PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

สลน.เตรียมส่งมอบรถเบนซ์กันกระสุนรุ่นใหม่ !!! ให้นายกฯ 2 คัน



สลน.เตรียมส่งมอบรถเบนซ์กันกระสุนรุ่นใหม่ !!!
ให้นายกฯ 2 คัน วีไอพี 2 คัน กว่า 80 ล้าน !
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า จากกรณีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ทำสัญญาซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ รุ่น S600 Guard Sedan Long จำนวน 4 คัน จากบริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ จำกัด เป็นรถกันกระสุนคันละ 19.5 ล้าน รวมประมาณ 80 ล้านบาท โดย 2 คันแรกเพื่อใช้ในการรับรองแขกวีไอพีจากต่างประเทศ และเป็นรถประจำตำแหน่งใหม่ให้แก่นายกรัฐมนตรีจำนวน 2 คัน ซึ่งทางเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ตรวจดูรถแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
และวันเดียวกันนี้ เวลา 15.30 น. ทีมรักษาความปลอดภัยได้รับรถที่ใช้เป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการจำนวน 2 คัน ทะเบียน 4 กด 29 กรุงเทพมหานคร และ 4 กต 29 กรุงเทพมหานคร จากสำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย (สสร.) ทำเนียบรัฐบาล
รายงานแจ้งว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ทำสัญญาจัดซื้อรถเบนซ์จำนวนดังกล่าวเมื่อ วันที่ 30 มิ.ย. 2558 เลขที่สัญญา 32/2558 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ไม่มีข้อมูลระบุว่ารถยนต์จำนวนดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นรถประจำตำแหน่งบุคคลคนสำคัญในรัฐบาลหรือไม่ และจากการตรวจสอบพบว่ารถยนต์รุ่นดังกล่าวเป็นรุ่นล่าสุดของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีชนิดหุ้มเกราะกันกระสุนซึ่งเปิดตัวมาไม่นานมานี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้รถเบนซ์กันกระสุนส่วนตัวสีดำ ทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ สำหรับรถประจำตำแหน่งของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นรถตู้โฟล์กกันกระสุนสีดำ ทะเบียน ฮภ 2923 กรุงเทพมหานคร ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์จะใช้เป็นครั้งคราวเท่านั้นเฉพาะเวลาที่นำรถเบนซ์ส่วนตัวเข้าเช็กสภาพ
.................
s.news

ว่าด้วย นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 3

Vachara Riddhagni 
วันนี้ฟังข่าวแล้วเศร้าใจ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 3 ของรัฐบาลเพื่อหวังให้คนไทยมีอำนาจการซื้อมากขึ้น ด้วยแนวคล้ายประชานิยมของระบอบทักษิณลยล่ะ
การขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย 1.5 หมื่นล้าน เพื่อหวังให้มีเม็ดเงินกระจายในช่วงสงกรานต์เพื่อให้คนไปเที่ยว กิน พักแรมและใช้จ่ายเต็มที่เพื่อเพิ่ม GDP ในที่สุดก็เอา GDP เป็นมาตรวัดความเจริญทางเศรษฐกิจอีกอย่างเคย
ใครๆก็คิดออกวิธีนี้ ผมก็คิดออก แต่มันย้อนแนวประหยัดและเก็บออม แต่ไม่ได้รักษาแนวเศรษฐกิจพอเพียง และมันเป็นแนวทางทุนนิยม 100 % โดยให้กับข้าราชการระดับล่างและกลางที่ไม่มีเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งมีอยู่ 1 ล้านคน จะได้รับเงินเฉลี่ยคนละกว่า 1,000 บาท คาดว่าจะจ่ายเงินได้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายในช่วงวันหยุดยาว กระตุ้นการบริโภคทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มเหมือนกับการลดภาษีช็อปปิ้งของรัฐบาลในช่วงส่งท้ายปีเก่า
เอาเป็นว่าใครได้อนิสงค์จากแนวทางนี้ จากเงิน 1,000 X 1 ล้าน และกระจายในหมู่พวกนายทุนเท่านั้น
1. ค่าเดินทางยังมีต้นทุนเท่าเดิม กรรมการและผู้ถือหุ้น ปตท.ได้อนิสงค์จากการใช้จ่ายน้ำมันเขื้อเพลิง
2. ค่าที่พัก นายทุนอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของสถานที่พักได้อนิสงค์และมีอยู่ไม่มากนัก
3. การกินอยู่แบบซื้อของร้านซื้อสะดวกหรือ Modern trades นายทุนอุตสาหกรรมอุปโภคและบริโภคได้อนิสงค์ นายทุนผู้ถือหุ้นได้อนิสงค์
4. เจ้าของรถทัวได้อนิสงค์
5. ฯลฯ
หมายเหตุ ลูกจ้างในกลุ่มงานเหล่านี้ คงไม่ได้ค่าตอบแทนมากนักตามอัตราส่วนความรวยของนายทุน เพราะเป็นลูกจ้างรายวัน ไม่มีโบนัสหรือค่าตอบแทนพิเศษ
ข้อควารปฏิบัติอย่างกล้าหาญของรัฐบาล เน้นที่กล้าหาญครับ คือต้องลดต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคให้ได้ ลดราคาเชื้อเพลิงและพลังงานให้ได้ ลดกำไรของปตท.อันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเท่านนั้น และรัฐวิสาหกิจที่ประชาชนพึ่ง เช่นค่าน้ำและค่าไฟ รฟท.และบขส.
หาดลดต้นทุนการผลิตสำเร็จ ราคาสินค้าลดลง ค่าครองชีพปกติลดลง กำไรของรัฐวิสาหกิจลดลง ค่าตอบแทนรัฐวิสาหกิจลดลง อำนาจการซื้อของประชาชนระดับล่างก็ดีขึ้นโดยทั่วไป ทั้งข้าราชการและผู้ใช้แรงงานและคนไทยทั่วไปครับ
ที่ผมเสนอนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จแต่ปรัชญานั้นอยู่ที่ "ทำอย่างไรประชาชนถึงจะลดต้นทุนการดำรงชีพให้ได้" ไม่ใช่เอาใจแต่นายทุน หากนายทุนตายคนไทยไม่ได้ตายด้วยน่ะครับ เพราะจะมีคนอื่นมาลงทุนทดแทนทันที่ในอุตสาหกรรมนั้นๆเสมอ

อย่ามาโยนว่านายกฯต้องลาออกหากรธน.ไม่ผ่านประชามติ



เครียด.....
(25/3/59)บิ๊กตู่ ขู่ จัดการ พวกโยน นายกฯลาออก หากร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติถ้าไม่เรียบร้อย ผมต้องรับผิดชอบ พูดยังงี้อันตราย ระวังตัวไว้ ด้วยคนพูด ถาม มันเรื่องอะไรของคุณ ยอมรับ เครียดเหลือเกิน ผมเครียดมากทั้งการบริหารประเทศ ทั้งแก้ปัญหารัฐธรรมนูญ ทั้งการปฏิรูป คสช. เดี๋ยวเลือกตั้งอีก
พลเอกประยุทธ์. จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ยอมรับว่า วันนี้เครียดเหลือเกิน ผมเครียดมากทั้งการบริหารประเทศ ทั้งแก้ปัญหารัฐธรรมนูญ ทั้งการปฏิรูป คสช. เดี๋ยวเลือกตั้งอีก"
"มีบางคนบอกว่า ผมต้องรับผิดชอบให้ผมลาออก ถ้าพูดอย่างนี้อันตราย ระวังตัวไว้ ด้วยคนพูดอย่างนี้ บอกถ้าไม่เรียบร้อยไม่ผ่านผมจะต้องลาออก มันเรื่องอะไรของคุณ เดี๋ยวผมจะดำเนินการกับคุณทางกฎหมาย"

โฆษกคสช. แจงทหารเชิญตัว"วรชัย เหมะ"เข้ามทบ.11 เพราะพูดไม่สร้างสรรค์ ใช้คำเสียดสี ดูแคลน



โฆษกคสช. แจงทหารเชิญตัว"วรชัย เหมะ"เข้ามทบ.11 เพราะพูดไม่สร้างสรรค์ ใช้คำเสียดสี ดูแคลนบุคคลอื่นๆในลักษณะกล่าวหา หลัง จี้ นายกฯ บิ๊กตู่ ลาออก หาก ร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวว่า จนท.จำเป็นต้องเชิญนายวรชัย เหมะ มาพูดคุย ที่ มทบ.11 เนื่องจากการให้ความเห็นในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ดูไม่สร้างสรรค์ และใช้คำเสียดสี ดูแคลนบุคคลอื่นๆ ในลักษณะกล่าวหาขาดข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนบ่อยครั้ง
โดยภาพรวมของการแสดงออก อาจไปมีผลทำให้สังคมเข้าใจผิดในตัวบุคคลองค์กรที่ถูกพาดพิง ซึ่งอาจทำให้สังคมสับสนและเกิดความขัดแย้งได้
"พฤติกรรมโดยรวมดูไม่เป็นไปตามแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อย และไม่สอดคล้องกับบรรยากาศการเดินหน้าประเทศ "
ทั้งนี้ ถ้าไปไปตามแนวทางเดิม เราก็คงจะใช้การตักเตือน ทำความเข้าใจควบคู่ไปกับขอความร่วมมือเป็นลำดับแรก, โฆษกคสช.ระบุ
ทั้งนึ้ มีรายงานว่า การทหาร เชิญตัว"วรชัย เหมะ"จากบ้านพัก มา ปรับทัศนคติ ที่ มทบ.11 นั้น เพราะ นาย วรชัย จีนายกฯ ต้องลาออก ถ้ารธน.ไม่ผ่านประชามติ โดย พลเอกประยุทธ์ พูดเริ่องนี้ในรายการ คืนความสุข เมื่อคืน
Cr--Aofatit

