส้นสุดท้าย มาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 มีคำสั่งให้นายวรานนท์ ปีติวรรณ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ไปเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน

โดยที่เจ้ากระทรวงอย่าง พล.อ.ศิริชัย ไม่ได้รับรู้มาก่อน

และในสถานการณ์ซ้ำซ้อน กรณี “ข้ามหัว” ที่กระทรวงแรงงานก็เคยเกิดเหตุมาก่อนหน้านั้น กับปมเสือข้ามห้วยที่มีการโยกนายจรินทร์ จักกะพาก จากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย มาเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน โดยที่ “บิ๊กบี้” ยืนกรานว่าต้องเป็นคนในเท่านั้น

เจอไป 2 ดอกติดๆกัน มันจึงทำให้วงแตก

ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อมูลวงในที่หลุดออกมา

ว่าด้วยหัวเชื้อสะสมจากปัญหาการบริหารในกระทรวงแรงงานที่อืดอาดล่าช้า โดยเฉพาะการเคลียร์ปมแรงงานต่างด้าว ยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลที่จำเป็นต้องจัดระเบียบตามเงื่อนไขลดปมค้ามนุษย์ที่ถูกจับตาจากเวทีโลก

โดยสถานการณ์ต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง กระทบกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ

และยังมีเหตุโยงไปถึงประเด็นการจัดซื้อ “เครื่องสแกนม่านตา” ที่มีข่าวปล่อยออกมาทำนองว่า “บิ๊กบี้” ไม่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามสัญญาณที่ได้รับจากทำเนียบรัฐบาล

ทำให้นำมาซึ่งรายการ “หักดิบ” กันแรงๆ

สะท้านกระทรวงแรงงาน สะเทือนอำนาจรัฐบาล เขย่าวงการพี่ๆน้องๆ อย่างที่รู้กันทั่ววงการว่า พล.อ.ศิริชัย คือน้องรักสายตรงของ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด เมื่อผลลัพธ์สุดท้าย “บิ๊กบี้” ตัดสินใจไขก๊อก ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลง เกิดช่องโหว่ในเชิงการบริหารของรัฐบาล

เป็นไฟต์บังคับที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องปรับคณะรัฐมนตรี

ซึ่งงานนี้ก็เหมือนจะเข้าทางที่ผู้นำรัฐบาลได้วางโปรแกรมไว้จะมีการขยับหลังเดือนตุลาคม

ตามแนวโน้มอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุเลยว่า กำลังคิดอยู่ว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่าเห็นตรงกันกับ พล.อ.ประวิตร ในการพิจารณาลดโควตาของรัฐมนตรีสายทหารให้น้อยลงกว่าเดิม

เป็นครั้งแรกที่ผู้นำรัฐบาล คสช.พูดชัดๆเรื่องการปรับ ครม.ลดโควตาทหาร

สอดรับกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายที่มองสถานการณ์มาถึงตรงนี้
พล.อ.ประยุทธ์น่าจะต้องปรับเชิงการบริหาร แก้จุดอ่อนในเรื่องของการปั่นเนื้องาน

เติมมืออาชีพจากภาคส่วนต่างๆเข้ามาช่วยเสริมทีมรัฐบาล

เพราะรัฐมนตรีทหาร “สอบตก” ในเรื่องของเนื้องานการนำนโยบายไปปฏิบัติ ตามฟอร์มท็อปบูตที่ถนัดเฉพาะงานด้านความมั่นคงเท่านั้น

แต่ที่อันตรายกว่าก็คือเรื่องของความโปร่งใสในเชิงบริหาร

กระแสไหลมาถึงจุดที่โดนสังคมจับจ้องด้วยความหวาดระแวง

ตามปรากฏการณ์ “ตำบลกระสุนตก” ที่เกิดขึ้นกับ 2 จุดใหญ่ๆอย่างเด่นชัด

ด้านหนึ่งคือกระทรวงมหาดไทย ที่ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เจอกับมรสุมโถมเข้าใส่ 2–3 ลูกติดๆกัน ทั้งรายการเซ็นอนุมัติให้บริษัทเอกชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เขตต้นน้ำในจังหวัดขอนแก่น ไล่เลี่ยๆกับประเด็น “เรือเหาะ–เรือเหี่ยว” ที่จัดซื้อในสมัยนั่งเป็น

ผู้บัญชาการทหารบก ซ้ำด้วยปมร้อนฉาวๆว่าด้วยโครงการจัดซื้อ “เครื่องตรวจจับความเร็วฝังเพชร”
เคลียร์เผือกร้อนกันแทบจะรายวัน

ขณะที่สถานการณ์อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นคิวของ “เพื่อนรัก” อย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ทั้งในเชิงการบริหารที่ถูกมองว่า บ้อท่าในการแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ แถมสอบตกในการบริหารจัดการน้ำที่กระทรวงเกษตรฯเป็นเจ้าภาพ โดยไร้ความคืบหน้า

มิหนำซ้ำยังมีเรื่องแหลมๆเสียวๆที่ถูกนักการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์แฉปมทุจริตโครงการ 9101 วงเงินกว่า 1.9 หมื่นล้านของกระทรวงเกษตรฯ จนต้องไล่ตามสอบกันทั่วประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ ทั้งคิวของ พล.อ.อนุพงษ์และ พล.อ.ฉัตรชัย ตกอยู่ในสภาพ “บ่อน้ำมัน” รัฐบาล
โดนชี้เป้าให้สังคมสะกดรอยตามทุกฝีก้าว

