PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เทพเปิดพิมพ์เขียวสภาประชาชน - นายกฯม.7 อังคาร 4 ธ.ค.นัดลุย"สตช."

วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 21:15:41 น.

"สุเทพ" สั่งลุย สตช. ยึดที่มั่นสุดท้ายของตำรวจให้ได้ งัดมาตรา 3 - มาตรา 7 แจงตั้ง "สภา ปชช.-นายกฯ" ได้ เผยขั้นตอนปฏิรูป ประเทศ . พักรบ 5 ธันวาฯ ก่อนกลับมาลุยเผด็จศึก 6 ธ.ค.

ที่เวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 19.45 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นปราศรัยหลังจากแถลงข่าว ว่า ใช้เวลากระชับเพื่อแถลงในส่วนของความสำคัญ และขอขอบคุณทุกสถานีด้วยความเคารพ วันนี้เป็นอีกวันที่เราต้องเหน็ดเหนื่อยกันมาก เพราะว่าสองวันที่ผ่านมา ถูกตำรวจที่นครบาลใช้ความรุนแรงเข้าดำเนินการ ยิงด้วยแก๊สน้ำตา แทนที่จะใช้แบบขว้างก็ใช้แบบยิงทำให้บาดเจ็บจำนวนมาก และยังเอาสารเคมีฉีดใส่ แต่น่าชื่นชมเหลือเกินที่ควบคุมอารมณ์ได้อย่างดี ยึดหลักสันติอหิงสา สู้อย่างองอาจกล้าหาญในวันนี้

และวันนี้ก็พิสูจน์ชัดเจนว่า แม้ประชาชนจะมือเปล่า ต่อสู้แบบสันติ อหิงสา แต่พลังของฝ่ายที่ถืออาวุธก็ไม่สามารถต้านทานพลังอันบริสุทธิ์ของประชาชนได้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งถือว่ายอมตายให้ระบอบทักษิณ วันนี้ต้องยอมจำนวนต่อพลังมวลมหาประชาชนอย่างปราศจากการที่จะคิดต่อสู้ได้ กับพื้นที่แข็งแรงอย่างทำเนียบรัฐบาลเพราะพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.เคยให้สัมภาษณ์ว่า ยอมให้ยึด บช.น. แต่ไม่ยอมให้ยึดทำเนียบฯเด็ดขาด โดยจะขอต่อสู้ด้วยชีวิตรักษาทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ แต่พลังมวลมหาประชาชนก็สามารถเข้ายึดทำเนียบฯ ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไม่เห็น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แต่ประการใด

ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ที่เหลือเฝ้าดูแลทรัพย์สมบัติของทำเนียบฯแท้ที่จริงคือทหารลูกหลานประชาชน ที่ทำหน้าที่ด้วยความสุภาพ และเข้าใจประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทหารเหล่านั้นได้แสดงความเป็นข้าราชการของประชาชน ปฏิบัตต่อประชาชนด้วยความเข้าใจและสุภาพ

วันนี้น่าแปลกใจมาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ให้สัมภาษณ์ยกย่องเรา บอกพี่น้องและตนเป็นผู้มีอุดมการณ์ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทีเมื่อวานยิงไปด่าไป วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรไปแล้ว จนตนไปสืบทราบมาว่าแก๊สน้ำตายิงหมดแล้วใน 2 วันที่ผ่านมา วันนี้ไม่เหลือ เพราะ ผบ.ตร.สั่งนำแก๊สน้ำตาจากพื้นที่ใต้ขึ้นมาส่งให้ส่วนกลางเพราะยิงหมดแล้ว และ ผบ.ตร.ยังสั่งให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รีบเอารถกันกระสุนที่เจ้าหน้าที่ใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ระดมขนมาให้หมดในคืนนี้ ไม่ทราบว่าเอามาทำไมเพราะเราไม่มีกระสุนเลย มีแค่หัวใจกับมือเปล่าเท่านั้น เพราะสั่งให้ขนมาแต่รถกลับพลิกคว่ำที่สุราษฎร์ธานี ทำเจ้าหน้าที่ตาย 2 คน ความเลยแตก ตอนเย็นเปลี่ยนแผนใหม่ใช้เฮลิคอปเตอร์เรดาห์ต่ำ จะปฏิบัติการโรยตัวลงมาจับตนที่นี่ โดยซ้อนแผนให้มวลชนไปรุมที่ประตู ก่อนจะมาอุ้มตัวตนเองที่นี่ กราบขอบพระคุณพี่น้องที่ดูแลอารักขาผมอย่างที่สุด และขอบอกไปยัง พล.ต.อ.อดุล แสงสิงห์แก้วว่า ไม่ต้องใช้รถกันกระสุน หรือเฮลิคอปเตอร์ เดินมาเลย อย่าถืออาวุธมา พี่น้องที่นี่ยินดีต้อนรับ แต่ไม่อยากมาไม่เป็นไร แต่พรุ่งนี้ (4 ธ.ค.) เราจะไปหาท่านที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ถึงที่ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ไปภาระกิจเบาๆ ตร.ที่มั่นสุดท้ายของตำรวจ

ตนเข้าใจดีที่วันนี้พี่น้องอาจจะดีใจที่เราเข้าทำเนียบฯได้ แต่นี่คือส่วนหนึ่งของชัยชนะเท่านั้น ต้องรอชัยชนะที่เด็ดขาดที่สุด เราอาจจะดีใจที่ได้ชัยชนะวันนี้ แต่การต่อสู้ของเราต้องใช้เวลา วันนี้เราไม่ได้มายึดอำนาจรัฐ เรามาทวงอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนคืนกลับมาให้ประชาชน ไม่ให้คนชั่วใช้ทำความเสียหายให้ประเทศ

วันนี้ทั้งรัฐบาล สภา เป็นโมฆะหมดแล้ว เพราะปฏิเสธไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นคนไทยทั้งประเทศลุกขึ้นทวงอำนาจคืน เพื่อมาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่วิกฤต ดังนั้นเราจึงต้องมาใช้ประชาธิปไตยทางตรงคือตรงนี้ คนที่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ทำตัวเหนือกฎหมาย กลับมากล่าวหาคนที่พยายามรักษากฎหมายเป็นกบฏ

ขณะที่นายกฯยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) ออกมาแถลงบอกจะไม่ใช้ความรุนแรง แล้วที่สั่งให้ยิงแก๊สน้ำตา สั่งโรยตัวลงมา อย่างนี้ไม่ใช้ความรุนแรงหรือ ถึงว่าจะต่อสู้กับระบอบทักษิณมีเล่ห์เหลี่ยมมาก ขอให้จับตาดูรัฐบาลให้ดี ให้ดูเถิดไม่กี่วันรัฐบาลจะยุบสภา แล้วบอกถอยแล้วคืนอำนาจแล้ว แต่คืนอำนาจโดยที่รัฐบาลชุดนี้รักษาการกุมอำนาจไว้ ข้าราชการก็จะช่วยกันโกง ตำรวจจะขนเงินซื้อเสียง แล้วก็จะได้เสียงเต็มสภานี่คือความชอบธรรมไม่ต้องกลัวใครแล้วก็จะโกงกันต่อไป โดยที่บุคคล 109 คนเพิ่งพ้นโทษ 5 ปีจะกลับมาแล้ว ทีนี้จะเอาตัวจริงลงเล่น ถ้ายุบสภาก็เป็นการนำตัวจริงพวกนี้ลงเล่น ลงตัวกันพอดี

"ผมวันนี้เป็นนายสุเทพธรรมดา ไม่มีหัวโขนใดๆ เพราะวันนี้คือวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่ได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เป็นการต่อสู้ร่วมกัน ด้วยความอิ่มใจ"

แม้ว่าเราไม่มีอำนาจที่เป็นอาวุธ แต่เรามีอำนาจประชาชนที่มาจากหัวใจที่บริสุทธิ์ คิดเพื่อชาติ คิดเพื่อแผ่นดิน เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และเราต้องอดทนนำพลังนี้ไปสู่มวลมหาประชาชนให้ได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา แต่ไม่เป็นไร เพราะตัดสินใจแล้ว จะชนะหรือไม่ก็ขอให้ตายไปกับแผ่นดิน ให้ลูกหลานลุกขึ้นสู้แทน เราไม่ยอมแพ้ ความพยายาม ความมุ่งมั่นเป็นเรื่องของเรา แต่เราจะอุทิศทั้งชีวิตทั้งวิญญาณให้บ้านเมือง ที่เหลือให้เป็นเรื่องฟ้าดินแล้วกัน เมื่อคิดได้อย่างนี้เราก็จะมีใจที่ผ่องแผ่ว ไม่คิดมาก ไม่วอกแวก พวกนักการเมืองจะคิดอย่างไรเชิญ ทหารคิดอย่างไรเชิญ แต่เราคือประชาชน คือเจ้าของประเทศ จะต้องแก้ไขด้วยมือของเรา

รายละเอียดเรื่องนี้ไม่เขียนในรัฐธรรมนูญ เขาไม่ได้เขียนไว้ เพราะคนร่างไม่เคยคิดว่าจะมีรัฐบาลอุบาทว์อย่างทุกวันนี้ รัฐธรรมนูญ จึงได้เขียนไว้รวมๆ ในมาตรา 7 บัญญัติว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การตั้งสภาประชาชนและรัฐบาลของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหานี้กลับบ้านไปเป็นประชาชน นักวิชาการ ที่มีการศึกษาดีๆ ก็จะเป็นผู้อธิบายให้พี่น้องฟัง พูดอย่างนี้ก็ยังมีคนอุตส่าห์สักอยู่นั่นแหละ ว่าสภาประชาชนจะมาอย่างไร ใครเป็นคนเลือก นำตัวแทนทุกสาขาอาชีพ ของพลเมืองในประเทศ ลงทะเบียนเลือกกันเอง เอาตัวแทนมาประกอบกันเข้าเป็นสภาประชาชน ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ ต่อการปฏิรูปประเทศ ไม่มีผลประโยชน์อื่นของทุนและพรรคการเมือง แต่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นี่คือสภาประชาชน

พอเรามีสภาประชาชนที่เป็นตัวแทนของคนในทุกสาขาอาชีพแล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เราก็เคยมีการตั้งสภานิติบัญญัติ ลักษณะคล้ายกันนี้เช่นกัน โดยที่สภาประชาชนจะคัดเลือกบุคคลที่น่าเชื่อถือให้เป็นคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี และนายกฯ คนที่สภาประชาชนจะเลือกนั้นเป็นใครตนก็บอกไม่ได้ แต่ที่บอกได้ชัดเจนคือไม่ใช่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะตนไม่เอารัฐบาลของประชาชนจะทำงานอยู่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่แช่แข็งประเทศไทย มีการเลือกผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด เหมือนที่คนกรุงเทพฯเลือกผู้ว่าฯ จะได้พอกันทีที่จะเลิกนำเงินไปให้นักการเมือง เสร็จแล้วก็จะไปถอนทุนคืน และจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ จะไม่มีได้ดีเพราะพี่ให้ จะต้องสูญพันธุ์ ที่จะเหลือคือตำรวจดีๆ ต่อไปนี้คณะกรรมการตำรวจจะมีแต่ประชาชน โดยที่ประชาชนเป็นนายตำรวจและตำรวจจะต้องรับใช้ประชาชน

พี่น้องข้าราชการได้ดูให้ชัดๆนักธุรกิจที่ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์วันนี้ยอมขึ้นเวทีประกาศตัวขอต่อสู้กับระบอบทักษิณ และกำจัดระบอบทักษิณร่วมกับประชาชน ขอให้พี่น้องข้าราชการได้แวะเวียนมาดูว่าที่ศูนย์ราชการว่าประชาชนมาจากทุกที่ ข้าราชการเลือกได้แล้วว่าจะอยู่กับประชาชนหรือเป็นขี้ข้าระบอบทักษิณ หยุดไม่ต้องไปทำงาน ไม่ต้องรับใช้ระบอบทักษิณ หยุดงานไม่กี่วัน ไม่ต้องทำแดะๆ ว่าประเทศเสียหาย ที่โกงไปหมดไปกี่ล้านแล้ว

ปฏิบัติการที่ ตร.ให้สำเร็จ วันที่ 5 เป็นวันมหามงคลของชาวไทย เราจะร่วมใจกันจัดงานยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เราเทิดทูนยิ่งในชีวิตนี้ ขอเชิญชวนทั่วประเทศ พร้อมใจกันออกมาแสดงความจงรักภักดี พี่น้องต่างจังหวัดก็ไปที่เวทีของพี่น้องของเรา ไปทำให้คนทั้งโลกให้เห็นว่าหัวใจของคนไทยอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ พี่น้องกรุงเทพฯ ไปพร้อมที่ราชดำเนิน กระทรวงการคลัง ศูนย์ราชการ ก็มาร่วมกันได้ มาสวดมนต์ไหว้พระถวายองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเวลา 19.00 น. เราก็จะจุดเทียนชัย และถวายพระพรร่วมกัน ใส่เสื้อสีอะไร

ก็ได้ เพราะเสื้อทุกสีเป็นพสกนิกรของพระองค์ทั้งนั้น มาร่วมแสดงความจงรักภักดี แต่อาจจะติดธงชาติกับนกหวีดมาด้วย วันนั้นจะขอทำใจให้ผ่องแผ่ว ขอพักรบกับยิ่งลักษณ์ รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 6 ธ.ค.
รบต่อ และคราวนี้จะรบไม่หยุด รบต่อจนชนะ

/////////////
(ล้อมกรอบ)

ว่าด้วยการเสนอมาตรา7 นายกพระราชทาน

ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 อภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอแนะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นำคณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะและให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กราบบังคมทูลขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยอาศัยความตามมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เพื่อรักษาการชั่วคราวในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมือง สืบเนื่องจากนักวิชาการ นักการเมือง และประชาชน ที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมกันลงนามทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2549 โดยอ้างอิงความตามมาตรา 7 ซึ่งอภิสิทธิ์ไม่ใช่ผู้ร่วมลงนามในฎีกาดังกล่าวตามหลักฐานรายชื่อในฎีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน

ข้อเสนอของอภิสิทธิ์มีความแตกต่างจากเนื้อหาในฎีกา เนื่องจากเสนอให้รักษาการนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ ก่อนที่จะขอ นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ทำให้เกิดเงื่อนไขสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ ในขณะที่เนื้อหาในฎีกา เป็นการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ทั้งที่ยังมีรักษาการนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่ง จึงเป็นการขอที่ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย[46] ต่อมาพรรคประชาธิปัตย์ได้มีแถลงการณ์ว่า ข้อเสนอของอภิสิทธิ์ ได้รับการยอมรับจาก สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ว่าสามารถปฏิบัติได้จริงตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีกระแสพระราชดำรัสต่อคณะผู้พิพากษาใจความตอนหนึ่งว่า "...เขาอยากจะได้นายกฯ พระราชทาน เป็นต้น จะขอนายกฯพระราชทาน ไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย..."[47][48] และหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ กลุ่มการเมืองฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้ตั้งฉายาให้กับอภิสิทธิ์ที่มีชื่อเล่นว่า "มาร์ค" ว่า "มาร์ค ม.7"

