PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เคอร์รีโดนปูตินตบหน้าตั้งแต่ยังไม่ถึงรัสเซีย

เคอร์รีโดนปูตินตบหน้าตั้งแต่ยังไม่ถึงรัสเซีย
นายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯได้วางแผนเยือนรัสเซียตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมาโดยหวังว่าจะได้คุยปัญหาที่สำคัญในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซียซึ่งก็คือปัญหายูเครนและปัญหาซีเรีย แต่ทว่าก็ได้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกันเล็กน้อยที่สามารถสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนของทั้งสองได้อย่างดี ปัญหาที่ว่านี้ก็คือปูตินจะยอมพบกับเคอร์รีหรือไม่?
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมาโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้ประกาศถึงแผนการเยือนรัสเซียของจอห์น เคอร์รี แต่ทว่าจากนั้นไม่นานโฆษกเครมลินก็ได้แจ้งอย่างไม่ไว้หน้าว่าเรื่องที่ปูตินจะยอมเข้าพบกับเคอร์รีหรือไม่นั้นยังคงไม่แน่นอนเพราะต้องดูก่อนว่าการพูดคุยของเคอร์รีกับเซอร์เก ลาฟรอฟนั้นเป็นอย่างไร
สำนักข่าวฝรั่งเศสได้รายงานโดยอ้างอิงถึงคำพูดของดมิตรี เพสคอฟ เลขานุการด้านสื่อของประธานาธิบดีปูตินว่า "การเยือนรัสเซียของเคอร์รีนั้นเป็นไปตามคำเชิญของเซอร์เก ลาฟรอฟรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ดังนั้นคนที่จะพูดคุยกับเขาก็คือ เซอร์เก ลาฟรอฟ”
จนกระทั่งถึงวันที่ 14 ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าที่เคอร์รีจะเยือนรัสเซียเพียงวันเดียว เพสคอฟถึงได้ออกมายืนยันว่าปูตินจะพูดคุยกับเคอร์รีและผู้รับผิดชอบของทั้งสองฝ่ายจะเป็นคนรายงานผลการพูดคุยดังกล่าว
สื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่กระอักกระอ่วนของรัสเซียและสหรัฐฯรวมถึงความสลับซับซ้อนในความสัมพันธ์ของสองฝ่าย
ส่วนเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นต่างกันมากที่สุดก็คงไม่พ้นเรื่องปัญหาซีเรียรวมถึงปัญหาการโจมตีไอเอส เพราะการปฏิบัติการโจมตีไอเอสของทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างทำไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แถมยังมีการตำหนิกันอยู่บ่อยครั้ง
โดยสหรัฐฯกล่าวว่ารัสเซียเอาการโจมตีไอเอสมาอ้างเพื่อโจมตีกลุ่มกบฏที่ต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ส่วนรัสเซียก็บอกว่าชาติพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯเอาการโจมตีไอเอสมาบังหน้าการโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด นอกจากนี้สหรัฐฯยังเห็นว่าอัสซาดควรลงจากเวทีแต่รัสเซียมองว่ารัฐบาลอัสซาดเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับรัฐอิสลาม
อย่างไรก็ดีสหรัฐฯออกตัวว่าอยากให้การเยือนรัสเซียของเคอร์รีในครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น
มีหลายคนให้ความเห็นว่าถึงแม้ทั้งสองฝ่ายจะมีความขัดแย้งกันในหลายๆเรื่องแต่ตอนนี้ก็เริ่มมีสัญญาณความเป็นไปได้ถึงการลดความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายออกมาบ้างเล็กน้อย ซึ่งรวมถึงการต่อสู้กับไอเอสและกระบวนการทางการเมืองในซีเรีย
โดยเคอร์รีได้พูดเมื่อไม่นานมานี้ว่าที่เขาไปเยือนมอสโกนั้นก็เป็นเพราะว่าการยับยั้งปัญหาความขัดแย้งในซีเรียของรัสเซียนั้น “กำลังมีผลในเชิงสร้างสรรค์”
มีผู้วิเคราะห์ว่า สหรัฐฯกับรัสเซียจะยอมประณีประนอมหรือทำข้อตกลงในเรื่องวิกฤตซีเรียได้หรือไม่ รวมถึงจะผลักดันให้เกิดการประชุมในนครนิวยอร์คในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ได้หรือไม่นั้นคือภารกิจหลักในการเยือนของเคอร์รีในครั้งนี้

“เจ๊เกียว” กรี๊ด รถทัวร์ทยอยเจ๊ง ลดค่าตั๋วช่วยไม่ได้ ไอเดีย “บัสโลว์คอสต์” แป้ก คนไม่ขึ้น แห่ซบสายการบินโลว์คอสต์” นั่งรถตู้


“เจ๊เกียว” กรี๊ด รถทัวร์ทยอยเจ๊ง ลดค่าตั๋วช่วยไม่ได้ ไอเดีย “บัสโลว์คอสต์” แป้ก คนไม่ขึ้น แห่ซบสายการบินโลว์คอสต์” นั่งรถตู้ ย้ำชัดปรับลดไปแล้วบางสาย 20% ก่อนดีเซลลด ถามให้ทำอย่างไร เอาที่ไหนไปจ่ายค่าอะไหล่ เคยวิ่ง 4 เที่ยว เหลือ 1 เที่ยวต่อวัน คาดปีหน้ากิจการรถโดยสาร ตายกันระนาว ขณะที่เรือคลองแสนแสบ ประเดิมลดค่าตั๋วแล้ว 1 บาท...
จากราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะสัปดาห์นี้ ลดลงถึง 2 ครั้ง รวมราคาลดลง 1.10 บาทต่อลิตร ล่าสุดอยู่ที่ 20.64 บาทต่อลิตร ซึ่งผู้บริโภคต่างคาดหวังผู้ประกอบการขนส่งประเภทต่างๆ จะปรับราคาค่าโดยสารลง โดยเฉพาะราคาค่าโดยสารรถร่วม บขส. มีการพุ่งเป้าไปยัง นางสุจินดา เชิดชัย หรือ "เจ๊เกียว" ในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง และเจ้าของกิจการอู่ต่อรถทัวร์และบริษัทเดินรถ เชิดชัย ที่ใหญ่ที่สุด
ล่าสุดทีมไทยรัฐออนไลน์ พยายามโทรสอบถามไปยังเจ๊เกียว ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา หลังราคาน้ำมันดีเซลลดลงต่อเนื่อง ปรากฏไม่สามารถติดต่อได้ มีทั้งให้คนใกล้ชิดรับโทรศัพท์ บอกเจ๊เกียว ติดธุระ และไม่มีการรับสาย กระทั่งวันนี้ (17 ธ.ค.) ประสบความสำเร็จ เจ๊เกียว เปิดใจว่า ได้ประสานไปยังผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง ให้ลดราคาค่าโดยสาร 20% ก่อนน้ำมันดีเซลลดราคาลง เพื่อปรับกลยุทธ์ไปเป็น "บัสโลว์คอสต์" ดึงดูดผู้โดยสาร แข่งขันกับสายการบินโลว์คอสต์ โดยในส่วนของเชิดชัย ได้ปรับลดราคาค่าโดยสารไปแล้วบางเส้นทาง แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น ไม่มีผู้โดยสารเพิ่ม
“ลดค่าตั๋วลงไปแล้ว ก่อนดีเซลลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีคนขึ้น แล้วจะให้ลดราคาตั๋วอีกหรืออย่างไร จากรถเคยวิ่ง 4 เที่ยว เหลือ 1 เที่ยวต่อวัน จะเอาที่ไหนเป็นค่าบริหาร ค่าซ่อมรถ ค่ายาง ค่าอะไหล่ และอีกหลายอย่าง เพราะคนแห่ไปใช้บริการสายการบินโลว์คอสต์หมด แต่ตอนนี้โชคดีที่เครื่องบินโลว์คอสต์ ได้มีการกำหนดราคาขั้นต่ำ ไม่ให้ดัมพ์ราคากันมาก ก็หวังว่าผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางจะดีขึ้น แต่กลับเป็นว่า เขาไปนั่งรถตู้ นั่งรถส่วนตัวไปกัน จนตอนนี้เจ๊งกันหมดแล้ว”
เจ๊เกียว ระบุว่า ปัจจุบันผู้โดยสารรถโดยสารประจำทาง หายไป 70 กว่า% มองว่าปีหน้าผู้ประกอบการจะประสบปัญหาหนักมากกว่าปีนี้ หลายรายอยู่ไม่ได้ต้องปิดกิจการ ขายรถให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ไป โดยช่วยเหลือรับซื้อแต่ซื้อในราคาที่ถูก ดังนั้นการที่ค่าโดยสารลดราคาหรือไม่ลดราคา ไม่แตกต่างกัน เพราะวันนี้แทบไม่มีผู้โดยสาร
พร้อมทิ้งท้ายว่า "จะให้เจ๊เกียวทำยังไง ใครๆ ก็พุ่งเป้ามาที่เจ๊ อาจเป็นเพราะเป็นคนเก่าแก่ในวงการรถบขส.มั้ง พอน้ำมันลดก็มาถามเจ๊เกียวทุกครั้ง จะลดราคาค่ารถหรือเปล่า ตอนนี้ก็ยังดูแลพนักงานทุกคนเหมือนลูกหลาน ไม่ทิ้งกัน แม้สถานการณ์รถโดยสารประจำทางไม่ดี กิจการแย่ลง ส่วนเจ้าอื่นที่มีรถไม่กี่คัน เค้าเจ๊งกันหมดแล้วตอนนี้ คิดว่าปีหน้าตายมากกว่านี้แน่ จึงอยากขอความเห็นใจบ้าง ไม่ใช่น้ำมันลด ก็จะให้ลดค่าตั๋วกันตลอด”
ขณะที่ นายณัฐ จับใจ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมีมติให้มีการปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือโดยสารที่ให้บริการทั้งในคลองแสนแสบ และในแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลได้มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 20.64 บาทต่อลิตร ซึ่งตามเงื่อนไขที่กรมเจ้าท่าและผู้ประกอบการตกลงร่วมกันนั้น กำหนดว่า หากราคาน้ำมันลดลงถึงระดับ 20 บาทต่อลิตร จะต้องมีการปรับลดอัตราค่าโดยสารลง โดยจะมีการติดตามราคาน้ำมันให้ทรงตัวประมาณ 7 วัน ก่อนที่กรมเจ้าท่าจะมีการประกาศเพื่อบังคับใช้จากวันที่มีมติ 10 วัน
       
มีรายงานว่า บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จํากัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบ ได้มีการปรับลดค่าโดยสารลงระยะละ 1 บาท ซึ่งมีอัตราใหม่เริ่มต้น 7-17 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. นี้ ส่วนของ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา และเรือโดยสารข้ามฟาก จะมีการปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือเจ้าพระยาลงระยะละ 1 บาท ส่วนของเรือโดยสารข้ามฟากจะมีการปรับลด 0.50 บาท ทันทีที่มีประกาศจากกรมเจ้าท่า.