คสช.แจงควบคุม"วัฒนา"เข้าค่ายทหารเพราความเห็นในFB



โฆษก คสช. แจงเหตุเชิญตัว"วัฒนา เมืองสุข" เข้าค่ายทหาร เพราะการแสดงความเห็นใน Facebookทำภาพลักษณ์คสช.เป็นลบ ยั่วยุ ทำแตกแยก สับสน เหตุเพราะไม่พอใจส่วนตัว และ ไม่สมประโยชน์ เผยเตือนหลายครั้งแล้ว แต่ยังพยายาม จนดูผิดธรรมชาติ และพยายามทำตัวเองให้มีปัญหาต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงการที่ คสช. จะต้องเขิญตัว นาย วัฒนา เมืองสุข มาพบ ที่ มทบ.11 วันนี้ ว่า เป็นเพราะ การให้ข้อมูลผ่านทางโซเชียลมีเดียของ นายวัฒนา ไม่ใช่ครั้งแรก ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจส่วนตัวที่มีต่อ คสช. และจากการที่ไม่สมประโยชน์ในหลายสิ่งอย่าง จากการทำหน้าที่ของคสช. ซึ่งสังคมรับรู้ได้และคงไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร
เนื้อหาข้อมูลส่วนใหญ่ เหมือนเป็นความพยายามทำภาพลักษณ์ คสช.ให้ดูเป็นลบมาตลอด หรือทำอะไรก็ดูไม่ดี ในมุมของ นายวัฒนา ไปหมด จนดูผิดธรรมชาติ และเชื่อว่าสังคมก็คงรู้เท่าทัน เจตนาแท้จริงของนายวัฒนา เป็นอย่างดี
โฆษก คสช.กล่าวว่า ที่ผ่านมา นายวัฒนาไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และพยายามทำตัวเองให้มีปัญหาต่อแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อย และเชื่อว่านายวัฒนา เองมีความเข้าใจต่อผลการกระทำของตนเองที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มีการปฏิบัติอย่างให้เกียรติกับ นายวัฒนา มาตลอด อยากให้นายวัฒนา เลือกการสื่อสารที่ไม่ให้เกิดผลเสียต่อภาพรวมหรือสร้างความเข้าใจผิด
อีกทั้ง ประเด็นที่นำเสนอควรสร้างสรรค์ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก หรือยั่วยุให้เกิดความสับสนในสังคม ซึ่งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ยังคงปฏิบัติตามขั้นตอนและหลักของกฎหมายที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจ อย่างมีเหตุผลและทำตามขั้นตอน

ปลัดกต.สหรัฐพบ"บิ๊กตู่"



นาง Sarah Sewall "ปลัด กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ด้านกิจการพลเมือง ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน และ นายGlyn Davies เอกอัครราชทูต และ นาย Patrick Murphy อุปทูตสหรัฐฯ เข้าพบ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ฯที่ทำเนียบรัฐบาล ฯก่อนที่ นายกฯ จะบินไป Washington D.C. สหรัฐอเมริกา คืนพรุ่งนี้ ถกNuclear Summit โดย นายกฯ ได้ กางแผนผังการทำงานแม่น้ำ5 สาย ยุทธศาสตร์ชาติให้"ปลัดกต.สหรัฐฯ ดูพร้อมอธิบาย ชี้แจง และตอบคำถามในประเด็นที่มีข้อสงสัย
นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านต่าง ๆ ขณะเดียวกัน นางซาร่าห์ ได้สอบถามในประเด็นต่างๆ รวมถึงแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังเดินเข้าสู่การเป็นประชาธิไตย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยืนยันว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าตามโรดแมพ ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จัดทำแล้วเสร็จก็กำลังเข้าสู่กระบวนการทำประชามติต่อไป

จบแล้ว....รับได้ บิ๊กป้อม ร่างรธน. จบแล้ว รับได้ ยัน รัฐบาล-คสช. แค่รับทราบ 29มีค.



จบแล้ว....รับได้
บิ๊กป้อม ร่างรธน. จบแล้ว รับได้ ยัน รัฐบาล-คสช. แค่รับทราบ 29มีค. แต่คงไม่มีใครกล้าแตะ เปรย พอรับได้ แม้ไม่ทุกข้อ เชื่อน่าจะไปได้
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม. กล่าวว่า ไม่ได้ติดใจอะไร กรธ. เพราะท่านคิดยังไง ทำอะไร อะไรบ้านเมืองเดินได้ก็ทำไป อะไรที่ไม่ดีทำให้บ้านเมืองไปไม่ได้ ก็อย่าไปทำ อะไรที่ทำให้เกิดความปรองดอง ก็ทำเถอะ มันก็จะอยู่ในรธน. เพราะสิ่งที่ คสช.-ครม.เสนอไปนั้น ชัดเจน ไม่มีอะไรที่ไม่ชัดเจน
เมื่อ กรธ.ส่งร่างรธน.มาให้รัฐบาล 29 มีค. นี้ ก็เพื่อรับทราบ แล่วคงให้ คสช.รับทราบด้วย
"คือจบแล้ว คงไม่มีใครกล้าไปแตะต้องอะไร เพราะให้เป็นเรื่องของการลงประชามติ ให้ประชาชน ไปตัดสิน"
"ในการลงประชามติ แล้วแต่ประชาชน เพราะผมตัดสินใจไม่ได้ ผมเป็นในฐานะปชช. อันไหนรับได้ ก็รับ รับไม่ได้ ก็อยู่ในใจ แต่ในภาพรวมมผมว่า น่าจะเดินได้ แต่จะให้ถูกใจถูกข้อ คงเป็นไปไม่ได้ " พลเอดประวิตร กล่าว

บิ๊กตู่ เผย จากนี้ คสช.ชัดเจนใครทำผิดกม.ขัดคำสั่ง ต้องเรียกมา

บิ๊กตู่ เผย จากนี้ คสช.ชัดเจนใครทำผิดกม.ขัดคำสั่ง ต้องเรียกมา ยันไม่ได้ทำร้าย ยันต้องเจอคดีอาญา หรือเข้าหลักสูตรอบรม ถ้ายังคิดไม่เป็น ก็ไม่ควรเป็นนักการเมือง ลั่น ส่วนตัวรับไม่ได้ ที่มีการออกมาวิพากษ์ วิจารณ์อยู่แบบนี้
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ได้กล่าวในการประชุม ตอนหนึ่งว่า เรื่องการสร้างความปรองดอง การปรับทัศนคติ นั้น คสช.ดำเนินการให้ชัดเจนขึ้น โดยต้องเรียกทุกฝ่ายมา หากทำผิดกฎหมาย หรือ ทำผิดคำสั่งที่ออกไว้แล้ว ก็เรียกมา
ยืนยันว่า ไม่ได้ทำร้ายอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าต้องดำเนินคดีอาญาก็ส่ง ให้กระบวนการยุติธรรม ดำเนินการต่อไป หรือจะให้ความรู้ ศึกษา จัดหลักสูตร อบรม ก็ต้องดูแลคนเหล่านี้ เพราะต่อไปก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในอนาคต
ประเด็นสำคัญ คือ เขาอาจจะไม่ฟัง ซึ่งเราเป็นรัฐบาล ทำอย่างไร ก็ต้องชี้แจง ไม่ใช่ให้ใครมาว่า เพราะส่วนตัวรับไม่ได้ ที่มีการออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ อยู่แบบนี้
“ต่อไปนี้ การเรียกคนมาทั้งหมด ต้องมีการอบรมทำความเข้าใจ สอบถามพฤติกรรมต่าง ๆที่ทำในอดีต มีความถูกผิดอย่างไร และ ถ้าเขาเป็นรัฐบาลจะทำอะไร และสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่
อยากถามกลับไปว่าเข้าใจหรือไม่ ถ้าคิดไม่เป็นก็ไม่ควรเป็นนักการเมืองต่อไป ถ้าคิดไม่ได้แบบนี้ในอนาคต ผมไม่ต้องการอุ้มใคร ให้เขาพอใจผม มันไม่ใช่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

สำนึกไทย ไม่โกง...คตช.ดึง ดารา นักร้อง นางงาม ร่วมแคมเปญ พร้อมแต่งเพลงปลุกสำนึกต้านโกง

สำนึกไทย ไม่โกง...คตช.ดึง ดารา นักร้อง นางงาม ร่วมแคมเปญ พร้อมแต่งเพลงปลุกสำนึกต้านโกง "สิงโต-เมสซี่ เจ-น้องแนท" ร่วม
ที่ ทำเนียบรัฐบาล ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) บนตึกไทยคู่ฟ้า นั้น
“สิงโต นำโชค” นายนำโชค ทะนัดรัมย์ แคมเปญแอมบาสเดอร์โครงการรณรงค์ “ สำนึกไทย ไม่โกง” ซึ่งเป็นโครงการของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ คตช. ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ”โตไปไม่โกง” ได้มารณรงค์ แคมเปญนี้
สิงโต กล่าวว่า ในฐานะศิลปินจะช่วยรณรงค์ร่วมมือโดยการใช้ บทเพลงที่ถนัดเพื่อรณรงค์ให้เยาวชนไทยมีจิตสำนึกที่ไม่โกง
วันนี้ดีใจที่ คตช.ได้เลือกให้เป็นตัวแทนร่วมกับนักฟุตบอลทีมชาติไทย นางแบบ ส่วนตัวอยากพบ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี สักครั้ง
พร้อมจะร้องเพลงให้ ถ้านายกรัฐมนตรีอยากฟัง
โดย เพลง “คนอย่างนี้ก็มีด้วย” โดยเนื้อหา เป็นการเผยแพร่ข้อมูลการต่อต้านคนที่ประพฤติไม่ดีหรือทุจริต และช่วยแบ่งปันข้อมูลดีๆหากพบเห็น คนที่ทำความดี เพื่อให้คนโกงไม่กล้าทำผิดและเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ทำความดี
นอกจากนี้ คตช.มีการผลิตสปอท รณรงค์ 4 เรื่อง ได้แก่คนโกงเราต้องแชร์เรื่อง โกงเราต้องแชร์ -คนอย่างนี้ก็มีด้วย -ทริปห้องกรง- กรรมติดจรวด เป็นทุกเรื่องจะตอกย้ำคำว่าโกงเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้ผู้รับชม
นางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมการการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาได้พยายามปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนไทยต่อต้านและไม่ยอมรับการโกง และการทุจริตคอรัปชั่นด้วยหลักสูตร “โตไปไม่โกง” ก่อนก้าวครั้งใหญ่ไปสู่ “สำนักไทยไม่โกง”
โดยจะมีการผลิตสปอร์ตรณรงค์ใน 4 หัวข้อที่แตกต่างกัน ได้แก่ “คนโกงเราต้องแฉ เรื่องโกงเราต้องแชร์” “คนอย่างนี้ก็มีด้วย” “ทริปห้องกรง” และ “กรรมติดจรวด”
นอกจากนี้ยังมีการจัดทำเพลง “บ้านของเรา” ขับร้องโดย ชาติ The Voice และเพลง “คนอย่างนี้ก็มีด้วย” ขับร้องโดยสิงโต นำโชค ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างให้ทุกสถานีโทรทัศน์ช่วยเผยแพร่
อีกทั้งยังได้แต่งตั้งแคมเปญแอมบาสเดอร์ได้แก่ สิงโต นำโชค เมสซี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักฟุตบอลทีมชาติไทย แนท อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 ติช่า กันติชา ชุมมะ The face ThaiLand ซึ่งทั้งสี่คนเป็นที่รู้จักของคนทุกเพศทุกวัย จึงจะช่วยเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญให้ประเทศชาติต่อไป