ภายใต้การบริหารพรรคของนายอภิสิทธิ์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อาวุโสกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นผู้สมคบคิดแผนฟินแลนด์ เพื่อล้มล้างราชวงศ์จักรี และก่อตั้งสาธารณรัฐ อภิสิทธิ์ได้เคยตัดสินใจคว่ำบาตรการเลือกตั้ง พ.ศ. 2549 โดยไม่ส่งสมาชิกพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ขาดความชอบธรรม[49] อภิสิทธิ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวต่อต้านแบบกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี พ.ศ. 2550 พรรคประชาธิปัตย์ได้ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากพรรคอื่น ๆ ให้คว่ำบาตรการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่าอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิด และตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทยในข้อหาเดียวกัน อภิสิทธิ์สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 โดยกล่าวว่าเป็นการปรับปรุงจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540[50] พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2550 ให้แก่พรรคพลังประชาชน

ในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 อภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศ จับมือทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยและ พรรคมหาชน ปฏิเสธการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการจัดเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักการที่ควร[51][52] เป็นผลให้ พรรคไทยรักไทยต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวในหลายเขตเลือกตั้ง ในที่สุดนำมาซึ่งการฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาทุจริตในการเลือกตั้ง[53][54] และต่อมามีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ "คดียุบพรรค" และศาลก็ได้มีมติให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 3 คนต้องโทษจำคุก ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วย[55][56]ข้อกล่าวหาทุจริตการเลือกตั้ง พ.ศ. 2549

พรรคไทยรักไทยกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าให้สินบนกับพรรคเล็กเพื่อคว่ำบาตรการเลือกตั้งเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าไม่มีความผิด เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2549

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549 สมาชิกคณะกรรมการเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลเพื่อสรรหาข้อเท็จจริง ที่นำโดยรองอัยการสูงสุดชัยเกษม นิติสิริ มีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ (เช่นเดียวกับพรรคไทยรักไทยและอีก 3 พรรคการเมือง) ขึ้นอยู่กับหลักฐานให้สินบนกับพรรคเล็กต่าง ๆ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้คว่ำบาตรการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 อภิสิทธิ์ประชุมกับสายสัมพันธ์ทางการเมืองจาก 20 ประเทศเพื่อที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง[57][58]

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ในกรณีก่อนที่กองทัพแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าสาบานตนว่าพวกเขาถูกหลอกให้สมัครเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งเดือนเมษายน[59]

พยาน 3 ปากยืนยันว่าเลขาพรรคประชาธิปัตย์ถาวร เสนเนียม, วิรัต กัลยาสิริ และเจือ ราชสีห์ สนับสนุนให้ผู้ประท้วงขัดขวางการลงสมัครรับเลือกตั้งในระหว่างการเลือกตั้งซ่อม[60] หลังจากการเลือกตั้งเดือนเมษายน 2549 อัยการยืนยันว่าพรรคพยายามตัดสิทธิ์ผลการเลือกตั้งและบังคับให้จัดการเลือกตั้งซ่อมต่อไป ข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ถูกต้องซึ่งพยายานกลุ่มเดียวกันนี้ถูกว่าจ้างโดยกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พรรคประชาธิปัตย์พ้นความผิด ขณะที่พรรคไทยรักไทยมีความผิด[61][62]นโยบายทางการเมืองที่ตรงกันข้าม

วันที่ 29 เมษายน อภิสิทธิ์ประกาศเป็นผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมประจำปีของพรรคประชาธิปัตย์ เขาสัญญาว่าจะทำให้เป็นแผนงานเพื่อประชาชน ซึ่งเน้นการศึกษาเป็นหลัก โดยที่เขาใช้สโลแกนหาเสียงว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" เขายังได้สัญญาว่าจะไม่นำสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา เอามาเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยทำมาแล้ว[63] อภิสิทธิให้สัญญาว่า "ประโยชน์ที่ได้จากนโยบายประชานิยม เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน, และโครงการ SML จะไม่ถูกยกเลิก แต่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม"

อภิสิทธิ์ออกมากระตุ้นในภายหลังว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้นควรจะเข้าใช้บริการทางการแพทย์ผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่เสียค่าบริการ[64] อภิสิทธิ์แถลงว่าอนาคตของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ทุกคนจะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพยสิน และธุรกิจที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งหมด (กฎหมายกำหนดเพียงให้สมาชิกคณะรัฐมนตรีทุกคนต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน) [65]

อภิสิทธิ์รวบรวมเงินจำนวน 200 ล้านบาทในงานเลี้ยงอาหารเย็นเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ภายในที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เขาสรุปนโยบายด้านพลังงานรวมถึงเพิ่มจำนวนการจ่ายเงินปันผลจากปตท. และการใช้กองทุนชดใช้หนี้ให้แก่กองทุนน้ำมัน และอนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระงับราคาเชื้อเพลิงที่กำลังพุ่งสูงขึ้น[66]

เขาสรุปแผนทีหลังว่าจะลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินโดยลดภาษี 2.50 บาท/ลิตรออกไปจากที่เคยใช้ปรับปรุงกองทุนน้ำมันของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม แผนของเขาถูกวิจารณ์ว่าเป็นการบิดเบือนตลาดการค้าและขัดขวางไม่ให้ลดการบริโภคน้ำมัน[67]

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 อภิสิทธิ์สัญญาว่าจะจัดการปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการทำปัญหานี้ให้อยู่ในระเบียบวาระของสังคมของจังหวัดภาคใต้[57]อีกทั้งสัญญาจะใช้นโยบายประชานิยมหลายอย่างรวมถึงนโยบายเรียนฟรี, ตำราเรียน, นมและอาหารเสริมสำหรับโรงเรียนอนุบาล และการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ[68]สนับสนุนรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550

อภิสิทธิ์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญปี 50 อภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์พิจาณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนกับที่เคยพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญปี 40 แต่ปรับปรุงพร้อมกับจุดบกพร่อง

"ถ้าเราขอร้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เราจะปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเราปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันจะเป็นสิ่งที่ชี้นำไปยัง (คมช.) เราเสนอจุดยืนตรงนี้ เพราะว่าเราเป็นห่วง
เกี่ยวกับส่วนได้ส่วนเสียของชาติ และต้องการประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยเร็ว" เขากล่าวอย่างนั้น[69] การรับทราบถึงจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ อภิสิทธิ์ได้เสนอพร้อมกับเชิญชวนพรรคการเมืองอื่นๆ ให้ร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่เขามีอำนาจ[70]เลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2550 ผลปรากฏว่าสมัคร สุนทรเวช จากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค ผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551 อภิสิทธิ์ได้รับคะแนนเสียง 163 เสียง ซึ่งน้อยกว่าสมัครที่ได้ 310 เสียง[71]การดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2548 อภิสิทธิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไทย คนที่ 7 หลังแพ้การเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2548 และมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรี และได้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เพราะคณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

อภิสิทธิ์ได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 หลังแพ้การเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2550 ให้กับสมัคร สุนทรเวช และต่อมาในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 สมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นผลให้สมชาย วงศ์สวัสดิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อมา จวบจนกระทั่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ได้มีการยุบพรรคพลังประชาชน และเป็นเหตุให้สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในประเทศไทย ธันวาคม พ.ศ. 2551 ผลปรากฏว่า อภิสิทธิ์ ได้คะแนนเสียงในสภามากกว่า จึงได้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551โดยต้องพ้นจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก่อน

อภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนานสองปี ก็ได้ประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เขาแพ้การเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 เขาได้รักษาการนายกรัฐมนตรีจนกระทั่งในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554 และได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไทยอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้สมัคร สุนทรเวชพ้นสภาพจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2551 อภิสิทธิ์ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น[72] ในระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) สมาชิกประชาธิปัตย์บางคนกลายเป็นแกนนำของ (พธม.) ซึ่งยึดทำเนียบรัฐบาล, ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะที่มีการปะทะกันระหว่าง พธม. กับตำรวจและกลุ่มต่อต้านอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบ 3 พรรคการเมือง ซึ่งพรรคพลังประชาชนเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นอันต้องยุติลง และศาลยังตัดสินให้สมชาย วงศ์สวัสดิ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ร่วมก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถูกสื่อมวลชนรายงานว่าเขาเป็นผู้ที่สนับสนุนหรือบีบบังคับให้ ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามแปรพักตร์มาอยู่ฝ่ายอภิสิทธิ์[73] ส.ส.เหล่านั้นมาจากพรรคเพื่อไทย (พรรคสืบทอดจากพรรคพลังประชาชน) สมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา (พรรคสืบทอดจากพรรคชาติไทย) นำโดยพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ และพรรคมัชฌิมาธิปไตย และกลุ่ม"เพื่อนเนวิน" อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน ทำให้ให้พรรคประชาธิปัตย์มีเสียงข้างมากในสภา[74] สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงสนับสนุนให้อภิสิทธิ์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[75][76][77] และชนะการโหวตการเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 โดยมีพลตำรวจเอกประชา พรหมนอกเป็นคู่แข่ง[78]

ทางด้านคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหาและแนวร่วม พธม. กล่าวถึงการที่อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า "เป็นชัยชนะของพันธมิตรฯ ที่แท้จริง" และ "รัฐประหารสไตล์อนุพงษ์"[79]โอกาสที่อภิสิทธิ์ได้ขึ้นเป็นนายกครั้งนี้ได้รับความเห็นชนชั้นกลาง[80]

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ดูบทความหลักที่ การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 59 ของไทยสมาชิกของรัฐบาลอภิสิทธิ์มีส่วนเกี่ยวข้องในความพยายามสังหารแกนนำ พธม. สนธิ ลิ้มทองกุล แม้รัฐบาลจะกล่าวโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ[81][82][83]

แม้อภิสิทธิ์จะดำเนินมาตรการตอบโต้ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ว่า มีท่าทีสนองช้าเกินไป[84]
การทุจริตเกิดขึ้นในรัฐบาลภายใต้การนำของอภิสิทธิ์หลายกรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วิฑูรย์ นามบุตร ลาออก หลังจากจัดหาปลากระป๋องเน่าให้กับผู้ประสบอุทกภัย[85] ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วิทยา แก้วภราดัย มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตในการจัดซื้ออุปการณ์ทางการแพทย์เกินราคาในโครงการ ไทยเข้มแข็ง จึงได้ประกาศลาออก[86] อภิสิทธิ์ยังเผชิญกับความตึงเครียดซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากประเทศกัมพูชา ในหลายประเด็น รวมทั้งการแต่งตั้งแกนนำ พธม. กษิต ภิรมย์ อันเป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การปะทะตามแนวชายแดนด้านเขาพระวิหาร และการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลกัมพูชา

คณะรัฐมนตรีคณะที่ 59 ของไทยสิ้นสุดการทำงานลงเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2554 ปรากฏคะแนนออกมาว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง จากนั้นได้รักษาการถึงวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

///////
(ล้อมกรอบ)

25 เมษายน 2549

17.42 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาล
ปกครองสูงสุด มีพระราชดำรัสที่น่าสนใจดังนี้

"... ฉะนั้นขอฝาก ไม่อย่างนั้นยุ่ง เพราะถ้าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่มีทางจะปกครองแบบประชาธิปไตย ของเรามีศาลหลายชนิดมากมาย แล้วมีสภาหลายแบบ และทุกแบบจะต้องเข้ากันปรองดองกันและคิดทางที่จะแก้ไขได้

ที่พูดอย่างนี้ค่อนข้างจะประหลาดหน่อย ที่ขอร้องอย่างนี้ ก็เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาก็บอกว่าต้อง มาตรา 7 มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขอยืนยันว่า มาตรา 7 ไม่ได้หมายถึงให้มอบให้พระมหา
กษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่

มาตรา 7 นั้น พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินได้ ทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำเขาก็จะว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งจริงๆ ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ก็อ้างถึงก่อนนี้ เมื่อรัฐบาลของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นไม่มีทำเกินอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตอนนั้นมีสภา มีประธานสภา รองประธานสภามีอยู่ ทำหน้าที่ แล้วมีนายกฯ ที่สนองพระบรมราชโองการได้ตามรัฐธรรมนูญ..."


"... ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกฯ พระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองประชาธิปไตยกลับไปอ่าน มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเป็นการอ้างที่ผิด อ้างไม่ได้ มาตรา 7 มี
2 บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณีตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้ นายกฯ พระราชทานเป็นต้นจะขอนายกฯ พระราชทานไม่ใช่เรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ แบบมั่ว แบบไม่มีเหตุมีผล สำคัญอยู่ที่ท่านที่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา มีสมองที่แจ่มใส สามารถ

กลับไปคิดวิธีที่จะปฏิบัติ คือ ปกครองต้องมีสภา สภาที่ครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วนก็ว่าไม่ได้ แต่อาจจะต้องหาวิธีที่ตั้งสภาที่ไม่ครบถ้วน แบบตำนานได้ แต่ก็มั่ว ขอโทษอีกทีนะ ใช้คำมั่วไม่ถูก ไม่ทราบใครจะทำมั่ว ปกครองประเทศมั่วไม่ได้ ที่จะคิดแบบว่าทำปัดๆ ไปให้เสร็จ ถ้าทำไม่ได้ก็โยนให้พระมหากษัตริย์ทำ ซึ่งยิ่งร้ายกว่าทำมั่วอีก เพราะพระมหากษัตริย์ไม่มีหน้าที่ที่จะไป ก็เลยต้องมาขอร้องฝ่ายศาลให้คิดและช่วยกันคิด

เดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปหวังในศาล โดยเฉพาะศาลฎีกา ศาลอื่นๆ ก็ยังมองว่าศาลฎีกามีความซื่อสัตย์สุจริต มีเหตุมีผล มีความรู้ เพราะท่านได้เรียนรู้กฎหมายมา พิจารณาเรื่องกฎหมายที่จะต้องศึกษาดีๆ
ประเทศจึงจะรอดพ้นได้ ถ้าไม่ทำตามหลักกฎหมาย หลักการปกครองที่ถูกต้อง ประเทศชาติไปไม่รอด อย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะว่าไม่มีสมาชิกสภาถึง 500 คน ทำงานไม่ได้ก็ต้องพิจารณาดูว่าจะทำยังไงจะพลิกตำนานได้ จะมาขอให้พระมหากษัตริย์ตัดสิน เขาอาจจะว่ารัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์เป็นคนพระปรมาภิไธยจริง ในหลวงลงพระปรมาภิไธย ก็เดือดร้อน

แต่ว่าในมาตรา 7 ไม่ได้บอกว่าพระมหากษัตริย์สั่งได้ ไม่มี ลองไปดูมาตรา 7 เขาเขียนว่าถ้าไม่มีการบัญญัติแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ไม่ได้บอกว่ามีพระมหากษัตริย์สั่งการได้ แล้วก็ขอยืนยันว่าไม่เคยสั่งการอะไรที่ไม่มีกฎเกณฑ์ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติต่างๆ ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง อย่างที่เขาขอให้มีพระราชทาน นายกฯ พระราชทาน ไม่เคยมี มีนายกฯ แต่รับสนองพระบรมราชโองการอย่างถูกต้องทุกครั้ง มีคนที่เขาอาจจะมาบอกว่าพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ทำตามใจชอบ ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบตั้งแต่เป็นมา รัฐธรรมนูญเป็นมาหลายฉบับหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ถ้าทำตามใจชอบ ก็เข้าใจว่าบ้านเมืองล่มจมมานานแล้ว..."
/////////////

(ล้อมกรอบ)

ในปี พ.ศ. 2549 นายอภิสิทธิ์ได้ลงนามร่วมกับนักวิชาการและประชาชนจำนวนหนึ่ง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอนายกรัฐมตรีพระราชทาน โดยอาศัยความตาม มาตรา 7 (ม.7) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.

