PR
วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558
"เอแบคโพลล์"แปลงกาย"มาสเตอร์โพลล์"
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558
เรือดำน้ำไทย รบกับใคร
คำสะ่งหน.คสช.8 ให้ กก.กสทช.คงเดิม
เรื่อง การเลือกกรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
กรณีนี้จึงเป็นความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปราชการแผ่นดินและแก้ไขข้อขัดข้องทางกฎหมาย อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งให้ กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องดําเนินการสรรหาและคัดเลือกบุคคลใดแทนตําแหน่งที่ว่างตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และเมื่อมีเหตุที่จะต้องมีการเลือกกรรมการใน กสทช. แทนตําแหน่งที่ว่างลงในอนาคต ในกรณีเช่นว่านั้น ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดําเนินการตามกฎหมายโดยอนุโลมต่อไป
คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
“วิษณุ” ติดใจ เนื้อหารัฐธรรมนูญแน่นเกินไป เล็งเอาออก 20 – 30 มาตรา
บุญทรง ยืนยันขายข้าวจีทูจีจริงทำปย.ประเทศ
The Economist ให้ฉายาว่าที่รธน.ฉบับที่ 20 ของไทยว่า “รัฐธรรมนูญพี่เลี้ยงเด็ก” (baby-sitters’ charter)
ยัน'สี จิ้นผิง'หนุนไทยแก้ปัญหาประเทศยั่งยืน
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวถึงผลการเข้าเยี่ยมคำนับและหารือแลกเปลี่ยนมุมมองความมั่นคง ของ พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน (สปจ.)กับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ ศาลาว่าการกลาโหม ว่า การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง และคณะ อย่างเป็นทางการระหว่าง 23-27 เม.ย.2558 ครั้งนี้ เป็นไปตามคำเชิญของกระทรวงกลาโหม โดยเป็นการพบและหารือความมั่นคงร่วมกันอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 หลังจากการเยือนกระทรวงกลาโหม สปจ.ของคณะพล.อ.ประวิตร ที่ผ่านมา
ทั้งนี้พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง กล่าวว่า การมาครั้งนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้มาเสริมสร้างความไว้วางใจ และความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำว่าความผูกพันที่ลึกซึ้งของราชวงศ์ไทยและความสัมพันธ์ทางทหารที่แนบแน่นของทั้งสองประเทศตั้งแต่อดีต มีส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาผลักดันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จีนยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ปัญหาภายในประเทศของไทย ให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน และหวังว่าประชาชนไทยทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยการเจรจา เพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ได้หารือและเสนอความร่วมมือในการพัฒนาความสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ใน 4 ประการคือ
1. เสนอให้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อยกระดับความร่วมมือทางทหารให้สูงขึ้น และให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับให้มากขึ้น
2. เสนอให้จัดตั้งกลไกความร่วมมือทางทหารในการฝึก ศึกษาของกระทรวงกลาโหม ทั้ง 2 ประเทศ โดยขยายความร่วมมือไปสู่การฝึกร่วมผสมทั้ง 3 เหล่าทัพระหว่างกัน
3. สนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาจุดอ่อน จุดแข็งร่วมกัน เพื่อประโยชน์ทางทหารของทั้งสองประเทศ และ
4.จีนพร้อมให้การสนับสนุนไทยในการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทางทหารอาเซียน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ทหารของภูมิภาค นอกจากนั้น จีนได้แสดงถึงความกังวลต่อปัญหาทะเลจีนใต้ ซึ่งมีประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เป็นคู่ขัดแย้ง พร้อมทั้งชื่นชมบทบาทของประเทศไทย ที่ได้แสดงออกต่อปัญหาดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์ และกล่าวเชื่อมั่นถึงความสัมพันธ์ฉันท์มิตรของทั้งสองประเทศ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนและเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและรอบด้านระหว่างกัน
