PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ถกปัญหาลิขสิทธิ์ กับ อธิป จิตตฤกษ์

ถกปัญหาลิขสิทธิ์ กับ อธิป จิตตฤกษ์

ผู้เชี่ยวชาญด้านอวัตถุศึกษา (Immaterial Study) หรือ ทรัพย์สินทางปัญญาและการบริการ
+ คำว่า ‘ดัดแปลง’ ตัดสินกันที่ตรงไหน แค่ไหนถึงเรียกว่าเป็นการดัดแปลง
ในทางเทคนิคนี่คือทุกอย่างเลย พูดง่ายๆ ถ้ากฎหมายไม่ระบุว่านี่คือการละเมิดเป๊ะๆ คุณมีความเสี่ยงหมด ไม่ใช่ว่าไปอ่านข้อยกเว้นแล้วรู้สึกว่าไม่ละเมิดแล้วจะปลอดภัย ไม่ใช่นะ
+ ถ้ามองในมุมบริบทโลก คนส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างคัดค้านกฎหมายลิขสิทธิ์?
ส่วนใหญ่คนค้านเป็นคนรุ่นใหม่ เพราะชีวิตเด็กรุ่นใหม่โตขึ้นมาราวกับว่า ลิขสิทธิ์มันไม่ได้ดำรงอยู่ คุณอยากได้เพลง คุณก็ไปโหลด อยากได้หนัง อยากได้โปรแกรม คุณก็ไปโหลด เวลาเห็นรูป คุณก็ไปเอามาทำมีม (Meme) ซึ่งทั้งหมดก็ถือเป็นการละเมิดทั้งนั้น
+ ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้สึกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องผิด เพราะอะไร
ผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่สิทธิ์ตามธรรมชาติ คือเขาไม่ได้มีความตั้งใจจะละเมิด เพราะเขาไม่รู้สึกว่ากำลังละเมิดอะไรอยู่แล้ว แต่มันมีคนจำนวนหนึ่งที่จงใจจะละเมิด เพราะเห็นว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม อย่างนั้นก็มีจริง แต่คนส่วนใหญ่ เด็กที่โตมากับอินเทอร์เน็ต (Born Digital) มันก็ไม่รู้สึกว่า ของพวกนี้ควรจะจ่ายเงินด้วยซ้ำ คือมองข้ามไปเลยน่ะ ว่ามันไม่มีอยู่
+ อะไรที่เป็นข้อสังเกตว่าอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้รับการปกป้องจากกฎหมายลิขสิทธิ์
อุตสาหกรรมพวกนี้ทั้งหมดอยู่ได้ด้วยลิขสิทธิ์ ถ้าพูดแบบพรรคไพเรท จะไม่ใช้คำว่า ลิขสิทธิ์ แต่จะใช้คำว่า ผูกขาดทางลิขสิทธิ์ (Copyright Monopoly) เพราะลิขสิทธิ์มันคือสิทธิ์ในการผูกขาด มันเหมือนสัมปทานที่รัฐให้ คือมันไม่ใช่สิทธิ์โดยธรรมชาติ อย่างคุณซื้อโต๊ะแล้วคุณเป็นเจ้าของโต๊ะ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันเหมือนกับเวลาที่ผมคิดอะไรได้ แล้วรัฐอนุญาตให้ผมหาประโยชน์จากความคิดของผมได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้ผมคิด มันไม่ใช่สิทธิ์ที่สร้างมาด้วยมือคุณแล้วมันจะเป็นของคุณตลอดไป
+ ถ้าถึงขั้นใช้คำว่า ‘ผูกขาด’ ก็แสดงว่ามันควรจะได้รับการแก้ไข?
ต้องถามว่า ถ้าผูกขาดแล้วสังคมได้อะไร เพราะแน่นอนว่าถ้าอธิบายให้สมเหตุสมผล ส่วนใหญ่คนสนับสนุนก็จะปกป้องว่ามันเป็นสิทธิ์ที่คุณจะไปละเมิดไม่ได้ ฝั่งยุโรปจะมีวิธีคิดและมิติทางศีลธรรมแบบนี้อยู่ เพราะในยุโรปถือว่าลิขสิทธิ์คือศีลธรรมที่โยงกับตัวตนคนเขียน
สิทธิในการไม่ถูกละเมิดตัวตน เป็นจารีตของกฎหมายยุโรป ขณะที่อเมริกาจะมองเรื่องลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ดังนั้น เวลาเถียงกันในอเมริกา จะเถียงกันบนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ คือสังคมได้หรือเสียอะไรในทางเศรษฐกิจ แต่ในยุโรป เขาจะเล่นกันเรื่องที่ว่า คุณไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ
+ จากปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ ระหว่าง เพลง หนัง หนังสือ อุตสาหกรรม สิ่งไหนถือว่ากระทบมากที่สุด
กรณีหนัง ผมว่าได้รับผลกระทบจาก Piracy น้อยมาก จริงๆ อุตสาหกรรมที่โดนจริงๆ คืออุตสาหกรรมบันทึกเสียง เน้นว่า ‘บันทึกเสียง’ ไม่ใช่ดนตรี ถ้าไปดูตัวเลขจะเห็นยอดขายซีดีวิ่งลง แต่ยอดการแสดงสดวิ่งขึ้น และคนที่จะตายจริงคือนักแต่งเพลง
+ คำว่า ของฟรี กับ อินเทอร์เน็ต ควรเป็นของคู่กันหรือไม่
ข้อมูลควรฟรีใน 2 ความหมาย หนึ่ง-ฟรีในแง่เสรี และสอง-ฟรี ในแง่การเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เพราะอินเทอร์เน็ตมันทำงานอย่างนั้น ถ้าเกิดเราต้องขออนุญาตทุกอย่าง มันก็คงไม่ใช่อินเทอร์เน็ตแล้วล่ะ
เพราะสิ่งที่อินเทอร์เน็ตมันปฏิวัติจริงๆ คือความเร็วในการวิ่งของข้อมูล ถ้าคุณทำให้ทุกอย่างต้องขออนุญาต สุดท้ายระบบที่ต้องขออนุญาตมันจะพังเอง เพราะมันจะมีช่องทางอื่นที่คุณไม่ต้องขออนุญาตแล้วข้อมูลมันจะเร็วกว่า
+ ถ้ากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มันปฏิบัติไม่ได้จริง แล้วเราจะมีทางออกอย่างไร
ในอเมริกาก็เถียงกันอยู่ว่าจะปฏิรูปอย่างไร ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการสำนักงานลิขสิทธิ์อเมริกา ออกมาพูดเองเลยว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ต้องเปลี่ยนแล้ว คุณต้องเลิกจับเด็กโหลดเพลงได้แล้ว การปราบลิขสิทธิ์ต้องไม่ใช่การทำให้เด็กมัธยมเป็นอาชญากรอีกแล้ว นัยก็คือ เขาจะเปลี่ยนไปปราบเว็บไซต์ใหญ่ๆ แทน ตอนนี้เทรนด์มันกลายเป็นอย่างนั้น เรียกได้ว่าเว็บไซต์เหล่านี้ตายกันไปเยอะมาก
+ คิดอย่างไรกับวัฒนธรรมสายโจรสลัดแบบนี้
ผมชอบใช้คำว่า ‘สำเนาเถื่อน’ มันก็มีอยู่เรื่อยๆ เพราะคนเจนเนอเรชั่นใหม่มันเป็นอย่างนั้นแล้ว แต่คนรุ่นเก่าในหลายๆ ส่วนยังไม่เป็น แล้วเขาก็ไม่ค่อยแฮปปี้ ก็แน่นอนที่คนรุ่นเก่าจะไม่แฮปปี้กับคนรุ่นใหม่
แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมว่ามันทำอะไรไม่ได้หรอก
---
ส่วนหนึ่งจาก ก๊อป'คัลเจอร์ คอลัมน์ Main Way ‪#‎WAY66‬
ตุลาคม 2013

https://www.facebook.com/waymagazine/posts/10152960557746456

ทบ.เตรียมจัดพิธีเทิดเกียรติอำลาเกษียณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อย่างยิ่งใหญ่ 29กย.



ทบ.เตรียมจัดพิธีเทิดเกียรติอำลาเกษียณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อย่างยิ่งใหญ่ 29กย. 

ผบ.ทบ.เผย ทรงรับสั่งให้จัดพิธีรวมกับนายพลที่จะเกษียณพร้อมกันเลย ไม่ต้องแยกเช้า-บ่าย ทรงรับเป็นพระอาจารย์พิเศษ สอนเป็นครั้งคราว ให้ นักเรียน จปร.หลังเกษียณ

พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผบทบ.เผยว่า จากการได้เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสึดา สยามบรมราชกุมารีฯ แล้ว ทรงมีรับสั่งว่า ทรงมีความสุขทุกครั้งที่ได้มารร.นายร้อย จปร. และทรงรับเป็นพระอาจารย์พิเศษสอน นักเรียนนายร้อย จปร.เป็นครั้งคราว ให้หลังเกษียณ รวมทั้งพาไปทัศนศึกษา ในสถานที่ต่างๆ
พลเอก อุดมเดช กล่าวว่า ทบ.เตรียมจัดพิธีเทิดเกียรติอำลาเกษียณสมเด็จพระเทพฯ ในวันที่ 29กย. โดยทรงรับสั่งให้จัดพิธีรวมกับนายพลที่จะเกษียณพร้อมกันเลย ไม่ต้องแยกเช้า-บ่าย ตามแหนเดิม ที่ เช้าจะจัดสำหรับ พระองค์ ส่วนบ่าย สำหรับนายพลเกษียณ ทั่วไป แต่ให้จัดรวมกันเลย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ
ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพฯ ทรงเสด็จร่วมงานวันพระราชทานกำเนิด 128 ปี รร.นายร้อย จปร. โดยมี ปลัดกลาโหม ผบสส.ผบทบ.ร่วมงาน รวมทั้ง พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี

บิ๊กป้อม ปรากฎตัว..,,หลังหยุดพักสองสัปดาห์



บิ๊กป้อม ปรากฎตัว..,,
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ปรากฏตัวครั้งแรก ร่วมงาน วันพระราชทานกำเนืด 128 ปี รร.จปร.หลัง ลางาน กว่า2สัปดาห์ เนื่องจากหกล้ม ต้องใส่เฝือกอ่อน ที่แขนซ้ายอยู่ โดยแต่งเครื่องแบบทหาร มาถวายสักการะ ร.5 ใช้เวลาอยู่ราง30 นาที ก่อนเดินทางกลับ