สปท.ใช้ยาเเรง ชงคุณสมบัตินักการเมืองเข้ม คุกกลุ่มทุนแจกเงินพรรค10ปี-ปรับ50ล้าน




http://www.matichon.co.th/online/2015/12/14503198931450319916l.jpg

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า การที่กมธ.การเมืองฯได้เตรียมทำความเห็นและข้อเสนอแนะประเด็นการปฏิรูปด้านการเมือง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ในสัปดาห์หน้านั้น

มีประเด็นสำคัญที่จะทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับ จะต้องมีการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้มีความเข้มข้นกว่าที่เคยกำหนดเพื่อช่วยคัดกรองบุคคลในเบื้องต้นก่อนที่จะให้ประชาชนเลือกตั้ง
เช่น คนที่มีประวัติถูกไล่ออก หรือปลดออกจากราชการและทุจริตต้องไม่มีสิทธิ์ลงสมัคร รวมทั้งคนที่เคยถูกศาลพิพากษาลงโทษเพราะทุจริตการเลือกตั้ง หรือคนที่มีประวัติไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงและแจ้งความจำนงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก่อนประกาศเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปีเพื่อให้ประชาชนพิจารณาตรวจสอบประวัติ คุณสมบัติเสียก่อน 

"นอกจากนี้ ต้องเปิดเผยการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนและคู่สมรสโดยละเอียด นี่เป็นมาตรการที่เข้มข้นในส่วนหนึ่งและยังมีส่วนอื่นๆ อีกด้วย แต่ที่สำคัญหากในขณะที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง มีการกระทำผิดขึ้นมา จะต้องกำหนดบทลงโทษผู้รับสมัครเลือกตั้งที่กระทำการทุจริตให้รุนแรงและเด็ดขาด เช่น การตัดสิทธิ์ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต กำหนดบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง ให้มีโทษจำคุก 1-10 ปีโดยไม่มีการรอลงอาญาและให้มีอายุความ 20 ปี กำหนดให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองร่วมกันป้องกัน ไม่ให้เกิดการกระทำผิดต่อกฎหมายการเลือกตั้งและให้ร่วมรับผิดชอบในการกระทำทุจริตเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค

หากเป็นการกระทำผิดของหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคให้ลงโทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองกับผู้กระทำผิดตลอดชีวิต และห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง หากอยู่เบื้องหลังการเมืองให้มีโทษจำคุก 10 ปี และห้ามรอลงอาญา หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ด้วยเหตุมีทุจริตเลือกตั้งให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองนั้นรับผิดชอบชดใช้ค่าเลือกตั้งใหม่จะต้องมีการฟ้องร้องและบังคับให้ได้ผลจริงโดยเร็ว"นายวันชัย กล่าว

นายวันชัย กล่าวอีกว่า กำหนดบทลงโทษนายทุนหรือกลุ่มทุนที่แจกเงินให้ทุกพรรคการเมืองให้มีโทษจำคุก 10 ปี โดยไม่มีการรอลงอาญาและมีโทษปรับไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท และให้ผู้ที่นำหลักฐานมาเปิดเผยได้รับเงินค่าปรับดังกล่าว 
กำหนดบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกับนักการเมืองที่รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากพรรคการเมือง กลุ่มทุน หัวหน้ากลุ่มเพื่อนำไปใช้หาเสียงหรือซื้อเสียง มีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกับคนที่เป็นหัวคะแนนที่รับเงินหรือผลประโยชน์ไปซื้อเสียง รวมทั้งผู้รับเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้สมัครหรือบุคคลใดเป็นค่าตอบแทนก็ต้องได้รับโทษทางอาญาหนักเช่นกัน

และให้มีบทลงโทษทางอาญาอย่างรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือกระทำการให้คุณให้โทษผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นอย่างไรก็ตาม ยังมีการเสนอแนวทางเกี่ยวกับระบบพรรคการเมืองการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมการกำกับควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองโดยเป็นแนวทางที่จะเป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองในระยะที่จะมีการเลือกตั้งครั้งหน้าและในระยะยาวบางเรื่องเป็นมาตรการที่จะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ บางเรื่องจะต้องไปเขียนไว้ในกฎหมายลูก บางเรื่องเป็นเรื่องของการรณรงค์ปรับเปลี่ยนกระบวนการ วิธีการ ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกใหม่ๆให้เกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำควบคู่กันไป

ทหาร พล.ม.2 รอ.คุมเข้ม ปีใหม่ เข้มเขตราชเทวี-ปทุมวัน พื้นที่ท่องเที่ยว จัด Count down

(16/12/58)

ทหาร พล.ม.2 รอ.คุมเข้ม ปีใหม่ เข้มเขตราชเทวี-ปทุมวัน พื้นที่ท่องเที่ยว จัด Count down วอนประชาชน ช่วยเป็นหูตา โดยเฉพาะ เจ้าของสถานที่ สังเกตุชาวต่างชาตืด้วย อย่าปกปิด/ บิ๊กแก้ว ขอให้มั่นใจมาตรการดูแล เที่ยวปีใหม่ให้มีความสุข
บิ๊กแก้ว พลตรี เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ม.2รอ.) ได้ประชุม ส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการวางมาตรการ ดูแลรักษาความสงบ ในพื้นที่โซนเศรษฐกิจใจกลางเมืองช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งการจัดระเบียบรถตู้ รถโดยสารสาธารณะ ต่างๆ โดยมี นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร ผอ.สำนักการขนส่งผู้โดยสาร
กรมการขนส่งทางบก ร่วมด้วย
พลตรีเฉลิมพล กล่าวว่า พื้นที่รับชอบของ พล.ม.2รอ.มีอยู่ 12 จุด โดยพื้นหลักคือ เขตราชเทวี กับเขตปทุมวัน ซึ่งตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเน้นการดูแลในสองลักษณะ คือ 1.ดูแลความปลอดภัย 2.อำนวยความสะดวกให้ประชาชน
สำหรับการดูแลความปลอดภัย นั้น ทางทหารจะพิจารณาจุดที่มีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก ในจุดนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจตราอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่รปภ.ของอาคารสถานที่นั้นๆ และปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
พร้อมทั้งมีการติดตั้งกล้อง CCTV ติดป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนเป็นหูเป็นตาถ้าพบสิ่งผิดปกติก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ ดังนั้น มาตรการต่างๆ เหล่านี้สามารถช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ได้
ส่วนการดำเนินการช่วงปีใหม่ นั้น เราได้กำหนดความเร่งด่วนตามความหน่าแน่นของพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะ
"เรามั่นใจในมาตรการที่วางไว้ และสามารถดูแลควบคุมสถานการณ์ได้ "พลตรี เฉลิมพล กล่าว
ขณะเดียวกันพื้นที่เขตราชเทวี กับเขตปทุมวันนั้น ถือเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง เราจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อรักษาความปลอดภัย
เมื่อถามถึง ในพื้นที่ต่างชาติอาศัย เช่น เขตสาธร จะมีมาตรการอย่างไร พล.ต.เฉลิมพล กล่าวว่า เราจะพิจารณาจากที่พักของชาวต่าชาติ ซึ่งเราลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจ โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งทาง ตม.จะมีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยง เช่น จากข่าวว่าประเทศใดมีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แล้วมีชาวต่างชาตินั้นอยู่ หรืออาจเป็นพื้นที่เสี่ยงในการก่อเหตุ
ดังนั้น ทางเจ้าหน้าที่เราก็จะมีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ทำนองเดียวกันทางทหาร ได้ประสานงานกับ ตม.อีกด้วย โดยมีการประสานงานข้อมูลกันตลอด เพราะจะมีข้อมูลชัดเจน เช่น เข้าเมืองวันใด พักกี่วัน
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าชาวต่างชาติเข้ามาแล้วไม่กลับ ทาง ตม.ก็มีข้อมูล
พลตรี เฉลิมพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราไม่ทราบข้อมูลก็เพราะทางสถานประกอบการไม่ยอมให้ข้อมูลชาวต่างชาติที่เข้ามาพักพิง แต่ช่วงหลังก็ได้รับความร่วมมือมาก แถมผู้ประกอบการยังโทรมาบอกข้อมูลว่ามีชาวต่างชาติมาพักอาศัย เพราะฉะนั้นเราจะสามารถคัดกรองสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องพัฒนามาตรการต่างๆไปตามสถานการณ์ เนื่องจากภัยคุกคามที่ไม่ปรากฎ แต่ปัจจุบันมีความชัดเจน และคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
เมื่อถามว่า มาตรการต่างๆ ที่วางไว้ ประชาชนจะมั่นใจว่าจะฉลองปีใหม่ได้อย่างมีความสุข ผบ.พล.ม.2รอ.กล่าวว่า ตนมั่นใจ ในสภาพที่เป็นอยู่โดยการดำเนินการของสถานประกอบการ การเดินทางต่างๆ รวมไปถึงการจัดงานต่างๆ ก็สามารถจัดการได้ตามปกติ เพราะแต่ละสถานที่ทางผู้จัดงานก็จะหารือกับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เช่น จัดงานเคาท์ดาวน์ฉลองปีใหม่ในพื้นที่ใด ทางเจ้าของสถานที่จะรู้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพราะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของตนเอง และก็ยังประสานงานร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อีกด้วย
สำหรับพื้นที่สาธารณะ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะเข้าไปดูแลดังนั้น และขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่อีกแรงหนึ่ง ถ้าเห็นสิ่งใดผิดปกติต้องแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงานเสมอ" พล.ต.เฉลิมพล กล่าว

เตรียมแถลงผลสอบเสร็จ ราชภักดิ์ สัปดาห์หน้า

เตรียมแถลงผลสอบเสร็จ ราชภักดิ์ สัปดาห์หน้า บิ๊กช้าง อุบ แนวโน้มผลสอบ พบใครผิดหรือไม่ รอนำเรียน บิ๊กป้อม ก่อน เผย จบไม่จบ แล้วแต่สื่อ
บิ๊กช้าง พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกลาโหม ในฐานะ ปธ.กรรมการสอบข้อเท็จจริง "อุทยานราชภักดิ์"เผย สรุปผลสอบสัปดาห์หน้า นำเสนอ รมว.กห.แล้วจะแถลงข่าว ยังไม่สามารถบอกแนวโน้มได้ว่า มีใครผิดหรือไม่ หรือระดับใด ส่วนผลออกมา จะจบหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ บอก แล้วแต่สื่อ
ทั้งนี้ พลเอกชัยชาญ ร่วมคณะ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เยือนลาว 17-18ธค. ประชุมคณะกรรมการชายแดนGBC พร้อม ปลัดกห. ผบ.สส. เลขาฯสมช. เสธ.ทหาร ด้วย แต่ พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ไม่ได้ร่วมคณะ

บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร พี่ใหญ่ คสช. ปฏิเสธข่าว คสช.ตั้งพรรคการเมือง



พรรค คสช. !!!
บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร พี่ใหญ่ คสช. ปฏิเสธข่าว คสช.ตั้งพรรคการเมือง โอย ไม่มีหรอก ไม่ใครในคสช. หรอก ทั้งผม และพลเอกประยุทธ์ นายกฯ ไม่เคยคิด ไม่เอา ไม่ไหวแล้ว พอแล้ว นี่ทำให้ประเทศชาติ ก็เหนิ่อยแย่แล้ว เราไม่ต้องการอำนาจ
ส่วนใครอยากตั้งพรรคเชิญเลย ตามอุดมการณ์อะไร ใครจะตั้งเชิญ แต่ไม่มีผม เอาเลยใครจะตั้งให้ประชาชนเลือก
"ไม่เคยมีในสมอง เรื่องตั้งพรรคคสช.ด่าพวกมโน คิดไปเองทั้งนั้น ด่าพวกมโน คิดไปเองทั้งนั้น แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว"
ยืนยันว่า ไม่มีคนใกล้ชิด ไปตั้ง และไม่มีใครเคยมา เสนอแนวคิดตั้งพรรค เพราะรู้ว่า เราไม่เอา ยันว่าไม่มี แม้แต่การสนับสนุนแบบเงียบๆ เพราะนี่ขนาดทำเปิดเผยก็ยังถูกซัดโน่นนี่ตลอดเลย
บอกนักการเมืองไม่ต้องมาหวาดเกรง ไม่อยากมีอำนาจ แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว แค่นี้เหนิ่อยแล้ว การเมืองคงไม่หวาดเกรง เขาอยากจะเล่นกันแล้ว แต่ขอทำพื้นฐานให้มันดีก่อน ทำปชต.ให้เป็น ปชต.ที่ชัดเจน ก่อน ทำรัฐธรรมนูญให้ดี แล้วเดินตามโรดแมพ เลือกตั้ง ยึดตามรธน. เพราะต้องมีกติกา
ส่วนการให้พรรคการเมืองประชุมพรรคนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า คงไม่ได้หรอก เพราะเดี๋ยวก็ไปประชุมที่นั่นที่นี่ ใครจะไปดูแลไหว แต่ก็แล้วแต่ หัวหน้า คสช.

"พลเอกประวิตร" เผย หากผลสอบ"ราชภักดิ์" ของกห.ไม่เคลียร์ ก็ให้ สตง.-ปปช. สอบต่อ


"พลเอกประวิตร" เผย หากผลสอบ"ราชภักดิ์" ของกห.ไม่เคลียร์ ก็ให้ สตง.-ปปช. สอบต่อ ยันไม่หนักใจ สั่งให้แถลงผลสอบฯ /ด้าน บิ๊กช้าง "พลเอกชัยชาญ" ร่วมคณะบิ๊กปัอม เยือนลาว เผย เตรียมแถลงผลสอบเสร็จ "ราชภักดิ์"สัปดาห์หน้า บิ๊กช้าง อุบ แนวโน้ม พบใครผิดหรือไม่ รอนำเรียน บิ๊กป้อม ก่อน เผย จบไม่จบ แล้วแต่สื่อ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ/รมว.กห. กล่าวว่า ยังไม่ได้รับทราบผลสอบ อุทยานราชภักดิ์ ยังไม่เสร็จ ต้องให้เวลาเขา
แต่หากสรุปผลแล้ว ผมจะให้ พลเอกชัยชาญ ปธ.สอบ"ราชภักดิ์"แถลงผล เมื่อเสร็จ ตอนนี้ให้เวลา กก.หน่อย
เมิ้อถามว่า หากผลสรุปไม่เคลียร์ ตอบคำถามประชาชนไม่ได้นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ให้สตง.ปปช.สอบต่อ เลย ไม่มีอะไรน่าติดขัด ก็สอบกันไป นายกฯ ท่านให้นโยบายไว้แล้ว จึงไม่ต้องหนักใจ
พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกลาโหม ในฐานะ ปธ.กรรมการสอบข้อเท็จจริง "อุทยานราชภักดิ์"เผยว่า จะ สรุปผลสอบสัปดาห์หน้า นำเสนอ รมว.กห.แล้วจะแถลงข่าว ยังไม่สามารถบอกแนวโน้มได้ว่า มีใครผิดหรือไม่ หรือระดับใด ส่วนผลออกมา จะจบหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ บอก แล้วแต่สื่อ
ทั้งนี้ พลเอกชัยชาญ ร่วมคณะ พลเอกประวิตรรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เยือนลาว 17-18ธค. ประชุมคณะกรรมการชายแดนGBC พร้อม ปลัดกห. ผบ.สส. เลขาฯสมช.เสธ.ทหาร ด้วย แต่ พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ไม่ได้ร่วมคณะ

นายกฯรับฮุนเซน

นายกฯ ถกต้อนรับ “ฮุน เซน” พร้อมคุยครอบคลุมทุกมิติ ลงนามเอกสาร 4 ฉบับ

“ประยุทธ์” ประชุมเตรียมต้อนรับ “ฮุน เซน” เยือนไทย “วีรชน” แจงหารือส่งเสริมความร่วมมือสองชาติทุกมิติ นายกฯ มอบนโยบายไทยเป็นพันธมิตรทุกประเทศ แสวงหาความเป็นหุ้นส่วน ร่วมมือทำอาเซียนมั่นคง ถกทวิภาคีและพหุภาคี ครอบคลุมทั้งด้านมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม พร้อมร่วมลงนามเอกสาร 4 ฉบับ
       
       วันนี้ (16 ธ.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเตรียมการต้อนรับ สมเด็จ อัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit) ในวันที่ 18 ธันวาคม 2558 และเข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไทย-กัมพูชาอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 2 (2nd Thailand-Cambodia Joint Cabinet Retreat) ในวันที่ 19 ธันวาคม 2558 โดยมีผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลเข้าร่วมประชุม อาทิ นายสมคิด จตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น โดยการเยือนไทยในครั้งนี้ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองการครบรอบ 65 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชาด้วย
       
       พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการประชุม ดังนี้
       รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการหารือทวิภาคีและการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 2 นี้ว่า สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดียิ่งระหว่างไทยและกัมพูชาในทุกระดับ ทั้งในระดับผู้นำ รัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะมีส่วนอย่างสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาในทุกมิติ ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยการเยือนอย่างเป็นทางการในครั้งหลังสุดเมื่อปี 2548 (Working Visit) นายกรัฐมนตรีทั้งสองยังจะได้เร่งรัดประเด็นความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย
       
       นายกรัฐมนตรีได้กล่าวมอบนโยบายและแนวทางดำเนินนโยบายต่างประเทศว่า ไทยเป็นพันมิตรกับทุกประเทศ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แสวงหาความเป็นหุ้นส่วน (partnership) พร้อมที่จะขับเคลื่อนการเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและภูมิภาคไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาต่างจะต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยกันทำให้ประชาคมอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน
       
       สำหรับการหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคี ครอบคลุมทั้งด้านมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านความมั่นคง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม วัฒนธรรมและการศึกษาร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย ร่วมหารือในประเด็นความร่วมมือ เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและการเชื่อมโยงระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ความร่วมมือด้านแรงงาน ความร่วมมือด้านพลังงาน การบริหารจัดการภัยพิบัติ การส่งเสริมการค้าและการลงทุนความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร การเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางคมนาคมและการขนส่งผ่านแดน รวมทั้งการหารือความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียนและความท้าทายในระดับภูมิภาค เป็นต้น
       
       โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายจะร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสาร 4 ฉบับ ได้แก่ (1) แถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 2 เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะขยายความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้นในด้านสำคัญต่างๆ (2) บันทึกความเข้าใจเพื่อการพัฒนาจุดผ่านแดนแห่งใหม่ที่บ้านหนองเอี่ยน จ.สระแก้ว และสตึงบท จ.บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา (3) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือทางวิชาการ ความร่วมมือด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน และความร่วมมือด้านการจ้างงาน และ (4) ข้อตกลงว่าด้วยการจ้างงาน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้การจ้างงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ขจัดปัญหาการจ้างงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์
       
       โดยมีกำหนดการโดยย่อดังนี้ วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558 ช่วงเช้า เวลา 09.00 น. สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เดินทางถึงไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล รอให้การต้อนรับ เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้น เวลา 10.30 น.การหารือข้อราชการกลุ่มเล็กระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ณ ห้องสีงาช้าง และการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ ณ ห้องสีเขียว เสร็จสิ้นการหารือนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังโรงแรมที่พัก เวลา 15.00 น.นายกรัฐมนตรีกัมพูชาพบปะกับคณะนักธุรกิจไทย-กัมพูชา ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ช่วงเย็นเวลา 19.00 น.นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา รวมทั้งเพื่อเป็นการฉลองการครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชา ณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก
       
       วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2558 ช่วงเช้า เวลา 09.00 น.การประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไทย-กัมพูชาอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 2 ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน เมื่อเสร็จสิ้นการหารือนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจและแถลงการณ์ร่วม ณ โถงกลางตึกสันติไมตรี หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและคณะ ณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก ก่อนที่สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 เพื่อเดินทางกลับกัมพูชา

สหรัฐถอนกำลังจากตุรกี

โอ๊ะโอ ตุรกีถูกตัดหางปล่อยวัดซะแล้ว... สหรัฐฯเตรียมถอนเครื่องบินรบ 12 ลำออกจากตุรกี! อกอีแป้นจะร้าว บั๊บบายนะ Erdogan
---------

ไม่รู้ว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายนะนี่ลองอ่านดูนะครับ วันที่ 16 ธ.ค.58 Sputnik news พาดหัวข่าวว่า "อะไรอยู่เบื้องหลังกรุงวอชิงตันถอนเครื่องบินรบจำนวน 12 ลำออกจากฐานทัพตุรกี?" (What’s Behind Washington Pulling 12 Fighter Jets From Turkish Base?) ส่วนรอยเตอร์สพาดหัวข่าวว่า "กองทัพสหรัฐฯกล่าวว่าจะถอนเครื่องบินรบ 12 ลำออกจากฐานทัพในตุรกี" (US military says pulls 12 fighter jets from base in Turkey)

ในสัญญาณครั้งล่าสุดของการโดดเดี่ยวตุรกีที่เพิ่มขึ้น สหรัฐฯได้ประกาศแผนการที่จะนำเครื่องบินรบจำนวน 12 ลำออกไปจากฐานทัพอากาศ Incirlik ของตุรกี

สำนักข่าว Sputnik news ของรัสเซียอ้างข่าวจาก Reuters ของแคนาดาว่า โฆษกกองบัญชาการยุโรปจากกองทัพสหรัฐฯได้ยืนยันว่าสหรัฐฯจะถอนเครื่องบินรบ F-15 Eagles และเครื่องบินรบ F-15E Strike Eagle จำนวน 12 ลำออกไปจากตุรกี โฆษกกล่าวว่า อากาศยานได้ปฏิบัติภารกิจชั่วคราวเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะได้มีการย้ายเข้าไปประจำการในฐานทัพอากาศ Incirlik เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็ตาม

ตามรายงานข่าวที่มีการเปิดเผยออกมาบอกว่า เครื่องบินรบจะกลับไปที่ฐานทัพอากาศ Lakenheath ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรในอังกฤษซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 16 ธันวาคมนี้

เมื่อต้นปีนี้ ทั้งสหรัฐฯและเยอรมันนีได้ถอนกองพันขีปนาวุธจากภาคพื้น-สู่-อากาศ (surface-to-air missile batteries) ซึ่งได้ประจำการอยู่ตามแนวชายแดนของตุรกี-ซีเรียออกไปแล้ว (Patriot Missiles) [เหลือแต่สเปนเท่านั้นที่ล่าสุดบอกว่าจะคงระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot Missiles ของตนเองไว้ในตุรกีต่อไป Sputnik รายงาน - ผู้แปล]

การถอนกำลังอย่างกระทันหันสร้างความประหลาดใจขึ้นมาว่า ก่อนหน้านี้เพนตากอนได้กระตุ้นให้เหล่าพันธมิตรยุโรปใช้ฐานทัพอากาศ Incirlik เป็นฐานปฏิบัติการสำหรับแคมเปญจ์ต่อต้านขบวนการก่อการร้าย

"พวกเรากำลังอยู่ในช่วงการสนทนากันกับเหล่าพันธมิตรยุโรปของพวกเราเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของพวกเขาที่จะย้ายสถานที่ประจำการและร่วมมือกับพวกเราบนภาคพื้นดินในฐานทัพอากาศ Incirlik" พล.อ. John Allen ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในวุฒิสภาของสหรัฐฯเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

คำประกาศนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ตุรกีกำลังเผชิญหน้ากับการประนามจากนานาชาติต่อกรณียิงเครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียตกเหนือน่านฟ้าของซีเรียเมื่อเดือนที่ผ่านมา (24 พฤศจิกายน 2558) เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทหารของรัสเซียเสียชีวิตสองนาย [คนหนึ่งเป็นนักบินเสียชีวิตจากการถูกยิงกลางอากาศในขณะที่กำลังโดดร่มลงมา ส่วนอีกคนหนึ่งเสียชีวิตเนื่องจากเข้าไปกู้ภัยให้ความช่วยเหลือนักบินที่โดดร่มลงมาจาก Su-24 โดยฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวก FSA - ผู้แปล]

"ผมรู้สึกเป็นกังวลใจอย่างกระทันหันว่านาโตอาจจะเห็นด้วยความบ้าระห่ำที่แสดงออกโดยตุรกี" Larry Johnson อดีตเจ้าหน้าที่ CIA และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯกล่าวกับสำนักข่าว Sputnik "โชคดีที่มีรายงานออกมาจากที่ประชุมของนาโต้ซึ่งระบุว่ามีรัฐมนตรีของนาโต้หลายคนได้ถามตุรกีว่า: ในนามของพระเจ้า คุณกำลังคิดอะไรของคุณอยู่กันแน่? (What in God’s name were you thinking?)"

[ไม่อ่ะ ผมไม่เชื่อทั้งสหรัฐฯ นาโต้ และตุรกีนั่นและ พวกคุณกำลังเล่นเกมอะไรกันอยู่? ก่อนหน้านี้นาโต้ออกมาประกาศทันทีว่าอยู่ข้างตุรกี และไม่ประนามตุรกีแม้แต่น้อย พอรัสเซียบอกว่าจอกล่องดำแล้ว และจะให้นานาชาติร่วมกันพิสูจน์ด้วย งานนี้สหรัฐฯเหมือนกับนกรู้ซะงั้น และที่สำคัญเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่จอห์น แคร์รี่ และคณะเดินทางมาเยือนกรุงมอสโคว์เพียงแค่วันเดียวเอง - ผู้แปล]

รายงานข่าวกล่าวต่อไปอีกว่า ตุรกีกำลังตกที่นั่งลำบาก (Turkey is also under fire…) เนื่องจากการตัดสินใจของตนเองที่ส่งกองทัพหลายร้อยนายและรถถังเข้าไปในพื้นที่ทางภาคเหนือของอิรัค การเคลื่อนไหวที่รัฐบาลอิรัคมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิรัค

รอยเตอร์สรายงานว่า สหรัฐฯยังมีเครื่องบินโจมตี A-10 จำนวน 12 ลำและโดรนอีกจำนวนหนึ่งประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศ Incirlik ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯประจำยุโรปกล่าวในแถลงการณ์ว่า "คาดว่าจะมีอากาศยานของพันธมิตรที่จะปฏิบัติการจากฐานทัพอากาศ Incirlik เพิ่มมากขึ้น และจะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้"

[ยังไงหละนี่? สหรัฐฯยุให้อียู ซึ่งประกอบด้วย ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมันเข้าร่วมในปฏิบัติการชิงซีเรีย ฝรั่งเศสไม่เดือดร้อนเรื่องฐานทัพอากาศเพราะว่ามีเรือบรรทุกเครื่องบินของตัวเองมาเองเลย ส่วนอังกฤษก็มีฐานทัพอากาศอยู่บนเกาะ Cyprus ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียอยู่แล้ว บินแป๊บเดียวเข้าน่านฟ้าของตุรีกเพื่อหลบเรด้า S-400 ของรัสเซียก็ไปโผลทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียได้ 

ส่วนเยอรมันอ้างว่าจะมาคุ้มกันให้กับเรือบรรทุกเครื่องบินของฝรั่งเศส และส่งเครื่องบินสอดแนมถ่ายภาพทางอากาศมาช่วย ก็ไปประจำการอยู่ในฐานทัพอากาศ Incirlik ของตุรกี สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรตะวันตกกลับถอนเครื่องบินรบของตนเองออกซะงั้น ประหยัดค่าใช้จ่ายดี แล้วอย่างนี้อียูจะกล้างัดกับรัสเซียในซีเรียได้รึ? ที่ซวยหนักก็คือเครื่องบินรับของตุรกีไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้รัศมีของ S-400 ของรัสเซียในน่านฟ้าซีเรียเลยนะสิ - ผู้แปล]

เพจ: ปอกเปลือก ทรราช 
https://www.facebook.com/fisont
https://vk.com/theeyesproject
--------------
http://sputniknews.com/military/20151216/1031862104/us-jets-leave-turkey.html
http://sputniknews.com/middleeast/20151216/1031802657/spain-turkey-sam-batteries.html
http://www.reuters.com/article/us-mideast-crisis-usa-turkey-idUSKBN0TZ2CU20151216

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-ยึดเครื่องราชฯ"บุญสิทธิ์ ศรีพงษ์" | เดลินิวส์

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-ยึดเครื่องราชอิสริยาภรณ์"บุญสิทธิ์ ศรีพงษ์" เหตุทำผิดวินัยทหาร-เป็นภัยต่อความมั่นคงสถาบัน 
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2558 

เวลา 18:31 น. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พ.อ.บุญสิทธิ์ ศรีพงษ์ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.2558 เนื่องจากกระทําผิดวินัยทหาร ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นภัยต่อความมั่นคงสถาบัน ทั้งนี้ ตามข้อ 2 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือกและจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ที่บุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ตามข้อ 6 และข้อ 7(4) ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ประกาศ ณ วันที่ 16 ธ.ค.2558 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/politics/367463

19 ข้อเสนอ กมธ.ปราบโกง ชง กรธ.อุดช่องทุจริต-ป้องกันนักการเมืองหัวใส?