ขณะที่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ความผูกพันทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – จีน ครบรอบ 40 ปี เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ต่อเนื่องยาวนานของทั้งสองประเทศ ไทยยินดีและเห็นชอบต่อข้อเสนอของจีน โดยกระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งคณะทำงานและพิจารณาร่วมกันแล้ว ถึงข้อเสนอต่าง ๆ ตามที่ได้เคยหารือร่วมกันไว้ สำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น ไทยประสงค์ที่จะรับการสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศนั้น ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นความร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อแสวงหาหนทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี มุ่งเน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยการเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน
สำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนตามวิสัยทัศน์ Chines Dream นั้น มีความสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของไทย โดยตั้งอยู่บนหลักการของการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ การเคารพซึ่งกันและกันและเสริมสร้างความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ต่อกันทั้งสองฝ่าย ขอขอบคุณจีนที่เข้าใจสถานการณ์ภายในประเทศไทย รวมทั้งให้กำลังใจและสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกด้านกับไทยมาโดยตลอด เรากำลังมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน
สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยยินดีสนับสนุนการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและรอบด้านระหว่างอาเซียนกับจีนในเชิงสร้างสรรค์ต่อไป ต่อกรณีปัญหาสถานการณ์ทะเลจีนใต้นั้น ไทยยินดีที่ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต่างยึดมั่นในการร่วมมือกันเพื่อแสวงหาหนทางการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และมั่นใจว่าประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับจีน พล.อ.ประวิตรฯ ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ประเทศไทย พร้อมให้การสนับสนุน สปจ.ในทุกเรื่องภายใต้ความสงบสุขและสันติภาพอย่างถาวรในการอยู่ร่วมกันของประชาชนในภูมิภาค
หลังจากนั้น พล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งชาติสปจ.และคณะได้เดินทางเข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/644346#sthash.CJY1qeyK.oEizXEOu.dpuf
กลาโหม ไทย-จีน บรรลุ4 ข้อตกลงร่วม ฝึกร่วม3เหล่าทัพ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุน China's Dream
1.เสนอให้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อยกระดับความร่วมมือทางทหารให้สูงขึ้น และให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับให้มากขึ้น
ทัวร์ช็อก!! พิษICAO ทุบอินบาวนด์1.4 ล้านล้านสะเทือน
23/4/58 ประชาชาติธุรกิจ
ภาคท่องเที่ยวฟันธงกฎเหล็ก ICAO ทุบตลาดทัวร์อินบาวนด์ 1.4 ล้านล้านสะเทือน "ศุภฤกษ์ ศูรางกูร"นายก ส.ไทยบริการท่องเที่ยวเผยบริษัททัวร์เริ่มหันไปใช้สายการบินต่างชาติ วอนรัฐเร่งสื่อสารให้ทุกภาคส่วนเกิดความเชื่อมั่น ขณะที่ "กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร" รมว.ท่องเที่ยวฯ แนะเอกชนเร่งทำแผนสำรองกันเสี่ยง ฟากสายการบินดิ้นช่วยเหลือตัวเอง
จากแถลงการณ์ถึงแผนปลดล็อก SSC องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมานั้นค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กระบวนการการดำเนินงานแผนของไทยลากยาวไปถึงเดือนกรกฎาคม ขณะที่กรอบเวลาที่ทางไอซีเอโอขีดเส้นตาย ถึงแค่ต้นเดือนมิถุนายนนี้เท่านั้น
ประเด็นดังกล่าวนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบลามจากสายการบินรูปแบบเช่าเหมาลำหรือชาร์เตอร์ไฟลต์ไปถึงสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินประจำ
นายศุภฤกษ์ ศูรางกูร กรรมการผู้จัดการบริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด และนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ทางกระทรวงคมนาคมจะเร่งทำแผนปลดล็อกการบินให้เสร็จทันเดือนมิถุนายนนี้ แต่ส่วนตัวมองว่าโอกาสที่จะทำเสร็จทันนั้นไม่ง่าย เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาพอสมควร
อินบาวนด์ 1.4 ล้านล้านสะเทือน
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตานับจากนี้คือ ตลาดทัวร์อินบาวนด์ (ต่างชาติเที่ยวไทย)ซึ่งมีขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าต่างชาติมาเที่ยวไทยปีนี้ไว้ที่ 28-29 ล้านคน สร้างรายได้ 1.4 ล้านล้านบาท หากเที่ยวบินประจำของสายการบินสัญชาติไทยได้รับผลกระทบเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเอฟเฟ็กต์แรงกว่าตลาดคนไทยเที่ยวนอก ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงคมนาคมของไทยต้องเร่งดำเนินคือ สื่อสารให้องค์การการบินพลเรือนของประเทศอื่น ๆ เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ เพื่อให้สายการบินสัญชาติไทยยังให้บริการเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำ(ชาร์เตอร์ไฟลต์) ต่อไปได้
สอดคล้องกับแหล่งข่าวระดับสูงในภาคธุรกิจสายการบินรายหนึ่งที่กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือทุกฝ่ายประเมินว่าถ้าเลยเดือนมิถุนายนนี้ไปแล้ว ทางกระทรวงยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะส่งผลกระทบต่อการจองแพ็กเกจทัวร์ที่ใช้เที่ยวบินประจำของสายการบินสัญชาติไทยแน่นอน
"สิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาคธุรกิจไม่เชื่อมั่นในตอนนี้คือ รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ได้สื่อสารเลยว่าหากไทยไม่สามารถปลดล็อกปัญหานี้ได้ ทางรัฐบาลมีแผนรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยที่ตั้งเป้าทำรายได้จากตลาดอินบาวนด์ปีนี้ไว้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทได้รับผลกระทบ"
เช่นเดียวกับนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ที่ปรึกษานายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) ที่ยอมรับว่า ประเด็นปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบแค่ตลาดเอาต์บาวนด์ แต่ยังกระทบถึงตลาดอินบาวนด์ ตอนนี้สายการบินสัญชาติไทยก็กำลังร่วมมือกับทางกรมการบินพลเรือน (บพ.) เร่งแก้ปัญหาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่องค์การการบินพลเรือนของแต่ละประเทศและบริษัททัวร์
ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หากไทยปลดล็อกไม่ทันกำหนด สทท.คาดว่าจะส่งผลกระทบลามถึงเที่ยวบินประจำของสายการบินสัญชาติไทย 3 สายการบินหลัก ๆ ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์สและไทย แอร์เอเชีย ที่ทำการตลาดขายตั๋วบินตลาดต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงแน่นอน
"คาดว่า 3-4 สายการบินสัญชาติไทยที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศจะได้รับผลกระทบ 10-20% เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจกังวลใจ ไม่กล้าจอง ส่งผลต่อเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวในส่วนของตลาดต่างชาติซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าไว้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทปีนี้"
บ.ทัวร์เล็งใช้แอร์ไลน์สัญชาติอื่น
นายศุภฤกษ์กล่าวด้วยว่า สำหรับบริษัททัวร์ไม่ค่อยมั่นใจว่ากระทรวงคมนาคมและ บพ.จะปลดล็อกปัญหานี้ได้ทัน และหากเลยไปถึงเดือนกรกฎาคมมองว่าปัญหามีโอกาสลามไปถึงเที่ยวบินประจำได้ จึงได้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้สายการบินสัญชาติไทยมากขึ้น พร้อมทั้งหันไปใช้บริการสายการบินสัญชาติอื่นด้วย โดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์ที่เซนซิทีฟ ไม่อยากให้มีการยกเลิกเที่ยวบิน
"ตอนนี้บริษัททัวร์ในไทยบางส่วนที่จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้านาน ได้ติดต่อขอซื้อที่นั่งกับสายการบินต่างชาติแล้ว เพื่อกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ด้านบริษัททัวร์ในต่างประเทศ แทนที่เขาจะเลือกใช้บริการเที่ยวบินประจำของสายการบินในไทย ก็เลือกใช้ของสายการบินต่างชาติแทน ทำให้เสียโอกาสมาก ๆ" นายศุภฤกษ์กล่าว และว่าภาพลักษณ์ของธุรกิจการบินในไทยตอนนี้ได้รับผลกระทบหนักมาก โอเปอเรเตอร์ทัวร์ในต่างประเทศก็ไม่มั่นใจคุณภาพ ทำให้เปลี่ยนไปใช้สายการบินสัญชาติอื่นแทนสายการบินของไทยแล้ว
ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าทีมงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานกันอย่างเต็มที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยง ทางกระทรวงก็ได้คุยกับภาคเอกชนให้มองหาทางเลือกใหม่ ๆ ไว้ด้วย เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในภาพรวมไม่มีปัญหา
สายการบินดิ้นช่วยเหลือตัวเอง
นายชัยรัตน์ แสงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ สายการบินเจ็ทเอเซีย แอร์เวย์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ผู้ให้บริการสายการบินต่าง ๆ ได้ให้ความร่วมมือกับ บพ.ในทุกรูปแบบ เพื่อช่วยกันดำเนินการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จและผ่านเกณฑ์ของไอซีเอโอ อย่างไรก็ตาม สายการบินต่าง ๆ ก็ไม่ได้รอความหวังจากฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว ขณะนี้สายการบินทุกแห่งได้กลับมาดูเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยของตัวเองควบคู่ไปด้วย เพราะเชื่อว่าหากสายการบินมีมาตรฐานก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ
"เรายังมีความหวังเพราะมาตรฐานของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมากรมการบินพลเรือนของญี่ปุ่นก็ยังอะลุ่มอล่วย ขณะที่กรมการบินพลเรือนของจีนก็ไม่ค่อยกังวลกับเกณฑ์ของไอซีเอโอมากนัก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือทุกสายการบินต้องทำให้ตัวเองมีมาตรฐาน" นายชัยรัตน์กล่าว
แหล่งข่าวจากธุรกิจสายการบินรายหนึ่งกล่าวเสริมว่า ถ้าทางรัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาไม่ทันกรอบเวลาของไอซีเอโอ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยอย่างมหาศาล ดังนั้นในฟากกลุ่มผู้ประกอบการสายการบินด้วยกันเองนอกจากจะกลับไปทบทวนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของตัวเองแล้ว ยังต้องเตรียมประสานงานกับคู่ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อให้คู่ค้าเกิดความมั่นใจและยังเชื่อมั่นในมาตรฐานการบินของประเทศไทยและยังใช้บริการต่อไป
"ในกรณีที่ไอซีเอโอประเมินผลแล้ว เขาจะอัพข้อมูลขึ้นบนเว็บ ทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ กรมการบินพลเรือนแต่ละประเทศก็จะเห็นว่าเกณฑ์ของประเทศไทยอยู่ในระดับไหนและอยู่ที่การพิจารณาของกรมการบินในแต่ละประเทศว่าจะมีมาตรการกับสายการบินของไทยอย่างไรต่อไป" แหล่งข่าวกล่าว
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558
เสนอใช้ม.44 เปลี่ยน 'ผู้ว่าฯกทม.' เป็น 'นายกเทศมนตรีกทม.'
"บิ๊กตู่"หนักใจ! ทำไม่ได้อย่างหวัง วอน นักการเมือง-สื่อ-อจ. ต้องรู้ว่าตัวเองทำผิดด้วย
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. เชิญตัวแทนสองพรรคการเมืองใหญ่ สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ และนักวิชาการมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549-2557 เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ไม่ใช่เป็นการเรียกมาปรับทัศนคติ ซึ่งหลายคนเคยถูกเชิญตัวมาพูดคุยก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่เข้าใจและยังวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องซึ่งเรื่องนี้จะให้สังคมตัดสินเองไม่ใช่จะให้ตนใช้อำนาจทุกเรื่อง และเห็นว่าคนเหล่านี้ควรจะมีหัวใจที่ปรองดองที่จะช่วยกันทำให้บ้านเมืองเกิดความสมานฉันท์ ไม่ใช่จะให้ใช้กฎหมายที่แรงขึ้นเพราะหากมีการบังคับก็ไม่ยอมรับ ขณะเดียวกันต้องรู้ว่าตัวเองทำผิดด้วย ซึ่งการปรองดองต้องเริ่มที่หัวใจไม่ใช่ไปยกเลิกทางกฎหมาย และไม่ว่าใครกระทำผิดจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรียอมรับว่ามีความหนักใจที่ไม่สามารถแก้ปัญหาตามที่ตั้งใจไว้ และยอมรับว่าทุกปัญหามีความท้าทาย มีความเสี่ยงตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาแก้ไขปัญหา แต่ไม่อยากเปิดเผยรายละเอียด เพราะหากต่างชาติรับรู้จะมองว่าประเทศไทยเสียหาย ยอมรับทุกคนหวังดีต่อประเทศรวมถึงนักการเมืองที่ดีมีจำนวนมาก แต่ต้องรู้ตัวและปรับตัว ขณะเดียวกันจะมากดดันการทำงานของตนไม่ได้เพราะตนไม่ได้ถูกเลือกเข้ามา แต่เข้ามาด้วยวิธีพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
นักวิชาการรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ ยิ่งโลกล้อมไทย การใช้ ม.44 จะเข้มข้นหนักขึ้น
วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558 เวลา 14:35:28 น.
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นในเฟสบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ถึงการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ตามมาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้า คสช.ออกคำสั่งเรื่องต่างๆ โดย ดร.พิชญ์ เห็นว่า การใช้อำนาจตามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 เป็นข้ออ้างในการเดินเกมกับนานาชาติ หากถูกกดดัน ก็จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของการใช้อำนาจให้ขยายลงไปในเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ โดยไม่ต้องมีขั้นตอนใดๆ นอกจากนี้ยังเห็นว่า มาตรา 44 ต่างกับการใช้อำนาจตามมาตรา 17 ในสมัยจอมพลสฤษฏิ์ เพราะจอมพลสฤษฏิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ขณะที่ในปัจจุบัน แม้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กับนายกรัฐมนตรีจะเป็นคนเดียวกัน แต่ก็เป็นนายทหารที่เกษียณอายุราชการไปเเล้ว ไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทางทหาร จึงต้องจับตาความสัมพันธ์กับกองทัพ และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างอยู่นั้นจะมีการระบุถึงการสิ้นสุดลงของคสช. หรือไม่
"...แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับมาตรา 44 แต่ผมคิดว่ารัฐบาลนี้กำลังใช้มาตรา 44 อย่างเมามันส์ และผมคิดว่าใครที่เป็นกองเชียร์มาตรา 44 อย่างจริงใจ (ไม่ใช่พวกที่บอกว่า ถ้าต้องเลือกก็ต้องยอม) นี่คงจะรู้สึกสะใจพวกฝรั่งตาน้ำข้าว ถ้าเชื่อในทฤษฎีที่ว่ามาตรา 44 เกิดจากการที่ถูกต่างประเทศกดดัน (ซึ่งผมไม่เคยเชื่อตั้งแต่แรก และผมกลายเป็นเสียงข้างน้อยในเรื่องนี้) ..."
ตัวอย่างล่าสุดก็คือ มาตรา 44 นั้นถูกใช้ในการแก้ปัญหาการบิน และ กำลังจะถูกใช้ในการแก้ปัญหาเรื่องของแรงงานประมง ซึ่งกลายเป็นว่าในที่สุดแล้ว มาตรา 44 จะเป็นข้ออ้างในการเดินเกมส์กับฝรั่งมากขึ้นไปอีกว่า ก็ถ้ายูกดดันไอ ไอก็จะใช้มาตรา 44 ในทุกๆเรื่อง เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งตอนนี้ลามไปถึงการโยกย้ายข้าราชการโดยไม่ต้องมีขั้นตอนอื่นๆ - ถ้ายังนึกถึงชัยชนะของคุณถวิล เปลี่ยนสี จากการโยกย้ายในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้
สรุปง่ายๆก็คือ ยิ่งมีแรงกดดันจากต่างชาติ และแรงกดดันภายในประเทศมากเท่าไหร่ แรงกดดันเหล่านั้นก็ยิ่งทำให้ต้องใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขในทุกๆเรื่องมากขึ้น หรือพูดง่ายๆว่า ยิ่งโลกล้อมไทย ไทยก็จะเป็นเผด็จการด้วยมาตรา 44 มากขึ้น (ผมนึกถึงภาพคนเมายาบ้าที่มีคนยืนมุงดูอย่างไรไม่รู้)
ในส่วนต่อมาที่ควรพิจารณาก็คือ มาตรา 44 นั้นไม่เหมือนกับมาตรา 17 สมัยจอมพลสฤษดิ์ อยากน้อยในแง่ของมิติในทางกฏหมาย (ไม่ใช่มิติของผลในการกระทำ) เพราะว่า ในมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ นั้น คนที่ใช้คำสั่งคือ นายกรัฐมนตรี ภายใต้การเห็นชอบของ ครม. (ซึ่งก็คงจะพอตีความได้ว่ามีฐานเหมือนกับพระราชกำหนด ที่ใช้ในยามเร่งด่วน) แต่ในการใช้จริงนั้น นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ และยังเป็นผู้บัญชาการทางทหารในตำแหน่ง