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ถ้าจีน ‘ฮัดเช้ย’ ไทยร้อง ‘ไอ้หยา’ โดย : กาแฟดำ

04082558 ถ้าจีน ‘ฮัดเช้ย’ ไทยร้อง ‘ไอ้หยา’ โดย : กาแฟดำ
แต่ก่อน คนไทยบอกว่าถ้ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐจาม เราก็จะติดหวัด
วันนี้ มีคนเปลี่ยนไปบอกว่าเราต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นตามลำดับ เผลอ ๆ ทางด้านเศรษฐกิจ จีนจะกลายเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของเรามากขึ้น
แปลว่าต่อไปนี้ถ้าจีน “ฮัดเช้ย” ไทยก็ต้องร้อง “ไอ้หยา” กันทีเดียว
ทุกสำนักเศรษฐกิจของไทยยอมรับว่า ที่การส่งออกของเราลดต่ำลง จนอาจจะติดลบได้ในช่วงไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้นั้น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของคือการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ที่เคยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ 8-10% ก็หดตัวลงต่ำกว่า 7%
แม้ว่าไตรมาสแรกของจีนจะรายงานอัตราโตอยู่ที่ 7% แต่ก็มีการคาดกันว่าตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีอาจจะได้เห็นตัวเลข 6% เศษ ๆ เท่านั้น
เมื่อตลาดหุ้นจีนแสดงอาการผันผวนรุนแรง ไม่เพียงแต่นักเล่นหุ้นที่จะต้องอกสั่นขวัญแขวน แต่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจก็จะต้องจับตาทุกความเคลื่อนไหวของจีน เพราะหาก “ฟองสบู่” ตลาดหุ้นจีนแตกจริงอย่างที่นักวิเคราะห์บางส่วนกลัวกัน ส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจมังกรก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
และหากตลาดหุ้นกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนเกิดอาการ “ผิดปกติ” ไม่ว่าจะเป็นไปในทางขึ้นหรือลงก็ตาม ผลกระทบก็จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะในจีนเท่านั้น แต่ไทยและอาเซียนอื่น ๆ ก็จะพลอยได้รับผลทางลบเช่นกัน
เพราะหากดูสถิติการส่งออกของอาเซียนไปจีนในระยะห้าปีที่ผ่านมาจะเห็นการก้าวกระโดดที่รวดเร็วและรุนแรง
นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าในภาพที่เลวร้ายที่สุด หากจีดีพีของจีนปีนี้เฉลี่ยขึ้นเพียง 6.5% ก็จะมีผลทำให้การโตของผลผลิตมวลรวมของไทยลดลงเหลือ 2.5% โดยที่การส่งออกไปจีนลดลง 3-4%
เพราะจีนคือที่มาของรายได้การส่งออกและการลงทุนของไทย ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง
แต่ถ้ามองภาพกลาง ๆ อย่างที่ไอเอ็มเอฟประเมินเอาไว้ นั่นคือจีนจะมีอัตราโตเฉลี่ยปีนี้ทั้งปีที่ 6.8% ก็จะส่งผลให้จีดีพีของไทยอยู่ที่ 3.3% โดยที่การส่งออกของไทยจะลดลง 2-3%
แน่นอนว่าปัจจัยทางลบอื่น ๆ สำหรับเศรษฐกิจไทยในหกเดือนหลังของปีนี้ยังมีอีกหลายประเด็นเช่นภัยแล้ง ใบเหลืองจากสหภาพยุโรปเกี่ยวกับ IUU หรือการประมงผิดกฎหมาย นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ Fed และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นอย่างน่ากังวล
และแน่นอนว่าเรื่องการเมือง รัฐธรรมนูญและความสามารถของรัฐบาล ในการบริหารความคาดหวังของประชาชน ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าหัวข้อต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว
แต่ภาพที่เราต้องพึ่งพาเศรษฐกิจของจีนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นนี้ ทำให้เราต้องทบทวนถึงแนวทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่กำลังจะมีความพัวพันกับเศรษฐกิจในประเทศอย่างแยกออกจากกันไม่ได้เลย
การคบหากับจีนเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น แต่นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงกับเศรษฐกิจจะต้องเดินไปพร้อมกันเพื่อให้เราสร้างอำนาจต่อรองที่แข็งแกร่ง และไม่ติดอยู่ใน “กับดัก” ของนโยบายต่างประเทศที่ขาดมิติรอบด้าน
การรักษา “ดุลถ่วง” และ “ระยะห่างอันเหมาะสม” ในการคบหาจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย สหภาพยุโรปและแม้แอฟริกากับตะวันออกกลาง เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ และอนาคตของประเทศอย่างใหญ่หลวง
นั่นเป็นทางเดียวที่เราจะสร้าง “ภูมิต้านทาน” ให้กับตัวเองเพียงพอ เพื่อว่าหากยักษ์ประเทศใดจามเสียงดัง เราก็ไม่จำเป็นต้องติดโรคหรือล้มป่วยไปอย่างที่กำลังเห็นอาการอยู่ขณะนี้
- See more at:
แต่ก่อน คนไทยบอกว่าถ้ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐจาม เราก็จะติดหวัด
BANGKOKBIZNEWS.COM

รัสเซียเดินหน้าขยายปราบปรามสินค้าลักลอบนำเข้าจากอียูทั่วประเทศ



รัสเซียเดินหน้าขยายปราบปรามสินค้าลักลอบนำเข้าจากอียูทั่วประเทศ
--------------
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ส.ค.58) สำนักข่าว Sputnik news ของรัสเซียรายงานว่า รัสเซียเดินหน้าปราบปรามผลิตภัณฑ์อาหารที่มีผู้พยายามลักลอบนำเข้าไปจำหน่ายในรัสเซียจากกลุ่มประเทศที่แซงชั่นรัสเซียก่อนและถูกรัสเซียตอบโต้ด้วยการห้ามนำเข้าอาหารจากประเทศเหล่านั้น การปราบปรามในครั้งนี้จะดำเนินการทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ ณ จุดผ่านแดนเท่านั้น
หนังสือพิมพ์รายวัน Kommersant ของรัสเซียรายงานว่า การตรวจสอบอาหารที่นำเข้าอย่างผิดกฎหมาย (อยู่ในแบล็คลิสต์) จากประเทศต่างๆที่ร่วมกันแซงชั่นรัสเซียหรือพลเมืองของรัสเซียจะดำเนินการทั่วสหพันธรัฐรัสเซีย ไม่เพียงแต่ตามแนวชายแดนเท่านั้น
รายงานข่าวบอกว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ Dmitry Medvedev ของรัสเซียเตือนว่า มาตรการปัจจุบันเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าต้องห้ามกำลังถูกขัดขวางโดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าพยายามหลบเลี่ยงการแซงชั่นจากรัสเซียด้วยการติดฉลากสินค้าต้องห้ามว่ามาจากประเทศที่สาม จากนั้นก็ขนส่งและกระจายผลผลิตเหล่านั้นไปทั่วประเทศรัสเซีย
อ้าว! ทำไมประเทศที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้ว และมีความเจริญทางอารยธรรมถึงได้หัวหมออย่างนั้นหละนั่นหนะ รัสเซียจับได้ว่าประเทศที่ถูกแบนสินค้ามีความพยามลักลอบนำเข้าสินค้าต้องห้ามมาขายในรัสเซียด้วยวิธีการต่างๆ แม้จะออกมาตรการทำลาย ณ จุดผ่านแดนแล้วก็ยังหลุดรอดการตรวจสอบไปได้ ดังนั้น รัสเซียจึงส่งเจ้าหน้าที่่ของรัฐลงตรวจสอบตามตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ตซะเลย ถ้าตรวจพบแล้วก็จะยืดและนำไปทำลายซะให้เกลี้ยง ดูซิว่าอียูจะอยู่ได้ซักกี่น้ำ
Alexei Alekseenko เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสินค้าการเกษตรจากองค์กร Rosselkhoznadzor ของรัสเซียออกมาเสนอทางเลือกเกี่ยวกับการทำลายสินค้าต้องห้ามที่ถูกจับได้บางประเภทว่า "สินค้าประเภทเนื้อสัตว์ และนม ควรจะนำไปทิ้งที่โรงงานขยะสำหรับผลิตแป้งโปรตีน ซึ่งเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์" (หมายความว่าผลผลิตทางการเกษตรและอาหารบางชนิดที่มีผู้ลักลอบนำเข้าจากประเทศต้นทางต้องห้ามนั้น คนรัสเซียไม่ต้องกิน ให้เอาไปทำเป็นอาหารให้หมากับแมวและสัตว์อื่นๆกินแทนซะเลย คริๆ ช่วยลดต้นทุนให้กับโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างมาก เพราะได้มาฟรีๆ)
แต่ทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีว่ายอมรับหรือปฏิเสธเกี่ยวกับความคิดเห็นดังกล่าว สุดท้าย Alexei Alekseenko ก็กล่าวว่าการทำลายสินค้านำเข้าต้องห้าม เป็นวิธีเดียวที่จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับผู้ลักลอบนำเข้าได้อย่างแท้จริง
เสียใจด้วยนะอียู ไม่ว่าจะมุดน้ำดำดิน ติดฉลากตบตาว่าสินค้าต้องห้ามนำเข้าเหล่านั้นมาจากประเทศที่สาม ก็ไม่อาจจะรอดพ้นสายตาของรัสเซียไปได้ แม้จะหลุดหลอดนะจุดตรวจผ่านแดน แต่รัสเซียก็มีก๊อกสองคือตามไปตรวจจากแหล่งจำหน่ายปลายทางซะเลย เมื่อพิสูจน์ได้ว่าสินค้าเหล่านั้นมาจากประเทศต้องห้ามจริง ทางการก็จะยึดไปทำลายทันที ใครรับสินค้าประเภทนี้มาขาย ก็มีแต่จะขาดทุน ดูซิว่าอียูจะมามุกไหนอีก

หากจบยก คสช.ต้องลงเวทีไป วิกฤตของบ้านเมืองยังคงเหมือนเดิม ใครต้องรับผิดชอบ?


