PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561

‘บิ๊กตู่’ ไม่กลัวการเมือง บอกอยู่มา 4 ปีปรับตัวได้ ยังไม่บอกสังกัดพรรคไหน อ้างขอเวลาศึกษา

‘บิ๊กตู่’ ไม่กลัวการเมือง บอกอยู่มา 4 ปีปรับตัวได้ ยังไม่บอกสังกัดพรรคไหน อ้างขอเวลาศึกษา



“บิ๊กตู่” ไม่กลัวแรงเสียดทานหลังประกาศจุดยืนทางการเมือง บอกปรับมาตลอด 4 ปี วอนอย่าตีความคำพูด ยันยังไม่คิดสังกัดพรรคไหนขอเวลาศึกษา
เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 25 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุม คสช.และประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เช้าวันเดียวกันนี้มีการหารือกันในที่ประชุม คสช. ว่าเราจะทำอย่างไรให้การปฏิรูปประเทศและการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ชาติจะได้รับการสืบต่อในการทำงานวันข้างหน้าต่อไปได้ ถือเป็นกลไกของการบริหาร ซึ่งจะต้องพิจารณาต่อไป เพราะในวันข้างหน้าเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตนก็ต้องพยายามทำในสิ่งที่ทำวันนี้สามารถที่จะต่อเนื่องได้
“ไม่ได้หมายความว่าจะไปสืบทอดอำนาจอะไร เพียงแต่เมื่อเรามี พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติออกมาแล้ว เป็นกฎหมายก็ต้องทำ เพราะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วย”
เมื่อถามว่า นายกฯคิดว่าจะทนกับแรงเสียดทานจากนักการเมืองที่รุมโจมตีอย่างไร และจะควบคุมอารมณ์ตนเองเมื่อเข้าสู่การเมืองอย่างไรนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมยืนยันว่าผมไม่กลัว เพราะผมอยู่กับพวกท่านมา 4 ปีแล้ว ผมก็อดทนและพยายามทำความเข้าใจ แต่บางครั้งก็มีนิดหน่อยหงุดหงิดบ้างอะไรบ้างก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ผมก็ปรับตัวมาโดยตลอด 4 ปี ก็มีการพัฒนามากพอสมควร จะเห็นได้ว่าเสียงของผมวันนี้นุ่มนวลขึ้นใช่หรือไม่ ไม่ดุเดือด ไม่อะไรทั้งนั้น พอแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นอะไรต่างๆ ผมก็จำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องทางการเมือง เพราะไม่เช่นนั้นเดี๋ยวผมตายก่อน ผมเครียดมากๆ ผมก็ตายเอง เพราะก็ไม่มีใครตายสักคน เพราะทุกคนมารุมผมอยู่คนเดียว แต่ผมก็รับได้”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับคำที่ว่าตนสนใจงานการเมืองนั้น อย่าไปตีความกันให้มากนักเลย คำพูดที่ตนพูดออกไปนั้นหมายความว่า ตนสนใจว่ามันจะเดินหน้าไปอย่างไร มีความคืบหน้าอย่างไร โดยเฉพาะสิ่งที่ตนเป็นห่วงและกังวลก็คือ สิ่งที่ทำมาแล้ว การปฏิรูปขั้นที่ 1 ของเรา กฎระเบียบ กฎหมาย รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่ที่จะทำ จะได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ตนสนใจตรงนี้มากกว่า
“และถ้าผมสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ ผมจะเข้าไปได้อย่างไร จะมาด้วยกลไกอะไร จะต้องดูทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย พ.ร.บ.การเลือกตั้ง และทุกๆ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่ออกมาในช่วงนี้ก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรที่จะปฏิรูปให้ได้ ทั้งการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปการเมืองให้มีธรรมาภิบาล สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ง่ายๆภายใน 1-2 วัน หรือ 1-2 ปี จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง และผมไม่ได้สงวนไว้สำหรับตนเองเพียงอย่างเดียว ทุกคนจะต้องช่วยกัน ผมอยากเห็นการทำงานให้เป็นผลสัมฤทธิ์มากขึ้น ขณะนี้เราอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน เพราะฉะนั้นบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง ต้องเอาสิ่งที่ผมพูดไปคิด แล้วต้องมองว่าเราจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการปฏิรูปที่จำเป็นต้องใช้คนหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ประชาชน ผู้ประกอบการธุรกิจ ขอร้องว่าอย่ามองเพียงการเมืองอย่างเดียว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่า ตกลงนายกฯจะไปสังกัดอยู่กับพรรคการเมืองใด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคต ตนยังไม่ได้ไปตรงไหนสักอันเลย ถ้าจะพิจารณาก็ต้องดูว่า จะต้องไปเป็นสมาชิกพรรคใดหรือไม่ และต้องพิจารณาว่าจะไปร่วมกับเขาได้แค่ไหนอย่างไร และสมมุติว่าตนจะไปเป็นนายกรัฐมนตรีจะมาได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องดูใหม่ทั้งหมด ต้องศึกษา เพราะตนไม่ใช่นักการเมืองมาก่อน จำเป็นต้องศึกษาว่ามันเป็นอย่างไร ปัญหาอยู่ที่ว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็น จะทำให้บ้านเมืองสงบได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งหมดก็อยู่ที่ประชาชนที่จะต้องไม่ตกเป็นเป็นเครื่องมือของใคร

“บิ๊กตู่”ไฟเขียวรมต. ร่วม “พลังประชารัฐ” ขู่ใครจะฟ้อง เพราะบริหารดีกว่ารบ.เลือกตั้ง

“บิ๊กตู่”ไฟเขียวรมต. ร่วม “พลังประชารัฐ” ขู่ใครจะฟ้อง เพราะบริหารดีกว่ารบ.เลือกตั้ง



“บิ๊กตู่” ไฟเขียวรมต. ร่วม “พลังประชารัฐ” เมินคำครหา “รบ.พิเศษ” ขู่ใครจะฟ้องในเมื่อบริหารประเทศดีกว่ารบ.เลือกตั้ง บอกไม่รู้-ไม่มีพรรคไหนทาบเสนอชื่อชิงเก้าอี้ “นายกฯ”
เมื่อ‪เวลา 14.25 น.‬ 25 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความสบายใจหลังประกาศจุดยืนว่าสนใจงานการเมือง ว่า ตนสบายใจมาตลอด ทำไมสื่อต้องมาสนใจมากมายนัก สื่อรักเป็นห่วงตนใช่หรือไม่ ตนต้องสบายใจ เพราะอยู่ด้วยแรงศรัทธาในการทำงานของตัวเอง คณะทำงาน และรัฐบาล ตนต้องศรัทธาเขาทุกคน ถ้าเราไม่สร้างความศรัทธาความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน อะไรก็ไม่เกิดก็ทะเลาะเบาะแวง ขัดแย้งไปทั้งหมด
“ผมไม่ได้ใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมเพียงแต่กำหนดนโยบายลงไปและทำให้สอดคล้องกับนโยบาย ทั้งนี้ ต้องระมัดระวังเรื่องการทุจริต วันนี้คุณต้องหาอะไรดีๆ ให้เจอว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง วันนี้ภาคธุรกิจเอกชนสหรัฐฯ ก็มาขอพบ อาทิตย์ที่แล้วอียูก็มาพบ ก่อนหน้านั้นก็มีหลายประเทศมาพบ มากันมากมาย การลงทุนต่างๆ ก็มี แสดงว่าเขาไว้วางใจเราหรือเปล่า” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนเคยได้รับคำถามแบบที่สื่อถามว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่ จะเป็นการเมืองต่อไปหรือไม่ ลงเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่มาจากบรรดาผู้นำประเทศรอบบ้าน แต่ตนก็ไม่ได้ตอบเขา บอกไปว่าเป็นเรื่องของสถานการณ์ภายในประเทศของเรา ซึ่งแต่ละประเทศมีวิธีการบริหารของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้หลักการประชาธิปไตย โอเคนะ อย่าไปเขียนให้เสียหาย

เมื่อถามว่า ลุ้นพรรคพลังประชารัฐที่จะเปิดตัว‪‪ในวันที่ 29 กันยายน‬‬นี้หรือไม่ เนื่องจากมีรัฐมนตรีในรัฐบาลไปร่วมด้วย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่ตอบ ก็เป็นเรื่องของพลังประชารัฐ แต่คนในรัฐบาลเขาไปช่วยก็ไปช่วย แต่ไม่ได้ทำให้ระบบอะไรมันเสียหาย ไม่ผิดกฎหมายเขาทำได้หมด ทุกรัฐบาลเขาทำมาแบบนี้หรือไม่ รัฐบาลก่อนๆมีไหม ถ้ามีก็จบ จะมาถามอะไรตน
เมื่อถามว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลพิเศษ อาจถูกมองเรื่องความเหมาะสม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ใครจะฟ้อง คุณจะฟ้องผมเหรอ คุณทำไมไม่มองว่ารัฐบาลนี้เข้ามา แม้ไม่ปกติ แต่ก็เข้ามาบริหารราชการจนได้รับการยอมรับจากต่างประเทศทั่วโลก ทำไมไม่มองตรงนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำได้อย่างที่ผมทำไหม แก้ปัญหาต่างๆ ให้เขาไหม ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ได้ไหม สร้างคอนเน็กทิวิตี้ทางกายภาพอย่างไร้รอยต่อ ที่มีอนาคตชัดเจน มีการบริหารจัดการน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ดินแก้ปัญหาผู้บุกรุก แก้ปัญหาทุจริตได้ชัดเจน การเลือกตั้งที่ผ่านมาทำได้อย่างผมทำหรือไม่ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ มีใครทำบ้าง จัดระเบียบจราจรในกทม. ซึ่งเราก็ต้องดูแลผู้ได้รับการจัดระเบียบด้วย นี่คือสิ่งที่รัฐบาลคิด เพียงต้องเปิดพื้นที่ให้โปร่งใสชัดเจน เอาคนที่แสวงประโยชน์ทางรายได้ ไม่ให้เกิดผลกระทบซึ่งกันและกัน ผมไม่ได้ทำเพื่อเอาใจใคร แต่ทำเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาส นั่นคือความเท่าเทียมด้วยกฎหมาย แต่ถ้าไม่มีกฎหมายไม่มีพื้นฐานก็ทำไม่ได้”
เมื่อถามว่า ล่าสุดมีพรรคการเมืองใดทาบทามขอเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่มีเลย เขาจะทาบหรือไม่ก็ยังไม่รู้ เมื่อทาบมาตนจะรับหรือไม่ ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ขอดูก่อน
เมื่อถามว่า ดูก่อน แสดงว่ามีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน

จังหวะพร้อมโหมโรง

จังหวะพร้อมโหมโรง



“ป้อมเกาะโต๊ะ” ขอเก้าอี้ ผบ.ทบ. “แม้วเกาะขา” ขอสัมปทาน
โดยสถานการณ์ “แลกหมัดคนละดอก” ระหว่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร “นายใหญ่” ค่ายเพื่อไทยและเสื้อแดง นปช.
“ไม่ขอกันกิน” อีกต่อไป เพราะแรงกว่านี้ มากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
แนวโน้มแบบที่ “บิ๊กต้อง” พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม โต้กลับนิ่มๆเป็นนัย ใครทำอะไรไว้ย่อมรู้กันอยู่ในใจ แต่เอาไปไขในที่แจ้งแบบนี้ใครจะคบ
ลบ “เมมโมรี” ได้ จากคนในอดีตที่เกื้อหนุนกันมา ถึงนาทีนี้ “บิ๊กป้อม” ปิดดีล “ทักษิณ”
เลิกระแวงกันซะที “พี่ใหญ่” ซูเอี๋ย “นายใหญ่” เป็นอัน “จบข่าว”
แต่ที่ยังไม่จบก็คือแนวรบ “เกมอำนาจเปลี่ยนผ่านประเทศ” ที่ชัดเจนเลยว่า “พี่ป้อม” คือ “เกราะกันชน” ให้ “น้องเล็ก” อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.
เรื่องของเรื่อง ขบวนการ “ล้มโต๊ะ” เจาะไม่ถึง “นายกฯลุงตู่” ที่ภูมิคุ้มกันสูง โดยเฉพาะภาพความโปร่งใส ต้นทุนส่วนตัวสูงระดับที่องค์กรต้านคอร์รัปชันให้คะแนนเต็มร้อย
นั่นจึงเป็นที่มาของตัวเลขตามโพล “นิด้า–สวนดุสิต”เปิดคะแนนนิยม “นายกฯคนต่อไปในสายตาประชาชน” 3–4 รอบ “นายกฯลุงตู่” ก็ยังนำโด่งเป็นที่หนึ่ง
ล่าสุดถึงคิว “บิ๊กตู่” แง้มอีกครั้ง “ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติ”
แต่ยังออกตัว การที่จะตัดสินใจอย่างไร จะสนับสนุนใคร อีกระยะหนึ่งจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง แต่วันนี้สนใจการเมือง สนใจในสิ่งที่ทำลงไปว่าไปถึงไหนอย่างไร วันข้างหน้าจะได้รับการสืบสานต่อไปหรือไม่
อย่างไรก็ดี เป็นอะไรที่นิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่แรงเสียดทานก็พุ่งเข้าใส่ตามฟอร์ม “เต็งหนึ่ง”
ซึ่งคู่แข่งเปิดหน้าเปิดตัวกันหมดแล้ว
เทียบฟอร์มกันปอนด์ต่อปอนด์ “นายกฯลุงตู่” ยังเป็นต่อ ไม่ว่าจะเป็น “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ของเพื่อไทย “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของประชาธิปัตย์ หรือ “ไพร่หมื่นล้าน” อย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทีมอนาคตใหม่
ในสถานะของ “คนเหมาะสมที่สุด” กับสถานการณ์เปลี่ยนผ่านสำคัญ
ตามรูปการณ์ไหลมาถึงวันนี้ จุดที่ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร เป็นตัวชน คุมเกมความมั่นคง เป็นด่านปะทะแรงกระแทกให้ อีกด้านก็เป็น “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ที่เสริมฐานแน่นๆในเชิงการบริหาร ปั่นเนื้องานด้านเศรษฐกิจ ปิดจุดอ่อนตามฟอร์มรัฐบาลทหาร
ปรากฏการณ์แบบที่สื่อต่างชาติ องค์กรทั้งภายในและภายนอกประเทศให้เครดิต ยืนยันระดับความแกร่งของเศรษฐกิจไทยจากการเติบโตของจีดีพี การส่งออก การท่องเที่ยว
นั่นยังรวมไปถึงการยกระดับเครดิตของ “นายกฯลุงตู่” ในเวทีสากล แบบที่เดือนตุลาคมนี้ ผู้นำรัฐบาลไทยมีโปรแกรมโกอินเตอร์ เดินสายประชุมเวทีระดับโลกตลอดทั้งเดือน
“ปมด้อย” ของ พล.อ.ประยุทธ์ในเกมโลกล้อมประเทศไทยหมดไปแล้ว
ตรงกันข้ามกับการยกระดับ “ปมเด่น” ของ “นายกฯลุงตู่” ในฐานะ “นักการเมืองอาชีพ” ตามยุทธศาสตร์การตลาดเดินสาย ครม.สัญจร
ตีกินแต้มทางการเมือง เรื่องที่ “ทักษิณ” ทำได้ มุกที่ “สมคิด” ก็ทำเป็นทุกอย่าง “เซต” ไว้พร้อม รอ “พระเอก” อย่าง “ลุงตู่” เปิดตัวเป็นทางการ
ตามฉากโหมโรง คิวนำร่องวันที่ 29 กันยายนนี้ โฟกัสการประชุมใหญ่ “พรรคพลังประชารัฐ” ตัดริบบิ้นออกสตาร์ตขบวนรถไฟทีมหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่ออย่างเป็นทางการ
สถานการณ์ถึงจุดเฉลยคำตอบสุดท้าย นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม จะเปิดตัวเป็นหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ จะเปิดหน้าเป็นเลขาธิการพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ รั้งตำแหน่งโฆษกพรรค โดยมี “เสี่ยติ๊ก” นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีท่องเที่ยว รับบทผู้อำนวยการพรรค
นี่คือทีมคนรุ่นใหม่ในขบวนรถไฟ 4.0 ของ “ลุงตู่” ที่ไม่ได้เป็นแค่พรรคเฉพาะกิจ
แน่นอน ภารกิจแรกเลยที่ทีมรัฐมนตรีพลังประชารัฐจะต้องเจอคือแรงเสียดทาน เกมเขี้ยวนักการเมืองอาชีพ รุมโห่ รุมกดดันให้ลาออกจากเก้าอี้
โดยเหลี่ยมที่แก้ทางมวยกันไว้แล้ว แนวโน้มจะล็อกเก้าอี้ ลากสถานการณ์ทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป ตามความจำเป็นของการบริหารด้านเศรษฐกิจที่ขาดตอนไม่ได้
แต่จะไปไขก๊อกกัน ณ วันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว
แนวโน้มเทียบมาตรฐานกับรัฐบาลนักการเมืองอาชีพทั้งยี่ห้อเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ย้อนอดีตไปดูข่าวเก่าๆกันได้ ล้วนแต่ลากไปจนหยดสุดท้าย
รัฐบาลรักษาการยัง “ลักไก่”rdquo; ทิ้งทวนกันเลย.
ทีมข่าวการเมือง

สนใจการเมือง

BRIEF: ประยุทธ์บอกเริ่มสนใจการเมืองแล้ว เพื่อสานต่องานที่ทำเอาไว้ แต่ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง หัวหน้า คสช.
.
แม้คนส่วนใหญ่จะคิดไว้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นการแสดงจุดยืนชัดๆ ครั้งแรก ของชายชาติทหาร ผู้ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีการสืบทอดอำนาจอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่บอกว่า
.
"สำหรับสิ่งที่หลายๆคนอยากจะให้ผมตอบในเรื่องงานการเมือง ผมก็ตอบได้ว่าในขณะนี้ผมสนใจงานการเมือง แต่การที่ผมจะตัดสินใจอย่างไร จะสนับสนุนใคร มันเป็นเรื่องอีกระยะหนึ่ง ซึ่งผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง แต่วันนี้ผมสนใจการเมือง เพราะผมสนใจในสิ่งที่ผมทำลงไป ว่าไปถึงไหนอย่างไร วันข้างหน้าจะได้รับการสืบสานต่อไปหรือไม่ ผมจะติดตามรับฟังจากบรรดากลุ่มการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมขอใช้คำแรกนี้ได้ว่า ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม ก็คงเป็นเช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งสื่อมวลชนด้วยก็ต้องรักประเทศไทยของเรา ก็สุดแล้วแต่ประชาชนจะว่าอย่างไรในอนาคต ขอบคุณครับสวัสดีครับ"
.
แต่เมื่อถามว่าจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า คสช. เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความเป็นธรรมหรือไม่ เจ้าตัวกลับยืนยันว่า “ไม่ลาออก”
.
สำหรับเส้นทางสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยสอง (สมมุติเจ้าตัวประกาศภายหลังว่าอยากเป็น) แม้เจ้าตัวจะไม่ยอมลาออกจากนายกฯ ทำให้ลงสมัคร ส.ส. ไม่ได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 แต่ก็สามารถกลับมาเป็นนายกฯ ได้ ใน 2 เงื่อนไข 1.) อยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเคตนายกฯ ที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอ และ 2.) มาทางช่องทางนายกรัฐมนตรีคนนอก
.
หลายฝ่ายมองว่า พล.อ.ประยุทธ์มีเสียงตุนไว้อยู่แล้ว 250 เสียง จาก ส.ว.ที่ คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง ไม่รวมถึงความพยายามในการเดินสายดูดอดีต ส.ส. มาจากพรรคการเมืองอื่นๆ ภายใต้การดำเนินการของกลุ่มสามมิตร ที่เตรียมจะเข้าไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งชูจุดยืนให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ อีกสมัย
.
และการที่ไม่ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า คสช. ทำให้เจ้าตัวยังสามารถใช้มาตรา 44 ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งได้ด้วย
.
นี่คือการเมืองรูปแบบใหม่ หลังจาก คสช.เข้ามาปฏิรูปประเทศสี่ปีเศษ ?
.
.
อ้างอิงจาก

https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/89848

https://www.thaipost.net/main/detail/18280
.
ที่มาภาพประกอบ

https://www.matichon.co.th/politics/news_794241/attachment/%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%881

