PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

ล่าข้ามโลก! เผยโฉมที่ทำงานอดีตอ.สาวมหิดล ในฮาวาร์ด หลังหนีทุนไม่กลับปท.

"...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้กดคลิกเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเพจที่ชื่อว่า  Olsen Symposium พบว่า มีการโพสต์ภาพชุดการจัดงานประชุมสัมมนาและงานเลี้ยงอาหารค่ำของม.ฮาร์วาร์ดไว้ ขณะที่มีคนไทยหลายคนเข้าไปแสดงความเห็น เกี่ยวกับการไม่เดินทางกลับมาใช้ทุนในประเทศไทย ของ อดีตอาจารย์สาวมหิดลเป็นจำนวนมาก  และแสดงความเสียใจที่ม.ฮาร์วาร์ด  รับบุคคลนี้เข้ามาทำงาน.."
 piooeeegtgtgtgtgt
กำลังถูกกระแสวิจารณ์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก! สำหรับกรณี อดีตอาจารย์สาวมหิดล ที่มีชื่ออักษรย่อว่า 'ด' ซึ่งขอทุนไปเรียนป.โท และป.เอก ต่อที่สหรัฐอเมริกา
แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ไม่ยอมเดินทางกลับมาใช้ทุน และไปแต่งงานกับหนุ่มอเมริกัน จดทะเบียนเปลี่ยนสัญชาติ เข้าทำงานอยู่ในม.ฮาร์วาร์ด ส่งผลให้ เพื่อน อาจารย์ รุ่นพี่ ที่ช่วยค้ำประกันให้ เดือนร้อนต้องชดใช้หนี้แทนป็นจำนวนเงินกว่าสิบล้านบาท 
ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลในแฟนเพจ "สำนักข่าวอิศรา'  https://www.facebook.com/isranewsfanpage/?fref=ts พบว่า ภายหลังจากที่สำนักข่าวอิศราได้โพสต์รายงานพิเศษเรื่อง รับไม่ได้ให้ชดใช้เงินคืน3เท่า! เปิดเบื้องหลัง อดีตอ.สาวมหิดล หนีทุนเรียนนอก  มีบุคคลทั่วไปให้ความสนใจเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก 
อย่างไรก็ดี มีบุคคลคนหนึ่ง เข้ามาแสดงความเห็น โดยการโพสต์รูปถ่าย ของ ผู้หญิงรายหนึ่ง ที่เผยแพร่ในแฟนเพจ ที่ชื่อว่า Olsen Symposium
piiooeddd
เมื่อผู้สื่อข่าวกดคลิกเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเพจที่ชื่อว่า  Olsen Symposium  พบว่า มีการโพสต์ภาพชุดการจัดงานประชุมสัมมนาและงานเลี้ยงอาหารค่ำของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดไว้จำนวนมาก และมีรูปของหญิงไทยรายหนึ่ง ที่เข้าไปร่วมงานด้วย  
ขณะที่มีคนไทยหลายคนเข้าไปแสดงความเห็น เกี่ยวกับการไม่เดินทางกลับมาใช้ทุนในประเทศไทย ของ อดีตอาจารย์สาวมหิดลเป็นจำนวนมาก  และแสดงความเสียใจที่ม.ฮาร์วาร์ด  รับบุคคลนี้เข้ามาทำงาน 
อาทิ
" I have heard that this Dr... was a scholarship recipient of Mahidol Univ in Thailand on a condition that she had to return to work for Mahidol U and her colleagues gave bond on behalf of her convinced that this Dr would return to work with Mahidol Univ. However this Dr never returns and refuses to pay back to Mahidol U as result those who guaranteed her had to pay a huge amount to Mahidol for about US$61K. Shame on you Dr ......!!!"
"..it's so sad that a famous university accept an ungrateful person to be its staff..."
ppiooddddddd
นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ลิงค์แสดงข้อมูลและสถานที่ทำงานของ อดีตอาจารย์สาวมหิดล ใน ม.ฮาร์วาร์ด ไว้ด้วย  
ระบุข้อมูลว่า มาจากมหาวิทยาลัยมหิดล จบปริญญาเอกที่โรงเรียนฮาร์วาร์การแพทย์ทันตกรรมในปี 2003 และปัจจุบันทำงานที่อยู่ศูนย์รักษาฟันของฮาร์วาร์ด 
puiieeeeeeee
dcenter
เมื่อเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเฟซบุ๊กของบุคคลที่เข้ามาแสดงความเห็นในเพจ Olsen Symposium  พบว่า มีการระบุถึงความเคลื่อนไหวในการส่งอีเมลแจ้งข้อมูลปัญหาของอดีตอาจารย์สาวมหิดลรายนี้ ให้ทีมนักวิจัยในหน่วยงานเดียวกันของม.ฮาร์วาร์ด รับทราบด้วย (ก่อนหน้าที่ ม.ฮาร์วาร์ด ออกมาแสดงความเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว)
ppiooossswww
 ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลความเคลื่อนไหวล่าสุด ที่กำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศ ต่อกรณีอดีตอาจารย์สาวมหิดล ขอทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วไม่ยอมเดินทางกลับมาประเทศไทย
โดยอ้างว่า  ระบบขอทุนประเทศเราเอาเปรียบ ให้ชดใช้เงิน 3 เท่า จึงรับไม่ได้  
ทั้งที่ ในทางตรงกันข้าม หากเลือกเดินทางกลับมาทำงานในประเทศ ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ก็ไม่ต้องชดใช้หนี้ และไม่ทำให้ เพื่อน อาจารย์ รุ่นพี่ต้องเดือนร้อน
แถมยังจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติด้านทันตแพทย์อีกด้วย!
อ่านประกอบ : 

"รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น" ลาออก! หลังถูกพาดพิงมีเอี่ยวคดีทุจริต

28 ม.ค. 2559 เวลา 18:37:59 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เอเอฟพีรายงานว่า นายอากิระ อามาริ รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกล่าวหาว่าตนเอง และทีมงานมีส่วนพัวพันกับการรับสินบนจำนวน 12 ล้านเยน (ราว 101,000 ดอลลาร์) จากบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง
หลังการเปิดเผยจากนิตยสาร Shukan Bunshun ที่อ้างเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าว่า มีบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งได้ขอความช่วยเหลือจากนายอามาริ ในการจัดการกับปัญหาเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการสร้างถนน ระหว่างบริษัทดังกล่าวกับบริษัทด้านที่อยู่อาศัยกึ่งเอกชน โดยบทความยังได้อ้างเจ้าหน้าที่บริษัทก่อสร้างแห่งนั้นว่า บริษัทได้เลี้ยงรับรองอาหารให้กับเจ้าหน้าที่ของนายอามาริ และได้มอบของขวัญรวมทั้งเงินจำนวนหนึ่ง ขณะที่สำหรับนายอามาริเองแล้ว บริษัทได้มอบของขวัญและเงินให้รวมแล้วราว 1 ล้านเยน

นายอามาริ ระบุในการแถลงข่าวว่า "เนื่องด้วยความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกสภา ที่ต้องให้การดูแลเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้กับตน หน้าที่ของตนในฐานะสมาชิกคณะรัฐมนตรี และเกียรติยศในฐานะนักการเมือง ตนขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

นายอามาริยังยอมรับว่า ได้ไปพบปะกับบริษัทดังกล่าวจริง และมีซองจดหมายที่ภายในบรรจุเงินไว้จำนวนหนึ่ง ส่งมาที่ทำงานตนจริง แต่ตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่จัดการกับเงินจำนวนดังกล่าว ตามกฎของการรับเงินบริจาคทางการเมืองแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวได้ปฏิเสธที่จะรับเงินส่วนหนึ่งคืน ซึ่งนายอามาริระบุว่า เจ้าหน้าที่ของตนได้ใช้จ่ายเงินจำนวนราว 3 ล้านเยน เพื่อกิจการส่วนตัว และไม่ได้มีการอธิบายเพิ่มเติม

ด้านนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ได้ประกาศแต่งตั้งนายโนบุเตรุ อิชิฮาระ อดีตเลขาธิการพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party) ลูกชายของอดีตผู้ว่าการกรุงโตเกียว และคู่แข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคของอาเบะในช่วงปี 2555 ให้เป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจคนต่อไป

ทั้งนี้ การลาออกจากตำแหน่งของนายอามาริ ส่งผลกระทบกับการดำเนินนโยบายของนายอาเบะ โดยเฉพาะในการร่วมมือกับพรรคอื่น ๆ เพื่อหาเสียงในสภาสูงของญี่ปุ่นให้ได้เกิน 2 ใน 3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงกลางปีนี้ นอกจากนี้ยังต้องการเร่งให้รัฐสภาญี่ปุ่นให้สัตยาบันข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) โดยนายอามาริจัดว่าเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนการเจรจา TPP

ด้านจูนิชิ มาคิโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก SMBC Nikko Securities Inc. ระบุว่า "ยังไม่ชัดเจนว่านายอิชิฮาระมีความรู้เกี่ยวกับ TPP หรือนโยบายเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนด้วยว่า นายอิชิฮาระจะสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในประเด็นดังกล่าวอย่างไร ดังนั้น อนาคตของอาเบะโนมิกส์ และนโยบายของรัฐบาลอาเบะในอนาคตจึงยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน"

ทลายทุกทฤษฎีดีไซน์! มาชม ′อินโฟกราฟฟิก′ ผลงานรัฐบาล หลังนายกฯโปรโมทแรง!

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคาร (26 ม.ค. 2559) ที่ผ่านมา ถึงการสร้างความรับรู้แก่ประชาชนผ่านทางเทคโนโลยีมากขึ้น โดยระบุว่า รัฐบาลได้จัดทำอินโฟกราฟิกสวยๆ อธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับนโยบาย รายละเอียดงานของหน่วยงานราชการ และทิศทางขับเคลื่อนของรัฐ


หน้าปก สมุดภาพ Infographics รัฐบาลเพื่อประชาชน

นายกฯ ได้ถามผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่มีใครเห็นอินโฟกราฟฟิกผลงานรัฐบาลหรือ พร้อมกับนำมือถือมาโชว์ตัวอย่างผลงานดังกล่าวต่อผู้สื่อข่าว 

ล่าสุด บนเว็บไซต์ของรัฐบาล www.thaigov.go.th ได้มีการเผยแพร่ "สมุดภาพ Infographics รัฐบาลเพื่อประชาชน" ที่ระบุว่า จัดพิมพ์โดย สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ความยาว 104 หน้า


แบนเนอร์โควตคำพูดนายกฯ หลากสี

ผู้สื่อข่าว พบว่า สมุดภาพ Infographics ดังกล่าว ได้แบ่งออกเป็น 11 หมวดหมู่หลัก ในหน้าสารบัญ ได้แก่ การสร้างความปรองดอง , การจัดระเบียบสังคม , การช่วยเหลือเกษตรกรปัญหาความยากจน , การสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลก , มาตรการทางเศรษฐกิจ , การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ , การลดความเหลื่อมล้ำ , การแก้ปัญหาภัยแล้ง , การยกร่างรัฐธรรมนูญ , การปฏิรูปประเทศ  และ  มาตรการสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล 



แบนเนอร์โควตผู้นำต่างประเทศ และรองนายกฯ สีสันไม่แพ้กัน




โดยการออกแบบของ สมุดภาพ Infographics นี้ ประกอบด้วยแบนเนอร์โควตคำพูด ทั้งของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ รวมทั้งแขกต่างชาติที่พูดถึงรัฐบาลไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำข้อมูลมาจัดวางให้อ่าน ประกอบตัวการ์ตูน และภาพถ่ายข่าวจากสำนักต่างๆ โดยใช้โทนสีหลากเฉดและหลากสีสัน เลย์เอาท์หลายแบบ ดูได้ไม่ซ้ำเดิม

ผู้สื่อข่าว พบว่า อินโฟกราฟฟิก ของรัฐบาลชุดนี้แตกต่างจากที่เคยพบ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เหมือนอินโฟกราฟฟิกในแบบมาตรฐานสากล

ในโซเชียลมีเดีย ได้มีการแชร์ลิ้งค์อินโฟกราฟฟิกของรัฐบาลและตั้งข้อสงสัยว่า ผลงานรัฐบาลที่นายกฯ ระบุว่าเป็นอินโฟกราฟฟิกนั้นไม่ได้เป็นรูปแบบอินโฟกราฟฟิกที่เห็นได้ทั่วไป

ทั้งนี้  อินโฟกราฟฟิก โดยทั่วไปคือการทำข้อมูลมาย่อยประเด็นและแสดงออกมาเป็นภาพ และใช้ข้อความน้อยๆ เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจได้มากที่สุด 


แผนผังวงรีทั้งสาม ให้ข้อมูลจากมติ ครม.


แผนผังสี่เหลี่ยมสลับสี ให้ข้อมูลการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว





อ่าน "สมุดภาพ Infographics รัฐบาลเพื่อประชาชน" ทั้งหมดได้ที่นี่ http://www.thaigov.go.th/pdf/Infographics.pdf

หนาวเฉียบพลัน 59 โลกจะส่งสัญญาณอะไร

เรื่อง : จิตติมา บ้านสร้าง
2524_thaihealth_2k53ovi9lbhj
ความหนาวเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาดูจะกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะการรับรู้ของคนไทยดูเหมือนว่า มกราคมเข้ากุมภาพันธ์นี่เป็นฤดูร้อนแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ร้อนจัด แต่จู่ๆก็หนาวขึ้นมาซะอย่างนั้น
คนจำนวนไม่น้อยคงโยนให้โลกร้อนเป็นจำเลย  บางคนอาจคิดถึงหนัง The day after tomorrow ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2554 กลางเดือนมีนาคมก็มีอยู่ 1 วันที่อุณหภูมิที่กรุงเทพลดลงเหลือ 16 องศาเซลเซียส เพียงวันเดียวเท่านั้น ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการอธิบายว่าเป็นเพราะมวลอากาศเย็นจากจีนลงมาอย่างรวดเร็ว ถัดมาปี 2557 สหรัฐอเมริกาถูกหิมะปกคลุมค่อนประเทศด้วยอุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส แต่ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย ครั้งนั้นมีการอธิบายว่า เป็นเพราะ Polar Vortex หรือ Polar cyclone ซึ่งก็คือพายุขั้วโลกเหนือ
ทั้ง 2 เหตุการณ์ยังไม่สามารถหาความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์กับโลกร้อนได้ แต่ความรู้สึกของคนทั่วไปคงตัดสินกันไปแล้ว
ส่วนคราวนี้มีอีกชุดคำอธิบายที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงหนังเรื่อง The day after tomorrow มากที่สุด  ในหนังเล่าถึงความหนาวเย็นจนน้ำแข็งเข้าปกคลุมทวีปอเมริกาอย่างเฉียบพลัน เพราะโลกร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลายทำให้น้ำจืดลงสู่มหาสมุทร มีผลให้ไปบล็อคการเคลื่อนตัวของกระแสน้ำอุ่น-เย็นหลักของโลกหยุดเคลื่อนไหว ไม่นำพาความร้อนเย็นไปแลกเปลี่ยนตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกเหมือนปกติ
ความหนาวเย็นครั้งนี้ ในแง่สภาพอากาศสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าราวสัปดาห์หนึ่ง แต่คนอาจจะไม่ตระหนักมากนักเพราะคงไม่คิดว่าจะหนาวเย็นขนาดนี้ และกินเวลาหลายวัน
436189main_atlantic20100325a-full
ระบบ กระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt)
แต่ในแง่ของคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในระดับโลก  ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์และสภาพภูมิอากาศโลก สันนิษฐานจากเหตุการณ์แวดล้อมและหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่า “อาจจะเป็นเพราะกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) หลักของโลกเกิดการสะดุด”
ครั้งแรกที่ได้ยินผู้เขียนถึงกับอึ้ง เพราะคิดว่าแม้หนังจะสร้างจากหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่คิดว่าระบบใหญ่ขนาดนั้นจะมีอะไรไปทำให้ “ขัดข้อง” ได้ ซึ่งคำอธิบายนี้น่าสนใจ แม้ ดร.อานนท์ จะบอกว่า เป็นการคาดเดาด้วยหลักการทางวิทยาสตร์และหลักฐานแวดล้อมก็ตาม
ดร.อานนท์อธิบายว่า เพราะปีนี้เอลนินโญมีความรุนแรงและขนาดใหญ่ จึงอาจส่งอิทธิพลได้ หลักฐานแวดล้อมที่ว่าคือ ตัวที่ 1 ลมตะวันตกที่พัดจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าหาด้านฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นลมร้อนของเอลนินโญมีความเร็วและความรุนแรงอย่างฉับพลัน พัดพาเอาความร้อนไปสู่น้ำในมหาสมุทรด้านตะวันตก (ฟิลิปปินส์) ความร้อนทำให้น้ำในมหาสมุทรบริเวณฟิลิปปินส์ขยายตัว เห็นได้จากระดับน้ำบริเวณนั้นสูงขึ้น นี่เป็นหลักฐานแวดล้อมตัวที่ 2
หลักฐานแวดล้อม 2 ตัวนี้ ถูกเอามาประมวลกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ จึงสันนิษฐานว่า เมื่อน้ำในมหาสมุทรขยายตัว จึงเกิดโดมน้ำหรือภูเขาน้ำลูกย่อม ๆ ไปบล็อคหรือสกัดการเคลื่อนไหวของกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) ที่อยู่ระหว่างกำลังไหลเวียนเอาน้ำอุ่นกลับไปผ่านฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก สะดุดชั่วคราว เมื่อไม่มีความร้อนไหลเวียนมาความเย็นจึงส่งอิทธิพลเด่นชัด
ข้อสันนิษฐานนี้ ถูกประกบด้วยหลักฐานแวดล้อมตัวที่ 3 คือ โซนยุโรปและอเมริกาก็เกิดหิมะถล่มและมีความหนาวเย็นเฉียบพลันด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว ซีกโลกตะวันตกและตะวันออกจะตรงข้ามกัน เมื่อทั้ง 2 ซีกโลกเกิดเหตุการณ์เหมือนกัน จึงสันนิษฐานว่าเพราะอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่น-เย็น (Great Conveyor Belt) ที่ไม่ไหลเวียนแลกอุณหภูมิกันตามปกติ
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมลมตะวันตก ซึ่งเป็นลมร้อนของเอลนินโญเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลันทันที เกี่ยวกับโลกร้อนหรือไม่ วิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้
ส่วนผลกระทบจากโลกร้อนนั้นจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าเฉลี่ยให้ค่อย ๆ เพี้ยนไปจากในอดีต เช่น ความยาวเฉลี่ยของฤดูหนาวสั้นลง อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวสูงขึ้น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงขึ้น พายุจำนวนมากขึ้น รุนแรงขึ้น ค่าเฉลี่ยความแห้งแล้งยาวนานขึ้น และแล้งมากขึ้น เป็นวงกว้างมากขึ้น ฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยสูง ขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตในคาบ 30 ปีที่แล้ว เป็นต้น  ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทยอยเกิดขึ้นจนคนปัจจุบันสามารถปรับตัวได้ตามสมควร
แต่การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเป็นเหตุการณ์ โดยเฉพาะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนคนไม่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ทัน เช่น หนาวเฉียบพลันแบบนี้ หลายคนคงไม่มีเสื้อกันหนาวหนา ๆ ใหญ่ ๆ เก็บไว้แล้ว เพราะปรับตัวไปแล้วว่า ฤดูหนาวอุณหภูมิไม่ต่ำมากเหมือนในอดีต เป็นต้น  ความเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันแบบนี้แม้จะเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ค้นหาสาเหตุ เพื่อให้สามารถวางแนวทางรับมือในลักษณะภัยธรรมชาติได้อย่างถูกต้องทันท่วงที
ภาพ : http://www.thaihealth.or.th/Content/2524.html และ NASA

ทูตสหรัฐเดินสายพบผู้ว่าฯภาคใต้ บอกสหรัฐแคร์คนไทย


วันนี้(27 ม.ค.) นายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมภริยา ได้เยี่ยมคารวะนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดแรกของภาคใต้ที่ได้เดินทางไปเยือนนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที โอกาสนี้เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาและผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบของที่ระลึกให้ระหว่างกัน
นายกลิน ที เดวีส์ กล่าวว่ามีความยินดีได้เดินทางมาเยือนจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความสวยงาม มีวัดพระมหาธาตุที่เก่าแก่ที่สุดในภาคใต้ ซึ่งตนได้เดินทางไปเยี่ยมชมด้วย การมาครั้งนี้เป็นการเดินทางที่สั้น เพื่อศึกษาเรียนรู้ แต่หวังว่าจะกลับมาใหม่ในอนาคตในฐานะนักท่องเที่ยว
"การพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช มีประเด็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ และการเกษตร และสิ่งต้องมีความร่วมมือกันคือภาษาอังกฤษ และการค้ามนุษย์ ตนได้เดินทางไปเยือนมาแล้วหลายจังหวัดในภาคต่าง ๆ แต่สำหรับภาคใต้ มาจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดแรก มีความรู้สึกที่ดีมาก และเป็นการแสดงให้รู้ว่าคนสหรัฐแคร์คนไทย ในฐานะที่เป็นพันธมิตรกันมายาวนาน"นายกลิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและภริยา ได้เดินทางไปเยี่ยมชมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งก่อนหน้านั้นในช่วงเช้าได้มีการเยี่ยมคารวะ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ที่โรงเรียนประทีปศาสน์ (ปอเนาะบ้านตาล) อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมได้พบปะกับนักเรียนใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง และพบปะพูดคุยกับอาสาสมัครอเมริกัน หรือ Peace Corps ที่มาช่วยในการพัฒนาภาษาอังกฤษในสถานศึกษาและการพัฒนาชนบทด้วย.

กรรมาธิการปฏิรูปสื่อ สปท.เชิญตัวแทนกูเกิลเข้าหารือมาตรการเร่งด่วนจัดการเว็บกระทบความมั่นคง

กรรมาธิการปฏิรูปสื่อ สปท.เชิญตัวแทนกูเกิลเข้าหารือมาตรการเร่งด่วนจัดการเว็บกระทบความมั่นคง
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เชิญตัวแทนจากบริษัท กูเกิล จำกัด เข้าหารือเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ในประเทศไทย ขณะที่ตัวแทนของกูเกิลแจงใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ระบุจะปิดกั้นเว็บไซต์ควรดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย และขออำนาจศาล ส่วนประชาชนที่เห็นเว็บไซต์ไม่เหมาะสม สามารถปักธงแจ้งกูเกิลตรวจสอบได้
เว็บไซต์สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เผยแพร่ภาพและสรุปรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านการสื่อสารมวลชน วันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญนาย Matt Sucherman รองประธานและที่ปรึกษากฎหมายในประเด็นระหว่างประเทศ บริษัท กูเกิล เอเชีย แปซิฟิก จำกัด เข้าร่วมประชุม โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตในทางไม่สร้างสรรค์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และมีการมุ่งทำลายสถาบันสำคัญของชาติ และละเมิดกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่าความนิยมของคนไทยในการใช้โปรแกรมต่างๆ ของบริษัท กูเกิลสูงเป็นอันดับ 9 ของโลกและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมาธิการฯ จึงขอความร่วมมือบริษัท กูเกิลในการสอดส่องและถอดเว็บไซต์ที่มีลักษณะดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ผ่านเครือข่ายของกูเกิล เช่น ยูทูบ ไม่ให้เผยแพร่สร้างความเสียหายต่อไป

ทางด้านตัวแทนบริษัท กูเกิล ให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ ว่า ทางบริษัททราบดีว่าการเผยแพร่เว็บไซต์บางเรื่องเป็นสิ่งต้องห้ามและอาจมีปัญหาจากแนวคิดทางสังคมและวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งทางกูเกิลมีบริการและนโยบายที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก การถอดถอนหรือป้องกันการเผยแพร่เว็บไซต์ผิดกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น บริษัท กูเกิล ไม่อาจพิจารณาหรือตัดสินใจเองได้ จำต้องได้รับการร้องขอจากหน่วยงานที่มีอำนาจของประเทศนั้นและมีขั้นตอน กระบวนการอันเป็นที่ยอมรับได้ในระดับสากล คือการขอให้ศาลมีคำสั่งระงับ ยับยั้งการเผยแพร่เว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งทางกูเกิลได้ถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการฯ ยังคงแสดงความกังวลว่า ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน อยากให้บริษัท กูเกิล เร่งรัดกระบวนการในการถอดเว็บไซต์หากมีคำขอจากหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อให้ทันต่อการยับยั้งความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งหากรอให้ผ่านกระบวนการทางศาลอาจไม่ทันการ อย่างไรก็ดี ขั้นตอนการร้องขอดังกล่าวก็ต้องผ่านการพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจยับยั้งการกระทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 

ด้านตัวแทน กูเกิลตอบประเด็นนี้ว่าจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา โดยจะคำนึงถึงความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน และแนะนำว่า หากประชาชนเห็นว่าเว็บใดมีเนื้อหาไม่พึงประสงค์เพราะขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี สามารถใช้วิธีปักธงเว็บนั้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังและตรวจสอบจากกูเกิล ซึ่งมีบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์คอยสอดส่องตลอด 24 ชั่วโมง และหากเห็นว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่สมควรเผยแพร่ก็จะระงับหรือถอดออกจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่อไป

ร้องไห้หนักมาก!! เมื่อรู้เบื้องหลังว่าทำไม ดีเซลพม่า 14 บาท แต่ดีเซลไทย 19 บาท !?

    ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
ร้องไห้หนักมาก!!  เมื่อรู้เบื้องหลังว่าทำไม ดีเซลพม่า 14 บาท แต่ดีเซลไทย 19 บาท !?
        เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 ราคาเบนซิน 95 ณ หน้าโรงกลั่นไทย พบว่า น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ลิตรละ 12.02 บาท แต่ในขณะที่ "เอทานอลไทย" ซึ่งใช้เติมผสมในน้ำมันเบนซินเพื่อให้ได้แก๊สโซฮอลนั้นมีราคาลิตรละ 23.82 บาท หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือมีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซินถึงเกือบ 2 เท่าตัว 
      
       หมายความว่าในความเป็นจริงแล้วยิ่งเติมเอทานอลมากขึ้นในน้ำมันเบนซินเพื่อเป็นแก๊สโซฮอลมากขึ้นเท่าใด ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลก็ควรจะแพงมากขึ้นเท่านั้น
      
       แต่รัฐบาลไทยต้องการส่งเสริมให้คนไทยสนับสนุนการใช้เอทานอลผ่านแก๊สโซฮอล จึงต้องใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และเรียกเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อดันให้น้ำมันเบนซิน 95 แพงขึ้นจนไม่มีใครต้องการใช้ โดยมีราคาขายปลีกสูงถึง 30.06 บาทต่อลิตร และแพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอลทุกชนิด และยิ่งเติมเอทานอลมากเท่าใดก็ยิ่งต้องหาเงินเข้ากองทุนน้ำมันซึ่งเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันชนิดอื่นๆไปสนับสนุนให้กับโรงกลั่นน้ำมันที่ผลิตแก๊สโซฮอลมากขึ้นเท่านั้น
      
       สิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าคือ เกิดการ "ฝืนตลาด" แบบกลับหัวกลับหาง จากเดิม ราคา ณ หน้าโรงกลั่นน้ำมันไทย น้ำมันเบนซินยิ่งผสมเอทานอลมากขึ้นเท่าใดก็ควรจะยิ่งแพงมากขึ้นไปเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าน้ำมันเบนซิน 95 แพงที่สุดแต่ยิ่งผสมเอทานอลมากเท่าใดราคาแก๊สโซฮอลชนิดนั้นก็ยิ่งถูกลง จนถูกที่สุดคือแก๊สโซฮอล E85 (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอลสูงถึง 85 %) ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันที่ต้องจ่ายให้กับผู้ที่ใช้น้ำมันประเภทนี้ถึงลิตรละ 9.23 บาท
      
       ด้วยเหตุผลนี้เองประเทศพม่าแม้ไม่ได้มีโรงกลั่นน้ำมันมากเท่ากับประเทศไทย และเน้นการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แต่ไม่มีกลไกการบิดเบือนราคาดังกล่าว จึงสามารถขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 ในวันที่ 21 มกราคม 2559 เพียงลิตรละ 18.42 บาทเท่านั้น ถูกกว่าเบนซิน 95 ขายปลีกที่ประเทศไทยซึ่งสูงถึงลิตรละ 30.06 บาท และยังถูกกว่าราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ในประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ลิตรละ 23.10 บาทอีกด้วย
      
       ไม่ต้องพูดถึงประเทศมาเลเซียที่น้ำมันเบนซิน 95 อยู่เพียงแค่ 15 บาทต่อลิตรเท่านั้น
      
       ความจริงที่คนไทยควรรู้เอาไว้ก็คือราคาเอทานอลที่มาผสมในน้ำมันเบนนซินเพื่อผลิตเป็นแก๊สโซฮอลนั้น รัฐได้มีสูตรคำนวณให้โรงกลั่นลิตรละ 23.82 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าตลาดต่างประเทศ เมื่อเทียบกับบราซิลหรือสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18 -19 บาท และข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นคือการชดเชยของกองทุนน้ำมันนั้นชดเชยไปให้ "โรงกลั่นน้ำมัน" ไม่ได้ชดเชยให้โรงงานเอทานอล ไม่ใช่โรงงานน้ำตาล และไม่ใช่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและน้ำตาล
      
       ถ้าจะเปรียบเทียบกับสินค้าข้าว ก็คือรัฐนำงบประมาณไปชดเชยอุ้มราคาข้าวให้กับโรงสีข้าว ไม่ได้ไปชดเชยตรงๆให้กับชาวนา ส่วนจะตกถึงมือชาวนาเท่าไหร่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง (แล้วแต่โรงสีข้าว)
      
       แต่ที่แน่ๆก็คือคนไทยยังไม่มีโอกาสใช้ราคาของน้ำมันเบนซินที่ลดลงอย่างมากตามกลไกตลาดโลกเพราะติดพันธนาการจาก "เอทานอลไทย"
      
       แต่ปัญหาลักษณะโครงสร้างเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะน้ำมันเบนซินเท่านั้น แต่เกิดความยุ่งยากมากกว่านั้นใน "น้ำมันดีเซล" อีกด้วย
      
       ประเทศไทยมีสูตรคำนวณสำหรับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นไทยให้สูงกว่าสิงคโปร์ โดยเท่ากับ ราคา อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ + ค่าขนส่ง+ค่าประกันภัย+ค่าปรับปรุงคุณภาพ+ค่าสูญเสียระหว่างทาง+ค่าพรีเมียม
      
       เมื่อพิจารณา ราคาน้ำมัน อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ และ ราคาน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่นไทย เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 ก็จะพบข้อมูลดังนี้
      
       ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ อยู่ที่ 10.74 บาทต่อลิตร ในขณะที่หน้าโรงกลั่นไทยวันที่ 21 มกราคม 2559 เริ่มต้นราคาเบนซิน 95 ที่ 12.02 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายถึงเพิ่มขึ้นมา 1.28 บาทต่อลิตร
      
       ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (ซัลเฟอร์ 0.05%) อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์อยู่ที่ 7.11 บาทต่อลิตร ในขณะที่หน้าโรงกลั่นไทยวันที่ 21 มกราคม 2559 เริ่มต้นราคาดีเซลที่ 9.83 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายถึงเพิ่มขึ้นมา 2.72 บาทต่อลิตร
      
       คำถามมีอยู่ว่าราคาส่วนต่างระหว่างราคา อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ กับ ราคา ณ หน้าโรงกลั่นไทย นั้นมีส่วนต่างระหว่างดีเซลประมาณ 2.72 บาทต่อลิตร เพราะเหตุใดจึงมีส่วนต่างมากกว่าเบนซินซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.28 บาทต่อลิตร ทั้งๆที่ฐานคำนวณของราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงสิงคโปร์นั้นถูกกว่าเบนซินมาก
      
       คำตอบที่ได้ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก "ไบโอดีเซล"!!!
      
       ราคาไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบของไทยนั้นมีราคาลิตรละ 32.37 บาท!!!!
      
       หมายความว่ายิ่งเติมไบโอดีเซลซึ่งมีราคาลิตรละ 32.37 บาท ไปเติมผสมในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว %) อ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์อยู่ที่ลิตรละ 7.11 บาท ก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซลนั้นก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
      
       ปัญหานี้คล้ายๆกับเอทานอล แต่ในเวลานี้ไบโอดีเซลนั้นแพงกว่าเอทานอลมาก เพราะเอทานอลไทยอยู่ที่ 23.82 บาทต่อลิตร แต่ไบโอดีเซลไทยแพงกว่านั้นไปอีกถึง 32.37 บาทต่อลิตร 
      
       ซึ่งประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ได้กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2558 ให้ผสมไบโอดีเซลร้อยละ 6.5-7 และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของน้ำมันดีเซลไทยที่แพงกว่าราคา ณ อ้างอิงที่สิงคโปร์
      
       ปัญหาก็ยังคงคล้ายกับแก๊สโซฮอล์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน คือสูตรการคำนวณไบโอดีเซลไทยที่สูงมากถึง 32.37 บาทนั้น ผู้ที่จะได้ประโยชน์ในการชดเชยไปก็คือ "โรงกลั่นน้ำมัน"อยู่ดี ไม่ใช่โรงงานไบโอดีเซล และไม่ใช่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน
      
       ปัญหานี้ความจริงเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ประชาชนเริ่มตื่นรู้และตั้งคำถามมากขึ้น ส่งผลทำให้เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2559 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน จึงได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปศึกษาต้นทุนราคาเอทานอล และไบโอดีเซล ตั้งแต่พืชวัตถุดิบ ด้านการตลาด ที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล โดยให้ไปเปรียบเทียบกับราคาเอทานอลของประเทศเพื่อนบ้านว่าสูงไปหรือไม่แล้ว
      
       แต่ปัญหาของน้ำมันดีเซล มีความสลับซับซ้อนมากไปกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่ากระทรวงพลังงานมีนโยบายให้น้ำมันดีเซลไม่ควรต่ำกว่า 20 บาทต่อลิตร เพราะกลัวคนไทยใช้ไม่ประหยัด หรือสิ้นเปลือง จึงส่งผลทำให้ต้องบวกทั้งภาษีสรรพสามิต และกองทุนน้ำมัน ฯลฯ จนส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 อยู่ที่ 19.29 บาทต่อลิตร
      
       ลำพังน้ำมันเบนซินก็พอจะเข้าใจได้ว่าผู้ที่ใช้นั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีรถยนต์ แต่น้ำมันดีเซลนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งก็เพราะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในภาคการผลิตของประเทศไทย ดังนั้นถ้าคิดแต่เรื่องความไม่ประหยัดแล้ว ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปได้ 
      
       เพราะผลการสำรวจปริมาณการผลิตและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงพบว่าคนไทยใช้น้ำมันเบนซินประมาณ 31 ล้านลิตรต่อวัน แต่ใช้น้ำมันดีเซลถึง 71 ล้านลิตรต่อวัน ราคาน้ำมันดีเซลจึงเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันในภาคขนส่ง การเกษตร และการผลิตที่สำคัญอย่างยิ่ง
      
       ประเทศมาเลเซียซึ่งมีนโยบายกำหนดราคาพลังงานให้ต่ำแต่รัฐต้องไม่ขาดทุน โดยน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 13 บาทเท่านั้น ส่วนประเทศพม่านั้นขายปลีกน้ำดีเซลอยู่เพียงลิตรละ 13.95 บาทเท่านั้น ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ขายปลีกน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 19.29 บาท 
      
       ข้ออ้างเรื่องความไม่ประหยัดอาจจะฟังไม่ขึ้น เพราะคนไทยย่อมเลือกพลังงานที่ถูกกว่าตามธรรมชาติ แต่น่าจะมีอะไรที่ซ่อนมากไปกว่านั้น หรือไม่?
      
       ลองจินตนาการตามต่อดูว่าถ้าราคาน้ำมันดีเซลลดลงไปจนใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 14 บาทต่อลิตร (เหมือนพม่า) จะเกิดอะไรขึ้น?
      
       ถ้ารถบรรทุกต้องการวิ่ง 100 กิโลเมตร และใช้น้ำมันดีเซลซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ 3 กิโลเมตรต่อลิตร ผลก็คือต้องใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 33.33 ลิตร เมื่อราคาขายปลีกอยู่ที่ลิตรละ 14 บาท ก็จะต้องใช้เงินทั้งสิ้น 466.62 บาท (ประเมินจากการสำรวจข้อมูลรถบรรทุกขนาด 300 แรงม้าพร้อมน้ำหนักบรรทุกตามกฏหมาย)
      
       แต่ถ้ารถบรรทุกต้องการวิ่ง 100 กิโลเมตร และใช้ก๊าซเอ็นจีวี ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ 2 กิโลเมตรต่อเอ็นจีวี 1 กิโลกรัม ผลก็คือต้องใช้ก๊าซเอ็นจีวีประมาณ 50 กิโลกรัม เมื่อราคาขายปลีกอยู่ที่ลิตรละ 13.50 บาท ก็จะต้องใช้เงินทั้งสิ้น 775 บาท (ประเมินจากการสำรวจข้อมูลรถบรรทุกขนาด 300 แรงม้าพร้อมน้ำหนักบรรทุกตามกฏหมาย)
      
       นั่นหมายถึง ถ้าปล่อยน้ำมันดีเซลลดลงตามประเทศเพื่อนบ้านแล้ว จะส่งผลทำให้ค่าใช้จ่ายของน้ำมันดีเซลถูกกว่าก๊าซเอ็นจีวีถึง 39.8%!!!
      
       แม้ต่อให้วันนี้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ 19.29 บาทต่อลิตร ในระยะการวิ่ง 100 กิโลเมตร ก็จะใช้เงินเพียง 642.93 บาท ซึ่งก็ถูกกว่าการใช้ก๊าซเอ็นจีวีประมาณ 17.04% อยู่ดี
      
       แปลว่าในวันนี้ราคก๊าซเอ็นจีวีไม่น่าสนใจเท่ากับดีเซลอีกแล้ว นั่นหมายถึงว่า ถ้าน้ำมันดีเซลลงตามตลาดโลก และอยู่ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะส่งผลทำให้คนมีแรงจูงใจที่จะเติมน้ำมันดีเซลมากกว่าก๊าซเอ็นจีวี หรืออาจเลิกใช้เอ็นจีวีไปเลยก็ได้ถ้าไม่ยอมลดราคาก๊าซเอ็นจีวีให้ลงมากกว่านี้
      
       เพียงแต่ในทุกวันนี้ที่รถบรรทุก หรือรถโดยสาร จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่กลับมาใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด ก็เพราะที่ผ่านมารถเหล่านี้ได้ลงทุนติดตั้งระบบก๊าซเอ็นจีวี คันละ 4-5 แสนบาทไปแล้ว ดังนั้นเมื่อราคาดีเซลลดต่ำลงก็ยังไม่สามารถกลับมาใช้น้ำมันดีเซลได้ จึงต้องยอมทนก้มหน้าใช้เอ็นจีวีต่อไป
      
       แต่ผู้ประกอบการบางคนก็ดิ้นรนไม่ยอมที่จะใช้พลังงานที่แพงกว่า เพราะเห็นว่าไม่คุ้มค่าก็สามารถที่แปลงเครื่องกับมาใช้ดีเซลแบบเดิม ก็ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เพียงแต่ค่าใช้จ่ายเท่าๆกับการแปลงเครื่องยนต์ในครั้งแรก
      
       หรือถ้าเป็นรถใหม่ก็คงตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้นว่าเติมน้ำมันดีเซลคุ้มค่ากว่าไปเปลี่ยนระบบให้เป็นระบบก๊าซเอ็นจีวี
      
       นั่นหมายความว่าทุกวันนี้มีแนวโน้มที่คนหันมาใช้ดีเซลมากขึ้น และใช้เอ็นจีวีน้อยลงเพราะปัญหาปัจจัยราคา ไม่ใช่ดังที่กระทรวงพลังงานอ้างว่าประชาชนจะไม่ประหยัดหากน้ำมันดีเซลถูกลง ใช่หรือไม่?
      
       ดังนั้นการลดราคาดีเซลย่อมจะส่งผลทำให้ราคาก๊าซเอ็นจีวีจะต้องถูกกดดันให้ต่ำลงกว่านี้อีกมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเติมน้ำมันดีเซลนั้นนอกจากจะมีความปลอดภัยมากกว่าแล้ว ยังทำให้อายุการใช้งานเครื่องยนต์สั้นลง และค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่ารถใช้น้ำมันดีเซลอีกด้วย
      
       ทุกข์ของคนไทยบางกลุ่มที่อาจต้องร้องไห้หนักมากเพราะอุตส่าห์ลงทุนเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้ระบบก๊าซเอ็นจีวี ก็เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี โดยออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2545 ว่าให้ราคาขายปลีกของก๊าซเอ็นจีวีต้องต่ำกว่าน้ำมันดีเซลถึง 50%
      
       แต่หลังปี 2550 เป็นต้นมานโยบายโดยมติคณะรัฐมนตรี และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนทยอยปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีให้สูงขึ้นเรื่อยๆตามสารพัดสูตรคำนวณจนเป็นอยู่แบบทุกวันนี้ ประชาชนบางส่วนจึงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกภาครัฐหลอกให้เปลี่ยนเครื่องยนต์เพื่อติดก๊าซเอ็นจีวี หรือไม่?
      
       แต่ด้วยการผูกขาดการขายก๊าซเอ็นจีวีเพียงรายเดียว ซึ่งไม่อยากให้ประชาชนเลิกใช้ และไม่อยากปรับสูตรราคาใหม่ให้ลดลงด้วย ก็เลยต้องดันราคาดีเซลให้แพงเข้าไว้ และเพราะก๊าซเอ็นจีวีเป็นธุรกิจผูกขาดจึงไม่มีใครให้ความสำคัญต่อการลดต้นทุนการบริหารจัดการในการผูกขาดก๊าซเอ็นจีวีว่ามีประสิทธิภาพจริงหรือไม่?
      
       ดังนั้นถ้าอยากให้ประชาชนยังคงใช้ก๊าซเอ็นจีวีต่อไป ทางแก้จึงไม่ใช่การผลักดันให้น้ำมันราคาดีเซลแพงกว่าที่ควรจะเป็น (จนแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แต่ควรทบทวนปรับราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีให้ลดลงมากกว่านี้ จนสามารถแข่งขันกับน้ำมันดีเซลได้จึงจะเป็นการแก้ที่ตรงประเด็นที่สุด และทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้ด้วย
      
       ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงที่ประเทศไทยจะต้องยอมรับกลไกตลาดโลก และทบทวนโครงสร้างราคาและสูตรของเอ็นจีวีแบบไทยๆได้แล้วหรือไม่?
       

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

นักเกรียน-จากเนติวิทย์ถึงฮอล์โมน

จากเนติวิทย์สู่ฮอร์โมนส์ การเดินทางของวัฒนธรรมเด็กเปรตในโรงเรียน

 

เมื่อครั้งแรกที่ได้ฟังเรื่องราวของนักศึกษาช่วงนั้นช่วงนี้ที่มีบทบาทในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผ่านสารคดีชิ้่นหนึ่ง ผมรู้สึกเหมือนกำลังฟังนิทานหรือพงศาวดารอภินิหารอะไรสักอย่าง เพราะผมไม่ได้โตมากับเยาวชนที่ดูจะมีวี่แววไปทำอะไรแบบนั้น พวกเขาในสารคดีชิ้นนั้นดูเหมือนจะมาจากอีกมิติหนึ่ง

ผมโตมากับเด็กๆ ที่โดนจุกนมอุดปากเอาไว้ให้เป็นแต่เด็กมาแต่ไหนแต่ไร และไม่กระด้างกระเดื่องแม้กับโรงเรียน (ไม่นับที่อารมณ์ขึ้นแล้วจะต่อยกับครูเป็นคนคนไป แต่หมายถึงนักเรียนไม่กระด้างกระเดื่องต่อนโยบายการบริหาร ค่าเทอม  ความยุติธรรม ฯลฯ) ทำหน้าที่ดูด ดม อม เลียและเรียนตามสั่งไปเรื่อยมาแต่ไหนแต่ไร แต่มันเกิดอะไรขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เด็กบ้าพวกนี้ทยอยกัดพ่นจุกทิ้ง กระด้างกระเดื่องสารพัด และออกมาเรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่จากผู้ใหญ่กันเต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา?

เริ่มที่ผมทรงนักเรียน

ปลายปี 2012 แฟนเพจ “ต่อต้านผมเกรียน" และกระแสการเรียกร้องให้ยกเลิกผมทรงนักเรียนเกิดขึ้นด้วยความโวยวายของ เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล กับสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย 

“ต่อต้านผมเกรียน” ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลักต่อเนื่องจนทั้งปี 2013 ครั้งสำคัญที่สุดคือการปรากฏตัวของเนติวิทย์คู่กับสรยุทธ สุทัศนะจินดา1 ถัดมาในปีเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการสมัยพงศ์เทพ เทพกาญจนาอนุญาตให้นักเรียนชายไว้ผมรองทรง ไม่จำเป็นต้องตัดผมเกรียน นักเรียนหญิงให้ไว้ผมยาวหรือสั้นก็ได้ แต่ต้องรวบให้เรียบร้อย2

เป็นความจริงที่นโยบายที่ออกมาจะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องอยู่บ้าง แต่ผมไม่เห็นว่าเป็นการสนองความต้องการของกลุ่มดังกล่าว เนื้อหาของการบังคับควบคุมทรงผมยังคงอยู่แบบเดิม แค่เพียงเปลี่ยนรูปแบบของทรงไปเท่านั้น ร้ายกว่านั้นคือการหลอกกันให้ตายใจ หลังจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องทรงนักเรียนอีก ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่มีใครได้หัวคืนเป็นของตน

แต่สถานการณ์ใดก็ตามที่ทำให้รัฐบาลต้องหันมาสนใจเสียงเคล้ากลิ่นน้ำนมของเด็กไม่กี่คน ไม่ว่าจะสนใจแบบใดก็เป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองการศึกษาและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีนัยสำคัญ

ไม่นานแฟนเพจต่อต้านผมเกรียนและสมาพันธ์ที่ว่าก็ทยอยเงียบยุบลงไป แต่ภายในช่วง 2013-2015 เกิดการจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ ในทำนองเดียวกันเกิดขึ้นมากมาย จนดูเหมือนจะลงตัวอยู่ที่กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทซึ่งก็ยังคงอยู่ในแวดวงเครือข่ายเดิม กลุ่มการศึกษาความเป็นไทที่ว่านี้และสมาชิกในฐานะปัจเจกมีบทบาทต่อวัฒนธรรมเด็กเปรตมากในเวลาถัดมา

กลุ่มนี้เป็นตัวแสดงหลักที่สร้างความเคลื่อนไหวของเยาวชนโดยเฉพาะในระดับมัธยมให้สังคมไทยเห็นบนพื้นที่สื่อ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มได้ส่งผลต่อประเด็นสาธารณะเกี่ยวกับการศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะการดึงหัวข้อต่าง ๆ ที่อยู่ในที่มืดขึ้นมาอยู่บนสื่อที่แจ้ง และตั้งคำถาม เช่นเรื่อง เครื่องแบบ การกราบไหว้ ปัญหาจริยธรรมในโรงเรียน ฯลฯ ส่วนมากแล้วเป็นการถามและเสนอจากมุมของปรัชญาการศึกษาแบบเสรีนิยม (liberal education) ผมเรียกประเด็นเหล่านี้ร่วมกันว่า "คำถามแบบกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท"

เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล ณัฐนันท์ วรินทรเวช และพริษฐ์ ชิวารักษ์ เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่นแรกถึงรุ่นปัจจุบันตามลำดับ ทั้งสามมีอีกชีวิตหนึ่งเป็นตัวละครเยาวชนบนสื่อที่เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการศึกษาไทยในฐานะเดียวกับตัวละครผู้ใหญ่ หมายความว่า ไม่ได้ถูกเกณฑ์มาร้องเพลงประสานเสียง หรือรับคำสั่งมาให้แสดงกิริยาอย่างเด็กน่ารักบนโทรทัศน์ แต่พวกเขาพูดด้วยเสียงของพวกเขาเองเหมือนผู้ใหญ่ และทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดบางประเภทโดยสมบูรณ์ หากเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ เป็นสัญลักษณ์ของวิทยาศาสตร์ทำลายมายาคติ ทั้งสามคนดังกล่าวก็แบกรับบทบาทตัวแทนของวัฒนธรรมเด็กเปรต ผู้ดื้อดึงต่อต้านต่อกฎระเบียบของผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อิงขั้วการเมืองระดับชาติอย่างชัดเจน เช่น การชูป้ายถามนายกฯ หรือการปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร ที่เกิดขึ้นในภายหลัง มีพื้นที่บนสื่อขึ้นมาได้อย่างไม่น่าประหลาดใจ เพราะเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ไม่ว่าเป็นเยาวชนหรือไม่ก็ต้องได้รับความสนใจ แต่ประเด็นเหล่านี้ก็เป็นแรงส่งที่ทำให้การนำเสนอคำถามแบบกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทส่งถึงความรับรู้ตระหนักของรัฐและสังคม

และเรื่องแค่นี้บนสื่อสำคัญอย่างไร? หากอธิบายด้วยกรอบของทฤษฎีสื่อสารมวลชน การปรากฏตัวของเยาวชนกลุ่มนี้และคำถามแบบกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ได้ทำลาย “ชายขอบเงียบ” หรือ Spiral of Silence (Noelle-Neumann, 1984) โดยการแสดงให้เยาวชนในรุ่นเดียวกันเห็นว่ามีคนตั้งคำถามคล้ายกันเกี่ยวกับประเด็นการศึกษาอยู่บนพื้นที่สื่อ กระทั่งส่งผลให้การแสดงความคิดเห็นของเยาวชนกลุ่มนี้และประเด็นเยาวชนอื่น ๆ สะเทือนได้ถึงระดับชาติ และมีความคิดเห็นในทำนองเดียวกันที่เคยเงียบและเชื่อว่าตนเป็นคนชายขอบกลับกล้าแสดงออกเพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ

กล่าวคือรถที่อยู่ของมันอยู่แล้วตรงนั้น ได้ถูกสตาร์ทขึ้นแล้ว

จากการต่อต้านผมเกรียนบนโซเชียลเน็ตเวิร์คสู่สื่อโทรทัศน์กระแสหลัก รวมทั้งแรงส่งจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเยาวชนกลุ่มดังกล่าว ทำให้การเดินทางของวัฒนธรรมเด็กเปรตเริ่มต้นขึ้น กระจัดกระจาย แต่ก็ได้เริ่มต้นขึ้นในแรงกระเพื่อมบนเครือข่ายเดียวกันที่สนับสนุนกันและกันในการเติบโต


นักเกรียน

สถาบันการศึกษาแต่ละสถาบันกำลังถูกก่อกวนด้วยแฟนเพจที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันนั้นๆ ด้วยลีลาล่อบาทา และยิ่งน่าหมั่นไส้มากขึ้นเมื่อไม่รู้ว่ามันเป็นใคร แต่รู้อีกทีก็มีคนไปเชื่อฟังมันเยอะเหลือเกิน

แฟนเพจลักษณะนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2011 “นักเกรียน สวนกุหลาบ”  เป็นแฟนเพจที่ผลิตเนื้อหาตลก (จะเรียกขบขันหรือชวนหัวก็ช่าง) ชวนตั้งคำถามกับคุณธรรมจริยธรรมความถูกต้องตามแบบแผนที่โรงเรียนต่าง ๆ กำหนด เสนอเนื้อหาในรูปแบบหยาบคาย แฟนเพจเหล่านี้เชื่อว่าคำสุภาพที่โรงเรียนยัดปากให้ใช้ แสดงถึงความไม่จริงใจ เพราะไม่ใช่ภาษาปกติที่นักเรียนใช้กัน4 ทั้งเสียดสี ประชดประชัน และดูจะไม่มีวันเชื่อง

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทกับกลุ่มนักเกรียน แม้จะเป็นเอกเทศจากกัน แต่ก็มีอิทธิพลต่อกัน ข้อเสนอในด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเกรียนมีหลากหลาย และยังมีความขัดแย้งในตัวเอง ไม่สามารถนับเป็นแบบใดแบบหนึ่งได้ทั้งหมด แต่ส่วนมากก็แล้วจะเป็นเสรีนิยม (liberalism) สัมพัทธนิยม (Relativism) มักแสดงตนว่าไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม จารีตนิยม ระบบอาวุโส ฯลฯ และไม่เอาด้วยกับการตัดสินตามกฏเกณฑ์โดยไม่ดูบริบท ซึ่งมีความคล้ายคลึงสอดคล้องกับคือการตั้งคำถามแบบกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท จนเห็นชัดที่สุดเมื่อต้นปีนี้ที่เกิดโครงการ “นักเกรียนเปลี่ยนโลก”5 โดยสมัชชาปฏิรูปการศึกษาร่วมกับกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทและเครือข่ายอื่นๆ เพื่อคัดเลือกโครงการที่มีลักษณะ “เกรียน” และมีความต้องการจะเปลี่ยนโลกไปให้ความสนับสนุน แสดงให้เห็นชัดว่าวิธีคิดแบบนักเกรียนและกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทนั้นไปด้วยกันได้ สอดคล้องกันมาก

แฟนเพจแบบนักเกรียนทรงอิทธิพลในวัฒนธรรมเยาวชนมากที่สุดครั้งแรกภายในปี 2013 สื่อในเวลาดังกล่าวนำเสนอการตั้งคำถามกับระเบียบวินัยและจริยธรรมในโรงเรียนมากขึ้นดังที่กล่าวไปในบทก่อน โรงเรียนต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นจะต้องโฆษณาสรรพคุณของตนมากขึ้นเป็นพิเศษเพื่อช่วงชิงคำตอบที่ถูกต้องกลับเป็นของตน นำมาซึ่งการต่อสู้กลับของกลุ่มนักเกรียน จากนักเกรียนสวนกุหลาบที่มีมาก่อนแล้วและตามด้วยโรงเรียนในเครือจตุรมิตร (สวนกุหลาบ, เทพศิรินทร์, กรุงเทพคริสเตียน, อัสสัมชัญ) การผลิตเนื้อหาตามแนวทางนี้ได้รับความนิยมจนเกิดเป็นตัวละครนักเกรียนประจำโรงเรียนต่าง ๆ อย่างแพร่หลายอยู่ช่วงหนึ่ง ปัจจุบันสถาบันการศึกษาก็แทบจะมีแฟนเพจทำนองนี้เป็นของตัวเองเป็นปกติ และแฟนเพจเหล่านั้นก็ส่งความเคลื่อนไหวจนถึงระดับนโยบายได้เป็นบางครั้ง

อาจเป็นเพราะกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับตัวละครนักเกรียนขาดแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครต่อต้านกลับ หรือมีครูและระเบียบวินัยของทางโรงเรียนร่วมต่อต้านอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องสร้างสื่อขึ้นมาอีก ทำให้เนื้อหาของตัวละครกลุ่มนักเกรียนเข้าถึงกระแสหลักของเยาวชนและผู้ชมบนโซเชียลเน็ตเวิร์คได้มากกว่าฝ่ายโรงเรียนและชนะในทางการเมืองพื้นที่สื่อ กรณีการกราบผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบที่เข้าสู่ความสนใจของสื่อกระแสหลัก ก็เริ่มขึ้นจากการนำเสนอของนักเกรียนสวนกุหลาบ6 และครองประเด็นไว้เองเป็นเวลานานจนกระทั่งเมื่อกลับไปสัมภาษณ์ ผอ. ก็แทบจะไม่มีผลอะไรอีกต่อไปไม่ว่าอะไรจะเป็นความจริง

แต่เพราะกลุ่มแฟนเพจดังกล่าวก็มีการโฆษณากิจกรรมของนักเรียนอยู่บ่อยครั้ง และมีการออกตัวในจุดประสงค์ของการวิจารณ์ว่าวิจารณ์เพื่อสถาบัน ผมจึงเห็นว่าภาพรวมของตัวละครจำพวกนักเกรียนก็ยังคงอยู่ในกรอบของความรักสถาบันการศึกษาของตน (หรือใช้ความรักในสถาบันการศึกษาเป็นฐานสร้างความชอบธรรมในการวิพากษ์วิจารณ์) ต้องการเห็นความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่มีการแสดงออกที่ขัดกับวัตรจรรยามารยาททั่วไปของโรงเรียนไทยเท่านั้น


ฮอร์โมนส์พลุ่งพล่าน

ตั้งแต่ 2013 ที่กระแสวัฒนธรรมเด็กเปรตเริ่มเดินทาง ข่าวความอยุติธรรมเกี่ยวกับครูและนักเรียนมีมิติมากขึ้นกว่าเพียงความรุนแรงทางกายที่ฉาบฉวย แต่เป็นการปะทะทางความคิดที่มีความต่อเนื่องด้วย เช่นกรณีรองผู้อำนวยการโรงเรียนเสิงสางทำร้ายร่างกายนักเรียนผู้นำประท้วงคนหนึ่ง7 ก็ไม่ได้เป็นประเด็นเพียงการทำร้ายร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่นำมาซึ่งคำถามถึงความถูกต้องในนโยบายของโรงเรียนและราชการในภายหลัง

พลวัตดังกล่าวของสื่อข่าวที่หันมาสนใจเยาวชนรวมทั้งคำถามแบบกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทมากขึ้น ทำให้ทุนสื่อบันเทิงเช่นกันที่เล็งเห็นโอกาสในการทำกำไรกับประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกของเยาวชน ดังที่แสดงในกราฟว่าตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมาจนถึงปี 2015 มีการก้าวกระโดดขึ้นของจำนวนสื่อบันเทิงที่มีเรื่องราวใด ๆ เกิดขึ้นในฉากหลังที่เป็นโรงเรียน นักเรียนเป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง

ผมเรียกสื่อบันเทิงที่มีลักษณะทำนองเดียวกันนี้ว่า “สื่อโลกเยาวชน” โดยสื่อโลกเยาวชนที่จะกล่าวถึงในที่นี้ ไม่ใช่แบบเดียวกันกับภาพยนตร์ แฟนฉัน หรือตุ๊กแกรักแป้งมาก ที่ทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใหญ่รำลึกความหลังโดยนำเสนอวัฒนธรรมที่ผู้ใหญ่เข้าใจ แต่เป็นสื่อที่ทำขึ้นให้เยาวชนรุ่นปัจจุบันเข้าใจ

หมายเหตุ: บันทึกเมื่อ 16 ธันวาคม 2015

ในปี 2013 เกิดพลวัตที่น่าสนใจขึ้นในละครชุดเรื่องน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ที่อยู่ในกรอบวัฒนธรรมความดีแบบไทยมายาวนาน ละครชุดดังกล่าวได้กล่าวถึงชื่อสมาพันธ์นักเรียนเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทยในช่วงเดียวกับที่เนติวิทย์ถูกเชิญไปออกรายการโทรทัศน์กับสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยตัวบทได้แสดงความคิดเห็นว่าข้อเสนอของสมาพันธ์ฯ มีนักเรียนเห็นด้วย แต่ครูไม่เห็นด้วย8

ถัดมาการใส่เนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การศึกษา จารีต และคุณธรรมจริยธรรมในโรงเรียน ที่ไม่มีปรากฏอย่างชัดเจนในสื่อบันเทิงที่ทำการสำรวจตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2012 กลับปรากฏอย่างชัดเจนขึ้นในปี 2013 ในละครชุดฮอร์โมนส์ที่เกี่ยวกับวัยเรียน และภาพยนตร์ตั้งวงที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย หลังจากนั้นโวหารวลีเด็ดต่าง ๆ ในฮอร์โมนส์ได้พัฒนาเป็นอินเทอร์เน็ตมีม (meme) รักษาความเป็นที่ถกเถียงได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามปี (2013-2015) ตั้งแต่เปิดประเด็นช่วงแรก เช่นการตั้งคำถามกับการแต่งชุดนักเรียน ความรักระหว่างนักเรียนกับครู นโยบายในโรงเรียน มาจนถึงสถาบันครอบครัว

ฮอร์โมนส์มีการวางตัวละครให้ผู้ชมเลือกข้างคล้อยตามได้อย่างน่าสนใจ ประโยคหนึ่งจากฤดูกาลที่สาม ว่าด้วยนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่คัดค้านการสอนของครูในคาบเรียน ความว่า “หนูไม่ได้บอกว่าตัวเองฉลาดค่ะ หนูแค่บอกว่าครูแปลผิด” โดยมีการกำกับและการผลิต (directing and production) แสดงให้เห็นว่าครูผิดและนักเรียนเป็นถูก ฉากนี้และโดยเฉพาะประโยคนี้ ได้รับความนิยมจนถูกทำเป็นมีมภาพและแฮชแท็ก (#) ในขณะที่ภาพของครูที่ถูกนำเสนอว่าเป็นครูที่ดี น่าคล้อยตามเอาใจช่วย คือครูรุ่นใหม่อย่างครูตาลในฤดูกาลที่สาม ผู้ไม่เว้นระยะห่างเชิงอำนาจกับนักเรียนมาก แต่ปฏิบัติตนเป็นเหมือนเพื่อนที่ปรึกษา

ในกระแสวัฒนธรรมเด็กเปรต ภาพยนตร์ ละคร และสื่อกระแสหลักเหมือนจะเห็นความเป็นมนุษย์และมิติของความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่มากขึ้น หลายครั้งแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ ครู คิดผิดทำผิดได้มากกว่าเป็นแค่ผู้ชี้ทาง แบบเก่า ละครชุดกลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ ให้พ่อสอนกระทั่งชื่อเรื่อง การปรากฏตัวของน้องพลับ ที่ร้องเพลง “คุณครูครับ” เที่ยวทำของเสียหายไปทั่วและขายความผิดที่น่ารักแบบเด็ก ๆ เป็นแค่เกร็ดความบันเทิงให้ผู้ใหญ่มาหัวเราะเอ็นดูเด็กเท่านั้น แต่ตัวละครอย่างส้มส้มและพ่อของเธอที่เป็นเกย์ในฮอร์โมนส์ฤดูกาลที่สาม เริ่มแสดงให้เห็นว่าไม่รู้ใครกันแน่ที่ผิด ระหว่างพ่อที่เป็นเกย์ หรือลูกที่รับไม่ได้และแสดงกิริยาก้าวร้าว หรือครูอ้อในฤดูกาลที่หนึ่งที่ดูจะมีวินัยมีหลักการและเหตุผลในช่วงแรก แต่ก็เผยให้เห็นความนอกลู่นอกทางเสียเองในช่วงหลัง


หมดฮอร์โมนส์

อาจดูเหมือนว่าการคิดเชิงวิพากษ์ของเยาวชนในสื่อและคำถามแบบกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทส่อแววว่ากำลังเกิดขึ้นโดยทั่วไปและมีพื้นที่สื่อจำนวนมาก กลายเป็นมีมและปรากฏบนสื่อกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง (หรือตั้งแต่แรก) คำถามแบบกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทบนสื่อก็มีการเดินทางของมันเอง ไม่อาจควบคุมได้โดยผู้ประพันธ์ หรือใคร

สื่อไทยมักผลิตซ้ำแต่สิ่งที่ขายได้อยู่แล้ว ไม่นิยมพาคำถามใหม่เข้าสู่กลุ่มผู้ชม แต่จะพัฒนาสิ่งที่ผู้ชมนิยมเพียงด้านเดียวไปเรื่อย ๆ จนไม่สนใจประเด็นอื่นเลยอย่างน่าสิ้นหวังในบางครั้ง ทำให้คาดการณ์ได้ว่าแนวทางของสื่อโลกเยาวชนพ่วงคำถามแบบกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทที่เกิดขึ้นมาบนข้อยกเว้นในช่วงแรก ๆ ทั้งหมดนั้น ก็กำลังจะพบชะตากรรมเดียวกันในอนาคต คือจะถูกผลิตซ้ำออกขายไม่มีที่สิ้นสุด แต่ประเด็นต่าง ๆ ในเนื้อหาของสื่อเหล่านั้นจะถูกลดทอนลงไปตามความนิยมของตลาด ซึ่งอาจให้ความสนใจกับการนำเสนอภาพลักษณ์ความน่ารักของนักแสดง และประเด็นความรัก มากกว่าการรักษาประเด็นเชิงวิพากษ์ในตัวบท ละทิ้งประเด็นที่อยากจะตั้งคำถามหรือทำอะไรกับสังคมออกไป ตัวอย่างเช่น ฝากไว้ในกายเธอ หรือ เมย์ไหนไฟ..แรงเฟร่อ ที่ผลิตออกมาจากค่ายเดียวกัน ชุดนักแสดงเดียวกันกับละครชุดฮอร์โมนส์ ก็เป็นการสืบทอดต่อยอดความสำเร็จจากละครชุดดังกล่าว แต่ไม่ได้มีประเด็นวิพากษ์สังคมแบบที่ฮอร์โมนส์มีอีกแล้ว ส่วนเลิฟซิคจากจากค่ายอื่นที่สร้างขึ้นมาในกระแสความสำเร็จของฮอร์โมนส์ ก็จำลองโลกคล้ายกันขึ้นมา แต่ตัวบทก็เลือกไปเพียงประเด็นคู่จิ้น หรือความรักของวัยรุ่นเควียร์ (queer) เท่านั้น

 


[1] ดู เจาะข่าวเด่นสรยุทธ ปิดฉากกฎเหล็กทรงผมนักเรียน ยกเลิกหัวเกรียนสั้นเสมอหู. (2015). สืบค้นเมื่อ 2015, จาก https://www.youtube.com/watch?v=E50y8TwTVdg
[2] ดู เลิกเกรียน! ศธ.ออกระเบียบ นร.ชายรองทรง หญิงยกเลิกสั้นเสมอหู. (2556). สืบค้นเมื่อ 2015, จาก http://news.sanook.com/1163310
[3] ชนะชัย มานุจำ. (11 พฤศจิกายน 2015). ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์การศึกษาเเห่งชาติโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และ OSK 132. สัมภาษณ์.
[4] นักเกรียนอัสสัมชัญ. (17 พฤศจิกายน 2015). ผู้ดูแลหน้านักเกรียนอัสสัมชัญ. สัมภาษณ์
[5] ดู ผอ.โรงเรียนดังแจง ภาพเด็กกราบต้อนรับ แค่จัดฉากถ่ายรูป. (2558). สืบค้นเมื่อ 2015, จาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1447308453 และ [6] ต้นฉบับ ดู นักเกรียนสวนกุหลาบ. (2558). สืบค้นเมื่อ 2015, จาก https://www.facebook.com/GreanSUAN/photos/pb.
20700539335919.-2207520000.1450288606./1111877425519888/?type=3&theater

[7] ดู ไทยรัฐออนไลน์. (2558). วิจารณ์แซ่ด! รองผอ.โรงเรียนดังโคราช ตบหัวนักเรียน ปมเรียนฟรี 15 ปี. สืบค้นเมื่อ 2015, จาก http://www.thairath.co.th/content/519990
[8] เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล. (18 พฤศจิกายน 2015). ผู้ก่อตั้งสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติการศึกษาไทย และกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท. สัมภาษณ์.

ทฤษฎีที่อ้างถึง
Noelle-Neumann, E. (1984). The spiral of silence: Public opinion, our social skin. Chicago: University of Chicago Press.


***หากต้องการรายละเอียดและตารางของสื่อที่กล่าวถึง ติดต่อ varisli.mail@gmail.com***
 

คืนความเป็นธรรมให้ชาวเลราไวย์

"..ขณะนี้ที่ดินบางแปลงถูกขายไปแล้วหลายทอด แต่ทั้งหมดหากยืนบนหลักการว่าชาวบ้านถูกเอารัดเอาเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ควรคืนความเป็นธรรมให้พวกเขา ส่วนคนที่ซื้อที่ดินรายต่อๆมากรัฐก็ควรเยียวยากันไป.."
12654510 1038055409571077 1665235370964969222 n
"จากการศึกษาบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และผู้อาวุโสอายุกว่า 80 ปี มีข้อมูลที่รับฟังเกี่ยวกับการครอบครองเอกสารสิทธิ์ที่ได้นได้ว่า เดิมพื้นที่ชุมชนที่ศึกษามีขอบเขตจากสะพานราไวย์ยาวตามชายฝั่งถึงแหลม ระยะทางราว 2 กิโลเมตร ความกว้างลึกเข้าไป 1 กิโลเมตร
"มีเฉพาะชุมชนชาวเล เมื่อชาวเลจับสัตว์น้ำได้ก็จะนำไปแลกข้าวสารและของใช้ที่ร้านค้าซึ่งห่างออกไปราว 5 กิโลเมตร
"ต่อมาปี 2495 มีนายล.ซึ่งเป็นคนนครศรีธรรมราช มาตั้งบ้านเรือนระหว่างชุมชนกับร้านค้า เห็นชาวบ้านแลกของเป็นประจำ ในราวปี 2497 นายล.จึงมาตั้งร้านค้าใกล้ชุมชน
"ต่อมานายล.ได้เป็นกำนันและมีลูกชื่อนางลล. ซึ่งช่วงที่ทางราชการได้ให้แจ้งการเข้าครอบครองที่ดิน ก็ได้ไปขอออกสค.1 จำนวน 4 ไร่ และในปี 2505 นางลล.ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในชุมชน
"หลังจากนั้นนางลล.ได้นำที่ดินออกเป็นน.ส.3 เนื้อที่กว่า 7 ไร่ "
ผมคัดลอกบางตอน ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของเรื่องราวความไม่เป็นธรรมในชุมชนชาวเลหาดราไวย์มาจากงานวิจัยที่สำคัญชิ้นหนึ่งเรื่อง "ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมคดีที่ดินราษฏรยากจน" ซึ่งม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เป็นหัวหน้าคณะวิจัย และมีดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์และดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ เป็นนักวิจัย (ดาวโหลดได้ที่http://transbordernews.in.th/home/?p=4814 โดยเรื่องชาวราไวย์อยู่หน้า 53-73)
ทั้งหมดเป็นรากเหง้าและปฐมเหตุของการเกิดเผชิญหน้าระหว่างผู้อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินหาดราไวย์และชาวเลเจ้าของพื้นที่เดิม จนกระทั่งต้องเลือดตกยากออก
ขณะนี้ที่ดินบางแปลงถูกขายไปแล้วหลายทอด แต่ทั้งหมดหากยืนบนหลักการว่าชาวบ้านถูกเอารัดเอาเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ควรคืนความเป็นธรรมให้พวกเขา ส่วนคนที่ซื้อที่ดินรายต่อๆมากรัฐก็ควรเยียวยากันไป
ที่สำคัญคือต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่ากระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ครั้งนี้ใครมีส่วนร่วมบ้าง
ขณะนี้ที่ดินแปลงที่ชุมชนราไวย์อาศัยอยู่ ดีเอสไอได้ตรวจสอบเสร็จแล้วโดยหลักนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งมีการขุดกระดูบรรพบุรุษชาวเลมาพิสูจน์ถึงความเป็นเจ้าของที่ดินและเห็นว่าที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินดั้งเดิมของชาวเลอยู่มาก่อนที่จะมีการออกเอกสารสิทธิ์
ดังนั้นกรมที่ดินจึงควรเพิกถอนโฉนด
แต่ขณะนี้กรมที่ดินยังไม่ทำหน้าที่ของตัวเองเพราะไม่ค่อยยอมรับความผิดพลาด ซึ่งเป็นพฤติกรรมเคยชินที่เป็นมานาน และชาวบ้านหลายที่ต้องเผชิญอยู่
วันนี้ทางการควรรีบเข้าไปแก้ปัญหาและคืนความเป็นธรรมให้ชาวลในชุมชนราไวย์ได้แล้วครับ
เพราะพยานหลักฐานและผลการตรวจสอบมีอยู่หลายสำนักและยืนยันตรงกันว่า
"ชาวเลคือเจ้าของที่ดินดั้งเดิม ณ หาดราไวย์"
---------------
หมายเหตุ-ภาพแผนที่จากมูลนิธิชุมชนไท