เอาเป็นว่า ถ้าเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง สภาพการณ์เยี่ยงนี้ ต้องมีคิวกำจัดจุดอ่อน

ปรับ ครม.โละทิ้ง “ตัวถ่วง” ไปแล้ว

แต่บังเอิญว่า นี่คือรัฐบาลอำนาจพิเศษ ที่ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ถูกมองว่ามี “ปมด้อย” ตรงความยึดติดกับวัฒนธรรมแบบทหาร

สลัดไม่พ้นอาการเกรงใจพี่ สงสารน้อง ไม่กล้าหักเพื่อน

ตามสโลแกน มาด้วยกันไปด้วยกัน จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์มาถึงตรงนี้ ประเทศ ไทยไม่ใช่แค่ค่ายทหาร ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐมนตรีสายทหารบกพร่องในเชิงบริหาร อันมีผลต่อการขับเคลื่อนประเทศในภาพรวม

ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ย่อมหนีไม่ออกต่อความรับผิดชอบทั้งปวง

มันถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างความเกรงอกเกรงใจกับการลุยหักดิบ “ผ่าตัดใหญ่” ครม. เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในเชิงบริหาร อันเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

และยังส่งผลต่อยุทธศาสตร์อำนาจของ คสช.ไม่ให้ปฏิวัติเสียของ

สถานการณ์บังคับ พล.อ.ประยุทธ์ต้องโชว์ภาวะผู้นำในห้วงสถานการณ์ที่ยังก้ำกึ่งๆ สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ได้คล้อยตามนักการเมืองไปเสียทีเดียว

เพราะยังเสียวกับพฤติกรรมเก่าๆที่ทำบ้านเมืองลงเหว

เทียบกันแล้ว สถานการณ์ภายใต้อำนาจพิเศษที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ถึงแม้จะทำให้ชาวบ้านหงุดหงิดในเรื่องของเชิงบริหารที่ติดๆขัดๆ แต่บ้านเมืองก็ยังเดินหน้าต่อไปได้

โอกาสยังอยู่ในวิสัยที่ “นายกฯลุงตู่” จะกำหนดทางเดินตัวเอง.

“ทีมการเมือง”

วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ใครจะอยู่.....ใครจะไป??!!

ใครจะอยู่.....ใครจะไป??!!
ถึงเวลาต้องตัดสินใจ...."เพื่อนพ้องน้องพี่"
"นายกฯบิ๊กตู่" ควง รมต.กระสุนตก ทั้ง "พี่ป๊อก" พลเอก อนุพงษ์ มท.1 พี่เลิฟ ทหารเสือราชินีฯ และ "เพื่อนฉัตร" พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตร เพื่อน ตท.12 ตรวจน้ำท่วม ที่นครศรีธรรมราช ท่ามกลางกระแสปรับ ครม. "ประยุทธ์5" ที่จะลดสัดส่วนทหารลง

นายกฯประชุมผวจ.14จว.ใต้

"บิ๊กตู่" 14พ่อเมือง
"นายกฯ" ถก ผู้ว่าฯ14 จังหวัดใต้ -ประจวบคีรีขันธ์ สั้งทำระบบฐานข้อมูล
วางแผนล่วงหน้า เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำ พายุ/ แนะระวัง สื่อออนไลน์และโซเซียลมีเดีย บิดเบือนข้อมูล ต้องรีบแก้ไข

ที่ ห้องประชุมศูนย์อำนวยการและประสานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประชุมมอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ GISTDA กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นต้น เพื่อรับฟังภาพรวมสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ

รวมถึงรับทราบปัญหา อุปสรรคการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยซึ่งภาคใต้ได้รับผลกระทบจากพายุดีเปรสชั่นทะเลจีนใต้ตอนล่าง ส่งผลให้มีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นมา

แต่ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะลดลงตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป และจะได้รับผลกระทบอีกครั้งในวันที่ 8 - 10 พฤศจิกายนนี้ โดยได้มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นทีเสี่ยงเฝ้าระวังเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ และขอให้ติดตามการประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

ส่วนการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำจากพายุดังกล่าว กรมชลประทานเร่งดำเนินการลดระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอย่างเคร่งครัด ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 39 แห่ง พร้อมกับเตรียมความพร้อมติดตั้งเครื่องจักร เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถลากจูงเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 16 จุด ในพื้นที่ภาคใต้ 14 อำเภอที่มีความเสี่ยงแล้ว

นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อมาตรวจเยี่ยมติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมให้กำลังใจชาวบ้าน รวมถึงให้กำลังใจข้าราชการทุกคนที่ร่วมมือกันตั้งใจทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และขอให้ประชาชนมีกำลังใจในการต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

และย้ำด้วยว่าแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่ดีคือการเตรียมข้อมูล นำข้อมูลเดิมที่เคยเกิดเหตุมาวางแผนล่วงหน้าเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงมีความห่วงใยความเดือดร้อนของประชาชน และทรงติดตามทุกปัญหาของราษฎร นอกจากนี้ ขอให้ส่วนราชการน้อมนำแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาปรับประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมกับร่วมมือกันสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งตั้งแต่เกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ

รวมถึงสร้างฐานข้อมูลให้เป็นระบบสามารถเรียกดูข้อมูลได้ทันที โดยส่วนราชการต้องเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลแก้ไขปัญหา ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนอย่างเหมาะสมในแต่ละพื้นที่และสอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมกับสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสให้กับประชาชน