#Brief #TheMATTER

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

ตีตั๋วต่อท่ออำนาจ : “ประยุทธ์” ปั้นแบรนด์เจาะฐานคนรุ่นใหม่

ตีตั๋วต่อท่ออำนาจ : “ประยุทธ์” ปั้นแบรนด์เจาะฐานคนรุ่นใหม่



นับเป็นนักการเมืองอีกคนที่มีบทบาทโดดเด่นในสนามการเมืองใหญ่และการเมืองภาคประชาชน
มาวันนี้ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคดีอาญาจ่อคอหอยอยู่ เพราะถูกกล่าวหาในสมัยเป็นแกนนำ กปปส.
ปัจจุบันกระแสของรัฐบาลปลายเทอมตกต่ำ ปัจจัยสำคัญอะไรถึงกล้าตัดสินใจทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรับตำแหน่งนี้ นายพุทธิพงษ์ เปิดใจให้เห็นเส้นทางเข้าล่มหัวจมท้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์
โดยบอกถึงประสบการณ์ทางการเมืองตลอดเกือบ 20 ปี เช่น เคยเป็นกรรมการคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พบว่า คนรุ่นใหม่มีโอกาสริบหรี่จะลงสมัคร
เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป มันย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง เปิดให้คนรุ่นใหม่ๆได้ลงสมัครบ้าง
ผมเห็นด้วยที่คนในพรรคเสนอให้สมาชิกได้เลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค
ประชาชนต้องการเปลี่ยนพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง ยิ่งรัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นถึงความแตกต่างนอกจากความเป็นพรรคการเมือง คือมีคนรุ่นใหม่อยากเข้าวงการเมืองเยอะ แต่ทุกเขตเลือกตั้งมีเจ้าของพื้นที่เดิม วางเครือข่ายหัวคะแนนไว้เรียบร้อยและยังมีผู้ใหญ่ในพรรคอีก
พรรคการเมืองเดิมๆ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ แทบไม่เปิดช่องให้คนรุ่นใหม่ได้ลงสมัคร
3 ปีที่ผ่านมาผมไม่ได้สังกัดพรรคไหน ก็ไปเรียนหลักสูตรต่างๆ มีเพื่อนฝูงอยู่ในทุกหน่วยงาน เลยซึมซับอะไรมากมายจากการพูดคุย
“เริ่มมีแนวคิดว่าการเมืองต้องเปลี่ยน หากมีพรรคใหม่ คนรุ่นใหม่ย่อมมีโอกาสแจ้งเกิดทางการเมืองได้ เช่น พรรคอนาคตใหม่ ถ้าไม่มีในบางเรื่อง ผมว่าเขามีวิธีคิด ความตั้งใจก็น่าสนใจมาก”
ถ้าถามว่าทำไมผมรับตำแหน่งนี้ ที่ผ่านมาทีมของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยทาบทามให้ไปเป็นประธานบอร์ดแห่งหนึ่งเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่เส้นทางของเรา ก็ปฏิเสธไป
ผมก็กลับไปทำงานตามปกติ อยู่มาวันหนึ่งมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับท่านสมคิด ติดต่อมาว่า ขณะนี้การเมืองเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงไม่เปิดโอกาสหรือเปิดใจรับแนวคิดที่รัฐบาลทำมาตลอด 4 ปี และยังมีผลงานอะไรบ้างที่ได้ทำ แต่ไม่มีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า รัฐบาลทำงานให้ประชาชนเยอะมาก
และยังพูดถึงสถานการณ์การเมือง จะเป็นการเมืองแบบใหม่ มีคนรุ่นใหม่มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 6 ล้านคนทั่วประเทศ ถือเป็นตัวแปรการเลือกตั้ง เมื่อเปรียบเทียบฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์
คนเหล่านี้สื่อสารกันด้วยสมาร์ทโฟน เล่นโซเชียลมีเดีย ระบบหัวคะแนนแบบเดิมเข้าไม่ถึง
ถ้าสามารถรณรงค์ให้ออกมาใช้สิทธิแค่ 3-4 ล้านคน จะทำให้การเลือกตั้งเปลี่ยนและการเมืองจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
อันนี้เป็นโจทย์การเมืองใหม่ที่น่าสนใจมาก ประกอบกับนายกฯทราบถึงข้อเขียนของผมที่บอกถึงแนวคิดของคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่อาจจะไม่เลือกทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้มีเพียงแค่พรรคอนาคตใหม่
ฉะนั้นเราคิดว่าต้องมีตัวเลือกมากกว่า 1 ทาง จุดหนึ่งที่น่าจะดึงนิวโหวตเตอร์ได้ จะต้องสื่อสารด้วยถ้อยคำง่ายๆให้ปังและโดนบนเนื้อหาสาระที่ใช่ ผ่านโซเชียลมีเดีย เชื่อว่าในอนาคตจะเป็นการต่อสู้แบบไร้ข้อจำกัด
ผมคิดว่าท่านนายกฯสนใจคนรุ่นใหม่ เลยให้คนทาบทามมาช่วยงาน รวมถึงช่วยด้านการสื่อสารการเมือง เมื่อมาช่วยงานรัฐบาลแล้วคงไม่กลับไปพรรคประชาธิปัตย์อีก คนรุ่นใหม่ในพรรคก็จะมีจังหวะได้ขยับเข้ามาทดแทน
การเดินออกจากพรรคไม่ได้มีปัญหาหรือทะเลาะกับใคร ในช่วงให้ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ยังพาชาวบ้านเขตเลือกตั้งเดิมใน กทม. ไปยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค ได้พูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้ใหญ่ในพรรคอีกหลายคนตามปกติ ก่อนจะมาช่วยงานรัฐบาลยังไปลาหัวหน้าพรรค
จะเป็นสะพานเชื่อมหัวใจของคนรุ่นใหม่กับ คสช.ได้อย่างไร นายพุทธิพงษ์ บอกว่า ขณะนี้ได้นำผลงานของรัฐบาลที่มีเยอะมาก เร่งสื่อสารให้เข้าใจง่ายถึงประชาชนและคนรุ่นใหม่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เกี่ยวข้องกับพวกมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ขูดรีดดอกเบี้ยโหดแพงหูฉี่ รัฐบาลนี้ตั้งใจเร่งแก้จนสำเร็จ ชาวบ้านก็มีความสุขมาก
ในฐานะเป็นนักการเมืองเต็มตัวอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ก็จะทำงานด้านการเมืองด้วย แต่ตอนนี้ต้องระมัดระวัง เป็นเรื่องของอนาคต ท่านยังไม่ได้ตัดสินใจชัดเจน ถ้าจะประสานอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ผมก็ยินดี
มีชื่อจะเข้าพรรคพลังประชารัฐ นายพุทธิพงษ์ บอกว่า ไม่มีเงื่อนจะต้องไปอยู่พลังประชารัฐ
“วันนี้ผมสนใจมาอยู่กับท่าน ในอนาคตถ้าท่านตัดสินใจจะไปเป็นบัญชีของพรรคไหน เป็นสมาชิกของพรรคไหน ตามมารยาทเมื่อมาทำงานกับท่าน ผมก็พร้อมไปกับท่าน แต่วันนี้ท่านยังไม่ได้บอกว่าจะไปไหน
พลังประชารัฐอาจจะมีตัวตนขึ้นมา อาจจะมีท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ (รมว.พาณิชย์) ท่านอุตตม สาวนายน (รมว.อุตสาหกรรม) ไปก็ไม่มีปัญหา ยังคุยกันได้ แต่ผมต้องดูนายกฯประยุทธ์เป็นหลัก 6 เดือนนับจากนี้ต้องติดตามสถานการณ์ทุกมิติ”
การรับตำแหน่งนี้ทำให้ถูกมองว่า กปปส.เคลื่อนไหวรู้กับกองทัพให้เข้ามายึดอำนาจ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายพุทธิพงษ์ บอกว่า ใครจะมองมุมนี้ก็ได้ ไม่ปฏิเสธ แต่ช่วงชุมนุมกว่า 200 วัน ผมเป็น 1 ใน 9 แกนนำ ประชุมทุกวันไม่เคยมีการติดต่อจากทหารเข้ามาช่วยเรา
จนถึงวันยึดอำนาจพวกผมก็ไม่รู้และยังถูกจับขึ้นรถไปอยู่ในค่ายทหาร เจอพี่ๆเพื่อนๆจากพรรคเพื่อไทย วันนั้นถึงวันนี้ไม่ได้สิทธิพิเศษอะไร แถมโดนคดีอาญาข้อหาร้ายแรง อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล
ภาพมันตอกย้ำเมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย และนายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำ กปปส. ต่างมีท่าทีสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เหมือนแยกกันเดิน เพื่อกลับมารวมกันทีหลัง นายพุทธิพงษ์บอกว่าไม่ได้คิดอะไรลึกขนาดนั้น
นายสุเทพไปตั้งพรรคโดยไม่มี กปปส.ไปอยู่ด้วยแม้แต่คนเดียว เหตุที่นายสุเทพสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นคนเดียวที่ไว้ใจว่าจะปฏิรูปประเทศและบ้านเมืองสงบสุข ส่วนนายถาวรกลับไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต้องการปฏิรูปพรรคก่อนปฏิรูปด้านอื่นๆ ในส่วนของผมมาอยู่ตรงนี้ เพราะมีอุดมการณ์ต้องการปฏิรูปประเทศ
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในช่วงต้นบอกว่าสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยน รัฐธรรมนูญเปลี่ยน นิวโหวตเตอร์เปลี่ยน จะนำพาประเทศไปสู่อะไร นายพุทธิพงษ์ บอกว่า หลังเลือกตั้งไม่มีพรรคไหนชนะเด็ดขาด
ผมไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะถล่มทลาย เพราะการสื่อสาร กระบวนการเข้าถึงประชาชนมันเปลี่ยนไป
วันนี้เป็นเวลาของคลื่นลูกใหม่ ใจเย็นๆคิดว่าต้องมีทางเลือกให้คนรุ่นใหม่
แนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเห็นนิวโหวตเตอร์ ไปตรงกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่เข้ามามากๆ ทำไมแนวคิดถึงตรงกัน นายพุทธิพงษ์ บอกว่า แนวโน้มเทรนด์การเลือกตั้งของโลกเป็นอย่างนั้นจริงๆ
แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยยังมีกระแสข่าวจะส่งนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นผู้นำพรรค
ถ้าพรรคไหนไม่คิดแบบนี้เตรียมตัวแพ้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ หรือผมหรือใครก็ตาม
ที่สำคัญเมื่อคิดแล้วจะทำได้หรือไม่ ใครจะไปหาตัวเลือกคนรุ่นใหม่เก่งๆ จนเป็นกระแสให้เห็นว่าเลือกคนกลุ่มนี้เพื่ออนาคตของประเทศ
ผมมีความตั้งใจมากเรื่องหนึ่ง โดยไปรวบรวมคนรุ่นใหม่ 30-50 คน โปรไฟล์ดี ดีกรีนักเรียนทุนจบท็อปสกูลระดับโลก บางคนทำงาน 5-7 ปีอยู่ต่างประเทศ ถ้าไม่ชวนเขากลับบ้านเกิด ทำงานภาคเอกชนก็รับเงินเดือนเป็นแสน รับงานพิเศษเงินเดือนก็เฉียดล้านบาท วันนี้ถึงเวลาคนรุ่นใหม่กลับมารับใช้แผ่นดิน
แล้วใช้ความเป็นนักการเมืองอธิบายให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ คนเหล่านี้เป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถ
อาจจะลง ส.ส.เขต หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ไม่แน่ใจจะลงสมัครครั้งนี้ทันหรือไม่
ขอให้ช่วยกันคิดจะทำอะไรให้คนรุ่นใหม่เลือกพวกคุณ เข้ามาบริหารประเทศเพื่ออนาคตลูกหลานของเรา

บนหลักการจะเลือกใครต้องคิดว่า ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร

ใครจะเป็นคนรับไม้ต่อในอนาคตลูกหลานเราถึงอยู่ได้อย่างมั่นคง
และถ้าประเทศไม่สงบก็ไม่มีทางนำไปสู่การแก้ปัญหาได้เลย.
ทีมการเมือง