เปิด 19 ข้อเสนอ กมธ.ปราบปรามการทุจริต ชง กรธ. อุดช่องการทุจริต ให้ผู้สมัครนักการเมือง-องค์กรอิสระ โชว์ภาษีย้อนหลัง 3 ปี ห้าม ส.ส.แปรญัตติงบ ส.ส.-ส.ว.ไม่มีเอกสิทธิคุ้มครอง ถูกจับได้หากพันคดีทุจริต ถ้า รบ. ใช้งบรัฐเสียหาย ป.ป.ช.-สตง. ฟ้องศาลปกครองได้ ลดวาระ กก.ป.ป.ช. เหลือ 6 ปี ห้าม จนท.กระบวนการยุติธรรมนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ-ที่ปรึกษานักการเมือง
PIC krttt 16 12 58 1
เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว สำหรับข้อเสนอในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายปัญหาสำคัญที่กัดกินประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประธานฯ ได้ทำข้อเสนอ 19 ข้อ เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานฯ 
เพื่อแก้ไขปัญหา-อุดช่องโหว่ในกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มีการทุจริต และจะส่งข้อเสนออย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ธ.ค. 2558 
ข้อเสนอดังกล่าวมีอะไรบ้าง ? สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รวบรวมไว้ ดังนี้
1.ประชาชนชาวไทยมีหน้าที่ในการป้องกัน ปฏิเสธ และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งเป็นผู้เสียหายในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอันส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
2.ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ติดตามและร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้การจำกัดสิทธิดังกล่าวไม่อาจกระทำได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น
3.รัฐต้องจัดระบบการบริหารราชการแผ่นดินและการบริหารราชการแผ่นดินและการบริหารงานของรัฐ ให้มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สาธารณะ
4.กำหนดให้องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐหรืองบประมาณแผ่นดินต้องเปิดเผยแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ ผลการดำเนินงาน การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงรายการงบการเงินและสถานะทางการคลังให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปโดยไม่รอช้า
5.ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกประเภทและทุกระดับ รวมทั้งผู้เข้ารับการสรรหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ต้องแสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปี หากไม่แสดงหรือแสดงอันเป็นเท็จ ให้สมาชิกภาพหรือความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ทั้งนี้ให้เปิดเผยเอกสารดังกล่าว รวมถึงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชนโดยเร็ว
6.ห้ามมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือกระทำการให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม หรือให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ รวมถึงบุคคลซึ่งเคยถูกปลดออก ไล่ออก หรือให้ออกจากราชการ เนื่องจากกระทำการทุจริต กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติ มีสิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งหรือเข้าสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง 
7.ห้ามมิให้ ส.ส. นำงบประมาณที่ลดหรือตัดทอนจากการแปรญัตติไปจัดสรรเป็นงบ ส.ส.
8.กำหนดให้สามารถจับกุม คุมขัง หรือออกหมายเรียกตัว ส.ส. หรือ ส.ว. ในระหว่างสมัยประชุมได้ ในกรณีเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาอันเกี่ยวด้วยการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือคดีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งหรือการสรรหา (เอกสิทธิคุ้มครองสมาชิกรัฐสภาในระหว่างสมัยประชุม ไม่รวมถึงกรณีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่)
9.ให้สมาชิกฝ่ายค้านเป็นประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และทำหน้าที่กำกับติดตามเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
10.ให้มีศาลชำนัญพิเศษคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นการเฉพาะ โดยให้เป็นระบบไต่สวนสามารถอุทธรณ์ได้ และมีเขตอำนาจในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง
11.ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด ก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอันวิญญูชนพึงเห็นได้ว่า ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณและให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า
12.กระบวนการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพในการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ รวมทั้งคุณธรรมและจริยธรรมอย่างแท้จริง 
13.กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี มีอำนาจการไต่สวนและวินิจฉัยคดีทุจริตต่อหน้าที่หรือร่ำรวยผิดปกติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับบริหาร (ระดับสิบขึ้นไป) และให้กำหนดระยะเวลาในการไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ให้ล่าช้า สามารถมอบหมายให้กรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หรือผู้ที่มีอำนาจเกี่ยวข้องทำการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐานแทนได้
14.กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นอิสระ และทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เนื่องจากคดีทุจริตมีความเกี่ยวพันกับข้าราชการหลายระดับ
15.กำหนดให้มีกลไกหรือระบบบูรณาการการทำงานขององค์กรที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สามารถนำคนผิดมาลงโทษโดยเร็ว
16.การสอบสวนคดีทุจริตคอร์รัปชั่นและประพฤติมิชอบที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีการกำหนดระยะเวลาในการไต่สวนข้อเท็จจริงและฟ้องดำเนินคดีโดยเร็ว และผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายในกรณีที่ล่าช้า และหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะอย่างเป็นเปิดเผยเป็นระยะ
17.ให้มีเนื้อหาว่าด้วยการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในรัฐธรรมนูญตามแนวทางในหมวดที่สอง ส่วนที่สอง ของร่างรัฐธรรมนูญปี 2558
18.เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกัน รวมทั้งไม่เป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งในลักษณะเดียวกัน
19.ให้มีการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล สร้างจิตสำนึกแก่ประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้กลไกในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ
ทั้งหมดคือข้อเสนอ-แนวทางของ กมธ.ปราบปรามการทุจริต ที่เสนอต่อ กรธ. เพื่อต้องการอุดช่องโหว่การคอร์รัปชั่น ป้องกันนักการเมืองหัวใส เข้ามาหากินอีก !
PIC กมธปราบโกง 1
PIC กมธปราบโกง 2

หมายเหตุ : ภาพประกอบ กรธ. จาก ASTVmanager

เฟซบุ๊กยอมแก้ไขนโยบายใช้ชื่อจริงหลังจากถูกประท้วงอย่างหนัก



เฟซบุ๊กยอมแก้ไขนโยบายใช้ชื่อจริงหลังจากถูกประท้วงอย่างหนัก
เฟซบุ๊กประกาศจะแก้ไขนโยบายใช้ “ชื่อจริง” ที่เป็นปัญหามากหลังจากเผชิญกับการประท้วงอย่างรุนแรงจากกลุ่มต่างๆ
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เฟซบุ๊กประกาศทดสอบใช้เครื่องมือใหม่ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้อธิบายเหตุผลที่ไม่สามารถใช้ชื่อจริงได้ในกรณีและสถานการณ์พิเศษ โดยระบุว่าเครื่องมือนี้มุ่งช่วยคนที่อาจประสบกับความรุนแรงในครอบครัวหรือกรณีที่การเปิดเผยรสนิยมทางเพศของตนอาจจะทำให้เขาหรือเธอตกอยู่ในอันตรายได้
อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กก็ยังยืนยันให้คนใช้ “ชื่อจริง” ยกเว้นในกรณีที่ไม่ปกติจริงๆ เท่านั้น “เรากำหนดให้คนใช้ชื่อที่เพื่อนฝูงและครอบครัวใช้เรียกตัวเอง” เฟซบุ๊กกล่าว “เมื่อคนใช้ชื่อที่ตนเป็นที่รู้จัก การกระทำและคำพูดของเขาก็จะมีน้ำหนักมากขึ้นเพราะจะมีความรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนพูดมากขึ้น”
“แต่ว่าหลังจากได้รับเสียงสะท้อนความเห็นจากชุมชนผู้ใช้ เราก็เห็นความสำคัญที่นโยบายนี้จะต้องเหมาะกับทุกคนด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ชายขอบหรือถูกเลือกปฏิบัติ”
บริษัทยังได้เพิ่มเครื่องมือใหม่ในการรายงานชื่อปลอม โดยกำหนดให้คนที่แจ้งเรื่องคนอื่นใช้ชื่อปลอมต้องให้ข้อมูลบริบทเพิ่มมากขึ้นด้วย เฟซบุ๊กระบุว่าบริษัทได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องชื่อปลอมสัปดาห์ละหลายแสนกรณี
“แต่เดิม ผู้ใช้สามารถแจ้งรายงานชื่อปลอมได้เลย แต่ตอนนี้จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนใหม่สองสามขั้นตอนเพื่อให้รายละเอียดแก่เรามากขึ้น” เฟซบุ๊กกล่าว “ข้อมูลบริบทที่เพิ่มมานี้จะช่วยให้ทีมงานตรวจสอบของเราเข้าใจได้ดีขึ้นว่าทำไมจึงมีการร้องเรียน”
เฟซบุ๊กได้รับการกดดันอย่างมากจากกลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิต่อนโยบายการใช้ชื่อจริงที่ทางบริษัทยืนยันหนักแน่นมาตลอด มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ถูกวิจารณ์อย่างหนักหลังจากเสนอว่าคนที่ใช้สองชื่อหรือใช้นามแฝงนั้นแสดงถึง “การขาดความซื่อสัตย์”
เมื่อปีที่แล้ว กลุ่มชายที่นิยมแต่งตัวข้ามเพศในซาน ฟรานซิสโกถูกลบบัญชีเฟซบุ๊กไปเนื่องจากถูกพิจารณาว่าละเมิดนโยบายดังกล่าว
หลังจากเผชิญกับการต่อต้านอย่างมาก ทางบริษัทก็ยอมรับว่าได้กระทำผิดพลาดไปที่ไปลบบัญชีเหล่านั้น แต่ก็บอกว่าบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายในการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้ในเครือข่าย
กลุ่มองค์กรที่ทำงานเรื่องสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองได้รวมตัวกันจัดตั้ง “เครือข่ายพันธมิตรไร้ชื่อ” ขึ้นมาเพื่อกดดันเฟซบุ๊กให้เปลี่ยนนโยบายนี้ เครื่องมือใหม่ที่เปิดตัวเมื่อวันอังคารนั้นยังห่างไกลจากข้อเสนอของกลุ่มดังกล่าวอยู่มาก แต่ผู้แทนจากเฟซบุ๊กก็ได้พบกับสมาชิกของเครือข่ายพันธมิตรไร้ชื่อแล้ว