และย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความสำคัญในเรื่องการติดต่อสื่อสาร และเฝ้าติดตามโดยเฉพาะสื่อออนไลน์และโซเซียลมีเดีย หากเกิดการบิดเบือนข้อมูลและให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ต้องรีบแก้ไข และสร้างความเข้าใจ ไม่ปล่อยให้ปัญหาขยายวงกว้าง จนไม่สามารถควบคุมได้

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อสักการะพระบรมธาตุ

"แม้ฝนตกหนักมาก แต่ผม ก็ต้องมา เพราะเป็นห่วงประชาชน

ได้ไปเต็มๆ......"แม้ฝนตกหนักมาก แต่ผม ก็ต้องมา เพราะเป็นห่วงประชาชน ที่รอคอยอยู่"
"นายกฯบิ๊กตู่" เดินกางร่ม ลุยฝน มาพบ พี่น้อง ที่ ปากพนัง นครศรีธรรมราช....แม้สภาพอากาศไม่ดี แต่เช้า เพราะฝน ที่นครฯตกหนัก แต่นายกฯก็ไม่ยกเลิก ภารกิจ แต่ปรับแผน นั่งเครื่องEmbraer มาลง สุราษฎร์ฯ แทน แล้ว นั่งรถต่อไป นครฯ ท่ามกลางสายฝน ที่ตกหนักตลอดทาง
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบปะและกล่าวกับประชาชนท่ามกลางฝนตกหนักที่ศูนย์ประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า ตลอดการเดินทางมาพบปะพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช
"แม้ฝนตกหนักมาก แต่ก็ต้องมา เพราะเป็นห่วงประชาชนที่รอคอยอยู่"
นายกฯได้กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในปีนี้ว่าแม้ปริมาณน้ำจะมาก แต่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบ จึงช่วยให้พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ไม่ได้รับผลกระทบ
แต่ประชาชนนอกคันกั้นน้ำ อาจได้รับความเดือดร้อนบ้าง เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องระบายน้ำ
จึงขอขอบคุณทั้ง 12 ทุ่งรับน้ำที่เสียสละพื้นที่ด้วย
ขณะที่ภาคใต้ ก็ต้องพร้อมรับมือ เนื่องจากพายุดีเปรสชันจากทะเลจีนใต้พาดผ่าน อาจส่งผลกระทบและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมและปฎิบัติตามการแจ้งเตือน พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพิ่มความระมัดระวัง และ ต้องดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่เสี่ยง อย่าให้เกิดอันตรายเป็นอันขาด ส่วนเรื่องทางการเมือง ขณะนี้รัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอน ขอให้ทุกคนมองไปยังอนาคต เพื่อให้ลูกหลานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และ กลับมาพัฒนาครอบครัวตนเอง หลายอย่างต้องปรับเปลี่ยน โดยมีกลไกของข้าราชการ ที่ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญระดับจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดต้องดึงจุดเด่นออกมาเพื่อสร้างความเข้มแข็ง แบบประชารัฐของตนเอง ให้เกิดการแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ ก่อนเชื่อมต่อไปยังอาเซียน
นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและแผนการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมทั้ง ด้านการคมนาคม และ ด้านอาชีพ ให้แก่เกษตรกร รวมไปถึงผู้เลี้ยงปศุสัตว์
จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมตลาดสินค้าพื้นบ้าน แม้ฝนจะตกหนัก และนิทรรศการที่ทางจังหวัดได้จัดเตรียม ก่อนจะประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 15 จังหวัดและ เจ้าหน้าที่ทีเกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์ และ รับฟังอุปสรรค รวมถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันอุทกภัยในพื้นที่