ภาวะจำเป็น เลือกตั้งครึ่งใบ

ภาวะจำเป็น เลือกตั้งครึ่งใบ



ผ่าสถานการณ์ “คืนอำนาจ” บนเงื่อนไข “ทักษิณ”
เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายน สัปดาห์ของการเลี้ยงอำลาเกษียณอายุ
เวลาของการสิ้นสุดภารกิจชีวิตราชการและงานประจำ
ในท่ามกลางบรรยากาศร้อนๆที่สัมผัสได้ถึงสัญญาณเริ่มต้น “เกมรบตะลุมบอน”
สงครามชิงอำนาจทางการเมืองภาคใหม่
ไล่หลังจากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ลงนามประกาศ “คลายล็อก” คำสั่ง คสช. เปิดทางให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อเตรียมไปสู่การเลือกตั้ง
จังหวะ “แง้มฝาโลง” ปล่อยผี
ปรากฏตัวละครสำคัญตามท้องเรื่องโผล่มาทันทีทันใด
โดยเฉพาะไฮไลต์อยู่ที่คิวของ “นายใหญ่” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ใช้โอกาสครบรอบ 12 ปีที่โดนยึดอำนาจในการรัฐประหาร “19 กันยายน 2549” โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
ซัดทหารปฏิวัติอดีตนายกฯ 2 พี่น้อง ทำประเทศถอยหลัง
ขุดเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ตั้งคำถามประเทศไทยบอบช้ำพอหรือยัง ถึงเวลากบต้องออกจากกะลาซะที
พร้อมอโหสิกรรมคนที่ใส่ร้ายป้ายสี
ในอารมณ์แบบที่หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัว “แม้วส่งซิกปลุกสมุน”
ยิ่งเป็นอะไรที่กระตุ้นต่อมฉุน ตามสถานการณ์ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ตอบคำถามสื่อมวลชน เป็นเชิงย้อนถามอดีตผู้นำ
บ้านเมืองยุ่งเพราะใคร
นั่นก็ทำให้อดีตนายกฯทักษิณโซ้ยกลับเป็นเชิงเบิ้ลบลัฟประจาน “พี่ใหญ่ทีมบูรพาพยัคฆ์” โดยการทวีตข้อความสั้นๆผ่านทวิตเตอร์ว่า ท่าทีและน้ำเสียงขึงขัง น่ากลัวจัง
ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ.
เช่นเดียวกัน ในเวลาไม่นานเพจหนุน “ลุงป้อม” ก็นำภาพที่ “ทักษิณ” พะเน้าพะนอกับ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด และอดีตหัวหน้า รสช. มาเบิ้ล “นายใหญ่” เป็นนัยประจานกลับ
อ่อนหวาน ขอสัมปทานดาวเทียม
“นายใหญ่” กับ “พี่ใหญ่” เปิดหน้าล่อกันตรงๆเลย
สถานการณ์มาถึงจุดแตกหัก จากเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ว่ากันว่า พล.อ.ประวิตรเป็นเพียงคนเดียวในฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษที่ “ทักษิณ” และครอบครัวยังพอต่อสายติด จากสายสัมพันธ์ในอดีตที่เกื้อหนุนกันมา
แต่เมื่อ “ทักษิณ” ฟัดดะ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องลับเอามาไขในที่แจ้ง
โดยอารมณ์ลึกๆแรงๆแบบที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม พูดนิ่มๆ เราเคยรู้กันอยู่ว่า ใครเคยทำอะไรไว้ ถามว่าจะเอาเรื่องในอดีตมาพูดกันทำไม
การนำเรื่องแบบนี้มาพูดแล้วจะมีใครคบด้วย ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด
ปิดโอกาสดีล “ทักษิณ” ต่อสาย คสช.ไม่ติดอีกต่อไป
มันเป็นอะไรที่สะท้อนเดิมพัน อาการ “ทักษิณ” ที่เสี่ยงเปิดเกม “หักดิบ”
ขยับออกตัวแรงๆด้วยการเดินเกมชน “พี่ใหญ่” ทีม คสช.
แน่นอน ตามฟอร์มแชมป์เก่าที่เป็นต่อในสนามเลือกตั้ง เป้าหมายอันดับแรกเลยก็คือการกระตุกกระแสท้ารบทหาร ส่งสัญญาณกระตุ้นลูกข่ายพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง
ชิงภาพของฝ่ายประชาธิปไตย
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่เริ่มแกว่ง แรงของลูกข่ายพรรคเพื่อไทยเริ่มตก
ยี่ห้อ “ทักษิณ” ชักไม่ขลังอย่างที่ตีปี๊บ ตีขลุม ตีกิน
วัดตามตัวเลขที่อ้างอิงตามหลักวิชาการ โพลสำรวจคะแนนนิยม “นายกรัฐมนตรีคนต่อไปในสายตาประชาชน” ปรากฏชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ นำโด่งมาทุกโพล
กระแสความนิยมทางการเมืองเริ่มไหลแบบกู่ไม่กลับ
สถานการณ์หักมุมกับฝ่ายของพรรคเพื่อไทยที่ปล่อยชื่อ “นอมินีภาค 3” คนแล้วคนเล่า ทั้ง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ทั้งหลาน “ทักษิณ” ลูกชาย “เจ๊แดง” อย่างนาย
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “น้องเขย” นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ไปยันกระทั่ง “ลูกเขย” นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์
ก็ยังตีตื้นเรตติ้งมาเทียบ “นายกฯลุงตู่” ไม่ได้
หันซ้ายหันขวา นาทีนี้ก็เหลือแค่ “น้องปู” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องเล่นบท “นางกวัก” โผล่ออกมาโชว์ตัวในโซเชียลฯเลี้ยงกระแสกองเชียร์
ก่อนจะเป็นคิวของตัวพ่ออย่าง “ทักษิณ” ที่ต้องออกโรงกู้สถานการณ์
เดินหมาก “ขุนรุกฆาต” ตั้งแต่หัววัน
แต่นั่นก็เป็นอะไรที่ไม่แน่ใจว่า “มุกเก่า” จะได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่
ในเมื่อแนวรบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปแล้ว
ไม่เหมือนสถานการณ์ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ผู้นำรัฐบาล “ขิงแก่” ปล่อยอำนาจ แล้วพรรคพลังประชาชนภายใต้ “นอมินีรุ่น 1” อย่างอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล
ต่างจากสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำ “รัฐบาลส้มหล่น” ประชาธิปัตย์ รีบเลือกตั้ง แล้วพรรคเพื่อไทย ภายใต้ “นอมินีรุ่น 2” อย่าง “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สร้างปรากฏการณ์นำทีมชนะแบบถล่มทลาย สร้างประวัติศาสตร์ เป็นนายกฯหญิง คนแรกของไทย ที่เปิดตัวลงสนามการเมืองแค่ 49 วัน
“ทักษิณ” ขย่มทหาร กินรวบสนามเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
“ปฏิวัติเสียของซ้ำซาก” จากการที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วปล่อยเลือกตั้ง
แต่มาถึงรอบนี้ สถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แปรสภาพเป็น “นายกฯลุงตู่”
ตลอดระยะ 4–5 ปี มีการอาศัยบทเรียนจากอดีตมาปรับเกมสู้บนเงื่อนไข “ทักษิณ”
ทั้งรัฐธรรมนูญที่พ่วงบทเฉพาะกาลเปิดทางลากยาวอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน กติกาการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม รวมถึงการยกเครื่องกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่
ปรับกระบวนการเข้าสู่อำนาจให้สลับซับซ้อนกว่าเดิม
ขณะเดียวกันในมุมของการบริหารกระแสความนิยม รัฐบาล คสช.ก็ทำแบบเดียวกับที่รัฐบาลเลือกตั้ง แถมยังได้เนื้อได้หนังมากกว่า จากการใช้อำนาจพิเศษเชิงบวก ในการสางปมปัญหาที่หมักหมมทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ การประมง มาตรฐานการบิน จนปลดล็อกจากที่ถูกแบนจากสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกาได้ การเคลียร์มาเฟียหนี้นอกระบบ
และด้วยจุดเด่นในด้านความมั่นคงทำบ้านเมืองสงบ เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
การได้มือระดับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ มาเป็นตัวหลักในเชิงบริหาร ลากจากตัวเลขจีดีพีติดลบเพราะวิกฤติการเมือง พุ่งไปอยู่ที่ร้อยละ 4.8 แนวโน้มทะยานต่อเนื่อง สถานการณ์แบบที่ภาวะการเงินโลกผันผวน สงครามการค้า

สหรัฐอเมริกากับจีน แทบไม่มีผลกับเศรษฐกิจไทย
ตลาดหุ้นเด้งรับทันทีที่การเลือกตั้งชัดเจน
ยังมีการวางยุทธศาสตร์รองรับระบบเศรษฐกิจโลกอนาคต ปักหมุดเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0 ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี)
ขณะเดียวกันก็เน้นการอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทั้งโครงการจำนำยุ้งฉาง ดันราคาข้าวขึ้นไปอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าโครงการจำนำข้าว การจัดสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการประชารัฐ ฯลฯ
ลดความเหลื่อมล้ำ ฉุดประเทศไทยให้หลุดพ้นกับดักความยากจน
นี่คือสิ่งที่ประชาชนสัมผัสจับต้องได้ มีหลักฐานเป็นรูปธรรมเห็นอยู่ตรงหน้า
มันสวนทางกันเลยกับลมปากลอยๆของ “ทักษิณ” ที่บอก 12 ปีไม่ไปไหน ประเทศไทยเป็นกบในกะลา
สถานการณ์ที่ทีม “ลุงตู่” ย้อนคอหอยได้ ใครกันแน่ที่ไม่ออกจากกะลา
“ทักษิณ” เองหรือเปล่า
ที่ “แค้นฝังใจ” จมอยู่แต่ในโลกของตัวเอง
อะไรไม่เท่ากับว่า มันหนีไม่พ้นวนอยู่กับเงื่อนไขสถานการณ์เดิมๆ ทันทีที่ “นายใหญ่” ขยับฟื้นฝอยปมโดนยึดอำนาจ ก็ไปกระตุกแนวต้านระบอบ “ทักษิณ” สื่อฝ่ายตรงข้าม “นายใหญ่” ดาหน้าออกมาซัดกลับ
ย้อนรอยฉายภาพซ้ำ ประจานพฤติการณ์ “นายใหญ่” ป่วนเมืองชิงอำนาจคืน
กลายเป็นเขี่ยไฟ เร้าชนวนขัดแย้งที่แฝงอยู่ในหมู่ขั้วขัดแย้งให้กระพือกลับมา
ตามปรากฏการณ์มันคือคำตอบว่า “ทักษิณ” ยังเป็นเงื่อนไข ตัวอันตรายในเกมอำนาจประเทศไทย
ไม่มีท่าทียอมหมอบราบคาบแก้วแต่อย่างใด
และมันก็คือคำตอบสุดท้าย ความจำเป็นที่ “ลุงตู่” ต้องตีตั๋วไปต่อ
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เข้าใจได้ กับการเลือกตั้งภายใต้บริบทประชาธิปไตยครึ่งใบ
คสช.ต้องค่อยๆ “คลายล็อก” ให้พรรคการเมืองขยับ ปล่อยผีแบบสุดซอยไม่ได้
เพราะแค่นี้ยังเห็นอาการป่วน สัญญาณการทวงแค้นอำนาจมาเต็ม
เหนืออื่นใด ต้องไม่ลืมว่า “ดาบอาญาสิทธิ์” ม.44 ยังมีผลไปจนกว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่
ในเมื่อมันเป็นหลักประกัน สร้างความอุ่นใจให้ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยังหวั่นไหว กล้าๆกลัวๆว่า หลังเลือกตั้ง นักการเมืองจะกลับมาเปิดศึกตะลุมบอน พาประเทศกลับไปลงเหว
มันคือเงื่อนไขความจำเป็นกับ “การเลือกตั้งครึ่งใบ” ภายใต้เดิมพันเกมชิงเมืองภาคสุดท้าย
ทุกอย่างจะได้จบที่การเลือกตั้ง
ไม่ต้องระวังปฏิวัติซ้ำ ไม่ต้องระแวงปฏิวัติซ้อน.

“ทีมการเมือง”

“ผมสนใจ งานการเมือง”..