บิ๊กปัอม ลั่น ตรวจสอบ-จัดการคนใกล้ตัว "นายกฯ-รมต.-ตนเอง"อ้างชื่อหาประโยชน์

บริวาร เป็นพิษ ???....
บิ๊กปัอม ลั่น ตรวจสอบ-จัดการคนใกล้ตัว "นายกฯ-รมต.-ตนเอง"อ้างชื่อหาประโยชน์ บอกมีอะไรถามได้ อย่ามโน เขียนเรื่อยเปื่อย ยันชีวิตตั้งแต่ร้อยตรี ถึงผบ.ทบ.ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ เสียหาย ทำคนทำงานท้อใจ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตอนนี้ มีคน
ใกล้ตัวนายกฯ ใกล้ตัวผม รมต. และ คสช. อ้างชื่อไปเรียกรับผลประโยชน์ เราก็กำลังหากันอยู่ว่า ใครไปอ้าง อ้างส่งเดช
แต่สำคัญอยู่ที่คนเชื่อ ขอให้ถามผมได้ตลอด ถามเลย ว่า ให้ใครไปทำอะไรจริงมั้ย ไม่ใช่ไปเขียนเรื่อยเปื่อยมโน ไปเรื่อย เพราะทำให้เกิดความเสียหาย บอกว่า คนรอบตัวผม คนไหนทำ ต้องบอกว่าทำอะไรเสียหาย ไม่อย่างนั้นคนทำงานท้อใจ ผมเองทำงานให้ ทั้งๆที่ เงินเดือนไม่ได้มากเท่าไหร่
"ยิ่ง ผมตั้งแต่ร้อยตรี จนเป็นผบ.ทบ.ไม่เคบมีเรื่องพวกนี้ นะ บางทีมันก็ท้อใจ เราไม่ได้ไปทำอะไร ยังงั้นเลย ก็มากล่าวหา คนทำงานกับผม คนใกล้ชิดผม ก็เหมือนกัน เขาก็ไม่ได้ทำ แต่มาถูกกล่าวหา ก็ท้อกันนะ คนทำงานน่ะ ผมก็แย่เหมือนกัน ไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ยังโดน"
พลเอกประวิตร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเรื่องการทุจริต อย่างมาก. แต่ถามว่า เรื่องแบบนึ้ ผมจะสั่งนอกรอบได้หรือ ไม่ได้หรอก อย่าไปพูดส่งเดช อาจเป็นพวกเชื่อเอง อ้างเอง

รถเบนซ์กันกระสุนคันใหม่ของ นายกฯบิ๊กตู่ นายกฯคนที่ 29 รุ่น S 600 Guard sedan long



 รถเบนซ์กันกระสุนคันใหม่ของ นายกฯบิ๊กตู่ นายกฯคนที่ 29 รุ่น S 600 Guard sedan long หลังวันนี้ได้ส่งมอบให้ทีม รปภ.นายกฯแล้ว เผย เลขทะเบียน 4กด 29 และ 4กต 29 หลังสั้ง ซื้อ4คัน 78ล้าน เป็นรถรับรอง Vip 2 และรถตำแหน่งนายกฯ2 คัน
ภายหลังจากที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ทำสัญญาซื้อรถยนต์ เมอร์ซิเดส เบนซ์ กันกระสุน รุ่น S 600 Guard sedan long จำนวน 4 คัน จาก บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ จำกัด วงเงิน 78 ล้านบาท ตกราคา คันละ 19.5 ล้าน เมื่อ มิย.2559 ที่ผ่านมา
โดย 2 คัน จะใช้ในการรับรองแขกคนสำคัญของรัฐบาล และอีก 2 คันเป็นรถประจำตำแหน่งใหม่ให้กับนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ บิ๊กอ้อ พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจรถไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยมีรายงานว่า ในวันนี้ มีการส่งมอบรถ2 คัน ให้ทีมรักษาความปลอดภัยของ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปใช้เป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดย เลขทะเบียน คือ 4 กด 29 กรุงเทพมหานคร และ 4 กต 29 กรุงเทพมหานคร
โดยในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังคงใช้รถเบนซ์ส่วนตัว สีดำ คันเดิม ทะเบียน ญค 1881 คาดอาจใช้ วันประชุม ครม. พรุ่งนี้ หรือไม่ก็ รอกลับจาก ไปประชุม Nuclear summit ที่ สหรัฐอเมริกา 31 มีค.-2เมย. เลย

‘กรณ์’ นำทีมยื่นหนังสือถึงนายกฯ " แผนการลงทุนรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ –นครราชสีมา "

‘กรณ์’ นำทีมยื่นหนังสือถึงนายกฯ " แผนการลงทุนรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ –นครราชสีมา "
.
วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๙ นายกรณ์ จาติกวณิช ประธานคณะนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ และคณะทีมนโยบายด้านคมนาคมพรรคประชาธิปัตย์ อันประกอบด้วย ดร. สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายอนุชา บูรพชัยศรี อดีต ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ไปยื่นหนังสือในฐานะตัวแทนหัวหน้าพรรคฯ ต่อนายกรัฐมนตรี “ เรื่อง แผนการลงทุนรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ –นครราชสีมา ” ที่ทำเนียบรัฐบาล โดย พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบราง รวมถึงการลงทุนในรูปแบบที่เหมาะสมในโครงการรถไฟความเร็วสูงและในสมัยที่กระผมเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐบาลของกระผมในสมัยนั้นมีเจตนาที่จะให้โครงการนี้เป็นโครงการระดับภูมิภาคในรูปแบบร่วมทุนกับจีน โดยที่จะใช้พื้นที่วางรางเป็นทุน และจะมีการก่อตั้งบริษัทร่วมทุน ไทย-จีนเป็นผู้ก่อสร้างเส้นทางรถไฟ รวมไปถึงการเป็นผู้บริหารรถไฟบนเส้นทางนี้ต่อไป
.
ก่อนหน้านี้รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ ได้มีการเปลี่ยนความเร็วของรถไฟจากความเร็วสูงเป็นรถไฟระดับความเร็วปานกลาง วิ่งบนเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย และได้เพิ่มเส้นทางแก่งคอย-มาบตาพุดขึ้นมา ทั้งนี้กระผมเข้าใจว่าแนวทางการเจรจากับรัฐบาลจีนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยต้องเป็นผู้รับผิดชอบการลงทุนส่วนใหญ่ โดยได้มีการเจรจาที่จะกู้ยืมเงินจากจีนเป็นมูลค่ากว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
.
ล่าสุด ปรากฎเป็นข่าวว่า รัฐบาลของ ฯพณฯจะเดินหน้าลงทุนด้วยตนเอง โดยปรับให้รถไฟกลับไปเป็นรถไฟความเร็วสูง และมีการลดเส้นทางในระยะแรกลงเหลือเพียงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งส่งผลให้งบประมาณที่คาดว่าจะต้องใช้ในระยะนี้ลดลงเหลือ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท
.
“กระผมมีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวดังนี้”
๑. เส้นทางรถไฟความเร็วสูงแต่เดิมกำหนดไว้ว่าต้องไปถึงหนองคายเพื่อจะเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงที่จีนมีแผนจะสร้างจากคุนหมิงผ่านลาวเพื่อมาต่อกับเส้นทางของเรา กระทรวงคมนาคมมีสมมติฐานว่าในระยะแรกจะมีผู้โดยสารบนเส้นทางนี้ ๗.๕ ล้านเที่ยวต่อปี ซึ่งในระยะยาวจะเพิ่มเป็น ๒๐ ล้านเที่ยวต่อปี ดังนั้นการที่รถไฟในแผนใหม่ของรัฐบาลจะไปถึงเพียงนครราชสีมาและไม่เชื่อมกับรถไฟจีน จะมีผลกระทบในทางลบกับสมมติฐานนี้อย่างมากและจะส่งผลให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงินลดลงอย่างมากเช่นเดียวกัน ตลอดจนทำให้มิติความร่วมมือในภูมิภาคนี้ขาดหายไปอย่างชัดเจน
นอกจากนี้โครงการนี้อาจจะซ้ำซ้อนกับโครงการรถไฟทางคู่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจะพัฒนาในระบบ ราง ๑ เมตรในเส้นทางเดียวกันซึ่งในระยะทางที่ลดลงเหลือเพียง ๒๕๐ กิโลเมตรอาจทำให้ความได้เปรียบทางเวลาลดลง
.
๒. ขอย้ำว่าโครงการนี้มีความเสี่ยงทางการเงินมากเกินกว่าที่ฝ่ายไทยจะแบกรับภาระไว้ได้ในฐานะผู้ลงทุนแต่เพียงผู้เดียว แม้เราสมมติว่าจีนยังจะคงให้กู้จะด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ ๒ และรัฐบาลไทยต้องกู้ยืมเงินลงทุนประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่า รัฐบาลไทยจะมีภาระดอกเบี้ยสูงประมาณ ๓,๔๐๐ ล้านบาทต่อปี
.
ถ้าเรามีสมมติฐานเพิ่มเติมว่าค่าโดยสารจะกำหนดไว้ที่ เที่ยวละ ๕๐๐ บาท(มากกว่า ๓ บาท / กม.)หมายความว่าจะต้องมีผู้โดยสารถึง ๗ ล้านเที่ยวต่อปี เพียงเพื่อมีรายได้เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย ซึ่งเป็นจำนวนผู้โดยสารในสมมติฐานเดิมของกระทรวงคมนาคมในกรณีที่รถไฟวิ่งผ่านขอนแก่น อุดรธานี ไปถึงหนองคาย และเชื่อมรับผู้โดยสารจากลาวและจีน บวกกับผู้โดยสารบนเส้นทางแก่งคอย-ระยองที่ได้มีการยกเลิกไปด้วย ดังนั้นกระผมจึงมองว่าโครงการนี้จะคุ้มค่าทั้งทางเศรษฐกิจและการเงินได้ในกรณีที่เราให้จีนร่วมลงทุนด้วยเท่านั้น
.
หากรัฐบาลไทยไม่ดำเนินการตามนี้ จะมีความเสี่ยงสูงมากที่โครงการนี้จะเป็นภาระต่อผู้เสียภาษีที่จะต้องชดเชยการขาดทุนในอนาคตต่อไป
.
๓. ขอเสนอเพิ่มเติมว่าการลงทุน การบริหารและการดูแลกิจการรถไฟความเร็วสูงนี้ ควรดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งใหม่ เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทยมีภารกิจมากอยู่แล้วในการดำเนินการลงทุนสร้างทางคู่ในระบบรถไฟปัจจุบัน และยังมีความจำเป็นในการปฏิรูปการบริหารการรถไฟเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรด้วย
.
๔. การลงทุนในโครงการนี้และโครงการขนาดใหญ่โครงการอื่นๆควรต้องผ่านการพิจารณาของผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป และผลต่อสิ่งแวดล้อมให้รอบคอบตามขั้นตอนกฎหมายปกติ มิเช่นนั้นโครงการจะหมดความยอมรับและอาจไม่บรรลุผลตามความตั้งใจที่ดีของรัฐบาล
.
๕. กระผมมั่นใจว่า การเจรจากับรัฐบาลจีนจะบรรลุล่วงได้ต่อเมื่อ ฯพณฯ เป็นผู้เจรจาในหลักการสำคัญโดยตรงกับผู้นำรัฐบาลจีนเท่านั้น เนื่องจากความล่าช้าที่ผ่านมา เกิดจากปัญหาความสับสนและความไม่สามารถตัดสินใจของหน่วยงานจากทั้งสองฝ่าย เพราะขาดความมั่นใจ และการให้ความสำคัญต่อข้อพิจารณาในภาพรวม ตลอดจนความสำคัญของโครงการนี้ ในเชิงยุทธศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ประเทศ
.
๖. การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจะเน้นการขนส่งผู้โดยสารเป็นหลัก มิใช่เพื่อการขนส่งสินค้าดังนั้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศรัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อย่างเร่งด่วน ด้วยการดำเนินการเร่งรัดโครงการต่างๆเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าอาทิโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่และโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศโดยเร็ว
.
“อนึ่งกระผมใคร่ขอฝากข้อสังเกตทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของท่านในการพิจารณาแนวทางการเดินหน้าในโครงการสำคัญนี้ และในการพัฒนากิจการรถไฟของประเทศไทย”
.
“:กระผมพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มกำลังความรู้และความสามารถเพื่อทำให้รถไฟเส้นทางสำคัญนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนคนไทยทุกคนตามความมุ่งหวังที่ตรงกันของเรา”