"ครม.ตู่ ๕" ยุคไทยแลนด์ ๔.๐

เตือนๆ กันไว้....
อย่าให้น้ำผึ้งหยดเดียว ลุกลามกลายเป็นความไม่พอใจของประชาชนเชียวนะครับ
เพราะคำว่าสายเกินไปมันเกิดขึ้นได้เสมอ
หากไม่ลงมือแก้ปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ
ปัญหาใหญ่ระดับโลก ระดับชาติ ที่เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ กลายเป็นวิกฤติแสนสาหัส มันมีให้เห็นนักต่อนักแล้ว
สงครามโลกครั้งที่ ๑ จุดประเด็นจาก....
การลอบปลงพระชนม์อาร์คดยุค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทของบัลลังก์จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยกัฟรีโล ปรินซีป ชาวเซิร์บบอสเนีย
การแก้แค้นของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีต่อราชอาณาจักรเซอร์เบีย
เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ในทวีปยุโรป
ฝ่ายสัมพันธมิตร ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย สู้รบเข่นฆ่ากับฝ่ายมหาอำนาจกลาง มีเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการีและอิตาลี
ผลคือ....มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สูญหายและล้มตาย รวมกันกว่า ๔๐ ล้านคน
กรณีประชาชนชาวชลบุรีออกมาขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด แม้จะเทียบกันไม่ได้ในแง่ของปรากฏการณ์ แต่ก็มีสัญญาณให้เห็นว่า อาจเกิดกรณีน้ำผึ้งหยดเดียวเหมือนกัน
เป็นความไม่ฉลาดของ "ราชการ" ในการบริหารจัดการความไม่พอใจของประชาชน
นี่...ไทยแลนด์ ๔.๐ แล้วนะครับ
ยังย้อนยุคใช้วิธีการก่อนปีกึ่งพุทธกาลกันอีก
ระวังการข่มขู่ให้กลัว จะกลายเป็นหายนะของคนขู่เสียเอง
ครับ...เมื่อคืนวันพุธ อส.ฝ่ายปกครอง รับหน้าเสื่อไปคุยกับผู้ชุมนุม
แต่กลายเป็นไปข่มขู่ว่ามีหมายศาล มี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ๒๕๕๘ พร้อมจะสลายการชุมนุมได้ทันที
พูดแบบนี้ ไม่ต่างราดน้ำมันเข้ากองเพลิง!
นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี บอกว่าไม่รู้ไม่เห็น
โทษว่า อส.ประกาศไปโดยพลการ
แถมไม่เอาผิดกับการกระทำโดยพลการที่ว่านี้
อ้างว่า....เพราะ อส.แค่หวังดีและตักเตือนประชาชนเท่านั้น
ให้เหตุผลแบบนี้มันก็จบเห่ซิครับ!
หากไม่มีใครสั่ง....
ใครจะเชื่อว่า อส.จะกล้าทำถึงขนาดนั้น
ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ สาเหตุของปัญหานั้นมีความละเอียดอ่อนอยู่ในตัว หากไม่รีบจบ เกรงว่าจะบานปลายไปกว่านี้
หากกระทรวงมหาดไทยต้นสังกัดยังเอาแต่นิ่งเฉยแบบนี้ มันจะลามเข้าหารัฐบาล
ใครผิดใครถูก บางเรื่องอาจไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ไขก่อน
แต่การจัดการกับความรู้สึกของประชาชน ในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนสูง มันรอไม่ได้
การปล่อยให้ฝ่ายผู้ว่าฯ ตอบโต้ที ฝ่ายประชาชนเอาคลิปเก่าๆ มาแฉที นอกจากหาทางลงไม่ได้แล้ว ก็ระวังเอาไว้นะครับ....
พวกที่หมอบรอเวลากลับมาป่วน
มันรอจังหวะอยู่!
คลิปล่าสุดที่บอกว่า "แฉ! ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี"
ย้อนไปเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวจังหวัดชลบุรีได้เดินทางมาร่วมพิธีแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีไม่อนุญาตให้ประชาชนแสดงความอาลัย
และมีคำสั่งยกเลิกงานพิธีโดยไม่มีเหตุผล
คราวนั้นประชาชนก็ไม่พอใจผู้ว่าฯ ชลบุรีมาแล้ว
นั่นเท่ากับว่า ที่บานปลายกันอยู่ในเวลานี้ มันก็คือเรื่องราวที่สะสมกันมา
มองไม่ออกจริงๆ ว่า ผู้ว่าฯ ภัครธรณ์จะอยู่ชลบุรีต่อได้อย่างไร?
วันนี้การชุมนุมของชาวบ้านยังไม่มีใครแทรกเข้าไป
แต่วันหน้าไม่มีใครรู้ได้หรอกครับว่า การเมืองจะเข้ามาฉวยโอกาสหาประโยชน์จากความขัดแย้งนี้หรือไม่
และเมื่อไหร่!
เอาแค่ว่า...รัฐบาล คสช.ไม่ใส่ใจความผิดพลาด การบริหารจัดการ การวางดอกไม้จันทน์ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ไม่สนใจเรื่องที่ประชาชนเขาทวงถามเรื่องป้ายไวนิลดอกดาวเรืองหน้าพระเมรุมาศจำลอง จังหวัดชลบุรี
แค่นี้ก็ใช้เวลาอธิบายกันยาวยืดแล้วครับ
ถ้ากระทรวงมหาดไทยยังเฉย รัฐบาลไม่หือไม่อือ อ้างรอผลสอบก่อน ปล่อยให้ไล่กันทุกวัน มันจะไม่ใช่แค่เฉพาะจังหวัดชลบุรี
อาจจะลามไปยังจังหวัดอื่นๆ
เพราะเอาเข้าจริง บางจังหวัดก็มีปัญหาลักษณะคล้ายกันนี้ ที่ไม่เกิดเรื่องเพราะประชาชนแค่บ่น แต่ไม่อยากจะเอาความ
หากมีคนไปยุอาจกลายเป็นหนังคนละม้วน!
ฉะนั้น...รีบเถอะครับ
เอาผู้ว่าฯ ภัครธรณ์ไปเก็บรักษาไว้ในที่ที่สะดวกต่อการแก้ปัญหาก่อน
เคลียร์เรื่องวุ่นๆ ที่ชลบุรีให้จบ
ให้ประชาชนเขาพอใจ
เสร็จแล้วค่อยเคลียร์ปัญหาหนักอกให้ท่านผู้ว่าฯ
ทำแบบนี้ไม่มีคำว่าสาย
ถ้าไม่...
ท่านๆ ทั้งหลายก็ต้องยอมรับเสียงตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ ด่าว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเป็นเด็กของรัฐบาล คสช.
ท้ายสุดโดยสามัญสำนึก ทุกคนต้องรู้ครับว่า ไม่ควรปล่อยให้การถวายดอกไม้จันทน์เป็นเงื่อนไขสร้างภาพลบ
กลายเป็นว่าลูกๆ มาทะเลาะกัน
ก็ลองกลับไปพินิจพิจารณากันดูครับว่า ที่ผ่านมา "พ่อ" ได้สอนอะไรเอาไว้บ้าง
"ในการปฏิบัติงานนั้นย่อมมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นต้องแก้ไข อย่าทิ้งไว้พอกพูนลุกลามจนแก้ยาก
ขอให้ทุกคนระลึกว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขได้ ถ้าแก้คนเดียวไม่ได้ก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้หลายๆ คน หลายๆ ทาง ด้วยความร่วมมือปรองดองกัน"
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๓
วานนี้ (๒ พฤศจิกายน) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า....
พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ความเป็นรัฐมนตรีจึงให้สิ้นสุดตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไป
ก็ได้เวลาปรับ "ครมตู่ ๕.๐" ครับ
เบื้องลึกเบื้องหลัง "จับกัง ๑" ลาออก เท่าที่ฟังนายกฯ ลุงตู่ให้สัมภาษณ์ก็ได้ความว่าไปประกอบธุรกิจส่วนตัว
แต่บางกระแสข่าวบอกว่า ทนไม่ได้เพราะถูกหักหน้าจากกรณี "ลุงตู่" งัด ม.๔๔ ย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ อดีตอธิบดีกรมการจัดหางาน
นั่นก็ว่ากันไปครับ
ก็เอาเป็นว่า งานในกระทรวงแรงงานยุคนี้ไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา
ไม่ใช่กระทรวงที่จะส่งใครไปนั่งซดไวน์ก็ได้เหมือนรัฐบาลก่อน
หลังจากไทยมีปัญหาแรงงาน การค้ามนุษย์ จนหลุดไปอยู่เทียร์ ๓ รัฐบาลนี้ใช้ความพยายามอย่างหนักจนอเมริกาจัดลำดับให้กลับมาอยู่เทียร์ ๒ อีกครั้ง
ทำให้อุปสรรคทางการค้าได้รับการผ่อนคลายลง
นี่คือสิ่งที่ต้องรักษาไว้
และต่อยอดให้ดีขึ้นในวันข้างหน้า
ขณะที่ปัญหาแรงงานต่างด้าวก็ใช่ว่าจะหมดไป เมื่อไขลานกันไม่ไหว จำต้องเปลี่ยนม้ากลางศึกก็ต้องเปลี่ยน
"ครม.ตู่ ๕.๐" ปรับเล็กปรับใหญ่ ไม่สำคัญเท่าปรับแล้วทำงานมีประสิทธิภาพหรือไม่
ข่าวแว่วๆ ปรับเที่ยวนี้ ลดจำนวนนายพลลง เพิ่มพลเรือนให้มากขึ้น
เป็นนิมิตหมายที่ดีในการหาคนมาใช้ให้ตรงกับงาน
ที่สำคัญต้องยึดคำสอนพ่อเอาไว้ให้ได้
''...ทุกคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัวโดยไม่มองดูคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้น แต่ละคนจะต้องรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทำ...".
ผักกาดหอม