“ผมสนใจ งานการเมือง”...แต่ยัง กั๊ก!
“บิ๊กตู่” ประกาศแล้ว ตามสัญญา แต่ยัง “กั๊ก” จะเข้าพรรคไหน หนุนใคร ขอเวลาอีกระยะ แจงเหตุ กลัวไม่ได้สานต่อ เผยคุยกับพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง อยู่เวลานี้ ลั่น เพราะ ผมรักประเทศชาติของผม .... แต่ไม่ลาออก ไม่ปรับ ครม.
“บิ๊กตู่’ ประกาศ แล้ว!! ตามสัญญา ว่าจะประกาศอนาคตทางการเมือง ใน เดือน กย. แต่มาออกตัวว่า กลัวโดนด่า จนโดนสื่อสะกิดว่า”เบี้ยว สัญญา มาแล้วนั้น
วันนี้ 24 กย.2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์. จันทร์โอขา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศ ว่า ผมสนใจงานการเมือง
แต่จะตัดสินใจอย่างไร จะ สนับสนุนใคร จะแจ้งให้ทราบอีกระยะ
“เพราะผมสิ่งที่ทำลงไป ว่าไปถึงไหน วันหน้าจะมีการสานต่อหรือไม่ ที่ได้ฟังจากนักการเมือง กลุ่มการเมือเวลานี้”
“ผมสนใจการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม รักเหมือนกับที่คนไทย ทุกคนรัก แม้กระทั่งสื่อก็ต้องรักประเทศชาติ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะว่าอย่างไร”
เมื่อถามว่า จะลาออก จาก นายกณและหัวหน้า คสช. หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ออก
ส่วนจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ พลเอกประยุทธ์ ตอบ สั้นๆว่า ไม่มี

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561

สถานีคิดเลขที่ 12 : ข่าวจากนายกรัฐมนตรี โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

สถานีคิดเลขที่ 12 : ข่าวจากนายกรัฐมนตรี โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน



บุคคลระดับหัวหน้ารัฐบาลนั้น มีอำนาจหน้าที่ไม่ธรรมดา ควบคุมสั่งการหน่วยงานต่างๆ มากมาย จะตรวจสอบข้อมูลข่าวกรองใดๆ ย่อมสามารถค้นหาความจริง หาร่องรอย หาพยานหลักฐานต่างๆ ได้ไม่ยากเย็นนัก
วันก่อนมีข่าวจากโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุม ครม. ให้ทุกกระทรวง โดยเฉพาะมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วนราชการ ดำเนินการให้ความรู้กับประชาชน เนื่องจากมีข่าวในลักษณะทำนองเชิญชวนประชาชนไปเลือกตั้งในรูปแบบและลีลาแปลกๆ เช่น ไปทำให้บัตรเสียโดยวิธีที่แนบเนียนให้มากที่สุด หรือกาบัตรไม่เลือกใครเลย
ข่าวนี้เป็นประเด็นใหญ่ทันที ชี้ให้เห็นว่า มีขบวนการป่วนเลือกตั้งปรากฏขึ้นมาแล้ว
จากนั้น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เด้งรับเรื่องนี้ทันที ย้ำว่าหากมีขบวนการชักชวนประชาชนให้กาบัตรเสียเกิดขึ้น ก็เป็นหน้าที่ กกต.ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน หากมีมูลก็ต้องรีบดำเนินการหาหลักฐาน
แต่เพียงแค่นี้อาจจะยังไม่เพียงพอ
เพราะมีกลุ่มสมาคมที่เคลื่อนไหวให้มีการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ในทางการเมือง ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ กกต. ซึ่งมีอำนาจ ควบคุม กํากับ ดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องตรวจสอบข้อมูลการป่วนเลือกตั้งดังกล่าวนี้ อย่างจริงจัง
ดังนั้น กกต.ควรต้องเชิญนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ
หากได้พยานหลักฐานที่แน่นอน จะได้เร่งจัดการให้เกิดความชัดเจน เพราะถือว่าข่าวนี้มีผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง สร้างความสับสน ทำให้เกิดบรรยากาศเสียหายต่อกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ควรปล่อยเลยไป
ฟังข้อเสนอดังกล่าวแล้ว น่าสนใจทีเดียว

เพราะระดับหัวหน้ารัฐบาล หากได้ข่าวได้รับรายงานเชิงลึก ระบุถึงขบวนการปั่นป่วนการเลือกตั้ง ย่อมต้องเป็นข่าวกรองซึ่งมีที่มาที่ไปชัดเจน กระทั่งต้องมีหน่วยความมั่นคง ออกติดตามหาข่าวเพิ่มเติม กระทั่งแกะรอยหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการอย่างเข้มข้นแล้ว
ดังนั้นถ้า กกต.เชิญหรือขอข้อมูลจากนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะได้ร่องรอยขบวนการป่วนเลือกตั้ง เพื่อจะได้แก้ไขทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด
แน่นอนว่าข่าวจากบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องไม่ใช่แค่พูดกันเล่นๆ
ทั้งทำให้นึกถึงนายกรัฐมนตรีอีกรายหนึ่ง ซึ่งเคยตอบข้อถามในสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุการณ์รุนแรงเมื่อปี 2553 โดยนายกฯคนนี้ ได้ชี้ว่าการเปิดวงเจรจาในช่วงแรกที่เสื้อแดงเริ่มชุมนุม ควรจะเป็นทางออกเพื่อให้ทุกอย่างยุติลงได้รวดเร็ว
แต่เพราะตัวแทนฝ่าย นปช.ที่มาร่วมเจรจานั้น ได้รับโทรศัพท์จากต่างประเทศ จนเป็นอุปสรรคต่อการพูดคุย
อีกฝ่ายเลยลุกขึ้นมาโต้ตอบกลางวงประชุมสภาว่า ถ้าบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีโทรศัพท์จากต่างประเทศ ขอให้แสดงหลักฐานให้ชัด เพราะมีหน่วยงานข่าวกรองสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก
ลงเอยก็แค่คำพูดจริงๆ นายกรัฐมนตรีคนนั้นพูดจาในประเด็นโทรศัพท์ โดยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน
ทั้งที่ควรจะหามาได้ ถ้ามันเป็นเรื่องจริ

09.00 INDEX แผนลึก คสช.ต่อ ประชาธิปัตย์ ทั้งดูด ทั้งดึง และ แยกสลาย

09.00 INDEX แผนลึก คสช.ต่อ ประชาธิปัตย์ ทั้งดูด ทั้งดึง และ แยกสลาย



ความสัมพันธ์ระหว่าง “คสช.” กับ “พรรคประชาธิปัตย์”กำลังมีปัญหาและนับวันปัญหายิ่งทวีความแหลมคม ร้อนแรงมากยิ่งขึ้น กระทั่งอาจเกิดคุณภาพใหม่ขึ้น

เป็นคุณภาพซึ่งจะกำหนดทิศทางใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์

ก่อนและหลังรัฐประหารคสช.อาจถือว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพันธมิตรเพราะว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญ

แต่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างคสช.กับ พรรคประชาธิปัตย์ยิ่งมีระยะห่าง

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์”สามก๊ก”จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เพราะในความเป็นจริง คสช.ต้องการให้เหลือเพียง 2 ก๊กระหว่างคสช.กับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น


แรกที่ได้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาเป็นพันธมิตรผ่านพรรครวม พลังประชาชาติไทย ยุทธวิธีของคสช.ต่อพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ

1 พยายามดึง 1 พยายามแยกสลาย

ดึงให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นองคาพยพหนึ่งในแนวต้านพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเรียกว่า”ระบอบทักษิณ”หรืออะไรก็ตาม

แต่เมื่อดึงให้เป็นพวกยุ่งยากจึงพยายามบ่อนเซาะ ทำลาย


นั่นก็เห็นได้จากการดูดเอาคนของพรรคประชาธิปัตย์ 1 ดูดเข้ามาโดยตรงดังกรณีของ นายสกลธี ภัททิยกุล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และที่กำลังดูดจากหลายพื้นที่ในภาคกลาง

1 ใช้พรรครวมพลังประชาชาติไทยเป็นเครื่องมือทั้งด้วยการดูดเอาคนจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนและส่ง”หุ่นเชิด”ไปแย่งยึดการนำภายในพรรค

เป้าหมายขั้นสุดท้ายก็คือ สร้างความมั่นใจว่าจะได้พรรคประชาธิปัตย์มายืนเรียงเคียงข้างกับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย

เป็นหลักประกันในการสืบทอดอำนาจของคสช.

ก่อนการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 คสช.ต้องการความมั่นใจ

1 ความมั่นใจผ่าน”พรรคพลังประชารัฐ”

ขณะเดียวกัน 1 ความมั่นใจผ่าน”พรรครวมพลังประชาชาติ ไทย”และ”พรรคประชาธิปัตย์”

วางน้ำหนัก พลังประชารัฐ รวมพลังประชาชาติไทย ประชาธิปัตย์ ตามยุทธศาสตร์ 20 ปี

สูตร ‘นิ่ง’ สยบเกม ‘ขยับ’

สูตร ‘นิ่ง’ สยบเกม ‘ขยับ’



บท “สงบ สยบความเคลื่อนไหว” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม จากอาการ “แกว่ง” กระแทกของ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” ที่โพสต์ข้อความออกมาตอบโต้ หลังโดน “บิ๊กป้อม” ติดเบรก

“ท่าทีและน้ำเสียงขึงขังน่ากลัวจัง ไม่นุ่มนวลอ่อนหวาน เหมือนตอนมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ.เลย”
ซีน “ทักษิณ” ขุดกรุเรื่องราวหนหลัง เย้ยเชิงประจาน คิวที่ “บิ๊กป้อม” ไม่เต้นโต้กลับ

รุ่นใหญ่ใจ “นิ่ง” ส่งแค่รอยยิ้ม ให้กับ “คำถามที่ไม่ขอตอบ”

จะมีก็เพียง พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงรายการเขย่าจากอดีตผู้นำ บอกเรื่องนี้ “บิ๊กป้อม” ไม่รู้สึกโกรธหรือโมโห และประชาชนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น

“ถามว่าจะเอาเรื่องในอดีตมาพูดกันทำไม การนำเรื่องแบบนี้มาพูด แล้วจะมีใครคบด้วย”

ฉายบท “ผู้ใหญ่” ไม่ทะเลาะ และ “ไม่อยากคบ”

ที่น่าสนใจ “ทักษิณ” แกว่ง เล่นแรงรอบนี้ ได้หรือเสียต้องประเมินกัน เพราะเอาเข้าจริงข้อต่อข้อเชื่อมที่ “นายใหญ่” หวังเกาะเกี่ยวเหลืออยู่น้อยนิด เส้นสายสัมพันธ์ที่บางเบาไปทุกที

แต่เมื่ออารมณ์ลากมาที่จุดเสี่ยงสะบั้น คำว่า “ไม่คบ” คิวนี้ “ทักษิณ” มีสะดุ้งมากกว่า

ในสถานการณ์ ไม่เสียเวลาทะเลาะ “บิ๊กป้อม” กำลังอยู่ในสเต็ปโกยแต้ม โดยเฉพาะกับช็อตเร่งเครื่องแก้ปมปัญหาหนี้สินให้ชาวบ้าน เรียกคืนที่ดินจากนายทุนขาเหี้ยมดอกเบี้ยโหด ล่าสุดยกคณะเดินทางไปเป็นประธานมอบคืนโฉนดที่ดิน และทรัพย์สิน ให้แก่ชาวบ้านเป็นรอบที่ 3 กว่า 4,000 ล้านบาท ที่ จ.กาฬสินธุ์
ชาวบ้านได้เฮ เสียงเชียร์ “ลุงป้อมสู้ๆ” ได้แต้มและได้ “คึก”

เป็นชิ้นโบแดง สะสมแต้มให้รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. โดยเฉพาะในคิวเร่งเครื่อง “ตีตั๋วไปต่อ” ของน้องรัก ก็น่าจะมี “พี่ใหญ่” เป็น “ลมใต้ปีก” สำคัญ

ในจังหวะที่พี่ใหญ่ “ใจนิ่ง” เหมาะกับห้วงที่การเมืองกำลังปั่นป่วน ป้อมค่ายการเมืองได้ขยับก็มาพร้อมกับแรงกระเพื่อมไหว “บิ๊กตู่” ต้องประกาศยึดดีเดย์ตามโรดแม็ป ในกระบวนการขั้นตอนที่ต้องเดินไป