Chaiwat Suravichai

เรา ได้ใช้ความคิดความรู้สติปัญญาออกแรง ทำอะไรมากพอให้กับแผ่นดินเกิดหรือยัง
04082558 อังคารสีชมพู คอลัมน์ “คิดเพื่อชีวิตบ้านเมืองและแผ่นดินเกิด” กับ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
@ หากจบยก คสช.ต้องลงเวทีไป วิกฤตของบ้านเมืองยังคงเหมือนเดิม ใครต้องรับผิดชอบ?
• 1.ฝากคำถามใหญ่ ให้คนไทยทุกคน ได้คิดก่อนให้คำตอบ
๑. เรา ได้ใช้ความคิดความรู้สติปัญญาออกแรง ทำอะไรมากพอให้กับแผ่นดินเกิดหรือยัง
๒. ใครต้องรับผิดชอบ สิ่งที่เกิดขึ้น
ก. พลเอกประยุทธ หัวเรือใหญ่คสช.ที่สร้าง5สายน้ำ ให้ความหวังคืนสุขให้คนไทย
ข. ไอ้-Eตัวร้ายนอมินีของทักษิณ ที่ใช้อำนาจรัฐโกงทำร้ายประชาชนทำลายประเทศชาติ
ค. ผู้นำสังคมนักวิชาการปัญญาชนเอนจีโอที่เข้ามาทำหน้าที่สปช.
ง. แกนนำกปปส.ที่นำมวลมหาประชาชนขับเคลื่อนใหญ่ จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องยุบสภา
และก่อให้เกิดช่องว่าง สร้างเงื่อนไขให้ พลเอกประยุทธ นำคสช.เข้ายึดอำนาจฯ
จ. พรรคการเมืองและนักการเมือง
• 2. ความเห็นของ 4 กลุ่มข้างต้น
ก. คสช.-ครม. ; ต้องมาดูหัวหน้าใหญ่ “ พลเอกประยุทธ” กัปตันนาวาไทย
๑. ผมทำตามโรดแมป แล้วแต่ละฝ่ายก็ไปดำเนินกันต่อเอง , เข้าใจไหม
๒. หากจะให้อยู่ต่อ : ก็บอกมา จะให้ทำอย่างไร
ข. ไอ้-Eตัวร้ายนอมินีของทักษิณ
๑. ดูคำพูดแกนนำหลายคนที่ออกมาชี้นิ้วใส่คนอื่น ยกตัวอย่าง
Sms DStation 03/08/2558 14.20
สุรพงษ์ชี้ ร่างรธน.ผ่านหรือไม่ อยู่ที่ คสช.กำกับ ประเทศถอยหลัง-ศก.ถดถอย
แม่น้ำ 5 สาย (คสช. ครม. สนช. สปช. กมธ.ยกร่างรธน.) ต้องรับผิดชอบ
๒. ประชาชน ที่ได้รับเคราะห์กรรมใหญ่จาก การปกครองของระบอบทุนสามานย์ทักษิณ
ใครที่ทำให้ประเทศประสบวิกฤตที่สุดในโลก ต้องรับผิดชอบ
ใช้อำนาจรัฐบาลโครตโกงประชานิยมทำให้ประเทศติดกับดักปัญหาสร้างหนี้แสนล้าน
ใช้อำนาจเผด็จการรัฐสภาออกกฏหมายขัดรัฐธรรมนูญ ทำเพื่อทักษิณ-พรรคเพื่อไทย
ค. ผู้นำสังคมนักวิชาการปัญญาชนเอนจีโอที่เข้ามาทำหน้าที่สปช.
๑. ไม่ใช่ทำการปฏิรูปให้ดีถูกต้อง แต่ต้องทำให้มันผ่านได้ก่อน เพราะสังคมมีข้อจำกัด
๒. ความขัดแย้งไม่เป็นเอกภาพของแม่น้ำ5 สาย,กมธ.ยกร่างกับสปช.,สปช.ด้วยกันเอง
๓. ปัญหาหลัก อยู่ที่ทางคสช.ไม่ปฏิรูปจริง(แกนนำในหลายภาคส่วนให้ความเห็นภายใน)
ง. แกนนำกปปส.ที่นำมวลมหาประชาชนขับเคลื่อนใหญ่
๑. แกนนำกปปส. เปิดโอกาสให้ คสช.ครม.สนช.สปช.กมธ.ยกร่างรธน.ทำหน้าที่ฯ
๒. ไม่ได้ทำบทบาทในการเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ต่อ คสช.
จ. พรรคการเมืองและนักการเมือง
๑. แม้จะมีความจำกัดจากคสช.ในการสร้างความร่วมมือในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย
แต่การนำเสนอ ยังอยู่ในกรอบเก่า รักษาผลประโยชน์ของพรรคการเมืองของตน
และมีส่วนเป็นตัวการขัดขวางโอกาสการปฏิรูปการเมืองการปฏิรูปประชาธิปไตยฯ
๒. ไม่ได้เสนอแนะในสร้างสรรค์ ให้มีการสร้างประชาธิปไตยมาก่อนผลประโยชน์ของตน
• 3. ความเห็นของภาคประชาชนต่อ 4 กลุ่ม
ก. พลเอกประยุทธ หัวเรือใหญ่คสช.ที่สร้าง5สายน้ำ
ด้านบวก : เป็นด้านที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน แต่ก็ปิดบังสายตาตนเอง
๑. ทำหน้าที่ได้ดีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการสร้างความสงบ ทำให้บ้านเมืองเดินต่อได้
๒. แก้ปัญหาของประชาชนและประเทศที่เกิดจากรัฐบาลนอมินีทักษิณได้ส่วนหนึ่ง
๓. ได้ดำเนินการตามโรดแมป
ด้านลบ : หัวใจสำคัญ คือ “ไม่เข้าใจภารกิจ-หน้าที่ของตนในสถานการณ์พิเศษ”
๑. จัดบทบาทตนเองผิด ที่จะต้องประสานร่วมมือกับกปปส.ที่เป็นพลังเปลี่ยนแปลง
ไปจัดการกับพลังล้าหลังที่สร้างวิกฤตใหญ่ให้กับประเทศชาติ
กลับไปวาง กปปส. = ทักษิณพรรคเพื่อไทยแกนนำนปช.(ไม่ให้มีบทบาทซึ่งผิด)
๒. ไม่ได้ส่งเสริมบทบาทคนดีมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์มาทำหน้าที่
แต่ใช้เครือข่ายพวกเพื่อน มาทำหน้าที่บริหารประเทศ ทำให้มีความจำกัด
๓. ไม่จัดการกับผู้ร้ายตัวฉกรรจ์คือทักษิณยิ่งลักษณ์สมชายและพรรคเพื่อไทยนปช.
ในการลงโทษตามกฏหมายอย่างเด็ดขาดทันกาล และการยึดทรัพย์ที่โกงคืน
๔. ไม่ดำเนินการใช้อำนาจเด็ดขาด ปฏิรูประบบโครงสร้างการเมืองและคุณภาพคน
๕. การใช้ข้าราชการกองทัพ แบบการใช้อำนาจ ไม่มีการแยกแยะคนที่เดือดร้อนจริง
ขาดการเสริมสร้างการแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ แต่ใช้การห้ามไปหมด.
ข. ไอ้-Eตัวร้ายนอมินีของทักษิณ
๑. ไม่ช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
๒. แต่กลับทำทุกวิถีทางที่จะลดบทบาทหน้าที่ของคสช.ครม.และแม่น้ำ 5 สาย
๓. มิหน้ำซ้ำยังไปชักศึกร่วมมือกับต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศ โจมตีไทย
ค. ผู้นำสังคมนักวิชาการปัญญาชนเอนจีโอที่เข้ามาทำหน้าที่สปช.
๑. ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่หลักที่ต้องเน้นที่การปฏิรูปการเมือง
๒. แต่ไปทำหน้าที่ในประเด็นรองหรือย่อยในส่วนของตนเป็นหลัก
๓. บางคนบางส่วน เน้นแสดงบทบาทตัวเอง มากกว่า คิดถึงเรื่องของส่วนรวม
ง. แกนนำกปปส.
๑. ประชาชนส่วนไม่น้อย ผิดหวัง ที่แกนนำกปปส.ไม่ได้ทำหน้าที่ต่อเนื่อง
ทำให้พลังของมวลมหาประชาชนที่มีคุณค่า ต้องกระจายกัน และหยุดการทำหน้าที่ต่อ
๒. แกนนำสึกแล้วมาจัดตั้งมูลนิธิฯ ก็จะต้องทำหน้าที่เสนอแนะเชิงสร้างสรรค์จริงจัง
จ. พรรคการเมืองและนักการเมือง
๑. ควรจะสนับสนุนส่งเสริมการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย
๒. ต้องช่วยทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนประเทศชาติกรณีต่างชาติทำไทย
• 4. ทำไม ? ไม่ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ
๑. ในภาพรวม
ขาดวิสัยทัศน์ของผู้นำคสช.ที่จะมองเห็นทางแก้วิกฤตของประชาชนและประเทศ
ขาดความเป็นผู้นำในระดับรัฐบุรษที่จะกล้าหาญเสียสละทำเพื่ออนาคตของประเทศ
คิดถึงการอยู่รอดของตนเอง ทำงานเฉพาะหน้าที่ เหมือนอยู่ในภาวะปกติ
ขาดการประสานความร่วมมือกับพลังฝ่ายดี ไปขจัดคนและระบบโครงสร้างไม่ดี
ชนชั้นนำในสังคมไทย ล้วนขาดความกล้าหาญเสียสละที่จะออกมาทำหน้าที่เพื่อชาติ
ไม่ได้คิดว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะเป็นส่วนสำคัญของประเทศไทย
ผู้นำส่วนใหญ่ ยังคงติดกรอบ ประชาธิปไตย=การเลือกตั้ง ต้องสังกัดพรรคการเมือง
ขาดประสบการณ์และบทเรียนในการทำหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบ
“ เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ขาดประสบการณ์, เมื่อมีประสบการณ์ ก็ไม่มีโอกาส “
๒. ในส่วนเฉพาะ
คนบางส่วน ยังเน้นการสร้างภาพขยายบทบาทของตนเองให้เป็นข่าวฯ
คนบางกลุ่มยังคงมีอคติและขาดการใช้ความรู้สติปัญญาความจริง มาแก้วิกฤต
นักการเมือง นักวิชาการ ยังมีสังกัดขึ้นต่อคนบางคน ต้องรับใช้ เพื่ออนาคตตนเอง
“ ผู้นำบางคนมีความมั่นคงแล้ว ไม่ต้องการทำเรื่องใหญ่ ที่มีความเสี่ยง”
• ข้อสรุป
1.พิจารณาดูแล้ว โอกาสของการปฏิรูปประชาธิปไตยมีน้อย คงต้องกลับไปสู่วัฏจักรเดิม
2.แต่หน้าที่ของคนไทย ต้องพยายามทำทุกอย่างทุกทางเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น
3. คำถามใหญ่ที่ต้องตอบกับตนเอง
เราก็เป็นคนเก่งมีความรู้ความสามารถ ได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะผู้นำของสังคม
เราได้ใช้ความคิดความรู้สติปัญญาและออกแรง มากพอเพียง
ที่จะแก้วิกฤตของสังคมที่มีอยู่หรือไม่ ? ทำไม ?
……………………………