เปลว สีเิงิน 3/11/60

รัฐบาลทหาร-รัฐบาลผสม โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

รัฐบาลทหาร-รัฐบาลผสม โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



(แฟ้มภาพ) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล
เมื่อเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่างลง ด้วยการลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ซึ่งชนวนเหตุมาจากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เด้งด่วนอธิบดีกรมการจัดหางาน เลยทำให้เจ้ากระทรวงไม่อาจจะนั่งอยู่ต่อไปได้ ตัดสินใจโบกมือลา พร้อมด้วยทีมทำงานยกคณะ

จะเรียกว่าเกิดรอยร้าว หรือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีอะไรหรอกน่า ย่อมแล้วแต่จะมอง

ผลที่ตามมาแน่ๆ อีกประการก็คือ จะต้องนำไปสู่การปรับ ครม.

เพียงแต่จะปรับเล็กหรือปรับใหญ่

แต่เชื่อว่าจะเกิดกระแสกดดันจากหลายๆ ฝ่าย เรียกร้องให้นายกฯลงมือปรับใหญ่

โดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

เนื่องจากปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ปล่อยทิ้งเอาไว้ยาวนาน จะมีผลต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ชาวบ้านจะนึกถึงรัฐบาลที่เคยมีความสามารถมากฝีมือในด้านนี้ขึ้นมาอย่างจับใจ

แม้แต่เครือข่ายม็อบนกหวีด ที่ลงทุนลงแรงจนทำให้มีรัฐบาล คสช.ในวันนี้ เริ่มจะพูดคุยกับมวลชนตนเองไม่ไหว เพราะราคายางพาราตกต่ำอย่างไม่กระเตื้องขึ้นเลยในช่วงรัฐบาลนี้

ราคาข้าวก็น่าตกใจ ตันละไม่กี่พันบาท ไหนจะเจอภัยน้ำท่วมยิ่งสร้างวิกฤตให้กับชีวิตชาวนามากขึ้น

ข่าวว่า ภายในรัฐบาลเอง คนที่กุมงานด้านเศรษฐกิจ ก็อยากให้นายกฯตัดสินใจเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี จากที่มียศนำหน้าแต่นั่งในกระทรวงด้านนี้ ขอเป็นพวกอดีตนักบริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริงเข้ามานั่งทำงานมากกว่า

นอกจากจะช่วยอุดจุดอ่อนของรัฐบาลขณะนี้แล้ว ยังจะเป็นการช่วยให้พรรคการเมืองในฟากฝ่าย คสช. พอจะมีทางชนะเลือกตั้งได้มากขึ้น

อันจะเป็นการปูทางให้ “นายกฯคนนอก” มีโอกาสเดินกลับเข้าทำเนียบได้สะดวกสบายขึ้น

แต่ผู้นำรัฐบาล คสช. ซึ่งจะต้องตัดสินใจว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่แบบล้างกระทรวงเศรษฐกิจ ก็คงต้องคิดหนักในหลายๆ ด้าน

ปรับโฉมรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้วจะได้ผลจริง กู้วิกฤตข้าวยากหมากแพงได้จริงหรือไม่