คุมโทนสถานการณ์ ประคองเกมกันอยู่

รวมไปถึงคิวแทรก “ปรับ ครม.” จากหลายปมที่อาจถึงจุดตัดสินใจยกเครื่องรีเฟรชแบรนด์รัฐบาล ทั้งกรณีแรงบีบรัฐมนตรีไขก๊อก เพราะถูกวางตัวไว้ในพรรคพลังประชารัฐ

ไปจนถึงรายการรื้อโละรัฐมนตรีโลกลืม เสนาบดีงานฝืด

ประกอบกับจุดจับจ้อง สถานะ “อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ที่มีกระแสไม่ได้ไปต่อ โยงเข้าปมที่คัดค้านนำเข้าสารเคมีพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซต ทำให้จ่อถูกปรับออก

แต่อีกมุมก็ถูกมอง ใช้ปมต้าน “พาราควอต” เสริม “เกราะ” เก้าอี้

แรงกระเพื่อมจากกระแสข่าวปรับ “อาจารย์ยักษ์” ต่อเนื่องไปถึงคิวปรับ ครม. ที่ต้องชั่งน้ำหนักเหมือนกัน ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ตามดีเดย์เลือกตั้ง 24 ก.พ.2562 4–5 เดือนจากนี้

ถ้าต้องยกเครื่องใหม่ กับเวลาเร่งโชว์งานด้วยทีมใหม่ จะเพียงพอหรือไม่

นั่นไม่เท่ากับการทำความเข้าใจต่อสาธารณะ ทลาย “เกราะ” รัฐมนตรีที่ “ภาพ” หรูดูดี โดยเฉพาะที่กระทรวงเกษตรฯ จุดสำคัญที่ถึงเวลาต้องเร่งเครื่องดูแลฐานรากชาวบ้าน เกษตรกร

ขณะที่เรื่องของสารเคมี ข้อมูลที่ออกมายังฟุ้งหลากหลาย เลิก-ไม่เลิกใช้ ได้หรือเสีย กับความจำเป็นต้องใช้งาน หรือประเด็นสารเคมีชนิดอื่นๆที่เกษตรกรอาจใช้แทน เข้าทางเตะหมูเข้าปากหมาหรือเปล่า

ด้วยสไตล์รับข้อมูลรอบด้าน อย่างไร “บิ๊กตู่” ต้องดูภาพรวม ก่อนจะตัดสินใจ “เลิก-ไม่เลิกใช้” อยู่แล้ว
และแน่นอน นั่นก็ต้องรวมถึงคิวยกเครื่อง ครม. งานโชว์รอบสุดท้ายที่ผู้นำพยายาม “นิ่ง” สยบแรงขยับ
“บิ๊กตู่” ชั่งน้ำหนัก ประเมินผลงานลูกทีมโค้งสุดท้ายอีกที.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

เข้าล็อกแทบทุกประตู

เข้าล็อกแทบทุกประตู



“แม้วส่งซิกปลุกสมุน” พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ตัวโต
ในอารมณ์สวนหมัดแบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ย้อนถามกลับเลยว่า “บ้านเมืองยุ่งเพราะใคร”
โดยสถานการณ์ทางกระแส แรงสะท้อนจากช็อตที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กรำลึก 12 ปี โดนรัฐประหารยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549
ขุดเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ซัดทหารปฏิวัติอดีตนายกฯ 2 พี่น้อง ทำประเทศถอยหลัง
ตั้งคำถามประเทศไทยบอบช้ำพอหรือยัง ถึงเวลากบต้องออกจากกะลาซะที
เล่นบทใจกว้าง อโหสิกรรมคนที่ใส่ร้ายป้ายสี
สรุปมีแต่โทษคนอื่นทำชีวิตครอบครัวพัง ไม่มีตรงไหนเลยที่ “นายใหญ่” โทษตัวเอง
วิเคราะห์อารมณ์ลึกๆก็คือ “ยังแค้นฝังใจ ไม่สำนึก”
มันก็เป็นอะไรที่หนีไม่พ้นวนอยู่กับเงื่อนไขสถานการณ์เดิมๆ ทันทีที่ “นายใหญ่” ขยับฟื้นฝอยปมโดนยึดอำนาจ ก็ไปกระตุกแนวต้านระบอบ “ทักษิณ” สื่อฝ่ายตรงข้าม “นายใหญ่” ดาหน้าออกมาซัดกลับ
ย้อนรอยฉายภาพซ้ำ ประจานพฤติการณ์ “นายใหญ่” ป่วนเมืองชิงอำนาจคืน
ฟื้นความทรงจำ ภาพม็อบเผาบ้านเผาเมือง เหตุการณ์เสื้อดำแฝงม็อบแดงฆ่าทหาร ย้อนศร “นายใหญ่” ปลุกม็อบเสื้อแดงมาตาย
กลายเป็นเขี่ยไฟ เร้าชนวนขัดแย้งที่แฝงอยู่ในหมู่ขั้วขัดแย้งให้กระพือกลับมา
ตามปรากฏการณ์มันคือคำตอบว่า “ทักษิณ” ยังเป็นเงื่อนไข ตัวอันตรายในเกมอำนาจประเทศไทย
ไม่มีท่าทียอมหมอบราบคาบแก้วแต่อย่างใด
และนั่นก็นำมาซึ่งคำตอบสุดท้าย อย่างไรเสีย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องตีตั๋วต่อเกมอำนาจไปอีกอย่างน้อย 5 ปี
ตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญที่ออกแบบไว้เป็นการเฉพาะ
ลากไปจนกว่า “ทักษิณ” จะสิ้นฤทธิ์
เป็นภารกิจเดิมพันไม่ใช่เฉพาะ “ลุงตู่” แต่มันหมายรวมถึงอนาคตประเทศไทย
โดยอาการแบบที่เจ้าตัวยังอิดๆออดๆ ออกลีลาติ๊ดชึ่ง ทีแรกส่งซิกจะโชว์ความชัดเจนเรื่องอนาคตทางการเมือง ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.มีผลบังคับใช้
แต่พอถึงเวลาก็ยังกั๊ก อุบไต๋ต่อไป อ้างหน้าตายเลยว่า เรื่องอะไรจะเปิดตัวให้โดนถล่มเปลืองตัว
หารู้ไม่ นี่แหละฟอร์มของ “นักการเมืองอาชีพเต็มตัว”
คำตอบมันชัวร์ๆแล้ว “นายกฯลุงตู่” ไม่ต้อง “แกรนด์ โอเพนนิ่ง” อย่างเป็นทางการ
โดยจังหวะเนียนๆ ตีกินแต้ม ครม.สัญจรไปแบบรายสัปดาห์
พร้อมๆกับ “ปล่อยของ” มัดจำล่วงหน้า แบบที่ล่าสุด ธ.ก.ส.ดีเดย์โอนเงินโครงการจำนำยุ้งฉางเกษตรกร “เวอร์ชันใหม่” บวกค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกรชาวนาในปีการผลิต 2561/62 คนละไม่เกิน 12 ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 18,000 บาท ครอบคลุมชาวนากว่า 4.05 ล้านราย วงเงิน 57,000 ล้านบาทต่อเนื่องจากมาตรการ “คืนแวต” ให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการประชารัฐ
ตามเหลี่ยมเดินหมากของ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ อัดโปรโมชันกระตุ้นฐานราก ประคองปัญหาปากท้องคนจน สู้กับเกมนักการเมืองปั่นอุปาทานหมู่
เก็บแต้มให้ “นายกฯลุงตู่” แบบเป็นกอบเป็นกำ
เอาเป็นว่า “นกแล” ที่ท่องจำยี่ห้อ “ทักษิณ” นอนมา ตอนนี้ผวาก็แล้วกัน
และล่าสุดราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และจำนวนเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกแต่ละจังหวัด
แบ่งเป็น ภาคเหนือ 64 คน ภาคอีสาน 116 คน ภาคกลาง 90 คน และกรุงเทพฯ 30 คน
สภาฯ 500 คน เป็น ส.ส.เขตเลือกตั้ง 350 คน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน
แน่นอน ด้วยกติกาเลือกตั้งในระบบจัดสรรปันส่วนผสมตามรัฐธรรมนูญ ต่อให้ “หิมะถล่ม” เมืองไทย ลูกทีมพรรคเพื่อไทยกวาด ส.ส.เขตเลือกตั้ง “เต็มโควตา” ก็อดได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
“นายใหญ่” แทบไม่มีสิทธิยึดที่นั่ง ส.ส.พรรคเดียวเกินครึ่งสภา
เงื่อนไขสถานการณ์ถูกล็อกเข้าทาง “ลุงตู่” แทบทุกประตู.
ทีมข่าวการเมือง

เกาะโต๊ะ

ทำไม “ทักษิณ” ถึง  ย้อนเกล็ด “บิ๊กป้อม”  ได้ถึงขนาดนี้ !!

ก็ตอนนั้น  ในยุคที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังเป็นนายกฯ ใครๆ ก็วิ่งเข้าหา.  บิ๊กทหาร หลายคน ตอนนั้น เรียก “พี่ทักษิณ” เพราะ จบเตรียมทหาร 10

ทหารตบเท้า ที่บ้าน จันทร์ส่องหล้า กันบ่อยครั้ง และมีก๊วนประจำ บ้านจันทร์ส่องหล้า และใกล้ชิด คุณหญิง อัอ พจมาน ชืนวัตร มีก๊วน หน้าบ้าน และหลังบ้าน รวมทั้ง สาวใหญ่ เลขาฯคนใกล้ชิด คุณหญิงอ้อ

สมัยนั้น มีการจับคู่  เป็นแม่สื่อ. ให้ บิ๊กทหาร กับ คนใกล้ชิด คุณหญิงอ้อ.  แต่ที่สำเร็จ คือ คู่ของ บิ๊กบิ๊ก พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา ผบ.ทอ. ที่ ภริยา เสียชีวิต พอดี จากนั้น มาแต่งงานกับ คุณลูกน้ำ  สลิลลาวัลย์  คนสนิท คุณหญิงอ้อ จนถูกมองว่า เป็นกลยุทธ์  เครือญาติ เครือเพื่อน เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ ความไว้วางใจ

และมี อีกหลายคู่ ที่พยายาม เป็นแม่สื่อ แต่ไม่สำเร็จ.... 

พลเอกประวิตร  เป็นนายทหารโสด  จากแดนบูรพาพยัคฆ์. สระแก้ว  ที่รู้จักสนิทสนมกับ นายเสนาะ เทียนทอง  ก็ เป็น 1 ที่ตกอยู่ในเป้าหมาย

บิ้กป้อม ถือเป็น ดาวรุ่ง  คนเก่ง ในทบ.คนหนึ่ง ที่โตมาในไลน์ แต่ เสีย จังหวะ เพราะ โดน พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น จับดอง 

เรื่องราว มากมายเกิดขึ้นระหว่างทาง ....