คนฮ่องกงประท้วงคำตัดสินศาล



ภาพของคุณอึ๊งหล่ายหยิง (Ng Lai-ying) 30 ปีที่ได้รับบาดเจ็บจนดั้งจมูกหักระหว่างการชุมนุม แต่แทนที่จะได้รับการเยียวยา ศาลแขวงฮ่องกงเพิ่งตัดสินว่าเธอมีความผิดฐานใช้ “นม” เป็นอาวุธทำร้ายตำรวจ และให้จำคุกสามเดือนครึ่ง เหตุเกิดเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา คุณอึ๊งพร้อมกับแฟนหนุ่มนศ.ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดและลงโทษจำคุกเหมือนกัน และฮ่องกงอีกหลายคนรวมตัวประท้วงชาวจีนแผ่นดินใหญ่เดินทางที่เข้าประเทศ เพื่อซื้อสินค้าไปขายในจีน (anti-parallel trading protests) เขาว่ามันกระทบทำให้ราคาสินค้าในฮ่องกงแพงขึ้น และมีการขาดแคลนสินค้าในบางช่วง (เช่น กรณีการแห่ข้ามมาซื้อนมผงสำเร็จรูปไปขายในจีนแผ่นดินใหญ่)
ในคำพิพากษา ศาลบอกว่าคุณอึ๊ง “ใช้ความเป็นสตรีเพศกุข้อกล่าวหาว่าถูกเจ้าหน้าที่ลวนลาม ถือเป็นการกระทำที่มีเจตนาชั่วร้าย” สร้างความเสื่อมเสียแก่เกียรติยศให้สารวัตรใหญ่ที่ทำหน้าที่ควบคุมฝูงชน ศาลหาว่าคุณอึ๊งตะโกนร้องว่าถูกตำรวจลวนลาม ซึ่งคุณอึ๊งบอกว่าตะโกนจริง เพราะรู้สึกว่ามีคนเอามือมาแตะหน้าอกเธอ โดยอาจเกิดตอนที่เธอถูกผลักจนล้มจนจมูกหัก (ดูวิดีโอประกอบ) ช่วงนั้นทั้งตำรวจ ทั้งชาวบ้านดันกันจนชุลมุนวุ่นวาย นอกจากคุณอึ๊งแล้ว ยังมีจำเลยอีกสามคน (“The Yuen Long Four” เป็นชื่อย่านการค้า) ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด และสั่งลงโทษจำคุกแตกต่างกันไป รวมทั้งแฟนคุณอึ๊งเอง นักเรียนอายุ 14 ปีคนหนึ่งด้วย อย่างน้องอายุ 14 ถูกศาลตัดสินว่าขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่เพราะเอา “ไหล่” ไปดันแขนขวาของสารวัตรคนเดียวกัน อืม....
เป็นคำตัดสินที่กระตุ้นให้เกิดการชุมนุมใหญ่ “Breast Walk” ทั้งชายทั้งหญิงใส่ยกทรงพร้อมตะโกนและถือป้ายบอกว่า “นมไม่ใช่อาวุธ” บางป้ายบอก "God will punish" ไม่รู้ว่าลงโทษผู้พิพากษาหรือใคร ผู้ประท้วงคนหนึ่งบอกว่า ไม่มีอะไรจะอัปลักษณ์ไปกว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้ “มันเหมือนชี้ไปที่กวางแล้วบอกว่าเป็นม้า” ส่วนผู้พิพากษาก็อ้างว่าถูกขู่ทำร้าย คงมีการประกันคัวออกไป และสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ฟังดูเหมือนศาลฮ่องกงจะเจริญรอยตามศาลในบางประเทศนะครับ หรืออาจเป็นเพราะอิทธิพลของจีนก็ได้

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"หม่อมอุ๋ย"ปัดข้อเสนออยู่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี ยันยึดโรดแมป ชี้ต้องรักษาสัญญาปชช

"หม่อมอุ๋ย"ปัดข้อเสนออยู่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี ยันยึดโรดแมป ชี้ต้องรักษาสัญญาปชช.-ประชาคมโลก

 03 ส.ค. 2558 เวลา 18:20:37 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์กรณีข้อเสนอให้รัฐบาลอยู่ต่ออีก 2 ปี เพื่อปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ว่า "ผมยึดตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะเราสัญญาประชาชนไว้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประชาชนแต่เป็นประชาคมโลกด้วย เราต้องยึดตามนั้น เพราะเช่นนั้นคนจะมองว่า เอ๊ะ เมืองไทย จะเอาอย่างไรกันแน่เนี่ย ฉะนั้นทั้งประชาชนและประชาคมโลกเราต้องยึดไว้ตามนั้น"

บิ๊กโด่ง ผบทบ.ประเมินผลงานทบ.9 เดือน ทำตามแผนงานได้74%



บิ๊กโด่ง ผบทบ.ประเมินผลงานทบ.9 เดือน ทำตามแผนงานได้74% สั่งให้ทำให้ได้เต็ม100 ๒ในเวลา2เดือนที่เหลือ สั่ง ผบ.นขต.ทบ. เดินหน้านโยบาย บิ๊กตู่ สั่งทำต่อ อาหารจานด่วนราคาถูก

พลเอก อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน การประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ซึ่งเป็นครั้งรองสุดท้าย ก่อนเกษียณ กย.นี้
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก ทบ.ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องนำข้อห่วงใยของ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมสิ่งที่จะต้องเพิ่มเติมให้กิจกรรมมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เข้าหารือกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกประชาชน การรักษาความปลอดภัย การจัดรูปขบวน ให้เกิดความเรียบร้อยในทุกมิติ สมพระเกียรติ และประชาชนได้มีโอกาสเข้าร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีอย่างกว้างขวาง
ผบทบ.ยัง กำชับ ในการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ต่อไป ในขณะนี้ ซึ่งหน่วยทหารของกองทัพบกได้จัดโครงการอาหารจานด่วนราคาพิเศษ บริเวณหน้าหน่วยทหารและชุมชนรอบค่าย มาตลอดเดือนกรกฎาคม เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีประชาชนได้ประโยชน์ และเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ได้กำชับให้ทุกหน่วยของกองทัพบกเดินหน้าจัดโครงการอาหารจานด่วนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และดำเนินการในหลากหลายลักษณะ พัฒนาให้เกิดความสะดวกและง่ายต่อการบริการประชาชน
พลเอกอุดมเดช ได้ กำหนดให้ในปี 2558เป็น “ปีแห่งการปฏิบัติงานของกองทัพบกที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และเป็นรูปธรรมในทุกด้าน” นั้น ในช่วง 9เดือนที่ผ่านมา กองทัพบกได้ดำเนินตามแผนงานที่กำหนดไว้เรียบร้อยถึง 74 เปอร์เซ็นต์ และได้กำชับให้ใน 2 เดือน จากนี้ ให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินตามแผนงานอีก 26 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้กองทัพบกมีความก้าวหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ พลเอกอุดมเดช ยังได้ย้ำให้กองกำลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก ให้ดำรงแนวทางการปฏิบัติภารกิจในการป้องกันประเทศ ป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการพัฒนาสร้างความมั่นคงพื้นที่ชายแดน ให้ดำรงการฝึกกำลังพลให้มีความพร้อม ทั้งบุคคล และเป็นหน่วย มีความรู้ด้านกฎหมาย การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการช่วยเหลือประชาชนชายแดน
ส่วนการดูแลและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่างๆ ผบทบ.ให้หน่วยทหารได้ปรับเปลี่ยนการช่วยเหลือไปตามสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้หน่วยทหารของกองทัพบก ได้ดำเนินการในหลายเรื่อง ได้แก่ การแจกจ่ายน้ำปริมาณ 39 ล้านลิตรเพื่อการอุปโภค บริโภคในพื้นที่แล้งจากฝนทิ้งช่วง การช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนจากเหตุวาตภัยในภาคอีสาน การขุดลอกคูคลองตามโครงการ “ปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำ จำนวน ๑๖๙ โครงการ ๓๘ จังหวัด” ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งการช่วยสร้างความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ.
ทั้งนี้ พลเอกอุดมเดช ได้ให้กองทัพภาคและกรมการทหารช่าง พิจารณาจ้างงานให้กับประชาชนในพื้นที่ ในโครงการหรือแผนงานที่หน่วยทหารจะต้องดำเนินการในปีงบประมาณนี้ เพื่อเป็นการสร้างและกระจายรายได้สู่ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง
พลเอกอุดมเดช ได้ให้กำลังใจกับกำลังพลของกองทัพบก ที่ทุ่มเทปฎิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในส่วนของกองกำลังชายแดน จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และกำลังพลที่ช่วยเหลือประชาชน ซึ่ง ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้ผู้บังคับหน่วย ดูแลเรื่องสวัสดิการ การวางตนที่เหมาะสมเมื่อไปปฏิบัติภารกิจนอกหน่วย การปรับปรุงพัฒนาอาคารสถานที่ทำงานและบ้านพักให้มีความสะดวกสบาย รวมไปถึงให้เร่งดำเนินโครงการดูแลบุพการีที่พิการ และทุพพลภาพของกำลังพล เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน

"พลเอกอุดมเดช"ยัน กลุ่ม"สุเทพ"ไม่มีแรงกดดัน ต่อรัฐบาล-คสช. เหนือกลุ่มอื่น



"พลเอกอุดมเดช"ยัน กลุ่ม"สุเทพ"ไม่มีแรงกดดัน ต่อรัฐบาล-คสช. เหนือกลุ่มอื่น ยันพร้อมฟังข้อเสนอที่ดี ยันให้สิทธิทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน หาก นปช.จะแถลงข่าว แต่ขอไม่พาดพิงเรื่องการเมือง ยันจะไม่ยอมหากส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยที่คสช.ดูแล ยอมรับ อาจมีเหตุบางประการอาจต้องปรับเวลาบ้าง แต่ยันคสช.ยึดโรดแมป และ รธน.ชั่วคราว สั่งหน่วยทหาร ติดตามความเคลื่อนไหวทุกกลุ่ม ยอมรับ กปปส.แถลงข่าวทำเรียบร้อย ไม่สร้างความหนักใจ เน้นพูดคุย แม้เห็นต่าง แต่อยู่ในกรอบ ที่เรียบร้อย ไม่สร้างความหนักใจ ให้หน่วยคิดตามสถานการณ์

พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก/รมช.กห./เลขาคสช. กล่าวว่า ในการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกได้เน้นย้ำเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้สถานการณ์สงบเรียบร้อยเน้นการสร้างความเข้าใจกับทุกกลุ่ม ยินดีรับฟังทุกกลุ่มที่วิพากวิจารณ์การทำงาน
ส่วนกรณีที่นายสุเทพเทือกสุบรรณ แถลงจัดตั้งมูลนิธิฯขอบคุณที่เข้าใจการทำงานของรัฐบาลพร้อมยืนยันให้ความเท่าเทียมกับทุกกลุ่มในการแสดงความเห็นต่างๆหากคสช.ทำไม่ถูกต้องพร้อมรับคำติติงที่ผ่านมาก็มีการส่งSMS ท้วงติงรัฐบาลมาซึ่งการแสดงความคิดเห็นที่หวังดีต่อรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องดีขอให้อยู่ในกรอบ
ทั้งนี้ที่ผ่านมายืนยันว่ารับฟังความเห็นทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มของนายสุเทพ ไม่มีแรงกดดัน ต่อรัฐบาล-คสช. เหนือกลุ่มอื่น
โดยการรับฟังความเห็น มีช่องทางผ่านสภาปฎิรูปและศูนย์ปรองดองซึ่งแต่ละพื้นที่ได้เปิดรับฟังความเห็นของแต่ละฝ่ายอยู่ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ได้แสดงความคิดเห็นที่อยู่ในกรอบแต่ทางฝ่ายความมั่นคงก็ใช้ความระมัดระวังให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นโดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ขณะเดียวกันยืนยันว่าการดำเนินการของคสช.จะไม่เอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่งทุกคนสามารถแสดงความเห็นที่อยู่ในกรอบได้โดยไม่ต้องไปพาดพิงทางการเมืองแต่หากมีการพาดพิงถึงก็ต้องมีการระงับตามที่คสช.กำหนดกฎเกณฑ์ไว้
พลเอกอุดมเดชกล่าว ยืนยันว่าโรดแมปของรัฐบาลคสช. ยังเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีระบุ แม้อาจมีการขยายเวลาไปบ้างก็ตาม
ส่วนการที่ นปช. ต้องการจะแถลงข่าว บ้างนั้น ผบทบ.กล่าวว่า ขอให้สบายใจว่า เราให้สิทธิทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน แต่ต้องไม่ละเมืด กม. หรือนำไปสู่ความขัดแย้ง

CR เพจวาสนา นาน่วม

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทิดเทือกยันชัด เปิดอ้า-ไร้กรอบเวลา

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ก.ค. 2558 05:20

เปิดอ้า-ไร้กรอบเวลา พท.จวกยืด‘โรดแม็ป’ ตอกวิษณุกบในกะลา
“สุเทพ” นำทีม 12 แกนนำ กปปส.เปิดตัวมูลนิธิมวลมหา ปชช. เพื่อปฏิรูปประเทศ “ทิดเทือก” นั่งแป้นประธานคุมบังเหียนกดดันรัฐบาล คสช.ต้องปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ไร้กรอบเวลา พร้อมอาสาเป็นกระบอกเสียงตอบโต้ต่างชาติ ลั่นเคลื่อนไหวไม่เกี่ยวโยง ปชป.-ไม่หวนเล่นการเมือง “กษิต” รับหน้าเสื่อช่วยงานด้านต่างประเทศ ก๊วน 40 อดีต ส.ว.เด้งรับ “ไพบูลย์” จ่อชงเข้า สปช. อ้างสางงานหลักให้ลุล่วง “เสรี” เชียร์วางกรอบ-เป้าหมายให้ชัดก่อน ด้าน “ดิเรก” ขวางลำยื้อเวลา ซัดยิ่งเพิ่มปัญหา พท.คาใจ “เทือก” ออกโรงฉลุย ดักคออย่าสร้างเงื่อนไขเขย่าโรดแม็ป นปช.ฉะลั่นกลองรบหวังล้มเลือกตั้ง กมธ.ตั้งแท่นทบทวนรอบสุดท้ายร่าง รธน.มั่นใจไม่อคติเสียงโหวตผ่านแน่ “ปึ้ง” ตอก “บิ๊กตู่” เด็กๆยิงมุกลืมชื่อ “ทักษิณ” ปึ้งเฉ่งวิษณุพวกกบในกะลากล่าวหานายใหญ่ให้ร้ายประเทศ
กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส.เดินหน้าเคลื่อนไหวทำงานการเมืองภาคประชาชนหลังจากลาสิกขาออกมา ล่าสุดได้เปิดตัว มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ผลักดันให้รัฐบาลนี้ต้องปฏิรูปประเทศให้เสร็จสิ้นก่อนจะมีการเลือกตั้ง โดยไม่มีกรอบระยะเวลา
“ทิดเทือก”เปิดตัวมูลนิธิมวลมหา ปชช.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 ก.ค. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล สี่แยกราชประสงค์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ อย่างเป็นทางการ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารนำโดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ สังกัดกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พร้อมด้วย พ.ท.ภาสกร กุลวิวรรณ ผบ.ม.พัน. 1 พล.ม.2 นำนายทหารร่วม 10 นาย มาสังเกตการณ์และพร้อมบันทึกภาพเหตุการณ์ ก่อนหารือกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดย พ.อ.บุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการพูดคุยเพื่อตกลงขั้นตอนและการดำเนินงาน ยืนยันว่าการแถลงข่าวหากมีประเด็นที่ผิดไปจากระเบียบหรือมาตรฐานที่เคยปฏิบัติไว้ คือ มีประเด็นทางการเมือง จะดำเนินคดีทางกฎหมายทันที ทั้งนี้ภายในงานยังมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตรองหัวหน้าพรรค นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศและอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม.
ขอเป็นศูนย์กลางดันปฏิรูปก่อน ลต.
ต่อมาเวลา 10.00 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการคณะกรรมการฯ กล่าวเปิดตัวมูลนิธิฯและคณะกรรมการว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะรับเป็นประธานมูลนิธิฯ นายถาวร เสนเนียม นายอิสสระ สมชัย นายวิทยา แก้วภราดรัย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นรองประธานมูลนิธิฯ นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ นายชุมพล จุลใส นายสกลธี ภัทธิยกุล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ร่วมเป็นคณะกรรมการมูลนิธิฯ ตนเป็นเลขานุการมูลนิธิฯ และ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร เป็นผู้ช่วยเลขานุการฯ โดยมีวัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิฯคือ 1. สนับสนุนการศึกษาวิจัย สัมมนา หรือการประชุม รวบรวมความรู้ ความคิดเห็น ในรูปแบบต่างๆเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 2.ติดตามศึกษารวบรวม และวิเคราะห์รายงานข้อมูลและสถานะของประเทศเป็นระยะ 3. ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ 4. ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความเป็นกลาง

“ณัฐวุฒิ” เย้ยอนาคตประเทศอนาถาถึงขั้นต้องมีมูลนิธิมาดูแล

“ณัฐวุฒิ” เย้ยอนาคตประเทศอนาถาถึงขั้นต้องมีมูลนิธิมาดูแล ชี้เหมือนเป็นผลดีแต่ยิ่งกดดันรัฐบาล

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับมูลนิธิมวลมหาประชาชนนั้น ชวนให้ฉุกใจคิดว่า เรามาถึงจุดที่อนาคตประเทศไทยดูอนาถาจนถึงขั้นต้องมีมูลนิธิเข้ามาดูแลได้อย่างไร การแสดงตัวเป็นพวกเดียวกัน และประกาศสนับสนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้งโดยไม่มีกรอบเวลานั้น ดูเหมือนจะเป็นผลดี แต่แท้จริงแล้วเป็นการสร้างแรงกดดันใส่รัฐบาลที่ยืนยันโรดแมปมาตลอด เป็นไปได้ว่า ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจะเป็นข้ออ้างที่ใช้สร้างสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมาอีก ทั้งที่นับวันคำว่าปฏิรูปก็ดูเลื่อนลอยไร้รูปธรรมมากขึ้นทุกที ลองเอาทุกคนที่นั่งบนเวทีแถลงข่าวมาแยกห้องให้อธิบายคำว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เชื่อว่าจะไปกันคนละทิศละทาง ถ้าเปลี่ยนคำพูดเป็นจัดการอีกฝ่ายให้เสร็จก่อนเลือกตั้งนั้น น่าจะตรงความจริงมากกว่า
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่อ้างว่า จะเสนอเนื้อหาปฏิรูปหรือรัฐธรรมนูญนั้น ก็สงสัยว่าเขาทำกันปีกว่าจนเกือบเสร็จแล้ว จะมาเสนออะไรตอนนี้ รวมความก็คือแถลงทางการเมืองทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะจงใจไม่ได้ยิน ทั้งนี้ หากประเมินให้ลึกลงไปอีกจะเห็นว่า สถานการณ์นี้ปี่กลองเริ่มเชิด บนเวทีมีนักมวยอยู่เต็มไปหมดจนชักมองไม่ออกว่าใครจะชกกับใคร หรือใครเป็นพวกใคร ทางออกเดียวที่เกิดประโยชน์สูงสุดคือ ต้องมีกติกาที่เป็นสากลโดยประชาชนเป็นกรรมการ และก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าต่อไปนั่น อยากฝากสำนวนไทยไว้เป็นข้อคิดว่า เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด แต่ถ้าเดินตามกำนันให้ระวังกำนันกับพวกดีๆ ก็แล้วกัน 
“การแถลงข่าวคราวนี้ ถือเป็นมาตรฐานใหม่เพราะกลุ่มผู้แถลงสามารถแต่งกายแบบเดียวกับที่ใช้เคลื่อนไหวก่อนยึดอำนาจได้ ในสัปดาห์หน้า ผมตั้งใจจะชวนแกนนำนปช.ใส่เสื้อสีแดงเปิดแถลงข่าวเรื่องสถานการณ์นกกรงหัวจุกในประเทศไทยบ้าง ก็มั่นใจว่าจะได้รับอนุญาต ส่วนรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง”นายณัฐวุฒิกล่าว 

ประยุทธ์พระเอ้ก พระเอก !!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
31 กรกฎาคม 2558 01:18 น.