เพราะถ้าไม่มั่นใจว่าจะได้ผล อาจไม่คุ้มค่า เพราะการปรับใหญ่มีความเสี่ยงต่อความ
ขัดแย้งภายในของกลุ่มแกนนำ คสช.เอง

เครือข่ายเพื่อนพ้องรุ่น 12 จะต้องได้รับผลกระทบแน่ๆ ถ้ามีการปรับแบบพลิกโฉม

ถือว่ามีได้มีเสียไปคนละแบบ

แต่ไม่เท่านั้น ยังมีประเด็นการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีในคดีถือหุ้นเกิน 5% ซึ่งมีกระแสข่าวว่า มี 3 รัฐมนตรี ที่ต้องโดนแน่ๆ

นี่ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ต้องปรับ ครม.แบบไม่ใช่เล็กๆ แน่ๆ

คงต้องจับตามองกันต่อไปว่า ลงเอยแล้วโฉมหน้าของ ครม.บิ๊กตู่ 5 จะออกมาแนวไหน

ยังเป็นรัฐบาลทหารต่อไป หรือจะเริ่มเป็นรัฐบาลผสมพลเรือน-ทหาร โดยมีสัดส่วนทหารลดลง

แต่ทั้งหลายทั้งปวง ความที่รัฐบาล คสช. เลือกจะอยู่ในอำนาจยาวนาน ต่างไปจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในอดีต ซึ่งมักจะอยู่แค่ปีสองปี จัดระบบระเบียบแล้วก็รีบถอยไป

ทว่ารัฐบาลบิ๊กตู่อยู่มา 3 ปีกว่าแล้ว ด้วยเหตุผลต้องปฏิรูปให้เสร็จสิ้นรอบด้านอะไรเหล่านั้น

อยู่นานไปก็ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่ถนัดในการบริหารงานรอบด้านแบบรัฐบาลนักการเมือง

แถมยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปรับ ครม.หนแล้วหนเล่า ราวกับเป็นรัฐบาลที่มาตามครรลองปกติ

………………..
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

ยิ่งยื้อ ปลดล็อก พันธมิตร “แนวร่วม” ยิ่ง “เผยแสดง”


ประหนึ่งว่า การออกมาตัดประเด็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในเรื่อง “ปลดล็อก” พรรคการเมือง

ทุกอย่างจะ “จบ”

นักการเมืองก็จะ “เงียบ” เพราะ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ก็ดี เพราะ นายวัฒนา เมืองสุข ก็ดี ต่างยืนยันตรงกันว่า

จะไม่เรียกร้อง จะไม่วิงวอน

และคำยืนยันอันมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อประสานเข้ากับจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ถือได้ว่าเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด

เพราะคน 1 เป็นหัวหน้า คสช. เพราะคน 1 เป็นรองหัวหน้า คสช.

ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ตอบตรงกันมิใช่หรือว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “คสช.”

แล้วจะมีใครใน คสช.ที่จะใหญ่ยิ่งกว่า 2 ท่านนี้

กระนั้น หากติดตามเหตุผลที่ว่าจะไม่เรียกร้อง จะไม่วิงวอนอีกแล้ว ซึ่งดังมาจากทั้ง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และ นายวัฒนา เมืองสุข ก็มิใช่ว่าจะงอก่อ งอขิง

อย่าลืมว่า 2 คนนี้เป็น “นักกฎหมาย”

มีความเข้าใจในกฎหมายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นายวิษณุ เครืองาม ตลอดจน นายพรเพชร วิชิตชลชัย

คนแรกจบจาก “ท่าพระจันทร์” คนหลังจบจาก “สามย่าน”

ที่พวกเขาจะไม่วิงวอน จะไม่ร้องขอ เพราะตระหนักในบทบาทและ

ความหมายของหลักกฎหมายอย่างน้อยก็ 2 ฉบับ

1 เป็นรัฐธรรมนูญ 1 เป็นกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง

หาก คสช.และรัฐบาลจะเดินตามโรดแมปก็มีความจำเป็นต้อง 1 เดินตามรัฐธรรมนูญ และ 1 เดินตามกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่มีหนทางอื่น

เว้นแต่จะเห็นว่าคำสั่ง คสช.ใหญ่กว่าเท่านั้น

หากมองกระบวนการทางการเมืองหลังรัฐธรรมนูญประกาศและบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน 2560 เป็นต้นมาเหมือนกับการทำศึก สงคราม

ก็จะมีความเข้าใจอย่างเห็นเป็นรูปธรรม

สภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมาตัดบทในเรื่อง “ปลดล็อก” พรรคการเมือง

เหมือนกับจะเป็นปฏิบัติการ “รุก” ต่อ “นักการเมือง”

หากประเมินไปในน้ำเสียงจากกองเชียร์ภายใน “แม่น้ำ 5 สาย” ก็เหมือนกับ คสช.ตัดโอกาสมิให้พรรคเพื่อไทยได้เคลื่อนไหว

แต่ในความเป็นจริงเป็นเช่นนั้นหรือ

ตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องการให้ “ปลดล็อก” พรรคชาติไทยพัฒนาก็ต้องการให้ “ปลดล็อก” แม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยก็ต้องการให้ “ปลดล็อก”

มิได้มีแต่เพียง “เพื่อไทย”

และเหตุผลของพวกเขาก็มิได้เพื่อตัวเอง หากแต่ยืนอยู่กับหลักการแห่ง “รัฐธรรมนูญ” ยืนอยู่กับหลักการแห่งกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง

ลักษณะการแสดงออกของ คสช. และของรัฐบาลจึงมิได้เป็น “การรุก” ตรงกันข้าม เป็นการซื้อเวลาด้วยการยื้อเพื่อต่อรองในเชิง “อำนาจ”

ลักษณะ “ยื้อ” ย่อมมิใช่ “การรุก”

ทั้งนักการเมืองที่ออกมากล่าวในเชิงเป้าหมายก็มิได้ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยว ตรงกันข้ามเป้าหมายของการ “ปลดล็อก” ก่อให้เกิด “แนวร่วม” ขึ้นโดยพื้นฐาน

เป็นแนวร่วมในเส้นทาง “ประชาธิปไตย”

เรื่องจำเป็น

เรื่องจำเป็น

สังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ คือการใช้อำนาจหน้าที่ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ ให้พวกพ้องญาติพี่น้องลูกเต้าเหล่ากอของตัว

ระบบอุปถัมภ์นี่แหละเป็นต้นตอให้เกิดทุจริตเต็มบ้านเต็มเมือง

รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ด้วยการออก “กฎหมาย 4 ชั่วโคตร” เป็นยาแรงในการปราบปรามการเอื้อประโยชน์เล่นพรรคเล่นพวกให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย

โดยมุ่งเอาผิดข้าราชการทุกระดับ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน ที่ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเอง หรือคนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัว อันได้แก่ คู่สมรส บุตรธิดา และบิดามารดาของตัวเอง

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า มาตรา 5 ของ ก.ม. 4 ชั่วโคตร หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พ.ร.บ.การขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม” กำหนดห้ามไม่ให้นำความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเป็นเงื่อนไขในการใช้อำนาจหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง

รวมถึงห้ามใช้เวลา ใช้เงินเดือน ใช้ทรัพย์สินทางราชการ เพื่อเอื้อประโยชน์ตนเอง หรือบุคคลอื่นใด ไม่ว่าทางอ้อมหรือทางตรง

เรียกว่าคุมเข้มไม่ให้ใช้อำนาจนอกลู่นอกทาง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแม้จะประกาศใช้ ก.ม.ความผิดเอื้อประโยชน์ชั่วโคตรแล้ว ก็ยังกำจัดระบบอุปถัมภ์ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ล่าสุด ที่ประชุม ครม.จึงมีมติเห็นชอบ “ร่างมาตรฐานจริยธรรม” เพื่อใช้บังคับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานและกรรมการองค์กรอิสระ ป.ป.ช. กกต. คตง. กสม. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯลฯ

ไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์คนใกล้ชิดและญาติโกโหติกา

“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตนำร่างมาตรฐานจริยธรรมบางข้อมาฉายเป็นแซมเปิลดังนี้คือ...

1, ต้องถือประโยชน์ประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
2, ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติส่วนตัว
3, ต้องรักษาความลับทางราชการอย่างเคร่งครัด
4, ต้องไม่ยินยอมให้สมาชิกครอบครัวรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่อาจกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ฯลฯ

นี่คือบางส่วนของ “มาตรฐานจริยธรรมขั้นสูง” เพื่อให้สังคมเชื่อถือศรัทธาว่าศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทุกแห่งจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม

ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ปกป้องพรรค พวกตัวเอง

และไม่จ้องเล่นงานฝ่ายตรงข้ามตะพึดตะพือ

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแม้จะมี “ก.ม. 4 ชั่วโคตร” และ “มาตรฐานจริยธรรม” เพื่อป้องกันข้าราชการทุกระดับ องค์กรอิสระ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและคนในครอบครัวทั้งทางอ้อมและทางตรงก็ตาม

แต่การจะชี้ว่าตรงไหนเอื้อ? ตรงไหนไม่เอื้อ? ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไป

เช่น...กรณี อจ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และสมาชิก คสช. แต่งตั้งบุตรสาวเป็นเลขาธิการตัวเองในโควตา คสช. จนเกิดกระแสวิจารณ์กันอึกทึกครึกโครม

อจ.มีชัย ซึ่งเป็นเซียนกฎหมายมือวางอันดับหนึ่งของไทยแลนด์ ชี้แจงว่า การแต่งตั้งบุตรสาวเป็นเลขาฯ ในโควตา คสช. เป็นความจำเป็นส่วนตัว

เพราะตำแหน่งนี้ต้องใช้คนที่ไว้วางใจให้รักษาความลับทางราชการ

จึงไม่เข้าข่ายใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์คนในครอบครัว

ข้อสำคัญกฎหมายไม่ได้ห้ามแต่งตั้งลูกสาวเป็นเลขาฯบิดา

ในเมื่อ “มีชัยโมเดล” ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นเต็มตา

ทีนี้ใครจะแต่งตั้งภรรยาเป็นเลขาฯ แต่งตั้งแม่ยายเป็นที่ปรึกษา ก็เชิญตามสบายนะคุณโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

‘ปั่นป่วน’เร้าแมตช์ใหญ่

‘ปั่นป่วน’เร้าแมตช์ใหญ่

ฟ้าผ่าเปรี้ยง ร้อนทะลุปรอท แซงทุกรายการ

จากคิวคำสั่งหัวหน้า คสช. ม.44 ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ หัวหน้า คสช. ลงนามย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ พ้นตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ไปเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน

และให้นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ จากรองปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นอธิบดีกรมการ จัดหางานแทน

อันจะเป็นประโยชน์ในการบริหารราชการกระทรวงแรงงานให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมยิ่งขึ้น

เด้งอธิบดีกรมการจัดหางาน เพื่อให้ “งานเดินคล่อง”