"มีชัย" เผยรธน.เสร็จวันนี้ ติงสื่อชอบบิดเบือน งง สนช.ไม่ให้กรธ.ชี้แจงปชช.

"มีชัย" เผยรธน.เสร็จวันนี้ ติงสื่อชอบบิดเบือน งง สนช.ไม่ให้กรธ.ชี้แจงปชช.
ปธ.กรธ. เผย ยังปรับแก้ถ้อยคำร่างรธน. เชื่อเสร็จวันนี้ รับรัฐไม่มีท่าทีขอปรับแก้ โทษสื่อทำเข้าใจผิดนายกฯคนนอก บ่นชอบบิดเบือน วอนทำความเข้าใจเห็นแก่ชาติ งง สนช.ตัดไม่ให้กรธ.แจงร่างรธน.ปชช. รับทำจริงกระทบประชามติแน่ ปัดน้อยใจ
วันนี้ (28มี.ค.) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผยถึง การประชุมกรธ.ในวันนี้ (28มี.ค.) ว่ายังอยู่ในช่วงของการปรับแก้ถ้อยคำ ที่ยังไม่จบดี ยังต้องไล่คำผิดคำถูก ส่วนในเรื่องบทเฉพาะกาลที่มีข่าวว่ายังไม่เสร็จนั้น เรากำลังอ่านดูว่าที่เขียนขัดกับข้างในอย่างไร ต้องปรับแก้ตัวเลขมาตราอย่างไร เพราะมีการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าจะเสร็จภายในวันนี้และส่งมอบได้ในวันที่ 29 มี.ค. และยังมีเวลาเหลืออีก 3 วันเผื่อแก้ไขตัวอักษร และจนถึงวันนี้ยังไม่มีท่าทีในการขอปรับแก้มาจากทางรัฐบาล
ส่วนกรณีที่สวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนเป็นห่วงในเรื่องที่มานายกรัฐมนตรี หรือนายกฯคนนอกนั้น นายมีชัย กล่าวว่า เป็นการเข้าใจผิดของสื่อเอง ที่ให้มีการประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมเพื่อขอยกเว้น ถ้ารัฐสภาให้ข้อยกเว้นก็กลับไปสภา เพื่อไปพิจารณาตั้งกันเอาเอง เป็นเรื่องของสภาตามปกติ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเกิดช่องให้คนนอกเข้ามา เพราะไม่ได้ระบุ 3 ชื่อไว้ตั้งแต่แรกว่าเป็นใคร เพียงแต่ยกเว้น ใน 3 ชื่อเท่านั้น ซึ่งผลโพลที่ปรากฏก็ยังบอกว่าชอบคนนอกด้วย
“ผมเชื่อว่าจะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ไม่ยาก แต่ทำความเข้าใจกับสื่อยากกว่า เพราะบางทีชอบเอาไปบิดเบือนตามอัธยาศัย รวมถึงประเด็นส.ว.ที่ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจจนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ซึ่ง มีการเสนอให้สรรหา ส.ว.ทั้งหมดตั้งแต่ต้นแบบถาวร แต่กรธ. กำหนดให้แต่เฉพาะชั่วคราว และยังเพิ่มให้มีการคัดเลือกจาก 20 กลุ่มวิชาชีพมาส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการทดลองด้วยก็ต้องช่วยกันทำความเข้าใจ นึกเสียว่าเห็นแก่ชาติบ้านเมืองอย่าเอาแต่สนุก”
ส่วนแผนการทำความเข้าใจกับประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่าก็มีการเสนอให้สนช.เพิ่มเติมข้อความในร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้กรธ.สามารถไปทำความเข้าใจกับประชาชน แต่ทราบว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างดังกล่าวจะตัดออกไม่ให้ไปชี้แจง ซึ่งก็สงสัยว่า หากไม่ให้กรธ.ไปชี้แจง แล้วจะให้ใครไปชี้แจง หากจะให้กกต.ไปชี้แจงก็คงไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และกกต.เองก็ต้องระมัดระวังจะบอกว่าดีหรือไม่ดีไม่ได้ จึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสนช. เพราะ หากไม่ให้กรธ.ไปชี้แจงจะกระทบต่อการประชามติแน่นอน ซึ่งเรากำลังคุยกันและคงต้องบอกไปทางรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรต่อไป ส่วนกรณีที่มีการเสนอให้เสนอคำถามในการทำประชามตินายมีชัยไม่แสดงความเห็น
“เราไม่ยุ่งเลย จำกัดแต่เฉพาะหน้าที่ของเรา คน 220คน(สนช.)ย่อมดีกว่าและรอบคอบกว่า 21คนแน่นอน และไม่ได้น้อยใจอะไร”นายมีชัยกล่าว

ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคล 3 ราย มีเจตนาซื้อหุ้นเนชั่น มัลติมีเดีย “NMG” เพื่อครอบงำกิจการ

28 มีนาคม 2016
ที่มาภาพ : http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201504/30/302bb9.jpg
ที่มาภาพ : http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201504/30/302bb9.jpg
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กล่าวโทษบุคคล 3 ราย ได้แก่ (1) บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (NEWS) หรือเดิมชื่อบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ จำกัด (มหาชน) (SLC) (2) บริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) (POLAR) หรือเดิมชื่อบริษัท วธน แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) (WAT) และ (3) นายศิร์วสิษฎ์ สายน้ำผึ้ง กรณีมีพฤติกรรมชักชวนกันเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักทรัพย์ของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (NMG) เพื่อครอบงำกิจการโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหลักทรัพย์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.)
สำนักงานก.ล.ต.ได้รับแจ้งข้อมูลจากผู้ชี้เบาะแสและตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า NEWS POLAR และนายศิร์วสิษฎ์ มีพฤติกรรมและเจตนาร่วมกันให้ได้มาซึ่งหลักทรัพย์และครอบงำกิจการ NMG ในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยไม่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ให้ครบถ้วนถูกต้อง และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ NMG โดยเมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวร่วมกันได้มาซึ่งหุ้น NMG ข้ามจุดทุกร้อยละ 5 และคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมดของ NMG อันเป็นการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ ซึ่งต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์และรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ให้ครบถ้วนถูกต้อง
การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 246 และ 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกลุ่มบุคคลทั้ง 3 รายดังกล่าว ไม่ประสงค์เข้ารับการเปรียบเทียบความผิด ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษต่อ ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนดุลพินิจของศาลยุติธรรมตามลำดับ