เกาะกระแส
       
       00 ถ้าบอกว่าในบรรดาผู้นำของหลายชาติที่เป็น"พระเอก" ก็น่าจะนับเอา "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.ของเราติดไปด้วยอีกคนหนึ่งเป็นแน่ ดูอย่างกรณีที่สหรัฐอเมริกา "กดหัว" ประเทศไทย ด้วยการคงอันดับ"เทียร์ 3" นั่นคืออยู่ในกลุ่มที่ไม่มีการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์หรือการค้าทาสยุคใหม่รุนแรง ความหมายก็คือ ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศป่าเถื่อน ล้าหลังเหมือนกับอีกหลายประเทศที่สหรัฐฯ เป็นคนชี้นิ้วกำหนดให้เป็น แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ยิ้มรับ ไม่สนใจ บอกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เรามีมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แม้ผลจะออกมาแบบนี้ เราก็จะเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเข้มข้นต่อไป จะร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ และนานาชาติต่อไป แถมยังแสดงความยินดีกับมาเลเซีย เพื่อนบ้านของเราที่ได้รับเลื่อนอันดับขึ้นมาเป็น เทียร์ 2 นอกจากนี้ยังออกมาปรามคนที่เป็นเดือดเป็นแค้นที่เราถูกกระทำโดยการรณรงค์ในโลกโซเชียลฯ บอยคอตสินค้าสัญชาติอเมริกัน แต่ลุงตู่ ก็ออกมาเบรกว่าอย่าทำเลย แหม พระเอ้ก พระเอกซิไม่มีละ !!
       
       00 แต่เอาเถอะ จะอย่างไรก็แล้วแต่ แต่น่าจะถึงเวลาที่เราจะต้องหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังเสียที โดยเฉพาะการปฏิรูปภายในทุกภาคส่วนที่เวลานี้เหมือนกับว่า "หยุดนิ่ง" กับที่แล้ว และสิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังหัวหมุนอยู่ ก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องที่กำลังที่กำลังมีปัญหาหนักข้อขึ้นทุกวัน ซึ่งก็ถูกต้องแล้วที่ต้องเอาเวลาไปหมกมุ่นแก้ปัญหา เพราะเกี่ยวข้องกับชาวบ้าน แต่ก็ต้องต้องไม่ลืมเช่นเดียวกันว่า หากโครงสร้างเดิมๆ ยังอยู่ ระบบข้าราชการยังห่วยแตกอยู่แบบนี้ และที่สำคัญ นี่คือความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่จะนิ่งเฉยไม่ได้เป็นอันขาด ที่ผ่านมามักจะอ้างว่าก็กำลังพิจารณาในสภาปฏิรูปฯ สนช.กำลังพิจารณากม.หลายฉบับ มีการยกร่างรธน. ทุกอย่างกำลังเดินไปตามโรดแมป มันก็ใช่ แต่มันรู้สึกล่องลอยพิกล เพราะผู้นำไม่ได้มีท่าทีชัดเจน หรือมีการส่งสัญญาณเอาจริงเอาจังให้เห็น มิหนำซ้ำยังไม่สนใจ โยนไปให้รัฐบาลหน้า ความหมายแบบบ้านๆ ก็คือ "กูไม่ยุ่งแล้ว" อย่างนั้นหรือเปล่า
       
       00 เรื่องปฏิรูปตำรวจก็เฉย ไม่สนใจแล้ว การกระจายอำนาจ ก็เงียบ หลังจากเจอขรก.มหาดไทยเป่าหู ซึ่งแน่นอนว่า จะแก้ปัญหาหรือปรับโครงสร้างหน่วยงานใด หากไปถามหน่วยงานนั้นฝ่ายเดียวมันก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เหมือนกับการปฏิรูปตำรวจ ถ้าให้ตำรวจเป็นคนทำ คำตอบก็รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ก็ไม่ต่างจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 ไปถามบิ๊กมท. ก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้เลย
       
       00 กำลังได้บทเรียนสาสมขึ้นทุกวันสำหรับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่สำนึก ยังสำคัญตัวเองผิด ด้วยการอาสาขอมาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็โดนตอกกลับไปจนหน้าหงายว่า "ลืมชื่อ" คนแบบนี้ไปนานแล้ว แม้แต่ "ลูกน้องเก่า" อย่าง วิษณุ เครืองาม ที่มาวันนี้ให้บทเรียนกลับไปอย่างเจ็บแสบว่า "แค่หยุดพูดทำลายชาติ" ก็ถือว่าช่วยแล้ว ไงล่ะ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ พับเผื่อย !!
       
       00 น่าจับตาจริงๆ กับบทบาทของ สุเทพ เทือกสุบรรณ หลังจากลาสิกขาออกมา ล่าสุด ประกาศว่าจะเดินหน้าเร่งรัดให้เกิดการปฏิรูป 6 ข้อ ตามฉันทามติของมวลมหาประชาชน ภายใต้มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ โดยไม่หวนกลับไปปชป. อีก ไม่ลงเลือกตั้ง ไม่รับตำแหน่งทางการเมือง แต่คำถามก็คือบรรดาแกนนำคนอื่นล่ะ จะเล่นการเมืองอยู่หรือเปล่า !! 

รมว.มท. ไม่กังวลความเคลื่อนไหวของนายสุเทพ เนื่องจากเห็นว่าไม่มีประเด็นทางการเมือง

รมว.มท. ไม่กังวลความเคลื่อนไหวของนายสุเทพ เนื่องจากเห็นว่าไม่มีประเด็นทางการเมือง และเป็นเพียงการแถลงทิศทางของมูลนิธิเท่านั้น ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นทิศทางที่ไม่มีปัญหา
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีความเคลื่อนไหวหลังการลาสิกขาบท ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. ในการแถลงข่าวจัดตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนเมื่อวานนี้ (30 ก.ค. 58) โดยไม่มีความรู้สึกกังวล เนื่องจากเห็นว่าเนื้อหาที่แถลง เป็นเพียงการกำหนดทิศทางของมูลนิธิ ซึ่งสอดคล้องกับโรดแมปของ คสช. และยังอยู่ภายใต้การสอดส่องจากเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเป็นอย่างดี จึงเห็นว่าไม่เป็นประเด็นทางการเมืองแต่อย่างไร
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองอื่นๆนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันว่าจะใช้มาตรฐานเดียวกันในการดูแลทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม หากจะมีกลุ่มการเมืองอื่น ออกมาเคลื่อนในลักษณะเดียวกัน ก็ต้องให้ คสช.เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม

โอ๊ค โพสFB:ที่ยืนเรียงหน้ากันอยู่นี่ มีใครกล้าพูดมั๊ยครับว่า น่าจะมีสักคน ที่ไม่ใช่นักการเมือง..??