นั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่หยิบยกมาอ้างได้ ในฐานะผู้นำในการบริหารประเทศ และนายวรานนท์ ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ถูกคำสั่งฟ้าผ่าก็ต้องยอมรับทั้งน้ำตาซึม

เพียงแต่ที่วุ่นตามมา คล้อยหลังคำสั่ง ม.44 มีข่าวลือสะพัดและเป็นความจริงในที่สุด

กับคิวที่ “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน รวมทั้งทีมงาน ผู้ช่วยรมต. ที่ปรึกษา เลขาฯ

แท็กทีมยื่นใบลาออกยกลอต จนป่วนทั้งกระทรวง ถามหาเหตุกันให้วุ่นแน่นอน สำหรับสาเหตุคิวเด้งนายวรานนท์ ล้อเหตุผลคำสั่ง ม.44 น่าจะเป็นเรื่องการทำงานจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ที่ถูกมองว่ายังล่าช้า กับเส้นตายการบังคับใช้กฎหมาย การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่ชะลอไป 180 วัน ครบวันที่ 31 ธ.ค.2560

กฎหมายสำคัญที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บทลงโทษนายจ้างหนัก ปรับ 8 แสนบาทต่อแรงงานผิดกฎหมาย 1 คน

ประเด็นร้อนที่ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญแรงต้าน ถูกถล่มจนต้องเลื่อนบังคับใช้

แน่นอน “วรานนท์” เริ่ม “ไม่เข้าตา” ผู้นำตั้งแต่นั้น

ไม่เท่านั้น ในห้วงต้องเร่งจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวก่อนกฎหมายบังคับใช้ ทั้งการตั้งศูนย์รับจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว การประสานประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ กัมพูชาที่มีปัญหาและชักบานปลาย

แล้วในที่สุดก็แจ็กพอตแตกที่ “วรานนท์” ในที่สุด

ยังไม่รวม ข้อมูลอีกด้านคือปมการจัดซื้อ “เครื่องสแกนม่านตา” เพื่อมาใช้ในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว โครงการ ลักษณะเดียวกับ “เครื่องตรวจวัดความเร็ว” ที่กำลังร้อนฉ่า

โปรเจกต์พันล้าน โยงปมไม่สนองนโยบายอย่างไร ยังไม่ชัดนัก

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ทุกคิวของอดีตอธิบดีกรมการจัดหางาน กลายเป็นแรงกระแทกไปถึง “บิ๊กบี้-พล.อ.ศิริชัย” ในฐานะเจ้ากระทรวง ที่เคยมีข่าวซุบซิบการทำงานไม่เข้าเป้าจนผู้นำกระเซ้าแรงๆ รมต.รุ่นน้อง

“ไม่บี้งานให้เหมือนชื่อ”

และก่อนหน้านั้น ถ้าจำกันได้ ทั้งคิวแต่งตั้งปลัดกระทรวงที่ “บิ๊กบี้” เสนอรายชื่อไป 2 รอบ รวมทั้งเคยมีชื่อ “วรานนท์” ถูกชงขึ้นแท่น “บิ๊กตู่” ตีกลับทุกครั้ง กระทั่งชื่อจรินทร์ จักกะพาก เป็น “เสือข้ามห้วย” จากกระทรวงมหาดไทยมานั่งเก้าอี้บิ๊กกระทรวงแรงงาน

ก็น่าจะทำให้ “บิ๊กบี้” ขยับไม่สะดวก อึดอัดไปใหญ่

ถึงจะติดยี่ห้อ “น้องเลิฟของพี่ใหญ่” อยู่ในเครือข่าย “มูลนิธิป่ารอยต่อฯ” เส้นปึ้กก็ตาม

และแน่นอน ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ที่มีการจับจ้องคิวปรับ ครม.ก่อนเข้าโค้งสุดท้ายเลือกตั้งใหญ่ตามโรดแม็ปที่ผู้นำประกาศปลายปี 2561 พอดิบพอดี

ปรากฏการณ์ “บิ๊กบี้” ไขก๊อก เลยเป็นจุดเร้าเกมยกเครื่อง

ในห้วงเปลี่ยนผ่าน พลังแฝง-พลังจริงแต่ละขั้วอำนาจยังไม่นิ่ง ในภาวะที่รัฐบาลท็อปบูต-“ครม.เพื่อนพ้องน้องพี่” ถูกโฟกัสหนัก มีแรงขย่มเขย่าทั้งภายนอก-ภายใน

“บิ๊กตู่” มีงานหนัก ปรับ ครม.ชุด “โชว์ส่งท้าย” ก่อน “ไปต่อ”

ส่วนจะปรับใหญ่แค่ไหน รอลุ้นอีกไม่นาน.

ทีมข่าวการเมือง

"พายุ “ด็อมเร็ย” (DAMREY)

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
"พายุ “ด็อมเร็ย” (DAMREY) และฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560)"
ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 03 พฤศจิกายน 2560
1. เมื่อเวลา 10.00 น. พายุไต้ฝุ่น “ด็อมเร็ย” (Damrey) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 12.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 113.6 องศาตะวันออก ห่างประมาณ 500 กิโลเมตรทางด้านตะวันออกของ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนเข้าชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนล่างในวันที่ 4 พ.ย. 60 และจะอ่อนกำลังลงก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศกัมพูชาต่อไป
2. หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ตอนล่าง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และลมกระโชกแรง
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีดังนี้
บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังคลื่นซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย
จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
ประกาศ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลา 17.00 น.
นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา