PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

'พรายพล' จี้บอร์ดไทยพีบีเอสสอบอิทธิพลแทรกแซงตัดรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง"


การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรม วิชาชีพอย่างร้ายแรง

วันที่ 9 มิถุนายน 2559 ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน ทำจดหมายถึงประธานคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. หลังไปบันทึกเทปสำหรับรายการชื่อ "เถียงให้รู้เรื่อง" ในประเด็น :สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ? ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ของไทย PBS ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อตอนค่ำของวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2559

ดร.พรายพล ระบุถึงการไปออกรายการ ในฐานะนักวิชาการ เป็น commentator ร่วมกับอาจารย์ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์  ให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการอภิปรายของวิทยากรหลัก 2 ท่านคือ คุณมนูญ ศิริวรรณ และคุณรสนา โตสิตระกูล  มีคุณอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ เป็นพิธีกร และรายการที่บันทึกเทปนี้มีกำหนดออกอากาศผ่านช่องโทรทัศน์ของไทย PBS ในเวลาสี่ทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2559นั้น

ต่อมาในเวลาประมาณสองทุ่มครึ่งของวันอังคารที่ 7 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ของไทย PBS ซึ่งประสานงานการเชิญผมเข้าร่วมรายการดังกล่าวได้โทรศัพท์มาถึงผมและแจ้งให้ทราบว่าในการออกอากาศรายการ “เถียงให้รู้เรื่อง” ในคืนวันอังคารที่ 7 มิถุนายนนั้น สถานีจำเป็นต้องตัดส่วนที่เป็นความเห็นของนักวิชาการออกไปเพื่อให้เกิดความเป็นกลาง ซึ่งผมก็ตอบไปว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้นและหากดำเนินการจริงก็จะทำเรื่องร้องเรียนผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปในการออกอากาศรายการในคืนนั้นก็ปรากฏว่าสถานีไทย PBS ได้ตัดส่วนที่เป็นความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ออกไปทั้งหมดจริง

ประเด็นจึงมีอยู่ว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการนั้นก่อให้เกิด”ความเป็นกลาง” หรือไม่อย่างไร ผมได้รับเชิญเข้าร่วมรายการในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านพลังงาน ซึ่งได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผมตระหนักดีว่าการให้ความเห็นของผมในฐานะดังกล่าวจะต้องยึดหลักการของการมีเหตุมีผล มีหลักวิชา และมีข้อมูลที่ถูกต้องสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเอาใจใครหรือตามใจใครไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นแก่พวกพ้อง ผมเชื่อมั่นว่าผมได้ให้ความเห็นในรายการนี้โดยยึดหลักการดังกล่าวอย่างดีที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าอาจารย์ฐิติศักดิ์ก็คงยึดหลักการเดียวกัน ผมและอาจารฐิติศักดิ์จึงเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” ที่ให้ความเห็นจากแง่มุมของวิชาการโดยแท้จริง ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจเลยว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการจะทำให้เกิดความเป็นกลางได้อย่างไร ในทางตรงกันข้ามการตัดความเห็นของ “คนกลาง” ออกไปกลับจะทำให้ความเป็นกลางด้อยน้อยลงไปเสียด้วยซ้ำ

ในกรณีที่ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนเผอิญไปสนับสนุนความเห็นของวิทยากรหลักท่านใดท่านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า รายการจะไม่มีความเป็นกลางและก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งจะเสียเปรียบหรือ "โดนรุม" เพราะผมเห็นว่าพิธีกรก็เปิดโอกาสให้วิทยากรหลักทั้งสองฝ่ายสามารถชี้แจงตอบโต้นักวิชาการและตอบโต้กันเองได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ผมเห็นว่าไทย PBS ควรออกอากาศเนื้อหาสาระที่วิทยากรหลักและนักวิชาการได้นำเสนอไว้ในการบันทึกเทปอย่างครบถ้วน แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ชมรายการสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครโดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลของแต่ละฝ่ายสำหรับผู้ชมรายการที่มีใจเป็นกลางแล้ว ความเห็นที่คน 3 คนเห็นตรงกันแต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอย่อมไม่น่าเชื่อถือมากไปกว่าความเห็นของคนคนเดียวที่มีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น

ผมได้ทราบมาว่า การที่ไทย PBS ตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการที่ได้ออกอากาศในวันนั้น เนื่องมาจากว่ามีวิทยากรหลักท่านหนึ่งไม่พอใจที่นักวิชาการทั้งสองคนมีความเห็นขัดแย้งกับความเห็นของตน และมองไปว่าการอภิปรายโต้เถียงกันมีลักษณะที่ตนถูกรุมโจมตี (ในทำนอง “สามรุมหนึ่ง”) จึงได้ติดต่อไปทางสถานีเพื่อให้แก้ไขตัดต่อเทปสำหรับการออกอากาศซึ่งจะทำให้ข้อเสนอและความเห็นของตนมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากขึ้นโดยวิธีการตัดความเห็นของนักวิชาการออกไปในที่สุด

ผมได้ทราบมาด้วยว่า ในเบื้องแรกวิทยากรหลักท่านนี้ได้ขอให้ไทย PBS บันทึกเทปรายการใหม่ แต่เมื่อทำไม่สำเร็จจึงได้เดินทางไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทย PBS ในเย็นวันที่ 7 มิถุนายนโดยมีผู้บริหารของสถานีให้การต้อนรับเป็นพิเศษและพาเข้าไปถึงในห้องปฏิบัติงานเพื่อกำกับการตัดต่อเทปรายการ "เถียงให้รู้เรื่อง" ที่กำลังจะออกอากาศในคืนนั้นด้วย ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า วิทยากรหลักท่านนี้มีอิทธิพลและอำนาจมากล้นจนทำให้สามารถกดดันให้ผู้บริหารไทย PBS ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และถูกแทรกแซงการทำงาน อันเป็นผลทำให้มีการแก้ไขเนื้อหาการออกอากาศตามความต้องการของวิทยากรหลักท่านนี้

หากเหตุการณ์นี้เป็นจริง ก็ถือได้ว่าเป็นการใช้อิทธิพลและอำนาจโดยบุคคลที่บ้าอำนาจ เห็นแก่ตัว มีจิตใจคับแคบไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และสังคมไม่ควรให้การยอมรับนับถือ

การตัดความเห็นของนักวิชาการออกจากรายการออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่า ผู้บริหารไทย PBS ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในข้อบังคับที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ ไทย PBS ในฐานะองค์กรก็คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคม คุณภาพ และคุณธรรมได้อีกต่อไป ความเชื่อมั่นในการเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นอิสระเพราะได้รับงบประมาณจากรายได้ภาษีสรรพสามิตของรัฐก็จะเสื่อมถอยลงในที่สุด

อนึ่ง การไม่ยอมให้ความเห็นทางวิชาการของผมได้รับการเผยแพร่ น่าจะเข้าข่ายการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับ

ดังนั้น ผมจึงขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ให้สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลที่ทำ ให้ความเห็นของผมและอาจารย์ฐิติศักดิ์ ถูกตัดออกจากรายการ"เถียงให้รู้เรื่อง" ซึ่งออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2559 และหากพบว่า มีการปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบวินัยขององค์กรต่อไป พร้อมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานเช่นนี้อีกในอนาคต

ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมทราบว่าในกรณีที่ผมร้องเรียนนี้ ไทย PBS ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ผมจึงหวังว่าคณะกรรมการฯ จะสามารถพิจารณาข้อร้องเรียนของผมได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม และชี้แจงผลการพิจารณาให้สาธารณชนได้ทราบ อันจะเป็นการกอบกู้ฟื้นฟูให้ไทย PBS มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคมได้อย่างแท้จริง

กอ.รมน.แจ้งความดำเนินคดี 3 นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ กรณีเผยแพร่ข้อมูลการซ้อมทรมานบนอินเทอร์เน็ต

กอ.รมน.แจ้งความดำเนินคดี 3 นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ กรณีเผยแพร่ข้อมูลการซ้อมทรมานบนอินเทอร์เน็ต
วานนี้ (8 มิถุนายน 2559) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) เปิดเผยต่อไอลอว์ว่า ทางมูลนิธิฯเพิ่งได้รับแจ้งว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 กองทัพบกมอบอำนาจให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ส่วนหน้า(กอ.รมน. 4 สน.) เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา ให้ดำเนินคดีกับพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ, สมชาย หอมลออ และอัญชนา หีมมิหน๊ะ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เบื้องต้นทางมูลนิธิคาดว่าการตั้งข้อกล่าวหาน่าจะเกิดจากกรณีทั้งสามร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ปี 2557-2558 ฉบับเต็มลงบนเว็บไซต์วอยซ์ ฟอร์ม ไทย (Voice from Thais) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
ก่อนหน้านี้ในวันที่ 8 มกราคม 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, กลุ่มด้วยใจและเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี ได้สรุปสถานการณ์การซ้อมทรมานลงบนเว็บไซต์วอยซ์ ฟอร์ม ไทย (Voice from Thais) และยื่นรายงานฉบับเต็มต่อแก่พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่สี่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานระดับสูงที่รับผิดชอบโดยตรงตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซ้อมทรมานในค่ายทหารในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยเนื้อหาของรายงานเป็นการเก็บข้อมูลบุคคลที่อ้างว่าถูกซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่รัฐจนได้รับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจระหว่างปีพ.ศ. 2547-2558 จำนวน 54 เรื่อง ใบแถลงข่าวประกอบการเปิดตัวรายงานฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 บนเว็บไซต์วอยซ์ฟอร์มไทยยังระบุด้วยว่า ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆเกี่ยวกับการสืบสวนหาข้อเท็จจริงใดๆเกี่ยวกับกรณีที่อยู่ในรายงาน
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของคดี มีการสอบปากคำพยานเสร็จสิ้นไปแล้ว 6 ปากและอยู่ระหว่างการออกหมายเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา
ดูรายงานฉบับเต็มที่นำมาซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหาครั้งนี้ >>>https://voicefromthais.wordpress.com/…/press-release-launc…/

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปิดฉากชีวิต 'เสธ.ไอซ์' ตำนานนายทหารม้าคนดัง RIP

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาของ "เสธ.ไอซ์" พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต เมื่อช่วงเช้า 07.17 น. ของวันที่ 8 มิ.ย. ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต ถือเป็นการปิดฉาก-ตำนาน นาย

ทหารม้าคนดัง ในแวดวงทหารผู้มากบารมี และเป็นทหารผู้ที่มีเรื่องราวน่าติดตาม น่าสนใจ น่าศึกษา คนหนึ่งในกองทัพไทย...

การเสียชีวิตของ "เสธ.ไอซ์" พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เมื่อช่วงเช้า 07.17 น. ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า อย่างสงบ ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิตอย่างรุนแรง 

สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับ ตระกูล "อินทรทัต" เพื่อนๆเตรียมทหารรุ่น 10 ตลอดจนพรรคพวก เพื่อนฝูง เพราะหลังจากที่เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา อาการมีแต่ทรุดๆ ทรงๆ และ

มาดีขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จากนั้น ก็ติดเชื้อ เกิดโรคแทรกซ้อน ในที่สุดก็ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา ('เสธ.ไอซ์' ถึงแก่กรรม รพ.พระมงกุฎฯ ติดเชื้อในกระแสเลือดรวมอายุ 67 ปี)

หากจะย้อนรอยชีวิตของ เสธ.ไอซ์ นายทหารม้าคนดัง ต้องบอกว่า

ยุทธจักรแวดวงคนมีสี หากเอ่ยชื่อ "เสธ.ไอซ์" ผู้มากบารมีแล้ว เชื่อว่าไม่มีใครรู้จักเขา ในฐานะนายทหารผู้มีอิทธิพล หรือนายทหารมาเฟีย หรือ เสธ.คนดัง

เสธ.ไอซ์ ถือเป็นนายทหารแกนหลักของ ตท.10 มีเพื่อนร่วมรุ่นประกอบด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยและอดีตผบ.ทบ. พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต 

อดีต รมว.กลาโหม พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต อดีต รมช.คมนาคม พล.อ.พรชัย กรานเลิศ อดีต ผช.ผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ อดีต ผบ.ทร. พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีต ผบ.สส. เป็นต้น

หากย้อนในภาพวัยเด็ก เสธ.ไอซ์ เป็นนายทหารหนุ่มมาดเท่ เติบโตในราชการในกองพันทหารม้าที่ 3 (ม.พัน.3) กระทั่งไต่เต้าถึง รองผู้บังคับกองพัน เขาผ่านสนามรบในชายแดนมากมาย ชีวิตทหาร

ม้าผู้นี้ ตั้งแต่แต่งเครื่องแบบทหาร เส้นทางเขาก็ถูกลากเข้าสู่ถนนยุทธจักรนักเลงเต็มตัว เพราะด้วยความมีเพื่อนฝูงมากมาย ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เคลียร์ได้ทุกวงการ ทำให้ทุกย่างก้าวที่เขาเดิน ถือเป็น

ใบเบิกทางทำให้ "บารมี" ที่ค่อยๆ สะสมมา ส่งผลให้ชื่อเสียงความเป็น "เสธ.ไอซ์" กระฉ่อนไปในทุกหนแห่ง และถนนทุกสายต้องเกรงอกเกรงใจ

จนเติบโตในเส้นทางการรับราชการทหาร จนมาสู่ยศสูงสุดของกองทัพบกไทย นั่นคือ "พลเอก"

การถูกขนานนามว่า "นายทหารคนดัง" หรือ "เสธ.คนดัง" หรือ "พี่ไอซ์" จนมาถึงคำว่า "มาเฟีย" ในเครื่องแบบ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ไม่ได้มาเพราะฟลุ๊ก แต่ได้มาเพราะความเป็นตัวตนของเขาเอง

ทำให้อาณาจักร เสธ.ไอซ์ ได้ขยายตัว แผ่อิทธิพลอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ซุ้มไอซ์" ที่มีคนในเครื่องแบบทั้ง ทหาร ตำรวจ หรือ นักเลงหัวไม้ อันธพาล ต่างขอเข้ามาอยู่ซุ้มในสังกัด เพียง

ขอได้มีชื่อตามหลังว่า "เด็กเสธ.ไอซ์" จะทำให้เดินเหินสะดวกในถนนราตรี ถนนสายสีเทา หรือการของาน ประมูลงาน การติดต่อประสานงาน ก็จะไหลลื่น จนเป็นที่หมายตาหมายหัวของ

ตำรวจนั่นเอง

จึงทำให้เมื่อเกิดคดีใหญ่ๆ ขึ้นมาในเมืองไทย เสธ.ไอซ์ ผู้นี้มักจะถูกโยง และพาดพิงไปเป็นตัวละครหนึ่ง เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวขานในคดีนั้นๆ หลายๆ คดี ชื่อที่ถูกไปพัวพัน เขาก็มักจะออกมาชี้แจง 

และสุดท้าย ก็เป็นเพียงแค่โยนหินถามทาง เพราะทุกคดีไม่เคยเกิดเพราะเขา เขาไม่เคยตกเป็นผู้ต้องหา เพียงแต่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวเท่านั้น

แม้คดีใหญ่ล่าสุด อุ้มฆ่า "เอกยุทธ อัญชันบุตร" เขาก็เป็นหนึ่งในตัวละครที่ถูกดึงเข้าไปอีก สุดท้ายก็จบลงที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ประกาศจะกวาดล้างผู้มีอิทธิพล มาเฟีย ตามคำสั่ง 

คสช. เสธ.ไอซ์ ก็ยังติดกลุ่มในบัญชีรายชื่อที่ถูกจับตา กระทั่งต้องออกมาชี้แจง

ในเส้นทางการเมือง เสธ.ไอซ์ เป็นมือการทำงานลับๆ ให้กับ "เพื่อนแม้ว" กระทั่งถูกเชิญให้เข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษานายกฯ สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น สร.1 หรือแม้เป็นคีย์แมนหลักให้กับ บิ๊กแอ๊ด 

"พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา" อดีตรมว.กลาโหม ต้องนั่งรั้งตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงาน รมว.กห. จนเป็นที่มาของคดียุบพรรคไทยรักไทย การจ้างพรรคเล็ก

หลายต่อหลายครั้ง เสธ.ไอซ์ ได้ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาในหลายกระทรวงของ รัฐมนตรีของพรรคไทยรักไทย และด้วยความสนิทสนมส่วนตัว จึงมีทุกพรรค รักทุกคน ทำให้ เสธ.ไอซ์ ถูกยกย่องในบรรดา 

นักการเมืองสายนักเลง เพราะด้วยความมีน้ำใจของเขา การไม่เอารัดเอาเปรียบ การช่วยเหลือเพื่อนฝูงทุกคน จนได้รับฉายา "เสธ.ไอซ์" มากมิตร

และหลายเหตุการณ์ในถนนการเมือง เสธ.ไอซ์ ก็มักถูกมองโยงไปว่า เป็นผู้นำในการก่อม็อบ การนำมวลชนไปปิดสถานที่ต่างๆ หรืออยู่เบื้องหลังชายชุดดำ ชายฉกรรจ์ เพราะด้วยตัวตนของเขาที่มี

ลูกน้อง มีเด็กในสังกัดจำนวนมาก

สิ้นยุค 3 ทหารม้าคนดัง

การสิ้นชีพของ เสธ.ไอซ์ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ในครั้งนี้ บรรดาแวดวงทหารม้า ถือเป็นการปิดฉากนายทหารทหารม้าคนดังอีกราย เพราะหลังจากที่ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรง

คุณวุฒิ ทบ.(ตท.11) ที่ถูกลอบยิงในการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 และ พล.ต.จะเด็ด ชูศักดิ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ บก.สส.(ตท.15) เกิดหัวใจล้มเหลว บทบาททุกอย่างจึงต้องตกมาอยู่ที่ เสธ.ไอซ์ 

คนเดียว

ทุกจุดศูนย์รวมของทหารสายมาเฟีย จึงมาอยู่ที่ ซุ้มไอซ์ ทำให้บทบาทของเขาเต็มพาวเวอร์ จนหานายทหารที่จะก้าวขึ้นมาเทียบบารมียากยิ่งนัก แต่ ณ วันนี้เป็นต้นไปที่ไร้ 3 นายทหารม้าคนดัง ที่แสง

เจิดจรัสของเหล่านักเลงดับลงแล้ว ก็ยากที่จะมีนายทหารม้าคนใดที่จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ มีบทบาทที่จะขึ้นมาเทียบเท่าบารมีเท่า "เสธ.ไอซ์" คงยาก

แต่ทุกสิ่งเปรียบได้ว่า เมื่อมีน้ำขึ้น ก็ย่อมมีน้ำลง ต้องติดตามดูต่อไปในอนาคตว่าบทบาทของ "นายทหารคนดัง" หรือ "เสธ.คนดัง" ตำแหน่งนี้ ในแวดวงสายนักเลงจะฟื้นคืนชีพ และตกไปอยู่ที่ใคร

'เสธ.ไอซ์' ลั่น ผมไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล! วอนอย่าดึงไปเกี่ยวข้อง'เสธ.ไอซ์' ถึงแก่กรรม รพ.พระมงกุฎฯ ติดเชื้อในกระแสเลือดรวมอายุ 67 ปี

Cr ไทยรัฐออนไลน์8/6/59

อัสซาดลั่น! จะทวงคืนพื้นที่ทุกตารางนิ้วในซีเรีย!

อัสซาดลั่น! จะทวงคืนพื้นที่ทุกตารางนิ้วในซีเรีย!
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักข่าวSANAของซีเรียได้รายงานถึงคำพูดของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาดที่กล่าวในการประชุมสมัชชาประชาชนในวันดังกล่าวที่กรุงดามัสกัสว่า จะปลดแอกให้กับพื้นที่ทุกตารางนิ้วในซีเรีย พร้อมกล่าวว่าก่อนที่กลุ่มก่อการร้ายจะถูกกำจัดให้หมดสิ้น ความคืบหน้าทางการเมืองใดใดก็เท่ากับไร้ความหมาย และจะไม่มีทางได้ผลตามที่หวังไว้
โดยกล่าวว่า “ถ้าหากพวกเราไม่กำจัดกลุ่มก่อการร้ายให้สิ้นซาก เลือดของชาวซีเรียก็คงไม่มีวันที่จะหยุดหลั่งลงได้ เราจะปลดปล่อยพื้นที่ทุกตารางนิ้วของซีเรียให้เป็นอิสระ เหมือนกับตอนยึดคืนเมืองพัลไมรา เพราะพวกเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้น”
เมื่อพูดถึงการเจรจาสันติภาพซีเรียในนครเจนีวาที่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก อัสซาดกล่าวว่า ตอนนี้การเจรจาสันติภาพที่เป็นการลงมือทำจริงๆนั้นยังไม่ได้เริ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะ"เอกสารด้านหลักการ”ที่รัฐบาลซีเรียได้เสนอไปตั้งแต่ตอนเริ่มการเจรจารอบใหม่นั้นยังไม่ได้รับการตอบรับใดๆ
จากรายงาน เอกสารฉบับดังกล่าวประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับเป้าหมายในการโจมตีกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม การรักษาความเป็นหนึ่งเดียวในอธิปไตยของซีเรีย แต่ทว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็ยังคงยืนหยัดที่จะให้อัสซาดออกจากการดำรงตำแหน่ง
ประธานาธิบดีอัสซาดกล่าวว่า ขอเพียงประเทศต่างๆเช่น รัสเซีย อิหร่าน จีน ยืนหยัดอยู่บนความถูกต้อง สนับสนุนให้ชาวซีเรียมีสิทธิ์ในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง กลุ่มก่อการร้ายจะถูกกำจัดจนหมดสิ้นไปในที่สุด
นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธต่างๆทิ้งอาวุธและร่วมเข้าในกระบวนการปรองดองแห่งชาติ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากสิ้นสุดการเจรจาสันติภาพซีเรียที่กรุงเจนีวาที่มีรัฐบาลซีเรียและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเข้าร่วมด้วย ก็ยังไม่มีการกำหนดการเจรจาสันติภาพซีเรียรอบต่อไปแต่อย่างใด

รัสเซียเตรียมตอบโต้การขยายอิทธิพลของนาโต้

รัสเซียเตรียมตอบโต้การขยายอิทธิพลของนาโต้
China Xinhua News
รัสเซียเตรียมตอบโต้ “ให้เท่าเทียม” กับการขยายอิทธิพลของนาโต
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียกำลังเตรียมตอบโต้ “ให้เท่าเทียม” กับการขยายอิทธิพลของนาโตตามเขตชายแดน
นายลาฟรอฟกล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับ Timo Soini รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฟินแลนด์ว่า “เราไม่หลบซ่อนว่าเรามีทัศนคติในแง่ลบต่อนโยบายการขยายโครงสร้างพื้นฐานทหารของนาโตตามแนวชายแดน”
รัสเซียประกาศว่า การจัดกองพล 3 กองใกล้กับชายแดนฝั่งตะวันตกเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้การที่นาโตจัดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในโรมาเนียและโปแลนด์ รวมถึงการส่งสัญญาณว่ามีพิธีสารร่วมกับมอนเตเนโกร
มีการอ้างว่ามีโอกาสที่รัสเซียจะโจมตีประเทศสมาชิกในนาโต ซึ่งนายลาฟรอฟกล่าวว่าเป็นข้ออ้างของสหรัฐฯที่จะจัดกองกำลังและอาวุธมาควบคุมพื้นที่ในยุโรปนั่นเอง

ศาลฎีกาฯนักการเมืองจำคุก6ปี ‘ชูชีพ หาญสวัสดิ์-วิทยา เทียนทอง’ คดีฮั้วประมูลปุ๋ย1.31แสนตัน