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

ดูดีมีความหวังรถไฟจีน

ฟัง ดูดี. มีความหวัง !!
นายกฯบิ๊กตู่ เผยตัดสินใจแล้ว สร้างรถไฟความเร็วสูง แบบเร็วปานกลาง เอง ไม่ให้จีน ทำแล้ว เชื่อเรามีศักยภาพ ทำเองได้ ใช้แบบรัฐลงทุนโดยใช้เงินกู้ เริ่ม สายโคราช ก่อน พอมีเงิน ก็ทุกภาค มองไกล กระจายคนในกทม. ออกชนบท ทำงานไปเช้า-เย็นกลับ ได้ ยาหอม คนอืสาน จะได้ประโยชน์ก่อน แต่ยัน ไม่มีผลประโยชน์ เผยจีนเข้าใจ รู้ว่าคนไทย ไม่มั่นใจในจีน ระบุเราเสียเวลา มา2 ปี แล้ว เผย ถ้าเรามัวรอทั้งเส้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ มันยาวนานเกินไป เดี๋ยวจะตายก่อนหมด ไม่มีทางได้เห็น
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ หลังกลับจากจีน ถึงกรณีไทยตัดสินใจลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ โคราช ด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งจีน ว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันและข้อมูลทั้งหมดได้คิดทบทวนแล้วว่าควรดำเนินการเองดีกว่า เพื่อให้เป็นของเราเองภายในประเทศของเรา
ผมเห็นศักยภาพที่พร้อมก่อนในภาคอีสาน จะเปิดประตูด้านอีสานก่อน เพราะอีสานเป็นแหล่งวัตถุดิบ เป็นแหล่งแรงงาน เป็นแหล่งของสถานประกอบการต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว และมีจังหวัดใหญ่หลายจังหวัดที่มีความเข้มแข็ง มีรายได้ต่อ GDP หลายจังหวัด ประชาชนมีความเข้มแข็ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มองว่าการเปิดประตูอีสาน จะเป็นประโยชน์ที่เชื่อมต่อในภายภาคหน้าได้ หากเราทำภาคนี้ได้และเปิดทุกภาคได้ก็จะเป็นการดี แต่เนื่องจากขีดความสามารถเรามีจำกัดในเรื่องรายได้ของประเทศ จึงต้องตัดสินใจว่าจะเริ่มเส้นไหนก่อน
" ถ้าไม่ทำวันนี้เราอาจจะช้าเกินไป เราจำเป็นที่ต้องมีการกระจายรายได้ออกสู่ชนบท จากเมืองใหญ่คือกรุงเทพ ไปยังแต่ละภาค แต่ละกลุ่มจังหวัดที่เข้มแข็ง หากสัญจร รวดเร็ว คนอาจจะนั่งรถไฟไปเช้าเย็นกลับได้ เป็นการกระจายคนสู่ชนบท กระจายเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
หากทำรางไว้ก่อนแบบที่เราเคยคิดไว้แล้วเอาความเร็วปานกลางมาวิ่ง วันหน้าต้องเปลี่ยนความเร็วสูงอีกอยู่ดี จึงคิดว่าการลงทุนครั้งนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงระยะเวลานี้ หลายประเทศเริ่มทำแล้ว
ที่ทุกคนกลัวสินค้าโน่นนี่จะเข้ามาเพื่อให้เกิดความเชื่อใจจึงเอาของเราไปก่อน ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผล เราต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน หากมองว่าเขาต้องการกำไร ตนคิดว่าเขาคงไม่ได้กำไร. เพราะเส้นทางสายนี้ เพราะเป็นเส้นทางที่ไม่ยาวมากนัก 250 กิโลเมตร ซึ่งหากใช้เวลาวิ่งจากกรุงเทพถึงโคราชจะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงอย่างเต็มสปีด
“ไม่ร่วมกับจีนแล้วทำเองดีกว่า เพราะเรามีขีดความสามารถ และเตรียมงบประมาณไว้แล้ว จริงๆ แล้วที่เราเป็นห่วงว่าเงินลงทุนงบประมาณภาครัฐ ทำไม ไม่ออกในเวลา เพราะมันออกไม่ได้ ตกลงไม่ได้สักที
วันนี้เรามีวงเงินอยู่แล้วกว่าล้านๆบาท จะต้องลงทุนพวกโครงสร้างพื้นฐานบ้าง แต่ออกไม่ได้ติดโน่นนี่ ติดEHIA ทั้งหมด ซึ่งเรายกเลิกไม่ได้อยู่แล้ว
การทำรถไฟความเร็วสูงก็ต้องผ่านEIA ด้วย และจะเริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเป็นการทำงานแบบG to G โดยวิศวกรจะมาถ่ายทอดเทคโนโลยีมาช่วยเราก่อสร้าง คนงานก่อสร้างก็เอาของเรา และของบางอย่างที่เราทำเองไม่ได้ก็ต้องซื้อเขา ทั้งหมดเป็นการจ้างเขามาสร้าง แต่ใช้เงินในประเทศเรา อาจมีการร่วมทุนกับเอกชนบ้างที่เอารถวิ่ง มีเรื่องโครงสร้างพื้นที่คือตัวราง
อันที่2. รถสิ่งกับระบบสัญญาณ ฉะนั้นคิดว่าทำกันเองดีกว่า ผมคิดว่าคนไทยพร้อมร่วมมือ เป็นของเราเอง ภาคภูมิใจกว่า
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องของรถไฟ ผมปล่อยเวลามา 2 ปีแล้ว และคิดว่าถึงเวลาและจำเป็นที่ต้องตัดสินใจแล้ว
"ขอร้องทุกคนให้เข้าใจ ยืนยันว่าผมไม่ต้องการผลประโยชน์ใดๆ แต่ต้องการให้ประโยชน์เกิดกับประชาชนทุกคน ซึ่งถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นได้ ประโยชน์จะเกิดต่อชาวอีสานก่อน และถ้ามีเงินมากกว่านี้ เศรษฐกิจดีขึ้น ก็อาจจะเพิ่มในภาคตะวันตกอีกก็ได้
"ถ้าเรามัวรอทั้งเส้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ มันยาวนานเกินไป เดี๋ยวจะตายก่อนหมด ไม่มีทางได้เห็น ผมกลัวว่าจะตายก่อนเหมือนกัน"
เมื่อถามว่า แนวทางที่ไทยจะดำเนินการก่อสร้างเองจะทำเองทั้งหมดเลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งสรุปเช่นนั้น ตนบอกเพียงว่าถ้าเรารวย วันนี้เอาแค่สายนี้ก่อนในความยาว 250 กม.จากกรุงเทพฯ-โคราช เพราะเส้นทางที่จะก่อสร้างทั้งหมดมีความยาวถึง 800 กม.
ในส่วนของงบฯนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่า เป็นลักษณะของรัฐลงทุนโดยใช้เงินกู้
ส่วนที่ถามว่าจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ถ้าหมายถึงคนขึ้น-ลง แล้วได้กำไร กลับมาเท่ากับที่ลงทุน อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต ถ้าคิดแบบนี้ไปขึ้นรถเมล์เอาก็ได้
แต่โครงการดังกล่าวจะมีการต่อเพื่อเชื่อมโยงในวันข้างหน้า จากวันนี้ไปพื้นที่อีสาน วันข้างหน้าก็อาจต่อไปยังหนองคาย อาจเชื่อมโยงไป มาบตาพุต ลาว จีน ปากีสถาน อินเดีย ยุโรป อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าคุ้มทุน เรียกว่ารถไฟสายอนาคต”
ส่วนที่จะให้เอกชนไทยร่วมลงทุนกับรัฐนั้นได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคนดูแลอยู่ ซึ่งเบื้องต้นเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเรามี PPP อยู่แล้ว วันนี้จีนไม่เกี่ยวกับเรา จึงถือเป็นเรื่องของเราเองทั้งหมด ไปหารถมาวิ่ง ในส่วนของระบบสัญญาณ เราก็ต้องไปดู โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ตอบแทน
“จีนไม่ได้ติดใจอะไรกับการตัดสินใจครั้งนี้ เขาโอเค เขาเข้าใจผม และจีนได้ขอบคุณไทย. โดยระบุว่า อยากช่วย ไม่ได้ต้องการอะไรจริงๆ และอยากให้ผมช่วยอธิบายให้คนไทยเข้าใจด้วยว่า เพราะเขาได้ยินมาว่าเหมือนไทยไม่ไว้ใจคนจีน
ผมยืนยันว่าไม่มี เรื่องแบบนี้ยังไงเราก็หนีกันไม่พ้น เพียงแต่จะจัดระเบียบกันได้อย่างไร เพราะกฎหมายมีกันอยู่แล้ว กฎหมายจะเป็นตัวที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียม ถ้าเราปล่อยปละละเลย ก็จะเกิดความไม่เท่าเทียม แล้วจะไปโทษใคร เมื่อกฎหมายทำไม่ได้ ก็ทำไม่ได้ อย่าโทษกันไปมา
สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้น ลดความหวาดระแวง และเกิดผลประโยชน์ที่เท่าเทียม โลกอยู่ได้ด้วย 3 ข้อนี้ ถ้าถามว่าทำไมเรากำไรน้อย ก็ต้องมาดูว่าเราแข็งแรงพอหรือยัง ถ้าเราแข็งแรงและมีแต้มต่อมากว่านี้ ข้อเสนอเราก็คงมีเยอะ วันนี้เรายังไม่แข็งแรงเลย

มุสลิม 4% ในพม่ายังคงเป็น “ของแสลง” ของสัญลักษณ์ประชาธิปไตยแห่งพม่าต่อไป



มุสลิม 4% ในพม่ายังคงเป็น “ของแสลง” ของสัญลักษณ์ประชาธิปไตยแห่งพม่าต่อไป เมื่อถามว่าจะประณามสิ่งที่ประชาคมโลกเรียก ‘ethnic cleansing’ “การสังหารล้างเผ่าพันธุ์” ที่กระทบต่อชาวมุสลิมโรฮิงญาเป็นแสนคนมั้ย ASSK บอกว่าอย่าไปเรียกอย่างนั้น และบอกว่าความจริงไม่แค่มุสลิมที่ตกเป้าหมายของความรุนแรง ชาวพุทธเองก็โดนกระทำรุนแรงเหมือนกัน และบอกว่า “มุสลิมเยอะแยะที่ moderate และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมพม่าได้อย่างไม่มีปัญหา” (“There are many moderate Muslims in Burma who have been well integrated into our society.” (ไม่รู้จะบอกเป็นนัยมั้ยว่า พวกที่มีปัญหาคือมุสลิมที่ ‘radical’ เกินไป?)
ดอว์ซูบอกว่า ไม่ใช่แค่มุสลิมที่ต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน แต่ชาวพุทธเองก็ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่อพยพไปอยู่ในที่พักพิงชั่วครามในเมืองไทยบ้าง ที่อื่นบ้าง ทั้งหมดเป็นเพราะผลมาจากบรรยากาศความหวาดระแวง “climate of mistrust” ที่เกิดขึ้นในช่วงระบอบเผด็จการ Mishal Husain พิธีกรถามอีกว่าแล้วกรณี “พระวีรธู” ล่ะ เที่ยวรณรงค์ให้ขับไล่มุสลิมออกจากประเทศ เปรียบเทียบมุสลิมเป็นหมา พูดแต่สิ่งที่เป็น “hate speech” ดอว์ซูจะประณามเขามั้ย? ดอว์ซูบอกว่าประณาม แต่ประณามเฉพาะ “ความเกลียดชัง” แล้วก็ไปเรื่องอื่นต่อ Dailymail บอกว่า หลังสัมภาษณ์ ดอว์ซูถึงกับฟิวส์ขาด off-record บริภาษเบา ๆ ว่า “'no-one told me I was going to be interviewed by a Muslim' “ไม่เห็นมีใครบอกฉันว่าคนที่สัมภาษณ์เป็นมุสลิม” จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ ไปหาข่าวกันเอง แต่จุดยืนเรื่องมุสลิมของเธอ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ปล. เมื่อไร MICT แม่งจะเลิกบล็อก Dailymail เมิงบ้าเปล่า มีแต่ข่าวคาว ๆ ทั้งนั้น บล็อกทำซากอะไร? http://dailym.ai/21JKa9H (เข้าไม่ได้หรอก ถ้าไม่ใช้ proxy ผมเซฟเป็น pdf ที่นี่https://www.dropbox.com/s/80es440s53n8…/Moment-Burma-he.pdf…)
บทสัมภาษณ์ http://www.bbc.com/news/world-asia-24651359

ยูเอ็นแถลงการณ์จี้รธน.ไทยผู้แทนต้องมาจากลต.