เสียงเรียกร้องคว่ำบาตรกุ้งไทยจากกรณีแรงงานทาสมีมากขึ้น

เสียงเรียกร้องคว่ำบาตรกุ้งไทยจากกรณีแรงงานทาสมีมากขึ้น ด้านนักวิชาการชี้ให้รีบแก้ไข ก่อนจะกระทบมูลค่าการส่งออกหลายพันล้านบาท
หลังสำนักข่าวเอพีเผยแพร่รายงานการใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมงและแปรรูปกุ้งของไทย ได้มีเสียงเรียกร้องให้คว่ำบาตรการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยมากขึ้นในหมู่องค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนและนักการเมืองในสหรัฐฯ โดยล่าสุดนายคริส สมิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน และสมาชิกคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสภาคองเกรส ได้ออกมาเรียกร้องให้คว่ำบาตรสินค้าประมงที่มาจากแรงงานทาสในไทย โดยระบุว่าผู้บริโภคแต่ละคนมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่จะตัดสินใจไม่ซื้อสินค้าดังกล่าว
ทั้งนี้ รายงานของเอพีระบุว่า มีแรงงานต่างชาติจำนวนมากในไทยที่ถูกหลอกหรือบังคับมาให้เป็นแรงงานทาสในอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้ง โดยต้องยืนทำงานนานถึง 16 ชั่วโมงต่อวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน โดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือได้รับน้อยมาก หลายรายถูกกักขังอยู่ในโรงงานเป็นเวลานานหลายปี
ก่อนหน้านี้ กรีนพีซได้ออกมาเรียกร้องให้คว่ำบาตรสินค้าจากบริษัทไทยยูเนี่ยน ซึ่งเป็นผู้ผลิตกุ้งส่งออกรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก ในกรณีมีการใช้แรงงานทาสที่โรงงานในอินโดนีเซียมาแล้ว โดยนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานผู้บริหารของไทยยูเนี่ยนได้แถลงยอมรับว่า รายงานข่าวเรื่องการใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมงของเอพี เป็นตัวกระตุ้นให้ทางบริษัทและอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าประมงตื่นตัวต่อปัญหาดังกล่าว และประกาศจะแก้ไขปัญหาแรงงานนี้ ด้วยนโยบายการจ้างงานใหม่ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม ปีหน้า
ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ไทยต้องเร่งชี้แจงและแก้ไขปัญหาโดยด่วน ก่อนที่กระแสการคว่ำบาตรของสหรัฐฯจะขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากไทยที่วางขายในเครือค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ม. รังสิตพบว่า การคว่ำบาตรน่าจะมีผลกระทบเบื้องต้นต่อการส่งออกประมาณ 20-30% ของมูลค่าส่งออกเดิม ซึ่งน่าจะคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,484 ล้านบาท

เฟซบุ๊ก กูเกิลและทวิตเตอร์ตกลงกับรัฐบาลเยอรมันจัดการเฮทสปีช

เฟซบุ๊ก กูเกิลและทวิตเตอร์ตกลงกับรัฐบาลเยอรมันจัดการเฮทสปีช
เฟซบุ๊ก กูเกิลและทวิตเตอร์ทำข้อตกลงกับรัฐบาลเยอรมันที่จะลบข้อความที่แสดงหรือสร้างความเกลียดชัง หรือที่เรียกว่าเฮทสปีชออกจากเว็บไซต์ของตัวเองภายใน 24 ชั่วโมง
รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของเยอรมันนี ไฮโก มาสกล่าวว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นการรับประกันว่ากฎหมายของเยอรมันจะมีผลบังคับใช้ในโลกออนไลน์ และโซเชียลมีเดียจะต้องไม่ “กลายเป็นมหกรรมบันเทิงสำหรับฝ่ายขวาจัด”
ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีรายงานถึงการเหยียดผิวที่พุ่งสูงขึ้นในโลกออนไลน์ในประเทศขณะที่เยอรมันกำลังจัดการรับมือกับการหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยเกือบหนึ่งล้านคนในปี 2558 และการที่เยอรมันต้อนรับผู้อพยพหลายแสนคนที่ส่วนใหญ่มาจากซีเรีย อิรักและอัฟกานิสถานได้ก่อให้เกิดปฏิกริยาความไม่พอใจจากฝ่ายชาตินิยมที่รวมถึงนีโอนาซี
มาสบอกว่าการร้องเรียนเกี่ยวกับเฮทสปีชจะได้รับการพิจารณาโดย “คณะผู้เชี่ยวชาญ” ของบริษัททั้งสามที่ยังจะทำให้การร้องเรียนทำได้สะดวกมากขึ้นอีกด้วย คณะผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาข้อร้องเรียนโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานของกฎหมายเยอรมัน “และไม่ใช่แค่เงื่อนไขการใช้งานของผู้ให้บริการแต่ละเจ้าอีกต่อไป”
มาสบอกว่า “เมื่อมีการละเมิดขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เมื่อเป็นการแสดงความเห็นในทางอาชญากรรม การปลุกปั่นก่อความไม่สงบ การยุยงให้กระทำความผิดที่ส่งผลคุกคามต่อผู้คน เนื้อหาเช่นว่านี้จะต้องถูกลบออกไปจากอินเตอร์เน็ต” และย้ำว่าเป็นข้อตกลงที่จะต้องดำเนินการภายในเวลา 24 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้มาสและนักวิจารณ์คนอื่นๆ ได้กล่าวหาเฟซบุ๊กว่าดำเนินการฉับไวในการลบภาพโป๊เปลือยออกจากหน้าเพจของผู้ใช้ แต่กลับปล่อยให้มีข้อความเหยียดผิวและเกลียดกลัวชาวต่างชาติอยู่ต่อไปได้ ขณะที่เฟซบุ๊กระบุว่าอาศัยผู้ใช้ในการรายงานหรือร้องเรียนเกี่ยวกับข้อความที่แสดงหรือสร้างความเกลียดชัง

สมรภูมิอิรัก กับกลยุทธ์ “ล้อมแต่ไม่ตี”