2540 ต่อมาได้มีพระบรมราชวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้นายอภิสิทธิ์ที่มีชื่อเล่นว่า "มาร์ค" ถูกสื่อมวลชนตั้งฉายาว่า "มาร์ค ม.7" ในกรณีดังกล่าวนายอภิสิทธิ์ได้เคย ให้เหตุผล

ที่ตัดสินใจร่วมถวายฎีกาไว้ว่า เป็นการพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด ให้กับสถานการณ์การเมืองที่ ถึงทางตันและในที่สุดก็เกิดการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา ทางตันอีก

วิธีหนึ่ง ที่โดยหลักการแล้วไม่ได้รับการยอมรับอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย
/////////////////
(ล้อมกรอบ)

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

หมวดที่1 บททั่วไป


 มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้
 มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข
** มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหา กษัตริย์ผู้ ทรง เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้
 มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้ม ครอง
 มาตรา 5 ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน
 มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมายกฎ หรือ ข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัติ นั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
 **มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

'สุเทพ'ยกม.3ตั้งสภาปชช.เลือกนายกฯได้

'สุเทพ'ลั่น'ปู'ยังอยู่ในอำนาจ จึงม็อบต่อล้มระบอบทักษิณให้ได้ ยกรธน.ม.3 ตั้งสภาปชช.คัดเลือกนายกฯและทำหน้าที่สภานิติบัญญัติตรากฎหมาย

             เมื่อเวลา 19.35 น.วันที่ 3 ธ.ค.2556 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส.อ่านแถลงการณ์ที่เวทีศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการปฏิรูปประเทศ โดยการจัดตั้งสภา
ประชาชนและรัฐบาลประชาชน ดำเนินการทั้งหมดโดยใช้เวลารวดเร็ว จากนั้นประเทศจะเดินหน้าต่อตามวิถีทางประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์สมบูรณ์
   
             นายสุเทพ กล่าวว่า วันนี้มวลมหาประชาชนสามารถเข้าควบคุมพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลและทำเนียบรัฐบาลได้ ด้วยพลังบริสุทธิ์ ด้วยมือเปล่า แต่เมื่อเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลก็ได้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นทหาร มวลมหาประชาชนจึงถอนกำลังออก เพราะเคารพเกียรติยศศักดิ์ศรีของทหาร ที่วางตัวได้อย่างถูกต้องในวิกฤติครั้งนี้มาตลอด และแม้ประชาชนจะประสบชัยชนะในการควบคุมพื้นที่สำคัญ ประชาชนสามารถฉลองชัยชนะได้ระดับหนึ่ง แต่พี่น้องยังต้องร่วมแรงสามัคคีกัน ต่อสู้ต่อไปจนกว่าระบอบทักษิณจะหมดไปจากประเทศไทย ในส่วนของข้าราชการก็ต้องพร้อมใจกันหยุดงานต่อ อย่ายอมเป็นเครื่องมือระบอบทักษิณ ต้องหยุดรับคำสั่งจากรัฐบาล พร้อมกันนี้ขอให้ทุกเครือข่าย ทุกจังหวัด รวมตัวกันจัดตั้งเป็น กปปส.ของแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นเครือข่ายต่อสู้ระบอบทักษิณให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย
   
             "เมื่อระบอบทักษิณหมดอำนาจ อำนาจจะคืนกลับสู่พี่น้องประชาชน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ประชาชนทุกสาขาอาชีพจะได้ร่วมกันเลือกตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ ประกอบกันเป็นสภาประชาชน และสภาประชาชนจะเป็นสภาที่กำหนดนโยบาย ทำหน้าที่สภานิติบัญญัติ ดูแลแก้ไขการตรากฎหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ ตรากฎหมายต้านทุจริต ตรากฎหมายให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นต้น สภาประชาชนจะเป็นผู้คัดเลือกคนดี ที่ไม่ใช่คนของพรรคการเมืองใดเป็นนายกฯ และประกอบเป็น ครม.ชั่วคราว ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จากนั้นรัฐบาลของประชาชนจะเร่งรัดปฏิบัติงาน ปฏิรูปประเทศตามแนวนโยบายสภา อาทิ การกระจายอำนาจการปกครองในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด การปฏิรูปโครงสร้างตำรวจให้เป็นตำรวจของประชาชน เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะดำเนินการให้มีเลือกตั้งทั่วไป ให้ประเทศเดินหน้าต่อตามวิถีทางประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์ หลังจากนั้นทั้งรัฐบาลและสภาประชาชนจะกลับบ้าน ทำหน้าที่เป็นประชาชนเจ้าของประเทศตามปกติต่อไป เพราะถือว่าได้จบภาระหน้าที่ของประชาชนแล้ว"
   
             นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในนามมวลมหาประชาชน คณะกรรมการ กปปส.จะจัดงานเพื่อแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เวทีราชดำเนิน กระทรวงการคลัง และที่ศูนย์ราชการ ให้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ประชาชนชาวไทยจะมาร่วมงานเป็นล้านๆ คน เพื่อถวายความจงรักภักดี
/////////////////////////

สุเทพ เทือกสุบรรณอ้างมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญใช้ยึดอำนาจรัฐไม่ได้
Sun, 2013-12-01 20:23

สมเกียรติ อ่อนวิมล
1 ธันวาคม 2556

เมื่อเวลา 16:30 น. วันนี้ (1 ธันวาคม 2556) คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ประกาศยึดอำนาจรัฐ ควบคุมอาคารสถานที่ราชการและสถานีโทรทัศน์ของรัฐและเอกชน รวมทั้งศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ แล้วประกาศบังคับให้ทุกส่วนราชการหยุดงาน

โดยถือว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรสิ้นความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปแล้ว โดยอ้างว่ารัฐบาลและพรรคการเมืองของรัฐบาล คือพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจึงสิ้นความเป็นรัฐบาลเพราะไม่ยึดหลักนิติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓

มาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญจึงถูกคุณสุเทพใช้เป็นข้ออ้างว่าตนเองกับคณะกรรมการประชาชนฯที่เรียกว่า กปปส. มีความชอบธรรมในการเข้าควบคุมยึดอำนาจรัฐ และรัฐบาลปัจจุบันหมดความชอบธรรมตามมาตรา ๓ นี้ด้วย

มาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญฯ มีสองวรรค (สองย่อหน้า) บัญญัติไว้ดังนี้:

มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

อธิบายได้ดังนี้:

วรรคหนึ่ง :

ที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยนั้นถูกต้อง แต่พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจนั้น ผ่านคณะรัฐมนตรี ดังนั้นมวลชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจึงไม่มีอำนาจตั้งคณะรัฐมนตรีเอาเองตามใจชอบได้ และพระมหากษัตริย์ก็มิได้ทรงมีอำนาจจะทำอะไรตามพระทัยชอบได้ ต้องทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ คือจัดให้ต้องเลือกตั้ง ต้องมีรัฐสภา ต้องเลือกรัฐบาลตามขั้นตอนปรกติตามกฎหมายเลือกตั้ง รัฐบาลของคุณสุเทพ - หากจะตั้งเมื่อไรมีใครบ้างก็แล้วแต่ - จะตั้งโดยการยึดอำนาจ ตั้งสภาประชาชนเอาตามใจชอบไม่ได้ คุณสุเทพ และพวก กปปส. จึงต้องตั้งพรรคการเมืองแล้วลงสมัครรับเลือกตั้งในวาระหน้า คืออีกประมาณสองปีข้างหน้า หรือหากมีการยุบสภาก็เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งได้เลย ไม่มีทางลัดทางอื่นเลย เพราะคุณสุเทพยังเคารพรัฐธรรมนูญอยู่ และรัฐบาลก็ยังอยู่

วรรคสอง :

เฉพาะเรื่องรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม ที่คุณสุเทพว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้ยึดหลักนิติธรรม นั้นถูกต้อง เพราะรัฐบาลและพรรคการเมืองของรัฐบาลรวมทั้งรัฐมนตรีที่ร่วมแถลงด้วยก็แถลงแล้วว่าไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประเทศไทยวันนี้จึงมีรัฐบาลที่ไม่ยึดหลักนิติธรรม เมื่อไม่ยึดหลักนิติธรรมก็ตีความได้ว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์นั้นสิ้นความชอบธรรม สิ้นสภาพการเป็นรัฐบาลได้ ตามวรรคสอง แต่ผู้ที่จะตีความดังว่าได้นั้นคือผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน นั่นก็คือ “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข” หรือจะให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะดีกว่า จะได้ไม่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ดังนั้นคุณสุเทพและ กปปส. จึงไม่มีสิทธิที่จะคิดเอาเองว่ารัฐบาลพ้นอำนาจแล้วและพวกตนเองกับมวลมหาประชาชนมีสิทธิ์ที่จะยึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลเองตามการตีความของตนเองตามใจชอบ
เพราะไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง

นี่เป็นการอธิบายของผมเอง ซึ่งไม่ยากนักสำหรับประชาชนไทยทุกคนจะเข้าใจเช่นเดียวกันกับผม เพราะมาตรา ๓ นี้อ่านง่ายมาก

ดังนั้นกิจกรรมทางการเมืองของคุณสุเทพ และ กปปส. กับ “มวลมหาประชาชน” จึงไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ที่จะยึดอำนาจและควบคุมกำกับปิดกั้นการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ และไม่มีอำนาจใดๆที่จะเข้าไปข่มขู่บังคับสั่งงานสื่อมวลชนให้เข้าข้างตน

คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และ กปปส. ไม่มีทางเดินไปไหนเลยในซอยที่เดินมาสุดทางแล้ว นอกจากจะฉีกรัฐธรรมนูญแล้วยึดอำนาจใหม่ ออกประกาศ กปปส.ฉบับที่หนึ่งใหม่อีกครั้งหนึ่ง!

ทางที่ดีที่สุด เป็นสามัญสำนึกในการเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองมากที่สุด ก็คือให้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ลาออกเพื่อเป็นแสดงความรับผิดฐานที่ประกาศไม่เคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นความผิดที่น่าอับอายและวิกฤติที่สุดของการเป็นรัฐบาลที่ควรจะเคารพรัฐธรรมนูญแต่กลับไม่เคารพ ความผิดนี้ชัดแจ้ง ไม่บังควรที่จะให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงมาใช้พระราชอำนาจยืนยันความผิดของรัฐบาลนาวสาวยิ่งลักษณ์ แม้จะทรงทำได้ก็ตาม แต่เรามิควรที่จะปล่อยให้พระองค์ต้องมาทรงลำบากพระทัย

เรื่องนี้เป็นสามัญสำนึกแท้ๆที่นางสาวยิ่งลักษณ์จำต้องมี หากไม่มีก็จะเป็นเรื่องที่น่าอับอายในความไม่ประสาทางวัฒนธรรมประชาธิปไตย  แม้ประชาชนธรรมดาหรือนักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ก็ย่อมมีสามัญสำนึกเช่นนี้

คุณยิ่งลักษณ์ต้องรู้ว่า ณ ชั่วโมงนี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องลาออกทั้งคณะ ทั้งๆที่ตามประเพณีปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญถึงเวลามาตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยแล้ว รัฐบาลต้องลาออกและยุบสภาผู้แทนราษฎร แล้วกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยพลัน

เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาแล้ว กำนันสุเทพ และ กปปส. รวมทั้ง “มวลมหาประชาชนชาวไทย” ก็จะได้มีทางออกที่งดงาม พอไม่เสียหน้า กลับไปเริ่มกระบวนการตั้งพรรรคการเมืองของกลุ่มตน เสนอนโยบายที่เคยประกาศกันเองบนเวทีราชดำเนินตามสะดวก แล้วรณรงค์หาเสียงเอาชนะใจมวลมหาประชาชนให้ได้คะแนนเสียง ให้มากๆนับ ๑๐-๒๐ ล้าน เพราะเพียง ๑ ล้านเสียงที่ราชดำเนินไม่พอ แพ้ระบอบทักษิณแน่

ถ้าประชาชนเข้าใจความเลวร้ายของระบอบทักษิณ ก็ไม่มีทางจะเลือกพรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจตั้งรัฐบาลได้ แล้วจะหันไปเลือกพรรค กปปส. ดังนั้นแล้ว กปปส. ก็จะได้เป็นรัฐบาล จัดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้ตามอุดมการณ์

ถ้าพรรค กปปส. ยกเลิกนโยบายข่มขู่สื่อ และไม่ทำอะไรตามใจตัวเองจนไม่ฟังคำทักท้วงของมวลมหาประชาชน ผมก็จะเลือกด้วยหนึ่งคะแนนแน่นอน

หากประชาชนยังชอบที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยให้ได้เสียงข้างมากมาจัดตั้งรัฐบาลระบอบทักษิณ ก็ต้องยอมรับเสียงของประชาชน อยู่ร่วมกันไปแบบไม่ชอบหน้ากันอย่างสันติ ก็น่าจะพออยู่กันได้

หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลจากระบอบยิ่งลักษณ์-ทักษิณอีก ก็จัดการชุมนุมมวลมหาประชาชนอีกรอบก็ได้ แล้วเราก็สู้กันต่อไปเรื่อยผ่านระบบเลือกตั้ง จนกว่าประชาชนจะเข้าใจอะไรดีอะไรไม่ดี

การล้มระบอบทักษิณขึ้นอยู่กับประชาชนจะลงคะแนนตอนเลือกตั้ง
จะล้มระบอบทักษิณโดยการยึดสถานที่ราชการไม่ได้
ต้องยึดหัวใจของประชาชนที่ต้องการล้มระบอบทักษิณให้ได้
จะได้กำจัดระบอบทักษิณไปได้ยั่งยืน


หมายเหตุ  กปปส = คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

นายกพระราชทาน กับมาตรา7

นายก พระราชทาน เท่าที่เห็นมา มีอยู่กรณีเดียว คือ ท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ครับ เกิดจากเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม 2516 ครับ

สาเหตุเนื่องมาจากเกิดความขัดแย้งในสังคม จนถึงขั้นนองเลือด และประชาชนแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย คือ ซ้าย และขวาเมื่อมีการนองเลือดเกิดขึ้น จอมพลถนอม ฯ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงหมดความชอบธรรม ในการบริหารประเทศ เพราะหากยังเป็นนายก ต่อไป อาจจะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติ จนนำไปสู่หายนะขึ้นได้ จึงได้มีการ ขอให้ จอมพลถนอมฯ เดินทางออกนอกประเทศไป

และพระมหากษัตริย์ จึงได้มีการพระราชทานนายสัญญาฯ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนนตรี เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของแผ่นดิน ครับ โดยปกติ ไม่มีหรอกครับ แต่กรณีดังกล่าว เป็น เหตุการณ์วิปโยค ซึ่งมีความจำเป็นต้องมีนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาบริหารบ้านเมือง ขั้นตอนและการแต่งตั้งนายก ก็เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญในขณะนั้น ให้อำนาจ พระมหากษัตริย์ ในการทรงไว้ในพระราชอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี มาเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร

วันที่ 16 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์นองเลือดยุติลง พร้อมกับประชาชน 73 คน ที่ต้องพลีชีพ และอีก 857 คนบาดเจ็บ ที่ทำการคณะกรรมการ ติดตามและ ประเมินผลการปฏิบัติราชการ(ก.ต.ป.) กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล ที่ผ่านฟ้า และสถานีตำรวจนครบาล นางเลิ้งถูกเผาทำลาย จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับจอมพลประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตร ีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร รองเลขาธิการ ก.ต.ป. เดินทางออกนอกประเทศ บทบาทของ ประชาชนในวันที่ 14 ตุลาคม ถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ ว่าเป็นครั้งแรก ที่คนไทยแสดง พลังซึ่งมีผล ต่อการเปลี่ยนแปลง ทิศทางทางการเมือง และสังคม

ไม่กี่วันหลังจากนั้นนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับพระบรมราชโองการ แต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลนายสัญญาออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชน ที่มีส่วนร่วมในวันที่ 14 ตุลาคม แต่งตั้งสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสภาสนามม้า ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ และประกาศใช้ ในปลายปี 2517
////////
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้สงบลงโดยเร็วพลัน ยุคสมัยที่อาจารย์สัญญาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นยุคประชาธิปไตยแบ่งบาน รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นเป็นรัฐบาลพลเรือนเพื่อแบกรับภาระหนักในการประสานสามัคคี และดำเนินการวางโครงสร้างระบอบการปกครองประชาธิปไตย กิจการบางอย่างsรือปัญหาบางประการมิอาจดำเนินการแก้ไขได้โดยเร็ว หรือจัดการอย่างเด็ดขาดลงไปได้ ด้วยเหตุนี้นอกจากได้ฉายาว่า นายกฯพระราชทานแล้ว ยังมีสัมญา นายกฯมะเขือเผาด้วย

 อำนาจทางการเมืองขณะนั้น ขั้วอำนาจในกองทัพเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันเมื่อสิ้นจอมพลถนอม, จอมพลประภาส และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ผู้ปกครองอำนาจใหม่อย่าง พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ระมัดระวังตนในการก้าวเข้ามาสู่วงการเมือง จึงดำรงตำแหน่งเพียงผู้บัญชาการทหารบกและผู้อำนวยการกองกำลังรักษาพระนคร

งานจัดขึ้นทางการเมืองได้ตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้น เพื่อเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติ จากผลการเลือกจำนาวรวม 299 คน มีพลเรือน 274 คน และทหาร 25 คน ตรงกันข้ามกับสภานิติบัญญัติสมัยจอมพลถนอม ปี 2515 เป็นสภาข้าราชการ โดยเฉพาะทหาร สภาพการณ์ทางการเมืองขณะนั้นในทางสากลมีผลต่อเอเชียอาคเนย์ที่สะท้อนกลับประเทศไทย เนื่องจากความพ่ายแพ้สงครามเวียดนามของอเมริกาปรากฏชัดเจนขึ้น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเปลี่ยนจุดยุทธศาสตร์จากขั้นรับมาเป็นขั้นยัน กอ.รมน.ถูกโจมตีเปิดโปงว่าเข่นฆ่าประชาชน ปราบปรามชาวบ้านดังกรณีถีบลงเขา เผาลงถัง(ยางมะตอย) ที่พัทลุง การเข่นฆ่าที่บ้านทราย นาหินกองในภาคอีสาน

หลังจากถูกกดขี่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพมายาวนาน การตื่นตัวของการต่อสู่ชุมนุม, เรียกร้องเดินขบวนประท้วงจึงมีอัตราความถี่ ความรุนแรงในเมืองที่รัฐบาลใช้กำลังปราบปราม คือกรณีจลาจลพลับพลาไชย ทางด้านนิติบัญญัติเมื่อมีสภานิติบัญญัติ ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่นั้น สาระสำคัญของตัวบทบางมาตรา เช่น อายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อไม่เป็นที่พึ่งพอใจก็จะมีการคัดค้านด้วยชุมนุมประท้วง การเติบโตของพลังประชาชนด้านต่างๆระยะนี้ ขณะศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานมีความเติบใหญ่ ส่วนงานด้านความมั่นคงก็ได้จัดตั้งกลุ่มพลังของตนลักษณะต่างๆ ไว้ต่อต้าน, คุกคาม ดังเรียกว่า “ม็อบกินม็อบ” บางครั้งอาจารย์สัญญา ต้องหารือกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในฐานะประธานสภา ก็ถูกฝ่ายบ้านซอยสวนพลูแหวใส่ ไม่ต้องมาไม่ต้อนรับ ถ้ามาจะยุให้หมากัด

สัญญา 1 เริ่มจากวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 27 พฤษภาคม 2517 เหตุผลในการพ้นวาระคือ “สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้ข้าพเจ้าและรัฐบาลชุดนี้คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ” จึงลาออก

สัญญา 2 เริ่มเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2517 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2518 ซึ่งสิ้นสุดวาระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 และมีการเลือกตั้งต่อมาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2518 และจะไม่มีสัญญา 3 เพราะท่านอาจารย์สัญญาได้สนทนากับผู้เรียบเรียงในโอกาสสัมภาษณ์เรื่องท่านพุทธทาสภิขุ เมื่อกลางปี 2531 ณ ห้องประธานองคมนตรีในพระบรมมหาราชวัง ท่านขอตัวว่าในฐานะประธานองคมนตรีจะไม่กล่าวถึงเรื่องการเมือง แต่ที่จะเกี่ยวกับตัวท่านว่าหากจะมีผู้เสนอให้เป็นนายกรัฐฯอีกจะรับหรือไม่ (วันที่กราบเรียนถามเรื่องนี้เป็นวันเดียวกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภา ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขให้สิ้นสุดรัฐบาลเปรม 6)

ท่านอาจารย์สัญญา ธรมมศักดิ์ ท่านหัวเราะพร้อมประนมมือว่า “เจ้าประคู้ณ ไม่เป็นอีกแล้ว” การเป็นนายกฯสำหรับผมนั้นถือว่ามีกรรม

ที่มา: มติชน (ฉบับพิเศษ) ขึ้นรอบปีที่ 12 “ตำนานรัฐบาลไทย”
บันทึกแห่งยุคสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง 57 ปี 47 รัฐบาล 17 นายกรัฐมนตรี

ท่านเป็นที่รักของในหลวงจนได้รับฉายา นายกรัฐมนตรีพระราชทาน นายสัญญา ธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดียิ่ง ระมัดระวัง ในเรื่องอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่แล้วในปี พ.ศ. 2538 ท่านได้ลมป่วยลง และเข้ารับ การรักษาที่โรงพยาบาล ตลอดระยะเวลาที่อยู่โรงพยาบาลได้รับการดูแลเป็นอย่างดียิ่งจากนายแพทย์ ปรีดา พัวประดิษฐ นายแพทย์ยุทธพงษ์ หาญวงศ์ แพทย์หญิงวโรชา มหาชัย และนายแพทย์ชาญ เกียรติบุญศรี เมื่ออาการดีขึ้นแล้วได้กลับมา พักรักษาตัวที่บ้านอยู่อีกเป็นเวลา 6 ปี วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2545 ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทย์ ได้รักษาจน อาการดีขึ้น แต่แล้วกลางดึกของคืนวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2545 การเต้นของหัวใจเริ่มผิดปกติและหลังจากคณะแพทย์ได้พยายามรักษา ตามเหตุและผลถึงที่สุดแล้วอาการไม่ดีขึ้น

นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2545 เวลา 06.46 น. ท่ามกลางลูกหลานและกัลยาณมิตร สิริอายุได้ 94 ปี 8 เดือน 5 วัน
//////////////////

มาตรา 7 กับ นายกพระราชทาน 

โดย คุณศิระณัฐ วิทยาธรรมธัช

คุณ ศิระณัฐ วิทยาธรรมธัช นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2 เมษายน 2549 23:21 น.
 

หลายท่านคงทราบกันดีถึงกระแสการเมืองในประเทศของเรา ณ ขณะนี้ซึ่งมีทั้งกลุ่มสนับสนุนนายกรัฐมนตรีและกลุ่มต่อต้านนายกรัฐมนตรี ข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีก็มีหลากหลายนับตั้งแต่ให้ลาออก ให้เว้นวรรคทางการเมือง แต่ข้อเสนอล่าสุดและน่าจะเป็นข้อเสนอสุดท้ายแล้วคือ การขอพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทานและคณะรัฐมนตรีพระราชทาน(จากนี้ไปจะขอเรียกโดยย่อว่านายกพระราชทาน)เป็นการชั่วคราวเพื่อแก้ไขวิกฤตทางการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มที่เรียกร้องดังกล่าวได้อ้างมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่พระมหากษัตริย์ในการพระราชทานนายกรัฐมนตรี
       แต่ก่อนที่จะได้พิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวมีความเป็นไปได้หรือไม่ควรจะได้แยกการคิดเป็นประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้
     
       มาตรา 7 มีความหมายว่าอย่างไร

       มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

       บทบัญญัติในลักษณะนี้มิได้เพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่เคยมีความลักษณะดังกล่าวปรากฏเป็นครั้งแรกในธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ซึ่งรู้กันดีว่า เป็นฉบับเผด็จการ เพียงแต่ยังไม่มีคำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ต่อท้าย สาเหตุที่ต้องมีบทบัญญัติดังกล่าวน่าจะเป็นเพราะว่าธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีเพียงไม่กี่มาตราจึงจำเป็นต้องมีบทที่ให้อำนาจในการวินิจฉัยหากไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญบังคับถึงกรณีนั้นๆ ข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจคือ บทบัญญัติในนี้ยังไปปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆซึ่งเขียนโดยคณะปฏิวัติรัฐประหารเรื่อยมาจนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ซึ่งยังมีบทบัญญัตินี้อยู่โดยเพิมวลี “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ต่อท้ายไปด้วย ขณะที่รัฐธรรมนูญที่บัญญัติขึ้นจากการมีส่วนร่วมของผู้คนในสังคมคือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 กลับไม่มีบทบัญญัตินี้

       ฉะนั้นแล้วเหตุใดจึงมีบทบัญญัติดังกล่าวในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้ชื่อว่าเป็นฉบับประชาชน

       ที่มาน่าจะเกิดมาจากการนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 มาใช้เป็นต้นแบบแก่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถึงกระนั้นก็ตามการที่จะบอกว่าบทมาตรา 7 ในปัจจุบันมีความเหมาะสมเป็นประชาธิปไตยหรือไม่คงมิได้พิจารณาเพียงตามถ้อยคำเท่านั้นแต่ยังต้องดูถึงแนวทางในการใช้บังคับอีกด้วย มาตรา 7 ในบริบทของปัจจุบันจึงไม่ควรถูกตีค่าว่าเป็นมาตราจากรัฐธรรมนูญเผด็จการและการใช้บทบัญญัติมาตรา 7 ก็ต้องระวังไม่ให้เป็นการใช้อำนาจอันไม่เหมาะสมโดยอ้างมาตรานี้เสมือนจะบอกว่าการกระทำอันไม่เหมาะสมดังกล่าวเป็นลักษณะของประชาธิปไตยแบบไทยๆซึ่งความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

       จากส่วนประกอบของมาตรา 7 มีคำถามที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

       1.เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด คำว่ากรณีใดในที่นี้แปลว่าอะไร
       2.องค์กรใดที่จะเป็นผู้วินิจฉัยกรณีตามมาตรา 7
       3.ประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืออะไร

       ในการดำเนินกิจการของรัฐนอกจากจะต้องอาศัยรัฐธรรมนูญและกฎหมายระดับสูงอื่นๆอันเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อย่างอื่นซึ่งไม่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากฎหมายที่ได้กล่าวเลยซึ่งจะต้องนำมาใช้บังคับนั่นคือจารีตประเพณีในการปกครองประเทศซึ่งเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Convention จารีตประเพณีในการปกครองประเทศมีอยู่หลายอย่างแตกต่างหลากหลายกันไปตามแต่ละประเทศ ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือในเมื่อรัฐทราบถึงความมีอยู่ของจารีตประเพณีเหล่านี้แล้วเหตุใดจึงไม่บัญญัติจารีตดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญเสียเลย

คำตอบก็เป็นเพราะรัฐต้องการให้จารีตประเพณีมีการยืดหยุ่นในการใช้บังคับเพราะในบางกรณีการกระทำตามจารีตประเพณีอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐได้ รัฐธรรมนูญในประเทศต่างๆจึงมัก