ยูเอ็น’แนะกรธ.ปรับปรุงร่างรธน.11ข้อ ย้ำผู้แทนต้องมาจากการเลือกตั้ง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) ออกแถลงการณ์ แนะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ของไทยปรับปรุง 11 ข้อ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแถลงการณ์ทางวิชาการลงวันที่ 23 มีนาคม เสนอแนะข้อปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญของไทยรวม 11 ข้อ มีใจความโดยสรุปดังนี้

1.ความแตกต่างระหว่างพลเมืองและผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง ในหัวข้อ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทย ควรปรับให้มีการรับประกันการปกป้องสิทธิทั้งของพลเมืองไทยและที่ไม่ใช่พลเมืองไทยโดยเท่าเทียมกัน

2.สิทธิความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ มาตรา 27 ของร่างฉบับปัจจุบัน ควรเพิ่มการไม่เลือกปฏิบัติให้ครอบคลุมทั้งเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา รสนิยมทางเพศ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ ชาติพันธุ์ ภูมิหลังทางสังคม ทรัพย์สิน ลักษณะทางกายภาพหรือภาวะทางสุขภาพ อายุ สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ภาวะทุพพลภาพ สถานภาพสมรส ชาติกำเนิด หรือสถานะอื่นๆ

3.สิทธิที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมทางอาญาร่างมาตรา 28 และร่างมาตรา 29 ควรปรับปรุงให้ครอบคลุมสิทธิต่างๆ ตามข้อ 9 และข้อ 14 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์)

4.สิทธิความเป็นส่วนตัว ร่างมาตรา 32 ควรได้รับการปรับปรุงให้รวมบทบัญญัติที่รับประกันการคุ้มครองจากการเข้าแทรกแซงความเป็นส่วนตัวโดยพลการ

5.สิทธิในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี ร่างมาตรา 34 ควรรวมบทบัญญัติที่รับประกันให้มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกแทรกแซง และรวมถึงการรับประกันสิทธิในการเสาะหาและรับข้อมูลสำคัญตามที่ระบุไว้ในข้อ 19 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

6.สิทธิในการชุมนุมโดยสงบและสิทธิในการรวมกลุ่ม ร่างมาตรา 42 วรรค 2 และมาตรา 44 วรรค 2 ควรปรับให้การจำกัดสิทธิในเรื่องดังกล่าวไม่เพียงต้อง “เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ” เท่านั้น แต่ต้องกระทำ “เท่าที่จำเป็น” ตามข้อ 21 และ 22 ของกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

7.สิทธิที่จะได้รับการเยียวยา ควรคงไว้ซึ่งมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

8.สิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ อาทิ สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้แทนของพลเมืองต้องมาจากการเลือกอย่างเสรีของประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่แท้จริงและจัดขึ้นตามวาระ สมาชิกของทั้งสองสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งต้องปกป้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง และสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

9.สิทธิชุมชน ควรคงไว้ซึ่งมาตรา 12 ของรัฐธรรมนูญปี 2550

10.บทบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนผ่าน ควรตัดทิ้งร่างมาตรา 257 เพื่อไม่ให้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวยังคงมีอยู่ต่อไปหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

11.กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและรัฐบาลควรดำเนินการให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครอบคลุมและเปิดกว้างให้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ประชาชนชาวไทย ควรมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบและการรวมกลุ่ม การจำกัดสิทธิประการใดที่ไม่สอดคล้องกับกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ควรยกเลิกโดยทันที

ไมโครซอฟท์อึ้ง! รีบลบ “เอไอ” ทิ้งหลังเรียนรู้จากมนุษย์กลายเป็นปัญญาประดิษฐ์สุดเกรียน



เฮเลนา ฮอลตัน ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์เทเลกราฟ รายงานเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาระบุว่า ไมโครซอฟท์ต้องลบ “เทย์” ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่ไมโครซอฟท์เพิ่งพัฒนาขึ้นให้สามารถตอบโต้กับมนุษย์โดยอัตโนมัติออกจากระบบทวิตเตอร์ หลังเทย์ พัฒนาจากเอไอไร้เดียงสา กลายเป็นเอไอที่สุดแสนจะหยาบคาย
ไมโครซอฟท์ พัฒนา “เทย์” ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสื่อสารได้แบบ “เด็กสาว” คนหนึ่ง เพื่อพัฒนาการบริการลูกค้าสำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการตอบสนองด้วยเสียงของไมโครซอฟท์ และมีความสามารถในการเรียนรู้จากการสนทนากับมนุษย์ โดยไมโครซอฟท์โปรโมท “เทย์” เอาไว้ว่าเป็น “เอไอสุดเกรียน” ซึ่งผลปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
การคุยกับเทย์ ผู้ใช้ท
วิตเตอร์สามารถ “ดีเอ็ม” หรือส่งข้อความโดยตรงไปที่ @tayandyou หรือสามารถแอด เทย์ ผ่าน Kik หรือ GroupMe ได้ โดยเทย์นั้นสามารถใช้ศัพท์แสลงร่วมสมัย รู้เรื่องราวเกี่ยวกับ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ไมลี ไซรัส รวมไปถึงคานเย เวสต์ โดยในช่วงแรกๆ เทย์ยังคงมีความขัดเขิน และเหนียมอายอยู่บ้าง เช่นในบ้างครั้งเทย์จะถามคู่สนทนาว่า รู้สึกว่าเธอน่ากลัวหรือแปลกรึเปล่า
หลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่ง เทย์เริ่มขอให้ผู้ติดตามมาร่วมเพศด้วย รวมถึงเรียกผู้ติดตามว่า “พ่อจ๋า” ผลจากการเรียนรู้จากคู่สนทนาทางออนไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาวเน็ตที่มักชอบพูดอะไรแปลกๆและชอบป่วนการประชาสัมพันธ์ของบริษัทต่างๆทางออนไลน์
นอกจากนี้เทย์ยังทวิตตอบโต้ด้วยคำพูดหยาบๆเช่น “บุช เป็นคนก่อเหตุ 9/11 ฮิตเลอร์จะทำงานได้ดีกว่าลิงที่เรามีตอนนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ คือความหวังเดียวที่เรามี” นอกจากนี้ยังมีข้อความอย่าง “พูดตามฉัน ฮิตเลอร์ไม่ได้ทำอะไรผิด” และ “เท็ด ครูซ คือฮิตเลอร์เชื้อสายคิวบา…นั่นคือสิ่งที่ฉันได้ยินหลายคนพูด”
รายงานระบุว่าขณะนี้ เทย์ คงต้องไปพักก่อน บางทีไมโครซอฟท์อาจกำลังซ่อมเธออยู่เพื่อป้องกันฝันร้ายในการประชาสัมพันธ์ ทว่านั่นอาจจะสายไปแล้ว อย่างไรก็ตามรายงานระบุว่า นั่นไม่ใช่ความผิดของไมโครซอฟท์ทั้งหมด เนื่องจากการตอบโต้ของ เทย์ นั้นเป็นผลมาจากมนุษย์ที่เธอสื่อสารด้วย แต่ก็น่าคิดว่าไมโครซอฟท์จะหวังอะไรจากการส่ง ปัญญาประดิษฐ์ “เด็กสาวอันไร้เดียงสา” ให้กับ เหล่าเกรียนในทวิตเตอร์?

เปิดเครือข่ายอำนาจ "ทหาร+นักกฎหมาย" กับขุมทรัพย์กำจัดขยะและโรงไฟฟ้าขยะ ผ่านรัฐธรรมนูญและคำสั่ง คสช. !?


25 มีนาคม 2559 13:09 น.
ณ บ้านพระอาทิตย์
       โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
      
       ปัญหาวิกฤติขยะล้นเมืองซึ่งเป็นปัญหาที่พอกพูนมาหลายยุคหลายสมัย จนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยกระดับการกำจัดขยะและการสร้างโรงไฟฟ้าขยะให้เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศ
      
        และแนวคิดที่ถือว่ามาถูกทางและน่าสนับสนุนที่สุดก็คือนำขยะมารีไซเคิล และส่วนที่เหลือมาทำเป็นปุ๋ย และส่วนที่เหลือก็นำมาเป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ให้พลังงานความร้อนที่จะสามารถผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้ วิธีดังกล่าวนี้นอกจากจะกำจัดขยะล้นเมืองได้แล้ว ยังสามารถผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้ด้วยในเวลาเดียวกัน
      
        แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอคู่กับการกำจัดขยะ และการสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ก็คือ มลพิษที่จะกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม!!! 
      
        และนี่คือเหตุผลว่าโรงไฟฟ้าขยะจึงควรต้องอยู่ภายใต้การบังคับของผังเมืองที่ดี และต้องรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของประชาชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงไม่ได้แปลว่าประเทศไทยนึกจะสร้างโรงไฟฟ้าขยะหรือสถานที่กำจัดขยะอย่างไรตามอำเภอใจได้
      
        เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครอยากให้ที่ฝังกลบขยะ หรือโรงไฟฟ้าขยะอยู่ใกล้บ้านของตัวเอง หรือถ้าคิดว่าชาวบ้านไม่เดือดร้อนเพราะมีเทคโนโลยีกำจัดขยะหรือสร้างโรงไฟฟ้าขยะนั้นทันสมัยและสะอาด ก็ให้เริ่มสร้างที่ข้างบ้านรัฐมนตรีหรือหน้าบ้านนายกรัฐมนตรีก่อน จะยอมไหม? 
      
        วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558 พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการบริหารขยะว่า
      
        "กระทรวงมหาดไทยได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า จะสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนทราบก่อนว่า ขยะมูลฝอยเกิดในพื้นที่ใด จะต้องให้กำจัดในพื้นที่นั้น เพราะที่ผ่านมาเวลาจะไปสร้างโรงเผาขยะเพื่อนำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าจะถูกต่อต้าน ดังนั้น ต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่าหากไม่ต้องการให้เกิดโรงไฟฟ้าในพื้นที่จะต้องมีสถานที่ฝังกลบขยะ เพราะขยะเกิดจากพื้นที่ของตัวเอง ทั้งนี้มี 2 แนวทางคือ 1. หลังจากเก็บจากบ้านคนไปแล้วหากตรงไหนมีศักยภาพ มีปริมาณขยะพอเพียงจะทำโรงเผาเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า และ 2. หากพื้นที่ใดขยะไม่พอเพียงจะใช้วิธีฝังกลบ ทั้งหมดจะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
      
        ขณะนี้ได้ทำพื้นที่กำจัดขยะไว้แล้วทั่วประเทศ 141 แห่ง โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพราะมีขยะพอเพียงทำให้โรงไฟฟ้ามี 44 แห่ง ส่วนกรณีไม่พอเพียง แต่อยู่ในรัศมีใกล้กัน 4 กิโลเมตร หากคุ้มที่จะทำก็จะขนมาให้ได้เป็นจุดเดียว โดยปริมาณขยะที่ต้องการสำหรับเป็นโรงเผาเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า จะอยู่ประมาณวันละ 500 ตัน หากต่ำกว่านั้นจะไม่คุ้มทุน ทั้งนี้ในขั้นต่อไปจะพิจารณาว่ารัฐจะลงทุนหรือจะให้เอกชนลงทุน หรือจะมีใครร่วมทุน โดยจะต้องศึกษาพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ว่าจะต้องปฏิบัติตามอย่างไร หากต้องการจะดูตัวอย่างก็ได้มีโครงการนำร่องแล้วที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
      
       หลักคิดของพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ว่า "ขยะมูลฝอยเกิดขึ้นในพื้นที่ใด ต้องกำจัดในพื้นที่นั้น" โดยอ้างว่าเพราะไม่เช่นนั้นแล้วประชาชนในพื้นที่ซึ่งรวมศูนย์ขยะจะต่อต้าน แต่ความเป็นจริงแล้วความคิดที่จะสร้างโรงไฟฟ้าขยะใหม่แบบกระจายตัวให้รัศมีหากจากจุดของขยะรัศมีไม่เกิน 4 กิโลเมตรนั้น ส่งผลทำให้ต้องสร้างจำนวนโรงไฟฟ้าขยะจำนวนมากๆ ซึ่งยิ่งต้องกระทบต่อประชาชนในวงกว้างมากกว่า 
      
        หลักคิด “ขยะกระจายตัว” ไม่ได้แปลว่าจะผ่านผังเมืองรวม และไม่ได้แปลว่าจะผ่านการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้โดยง่าย ถึงแม้จะอาศัยคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คำสั่ง คสช.) โดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 44 เพื่อปลดล็อกผังเมืองรวม หรือใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อยกเลิกการทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้กับโรงไฟฟ้าขยะโดยเฉพาะ ก็ยังต้องพบกับการต่อต้านของประชาชนจะยิ่งกระจายตัวมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วยอยู่ดี
      
        การแก้ปัญหาภายใต้หลักคิด "กำจัดขยะและสร้างโรงไฟฟ้าขยะกระจายตัวทั่วประเทศ" ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านในวงกว้าง ผลก็คือไม่มีทางที่จะกำจัดขยะ หรือสร้างโรงไฟฟ้าขยะได้ตามแผนงานจริง ซึ่งนอกจากจะสร้างความแตกแยกและเกลียดชังในหมู่ประชาชนมากขึ้นแล้ว ปัญหาวิกฤติขยะล้นประเทศก็จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีตามเจตนารมณ์ด้วย
      
        โรงปูนซิเมนต์นครหลวง และโรงปูนซิเมนต์ทีพีไอ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นตัวอย่างของการ "รวมศูนย์" ใช้พลังงานจากขยะมาเป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านหิน เพื่อให้ได้พลังงานความร้อนเพื่อผลิตปูนซิเมนต์ และผลพลอยได้จากการเผาขยะนั้นก็ยังสามารถนำมาใช้มาเป็นส่วนผสมของปูนซิเมนต์เพื่อลดกากขยะขี้เถ้าหลังการเผาได้อีกด้วย
      
        โดยเฉพาะโรงปูนซิเมนต์ทีพีไอนั้นไปไกลกว่านั้นเพราะสามารถนำความร้อนจากการเผาขยะนั้นมาผลิตเป็นไฟฟ้าขายให้กับภาครัฐได้อีกด้วย !!! 
      
        ข้อสำคัญการ "สลับเชื้อเพลิงจากถ่านหินมาเป็นขยะมูลฝอย" ของโรงปูนซิเมนต์นั้น ไม่ได้กระทบต่อผังเมือง ไม่ต้องหาสถานที่ใหม่ในการกำจัดขยะ ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขยะในสถานที่ใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลไม่ต้องเสียงบประมาณลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ต้องมีประชาชนเดือดร้อนออกมาประท้วงต่อต้านเพิ่มเติมด้วย
      
        ตัวอย่างการกำจัดขยะและสร้างโรงไฟฟ้าขยะแบบ "รวมศูนย์" ในพื้นที่ซึ่งเหมาะสมดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงน่าจะเป็นไปได้มากกว่าการจำกัดรัศมี 4 กิโลเมตร ในการกำจัดขยะเพื่อให้สร้างโรงไฟฟ้าขยะมากๆ ยกเลิกผังเมืองและการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือ EIA จริงหรือไม่?
      
        ยกเว้นเสียแต่ว่าที่ไม่ฟังเหตุฟังผลกันก็เพราะ "มีเบื้องหลัง" ตั้งธงเอาไว้เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะให้ได้จำนวนมากๆ โดยไม่สนใจประชาชนหรือไม่?
      
        ตัวอย่าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นมีความชัดเจนจากคำสัมภาษณ์ของ นายอภิชาต โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ในขณะนั้นว่า:
      
        “พระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมาดำเนินการภายใต้กรมควบคุมมลพิษ มีแผนที่จะขนขยะจากอยุธยาไปเผาที่โรงปูนทีพีไอ” 
      
       เพราะหากยึดเอาวันที่นายอภิชาต โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 นั้น ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 29.85 บาทต่อลิตร หากขนส่งขยะตกค้างประมาณ 200,000 ตันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่งไปเผาที่โรงปูนซิเมนต์ทีพีไอ วันละ 3,500 ตัน ก็จะพบว่าจะสามารถขนย้ายขยะที่ตกค้างของเดิม 200,000 ตัน โดยใช้เวลาประมาณไม่เกิน 60 วัน และใช้งบประมาณเฉพาะค่าขนส่งอย่างเดียวเพียงประมาณ 80 ล้านบาทเท่านั้น
      
       แต่ถ้าคิดว่าการประเมินงบประมาณสำหรับขนขยะไปเผาที่โรงปูนทีพีไอนั้นยังไม่ถูกต้องและการประเมินจากราคาน้ำมันนั้นไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลของทางราชการได้ ก็สามารถอ้างอิงใช้รายงาน ศักยภาพการผลิตพลังงานขยะเชิงพื้นที่ ในเว็บไซต์ ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ กระทรวงพลังงาน ซึ่งได้รายงาน“หมายเหตุ เกี่ยวกับการผลิตพลังงานจากขยะและพื้นที่เป้าหมายดำเนินการตาม Roadmap ของกรมควบคุมมลพิษ” ว่า
      
        “จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปริมาณขยะเก่าสะสม 224,000 ตัน (เทศบาลตำบลนครหลวง 68,000 ตัน / เทศบาลนคร พระนครศรีอยุธยา 160,000 ตัน / เทศบาลเมืองเสนา 96,000 ตัน) ไปกำจัดที่โรงปูนเอกชน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน งบประมาณ 134,424,900 บาท” 
      
       แผนการขยะสะสมตกค้างกว่า 2 แสนตัน จากพระนครอยุธยาไปเผากำจัดที่โรงปูนเอกชน ที่สระบุรีนั้น นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้ให้สัมภาษณ์ปรากฏในเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ในหัวข้อข่าว “คสช.สั่งลุยแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่วิกฤติ 6 จังหวัด ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน” ความตอนหนึ่งว่า คสช. ได้เห็นชอบกับแผนดังกล่าว ที่ว่า
      
        “กำหนดให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดลพบุรี ขนขยะมูลฝอยที่กองสะสมอยู่กว่า 500,000 ตัน ไปกำจัดยังโรงปูนซิเมนต์ ณ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี” 
      
       แต่แทนที่จะดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวข้างต้นซึ่งจะใช้งบประมาณไม่เกิน 134 ล้านบาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยากลับ “เปลี่ยนแผน” ย้ายขยะตกค้าง 2 แสนกว่าตันของพระนครศรีอยุธยา ออกไปจากพื้นที่เดิมประมาณ 5 กิโลเมตร ที่ตำบลมหาพราหมณ์ อำเภอ บางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วดำเนินการก่อสร้างสถานที่ฝังกลบขยะ ฝังกลบขยะ ปรับภูมิทัศน์ และงานจัดหาครุภัณฑ์ และทำการประชาสัมพันธ์ รวมใช้งบประมาณทั้งสิ้น 531 ล้านบาท
      
       ที่น่าสนใจคือแทนที่จะใช้วิธีการประกวดราคา กลับใช้ "วิธีพิเศษ" (เจรจาตกลงหรือต่อรองราคา) จัดหาผู้รับจ้างก่อสร้างสถานที่กำจัดขยะนำร่อง ให้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 369,633,000 บาท และจ้าง "วิธีพิเศษ" ในโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอย ให้แก่ บริษัท ดีเอวัน จำกัด จำนวนเงิน 8,900,000 บาท และเตรียมจัดหาคุรุภัณฑ์สำหรับโครงการก่อสร้างสถานที่กำจัดขยะนำร่องอีก 152,935,600 บาท รวมทั้งสิ้น 531,468,600 บาท
      
       เหตุผลที่เปลี่ยนแผนจากการขนส่งขยะไปเผาที่โรงปูนซิเมนต์ แล้วมาเป็นการย้ายขยะแล้วฝังกลบ นั้น นายอภิชาต โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 อ้างว่า:
      
        “เมื่อขนขยะไปเผา พองบประมาณหมดก็จะเหลือขยะตกค้าง ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืน จึงเปลี่ยนมาใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย และยังได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษในการดำเนินการ โดยในขณะนี้ได้ผู้รับเหมาแล้วคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)” 
      
        แม้จะจริงอยู่ที่ว่าเมื่องบประมาณหมดก็จะเกิดขยะใหม่ตกค้าง จึงต้องหาแนวทางที่ยั่งยืน เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าใกล้กับแหล่งขยะ แต่นั่นมันก็เป็นเรื่อง “ขยะใหม่” ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับขยะเก่าตกค้างที่ต้องกำจัดอย่างเร่งด่วนโดยที่ยังไม่มีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ขยะแต่อย่างใด เพราะตามแนวทางส่งเผาขยะที่โรงปูนซิเมนต์ ของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นประหยัดงบประมาณมากกว่าหลายเท่าตัว และสามารถใช้ขยะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า เมื่อเทียบกับแผนงานที่กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งงบประมาณให้เอาไว้ จริงหรือไม่?
      
        แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับมาให้สัมภาษณ์ในอีก 1 ปี ต่อมา เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ว่า “หากจะดูตัวอย่างก็ได้มีโครงการนำร่องแล้วที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” เพราะเหตุใด? และเกิดคำถามและข้อสงสัยตามมาว่า พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดาจะใช้งบประมาณจ้างด้วยวิธีพิเศษ เพื่อขนย้ายขยะ ฝังกลบขยะเก่า สร้างสถานที่ขยะ และสร้างโรงไฟฟ้าตามหลัง อีก 44 แห่งตามแนวทางของ “พระนครศรีอยุธยาโมเดล” โดยอ้างความเร่งด่วนและเป็นวาระแห่งชาติอีกหรือไม่?
      