แต่ในกรณีของมาตรา 44 คนที่ใช้คือ หัวหน้า คสช. ภายใต้ความเห็นชอบของคณะ คสช. ซึ่งหมายถึงคณะรัฐประหารเอง ซึ่งมีอำนาจสูงกว่านายกรัฐมนตรี และจะว่าไปแล้ว คำสั่ง คสช. เองก็ยังสามารถออกได้ และยังออกอยู่ ดังนั้นคนที่เป็นคนตัดสินใจก็คือคณะทหารที่ยังทำหน้าที่ในการกำหนดสภาวะยกเว้นอยู่ และชี้ให้เห็นว่าคณะรัฐประหารมีอำนาจเหนือรัฐบาล นอกจากนั้นเผอิญว่า หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหาร เพราะเกษียณอายุไปแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ขณะนี้ความสัมพันธ์ของคสช. ในฐานะคณะทหารที่เกษียณอายุจากราชการไปแล้ว (บ้างหรือบางส่วน) นั้นมีสายการบังคับบัญชากับกองทัพอย่างไร และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างอยู่นั้นจะมีการระบุถึงการสิ้นสุดลงของคสช. หรือไม่ หรือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นการสิ้นสุดลงอย่างปริยายของการมีคณะคสช.ซึ่งมีการแต่งตั้งในเอกสารราชการตรงนี้จะต้องระบุให้ชัดไหมหรือเหมาๆเอาว่าเราเข้าใจตรงกัน?
"...ป.ล.ผมได้รับข้อมูลที่เป็นแรงบันดาลใจในการคิดเรื่องที่ความแตกต่างระหว่างมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ และ มาตรา 44 ของ คสช. จากการชมรายการเจาะข่าวตื้นของจอห์น วิญญู และพ่อหมอครับ กระจ่างกว่าการแถลงของเนติบริกรมากมาย..."
นายกฯ วอนอย่าเอามาตรา 44 ไปเปรียบเทียบกับมาตรา 17
นายกฯ วอนอย่าเอามาตรา 44 ไปเปรียบเทียบกับมาตรา 17เพราะบังคับใช้กันคนละแบบ เตือนว่าอย่าทำอะไรที่เสียหายร้ายแรงกับประเทศ ก็แล้วกัน เผย งานนี้ท้าทายตั้งแต่วันแรกที่ผมตัดสินใจเข้ามาแล้ว มันเสี่ยง ตั้งแต่ 22 พ.ค. 57เสี่ยงว่าเข้ามาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น อันตราย ?ทำสำเร็จไหม เผยเรียกก๊วนการเมืองถามที่ผ่านมารับปากไว้ว่าอย่างไร ยันไม่ได้ปรับทัศนคติ แนะสื่อช่วยเป็นพยานคดีเผาเมือง หวังสังคมเข้าใจมันเกิดอะไรขึ้น คนทำต้องรู้ตัว ชี้ปรองดองอยู่ที่หัวใจคนไทยทุกคน แนะหยุดพูดก่อน ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ย้ำ ม.44 เพื่ออำนวยความสะดวก ไล่พวกไม่ได้ดั่งใจไปขอรัฐบาลใหม่ เผยต่างชาติต้อนรับตน แต่ในชาติไม่รู้อะไรกันหนักหนา ถ้าจะลดเหลื่อมล้ำก็ต้องกระทบประชาชนบางกลุ่ม อ้างเสียงดังหูอื้อไม่ได้โมโห จวกสื่อชอบตั้งคำถามให้ไปรบกับใคร
"เพราะขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติมากนัก ดังนั้นการที่บางคนทั้งที่มีคดีความหรือเรื่องต่างๆ ที่สังคมยังสงสัยข้องใจก็ต้องเชิญมาพบกัน ซึ่งความจริงก็เชิญมาพูดคุยกันแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็รับปากกัน พูดจากันเรียบร้อย แต่พอกลับไปก็เอาใหม่อีก ผมจึงได้สั่งการว่าให้เชิญมาพูดคุย เพื่อจะถามดูว่าที่ผ่านมาเคยพูด และรับปากไว้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในปี 2552-2553 เรื่องชายชุดดำ เรื่องจำนำข้าว มีอะไรก็ขอให้ว่ามา ซึ่งยังไม่ได้รับรายงานว่าทำได้แค่ไหนอย่างไร"