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อายุ 72 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และนายวิทยา เทียนทอง อายุ 75 ปี อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีต ส.ส.สระแก้ว พรรคไทยรักไทย เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 17
คำฟ้องสรุปว่าเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2545 พวกจำเลย ร่วมกันทุจริตจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยอัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 ว่านายชูชีพ จำเลยที่ 1 เป็น รมว.เกษตรฯ และนายวิทยา จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีเสนอให้จัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอโครงการจัดซื้อปุ๋ยได้กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และกระทำการส่อไปในทางทุจริต ในการร่วมกันกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) เป็นผู้ประมูลได้เพียงรายเดียว
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และได้ประกันตัวในชั้นไต่สวน
ทั้งนี้ คณะองค์คณะผู้พิพากษาประชุมหารือกันนานกว่า 5 ชั่วโมง โดยพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่1, 2 เร่งรีบในการพิจารณารับราคา ที่มีการเสนอในการประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ย และไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อพิรุธในการจัดซื้อที่น่าจะทราบมาตั้งแต่ต้น หลังจากมีหนังสือปลัดกระทรวงเกษตร และคณะกรรมมาธิการตรวจสอบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของ ส.ส. แต่จำเลยกลับประวิงเวลากระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามทำสัญญากับชุมนุมเกษตรกรแห่งประเทศไทย จัดซื้อปุ๋ยมูลอินทรีย์ มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
องค์คณะจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก พิพากษาว่านายชูชีพ จำเลยที่1 กระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการรเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 (ฮั้วประมูล) มาตรา 10,12 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนนายวิทยา จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสนับสนุนนายชูชีพกระทำความผิด จึงให้จำคุกคนละ 6 ปี ฐานทำผิด มาตรา 12 พ.ร.บ.ฮั้วประมูลซึ่งเป็นบทหนักสุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่องค์คณะผู้พิพากษา ประชุมหารือกันนานกว่า 5 ชั่วโมง ระหว่างนี้นายวิทยา จำเลยที่2 มีอาการปวดศีรษะจนต้องวัดความดันถึง 2 ครั้ง และพบว่าความดันสูงเกือบ 200 มิลลิกรัมปรอท ขณะที่ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูชีพ จำเลยที่ 1 มีสีหน้าตกใจจนต้องใช้ยาดมบรรเทาอาการ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวจำเลยทั้งสองคนขึ้นรถตู้เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป
ต่อมาเวลา 17.16 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เตรียมควบคุมตัวทั้งสองคนไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีดังกล่าว ป.ป.ช.มีมติเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2555 ชี้มูลความผิดนักการเมือง 2 ราย ร่วมกับข้าราชการประจำและเอกชนหลายราย ทุจริตฮั้วประมูลปุ๋ยอินทรีย์ปลอม 1.31 แสนตัน วงเงิน 367 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ปี 2545 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10,12 และ 13 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83

เปิดโปงขบวนการค้าน้ำกาม “นาตารี” รัชดาฯ ซ่อง “เสี่ย ล.”

เปิดโปงขบวนการค้าน้ำกาม “นาตารี” รัชดาฯ ซ่อง “เสี่ย ล.”

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม   
7 มิถุนายน 2559 23:18 น. (แก้ไขล่าสุด 8 มิถุนายน 2559 07:04 น.)
เปิดโปงขบวนการค้าน้ำกาม “นาตารี” รัชดาฯ ซ่อง “เสี่ย ล.”
        ตะลึง!!?? เส้นทางค้ามนุษย์ยุคดิจิตอล แม่เล้าออกตระเวนตกเขียวสาวน้อยชนเผ่าท่าขี้เหล็ก ก่อนส่งสังเวยกาม แฉเรียกเสี่ยหื่น “เปิดซิง” เก็บเงินแสนก่อนลดระดับส่งเข้านั่งตู้ “จับตา” นาตารีโด่งดังจัดลูกค้าจีนแห่เที่ยว แต่ตำรวจไม่รู้ไม่เห็น งานนี้ถ้ารัฐเอาจริงอาจมียึดทรัพย์ เสี่ย ล.
       
       จากข้อมูล NVADER ที่แจ้งเบาะแสมายังรัฐบาล ว่า มีการค้ามนุษย์ในสถานบริการขนาดใหญ่ใจกลางเมืองกรุง จนเป็นที่มาของ “ปฏิบัติการสังขร” โดยเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร บุกเข้าตรวจค้นสถานอาบอบนวด “นาตารี” ย่านถนนรัชดาภิเษก พื้นที่สน.ห้วยขวาง พบหญิงต่างด้าวอายุต่ำกว่า 18 ปี และเกินกว่า 18 ปี รวมถึง 119 คน โดยก่อนหน้าได้วางแผนล่อซื้อการค้าประเวณีกับหญิงบริการอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 3 คน เมื่อพบความผิดชัดเจนจึงส่งสัญญาณบุกเข้าทลาย
       
       ระหว่างการตรวจค้นยังพบบัญชีรายจ่าย หรือ “ส่วยน้ำกาม” ที่สถานบริการดังกล่าวจ่ายต่อผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีการโอนเงินเข้าบัญชีให้กับบุคคลต่าง ๆ ด้วยจึงเก็บเป็นหลักฐาน ส่วนตัวเจ้าของอยู่ระหว่างการสืบสวนว่าเป็นของผู้ใด หากพบจะดำเนินคดีตามกฎหมายในทันทีโดยอัตราโทษถึงขั้นยึดทรัพย์
       
       สำหรับสถานบริการอาบอบนวด “นาตารี” ทราบกันในวงการว่า เป็นของเสี่ยคนดังที่ท่องยุทธจักรค้าเนื้อสดมานานหลายสิบปี อักษรย่อ “นาย ก.” มีชื่อเล่น “เสี่ย ล.” เคยโด่งดังเมื่อครั้งมีข่าวปะทะกับเจ้าพ่ออ่างชื่อดังระดับประเทศรายหนึ่งเกี่ยวกับการขออนุญาตเปิดสถานอาบอบนวด ย่านถนนรัชดา แต่มีปัญหาอยู่ติดกับสถานศึกษา จนเกิดการตีความว่าผิด พ.ร.บ. สถานบริการหรือไม่เส้นทางของ “เสี่ย ล.” เติบโตมาจากการค้าหญิงบริการมาตั้งแต่ยังเป็นโรงน้ำชา ก่อนขยับมาเป็นอาบอบนวดขนาดเล็กและเติบใหญ่มาเรื่อย ๆ จน เป็นเจ้าของสถานอาบอบนวด ขนาดใหญ่ระดับ 4 ดาวหลายแห่ง รวมทั้งนวดแผนโบราณอีกจำนวนหนึ่งนอกจากกิจการ “นวด” แฝง “นาบ” แล้ว “เสี่ย ล.” ยังอยากสร้างเม็ดเงินให้มากขึ้นอีก ด้วยการลงทุนซื้ออพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งภายในซอยโชคชัย 4 ย่านลาดพร้าว แล้วลักไก่เปิดสถานบริการอาบอบนวด พร้อมกับบ่อนพนันมาตรฐาน แต่เนื่องจากเกิดปัญหากับเสี่ยอ่างคนดัง จึงตามถูกราวีเปิดโปงกระทั่งต้องปิดตัวไปโดยปริยาย
       
       สำหรับการเปิดค้าประเวณีแบบท้าทายกฎหมาย ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลไทย ที่จะให้หลุดพ้นจากการจัดอันดับในกลุ่มเทียร์ 3 หรือประเทศที่ยังมีสถานการณ์การค้ามนุษย์ในระดับเลวร้าย แต่ดูเหมือนว่า ยังมีการปล่อยปละละเลยจากเจ้าหน้าที่บางหน่วยงานของรัฐ ดังเช่น กรณีการบุกทลายสถานบริการอาบ อบ นวด ซึ่งนอกจากจะพบเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวนหนึ่งแล้ว ยังเป็นสาวต่างด้าวอีกจำนวนมาก จึงเกิดคำถามว่า
       
       สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ยิ่งในสภาวะที่รัฐบาล และ คสช. ประกาศจุดยืนต้องทำลายขบวนการค้ามนุษย์ให้สิ้นซาก แต่ก็ยังเปิดค้าเนื้อสดกลางกรุงอย่างโจ๋งครึ่ม แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีบางหน่วยงานหย่อนยาน บกพร่องต่อหน้าที่ หรืออาจเข้าขั้นร่วมรู้เห็นเป็นใจเพียงเพื่อแลกกับส่วยจำนวนไม่กี่หมื่นบาทต่อเดือน
       
       ทั้งนี้ หากต้องการสืบค้นกันอย่างจริงจัง “บัญชีส่วยน้ำกาม” จะเป็นตัวบ่งชี้ไปถึงบุคคลต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน
       
       ทั้งนี้ ความเป็นจริงของสถานบริการอาบ อบ นวด ทุกแห่ง ล้วนมีการค้าประเวณีแอบแฝงทั้งสิ้น รวมไปถึงสถานนวดแผนโบราณ ในรูปแบบทั่วไป หรือมีพริตตี้ส่วนใหญ่มีการขายเนื้อสดกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ย่านรัชดา - ห้วยขวาง ย่านถนนประเสริฐมนูญกิจ - ประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ถนนเกษตร - นวมินทร์ ถนนเลียบทางด่วน ที่คุ้นเคย ย่านถนนพระราม 9 เชิงสะพานปิ่นเกล้าฯ บางยี่ขัน ย่านชานเมืองตามความเจริญเติบโตของเมืองหลวง หากเมื่อเข้าไปใช้บริการอาจจะมีข้อความแผ่นสติกเกอร์เขียนว่า “ห้ามค้าประเวณี” แต่ให้เชื่อว่าเป็นเพียงเทคนิคการเลี่ยงกฎหมายเท่านั้น
       
       อย่างไรก็ตาม ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สถานบริการอาบ อบ นวดหลายแห่งอยู่ในสภาพซบเซา บางที่ต้องปิดกิจการไปเลย อาทิ “ซีซาร์” อาบ อบ นวด หรือที่กำลังร่อแร่ต้องลดแลกแจกแถมให้กับนักเที่ยว ก็คือ อาบอบนวดในเครือชวาลา ส่วนแหล่งอื่น ๆ อย่างดีที่สุด ก็คือ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ต่างกับ “นาตารี” ซึ่งกลายเป็นแหล่งสวรรค์ของนักท่องเที่ยวเนื่องจากผู้บริหาร “ใจถึง” จัดสาวบริการต่างด้าวจำนวนมากในราคาไม่แพงไว้ล่อตะเข้สายหื่น ซึ่งเกือบทั้งหมด และลูกค้าส่วนใหญ่ของ “นาตารี” คือ นักท่องเที่ยวชาวจีน หรือมีศัพท์เรียกว่าพวก “วอล์กกิงสตรีท” พวกนี้มักจองที่พักตามโรงแรมย่านถนนรัชดาฯ เมื่อว่างจากโปรแกรมเที่ยววัด - วัง ก็จะ “แว่บ” มาลงอ่าง
       
       “ป๋า ม.” อดีตคนเชียร์แขกรายหนึ่ง ผู้มีประสบการณ์รับจ้างเป็นพนักงานเชียร์ และ ผจก. ผ่านงานอาบ อบ นวด มาอย่างโชกโชน ให้ข้อมูลว่า ก่อนทหารเข้ามายึดอำนาจ และก่อนจะมีกฎหมายลงโทษขบวนการค้ามนุษย์อย่างรุนแรงถึงขั้นยึดทรัพย์นั้นขบวนการค้ามนุษย์ หรือ “ตกเขียว” เด็กสาวหน้าตาดีจะเดินทางเข้าไปยังท่าขี้เหล็ก ชายแดนเพื่อนบ้านเรา และติดต่อกับครอบครัวกลุ่มชนเผ่า ขอซื้อลูกสาวเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งขบวนการนี้จะมี “คนกลาง” ผู้อธิบายลักษณะของงานอย่างตรงไปตรงมาพร้อมกับเสนอเงินหลักแสน จนถึงหลายแสนบาทสุดแท้แต่บุคลิก รูปร่างหน้าตาของเด็กสาว จนเมื่อตกลงกันได้ก็จะหาทางผ่านด่าน ตม.แม่สาย จ.เชียงราย เดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อขายตัว “ล้างหนี้” จนกว่าจะครบถ้วน
       
       ขบวนการนายหน้าค้าเนื้อสดส่วนใหญ่เป็นสตรี เป็นที่เชื่อถือของพ่อ - แม่เด็กสาวที่อนุญาตให้พามาทำงานได้ ทั้งนี้ น่าจะมาจากผลงานในอดีตเมื่อมีเด็กบ้านนั้นมาทำงานเพียงปี 2 ปี ฐานะก็เปลี่ยนแปลงสามารถปลูกบ้าน มีรถกระบะ มีรถจักรยานยนต์และมีเครื่องไฟฟ้าอำนวยความสะดวกจากประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นหน้าเป็นตา เป็นความสำเร็จของครอบครัวคล้าย ๆ กับบรรยากาศเมื่อ 30 - 40 ปีก่อน เมื่อยังมีขบวนการตกเขียวในหลายจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย
       
       คราวนี้มาถึงขั้นตอนสำคัญที่ “ป๋า ม.” ระบุว่า ขบวนการค้ามนุษย์จะสามารถเรียกทุนคืนด้วยการเปิดบริสุทธิ์เด็กสาวทุกคน อาจจะมีราคาตั้งแต่เรือนแสนถึงหลาย ๆหมื่น แต่ค่าเปิดบริสุทธิ์พวกนี้จะเก็บไว้หมดไม่ยอมจ่ายให้เด็ก จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลง ๆ จนผ่านไปสักระยะเมื่ออบรมการวางตัว มี “ครูฝึก” การดูแลแขกนักเที่ยว ทั้งอาบน้ำให้ จนถึงขั้นตอนอื่น ๆ จนเห็นว่าเด็กสามารถส่งไป “นั่งตู้” ทำงานอย่างจริงจังได้ก็จะมอบให้กับเจ้าของอาบ อบ นวด จัดการอีกขั้นตอนหนึ่ง เช่น กำหนดราคาที่แตกต่างกันประมาณที่รอบละ 2 พัน - 3 พันบาท หักให้กับสถานบริการ 50/50 หรืออาจจะมากน้อยสุดแท้แต่ตกลงกัน ส่วนเงินค่าตัวเด็กนายหน้าก็จะทยอยหักไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดหนี้สิน ประมาณว่า เด็ก 1 คน จะสร้างรายได้ให้ขบวนการค้ามนุษย์มากถึง 5 แสน ถึง 1 ล้านบาท
       
       เมื่อถามถึงมาตรการสอดส่องดูแลเด็ก ป๋า ม. บอกว่า อันนี้ไม่ต้องห่วงเพราะทางสายจัดหาเด็กจะจัดการที่พักให้เป็นอย่างดี จากที่เคยอยู่ชนบทห่างไกลบางบ้านไม่มีไฟฟ้าแต่พอมาอยู่กรุงเทพฯชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนอนห้องปรับอากาศ กินอยู่อย่างดี แถมด้วยโทรศัพท์ราคาแพงแต่งตัวพัฒนาไปตามแฟชั่น มีหลายคนเมื่อใช้หนี้หมดก็ยังไม่ยอมกลับ พวกนี้พอปีกกล้าขาแข็งก็บินเดี่ยวหากินเอง ด้วยความสาวสวย ผิวพรรณดี บางคนได้สามีเป็นเสี่ยเป็นนักธุรกิจตั้งรกรากอยู่ในกรุงเทพฯ หรือประเทศไทยก็มี
       
       “ผมไม่สนับสนุนให้ทำกันแบบนี้นะ แต่ที่เห็น ที่ผ่านมามันเป็นแบบนี้ คือ ถ้าจะคิดว่าพวกนี้เขาทำ เพราะความยากจนส่วนหนึ่งอาจจะใช่ สำหรับผมคิดว่าส่วนที่ใหญ่กว่า คือ เป็นทางเลือกให้กับชีวิตเขาเอง เพราะใคร ๆ ก็อยากสบาย อยากให้พ่อแม่พี่น้องได้สบาย เราเองก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นใช่ไหมล่ะ” ป๋า ม. กล่าวทิ้งท้าย 

เปิดตำนานเจ้าพ่อเมืองหลวง“เสธ.ไอซ์ ”ขาใหญ่สีเขียว

 เส้นทาง “เสธ.ไอซ์”ผู้สร้างตำนาน “มาเฟียสีเขียว” ด้วยอุปนิสัย “ใจถึง พึ่งได้”และพริ้วไหวแบบฉบับเพลย์บอยกลายเป็นผู้สร้างตำนาน “ทหารดัง - ผู้กว้างขวางเด่น” ยึดอาณาจักรห้วยขวาง รัชดาฯไม่มีใครแตะ เผย “จุดเปลี่ยน” ขึ้นสู่หมายเลข 1 หลังตกเป็นข่าวพัวพันการจบชีวิต “ไฝ ประตูน้ำ”เสี่ยขาใหญ่ถูกมือปืนพระกาฬแหวกการ์ดคุ้มครองจ่อยิงตายคาสนามม้า
       
       บนเส้นทางผู้กว้างขวางของประเทศไทยหากเอ่ยชื่อ “เสธ.ไอซ์” หรือ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ทั้งวงการคนมีสี วงการนักเลง ผู้กว้างขวางหรือแม้กระทั่งสายสื่อสารมวลชน “เสธ.ไอซ์”มีภาพทั้งความน่าเกรงขาม น่าหวาดหวั่นหรืออาจจะพลิกเป็นน่ารักในสายตาของคนที่มีโอกาสสัมผัสบางช่วงจังหวะของชีวิต ทั้งนี้เพราะด้านหนึ่งมีความอ่อนโยน สนุกเฮฮา ใจถึงพึ่งได้แถมยังติดความเป็นเพลย์บอย ทุกครั้งที่ออกตระเวนราตรีตามสถานบันเทิงย่านห้วยขวาง รัชดาภิเษก หรืออีกหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร มักจะเห็นคนล้อมหน้าล้อมหลังเสธ.คนดัง จนเป็นที่อิจฉาของนักเที่ยว
       
       ด้วยอุปนิสัยกล้าได้กล้าเสียมีจิตใจเป็นนักเลง“เสธ.ไอซ์”จึงวนเวียนเข้าสนามม้าเป็นขาประจำทั้งสนามไทย และสนามฝรั่งกระทั่งเส้นทางสายมาเฟียมาเจิดจรัสช่วงปี 2536 เกิดความขัดแย้งกับไฝ ประตูน้ำ หรือนายจีระ ถวินวัฒน์ เจ้าของคอกม้าและยังมีธุรกิจอีกหลายอย่างกระทั่งเย็นวันที่ 25 เม.ย.2536 ขณะที่ “ไฝ ประตูน้ำ”พร้อมด้วยมือปืนผู้ติดตาม ไปเล่นพนันแทงม้าแข่งกันตามปกติและเมื่อหมดเวลาจึงเดินมายังประตูหน้าเพื่อเตรียมเดินทางกลับ จังหวะนั้นเองมีมือปืนพระกาฬรอดักอยู่ ตรงปรี่เข้าหาแล้วจ่อยิงในลักษณะประชิดกระสุนเข้าลำคอเพียงนัดเดียวก่อนวิ่งไปซ้อนท้าย จยย.ที่จอดรถอยู่เพื่อหลบหนี หลังจากหายตกตะลึงลูกน้อง - มือปืนของ “ไฝ ประตูน้ำ”ชักปืนยิงไล่หลังทำให้รถคนร้ายเสียหลักล้มลงบริเวณถนนราชดำริ แต่สามารถประครองขับหลบหนีไปได้ส่วนนายจีระ หลังถูกส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลตำรวจ ไม่นานนักก็เสียชีวิต
       
       คดีนี้ถือเป็นคดีดังในช่วงนั้น หลายฝ่ายเล็งมายัง พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ในฐานะคู่ขัดแย้งแต่ในที่สุดตำรวจนครบาล ในสมัยนั้นตามปิดคดีด้วยการจับกุมนายธวัชชัย เฮงวัฒนา หรือ “เล็ก ลำตะคอง”มือปืนรับจ้างขณะหนีไปกบดานที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แต่นายธวัชชัย ให้การปฏิเสธยอมรับว่าที่ปลิดชีวิตไฝ ประตูน้ำ มาจากความขัดแย้งเกี่ยวกับธุรกิจนอกกฎหมาย “เสธ.ไอซ์”จึงรอดจากการตกเป็นผู้ต้องหาใช้จ้างวานอย่างหวุดหวิด และผลจากการล้ม “ไฝ ประตูน้ำ”นี่เองถนนทุกสายของวงการนักเลง-เจ้าพ่อจึงมุ่งตรงสู่อาณาจักรของพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ไม่ว่าจะเป็นในฐานะนายทหารดาวรุ่งคนดังที่มีความใกล้ชิดกับ”บิ๊กหมง”พล.อ.มงคล อัมพรพิสิษฏฐ์ ผบ.สส.ในขณะนั้น หรือในฐานะผู้กว้างขวาง จังหวะ “ขาขึ้น”ทั้งกิจการ “สีเทา”สถานบริการต่างๆ โดยเฉพาะในย่านห้วยขวาง-รัชดาฯ ต่างพากันหันมาพึ่งบารมี “เสธ.ไอซ์” ทั้งช่วยเคลียร์ข้อพิพาท-ความขัดแย้งต่างๆ จนกลายเป็นที่เขม่นของ “ขาใหญ่”สายสีกากีหลายคน
       
       ครั้งหนึ่ง “ป๋าเยี่ยม”เจ้าของสถานบันเทิงยอดนิยมย่าน รัชดาฯ เกิดปัญหากับคู่แข่งจนเกิดเรื่องราววิวาท ฝ่ายตรงข้ามมีแบล็กดีเป็นตำรวจจึงรีบใช้อำนาจหน้าที่ออกหมายจับ “ป๋าเยี่ยม” เมื่อเสธ.ไอซ์ รู้เรื่องจึงบอกให้”ป๋าเยี่ยม”ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิท(ต่างอาชีพ)ทำใจเย็นๆ แล้วสั่งให้พนักงานมาตั้งโต๊ะอาหารหน้าสถานบริการแห่งนั้น แล้วเปิดฉากนั่งดื่มกินอย่างสบายใจกระทั่งตำรวจถือหมายจับมาที่ร้าน เดินผ่านไปผ่านมาอยู่หลายรอบก็ไม่กล้าเข้าจับก่อนล่าถอยไป “เสธ.ไอซ์”มักหยิบเรื่องนี้มาพูดคุยกับคนใกล้ชิดเสมอ อาจเป็นเพราะความกดดันประวัติศาสตร์ของครอบครัวที่ทำให้ต้องยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตำรวจ
       
       เมื่อมาถึงจุดเป็น “พี่ใหญ่”ของวงการจ้าวยุทธจักรแห่งเมืองหลวงแล้วเขายังถีบตัวเองจากคนชอบแทงม้ากลายมาเป็นเจ้าของคอกชื่อ “อัศวโยธิน”ด้วยลีลาที่ไหวพริ้วผสมความกล้าในแวดวงสนามม้ามักได้ยินเซียนพนันซุบซิบกันว่าหากพี่เสธ.ต้องการให้ม้าตัวไหนแพ้หรือชนะก็สามารถทำได้ดั่งใจนึก กระทั่ง พ.ศ.2544 การการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองครั้งสำคัญเมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”สามารถรวมนักการเมืองได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น พล.อ.ไตรรงค์ ในฐานะเพื่อนร่วมเตรียมทหาร 10 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง
       
       นอกจากตำแหน่งในกองทัพ ในรัฐบาล หรือในบอร์ดของสนามม้าแล้ว พล.อ.ไตรรงค์ ยังได้รับเชิญเป็นประธานที่ปรึกษาบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้ตัดสินฟุตบอล ในสมัย “บังยี”นายวรวีร์ มะกูดี เป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาสายการบินแอร์เอเชีย และบริษัทเอกชนอีกหลายแห่งกระทั่งก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต
       
       ทราบในหมู่ใกล้ชิดว่า พล.อ.ไตรรงค์ มีปัญหาเรื่องสุขภาพต้องเข้าๆ ออกอาศัยบริการแพทย์-พยาบาลอยู่เป็นประจำกระทั่งวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมาญาติได้นำร่างไร้สติส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พักรักษาตัวอยู่ 3 วันจึงถึงแก่กรรมรวมอายุได้ 67 ปี 

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อียูส่งจดหมายเตือนไทยเร่งแก้ปัญหาประมงอย่างเร่งด่วนและจริงจัง