ไม่มีการบัญญัติจารีตประเพณีนั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ความยืดหยุ่นที่เกิดขึ้นจะเปิดโอกาสให้สังคมได้ถกเถียงและยุติเป็นจารีตซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปนั่นเองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแก้ไข

รัฐธรรมนูญ เช่น ในประเทศไทยมีจารีตอยู่ประการหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงใช้อำนาจยับยั้งร่างกฎหมายแม้อาจกระทำได้ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติคือการไม่พระราชทานร่างกฎหมายคืนภาย

ใน 90 วัน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่กี่ปีก่อนได้มีการพระราชทานร่างพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งคืนโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยเนื่องมาจากความบกพร่องในเนื้อหาซึ่งขัดแย้งกันเองทำให้ไม่อาจลง

พระปรมาภิไธย เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้รัฐสภาจึงตัดสินใจเพิกถอนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้น จึงถือได้ว่าเกิดจารีตประเพณีใหม่ซ้อนไปกับจารีตประเพณีเดิมคือ

พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงใช้อำนาจยับยั้งร่างกฎหมายแต่เมื่อใดที่พระองค์ใช้อำนาจนี้รัฐสภาก็ต้องเพิกถอนร่างกฎหมายดังกล่าวให้ตกไป
       การละเมิดจารีตประเพณีในการปกครองประเทศนั้นจะเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญได้ให้ความยืดหยุ่นในการใช้จารีตประเพณีแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องหากจะละเมิดจารีตประเพณีก็ต้องมีคำอธิบายต่อสังคม

ได้ถึงเหตุในการละเมิดจารีตนั้นหากเหตุผลที่ยกมาไม่อาจฟังได้เพียงพอผู้ละเมิดย่อมได้รับการลงโทษทางสังคม (social sanction)
       แม้ไม่ชัดเจนเท่าผลบังคับทางกฎหมาย (legal sanction) แต่อาจมีความรุนแรงกว่าก็เป็นได้
       จุดประสงค์ของมาตรา 7 ประการหนึ่งจึงเป็นเพื่อสร้างฐานกฎหมายมารองรับจารีตประเพณีการปกครองที่มีอยู่แล้วรวมถึงที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต จุดประสงค์นี้ความจริงแล้วไม่มีบทบัญญัติมาตรา 7 ก็สามารถนำจารีตมาใช้บังคับได้อยู่แล้วเพราะจารีตย่อมเกิดขึ้นจากการยอมรับของทุกส่วนในสังคมว่ามีผลบังคับเสมือนกฎหมาย มาตรา 7 จึงเป็นเพียงการรับรองซ้ำเท่านั้น

       จุดประสงค์อีกประการหนึ่งของมาตรา 7 คือ การอุดช่องว่างของกฎหมายซึ่งเป็นจุดประสงค์ดั้งเดิมที่เป็นเหตุในการบัญญัติไว้เพราะแม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะมีมากถึง 336 มาตรา แต่การที่มีถึง 336 มาตราก็ทำให้เกิดความซับซ้อนอันอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่มีการกล่าวถึงได้ อีกสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะรัฐธรรมนูญย่อมมุ่งหมายที่จะใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐไปตราบชั่วนิรันดร์ เมื่อเวลาผ่านไปความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอาจทำให้เกิดปัญหาใหม่ๆที่รัฐธรรมนูญไม่อาจคิดไปได้ถึงแต่ในเมื่อมีกรณีเกิดขึ้นแล้วก็จำเป็นต้องมีการจัดการ เมื่อยังไม่มีกฎหมายบัญญัติถึง มาตรา 7 จึงให้อำนาจผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะสั่งไปตามเห็นสมควรโดยสอดคล้องกับประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

       คำว่ากรณีตามมาตรา 7 จึงน่าจะหมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญ เช่น การเลือกตั้ง การประชุมสภา การออกกฎหมาย เป็นต้น หากเกิดปัญหากับกลไกตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้และไม่มีบทบัญญัติกล่าวถึงทางแก้ปัญหาหรือวิธีการแก้ปัญหาไว้ย่อมนับเป็นกรณีที่จะนำมาตรา 7 มาใช้บังคับ

       ดังได้กล่าวไปแล้วว่ากรณีหมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญเพราะฉะนั้นผู้ที่จะมีอำนาจวินิจฉัยสั่งการไปตามประเพณีการปกครองจึงต้องเป็นผู้มีอำนาจตามกลไกที่เป็นปัญหา เช่นในกรณีที่ได้เกิดขึ้นแล้วคือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอยู่เขตการเลือกตั้งหนึ่งมีผู้สมัครเพียงคนเดียวแต่เมื่อภายหลังเวลารับสมัครผู้สมัครรายนั้นถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิในการสมัครเลือกตั้งเพราะไม่ได้ไปเลือกตั้งในครั้งก่อน จึงเกิดปัญหาว่าเขตเลือกตั้งดังกล่าวไม่มีผู้สมัครเลยแม้แต่คนเดียวซึ่งจะทำให้ไม่ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบตามกำหนด คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยซึ่งศาลได้วินิจฉัยออกมาว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาสั่งตามสมควร

      ในส่วนประกอบที่สามมีคำถามสำคัญว่า อะไรคือประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คำตอบก็คือการวินิจฉัยกรณีปัญหาโดยยึดหลักประชาธิปไตยและหลักเกณฑ์อื่นๆอันได้แก่ จารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติมาและหลักกฎหมายมหาชน
     
 จะเห็นว่าการใช้มาตรา 7 นั้นอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ซึ่งมิใช่กฎหมายลายลักษณ์อักษรการวินิจฉัยโดยอ้างมาตรา 7 จึงต้องประกอบด้วยเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอเพื่อให้เกิดความชอบธรรมทำให้ปัญหายุติลงได้อย่างแท้จริง ดังเช่นกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้กล่าวถึงไปแล้วได้มีคำสั่งให้เปิดรับสมัครเลือกตั้งใหม่แม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงกรณีนี้ไว้ แต่คณะกรรมการออกคำสั่งนี้โดยถือหลักว่าประชาธิปไตยต้องมีตัวแทนของปวงชนผ่านกระบวนการเลือกตั้งเมื่อเกิดข้อบกพร่องทำให้เขตเลือกตั้งไม่มีผู้สมัครให้ประชาชนเลือกย่อมชอบที่จะเปิดโอกาสให้มีการสมัครอีกครั้งเพื่อให้การเลือกตั้งได้เกิดขึ้น เหตุผลเหล่านี้ทำให้คำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับการยอมรับและปฏิบัติตามในที่สุด
     
       นายกพระราชทานคืออะไร

       นายกพระราชทานไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายฉบับใดๆแต่เป็นคำใช้เรียกนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากพระมหากษัตริย์ซึ่งมีอยู่คนเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ มูลเหตุของนายกพระราชทานเกิดมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อนักศึกษา ประชาชนจำนวนมหาศาลเดินขบวนขับไล่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เกิดการปะทะกัน

ระหว่างทหารกับประชาชนเป็นวงกว้างกลางกรุงเทพมหานคร ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกดดันให้จอมพลถนอมต้องลาออกจากทุกตำแหน่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเมื่อไม่มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ผู้ใดจะเป็นผู้ใช้บังคับกฎหมาย ภาวะไร้รัฐนั้นจะปล่อยให้มีอยู่ไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและขณะนั้นกลไกของรัฐที่จะให้มีนายกรัฐมนตรีก็ใช้การไม่ได้เพราะประเทศไม่มีสภาหากจะจัดให้มีการเลือกตั้งก็จะใช้เวลานานเกินกว่าจะป้องปัดความเสียหายจากวิกฤตนี้ได้ ด้วยพฤติการณ์และเงื่อนไขเช่นนั้นทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตัดสินพระทัยแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีกลางโทรทัศน์โดยที่ตัวนายสัญญาเองก็มิเคยรับทราบมาก่อน ซึ่งรัฐบาลนายสัญญานั้นมีหน้าที่จัดการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในประเทศหลังวิกฤตกาล จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจัดให้มีการเลือกตั้ง เมื่อการเลือกตั้งได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วนายสัญญาก็ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกเลย

       ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับนายกพระราชทานคือแม้จะเกิดวิกฤตความรุนแรงทางการเมืองขึ้นอีกสองครั้งในปี 2519 และ 2535 ก็ไม่มีการออกคำสั่งแต่งตั้งเช่นนั้นอีกเหตุน่าจะเป็นเพราะในปี 2519 นั้นได้มีการทูลเกล้าถวายชื่อนายกรัฐมนตรีไปแล้วโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ส่วนในปี 2535 นั้นยังมีกลไกรัฐสภาเพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรีอยู่จึงทรงรอไว้ให้รัฐสภาเป็นผู้คัดบุคคล ขึ้นทูลเกล้าเอง
     
       นายกรัฐมนตรีพระราชทานในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 7 หรือไม่

       จะเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 7 หรือไม่ต้องพิจารณาเสียก่อนว่านายกรัฐมนตรีพระราชทานถือเป็นจารีตประเพณีในการปกครองประเทศ (convention) หรือไม่ การจะเป็นจารีตได้นั้นต้องมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอรวมถึงการมองว่าการกระทำดังกล่าวมีสภาพบังคับเป็นกฎหมายอีกด้วย แต่จะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีพระราชทานเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นไม่น่าจะเพียงพอในการตีค่าเป็นจารีตประเพณีได้รวมถึงการแต่งตั้งนายกพระราชทานนั้นเป็นคำสั่งที่ออกมาตามความเหมาะสมแห่งกรณีเท่านั้นมิได้เกิดจากการมองว่ามีเงื่อนไขบังคับให้ต้องออกคำสั่ง จึงไม่อาจตีความได้ว่า นายกพระราชทานเป็นจารีตประเพณีในการปกครองประเทศ

       อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือนายกพระราชทานจะถือเป็นการอุดช่องว่างของรัฐธรรมนูญหรือไม่ซึ่งหลักการพิจารณาก็ได้ให้ไว้เป็นสามประการข้างต้นคือ

       1.ถือเป็นกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญบังคับไว้หรือไม่

       นายกพระราชทานความจริงแล้วก็คือที่มาและการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีนั่นเองซึ่งจะเห็นว่าย่อมเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว การเชื่อมโยงนายกพระราชทานกับมาตรา 7 จึงไม่น่าถูกต้องเพราะในเมื่อมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วจะนำสิ่งซึ่งไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญมาบังคับได้อย่างไร

       หลายฝ่ายพยายามยกเหตุผลว่ากลไกในการถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งไม่อาจนำมาใช้ได้จึงถือเป็นกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดก็เห็นจะเป็นการแสดงเหตุผลที่แปลกประหลาด และฟังดูไม่เคารพกฎหมายเพราะหากใช้กลไกถอดถอนแล้วไม่สำเร็จย่อมแสดงในเบื้องต้นว่านายกไม่มีความผิดแม้ความจริงอาจมิใช่เช่นนั้นก็ตาม การตั้งประเด็นเรื่องนายกพระราชทานจึงเป็นการด่วนสรุปในเบื้องต้นทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆชัดเจน กลไกในการถอดถอนนายกรัฐมนตรีมีอยู่ตามรัฐธรรมนูญแล้วและแม้จะไม่อาจถอดถอนได้สำเร็จก็ยังมีหนทางอื่นๆในการกดดันให้นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เช่น การชุมนุมประท้วงภายใต้กรอบของกฎหมายซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญยอมรับ

       2.องค์กรใดเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยกรณีดังกล่าว

       เมื่อไม่เข้าตามเงื่อนไขข้อแรกแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคิดในข้อนี้อีก แต่หากจะให้พิจารณาเทียบเคียงแล้วองค์กรที่มีอำนาจพิจารณาสั่งก็คือ พระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้มีลักษณะพิเศษกว่าองค์กรอื่นคือ
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นกลางทางการเมือง การเรียกร้องของหลายฝ่ายให้มีนายกพระราชทานจึงเป็นผลเสียยิ่งกว่าผลดีเพราะหากพระองค์มีคำสั่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ย่อมเป็นการกระทำที่ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางการเมือง หากต้องการให้มีนายกพระราชทานจริงๆแล้วก็ควรที่จะให้พระองค์เป็นฝ่ายพิจารณาวินิจฉัยด้วยพระองค์เอง การกระทำของฝ่ายเรียกร้องจริงๆแล้วจึงหาใช่นายกพระราชทานไม่แต่เป็นนายกขอพระราชทาน

       3.นายกพระราชทานถือเป็นประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

       ข้อนี้พิจารณาอย่างไรก็ไม่อาจจะถือว่าเป็นประเพณีประเพณีการปกครองได้เพราะขัดต่อหลักการสำคัญหลายอย่างตั้งแต่หลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และหลักสถานะของพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองซึ่งเป็นกลาง อยู่เหนือและไม่ต้องรับผิดทางการเมืองเพราะการแต่งตั้งนายกพระราชทานย่อมแสดงว่าพระองค์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง การเลือกบุคคลก็ย่อมแสดงความไม่เป็นกลางและเมื่อพระองค์ทรงเลือกด้วยพระองค์เองการใดที่นายกรัฐมนตรีพระราชทานกระทำไปย่อมกระทบถึงพระองค์ด้วยไม่ว่าทางดีหรือทางร้าย

       ฝ่ายที่เรียกร้องพยายามชี้ให้เห็นว่านายกพระราชทานเป็นการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ที่มีมาแต่โบราณ ผู้เขียนคงไม่ขอโต้แย้งว่าพระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจดังกล่าวแต่ต้องการจะชี้ประเด็น
ว่าพระราชอำนาจที่มีอยู่จริงนั้นคงมีอยู่แต่เพียงสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายเสนาบดี คงจะถือเอาพระราชอำนาจในระบบดังกล่าวมาเป็นพระราชอำนาจที่อาจ
ใช้ได้ในปัจจุบันหาได้ไม่

       จากการพิจารณามาทั้งหมดที่ได้กล่าวแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่านายกพระราชทานมิใช่แนวคิดที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยในปัจจุบันไม่ว่าจะมีมาตรา 7 หรือไม่ก็ตาม