จนในที่สุด. “ทักษิณ” ไฟเขียว ให้ เด้ง  บิ๊กตุ้ย พลเอก ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ญาติผู้พี่ ที่เป็น  ผบ.ทบ. มา1 ปี  มาแขวนเป็น ผบ.สส.  แล้ว เปิดทางให้ บิ๊กป้อม  ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. 1 ปี ก่อนเกษียณ

ครั้งนั้น ทำให้ พลเอกชัยสิทธิ์  รุ่นพี่ ตท.5กับ พลเอกประวิตร  ตท.6 ไม่มองหน้า กันเลย และมีเริ่องคาใจกันมาจนทุกวันนี้ 

นี่จึงเป็น ส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ นาย ทักษิณ แม้จะเป็น ตท.10 รุ่นน้อง  จึงสวนกลับ พลเอกประวิตร   รุ่นพี่ ตท.6 ในทวิตเตอร์ Thaksinlive ว่า 

“ท่าทีและน้ำเสียงขึงขังน่ากลัวจัง ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ. เลย”

หลัง พลเอกประวิตร.ถามกลับ “บ้านเมือง  มันยุ่งอยู่นี่ เพราะใครหล่ะ?

หลังทักษิณ ชินวัตร” โพสต์ เฟสบุ้ค โอด 12 ปี  ปฏิวัติ 19กย.49 

“ใครเป็นคนทำ ปฏิวัติหล่ะ”
“แล้วบ้านเมืองมันยุ่งอยู่นี้ เพราะใครหล่ะ ? 

อีกทั้งการรัฐประหาร ครั้งนั้น “ไม่ใช่พวกเรา  พวกเราไม่เกี่ยวนะ “

ส่วนการที่ นายทักษิณ โพสต์ข้อความ ในทำนอง พร้อมปรองดองนั้น  พลเอกประวิตร กล่าวว่า “เอาเรื่องกฎหมายที่เขาผิด ให้เขาเคลียร์ให้ได้ซะก่อน เถอะ แล้วค่อยว่ากัน”

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

ปิดสนามม้านางเลิ้ง ตำนานขุมทรัพย์สีเขียว

ปิดสนามม้านางเลิ้ง ตำนานขุมทรัพย์สีเขียว



“กำเหนิดสนามม้าแข่งในประเทศไทย” หนังสือของพระยาประดิพัทธภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) ซึ่งได้จัดพิมพ์ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ครั้งเมื่อประพาสเมืองระนอง ในปี พ.ศ.2502 ความตอนหนึ่งระบุว่า...
หลังจากก่อตั้งสนามม้า “ราชกรีฑาสโมสรกรุงเทพฯ” มาแล้วหลายปีก็เกิดขัดแย้งขึ้นในสโมสรนี้ เนื่องจากเวลานั้นมีฝรั่งเข้ามาเมืองไทยมากและได้นำกีฬาต่างๆหลายชนิดเข้ามาเผยแพร่
อาทิ คริกเก็ต ฟุตบอล ฮอกกี้ เทนนิส จำเป็นต้องนำรายได้จากการแข่งม้ามาบำรุงกีฬาต่างๆเหล่านั้นด้วย เป็นเหตุให้เจ้าของม้า...ส่วนใหญ่เป็นคนไทยไม่พอใจและร้องเรียนว่าเงินรางวัลไม่เพียงพอในการบำรุงม้า
โดยกรรมการฝ่ายไทยซึ่งเป็นกรรมการมาแต่ดั้งเดิมคือพระยาประดิพัทธภูบาลและพระยาอรรถการประสิทธิ์มีการเสนอเพิ่มเงินรางวัลขึ้นอีกร้อยละ 50 แต่ข้อเสนอของฝ่ายไทยไม่ได้รับการสนับสนุน
“พวกเรามีพระยาอรรถการฯและข้าพเจ้าจึงมาใคร่ครวญหาวิธีสร้างสนามม้าขึ้นใหม่ โดยจะใช้ที่นาของข้าพเจ้าที่บางซื่อ แต่หลายคนติว่าไกลไปตกลงเอาที่...นางเลิ้งของหลวงอีก
ข้าพะเจ้าและพระยาอรรถการฯจึงทำหนังสือทูลเกล้าฯถวายรัชกาลที่ 6 ขอตั้งสนามม้าแข่งเพื่อบำรุงม้าพระองค์โปรดให้พระยาวรพงศ์พิพัฒน์เป็นบิดาของพระยาปราบพลแสน...เวลานั้นเป็นอธิบดีกรมอัศวราช ภายหลังเป็นเสนาบดีกระทรวงวัง มีหนังสือมายังข้าพเจ้าว่าอนุญาต
หากกรมขุนพิษณุโลกทรงทราบและทรงเกรงเป็นเรื่องการเมือง จึงมีลายพระหัตถ์มาถึงข้าพเจ้าว่า ถ้าสโมสรจะมีการประชุมเมื่อใดขอให้บอกเลขาส่วนพระองค์(พระยาสุรเสนา)มาประชุมด้วย เพื่อได้ทรงทราบรายการต่างๆทั้งทรงแนะนำขออย่าได้เป็นการเมือง เพราะกลัวจะเป็นฝรั่งกับไทยทะเลาะกัน...”
โดยได้พระราชทานที่ดินประมาณ 200 ไร่ ที่อยู่บริเวณนอกเขตผดุงกรุงเกษมใกล้กับทุ่งส้มป่อย (นางเลิ้ง) และในวันที่ 18 ธันวาคม 2459 รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสนาม พร้อมพระราชทานนาม “ราชตฤณมัยสมาคมฯ” และรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ...พระองค์ได้ส่งม้าในคอกส่วนพระองค์เข้าแข่งขันด้วย โดยใช้เสื้อสีน้ำเงินยันต์สีขาว
ปัจจุบัน “สนามม้านางเลิ้ง” หรือ “ราชตฤณมัยสมาคมฯ” สนามม้าเก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นตำนาน ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมามีรายงานข่าวปรากฏว่า ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารและที่ดินหมดสัญญาเช่ากับ “สำนักงานทรัพย์สินฯ” ไปแล้วเกือบ 20 ปี ประกอบกับสำนักทรัพย์สินฯเองมีความจำเป็นต้องการใช้ที่ดินสนามม้านางเลิ้งเพื่อประโยชน์ด้านอื่นๆ ต่อไป จึงมีหนังสือแจ้งยืนยันการยกเลิกสัญญาเช่า ขอให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปภายใน 180 วัน
มุมหนึ่ง...ก็มองกันว่าการปิดสนามม้านางเลิ้งอย่างถาวร อาจช่วยแก้ปัญหาสังคมการพนันกลางเมืองใหญ่ได้เปราะหนึ่ง แต่อีกด้านก็ทำให้รัฐขาดรายได้ก้อนโต เพราะเงินพนันม้าแข่งทุก 100 บาทจะไหลเข้ากระเป๋ารัฐบาล 30 บาท
อัตราค่าเช่าที่ดิน 200 ไร่ ในราคาปีละ 50,000 บาท หรือเฉลี่ยตกไร่ละ 250 บาท...แค่ตารางวาละ 62 สตางค์เท่านั้นเอง ในวันที่โลกเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยนเช่นนี้...คงไม่ต้องถามหาความคุ้มไม่คุ้ม
หากจะเดินหน้าสร้างสนามม้าแห่งใหม่ให้ได้มาตรฐานเท่า “สนามม้านางเลิ้ง” คะเนกันว่าต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท และยังต้องคำนึงถึงปุจฉาสำคัญ...ยุคนี้กีฬาม้าแข่งฟู่ฟ่ามากน้อยแค่ไหน
ในอดีตดั้งเดิมเคยมีคนมานั่งเชียร์นั่งลุ้นกันคึกคักนัดละ 2 หมื่นคน วันนี้มีแค่ไม่เกิน 5 พันคน ยิ่งถ้าต้องย้ายออกไปนอกเมืองหรือออกไปต่างจังหวัด แน่นอนว่าผู้ชมคงไม่เยอะขนาดนี้ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะขาดทุน
จุดเริ่มต้นการ “แข่งม้า” ของ “สยามประเทศ”...คงต้องย้อนกลับไปราวพุทธศักราช 2440 สมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากการประพาสยุโรปทางฝ่ายราชการจัดพระราชพิธีรับเสด็จ และกลุ่มผู้เคยผ่านยุโรปมาจำนวนหนึ่งจึงมีแนวคิดที่จะจัดแข่งม้าถวาย
ประธานการจัดการแข่งขันครั้งนั้น คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยาลาภพฤฒิธาดาและมีกรรมการร่วมหลายคนทั้งเชื้อพระวงศ์ ข้าราชการชั้นสูง สำหรับสถานที่จัดการแข่งขันครั้งนั้นคือ “ทุ่งพระเมรุ” หรือ “ท้องสนามหลวง” โดยใช้พื้นที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
การแข่งขันมีลักษณะใช้ม้าเทียมรถจากคอกต่างๆเข้าร่วม ผู้ขี่ก็คือคนขับรถม้ามีการถ่วงน้ำหนักโดยนำก้อนอิฐมอญห่อผ้ามัดติดเอวไว้กับคนขี่ พร้อมกับให้มีการ “แทงโต๊ด” ด้วย
มีบันทึกไว้ว่า...การแข่งขันวันนั้นวุ่นวายพอควร เนื่องจากตามกติกาผู้ที่ชนะเข้าเส้นชัยที่ 1 และที่ 2 ต้องไม่ทำอิฐมอญร่วงหล่น แต่ครานั้นผู้ที่เข้าที่ 1 และ 2 ล้วนทำอิฐหล่นทำให้ถูกปรับแพ้ ทำให้ผู้ชมเกิดความไม่พอใจ มีการกล่าวหาว่ามีการโกงกัน
อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ทอดพระเนตรแล้วรู้สึกพอพระราชหฤทัยในการแข่งขัน และนี่ถือเป็นการแข่งขันม้าในสยามประเทศอย่างฝรั่งเป็นครั้งแรก
สำหรับ “สนามม้านางเลิ้ง” นั้น เริ่มขึ้นเมื่อพระยาประดิพัทธภูบาลและพระยาอรรถการประสิทธิ์ คิดสร้างสนามม้าขึ้นและจะใช้ที่ดินของพระยาประดิพัทธฯที่บางซื่อ แต่มีเสียงติงว่าอยู่ไกลเกินไป
สนามม้านางเลิ้ง...นับเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ว่ากันว่า ควรได้ไปดูให้เห็นกับตากันสักครั้ง “วีระพล สิงห์น้อย” เจ้าของเพจ “FOTO_MOMO” บรรยายบันทึกไว้อย่างเห็นภาพว่า ลอนโค้งคอนกรีตขนาดมหึมาเรียงรายติดกันเป็นหลังคาผืนใหญ่ หากเราผ่านไปแถวๆนี้ในบางวันอาทิตย์อาจจะได้เห็นกลุ่มคนรักอาชาออกันแน่นขนัดด้านหน้าเพื่อทยอยเข้าไปในอาคาร...ที่นี่คือ “สนามม้านางเลิ้ง” เรียกกันติดปากว่า...“สนามไทย”
อัฒจันทร์...สวยงามตั้งแต่หลังคา ยื่นคลุมบริเวณที่นั่งได้หมด คานคอนกรีตที่ยื่นออกไป 40 เมตร ทำให้มีร่มเงา ไม่ร้อน ไม่มีเสาใดๆมาบังตา...นี่เป็นหลังคาคอนกรีตเสริมแรงยุคแรกๆของเมืองไทย
ด้านหลังอัฒจันทร์ เป็นพื้นที่ของม้าและบุคคลที่เกี่ยวข้องใช้เตรียมตัวก่อนและหลังการแข่งขัน อาคารคอกม้า 2 ชั้นนี้รองรับจำนวนม้าแข่งได้เยอะมาก กั้นเป็นคอกม้าหลายคอกและมีส่วนอาบน้ำของม้า ทำทางลาดขึ้นลงไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก...ถัดไปใกล้ๆประตูที่ม้าจะลงสู่สนามหญ้า จะมีลานทรายเล็ก...
ที่มีอาคารรูปวงกลมตรงกลางเรียกว่า “สนามเดินวน” เพื่อให้ตรวจความพร้อมของม้าและจ๊อกกี้ เป็นอาคารที่สร้างอย่างเรียบง่าย แต่มีสัดส่วนที่สวยงาม มีเสน่ห์ยิ่งนัก
เปิดสนามครั้งแรก เก็บค่าสมาชิกคนละ 1 บาทต่อเดือน ทุกวันอาทิตย์จะมีการจัดแข่งม้าสลับกันระหว่างสนามไทยและสนามฝรั่ง บรรยากาศก่อนเริ่มแข่งจะเห็นผู้คนจำนวนมากเตรียมตัวมาตั้งแต่รั้วทางเข้า มีทั้งแผงร้านค้าใช้เช่ากล้องส่องทางไกล ทั้งคนเดินเร่ขายใบโปรแกรม คนเก่าแก่เล่าว่า...มีแม่ค้าที่เปิดแผงให้เช่ารองเท้าด้วย เพราะที่นี่ไม่อนุญาตให้ลากรองเท้าแตะเข้ามา เพื่อความเป็นสุภาพชนนั่นเอง
“แต่...ภาพความคึกคักนั้นคงจะกลายเป็นตำนาน อย่างที่ทราบกันว่าพื้นที่แห่งนี้ต้องส่งคืนให้สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ภายในปลายปี 2561 นี้” วีระพล ว่า
102 ปี “สนามม้านางเลิ้ง” ปิดตัวลงแล้ว คงเหลือไว้เพียงตำนาน “ขุมทรัพย์สีเขียว”.