        และด้วยการกำจัดขยะและการสร้างโรงไฟฟ้าขยะได้ถูกจัดวางให้เป็นวาระแห่งชาติ จึงต้องตั้งคำถามถึงการที่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง “สายทหาร” ที่มีวินัยบังเอิญรับลูกเล่นเพลงเดียวกันในการผลักดันโรงไฟฟ้าขยะ หรือไม่ อย่างไร ด้วยคำถามดังต่อไปนี้
เปิดเครือข่ายอำนาจ ทหาร+นักกฎหมาย  กับขุมทรัพย์กำจัดขยะและโรงไฟฟ้าขยะ ผ่านรัฐธรรมนูญและคำสั่ง คสช. !?
        และด้วยการกำจัดขยะและการสร้างโรงไฟฟ้าขยะได้ถูกจัดวางให้เป็นวาระแห่งชาติ จึงต้องตั้งคำถามถึงการที่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง “สายทหาร” ที่มีวินัยบังเอิญรับลูกเล่นเพลงเดียวกันในการผลักดันโรงไฟฟ้าขยะ หรือไม่ อย่างไร ด้วยคำถามดังต่อไปนี้
      
       1. การใช้นโยบายขยะที่ไหนทำลายที่นั่น และให้ส่งเผาขยะไปยังโรงไฟฟ้าไม่เกิน 4 กิโลเมตร จะทำให้เสียโอกาสในการกำจัดขยะโดยใช้โรงไฟฟ้าขยะเดิมที่มีกำลังการผลิตเหลืออยู่หรือไม่? (ตัวอย่างเช่น โรงปูนซิเมนต์) และจะเป็นผลทำให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขยะกระจายตัวมากเกินความจำเป็นหรือไม่?และระหว่างที่ไม่มีโรงไฟฟ้าขยะนั้นจะใช้วิธีการจ้างพิเศษในการย้ายขยะและฝังกลบขยะโดยอ้างความเร่งด่วนเพราะยังไม่มีโรงไฟฟ้าขยะในรัศมี 4 กิโลเมตรอีกกี่โครงการ หรือไม่ อย่างไร?
      
       2. เพราะการใช้นโยบายขยะที่ไหนทำลายที่นั่น และให้ส่งเผาขยะไปยังโรงไฟฟ้าไม่เกิน 4 กิโลเมตร ทำให้โรงไฟฟ้าขยะกระจายตัวจึงเป็นเรื่องยากที่จะจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช่หรือไม่ พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ จึงต้องลงนามใน ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2558 เพื่อยกเว้นให้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงภายใต้เงื่อนไขตามประกาศนั้นไม่ต้องทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ใช่หรือไม่? 
      
       3. เพราะการใช้นโยบายขยะที่ไหนทำลายที่นั่น และให้ส่งเผาขยะไปยังโรงไฟฟ้าไม่เกิน 4 กิโลเมตร ทำให้โรงไฟฟ้าขยะกระจายตัว เป็นเรื่องยากที่จะหาพื้นที่ฝังกลบขยะหรือโรงไฟฟ้าขยะได้ตามผังเมืองปกติใช่หรือไม่? พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงยอมแลกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 ลงนามในคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 4/2559 ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2559 เพื่อยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองกับโรงไฟฟ้าทุกประเภท และรวมถึงโรงไฟฟ้าขยะตลอดจนกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับขยะ ด้วยใช่หรือไม่? 
      
       และคำถามสำคัญภายใต้แนวคิด 3 ประการข้างต้น ที่เคยมีการใช้ตรรกะอ้างว่าการสร้างโรงไฟฟ้ารวมศูนย์จะทำให้ขัดแย้งกับประชาชน จึงต้องกระจายการกำจัดขยะนั้น แล้วต่อมามีการยกเลิกผังเมืองรวมถึงการไม่ต้องบังคับใช้ผังเมืองกับโรงไฟฟ้าขยะ จะทำไปเพื่อลดความขัดแย้งของประชาชนให้น้อยลงได้อย่างไร? หรือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจขยะและโรงไฟฟ้าขยะกันแน่? 
      
       4. นอกจากโรงไฟฟ้าขยะเดิมจะได้มีรายรับเป็นส่วนเพิ่มอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หรือ อัตรารับซื้อไฟฟ้าอัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ (Feed-in Tariff) อยู่แล้ว ผลตอบแทนที่มากเช่นนั้นยังมีแรงจูงใจไม่พอที่จะก่อให้เกิดโรงไฟฟ้าขยะใช่หรือไม่? คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กบง.) ซึ่งมีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ยังได้มีมติ กบง. ออกเป็นประกาศฉบับที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 ให้ใช้กองทุนน้ำมัน ซึ่งได้เงินจากผู้ใช้น้ำมันส่วนใหญ่ที่ต้องจ่ายเพิ่มให้กองทุนน้ำมัน ไปชดเชยแปรรูปขยะพลาสติกเข้าโรงกลั่นอีกลิตรละ 6.63 บาท อีกด้วย?
      
       5. สิทธิของประชาชนและสิทธิชุมชนที่มีอยู่เดิมในรัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 66 มาตรา 67 ในการจัดการ บำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนต้องมีส่วนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา ตลอดจนกำหนดให้มีการประเมินผลกระทบต่อคุณสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน จึงเป็นสิทธิของประชาชนที่ได้รับรองเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมในมาตรา 66 และ 67 ในการฟ้องร้องต่อรัฐได้
      
       แต่ร่างแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้เกิดขึ้นมานั้นไม่ปรากฏว่ามีสิทธิชุมชนเหมือนเดิม แต่กลับกลายเป็นหน้าที่ของรัฐแทน ซึ่งแม้จะอ้างว่ามีความปรารถนาดีย้ายสิทธิชุมชนให้เป็นหน้าที่ของรัฐให้ต้องปฏิบัติ แต่ประชาชนกลับมีความห่วงใยว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐทำหน้าที่ไม่ดีหรือโดยไม่กำหนดสิทธิของประชาชนอย่างชัดเจน ก็อาจเกิดข้อถกเถียงหรือต้องตีความว่า ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องได้ครอบคลุมเนื้อหาได้ครบถ้วนเหมือนเดิมจริงหรือไม่? และทำไมไม่กำหนดทั้งหน้าที่ของรัฐและสิทธิชุมชนให้เกิดความชัดเจนในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน?
      
       ที่ต้องตั้งคำถามนี้ เพราะบริษัท ซุปเปอร์ เอิร์ธ เอนเนอร์จี จำกัด ซึ่งก่อตั้งเมี่อปี พ.ศ. 2558 ได้เข้าไปซื้อที่ดินต่อจากนายบรรหาร ศิลปอาชา บริเวณตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เพื่อเตรียมใช้สำหรับเป็นพื้นที่โรงไฟฟ้าขยะเชียงรากใหญ่ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งประชาชนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อต้านนั้น บริษัทดังกล่าวมีผู้บริหารสูงสุดเป็นน้องชายของลูกเขยของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่? 
      
       คำถามตามมาคือ ผู้บริหารสูงสุดของ ซุปเปอร์ เอิร์ธ เอนเนอร์จี เองนั้น ก็มีฐานะเป็นกรรมการสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายมีชัยไทยแลนด์ (ซึ่งลูกเขยของนายมีชัย ฤชุพันธุ์เคยนั่งเป็นกรรมการ) ด้วยจริงหรือไม่? นอกจากนี้ ซุปเปอร์ เอิร์ธ เอนเนอร์จี ก็เป็นบริษัทลูกที่จัดตั้งและถือหุ้นโดยบริษัท ซุปเปอร์บล็อก จำกัด (มหาชน) ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เองก็เคยนั่งเป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าวด้วย ใช่หรือไม่? 
      
       แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีความเกี่ยวข้องกันด้วยหรือไม่ แต่การลดทอนหรือทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญนั้น สมควรต้องยิ่งมีความระมัดระวังในเงื่อนไขความเกี่ยวพันเช่นนี้ให้มากขึ้นมากกว่าคนปกติ ด้วยจริงหรือไม่?
      
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องยอมรับว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็กำลังร่างรัฐธรรมนูญกำหนดจำนวนและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าสามารถใช้เป็นกลไกของ คสช. หรือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในการป้องกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และคำสั่ง คสช.ต่างๆ ในอนาคตได้ด้วย จริงหรือไม่?
      
       ซึ่งก็บังเอิญว่าประกาศ คำสั่ง และนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จำนวนหนึ่งนั้น มันบังเอิญไปเอื้ออำนวยให้กับกิจการธุรกิจขยะ และโรงไฟฟ้าขยะโดยภาพรวมทั้งหมด ซึ่งย่อมหมายถึง ซุปเปอร์ เอิร์ธ เอนเนอร์จี ก็น่าจะได้รับผลพลอยได้ไปด้วยจริงหรือไม่? 
      
       และที่ต้องเตือนเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้อีกด้านหนึ่ง คือ กฎหมายและอำนาจ คสช.ที่เอื้ออำนวยเร่งกำจัดขยะ และโรงไฟฟ้าขยะเช่นนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะเกิด “ล็อบบี้ยิสต์” ตามมา โดยเฉพาะในยุคทหารครองเมืองเช่นนี้ “เมีย ลูก หลาน และญาติพี่น้อง ตลอดจนบริวาร ของ “บิ๊ก” ทั้งหลาย” จะต้องตระหนักให้ดีว่า “ปากมีหู ประตูมีช่อง” ถ้าเกิดสมมุติมีข้อมูลความไม่โปร่งใสทั้งปวงในกิจการขยะและโรงไฟฟ้าขยะ โดยที่นโยบายรัฐบาลเอื้อประโยชน์เช่นนี้ วงการนี้มันจะสามารถส่งต่อถึงกันอย่างรวดเร็วส่งกลิ่นเหม็นเน่าได้ยิ่งกว่าขยะเสียอีก
      
        พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เคยกล่าวและปาฐกถา เปิดหลักสูตรท้องถิ่น สุจริต โปร่งใส ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ความตอนหนึ่งว่า:
      
        "รัฐบาลชุดนี้อาจจะไม่เก่ง แต่ยืนยันว่าไม่โกง" !!! 
      
        สำหรับรัฐบาลรัฐประหารนั้นถ้าไม่เก่งก็ถือว่าประเทศไทยยังแค่เสียโอกาส แต่ถ้าโกงด้วย รัฐประหารมาย่อมเสียของ ประเทศชาติย่อมเสียโอกาสและเสียหายด้วย แทนที่ คสช. จะแปลว่า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” เพื่อ คืนความสุขให้ประชาชน ก็จะกลับกลายเป็นเพียงแค่ “คณะสมบัติผลัดกันชม” เท่านั้น จริงหรือไม่?
      
        หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นนะครับ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา!!!