       เช่นนั้นแล้วทำไมจึงเกิดนายกรัฐมนตรีพระราชทานในปี 2516

       คำสั่งแต่งตั้งนายกพระราชทานในครั้งนั้นไม่มีฐานทางกฎหมายใดรองรับแต่เหตุที่คำสั่งนั้นได้รับการยอมรับสามารถมองได้สองแง่ คือ ในแง่วัฒนธรรม อำนาจในทางวัฒนธรรมของพระมหากษัตริย์มีมหาศาลไม่ว่าจะได้รับการยอมรับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ คำสั่งของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นประมุขแห่งรัฐและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติจึงย่อมได้รับการยอมรับและปฏิบัติตามโดยไม่มีการโต้แย้ง ส่วนที่น่าสนใจคือในอีกแง่หนึ่งคือ แง่ความชอบธรรม เช่นเดียวกับการออกกฎหมายหรือการออกคำสั่งของรัฐการที่จะทำให้คำสั่งดังกล่าวได้รับการยอมรับและปฏิบัติตามนอกจากจะต้องมีความชอบด้วยกฎหมายแล้วยังต้องมีความชอบธรรมคือเหตุผลในคำสั่งที่หนักแน่นเพียงพอด้วย ในบางครั้งการกระทำบางอย่างของรัฐก็ไม่อาจอ้างเหตุทางกฎหมายได้แต่หากอธิบายเหตุผลเพียงพอความชอบธรรมที่เกิดขึ้นจะทำให้การกระทำได้รับการยอมรับ ในคราวปี 2516 นั้นคำสั่งมีความชอบธรรมเพราะรัฐบาลจอมพลถนอมขาดความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจมาแต่ต้น

ผู้คนในสังคมเกือบทั้งหมดไม่ต้องการให้จอมพลถนอมบริหารประเทศอีกต่อไป การตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ก็ชอบด้วยเหตุผลดีแล้วเพราะจำเป็นต้องมีรัฐบาลเพื่อบังคับใช้กฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศซึ่งการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหากรอตามกลไกธรรมดาย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศจึงจำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการดังกล่าว

       แต่หากจะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีพระราชทานในปี 2549 แม้ว่าอำนาจในทางวัฒนธรรมของพระมหากษัตริย์จะทวีเพิ่มกว่าเดิม แต่การแต่งตั้งในครั้งนี้ย่อมมีปัญหาในแง่ความชอบธรรมอย่างไม่ต้องสงสัยประการหนึ่งเพราะประเทศกำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันจะทำให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามหนทางของรัฐธรรมนูญแม้ว่าคนส่วนหนึ่งจะเห็นว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้แก่รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีก็ตาม หากมีคำสั่งแต่งตั้งจะไม่เหมาะสมเพราะกำลังจะมีกระบวนการให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว และหากมีคำสั่งแต่งตั้ง ภายหลังการเลือกตั้งยิ่งไม่เป็นการเหมาะสมเพราะจะถือว่าเป็นการหักล้างเจตจำนงของประชาชนซึ่งได้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อหนึ่ง

ปัญหาความชอบธรรมในประการที่สองคือขณะนี้ความคิดเห็นของผู้คนในสังคมได้แตกแยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนและความแตกแยกดังกล่าวนับวันมีแต่จะขยายไปสู่ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ

การแต่งตั้งนายกพระราชทานแม้จะทำให้ปัญหาดูเหมือนสงบลงแต่ย่อมสร้างความไม่พอใจอยู่ลึกๆแก่กลุ่มคนที่ยังสนับสนุนรักษาการณ์นายกรัฐมนตรีซึ่งจะเป็นผลเสียแก่ทุกฝ่ายไม่เว้นแม้แต่พระมหากษัตริย์เองที่จะถูกมองว่าไม่ทรงเป็นกลางทางการเมือง

       ข้อเสียประการสุดท้ายหากจะให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทานคือการยอมให้มีดังกล่าวย่อมกลายเป็นแบบอย่างแก่ผู้คนในสังคมให้ใช้วิธีการนี้ในการทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองซึ่งย่อมไม่เป็นธรรมต่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่อาจถูกปลดออกจากตำแหน่งทั้งที่ยังไม่อาจพิสูจน์ความผิดในการบริหารราชการแผ่นดินของตน

       จากคำอธิบายทั้งหมดที่กล่าวมาย่อมเห็นได้ว่าแนวคิดนายกพระราชทานนั้นไม่ได้รับการยอมรับทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กลุ่มผู้เรียกร้องให้มีนายกพระราชทานจึงควรเปลี่ยนแนวทางและรูปแบบในการเรียกร้องให้เป็นไปในทางอื่นเพราะนอกจากการเรียกร้องให้มีนายกพระราชทานจะไม่ประสบผลสำเร็จแล้ว การที่พระองค์ไม่ทรงตอบรับตามข้อเรียกร้องอาจทำให้กลุ่มผู้เรียกร้องบางคนซึ่งมิทราบถึงสถานะและบทบาทของพระมหากษัตริย์ตามระบอบประชาธิปไตยเกิดความเข้าใจผิดนำมาซึ่งความรู้สึกด้านลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข้อเสนอ เพื่อหาทางออกประเทศไทย: ระยะสั้นเจรจายุติความวุ่นวาย-ระยะยาวสร้างกติกาใหม่

การบริหารงานของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในช่วงย่างเข้าขวบปีที่สาม ประสบปัญหาความขัดแย้งในประเด็นใหญ่ๆ 2 ประการ

นโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่แตกต่างออกไปจากร่างฉบับแรกที่เสนอเข้ามายังสภาผู้แทนราษฎร จนมีประชาชนชุมนุม
คัดค้านเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าในบั้นปลาย พรรคเพื่อไทยจะยอมถอยและวุฒิสภาจะโหวตให้ร่างฉบับนี้ตกไป แต่วิกฤตศรัทธาต่อการบริหารงานของพรรคเพื่อไทยก็ยังคงอยู่

วิกฤตรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นมีปัญหามากมายทั้งในประเด็นเนื้อหาและที่มา ซึ่งรัฐสภาที่นำโดยพรรคเพื่อไทยพยายามแก้รัฐธรรมนูญในส่วนของเนื้อหา แต่ก็ประสบปัญหาโดนคัดค้าน และถูกยื่นตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลกระทบให้เกิด “วิกฤตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ” ตามมาว่าตกลงแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ และจนกระทั่งบัดนี้สังคมไทยก็ยังไม่ได้ข้อยุติที่ชัดเจน

ปัญหาทั้งสองประการส่งผลให้มวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหวทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ล้อมสถานที่ราชการหลายแห่งจนเกิดผลกระทบต่อการทำงานของข้าราชการในการบริหารประเทศ ในขณะที่มวลชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลก็ประกาศตัวชัดเจนว่าจะปกป้องรัฐบาลอย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้สถานการณ์สุ่มเสี่ยงว่ามวลชนทั้งสองฝ่ายอาจปะทะจนถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิต

SIU ขอร่วมเสนอทางออกประเทศไทยโดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นแรก พาประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายควรหันหน้ามาเจรจาเพื่อยุติความวุ่นวายเฉพาะหน้า โดยมีบุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากสังคมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานและเจรจา ฝ่ายรัฐบาลอาจพิจารณาเงื่อนไขของการยุบสภาเข้าร่วมในการเจรจา และถ้าเกิดข้อตกลงว่าจะยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองทุกแห่งควรทำสัตยาบันว่าจะส่งตัวแทนลงเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสุญญากาศในการบริหารประเทศแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2549

ขั้นที่สอง สร้างกติกาใหม่ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เมื่อประเทศเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลในขณะนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างกติกาใหม่ที่คนไทยทั้งประเทศเห็นชอบร่วมกัน
โดยมีความเป็นประชาธิปไตยทั้งในแง่กระบวนการ (เช่น กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขั้นตอนในการลงประชามติ) และเนื้อหา (เช่น ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา การมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนในทางตรง)

กระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องเข้าถึงประชาชนทุกระดับ และสุดท้ายแล้วอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เราขอ
เรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงมวลชนทุกฝ่ายอดทนต่อกระบวนการเหล่านี้ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยคำนึงถึงชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน  และร่วมกันมองไปถึงผลลัพธ์สุดท้ายในระยะยาวนั่นคือประเทศไทยที่สงบ สันติ และเดินหน้าต่อได้ตามวิถีทางของประชาธิปไตย

Siam Intelligence Unit

28 พฤศจิกายน 2556

สิ่งที่คุณสุเทพควรปฏิรูปเป็นอย่างแรก คือพรรคประชาธิปัตย์


การปราศรัยของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ต่อหน้า “ม็อบไม่มีชื่อ” (สื่อมวลชนเองก็ยังสับสนว่าจะเรียกม็อบที่นำโดยคุณสุเทพว่าอะไรดี สื่อต่างชาติที่ตามข่าวในไทยใช้คำสั้นๆ ว่า “the mob”) เป็นข้อเสนอเพื่อ “ปฏิรูปประเทศไทย” จำนวนทั้งหมด 6 ข้อ ดังนี้ (อ่านคำปราศรัยฉบับเต็มจาก เพจสุเทพ เทือกสุบรรณ)
  1. ปฏิรูประบบเลือกตั้ง “เราต้องร่วมกันคิด วางกติกาใหม่ ให้ซื้อเสียงไม่ได้ โกงไม่ได้ และต้องไม่ให้คนชั่วได้เข้ามานั่งในสภาได้ ไม่ให้มาแอบอ้างอำนาจปชช. หรือชื่อระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ฟังเสียงเจ้าของอำนาจจริงๆ เลย เพราะฉะนั้น นี่คือคำตอบแรก สำหรับคนที่อยากรู้ว่า ถ้าขจัดระบออบทักษิณแล้วจะทำอะไร ทำการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ให้ทุนสามานย์เข้ามาได้”
  2. ปฏิรูประบบทุจริต “เราต้องเปลี่ยนปท.ไทยไม่ให้มีทุจริตคอรัปชั่นจนชาติเสียหายอย่างปัจจุบันนี้ ไปตัวนี้มันทำชาติย่อยยับ เมื่อมันมีอำนาจ มันโกงได้ มันจึงกล้าลงทุนซื้อเสียงให้พวกมันมานั่งในสภา”
  3. ให้อำนาจประชาชนในการเมืองการปกครอง เช่น ปชช.ต้องถอดถอนนายกและรมต.ได้ ต้องให้ปชช.ถอดถอนสส.ได้, เราต้องมีกระบวนการรับรองอำนาจปชช. ถอดถอนในเวลาไม่ยืดยาว เห็นผลใน 5-6 เดือน ไม่ใช่รอเป็นปี, ต้องกระจายอำนาจปกครองไปยังท้องถิ่น เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เอาผู้ว่า แต่งตั้งจากส่วนกลางอีกแล้ว
  4. ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ต้องให้ตร.เป็นตร.ของปชช. ให้ปชช.เป็นคนให้ความดีความชอบตร. จะได้ไม่มีพวก ได้ดีเพราะพี่ให้ ถ้าตร.จะได้ดี เพราะปชช.เห็นคุณความดี กองบัญชาการตร.นครบาล ต้องอยู่ภายใต้ผู้ว่ากทม. ไม่ใช่ผบ.ตร. จังหวัดอื่นเช่นเดียวกัน
  5. ปฏิรูประบบข้าราชการ ข้าราชการอยู่ในระบบคุณธรรม ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ต้องเป็นข้าราชการของปชช.
  6. แก้ปัญหาการศึกษา คมนาคม ฯลฯ รับบาลต้องเข้ามาแก้ปัญหาเป้าหมายหลักของชาติ ต้องแก้ปัญหาคนจนต้องเป็นวาระแห่งชาติ พอกันทีหากินกับนโยบายประชานิยม คมนาคม ต้องทำเพื่อผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่ทำเพื่อหาเสียง หรือเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง
SIU เห็นว่าข้อเสนอของคุณสุเทพหลายข้อมีความก้าวหน้า เช่น การกระจายอำนาจท้องถิ่น การให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง หลายข้อถึงแม้ว่าจะยังไม่มีรายละเอียดมากนักว่าจะนำไปปฏิบัติจริงได้เช่นไร แต่ก็เป็นข้อเสนอเชิงบวกที่หวังดีต่อประเทศ เช่น ข้าราชการไม่อยู่ในระบบอุปถัมป์ หรือ ตำรวจไม่มีระบบพรรคพวก
ข้อเสนอเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน และถ้าหากว่าคุณสุเทพนำเสนอในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ก็จะเป็นนโยบายหาเสียงที่ทรงพลังมาก
คำถามคือทำไมเราไม่เห็นพรรคประชาธิปัตย์ประกาศข้อเสนอเหล่านี้ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 รวมถึงการเลือกตั้งครั้งอื่นๆ เช่น การเลือกตั้งผู้ว่า กทม.
และถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นสักหน่อย ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลระหว่าง พ.ศ. 2551-2554 ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ดำเนินนโยบายที่ดูก้าวหน้าและมีประโยชน์ต่อประเทศเหล่านี้?
คำตอบเป็นเพราะ พรรคประชาธิปัตย์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของ “การเมืองระบบเก่า” ที่คุณสุเทพเห็นว่า “เป็นปัญหาและต้องปฏิรูปหรือไม่?”
คำถามต่อไปก็คือ ทำไมในข้อเสนอทั้ง 6 ข้อของคุณสุเทพ ถึงไม่มีข้อใดเลยที่จะเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์เลย?
ภาพจากเพจสุเทพ เทือกสุบรรณ
ภาพจากเพจสุเทพ เทือกสุบรรณ
เป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วไปว่า พรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือพรรคปรับตัวตามกระแสโลกไม่ทัน ใช้แนวทางการบริหารจัดการแบบเก่าๆ หลายประการ จนทำให้พ่ายแพ้เลือกตั้งมาเกือบ 20 ปีติดต่อกัน และภายหลังยังมีปัญหาเรื่องการเอาหลังอิง “อำนาจนอกระบบ” จนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการเมืองในประเทศไทย
บุคคลากรของพรรคประชาธิปัตย์เอง ไม่ว่าจะเป็นคุณอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค หรือคุณพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรค ต่างก็ออกมาชี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหา และเสนอให้ “ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์” ให้กลับมาแข่งขันได้ แต่ข้อเสนอเหล่านี้ก็กลับไม่ถูกตอบสนองมากนักโดย “แกนนำพรรคประชาธิปัตย์” ชุดปัจจุบัน
ทั้งที่จริงๆ แล้ว การปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจิ๊กซอส่วนสำคัญมากต่อการปฏิรูปประเทศไทย ตามความฝันและความหวังของคุณสุเทพด้วยซ้ำ
ในระบอบการเมืองแบบสองพรรคใหญ่ดังเช่นปัจจุบัน เป็นไปได้ยากที่จะมีพรรคทางเลือกที่สามขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นพรรคการเมืองอันดับสองจำเป็นต้องเข้มแข็ง ปรับตัวตามความต้องการของประชาชน เพื่อเป็น “ตัวเลือก” ใน “ตลาดการเมือง” ที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอย “คะแนนเสียง” ของตัวเอง เสมือนว่าเป็นการ “จ้าง” พรรคการเมืองมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ
การที่พรรคประชาธิปัตย์อ่อนแอ ไม่สามารถเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนได้ ก็ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยมีสภาพผูกขาดชัยชนะ (ซึ่งก็มาตามระบอบประชาธิปไตยทุกประการ) อยู่เรื่อยไป และในมุมกลับแล้วก็ทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน พรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ปรับตัว มีปัญหาหลายอย่างดังที่ปรากฏอยู่ในการบริหารราชการแผ่นดินตลอดสองปีกว่ามานี้
แต่พรรคเพื่อไทยจะปรับตัวไปทำไม ในเมื่ออยู่เฉยๆ ก็สามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่แล้ว?
สภาพแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศเลยแม้แต่น้อย เพราะตัวเลือกทั้งสองมีปัญหาในทางของตัวเอง ซึ่งก็จะส่งผลเสียต่อประเทศไทยในภาพรวม
ถ้าหากว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถกลับมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจได้อีกครั้ง พรรคเพื่อไทยเองก็ต้องปรับตัวให้มีผลงานดี ไม่มีสภาวะแบบที่คุณสุเทพปราศรัยเอาไว้ว่า
เป็นประชาธิปไตยแค่ชื่อ แค่เปลือกนอก แต่เนื้อแท้เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก ที่แอบอ้างอำนาจปชช. แล้วเอาไปใช้อำเภอใจ ใช้สภาย่ำยีหลักการปกครองบ้านเมือง ปกครองแบบอธรรม ใช้พวกมากข่มเหงรังแก ข่มขืนใจปชช. บังคับออกกม.ชั่วร้ายตอนตี 4 ครึ่ง
ไม่มีหิริโอตัปปะ ละอาย ดันทุรัง ออกกม.ล้างผิดให้นาย ที่หนีคุก ไปเสวยสุขต่างประเทศ ทั้งๆที่ศาลพิพากษาแล้ว มันก็บอกคำพิพากษาเป็นโมฆะ ออกกม.ล้างผิดให้คนที่ฆ่าพล.อ.ร่มเกล้า ฆ่าปชช. เผาบ้านเมือง ทั้งหมดสู้เพื่อนายมันเท่านั้น
อีกทั้งยังพยายาม เขียนรธน.ใหม่ทั้งฉบับ พอศาลรธน.ท้วง มันก็มาแก้ในมาตราที่ช่วยให้มันรวบอำนาจ เพื่อรอมอบให้นายมัน
และปรากฎชัดว่า มันแก้รธน.ด้วยการโกง ทุกรูปแบบ เพื่อเอาชนะ ทำลายหลักความถูกต้อง ตั้งแต่ปลอมแปลงเอกสาร ที่ยื่นฉบับหนึ่งแต่ให้อีกฉบับมาพิจารณา ปิดปากเสียงข้างน้อย ไม่ให้อภิปราย แปรญัตติ นายชวนหลีกภัย ยังถูกตัดสิทธิ์เลย แล้วพวกมันก็ปิดปากสส.คนอื่นอีก มันรีบปิดอภิปรายไป
เวลาลงมติ มันกลัวไม่ชนะ มันโกงตอนลงมติ ให้ลงคะแนน เสียบบัตรแทนกัน ทำอย่างเดียวกับตอนโกงเลือกตั้ง ที่สุดก็ข่มขืนใจคนทั้งปท. ผลักดันรธน.ฉบับแก้ไขของมันผ่านสภาสำเร็จ แต่พอศาลรธน.วินิจฉัยว่า เนื้อหาจะทำให้เกิดการรวบอำนาจ ผิดเจตนารมณ์รธน.ที่ต้องมี 3 คานอำนาจ ศาลว่าทุกขั้นตอนผิดทั้งหมด
แทนที่มันจะน้อมรับ แต่กลับดาหน้ากันออกมา ว่าไม่ยอมรับอำนาจศาล ไม่ทำตาม และมันจะเล่นงานศาล
แบบที่คุณสุเทพปราศรัยเอาไว้ เพราะถ้าหากพรรคเพื่อไทยพลาดพลั้งไป กระแสจะตีกลับไปยังพรรคประชาธิปัตย์ เขี่ยพรรคเพื่อไทยพ้นจากการเป็นรัฐบาลในไม่ช้า
คุณสุเทพออกตัวไว้ว่าจะไม่มีบทบาทในการบริหารประเทศถ้าโมเดล “สภาประชาชน” ของคุณสุเทพเป็นจริงได้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของการเคลื่อนไหว
แต่แท้จริงแล้ว คุณสุเทพ (รวมถึงคุณอภิสิทธิ์ คุณกรณ์ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ท่านอื่นๆ) ควรจะเป็น “แกนหลักสำคัญ” ในการปฏิรูปประเทศไทยด้วยซ้ำ
เพียงแต่คุณสุเทพต้องกลับไปปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร ปรับปรุงพรรคให้กลับมาเข้มแข็ง ต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยในเชิงการเมืองได้ แล้วเข้ามาเป็นรัฐบาลที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ ใสสะอาด ดังที่คุณสุเทพวาดฝันเอาไว้ ก่อนจะมาดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศไทยทั้ง 6 ข้อข้างต้นอย่างจริงจัง
ความเจริญของประเทศตามระบอบประชาธิปไตยไม่มีทางลัด ระบอบประชาธิปไตยเปิดกว้างให้ผู้หวังดีต่อประเทศ เข้ามาเสนอนโยบายว่าประเทศไทยควรจะมุ่งไปในทิศทางใด
คุณสุเทพอาจใจร้อนไปสักหน่อยที่ต้องแพ้การเลือกตั้งให้กับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” อยู่ร่ำไป แต่ถ้ามองถึงประโยชน์ระยะยาวของประเทศแล้ว คงไม่มีเส้นทางอื่นใดนอกจากการกลับมาโฟกัสที่การปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์
สักที
อ่านข้อเสนอเก่าของ SIU ในการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์