นี่แหละ 'เกมเขี้ยว' ล่ะ

นี่แหละ 'เกมเขี้ยว' ล่ะ



ขาดแค่พวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอแค่นั้น
โดยฉากสถานการณ์ที่ให้อารมณ์เดียวกันกับบรรยากาศของนักการเมืองเดินสายหาเสียงในช่วงเลือกตั้ง ตามภาพข่าวที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. สวมหน้ากาก “ผีตาโขน” สัญลักษณ์ของจังหวัดเลย ร่วมแจมร้องเพลงประสานเสียงกับน้องๆนักศึกษาที่เพชรบูรณ์ หยอดมุกทิ้งทุ่นเป็นนัย “เป็นกำลังใจให้ลุงนะ อายุ 18 ปีแล้วใช่ไหม เดี๋ยวเจอกัน”
ชม ชิม ช็อป สินค้าโอทอปของชาวบ้านร้านตลาด ปราศรัยไป ยิงมุกทีเล่นทีจริงไป
“ลุงตู่” เล่นได้เนียนทุกบท ทำได้หมดแบบกลมกลืนไม่มีเคอะเขิน
ลีลาเก๋ากว่านักเลือกตั้งอาชีพด้วยซ้ำ
แต่ที่แสบกว่าก็คือจังหวะเก็บแต้มไป ออกตัวไป “ลุงตู่” ย้ำเป็นระยะ ไม่ได้หาเสียงทางการเมือง มาในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่อีกทางก็สะกิดบอกประชาชนให้เลือกรัฐบาล
ที่มีธรรมาภิบาล อย่าไปเลือกอะไรเรื่อยเปื่อย อย่าทำให้บ้านเมืองกลับมาวุ่นวาย
แถมล่าสุดไฮไลต์ช็อตสำคัญ “นายกฯลุงตู่” หงายไพ่
พูดเป็นนัยอยากชี้แจงกับประชาชนว่า นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญใหม่ต้องมาจากพรรคที่ได้เสียงข้างมากซึ่งจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยทุกพรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อ ซึ่งที่พูดไม่ได้หมายถึงตนเอง แต่อยากให้ประชาชนเข้าใจ
เหมือนตั้งใจเคลียร์ปมที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กั๊กกันท่าไว้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เสียงส่วนใหญ่ในสภา ประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุน
เฉลยข่าวลับที่ปิดกันให้แซ่ด “นายกฯลุงตู่” คือ 1 ใน 3 บัญชีนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ
“แบไต๋” ช่องตีตั๋วต่อเก้าอี้ “นายกฯคนใน” อย่างชอบธรรมตามระบบ
สรุปช็อตประชุม ครม.สัญจรได้ครบทั้งมุมการบริหารกระแสการเมือง และการบริหารงานราชการแผ่นดิน ตามตัวเลข “งบประมาณก้อนโต” ที่รัฐบาล “ลุงตู่” หอบเอาไปเสิร์ฟให้ถึงบ้าน
โดยที่ประชุม ครม.อนุมัติโครงการพัฒนาจังหวัด ยกระดับสนามบิน ขยายเส้นทางคมนาคม ตามยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างมีเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
ตามพิมพ์เขียวที่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” กัปตันทีมเศรษฐกิจ ออกแบบให้
เอาเป็นว่า รัฐบาลการเมืองปกติ งบฯ ส.ส.ทั้งพรรคยังไม่ได้เท่านี้
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่นักการเมืองเจ้าของพื้นที่ “เคลม” กับชาวบ้านได้เลย ถ้าจะมีการย้ายพรรค ไม่รู้สอบได้หรือสอบตก แต่ได้งบฯพัฒนาให้ประชาชนในพื้นที่ไปก่อนแล้ว
แนวโน้มเปิดทางให้พวกแหกค่ายหนี “นายใหญ่” ได้แต้ม “วัดใจ” ชาวบ้าน
ในสถานการณ์ที่ไล่ตามคิวเดินสายประชุม ครม.ส่วนใหญ่มุ่งไปพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อการตั้งป้อมค่ายสนับสนุน “นายกฯลุงตู่” เป็นลำดับต้นๆ
ไล่ตั้งแต่อุบลราชธานี ที่มีข่าวการเจาะทีมของพรรคเพื่อไทยแตกเป็นเสี่ยง ล่าสุดคิวของเมืองเลย ฐานที่มั่นของนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต รมว.ทรัพยากรฯ ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำทีมงานสามมิตร บินไปเปิดตัวถึงบ้านเลย
นั่นสะท้อนถึงการเน้นเป้า “มวยเกรดเอ” ไม่ใช่ “นกแล”
และรอบนี้ “นายกฯลุงตู่” ก็กระเซ้านางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ภรรยาของนายปรีชา ที่มาทำการต้อนรับทีม ครม.สัญจร เป็นเชิงขอให้มาช่วยกันทำงานให้บ้านเมืองเดินหน้า
นั่นแสดงว่า “ลุงตู่” ยอมรับสถานะ “กองหนุน” ของทีมนายปรีชา
เป็นการหักมุม กับ “ข่าวปล่อย” จากทีม “นายใหญ่” อ้างอดีตรัฐมนตรีใหญ่ในอีสานที่แปรพักตร์ไปกับทีมหนุน “ลุงตู่” ขอกลับมาตายรัง เพราะปั๊ม 3 ทหารน้ำเลี้ยงฝืด
ไม่ชัวร์กับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังกั๊กกับทีมสามมิตร
เอาเป็นว่า เมื่อ “ลุงตู่” ปิดดีลกับทีมเมืองเลยแบบนี้ ตามรูปเกม “นายใหญ่” ต้องเขย่า “ปรีชา” ให้ร่วงให้ได้ ในสถานการณ์ที่โพลหน่วยความมั่นคงเช็กแต้มล่าสุด “ปรีชา” ฐานแน่น แนวโน้มกวาดยกจังหวัด
เงื่อนไขสถานการณ์เดียวกับเมืองมะขามหวาน เพชรบูรณ์ ชื่อของ “สันติ พร้อมพัฒน์” ระดับหัวจ่ายท่อน้ำเลี้ยงยุคพลังประชาชน เพื่อไทย นาทีนี้สลับขั้วมาต่อสายกับยี่ห้อพลังประชารัฐ
จัดเป็นดาวฤกษ์ “มีแสงในตัวเอง” ใส่แต้มล่วงหน้าได้
ชื่อมวยใหญ่แบบนี้แหละ ที่ทำให้ “นายใหญ่” นั่งไม่ติด.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กตู่” เป็นนักการเมือง ไปแล้วจริงๆ

บิ๊กตู่” เป็นนักการเมือง ไปแล้วจริงๆ ....
“บิ๊กตู่” อ้างดื้อๆ ยังไม่ประกาศ อนาคตทางการเมือง ตามสัญญา หวั่นโดนด่า. กำปั้นทุบดิน จะบอกปีนี้หรือปีหน้าก็ได้ จะพูดเมื่อไหร่ มันก็เรื่องของผม ปล่อยให้งง !!
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึง ที่เคยระบุว่า หากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว.จะมีการประกาศอนาคตทางการเมือง
“จะมาสนใจอะไรกับผม ผมเคยบอกว่าเมื่อหลังพ.ร.ป.ออกมา ตอนนี้หลังหรือยัง ซึ่งหลังจากนี้ไปถึงปีหน้าปีโน้น ก็ถือว่าหลัง หมด ผมจะพูดเมื่อไหร่ก็เรื่องของผม”
เมื่อย้ำถามว่า แสดงว่าต้องเลย 90 วันไปแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า “วันนี้ยังไม่รู้ ผมจะตัดสินใจเอง เรื่องอะไรผมจะออกมาให้โดนด่าตั้งแต่วันนี้เล่า สื่อก็หาเรื่องผมทั้งวันนั่นแหละ วุ่นวายจริงๆเลย”
“ยังไม่บอก ปล่อยให้ งง” นายกฯกล่าว เมื่อถามย้ำว่า จะประกาศ ในสัปดาหฺหน้าหรือไม่
“ ช่วงนี้ผมขอให้บ้านเมืองสงบก่อนได้หรือไม่ ถ้าผมเป็นนักการเมือง ผมว่าสิ่งที่ออกมานั้น ผมทำได้ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร ถ้าทุกคนมีเจตนาที่จะทำให้บ้านเมืองปกติสุข
แต่ทุกคนต้องการเวลาที่จะหาเสียงมากขึ้น แล้วใส่กันไปมา ผมว่าไม่ได้อะไร เวลาที่มีถ้าทุกคนบอกว่าน้อย ทุกคนก็ควรจะแถลงนโยบายของตัวเองออกมาว่าจะทำอะไร สังคมยอมรับได้หรือไม่ จะไปล้มล้างอะไรหรือไม่ ทำนองนี้ สิ่งที่ดีมีอยู่แล้วจะไปยกเลิก ถ้าประชาชนตอบรับประเทศชาติจะยิ่งไปกันใหญ่ ความมั่นคงปลอดภัย ความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จะไปอยู่ที่ไหนกัน” พล.อ.ประยุทธ์
นายกฯ กล่าวว่า ช่วงนี้การคลายล็อกทางการเมือง โดยส่วนตัวคิดว่าพอเพียงแล้ว ใครที่บอกว่าไม่พอไว้รอเป็นรัฐบาลก็ค่อยไปทำกันเอาเอง
เมื่อถามว่า นายกฯ จะพบนักการเมืองในช่วงคลายล็อกหรือปลดล็อก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมบอกว่า ต้องปลดล็อกที่จะไปว่ากันโน้น ผมยังไม่พบหรอก แม้ผมไม่พบก็มีคนพบอยู่แล้ว ผมจะพบวันไหนยังไม่รู้ ถึงเวลาผมจะพิจารณาเอง คุณจะมาถามผมเอาอะไร”