ที่ยืนเรียงหน้ากันอยู่นี่ มีใครกล้าพูดมั๊ยครับว่า น่าจะมีสักคน ที่ไม่ใช่นักการเมือง..??
บอกเลย นักการเมืองล้วนๆ 100% ครับ แต่ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่านักการเมืองไม่ถนัดปาก เป็นเพราะว่าเมื่อเล่นกันตามเกม สู้กันตามระบอบประชาธิปไตย กลับต้องพ่ายแพ้เลือกตั้งทุกครั้ง เป็นอย่างนี้ติดต่อกันมาร่วม 20 ปี มันก็ต้องใช้วิธีตุกติกนอกกติกา เพื่อให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลกันบ้าง
ไม่ต้องย้อนยุคไปถึงตอนใช้ "วิชามาร" ส่งคนไปตะโกนในโรงหนัง เพื่อหวังจัดตั้งรัฐบาลหรอกครับ เอาแค่ 20 ปีที่ผ่านมา เขาทำกันอย่างไร พรรคฯที่แพ้เลือกตั้ง จึงจะได้เป็นรัฐบาลกับเขาบ้าง
ครั้งแรก ใช้" วิชาหมองู" จับงูเห่าพลิกมาอยู่ข้างตัวเอง จึงได้เป็นรัฐบาล
ครั้งที่ 2 ใช้ "วิชาทหารราบ" จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร จึงได้เป็นรัฐบาล
มาครั้งล่าสุด ใช้ "วิชานกหวีด" หวังปฏิรูปประเทศด้วยการ เตะหมูเข้าปากทหาร แล้วคิดว่าจะเอื้อต่อพรรคพวกตนในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ปัจจุบันกลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อ ภาวะเศรษฐกิจ ต้องซบเซาย่ำแย่กันไปหมด ทั้งในระดับเจ้าสัว ปานกลาง และรากหญ้า เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า บวกกับการไม่ยอมรับ จากเกือบทุกประเทศทั่วโลก เศรษฐกิจจึงจมดิ่งในทุกระดับ
"เรามาถึงจุดๆนี้ กันได้อย่างไร"
เริ่มจากนักการเมืองกลุ่มนี้หรือไม่? ที่แปลงกายเป็นชาวบ้าน ด้วยการลาออกจากนักการเมือง แล้วสถาปนาตัวเอง เป็นมวลมหาประชาชน ปลุกม็อบปั่นป่วนบ้านเมือง เขี่ยลูกใส่พาน วิงวอนขอรถถังออกมาวิ่ง จนกระทั่งสำเร็จ
เมื่อทหารออกมายึดอำนาจ ได้ปกครองประเทศสำเร็จ ก็มีเหตุการณ์ที่ตัวหัวโจกนำป่วนเมืองดันผิดคิว ไปตลกบริโภคทวงบุญคุณทหาร ส่งใบเสร็จค่าป่วนเมือง 1,000 ล้าน ปรากฏไม่มีขุนพลคนไหนขำด้วย จึงต้องหนีไปบวช บ้านเมืองก็ทำท่าจะสงบอยู่พักหนึ่ง
ปรากฏว่าอยู่ๆก็ลาสิกขาบท สึกออกมาได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็แผลงฤทธิ์ดอกแรกด้วยการ ทำหนังสือสั่งผบ.ตร.ไม่ให้ย้ายกองบัญชาการตำรวจภูธรฯ ออกไปจากจังหวัดตัวเอง ตามด้วยดอก 2 ใน 2-3 วันต่อมา ด้วยการแถลงข่าวการเมืองล้วนๆ โดยอ้างชื่อมูลนิธิฯเป็นตัวบังหน้า อย่างที่เห็นกัน
การเมืองหรือไม่การเมือง เด็กอมมือมันก็ดูออกครับ คอยดูกันเถอะที่ว่าไม่เล่นการเมือง เรียงหน้ากันอยู่บนเวทีทั้งหมดนี่ พอใกล้เลือกตั้งเมื่อไหร่ วิ่งกลับเข้าสังกัดพรรคฯ ลงเลือกตั้งแทบทั้งหมด เหลือไม่เกิน 1-2 คนหรอกที่อยู่เฝ้ามูลนิธิฯ คอยเป็นหัวเชื้อป่วนเมือง เพื่อกู้ชีพให้พรรคในยามแพ้เลือกตั้งครั้งหน้า คอยดูเถอะ
ย้ำกันอีกทีก็ได้ ที่เห็นยืนหน้าสลอนบนเวที บอกไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองกันอยู่นี่ คนไหนที่จะไม่ลงเลือกตั้งในครั้งหน้า ช่วยแมนๆกู้ศรัทธาคืน ด้วยการประกาศตัวออกมาให้ชัดเจนหน่อย
พวกสาวกนกหวีดก็เหมือนกัน เจ็บแล้วต้องจำกันบ้าง ครอบครัวจะอดตาย เงินเดือนน้อย ข้าวของแพง บางคนต้องตกงาน ในขณะที่ บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ ค่าเทอมลูกต้องจ่าย แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร
เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร..? เจ็บแล้วต้องจำกันบ้างครับ
ไม่ใช่ว่าพอยังมีลมหายใจกันอยู่ ก็เอาแต่เป่ากันอย่างเดียว
ปรี๊ดด..ปรี๊ดด..ปรี๊ดด..ปรี๊ดด..ปรี๊ดด..!!
ภาพจาก ไทยรัฐออนไลน์

ชูวิทย์ โพส : รู้ทันสุเทพ

รู้ทันสุเทพ
“สุเทพเปิดตัวมูลนิธิมวลมหาประชาชน ยันปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไปพร้อมกับ คสช.”
ผมพูดถึงคุณสุเทพในสถานะที่แตกต่างกันอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้ประชาชนอยากรู้ว่า คุณสุเทพจะรอดพ้นความรับผิดชอบต่อสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นจากตัวเองอย่างไร?
ผมพยายามอย่างมากที่จะให้ความเป็นธรรมกับคุณสุเทพ แม้ว่าจะยากเย็นต่อการกระทำดังกล่าว
คุณสุเทพเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงจาก "ระบอบประชาธิปไตย" ไปสู่ "รัฐบาลทหาร" จากนั้นก็โกนหัวเข้าวัด ให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นผู้เสียสละ ทำเพื่อประเทศชาติ และจะหันหลังให้การเมืองมุ่งสู่ร่มกาสาวพัสตร์
แต่ขณะบวชเป็นพระก็ยังอดไม่ได้ช่างใจไม่อยู่ แสดงตัวสนับสนุนรัฐบาลทหารว่าเป็น "พวกของเรา" และมองอีกฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามว่าเป็น "พวกอื่น" อย่างกับตอนอยู่ในสภา เป็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ไม่ผิดเพี้ยนทั้งๆที่ห่มผ้าเหลือง
พอสึกพ้นประตูวัด ขนคิ้วยังไม่ทันขึ้น ก็รีบจัดตั้ง "มูลนิธิมวลมหาประชาชน" หยอดคำหวานใส่ คสช. ว่าจะขอร่วมลงเรือปฏิรูปด้วย
ที่จริงแล้ว คุณสุเทพส่งสัญญาณทวงบุญคุณรัฐบาลทหารเสียมากกว่า "ที่มีวันนี้ได้ เพราะ กปปส. จัดให้"
คุณสุเทพยังย้ำต่อว่า มูลนิธิไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ขอโทษนะครับ ที่นั่งหน้าสลอนกันอยู่บนเวทีแถลงข่าวก็นักการเมืองทั้งนั้น แถมสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ล้วนๆ
ผมหวนคิดถึง "กำนันสุเทพ" ที่ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อสองปีก่อน บรรดากองเชียร์พากันบูชา เชื่อว่าคุณสุเทพไม่ผิดคำพูด ทำเพื่อประเทศชาติ แล้วจะเลิกเล่นการเมือง กลายเป็นคนแก่หลังเกษียณ ใช้ชีวิตเลี้ยงหลานอยู่ที่สุราษฎร์อย่างมีความสุข
ท้ายสุดคุณสุเทพ "สับขาหลอก" ใช้วาทกรรม "ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองในสภา แต่ขอจัดการเมืองภาคประชาชน" หักหลังมวลมหาประชาชนคนกลางที่หลงเชื่อหัวปักหัวปำตอนเป่านกหวีด
ให้มันได้อย่างนี้สิ พ่อคนดีของมวลมหาประชาชน (ประชาธิปัตย์)
อำนาจทางการเมืองไม่ได้มีพื้นฐานมาจากความจริงเท่านั้น คุณสุเทพจึงยังคงไม่ยอมหยุด
ที่ต้องจับตาดูคุณสุเทพ ไม่ใช่เฉพาะประชาชนอย่างเราๆท่านๆ แต่รัฐบาลทหารเองก็อย่าวางใจก็แล้วกัน
ดีไม่ดี รู้ไม่ทัน พลาดท่าไปหลงเชื่อคุณสุเทพ แล้วจะหาว่าชูวิทย์ไม่เตือน

สองภารกิจ “ทิดสุเทพ” ป้อง คสช.- ปั้น “มาร์ค” ขึ้นผู้นำ

สองภารกิจ “ทิดสุเทพ” ป้อง คสช.- ปั้น “มาร์ค” ขึ้นผู้นำ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
31 กรกฎาคม 2558 07:26 น

รายงานการเมือง

      
       ภายหลังลาสิกขาจบ บทบาท “พระสุเทพ ปภากโร” กลับมาสามัญชนคนธรรมดาที่รู้กันดีในนาม “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ทำให้ทุกองคาพยพทางการเมืองหันมาจับจ้องความเคลื่อนไหวของ “ลุงกำนัน” อีกครั้ง
      
       รู้กันดีว่า “ลุงกำนัน” คือ ศูนย์รวมใจของเหล่า กปปส. ที่ต่อสู้อย่างยาวนาน จนเปิดช่อง - เปิดเกมให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยึดอำนาจ “รัฐบาลปูแดง” จนพูดกันไปว่า “สุเทพ” รู้กันกับ “ประยุทธ์” ก่อนการยึดอำนาจ
      
       และยืนยันความปึ้กไปอีกหลังรัฐประหารที่ “บิ๊กตู่” โดย คสช. เปิดไฟเขียวให้ “กำนันสุเทพ” และพลพรรคเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างอิสระ ต่างจาก “นักการเมือง” ขั้วตรงข้ามที่ถูกขังตาย - ขังลืม ไม่ให้มีโอกาสกระดิก หรือเคลื่อนไหวในพื้นที่ฐานเสียงได้อย่างอิสระ จนบางคนเริ่มออกมาบ่นกันว่า อีกไม่นานคงอดตาย
      
       งานแรกของ “ลุงกำนัน” คือ การออกนำ 12 อดีตแกนนำ กปปส. ที่ออกหน้าร่วมกันนำม็อบอยู่ร่วมปีแปลงร่างเป็น “คณะกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ” โดยประกาศ 3 ภารกิจหลัก
      
       1. ระดมประชาชนที่มีทัศนคติ - อุดมการณ์ทางการเมือง ที่สอดคล้องกับ กปปส. ร่วมกันเป็นเจ้าของมูลนิธิมวลมหาประชาชน แต่ตั้งเงื่อนไขรับบริจาคเฉพาะเงินคนไทย เพื่อจะยืนยันว่า เงินทุกบาท - ทุกสตางค์ ไม่มีเบื้องหลัง เหมือนขั้วตรงข้าม
      
       2. ยืนยันเจตนารมณ์ของมูลนิธิที่ต้องการปกป้องชาติ - สถาบัน - ประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่นานาชาติ - องค์กรระหว่างประเทศ ที่ไม่เข้าใจการทำงานจะส่งคนในเครือข่าย อาศัยคอนเนกชันเก่า เข้าชี้แจงทำความเข้าใจทันที
      
       โดยข้อนี้ “ลุงกำนัน” มอบหมายให้ “กษิต ภิรมย์” อดีต รมว.ต่างประเทศ อาศัยคอนเนกชันเก่า ๆทางการทูตทำความเข้าใจทันที เพราะรู้กันดีว่า “จุดอ่อน” ของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” อยู่ที่เกมการเมืองระหว่างประเทศ ที่ไม่สามารถสู้รบปรบมือกับ “นช.แม้ว” ที่มีพลังเงินมหาศาล จนสามารถจ้างผีโม่แป้ง ระดม “ล็อบบียิสต์” รุมถล่มรัฐบาลและประเทศไทยได้
      