สุเทพ เทือกสุบรรณ : ต้องขจัดระบอบทักษิณให้ถึงที่สุด

คำต่อคำ สุเทพ เทือกสุบรรณ ณ เวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

สุเทพปราศรัยชี้แจงยึด บช.น. และทำเนียบได้แล้ว พร้อมย้ำตำรวจยังคงทำงานให้ระบอบทักษิณ แจงเหตุแค่เข้าไปแล้วออกมา เพราะให้เกียรติทหาร บอก เสร็จจากยึด บช.น. มวลชนก็ยึดทำเนียบ เพราะ "คำรณวิทย์" ประกาศว่ายึดทำเนียบไม่ได้ ชื่นชมมวลมหาประชาชนสามารถยึด บช.น ได้ด้วยมือเปล่า แม้จะต้องเผชิญกับแก้สน้ำตาหลายครั้ง" ยอมรับยังชนะไม่เด็ดขาด เพราะระบอบทักษิณยังอยู่ ยังบงการอยู่ จึงจะยังกลับบ้านไม่ได้ ต้องสู้ต่อ ต้องหนักแน่น อย่าเชื่อข่าวลือ ข่าวปล่อย นี่แค่ชัยชนะส่วนหนึ่ง ยังกลับบ้านไม่ได้ รัฐบาลยังบงการอยู่เบื้องหลัง มันยอมให้เข้าทำเนียบกับบชน. เพื่อสร้างภาพเท่านั้น

บอกเหมือนเดิมว่าถ้ารัฐบาลยุบสภา เลือกตั้งมันก็กลับมาใหม่ ฉะนั้นจึงไม่มีความหมายกับเรา อย่าไว้ใจรัฐบาลสร้างภาพว่า 'ถอย' ยืนยันความตั้งใจขจัดระบอบทักษิณ ประชาชนต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลง นี่ถ้าทหารรัฐประหาร 3 ชั่วโมงจบ เพราะลากรถถังลากปืนกล แต่เรามีแค่สองมือเปล่า ต้องใช้เวลา ขอให้อดทน บอกต้องสู้ให้ถึงที่สุด ผมอุทิศตน และชีวิตสู้ให้ถึงที่สุด! ขอบคุณ คนหยุดงาน อาตี๋ อากง เอารถมาขวางปกป้อง เมื่อรู้ข่าวว่าจะมีตำรวจมาจับ..

"ฉลองได้ครับ แต่งานของเรายังไม่เสร็จ เพราะยิ่งลักษณ์ยังอยู่ ระบอบทรราชยังอยู่”

“เราต้องเดินหน้าต่อไป ต้องขจัดระบอบทักษิณให้ถึงที่สุด นั่นถึงจะเป็นชัยชนะเด็ดขาด”

สุเทพ เทือกสุบรรณ
เลขาธิการ กปปส
14.00 น. 3 ธันวาคม 2556

‪#‎รัฐบาลหมดความชอบธรรม‬ ‪#‎ไล่ระบอบทักษิณ‬ ‪#‎กปปส‬


ข่าวลืือ ยิ่งลักษณ์ ยุบสภา ลาออก พลากร นั่งนายกฯรักษาการ

ผมเห็นข่าวลือส่งกันตาม Line ว่า คุณยิ่งลักษณ์ จะยุบสภา แล้วลาออก เปิดทางให้ท่านองคมนตรี พลากร สุวรรณรัตน์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการนั้น ผมมีความเห็นว่าทข้อมูลนี้ยังคงอยู่ในระดับ "ข่าวลือ" เท่านั้น
1. นายกรัฐมนตรีลาออก ตามรัฐธรรมนูญ ส.ส.ก็จะเลือกได้จาก ส.ส.มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งตามกระบวนการก็ทำได้แค่เปลี่ยนตัวคนในพรรคเพื่อไทยมาเท่านั้น

2. ถ้านายกรัฐมนตรียุบสภาก่อน หลังจากนั้นคุณยิ่งลักษณ์ก็จะลาออกตามมา ก็หมายถึงไม่มี ส.ส.ที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีได้อีก โมเดลนี้ก็ยังเป็นไปไม่ได้อีกเพราะยังต้องแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้คนที่ไม่ใช่เป็น ส.ส.มาเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน (มาตรา171, 172, 173) หมายถึงว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ เซอร์ไพรซ์ ได้เลย และหากทำได้ก็รักษาการได้สั้นมาก เพราะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 109 จึงไม่สามารถมีเวลาพอสำหรับการปฏิรูปประเทศได้

ข่าวที่เกิดขึ้นในเวลานี้จึงเป็นเพียง "ข่าวปล่อย"ถ้าจะเกิดขึ้นได้เราจะรู้เท่าๆกันเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรืองดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญหลายมาตราก่อนเท่านั้น ไม่เกิดเซอร์ไพรซ์ในวันหรือสองวันนี้หรอกครับ และ โอกาสจะเกิดได้ยากโดยมือของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล น่าจะไปรอการนัดหมาย ปปช. ชี้มูลความผิดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก่อนแล้วชี้มูลสมาชิกรัฐสภา 312 คน ตามมา"ในเวลาใกล้เคียงกัน" จึงจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น

แจกพระบรมสาทิสลักษณ์

พระบรมสาทิสลักษณ์ขนาด A4 ที่รัฐบาลจัดทำ เตรียมแจกพสกนิกร ริมถนนเพชรเกษม และผู้เข้าเฝ้าฯ ในงานเสด็จออกมหาสมาคม 5 ธ.ค.2556 



จุดต่ำสุดของผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทย

อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่บอกว่านายกรัฐมนตรี

"ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง"

เป็นจุดต่ำสุดของผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทย

และน่าอับอายขายหน้าที่สุด :Serkei Krikalyov

รอยแยกการเมืองไทย


รายงานของ Aljazeera ก็น่าสนใจ เขาบอกว่าคุณสุเทพต้องการขจัดอิทธิพลของทักษิณให้หมดไป โดยการเสนอให้มีคณะปกครองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งบริหารงานแทนรัฐบาล และสุเทพให้เหตุผลว่า “คนที่นั่งอยู่ในรัฐสภาตอนนี้ ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งที่ขาวสะอาด พวกเขาซื้อเสียงเข้ามาทั้งนั้น” (“The people we have in the Parliament now, they did not get there in clean elections. They bought their votes.”)

ในตอนท้าย ผู้สื่อข่าว Aljazeera ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แม้สุเทพประกาศตัวเองเป็นแกนนำต่อต้านคอร์รัปชัน แต่ประวัติความเป็นมาของเขาไม่ขาวสะอาดสักทีเดียว เพราะเคยถูกกล่าวหาในคดีเกี่ยวกับที่ดิน จนเป็นเหตุให้รัฐบาล (ประชาธิปัตย์) สมัยนั้นต้องยุบสภามาแล้ว (“While he said he is leading the fight against corruption, his record has not been entirely clean. He has been implicated in a land scandal that eventually forced the government to dissolve the parliament.”

ผมเห็นด้วยกับที่ผู้สือ่ข่าวสรุปว่า ในการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่ว่าใครแพ้หรือชนะ รอยแยกทางการเมืองไทย จะดำรงอยู่ต่อไป (“No matter who wins, Thailand’s political divide looks set to continue.”)