Cr:ไพศาล พืชมงคล
สมรภูมิอิรัก กับกลยุทธ์ “ล้อมแต่ไม่ตี”
16 ธันวาคม 2558
ในสมรภูมิซีเรีย พันธมิตรรัสเซียใช้กลยุทธ์ตีโดยไม่ล้อม ประสานกับการวางกำลังเพื่อสกัดกำลังหนุนที่จะมาช่วยเหลือขบวนการก่อการร้าย ทำให้พันธมิตรรัสเซียสามารถยึดครองซีเรียได้โดยพื้นฐานแล้ว และกำลังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูซีเรีย
สำหรับสมรภูมิอิรัก พันธมิตรรัสเซียใช้กลยุทธ์ “ล้อมแต่ไม่ตี” และทนกับปฏิบัติการยั่วยุทางการทหารอย่างถึงที่สุด ทำให้ขบวนการก่อการร้ายหวั่นเกรงว่าหากล่าช้าต่อไปก็อาจจะหนีไม่ทัน จึงเคลื่อนย้ายกำลังหนีออกไปจากอิรักระลอกแล้วระลอกเล่า จนกำลังเหลืออยู่น้อยมาก ในขณะที่พันธมิตรรัสเซียวางกำลังล้อมอิรักกระชับเข้ามาทุกที ดังนั้นตุรกีจึงทำหน้าที่เป็นกองหน้าของนาโต้ส่งกำลังรถถังเข้าไปในอิรักโดยมีกำลังภาคพื้นดินจำนวนหนึ่งของสหรัฐสนับสนุน แต่แทนที่พันธมิตรรัสเซียจะใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตี กลับนิ่งเฉย และใช้สงครามเศรษฐกิจประสานกับการปฏิบัติการรุกรบของชาวเคิร์ดทางตอนใต้ของตุรกี รวมทั้งเปิดสมรภูมิทางการทูตในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ให้มีมติจัดการกับผู้รุกรานอิรัก ทำให้ไม่มีชาติใดออกหน้าปกป้องการรุกรานนั้นได้
ในสมรภูมิอิรัก มีศูนย์กลางที่จะแตกหักชี้ขาดในสมรภูมินี้ที่เมืองโมซุล ทางตอนเหนือของอิรัก ใกล้กับชายแดนตุรกีและอิหร่าน แต่ถึงวันนี้พันธมิตรรัสเซียก็ยังไม่ปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการปิดล้อมให้กระชับและแน่นหนาขึ้น นั่นหมายถึงกระชับกลยุทธ์ “ล้อมแต่ไม่ตี” ล่าสุดมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจดังนี้
1. รัสเซียได้ขนย้ายรถถังรุ่นใหม่เข้าไปยังอิรัก โดยขนส่งไปอย่างเงียบ ๆ ทางเรือ ผ่านอ่าวโอมานเข้าไปยังอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แสนยานุภาพอิหร่านสามารถดูแลความปลอดภัยได้ และรัสเซียก็ได้วางกำลังจำนวนหนึ่งที่จะดูแลความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ได้อย่างปลอดภัย รถถังชุดนี้ได้ส่งขึ้นที่ท่าเรือในพื้นที่อันเหมือนกับปากขวด ที่อยู่ปากอ่าวเปอร์เซีย ใกล้กับคูเวต ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าจะนำไปวางกำลังไว้ในพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดกับเมืองโมซุล การนำรถถังเข้าไปทางพื้นที่นี้สะท้อนว่าพันธมิตรรัสเซียสามารถยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของอิรักต่อเนื่องจากพื้นที่อ่าวเปอร์เซียไว้แล้ว และคงมีการเตรียมขีปนาวุธเพื่อคุ้มครองการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และกำลังภาคพื้นดินอีกด้วย ที่สำคัญคือ สะท้อนว่าพันธมิตรอาหรับที่นำโดยซาอุดิอาระเบียวางเฉยและปล่อยให้รัสเซียเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ผ่านทางอ่าวเปอร์เซียได้โดยสะดวก ไฟเขียวตลอด ซึ่งอาจทำให้นาโต้ผวาหนักขึ้นไปอีก
2. จะเป็นเพราะการข่าวกรองที่ตุรกีรู้เอง หรือรู้จากชาติอื่น หรือโดยการคาดคะเนสถานการณ์เอาเอง ปรากฏว่าเมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.58) ตุรกีได้ถอนกำลังรถถังออกจากเมืองโมซุลเป็นส่วนใหญ่แล้ว เพราะสภาพจากการวางกำลังของพันธมิตรรัสเซียนั้น ใคร ๆ ก็เห็นได้ชัดว่ากำลังรถถังและกำลังทหารของตุรกีรวมทั้งบางชาติแถบเมืองโมซุลไม่ครนามือที่จะรับมือกับการวางกำลังที่ปิดล้อมและกระชับเข้ามาได้เลย คงเหลือว่าวันไหนที่จะถอนออกไปทั้งหมด หรือจะถูกกวาดล้างทั้งหมด
3. โอบามาตัดสินใจส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปมอสโกเพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามในซีเรียและอิรัก ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ใคร ๆ ก็รู้ได้แล้วว่าใครเป็นต่อ ใครเป็นรอง เพราะ “กำลังในการเจรจาขึ้นอยู่กับกำลังในสนามรบ” ดังนั้นการไปงอนง้อขอเจรจาครั้งนี้ จึงยากที่จะมีอะไรติดไม้ติดมือกับไปวอชิงตัน จึงต้องจับตาดูว่าตุรกีและอเมริกาจะถอนทหารออกไปจากอิรักหรือว่าจะเป็นผลให้รัสเซียตัดสินใจลงมือปฏิบัติการในอิรัก เพราะการเคลื่อนกำลังรถถังของรัสเซียเข้าอิรักนั้นส่อว่ารัสเซียได้ตอบรับคำขอของรัฐบาลอิรัก ในการขับไล่ผู้รุกรานแล้ว จึงคงเหลือแต่ว่าจะเป็นวันเวลาใดเท่านั้น
4. ในขณะที่เคลื่อนกำลังรถถังเข้าอิรัก รัสเซียก็ได้ส่งกำลังทหาร 7,000 คนเข้าไปที่อาร์เมเนีย ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของตุรกี เมื่อประกอบเข้ากับแนวดินแดนจอร์เจีย อาร์เมเนีย และอิหร่านถึงอิรักแล้ว ก็ก่อเป็นแนวปิดล้อมตุรกีทางด้านตะวันออกขึ้นมา ในขณะที่แนวดินแดนซีเรีย อิรัก ก็กำลังก่อตัวเป็นแนวปิดล้อมทางด้านใต้ของตุรกี โดยที่พันธมิตรรัสเซียยังวางกำลังทางนาวีไว้ที่ทะเลดำด้านเหนือของตุรกี และในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้านตะวันตกของตุรกี โดยมีกรีกเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตุรกีอยู่ทางด้านตะวันตกอีก สภาพทั้งหมดนั้นหากลากเส้นเชื่อมโยงกันก็จะกลายเป็นเส้นที่ปิดล้อมตุรกีให้เห็นชัดขึ้นทุกทีแล้ว สภาพดังกล่าวนี้ดูทีท่าว่ากลยุทธ์ “ล้อมแต่ไม่ตี” ไม่เพียงแต่จะใช้ปฏิบัติในสมรภูมิอิรักเท่านั้น มันกำลังก่อตัวขึ้นต่อประเทศตุรกีด้วย
กลยุทธ์ “ตีแต่ไม่ล้อม” เป็นสภาพการสงครามที่เห็นได้โดยง่าย มีความรุนแรง และมีความเสียหายมาก ในขณะที่กลยุทธ์ “ล้อมแต่ไม่ตี” เป็นสภาพการสงครามที่เห็นได้ยาก มีพลังแต่ไม่รุนแรง และอาจป้องกันความเสียหายได้โดยการเจรจายุติสงครามโดยไม่ต้องรบ กลยุทธ์ “ล้อมแต่ไม่ตี” นี้แม้ไม่ต้องใช้ทหารรบ หรือยิงกระสุนสักนัดเดียว แต่เป็นกลยุทธ์ที่สามารถเอาชนะโดยไม่ต้องรบ ซึ่งพิชัยสงครามถือว่าเป็นชัยชนะชั้นเลิศด้วย
นักการทหารในอดีตที่นิยมและสันทัดในการใช้กลยุทธ์ “ล้อมแต่ไม่ตี” ประสานกับ “ตีโดยไม่ล้อม” ที่เด่นชัดมากที่สุดก็คือจูกัดเหลียงขงเบ้ง ในยุคสามก๊ก และเหมาเจ๋อตุง ประธานคณะกรรมการการทหารกองทัพปลดแอกประชาชนจีน.

แดเนียล รัสเซล เข้าพบนายกฯ หารือความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ


แดเนียล รัสเซล เข้าพบนายกฯ หารือความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ
Cr:แนวหน้า
16 ธ.ค. 58 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดโอกาสให้ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าเยี่ยมคารวะ ในโอกาสนำคณะผู้แทนสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมหารือยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 5 โดยมี นายกลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าร่วมด้วย
โดยในเวลา 12.45 น. นายแดเนียล รัสเซล เปิดเผยภายหลังการเข้าพบว่า การพบปะกับพล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ เป็นไปด้วยดีโดยเป็นการหารือที่เน้นด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ทั้งบทบาทของไทยในภูมิภาคนี้ และในเวทีโลกรวมถึงความร่วมมือด้านต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศ ซึ่งมีการพูดคุยอย่างเปิดอกในเรื่องของความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ และหนทางในอนาคตข้างหน้า ทั้งยังได้ชี้แจงแนวคิดของสหรัฐที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งความสัมพันธ์ของไทยกับสหรัฐถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของสหรัฐ จึงอยากให้ไทยเฟื่องฟู มีความมั่นคงมากขึ้น และได้บอกไปยังพล.อ.ประยุทธ์ ว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ให้ความเคารพต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งวัฒนธรรมของไทย และให้ความสำคัญต่อ ด้านการค้าและเศรษฐกิจโดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านความมั่นคง

สหรัฐฯยืนยัน ความร่วมมือกับไทยจะกลับมาปกติ เมื่อไทยมีรัฐบาลประชาธิปไตย



updated: 16 ธ.ค. 2558 เวลา 18:43:41 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
วันนี้ (16 ธ.ค.2558) นายเเดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯได้กำหนดถึงขอบเขตที่สหรัฐฯ จะสามารถจัดลำดับความสัมพันธ์ให้แต่ละประเทศ ซึ่งความร่วมมือต่างๆจะกลับมาได้ต่อเมื่อไทยมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยกลับคืนมา

ส่วนความร่วมมือทางการทหารนั้น ด้วยข้อจำกัดของสถานการณ์ในไทยจึงทำให้ยากต่อการสนับสนุน  แต่สหรัฐฯพยายามที่จะให้การสนับสนุนโดยพิจารณาเป็นกรณีไป เช่น การฝึกร่วมคอบบร้า โกลด์ ซึ่งจะเน้นให้การช่วยเหลือในเชิงมนุษยธรรม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในอีกหลายมิติที่ไทยและสหรัฐฯจะทำได้ แต่สหรัฐฯ อยากฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีให้กลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม  


ส่วนการเข้าพบนายกรัฐมนตรีนั้น นายกรัฐมนตรีได้อธิบายสถานการณ์การเมืองและโรดแม็พที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยของไทย ขณะที่ตนระบุว่า สหรัฐฯยังคงย้ำจุดยืนเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เป็นหลักการสากลที่ทุกคนต้องการ ทั้งนี้ สหรัฐฯ อยากเห็นประเทศไทยมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย โดยสหรัฐฯจะเป็นเพื่อนเคียงข้างไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทั้งภูมิภาคและระดับโลก

พบอีก! บริษัทจัดหารถเก็บขยะ-บรรทุกน้ำ กทม. รายเดียว ยุค'สุขุมพันธ์' 5.1 พันล.