       บทเรียนล่าสุดที่โดน “นช.แม้ว” เล่นงาน คือ การประกาศจัดอันดับการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาที่ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รมช.ต่างประเทศ ยังออกมายอมรับเองว่า มี “ล็อบบียิสต์” จากฝากฝั่งยุโรปเขียนโจมตีไทย เพื่อกดดัน “มะกัน” ให้คงลำดับไทยให้อยู่เทียร์ 3 ต่อไป
      
       ทว่า เหมือน “ลุงกำนัน” ยังไม่ไว้ใจ “กษิต” มากนัก เพราะมีรายการผิดคิวกันกลางฟลอร์เล็ก ๆ เมื่อสื่อพยายามซักถาม “กษิต” แต่กลับโดนปิดไมค์กะทันหัน นั่นเพราะ “ลุงกำนัน” รู้นิสัยใจคอกันดี ว่า เป็นพวกไหลไปตามน้ำ ขณะนี้ กปปส. กระแสพอได้มีมวลชนในมือ “กษิต” ที่ไม่ได้เป็นเนื้อแท้ กปปส. จึงไม่ควรมีแอกชันมาก ส่วน “กษิต” เองก็เต็มใจที่จะเล่นบท “กาฝาก” ตามที่ถูกวางตัวไว้
      
       ภารกิจข้อที่ 3 มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จะถูกจัดตั้งให้เป็นศูนย์กลางรับข้อเสนอปฏิรูปประเทศ พร้อมสนับสนุนรัฐบาล - คสช. ให้ปฏิรูปจนสำเร็จ โดยไม่เกี่ยงว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร
      
       บรรทัดนี้ต้องขีดเส้นใต้คำว่า “ไม่เกี่ยงว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร” ไว้ด้วย
      
       เหมือน “ลุงกำนัน” ทำงานคู่ขนานไปกับรัฐบาล - คสช.- สนช.- สปช. ในการปฏิรูปประเทศ เพื่อวางโครงสร้างการเมืองในอนาคต โดยอาจจะมีธงสกัดกั้น “ใครบางคน” และเปิดทางให้ “ใครบางคน” โดยไม่สนใจว่า จะทอดยาวจนเลยโรดแมปของ คสช. หรือไม่อย่างไร
      
       ยังคงยึดถือวลี “ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง” เป็นสรณะอย่างหนักแน่น
      
       สิ่งที่ชัดเจนมาที่สุดจากปาก “ลุงกำนัน” คือ การตัดขาดลาจาก “พรรคประชาธิปัตย์” แม้ทางปฏิบัติจะไม่ร่วมสังฆกรรมกันจริง ๆ แต่ในทางลับจำเป็นต้องเดินคู่ขนานกันไป เพราะอย่าลืมว่า “มวลชน” ฐานเสียงของของ “พรรคสีฟ้า” มีไม่น้อยที่ศรัทธาพรรค แต่ไม่ได้ศรัทธา “ลุงกำนัน” และมีไม่น้อยเช่นกันที่ศรัทธา “ลุงกำนัน” แต่ไม่ศรัทธาพรรค
      
       เมื่อฐานเสียง - มวลชน ยังคงทับซ้อนกันอยู่ จึงไม่มีเหตุผลที่ “ลุงกำนัน” จะตัดขาด “พรรคสีฟ้า” แบบไม่ให้เหลือเยื่อใยในตอนนี้ เพราะยังคงต้องใช้ยุทธศาสตร์น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าต่อไป
      
       ที่สำคัญ อย่าลืมว่า จากก้นบึ้งหัวใจของ “ลุงกำนัน” นอกจากลูก - เมียแล้ว มี “พี่มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่แหละที่ “ลุงกำนัน” รักหมดหัวใจ ตราบใดที่ “มาร์ค” ยังคงสวมหัวโขนเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ “ลุงกำนัน” ก็ไม่มีวันทิ้ง “พี่มาร์ค” ไปได้
      
       แต่ที่ต้องประกาศลาขาด เพราะต้องการแสดงให้ว่าแนวทางปฏิรูปประเทศที่จะเดินไปปราศจากการเมือง หากยังติดบ่วงคอ ปชป. ราคาทางการเมืองของ “ลุงกำนัน” จะลดลงทันที
      
       จริงอยู่ในช่วงชุมนุม กปปส. มีหลายครั้งหลายหนที่เกิดอาการขบเกลียวกันระหว่าง “อภิสิทธิ์ - สุเทพ” หลายคำพูดถูกนำไปเปรียบเทียบเชือดเฉือนระหว่างกันบ้าง แต่ลึก ๆ แล้วในฐานะที่เคยเป็น “คอหอย - ลูกกระเดือก” กันมาก่อน ทำให้ทั้งคู่เข้าใจบทบาทซึ่งกันและกันดี จึงเชื่อว่าไม่มีอะไรติดค้างในใจ
      
       การประกาศตัดขาดจากพรรคประชาธิปัตย์ของ “สุเทพ” ยังซ่อนกลเอาไว้เพียบ เพราะชั่วโมงนี้ “ลุงกำนัน” รู้ดีว่าสถานะของ “พี่มาร์ค” ในพรรคไม่ค่อยจะมั่นคงสักเท่าไร มีความพยายามจากมือที่มองเห็น - คนที่รู้จักกันดี พยายามเลื่อยขาเก้าอี้ผู้นำพรรค เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งหนต่อไป
      
       ซึ่ง “สุเทพ” ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางในพรรคดี หากมี “คลื่นใต้น้ำ” ที่ว่า ก็ต้องผ่าน “ลุงกำนัน” ให้ได้ก่อน เพราะแม้จะตัดขาดออกมานำม็อบเต็มตัว แต่ก๋ยังมีอิทธิพลอยู่คับ “พรรคสีฟ้า”
      
       สถานะของ “ลุงกำนัน” ในฐานะผู้นำมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จึงเป็นทั้งองครักษ์ปกป้อง “รัฐบาลบิ๊กตู่” ให้อยู่ในอำนาจอย่างปลอดภัย และนานที่สุดเท่าที่จะต้านทานกระแสได้ เป็นองครักษ์ประจำกาย “พี่มาร์ค” ที่จะค้ำชูให้ขึ้นเป็น “ผู้นำประเทศ” อีกสมัย
      
       ชั่วโมงนี้ “มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ” ได้สถาปนาตัวเองเป็นมูลนิธิทางการเมืองไปแล้ว ถนนทุกสายจึงจับจ้องมากเป็นพิเศษ เรียกได้ว่า ไม่แพ้มูลนิธิดัง ๆ อย่าง “มูลนิธิรัฐบุรุษ” ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี “มูลนิธิป่ารอยต่อฯ” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี
      
       จับตาดูให้ดีว่าขุนทหาร - นักธุรกิจ - นักลงทุนคนไหน ควักกระเป๋าบริจาคเงินให้ “มูลนิธิ กปปส.” อาจชี้ให้เห็นถึงนัยทางการเมืองได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังสะท้อนพลังต่อรองทางการเมือง และแสดงให้เห็นภาพรวมการเมืองในอนาคตได้
      
       ไทม์มิงลาสิกขาของ “ลุงกำนัน” ประจวบกับไทม์มิง “ขาลง” ของ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ที่ปัญหารุมเร้าทุกด้าน นี่คือ จังหวะที่ “ลุงกำนัน” ต้องลงมาเดินหมากด้วยตัวเอง
      
       งานนี้มีหวังว่า เมื่อมีการปรับ ครม. หรือชงชื่อ “ว่าที่รัฐมนตรี” คงต้องมีสื่อไปถาม “ลุงกำนัน” ว่าไฟเขียวหรือไม่ด้วยกระมัง 

“สมชาย” นมัสการครูบาน้อยเตชปัญโญ ลงนะหน้าทอง 9 จุด หลังฝันร้ายกลัวจะเป็นจริง



“สมชาย” นมัสการครูบาน้อยเตชปัญโญ ลงนะหน้าทอง 9 จุด หลังฝันร้ายกลัวจะเป็นจริง
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 30 ก.ค. ที่วัดศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และญาติ พร้อมผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้ากราบนมัสการ พระครูสิริศีลสังวร หรือครูบาน้อยเตชปัญโญ เจ้าอาวาสวัด และเป็นครูบาดังทางภาคเหนือ และแจ้งสาเหตุที่เดินทางมาวัด เนื่องจากฝันบางอย่างแล้วทำให้รู้สึกไม่สบายใจ จึงตัดสินใจเดินทางมาทำบุญและกราบนมัสการครูบาน้อย เพื่อให้ช่วยให้คำแนะนำและให้ศีลให้พร เพื่อเป็นสิริมงคลและไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่านคิดมาก
จากนั้นทางครูบาน้อยก็ทำพิธี ลงนะหน้าทองให้กับนายสมชายในแบบ 9 จุดทั้งที่ตัวหน้า-หลัง และที่หน้าผาก ที่แก้มซ้ายขวา ฝ่ามือทั้งสอง รวม 9 จุด จากนั้นก็ทำพิธีโดยใช้ไม้เท้าของหลวงปู่ทิม สัมผัสจุดทองเปลวทั้ง 9 ที่ตัวของนายสมชาย จากนั้น ก็ใช้ไม้เท้าของหลวงปู่ทิมเป่าคาถา ที่กระหม่อมให้อีกและทางวัดมอบ พระรูปหล่อครูบาน้อยให้กับนายสมชาย และสายสิญจน์สีแดงใส่ข้อมือทั้งสองให้กับนายสมชายเป็นอันเสร็จพิธี
นายสมชาย เปิดเผยว่า ตอนนี้ตนอายุ 68 ปี แล้วเมื่อวานฝันบางสิ่งบางอย่าง ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ และคิดว่าฝันดังกล่าวนั้นจะเป็นความจริงด้วย จึงได้ตัดสินใจเดินทางมาหาครูบาน้อยเตชปัญโญ เพื่อให้พระเดชพระคุณท่านให้คำแนะนำ ซึ่งท่านก็แนะนำให้ตนคิดดี และปล่อยวาง อย่ายึดติดทำใจให้สบาย เมื่อคิดดีสู่ดีพูดดี ทุกอย่างก็จะดี เมื่อได้รับคำแนะนำและได้รับศีลและพรจากครูบาน้อยทำให้ตนรู้สึกสบายใจอย่างมาก