บิ๊กตู่ หยอกสื่อ เป็นหมาป่า ไล่ตระครุบ ลูกแกะตู่ ยกนิทานอีสป เข้ากับสถานการณ์ตัวเอง โดนสื่อไล่ล่า

บิ๊กตู่ หยอกสื่อ เป็นหมาป่า ไล่ตระครุบ ลูกแกะตู่ ยกนิทานอีสป เข้ากับสถานการณ์ตัวเอง โดนสื่อไล่ล่า ยัน ผมต้องแข็งแรง เพราะป่วยไม่ได้ อ้อน ถนอมผมไว้หน่อยซิ หรือไม่ชอบหน้าผมก็ให้ผมป่วยตายๆ ไปหรือไง โธ่ ! พลั้งปาก เปรียบสื่อ เป็นหมาขี้เรื้อน ก่อน ขอโทษ รับ เป็นหมาเฝ้าบ้าน เปรย มีประกวดหมาขี้เรื้อน แนะเมืองไทย ส่งประกวด
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงเย็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช ให้สัมภาษณ์ เริ่องร่างรธน.
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "วันนี้ผมอารมณ์ดี แต่ยอมรับว่าวันนี้ก็พูดมาก ปวดหัว เจ็บตา แต่ก็ดีไปอย่างที่มองสื่อแล้วสวยขึ้น
ระบุวันนี้อากาศหนาว ไม่อยากพูดมากสงสารสื่อ แต่ก็เห็นบางคนไม่ใส่เสื้อกันหนาว สงสัยจะไม่หนาว ใครที่ไม่ใส่เสื้อกันหนาวสงสัยต้องไปตรวจร่างกาย
เมื่อถามว่า นายกฯเองก็ไม่ใส่เสื้อกันหนาวเหมือนกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผมต้องแข็งแรง เพราะป่วยไม่ได้ ถนอมผมไว้หน่อยซิ หรือไม่ชอบหน้าผมก็ให้ผมป่วยตายๆ ไปหรือไง โธ่ !
นายกฯถามว่า พวกคุณเคยอ่านนิทานอีสปบ้างหรือไม่ ผู้สื่อข่าวตอบว่า มีหลายเรื่องที่อ่าน หรือต้องการจะพูดถึงเรื่อง "กบเลือกนาย" ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงกับหัวเราะชอบใจ
เมื่อถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ควรอ่านนิทานอีสปเรื่องอะไรในความคิดของนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ทำท่าคิดก่อนกล่าวว่า "หมาป่ากับลูกแกะ"
เมื่อถามว่าเหตุผลอะไรถึงควรอ่านเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เลี่ยงที่จะตอบคำถาม
โดยกล่าวว่า "ก็เป็นเรื่องหมาป่ากับลูกแกะไง ผมไม่ต้องการจะสื่ออะไร เมื่อพวกคุณถามผมก็จำเรื่องนี้ได้ หมาป่ากับลูกแกะ แล้วทำไมจะต้องสื่อความหมายอะไรด้วย ที่ผ่านมาผมอ่านเกือบทุกเรื่อง ผมเรียนเก่ง วรรณคดีผมเก่ง แต่ผมไม่ตอบขี้เกียจตอบ
เมื่อถามว่า ใครเป็นหมาป่า ใครเป็นลูกแกะ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ฉันเป็นแกะ พวกเธอเป็นหมาป่า ฉันเคยไล่อะไรเธอได้ที่ไหน"
เมื่อผู้สื่อข่าวทำหน้าที่เป็นเพียงหมาเฝ้าบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวติดตลกว่า "อะไรนะ เป็นหมาขี้เรื้อนหรือ อ๋อ !! ขอโทษทีเป็นหมาเฝ้าบ้าน
แต่อย่าลืมว่าวันนี้หมาขี้เรื้อนมันมีราคา เคยมีการประกวดหมาที่น่าเกลียดที่สุดในโลก หมาขี้เรื้อนก็ได้รางวัลนะ ถ้าเมืองไทยส่งไปก็ชนะเลิศแน่นอนเป็นร้อยตัว"

"พลเอกประวิตร" ยัน ไม่เกี่ยว"ด๊อกเตอร์"อ้างชื่อ เรียกรับประโยชน์โครงการ

"พลเอกประวิตร" ยัน ไม่เกี่ยว"ด๊อกเตอร์"อ้างชื่อ เรียกรับประโยชน์โครงการ ยันงบประมาณ มีขั้นตอนชัดแจน ระบุบางพวกไม่อยากให้เกิดโครงการ ก็ปล่อยข่าวโจมตี
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผย ว่า มีด็อกเตอร์ แอบอ้างชื่อ พล.อ.ประวิตร และนายกฯ ไปเรียกรับผลประโยชน์ ว่า ตนไม่เกี่ยว เพราะโครงการทั้งหมดที่ดูแลอยู่คือโครงการของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ
พร้อม ย้ำว่า การใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพโปร่งใส มีขั้นตอนในการพิจารณาชัดเจน
แต่ที่ผ่านมามีกลุ่มบุคคล ทั้งด็อกเตอร์และคนอื่นๆแอบอ้างชื่อผม กับส่วนราชการต่างๆในการพิจารณาโครงการต่างๆ
รวมถึงไปโจมตีตนเองกับ นายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ผมเสียหาย ดังนั้นอย่าไปหลงเชื่อ เนื่องจากโดยส่วนตัวได้รับมอบหมายจาก นารัฐมนตรีหลายโครงการ แต่มีบางพวกไม่อยากให้โครงการเกิดขึ้น จึงขัดขวางโดยการเขียนหรือพูดโจมตีหาว่าตนตั้งโครงการใหม่เพราะต้องการผลประโยชน์
ยืนยันว่าการทำงานตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นไปอย่างโปร่งใสเพราะทำงานมาถึง2 รัฐบาลและไม่เคยมีปัญหาทุจริต
พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังวางรากฐานการทำงานเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทุกเรื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นรบกวนจิตใจมาก แต่ถ้าหากใครพบการทุจริตหรือแอบอ้างชื่อตนอีกก็ให้แจ้งมาที่ตน หรือที่นายกรัฐมนตรี หรือดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที

นายทุน-ชาวเลและทหารกลุ่มนั้น

นายทุน-ชาวเลและทหารกลุ่มนั้น
----------
ผมหวั่นใจว่าเดี๋ยวผู้ใหญ่ในกองทัพจะรีบร้อนออกมาตีปลาหน้าไซปฎิเสธว่า "ไม่มี"ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกรณีที่กลุ่มชายฉกรรจ์รุมยำชาวเลเมื่อสายวันที่ 27 มกราคม
ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ปะทะกันจนเลือดตกยางออกนั้น เมื่อวันที่ 25 มกราคม ได้มีทหาร 1 กองร้อย (ชาวบ้านเชื่อว่ามาจากมทบ.41 ่นครศรีธรรมราช) รวมทั้งตำรวจจากสน.ฉลอง เข้ามายังพื้นที่แปลงที่มีปัญหาโดยพยายามยืนกั้นปิดเส้นทางที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปลงเรือ
ในวันนั้นชาวเลได้นัดรวมตัวกัน และพยายามขวางไม่ให้มีการนำหินมาถมปิดกั้นทางเดิน จนเกิดการยื้อ แต่ในที่สุดทหารทั้งหมดยอมถอยไป
การเข้ามาของทหารมทบ.41 สร้างความประหลาดใจให้ชาวบ้านไม่น้อย เพราะเป็นหน่วยที่ไม่เคยทราบข้อเท็จจริงของชุมชนมาก่อน จู่ๆก็ไปยืนเป็นกำแพงให้นายทุน
ขณะที่ทหารเรือกองทัพภาคที่ 3 จังหวัดภูเก็ต ซึ่งดูแลพื้นที่อยู่กับไม่ทราบการมาเยือนของกองกำลังทหารมทบ.41 เลย และมีการออกมาปฎิเสธกันทางไลน์กันเอิกเกริก
วันที่ 26 สถานการณ์ว่างเว้นไป 1 วัน จนกระทั่งวันที่ 27 จึงมีการนำนักเลงหัวไม้ทั้งจากในภูเก็ตและนอกจังหวัดนับร้อยคนมารุมยำชาวบ้านพร้อมทั้งใช้ก้อนหินขนาดใหญ่ปิดกันเส้นทางสาธารณะของชุมชน
เห็นข่าวโฆษกรัฐบาลประกาศเอาจริงเอาจังไม่เว้นสีใดที่กระทำการอุกอาจเช่นนี้ ก็เลยแจ้งเพื่อทราบ
--------------
หมายเหตุ-ภาพถ่ายวันที่ 25 มกราคม 2559 โดยชาวเล

ส่งออกติดลบต่ำสุดในรอบ6ด.

ยอดส่งออกปี 58 ต่ำสุดรอบ 6 ปี ธันวาฯหนักสุดติดลบ 8.73%

เมื่อเทียบกับมาเลเซียเป็นรายเดือนพบว่าในเดือนตุลาคม 
มาเลเซียมีอัตราการส่งออกเป็นบวกถึง 16.7% ในขณะที่ไทยติดลบ 8.11% 
ในเดือนพฤศจิกายนมาเลเซียมีอัตราส่งออกเป็นบวกถึง 6.3% 
ในขณะที่ไทยติดลบ 7.42%

หากเปรียบเทียบกับประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ และกำลังประสบปัญหา
ทางเศรษฐกิจเช่นกันพบว่า ในเดือนตุลาคมจีนมีอัตราการส่งออกติดลบ 6.9% 
ในขณะที่ไทยติดลบถึง 8.11% 
เดือนพฤศจิกายนจีนติดลบ 6.8% ไทยติดลบ 7.42%
 และในเดือนธันวาคมจีนติดลบเพียง 1.4% แต่ไทยติดลบถึง 8.73%