งานเช่ารถเก็บขนมูลฝอย -รถบรรทุกน้ำ กทม.พบเอกชนรายเดียว ได้รับจ้างกว่า 13 สัญญา วงเงินกว่า 5.8 พันล้าน เฉพาะยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ 5.1 พันล้าน  

puyydddeedde7 12 15

นอกเหนือจากข้อมูล บริษัท เคพีเอ็น มิวสิค จำกัด ที่ปรากฎชื่อเป็นคู่สัญญาในการจัดหาเครื่องดนตรีให้กับสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาทักษะทางด้านดนตรี จำนวน 3 สัญญา เพียงรายเดียว นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา รวมวงเงินว่าจ้างทั้งหมด 732,100,000 บาท ตามที่สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบและนำมาเสนอไปก่อนหน้านี้ 

 (อ่านประกอบ : เบื้องหลัง! โครงการจัดซื้อเครื่องดนตรี กทม. 'เคพีเอ็น' คว้า 3 สัญญารวด 732 ล.)

งานเช่ารถเก็บขนมูลฝอย และ เช่ารถบรรทุกน้ำ ของ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในยุคการบริหารงานของ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ก็กำลังถูกจับตามองเช่นกัน

เมื่อปรากฎรายชื่อบริษัทเอกชนรายเดียวเข้ามารับจ้างงานไปทั้งหมด จำนวนกว่า 12 สัญญา รวมวงเงิน 5.1 พันล้าน 

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 57 บริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด ปรากฎรายชื่อเป็นผู้รับสัญญาว่าจ้างเช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น FTR34Pxxxs จำนวน 220 คัน วงเงิน 1,372,035,060 บาท 

ขณะที่ในช่วงปี 2545 ถึง 2557 บริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด ปรากฎรายชื่อเป็นผู้รับจ้างจ้างเช่ารถเก็บขนมูลฝอย และ เช่ารถบรรทุกน้ำมาแล้วจำนวน 12 สัญญา รวมวงเงินกว่า 4,504,826.079 บาท (เท่าที่ปรากฎข้อมูลยืนยันเป็นทางการ) มีรายละเอียดดังนี้ 

สัญญาที่ 1 เช่ารถเก็บขนมูลฝอย ยี่ห้อ มิตซูบิชิ รุ่น FX 457 HSRGDH 3 จำนวน 147 คัน ขนาด 5 ตัน ในพื้นที่ กทม. (ฝั่งพระนคร) วงเงิน 732,964,050 บาท  ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 27 ธ.ค. 45 -26 ธ.ค. 52 

สัญญาที่ 2 เช่ารถเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 5 ตัน จำนวน 147 คัน เพื่อใช้งานพื้นที่ฝั่งพระนคร วงเงิน 60,616,920 บาท ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 3 พ.ย. 54 - 31 พ.ค. 55 

สัญญาที่ 3 เช่ารถเก็บขนขยะมูลฝอยแบบอัด ขนาด 2 ตันจำนวน 152 คัน วงเงิน 752,547,744 บาท ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 28 ธ.ค. 54 - 22 ธ.ค. 55 

สัญญาที่ 4 เช่ารถเก็บขยะมูลฝอยแบบยกภาชนะรองรับขยะมูลฝอยจำนวน 124 คัน วงเงิน 694,107,360 บาท ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่  28 ธ.ค. 54 - 27 ธ.ค. 55 

สัญญาที่ 5 เช่ารถเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 5 ตัน จำนวน 110 คัน วงเงิน 30,370,496 บาท ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 26 ก.ย. 55 -22 ธ.ค. 55 

สัญญาที่ 6 เช่ารถเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 2 ตัน จำนวน 84 คัน วงเงิน 22,035,651 บาท  ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 26 ก.ย. 55 - 22 ธ.ค. 55 

สัญญาที่ 7 เช่ารถเก็บขนมูลฝอยแบบยกภาชนะรองรับมูลฝอยขนาด 8 ลบ.ม. จำนวน 66 คัน วงเงิน 22,079,904 บาท ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 26 ก.ย. 55 -27 ธ.ค. 55 

สัญญาที่ 8 เช่ารถเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 5 ตัน จำนวน 147 คัน วงเงิน  50,626,800 บาท ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่  26 ก.ย. 55 - 22 ธ.ค. 55 

สัญญาที่ 9 เช่ารถเก็บขนมูลฝอยแบบอัดขนาด 5 ตัน จำนวน 55 คัน เพื่อใช้งานพื้นที่ฝั้งพระนคร วงเงิน 11,055,000 บาท ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 26 ก.พ. 56 - 21 เม.ษ. 56 

สัญญาที่ 10 เช่ารถเก็บขนมูลฝอย 3 ขนาด 214 คัน วงเงิน 1,377,767,854 บาท  ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 20 ส.ค. 56 - 20 ส.ค. 63 

สัญญาที่ 11 เช่ารถเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 5 ตัน จำนวน 90 คัน วงเงิน 1,964,700  บาท  ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่ 30 ก.ย. 57 - 12 ต.ค. 57 

สัญญาที่ 12 เช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ยี่ห้อ HINO รุ่น 8JMLA จำนวน 120 คัน ในราคาค่าเช่าคันละ 2,440 บาท วงเงิน 748,689,600 บาท ระยะเวลาสัญญาตั้งแต่  22 ต.ค. 57 -22 ต.ค. 64  

นับรวมวงเงินจ้างงาน 12 สัญญา อยู่ที่ 4,504,826.079 บาท 

เมื่อนับรวมสัญญาใหม่ คือ เช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น FTR34Pxxxs จำนวน 220 คัน วงเงิน 1,372,035,060 บาท เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 57 อีก 1 สัญญา 

รวมเป็น 13 สัญญา วงเงินว่าจ้างทั้งหมดอยู่ที่ตัวเลข 5,876,861,139 บาท 

แต่หากนับสัญญาว่าจ้าง ที่เกิดขึ้นในยุค หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2552 จนถึงปัจจุบัน มีจำนวน 12 สัญญา คิดเป็นวงเงิน 5,143,897,089 บาท

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า บริษัท อิทธิพรอิมปอร์ต จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2528 ทุนปัจจุบัน 100 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 96/11-12,102-103 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

แจ้งประกอบธุรกิจบริการให้เช่ารถ จำหน่ายรถและอุปกรณ์ประกอบรถ

ปรากฎชื่อนายจิระชัย เตชะอิทธิพร นายสมาน เตชะอิทธิพร นายวีรชัย เตชะอิทธิพร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 

รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 เมษายน 2558  นายวีรชัย เตชะอิทธิพร  ถือหุ้นใหญ่สุด 300,000 หุ้น มูลค่า 30,000,000 บาท  นายจิระชัย เตชะอิทธิพร และนายสมาน เตชะอิทธิพร ถืออยู่ คนละ 275,000 หุ้น รวมมูลค่า 55,000,000 บาท นางสาวพรพิมล เตชะอิทธิพร นางสาว สุปัญจ์ณี เตชะอิทธิพร ถืออยู่คนละ 50,000 หุ้น รวมมูลค่า 10,000,000 บาท  นาง กัลยาณี เตชะอิทธิพร  นายเจษฎา เตชะอิทธิพร  ถืออยู่คนละ 25,000 หุ้น รวมมูลค่า 5,000,000 บาท 

ล่าสุดนำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจ ปี 2557 แจ้งว่า มีรายได้รวม 1,431,067,045.89 บาท แยกเป็น รายได้จากการขายและบริการ 1,421,799,490.24 บาท รายได้อื่น 9,267,555.65 บาท มีรายจ่ายรวม 1,267,849,204.42 บาท  กำไรสุทธิ 98,894,773.51 บาท  

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เคยตรวจสอบพบว่า บริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด มีความเชื่อมโยงกับ บริษัท เมก้าลิ้งค์ จำกัด ซึ่งได้รับงานว่าจ้างรถเก็บขยะเอกชน จากสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร จำนวน  3 ครั้ง วงเงินรวม 622,828,650 บาท เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกัน   

 บริษัท เมก้าลิ้งค์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 28 เมษายน 2541 ทุนปัจจุบัน   100 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 202/22 หมู่ที่ 4 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ  ผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 25 เม.ย.2541 นายจิระชัย เตชะอิทธิพร   นายวีรชัย เตชะอิทธิพร   นายสมาน เตชะอิทธิพร  นายสวัสดิ์ เตชะศรีสุโข    ถือหุ้นใหญ่ (ดูตาราง)  ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2553 นายสวัสดิ์ เตชะศรีสุขโข  528,455 หุ้น หรือ 52.84%  นายประสงค์ โตรักตระกูล  142,681 หุ้น หรือ 14.26%   นาย สุรชัย เตชะศรีสุขโข  นายสุรเดช เตชะศรีสุขโข  คนละ 5.69%    นางยุรีพร พงศ์พันธุ์ภาณี  5.28%

นอกจากนี้ที่ตั้งของบริษัท เมก้าลิ้งค์ จำกัด เลขที่ 202/22 หมู่ที่ 4 ถนนแจ้งวัฒนะ เป็นที่ตั้งเดียวกับบริษัท อิทธิพร บิลดิ้ง จำกัด  ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องพัก อาคารชุด เฟอร์นิเจอร์  ซึ่งมีนายจิรชัย เตชะอิทธิพร นาย วีรชัย เตชะอิทธิพร นาย สมาน เตชะอิทธิพร เป็นเจ้าของ 

รายการเช่ารถเก็บขยะของกรุงเทพฯ จาก บริษัท เมก้าลิ้งค์ จำกัด

(อ่านประกอบ : ผ่าสัญญาเช่ารถเก็บขยะกทม.13 ปีจ่ายอื้อ 8.8 พันล.-2 บ.ถือหุ้นไขว้)