ครับ คุณสุเทพทำลายภาพลักษณ์ของข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจซึ่งถูกหาว่ารับใช้ระบอบทักษิณ ไม่หนำใจ ยังทำลายภาพลักษณ์ของรัฐสภา หาว่าซื้อเสียงเข้ามาทั้งนั้น โดยไม่คิดเลยว่าคนที่ซื้อเสียงเข้ามา อาจรวมถึงตัวเองและสส.ปชป.อีก 160 กว่าคนด้วย ทุ่มหมดหน้าตักเลยนะครับ

http://www.aljazeera.com/news/asia-pacific/2013/12/thai-tensions-eased-as-police-lift-barricades-201312343638888713.html


ทางออกประเทศไทย : จุดต่าง สองขั้ว การเมือง

3 ธันวาคม 2013 เวลา 20:26 น.
เสาวลักษณ์ วัฒนสิน

นับจากวันเริ่มต้นชุมนุมต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนถึงการประกาศยกระดับการชุมนุมเป็นขับไล่รัฐบาล และกำจัดระบอบทางการเมือง ที่เรียกกันว่า"ระบอบทักษิณ" วันนี้กลุ่มเคลื่อนไหว

ทางการเมืองในนาม "กปปส." เคลื่อนไหวมาแล้ว รวม 35 วันหรือเดือนเศษ

จนถึงวินาทีนี้ แม้จะเกิดเหตุสูญเสียขึ้นแล้ว แต่ฝ่ายการเมือง 2 ขั้วยังคงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองกันอยู่ และภาพที่สะท้อนชัดถึงการชิงไหวชิงพริบของภาครัฐและผู้ชุมนุม คือภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาลวันนี้

หลังยื้อยุดฉุดกระชากกันเกือบจะข้ามวันข้ามคืน ส่อเค้า-เข้าข่ายรุนแรง-สูญเสีย แต่ช่วงพริบตาเดียวเหตุการณ์กลับพลิกผัน ผู้ชุมนุม กปปส. เดินหน้าลุยบุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยหวังเพียงจะเข้าไป

สร้างสัญลักษณ์ของการยึดครองศูนย์รวมด้านการบริหาร. ขณะที่ภาครัฐกำชับปิดกั้นทุกวิธิภายใต้แผนปฏิบัติการ เบาไปสู่หนัก จนเกิดเหตุปะทะ แต่สุดท้ายเรื่องกลับหักมุม. กลายเป็นการยินยอม

เปิดประตูให้เข้าไปได้โยราบรื่นอำเภอใจ

ไม่ต่างกัน...กองบัญชาการตำรวจนครบาล ศูนย์กลางการจัดกำลังพลเพื่อดูแลและควบคุมฝูงชน ซึ่งพลตำรวจเอกคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบ.ชน. แข็งกร้าว-สั่งการห้ามประชิดคิดบุกรุกสถานที่

ราชการ แต่ผู้ชุมนุมวางเป้าหมายบุกยึด-ปลดล็อครัฐตำรวจ ออกจากระบอบทักษิณ แต่หลังลั่นจะเข้าพื้นที่เป้าหมายให้ได้ เหตุก็กลับตะละ บ.ชน.บัดจัดทีมเปิดประตูต้อนรับผู้ชุมนุมไปโดยไม่มี

เงื่อนไข

ภาพเหตุการณ์ที่ว่านี้ น่าจะพอคาดการณ์ได้ว่า "เกมรุก" ยังเป็นของฝ่ายผู้ชุมนุม กปปส. และ"เกมรับ" ของภาครัฐยังคงยุทธศาสตร์"นิ่งและสงบ เพื่อสยบเหตุ" แต่ภายใต้เกมการตั้งรับของรัฐบาลวันนี้

กลับมีข้อสังเกตว่า เกิดแรงกดดันต่อการตัดสินใจแก้ปัญหา ว่าต้องไม่เป็นต้นเหตุของสงครามกลางเมือง และไม่เป็นผู้สร้างสงครามประชาชน และแม้จะถูกมองว่ากำลังถอย เพื่อซื้อเวลาให้อีกฝ่าย

แผ่วแรงลงเอง แต่ในสายตาประชาชน ยังบ่งชี้ได้ว่า การตั้งรับนี้ มีความชอบธรรมอยู่ในมือ

ขณะที่ กปปส. ลุกขึ้นมาประกาศชัยชนะของการยึดครอง 2 เป้าหมายหลัก แต่ก็มีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการระแวดระวังที่จะเป็นฝ่ายนิยมความรุนแรง เพราะบทเรียนเกิดขึ้นแล้วกับนัก

ศึกษารามคำแหง และที่กดดันแกนนำมากที่สุด คือ กรณีศาลอนุมัติหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยข้อกล่าวหา"กบฎ" รวมถึงผลทางการเมือง ก็ดูเหมือนจะถูกโดดเดี่ยวจากพรรคที่เคยสังกัด

ทั้งที่ภาพที่ฉายต่อสาธาารณะชน จะยังคงดูเข้มแข็งไม่หวาดหวั่นก็ตาม

สถานการณ์เดินทางมาถึงห้วงสุดท้ายแล้วหรือไม่ และทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร กำลังเป็นคำถามของทุกคน..ทุกฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์มาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลและผู้ชุมนุมต่างก็มีเป้า

หมายแต่ในเป้าหมายของทั้ง 2 ฝ่าย มีจุดที่เหมือนและต่างกันอยู่

จุดที่เหมือนกัน : ระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม ชี้วัดได้จากคำปราศรัยหรือการแถลงการณ์ของเลขาธิการ กปปส. "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" วางเป้าหมายของบ้านเมืองที่สมบูรณ์ไว้ที่การปฏิรูปประเทศ

สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล ที่ไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป แต่กำลังขับเคลื่อนเดินหน้ากันอยู่

แต่จุดต่างของรัฐบาลและผู้ชุมนุม คือ "การยุบสภาและการเลือกตั้ง" โดยแนวทางที่รัฐบาลแสดงความพร้อมที่จะยุบสภาหรือลาออก หากเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ และเป็นปัจจัยทำ

ให้ประเทศเกิดความสงบสุข ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมชี้ว่า ยุบสภาและการเลือกตั้ง ไม่ใช่คำตอบของการชุมนุม

ด้วยจุดต่างของทั้ง 2 ฝ่าย คือที่มาของโจทย์ที่บางฝ่ายออกมาตั้งคำถามถึง "รัฐบาลกลาง-นายกรัฐมนตรีคนกลาง" ซึ่งแม้จะไม่ใช่คำตอบที่จะได้มาซึ่ง"สภาประชาชน"ตามที่ผู้ชุมนุมต้องการ

แต่นักวิชาการหรือกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ก็เชื่อกันว่า นี่คือทางออกที่ดีที่สุด แต่บางฝ่ายยังคงคัดค้านเพราะระบบการเมืองการปกครอง ยังคงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แล้วอะไรละ ที่จะเป็นจุดกึ่งกลางให้

2 ฝ่ายมาสรุปลงตรงนี้ได้

นักสันติวิธีบอกว่า การเปิดโต๊ะเจรจาทำความเข้าใจทางการเมือง เพื่อจัดกระบวนการและลำดับเหตุการณ์ทางการเมือง อะไรจะมาก่อนหรือทำหลัง ด้วยบริบทแค่"ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่-และการ

ปฏิรูปประเทศ"

ว่าแต่.. ก่อนจะหารัฐบาลกลางและนายกรัฐมนตรีคนกลางคงต้องหาคนกลางเพื่อประสานการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายก่อน ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดส่งสัญญาณแล้วว่า หลังวันที่ 5 ธันวาคม กองทัพ

จะได้หารือถึงทางออกของประเทศ แต่แน่นอนว่า วันนี้ ผบ.ทบ. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องของการเมือง?

เปิดบทสนทนาวงเจรจา"ยิ่งลักษณ์-สุเทพ"

ในการเจรจาระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ว่าในที่ประชุมประกอบด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้นำสามเหล่าทัพ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยนายกฯเป็นผู้ขอให้ฝ่ายทหาร ขอให้นายสุเทพเข้ามาพูดคุยด้วย ซึ่งนายสุเทพเห็นว่าสามเหล่าทัพเข้าไปหมดเลยยอมมา

ทั้งนี้ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรี ระบุว่าอยากให้หาทางออกร่วมกันว่าจะเป็นอย่างไรได้บ้าง นายกฯยังถามด้วยว่าถ้าลาออกหรือยุบสภาตกลงหรือไม่ ซึ่งนายสุเทพ ยืนยันว่าไม่เอา นายกฯจึงถามต่อว่าแล้วจะเอาอย่างไร นายสุเทพจึงตอบว่าให้ยกอำนาจให้ประชาชน และจะตั้งสภาประชาชนขึ้นมา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามต่อว่าแล้วจะให้ใครเป็นนายกฯ นายสุเทพก็ระบุว่าตนจะเป็นคนตั้งเอง นายกฯได้ถามต่อว่าแล้วจะเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่อย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า มีแน่ แต่ขอแก้รัฐธรรมนูญให้เรียบร้อยก่อน
สุดท้ายนายกฯ บอกว่าที่นายสุเทพเรียกร้องนั้นอยากให้ยอมรับว่าจะทำได้อย่างไร เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องให้ นายสุเทพ กล่าวอีกว่าขอให้นายกฯสละอำนาจให้ประชาชนเรื่องอื่นไม่เป็นไร

ทั้งนี้ เมื่อมาถึงตอนนี้ก็เริ่มรู้ว่าคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว เพราะเสนอไปไม่ยอมรับเลย สิ่งที่นายสุเทพ เสนอมาเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เมื่อนายสุเทพ ออกจากการหารือไปแล้ว นายกฯได้ฝากสามเหล่าทัพให้เป็นการบ้านโดยพูดติดตลกว่า "ช่วยแนะนำหน่อยว่าจะทำอะไรได้"
////
            ยุบสภา จริงหรือมั่ว ข่าวยุบสภาลือสะพัด ยิ่งลักษณ์ กราบบังคมทูลไม่ขอทำหน้าที่ ระบุเซ็นเอกสารไปแล้ว แต่ทางพรรคเพื่อไทยยังไม่เห็นด้วย

            วันนี้ (3 ธันวาคม 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะออกมาประกาศยุบสภา พร้อมกราบบังคมทูลไม่ขอทำหน้าที่อีกต่อไป

            โดยแหล่งข่าวระบุว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้เซ็นเอกสารยุบสภาแล้ว แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทยยังไม่เห็นด้วย ซึ่งข่าวลือดังกล่าวได้แพร่สะพัดออกไปอย่างกว้างขวาง คงต้องจับตารอดูกันว่า นางสาวยิ่งลักษณ์จะประกาศยุบสภาในเร็ววันนี้จริงหรือไม่


"ยิ่งลักษณ์"แถลงให้ทุกฝ่ายรวมหัวใจเพื่อในหลวง

เรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพ

หลังจากได้เข้าร่วมพิธีปฏิญาณตนเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน ร่วมกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพนักงานรัฐวิสาหกิจหลายร้อยคน ที่สโมสรทหารบกในช่วงเช้าแล้ว บ่ายวันนี้ ดิฉันได้เดินทางไปที่วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อร่วมฝึกซ้อมเตรียมการสำหรับพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ที่จะมาถึงในอีก 2 วันข้างหน้า การซ้อมใหญ่บ่ายวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ดิฉันได้รับทราบและได้เห็นเองว่า การเตรียมการที่จะอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนได้เฝ้าชมพระบารมี และถวายพระพรชัยมงคล มีความพร้อมอย่างเต็มที่ และเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ

ขณะเดียวกันสถานการณ์ทางการเมือง แม้จะยังไม่ได้กลับคืนเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็ได้มีความคลี่คลายไปในทางบวก รัฐบาลได้ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งทหารและตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละมุนละม่อม ไม่ให้มีการเผชิญหน้าหรือมีความรุนแรงเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน เพื่อที่จะทำให้เกิดความสงบสุขในระยะยาว แม้เราจะยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ดิฉันเชื่อว่า คนไทยสามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ ดิฉันจึงขอเชิญชวนให้นักวิชาการ นักธุรกิจ และกลุ่มบุคคลทุกสาขาอาชีพ ตลอดจนผู้ชุมนุมทางการเมือง ร่วมมือร่วมใจกันเปิดเวทีที่จะระดมความคิดเห็นเพื่อหาคำตอบ และนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นการหารือที่เปิดกว้าง ให้ทุกความเห็นได้แสดงออก ระดมความคิดเพื่อให้ได้คำตอบที่ตกผลึก และดีที่สุดสำหรับลูกหลานของเรา และขอเชิญชวนภาคเอกชนในการร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว นักลงทุนและคนไทย

เพื่อจะได้เป็นการที่พวกเราได้หันหน้าเข้าหากัน ร่วมแก้ปัญหาของบ้านเมือง เพื่อให้ชาติของเราสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ทั้งหมดนี้ทำให้ดิฉันเชื่อมั่นว่า วันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้ จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประชาชนชาวไทย จะได้มีความสุขใจ และรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อถวายพระพรชัยมงคล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นที่เคารพและจงรักภักดียิ่งของเราทุกคน

ดิฉันของฝากสื่อมวลชนทุกท่าน ทุกแขนง ให้ช่วยกันพิจารณา นำเสนอเรื่องราวที่เป็นความสุขใจและเป็นสิริมงคลในช่วงนี้ เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ หรือกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ที่ทุกคนร่วมกันจัดถวายเป็นราชสักการะ นอกจากนั้น ในระยะยาวดิฉันหวังว่า สื่อของเราจะเป็นสื่อที่สร้างสรรค์ หลีกเลี่ยงการสร้างความจงเกลียดจงชัง ให้เกิดขึ้นในจิตใจของพวกเราด้วยกันเอง ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่ออนาคตของลูกหลานและของบ้านเมือง

สำหรับคนไทยทุกคน ดิฉันเชื่อว่า วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ของทุกปี มีความหมายพิเศษยิ่ง และมีความหมายยิ่งกว่าเพียงวันหนึ่งในเดือนธันวาคม หากแต่วันนี้ เป็นวันศักดิ์สิทธิสำหรับหัวใจคนไทย เพราะเป็นวันที่เราจะตั้งใจร่วมกันทำความดี มีความรักและความสามัคคีให้กับเพื่อนร่วมชาติ ตั้งใจมั่นที่จะทำหน้าที่ของแต่ละคนจนเต็มกำลัง เพื่อให้เกิดความเจริญยั่งยืน ตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่าง ให้เราได้เห็นมาตลอดชีวิต


สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ขอบิณฑบาตทุกฝ่าย ทำบ้านเมืองให้สงบสุข ถวายในหลวงฯ

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ขอบิณฑบาตทุกฝ่าย ทำบ้านเมืองให้สงบสุข ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ขอบิณฑบาตทุกฝ่าย ทำบ้านเมืองให้สงบสุข ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
PICTURE
สมเด็จฯวัดปากน้ำ03.jpg
แหล่งที่มา : สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันที่ข่าว : 3 ธันวาคม 2556
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบของบ้านเมืองในขณะนี้ จึงขอบิณฑบาตกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้อยู่ในความสงบ เห็นแก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระชนมพรรษา 86 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ซึ่งถือเป็นวันที่พุทธศาสนิกชน ต่างได้ชื่นใจ จึงขอให้ทุกคนระลึกถึงพระบารมีของพระองค์ ที่จะร่วมกันทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข
เนื่องจาก พระองค์เป็นเสมือนบิดาของประชาชนคนไทยทุกคน เป็นพระประมุขของประเทศชาติ คนไทยทุกคนอยู่ภายใต้ร่มพระบารมี เราทุกคนเปรียบเหมือนลูกของพระองค์ เราทุกคนมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ และอยากให้พระองค์สุขใจ สบายพระทัย สิ่งเหล่านี้ พระองค์จะได้รับเมื่อพระองค์เห็นพสกนิกรของพระองค์มีความสุข มีความสงบ มีความร่มเย็น
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าวให้คติธรรมให้ประชาชนได้มีสติสัมปชัญญะ คือ สติ หมายถึง การระลึกได้ ส่วน สัมปชัญญะ คือ การรู้ตัว หากใช้หลักคุณธรรม ทั้ง 2 อย่างนี้ จะมีประโยชน์ต่อทุกคน