อียูส่งจดหมายเตือนไทยเร่งแก้ปัญหาประมงอย่างเร่งด่วนและจริงจัง
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นายคาร์เมนู เวลลา กรรมาธิการประมงของสหภาพยุโรป หรืออียูและนางมาเรียน ทิสเซน กรรมาธิการกิจการสังคม ได้ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรษ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเตือนให้ไทยเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานในภาคกิจการประมง มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับการที่อียูจะไม่นำเข้าสินค้าประมงจากไทย
ทั้งนี้ บีบีซีไทย ได้สอบถามไปยังสำนักงานโฆษกของทีมงานโฆษกของนายคาร์เมนู เวลลา กรรมาธิการประมงของอียู ได้รับคำยืนยันว่าได้ส่งจดหมายดังกล่าวจริงในวันนี้
สำนักข่าวเอพีรายงานอีกว่านายเวลลา และนางทิสเซน ระบุในจดหมายว่า การเจรจาของอียูกับทางการไทยในเรื่องการแก้ปัญหาการละเมิดแรงงานในอุตสาหกรรมประมงในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการนำเสนอมาตรการที่เป็นรูปธรรมและชัดเจน เอพีระบุด้วยว่า แม้ไทยและอียูจะได้เจรจากันมาเป็นเวลาหลายเดือน แต่อียูยังไม่พอใจความคืบหน้าในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงาน หรือไร้การควบคุม (ไอยูยู ) ของไทย โดยในจดหมายของอียูที่ส่งถึง
พล.อ.ประวิตร ยังระบุด้วยว่าหากไทยยังไม่มีความชัดเจนในการเจรจาเรื่องนี้ในเดือนหน้าและไม่ดำเนินกระบวนการที่เป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี อียูก็อาจห้ามนำเข้าสินค้าประมงไทย
ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึง กรณีที่ พล.อ.ประวิตร ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่าได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ไทยที่ประชุมร่วมกับสหภาพยุโรปหรืออียูว่า อียูจะยังไม่ออกใบแดงแก่ไทยและจะขยายระยะเวลาประเมินมาตรการแก้ปัญหาไอยูยู ต่อไปให้อีก 6 เดือน โดย พล.ต.คงชีพ ชี้แจงว่า อียูยังมิได้แจ้งผลการประเมินเป็นให้ใบเหลืองหรือใบแดงแต่อย่างใด ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวมาจากการที่คณะผู้แทนไทย ได้เดินทางไปประชุมร่วมกับผู้แทนอียู เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการแก้ปัญหาการประมงของไทย ในระหว่างวันที่ 17 - 19 พ.ค.
พล.ต. คงชีพ กล่าวว่าคณะผู้แทนอียูได้เห็นถึงความความตั้งใจและความพยายามของไทย ในการแก้ปัญหาตามคำแนะนำของอียูตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้มีความพึงพอใจในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ขอย้ำและสร้างความเข้าใจกับสื่อมวลชนว่า ประเทศไทยยังมิได้หลุดพ้นจากสถานะใบเหลืองของอียูแต่อย่างใด โดยยังคงต้องรอการประเมินจากคณะผู้แทนอียู ที่จะเดินทางมาประเมินและแจ้งผลให้ทราบภายในเดือน ก.ค. นี้ ‪#‎IUU‬

"พลเอกประวิตร” ยัน โยกย้ายตำรวจ จบแล้วนายกฯไม่ต้องลงมาดู ผมดูแลได้

"พลเอกประวิตร” ยัน โยกย้ายตำรวจ จบแล้ว นายกฯไม่ต้องลงมาดู ผมดูแลได้ ไม่กังวล ยัน คสช.ไม่แทรกแซง ให้ ผบ.ตร.จัดการเอง เราดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น ชี้ ปัญหาอยู่ที่ระบบฐานข้อมูลเก่าเก็บ ระบุ คนไม่พอใจที่มีปัญหาแต่คนไม่มีการเคลื่อนไหว
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว. กลาโหม ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)กล่าวถึงบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ที่ยังมีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับรายชื่ออยู่ ว่า ไม่กังวล เพราะเรื่องนี้ถือว่าจบแล้ว
ส่วนที่มีตำรวจบางรายที่มีคดีความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ได้รับการแต่งตั้งนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า เป็นเพราะยังไม่ถูกปลดออกจากราชการ ซึ่งตำแหน่งยังอยู่ที่เดิม แต่เปลี่ยนจากฝ่ายกองกำลังมาเป็นฝ่ายอำนวยการ
"เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร อาจมีคนไม่พอใจบ้างในการแต่งตั้งจึงเกิดปัญหา
ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่มีการออกมาเคลื่อนไหวแน่นอน เรื่องการแต่งตั้งมีปัญหาเพราะระบบข้อมูลนี้ไม่เคยทำมา 30 ปีแล้ว ฐานข้อมูลจึงมีหลายแห่งที่เป็นข้อมูลที่เก็บไว้นานแล้ว ปัญหาอยู่ที่ระบบ
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นอำนาจของพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. โดยทางรัฐบาล คสช.และผม ไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย หากผบ.ตร.ไม่สามารถจัดการได้ต้องรายงานมาที่ผม เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป
พลเอกประวิตร กล่าวว่า มันมีปัญหาตรงคนมันเยอะ มีคนไม่ถูกใจ จะถูกใจทุกคนไม่ได้ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันนั้นพูดกันเอง เป็นแบบนี้ทุกที่ เพราะคนไม่ได้ตามที่ตัวเองต้องการ เราทำดีเต็มที่แล้ว การโยกย้ายทั้งหมดผบ.ตร.ต้องรับผิดชอบ ใครจะรู้ดีกว่า ผบ.ตร.
"ผมก็ดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ แต่เชื่อว่าเรียบร้อย จบแล้ว"
ส่วนกรณีที่นายกฯบอกว่า ถ้ายังไม่เรียบร้อย นายกฯจะจัดการเองนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ผมคุยกับนายกฯแล้ว ไม่มีปัญหา ผมดูแลได้ ตอนนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

"รมว.กลาโหมญี่ปุ่น-ไทย"ออกคำแถลงร่วม ความร่วมมือความมั่นคงและการทหาร



"รมว.กลาโหมญี่ปุ่น-ไทย"ออกคำแถลงร่วม ความร่วมมือความมั่นคงและการทหาร /เห็นพ้อง มติประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน ที่ลาว ในการรักษาความสงบ สันติในทะเลจีนใต้/ ส่วนกับกองทัพไทย จะจัดให้มี Staff Talks ระหว่างกองทัพบก - กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น/ เตรียมฝึกร่วม พหุภาคี ญี่ปุ่น-ลาว-รัสเซีย-ไทย ด้านบรรเทาสาธารณภัยและการแพทย์ทหาร กย.นี้ ที่ชลบุรี/ญี่ปุ่นจะส่งเรือพยาบาลขนาดใหญ่ เข้าร่วมฝึกด้วย/ทบ.ไทย เตรียมส่งทหาร เข้าสังเกตการณ์การฝึก Nankai Rescue ที่ญี่ปุ่น กค.59 โดย เสธ.ทอ.ญี่ปุ่น เตรียมเยือนไทย/. ร่วมมือพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์และ เทคโนโลยีป้องกันประเทศ
ที่กลาโหม. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับ นาย Gen Nakatani รมว.กลาโหม ญี่ปุ่น. โดยมีการจัดแถวทหารกองเกียรติยศ สามเหล่าทัพ โดยใ้ห้ความสำคัญ ด้วยการที่ทั้ง รมช.กลาโหม ปลัดกลาโหม ผบ.ทบ. ผบ.ทร.และ ผบ.ทอ. ร่วมต้อนรับและหารือด้วย
จากนั้นได้มีการ ออก คำแถลงข่าวร่วม
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น
กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรไทย
นาย Gen NAKATANI รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ
เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ กรุงเทพฯ โดยทั้งสองฝ่ายได้มี การแลกเปลี่ยนมุมมองในหลายๆ ด้าน รวมทั้งการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคและความร่วมมือระดับทวิภาคี
1. ภาพรวม
ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อพัฒนาการความร่วมมือด้านการทหารและการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความมั่นคงและการทหาร บนพื้นฐานของการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันมาอย่างยาวนาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นชี้แจงเกี่ยวกับกฎพื้นฐานสำหรับกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ในการแสดงบทบาทเชิงรุกเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพของประชาคมระหว่างประเทศ โดยกฎหมาย
เพื่อสันติภาพและความมั่นคง ได้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙
2. ความมั่นคงในภูมิภาค
ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการรักษาระเบียบระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค และผลประโยชน์ร่วมกับนานาประเทศ
นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญต่อเสรีภาพในการเดินเรือและเดินอากาศ กฎเสรีทางการค้า และการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทอย่างสันติโดยปราศจากการใช้กำลังและการบีบบังคับบริเวณทะเลจีนใต้ บนพื้นฐานของหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต่อความสำคัญของความร่วมมือในกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ADMM - Plus) และความร่วมมืออื่นๆ ภายใต้กรอบการประชุมฯ ดังกล่าว รวมทั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภายใต้กรอบการประชุม ADMM-Plus
3. ความร่วมมือด้านการทหารระดับทวิภาคี
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต่อการสนับสนุนการประชุมหารืออย่างใกล้ชิดและการเสริมสร้างความร่วมมือภายใต้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประชุมทวิภาคีด้านการเมืองและความมั่นคงประจำปี ระหว่างไทย - ญี่ปุ่น (PM/MM)
ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าร่วมของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นในการฝึกCobra Gold และเห็นพ้องที่จะสนับสนุนความร่วมมือในด้านต่างๆ อันเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคี และการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการร่วมมืออย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดในการจัดการฝึกระดับพหุภาคีโดยญี่ปุ่นจะเป็นประธานร่วมในการจัดการฝึกภายใต้กรอบคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (EWG on HADR)
และไทยจะเป็นประธานร่วมในการจัดการฝึกภายใต้กรอบคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทหาร (EWG on MM) ภายใต้กรอบ ADMM-Plus ใน กันยายน ปีนี้
มีรายงานว่า การฝึกนี้ เป็นการฝึกร่วมที่มี ไทย รัสเซีย ลาว ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพร่วม ทั้งภัยพิบัติ และการแพทย์ทหาร. โดยมีทหารจากประเทศในอาเซี่ยน 10 ประเทศ และ คู่เจรจา 8 ประเทศ รวมกว่า 2,000. คน. ในกลางเดือน กย.นี้ที่ สัตหีบ ชลบุรี.
นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ร่วม ยังระบุว่า รวมทั้งยินดีต่อผลลัพธ์ที่ได้จากการสัมมนาเกี่ยวกับกฎหมายการบินระหว่างประเทศ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๙ และการให้ความช่วยเหลือในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนิรภัยการบิน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายการให้ความช่วยเหลือในการเสริมสร้างขีดความสามารถ อันจะนำไปสู่การรักษาระเบียบซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการจัดตั้งกลไกการหารือ (Staff Talks) ระหว่างกองทัพบก - กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น รวมทั้งยืนยันที่จะประสานงานเพื่อให้มีการจัดการหารือระหว่างกันในโอกาสแรก
ทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะส่งผู้แทนจากกองทัพบกเข้าร่วมสังเกตการณ์การฝึก Nankai Rescue ซึ่งเป็นการฝึกด้านการบรรเทาภัยพิบัติ โดยกำหนดจัดขึ้นในห้วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ โดยกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต่อการเดินทางเยือนไทยของเสนาธิการทหารอากาศของญี่ปุ่น ในห้วงปี ๒๕๕๙
ทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะให้มีการหารือระดับคณะทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเท

ซูจีจะไปเยี่ยมแรงงานเมียนมาที่มหาชัย ระหว่างเยือนไทยปลายเดือนนี้

ซูจีจะไปเยี่ยมแรงงานเมียนมาที่มหาชัย ระหว่างเยือนไทยปลายเดือนนี้
เว็บไซต์สำนักข่าวอิระวดีรายงานว่า นางออง ซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมา จะเดินทางเยี่ยมชุมชนแรงงานชาวเมียนมาในไทย ซึ่งอาจเป็นที่ ต. มหาชัย จ. สมุทรสาคร ระหว่างการเยือนไทยในวันที่ 23-25 มิถุนายนนี้
ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาระบุว่า การเยือนดังกล่าวจะมีขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมา ซึ่งมีประเด็นเรื่องแรงงานข้ามชาติเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญต่อความร่วมมือของสองประเทศ โดยนางซูจีจะเดินทางไปรับฟังปัญหาของแรงงานชาวเมียนมาโดยตรง หลังจากที่เคยได้ไปเยือนย่านแรงงานประมงที่มหาชัยมาแล้วเมื่อปี 2555 และในครั้งนั้น เธอได้ให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปัญหาสิทธิแรงงานในต่างประเทศ เมื่อได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว
ด้านนายเส่ง เต ประธานเครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ระบุว่า แรงงานชาวเมียนมาในไทยซึ่งมีประมาณ 3 ล้านคนต่างเชื่อว่า นางซูจีจะช่วยจัดการแก้ไขปัญหาการกดขี่แรงงานชาวเมียนมาอย่างจริงจัง โดยอาจเจรจากับทางการไทยให้มีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานข้ามชาติมากขึ้น รวมทั้งรับประกันสิทธิในการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขและการศึกษาสำหรับลูกหลานของแรงงานเมียนมาในระยะยาว
(ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ - นางออง ซาน ซูจี ขณะเยือนค่ายผู้อพยพชาวเมียนมาที่แม่ลา เมื่อปี 2555)

ประยุทธ์เปรียบรัฐบาลเหมือน “พระมหาชนก” ว่ายน้ำพาคนทั้งชาติขึ้นฝั่ง

ประยุทธ์เปรียบรัฐบาลเหมือน “พระมหาชนก” ว่ายน้ำพาคนทั้งชาติขึ้นฝั่ง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังจากที่นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและคณะเข้าพบ เพื่อประชาสัมพันธ์ละครเรื่อง “พระมหาชนก”จากบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “ ภายใต้ความอดทนเราต้องมีความพยายาม พระมหาชนกว่ายน้ำด้วยความเพียร ไม่รู้กี่วันกี่คืน เหมือนกับรัฐบาล คสช. ซึ่งกำลังว่ายน้ำเพื่อให้คนทั้งชาติถึงฝั่ง และเพื่อนำพาให้คนอื่นปลอดภัยด้วย”
พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ให้คำแนะนำแก่กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจะเปิดแสดงละครเรื่อง “พระมหาชนก” ให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่โรงละครแห่งชาติ ในวันที่ 9 มิ.ย. เวลา 14.00 น. นี้ว่า ต้องรักษาศิลปะดั้งเดิมและแทรกความทันสมัยเข้าไปด้วย เพื่อสร้างความประทับใจ และเพื่อให้ละครเป็นแบบอย่างด้านความเพียร ความวิริยะ อุตสาหะ และเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนของประชาชน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เชิญชวนให้ประชาชนร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของกระทรวงวัฒนธรรมที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี โดยพร้อมเพรียงกัน ในวันที่ 9 มิ.ย. นี้

วีระตั้งคำถามโครงการรถไฟความเร็วสูง

‘วีระ สมความคิด’ ถาม คนที่เคยตั้งคำถามนโยบาย ยิ่งลักษณ์ ตอนนี้หายไปไหนหมด?

วันที่: 7 มิ.ย. 59 เวลา: 10:40 น.

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้โพสต์ความเห็นลงเฟซบุ๊ก “Veera Somkwamkid” กรณีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูลจากนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯถึงความคุ้มค่าในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นเชียงใหม่ว่า

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพ – เชียงใหม่ ระยะทาง 745 ก.ม.ในราคาค่าก่อสร้าง 387,821 ล้านบาท หรือราคาค่าก่อสร้างก.ม.ละ 521 ล้านบาท ปรากฏว่ามีเสียงคัดค้านจากประชาชนไทยในหลายภาคส่วนของสังคมไทย โดยอ้างว่าราคาค่าก่อสร้างสูงเกินจริง และเกรงว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมีการแอบหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มีผลทำให้โครงการดังกล่าวต้องยุติลง

ต่อมาภายหลังการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญโดย พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลนายกฯประยุทธ์ ก็รื้อฟื้นทำโครงการฯแบบเดียวกัน ในระยะทาง 672 ก.ม.(สั้นกว่าโครงการของยิ่งลักษณ์ถึง 73 ก.ม.) แต่กลับมีราคาค่าก่อสร้างสูงถึง 530,000 ล้านบาท (ราคาสูงกว่าของยิ่งลักษณ์ถึง 142,179 ล้านบาท) ราคาค่าก่อสร้างตก ก.ม.ละ 789 ล้านบาท สูงกว่าของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึงก.ม.ละ 268 ล้านบาท

บรรดาพี่น้องคนไทยทั้งหลายที่เคยต่อต้านโครงการฯดังกล่าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขณะนี้พากันหายหน้าไปไหนหมด ไม่มีผู้ใดสงสัยในราคาที่สูงเกินจริงอย่างมหาศาลเลยหรือ ราคาค่าก่อสร้างที่แพงกว่ากันเกือบ 150,000 ล้านบาท มันจะไม่มีการทุจริตกันเชียวหรือ?

ถ้ามีการโกงกันจริง เงินจำนวนเกือบหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท จะไปเข้ากระเป๋าของใครบ้าง ไม่อยากรู้ว่ามีใครโกงกันบ้างเลยหรือ?