PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ไฟเขียว ร่างสัญญาประชาคม 3 หน้า 10ข้อ

ไฟเขียว ร่างสัญญาประชาคม 3 หน้า 10ข้อ
โฆษกปรองดอง เผย คณะกรรมการเตรียมการสร้างสามัคคีปรองดอง ชุด"บิ๊กป้อม"เห็นชอบ "ร่างสัญญาประชาคม" แต่ให้ปรับแก้บางถ้อยคำ บางส่วน เผย ร่างฯยาว3แผ่น มี10ข้อ เป็นบทนำครึ่งหน้า และบทสรุป อีกครึ่งหน้า แต่ยังจะไม่เปิดเผย จนกว่าจะมีการเปิดเวทีสาธารณะ
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหมและประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ฯ ชี้ ประเด็นที่ตัองเร่งสร้างความเข้าใจ และไม่ให้ความขัดแย้งขยาย เช่น การยึดถือและปฏิบัติตามกม.กม และการใช้ถ้อยคำ ที่ไม่ปลุกระดม หรือสร้างความขัดแย้ง Hate speech
ชี้แม้เป็นเพียงแค่กระดาษ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ประชาชน และเจตน์จำนง จิตวิญญาณของปชช. ในการดำหนดกรอบ การอยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุข
เชื่อมั่นว่าครั้งนี้จะประสบความสำเร็จมากกว่าทุกครั้ง เพราะเราได้ศึกษาจากบทเรียนในอดีต
ชี้อารมณ์ของสังคม เริ่มสงบลง และเต็มไปด้วยเหตุผล สร้างสรรค์ เชื่อไม่มีการใช้ความรุนแรง หาก มีบางกลุ่มออกมาต่อต้านการเลือกตั้ง ยันตัองยึดกม. ทั้ง พรบ.การชุมนุมฯ
โดยจะเปิดเวทีฟังความเห็น ต่อ ร่างสัญญาประชาคม ในต้นกค.ให้เสร็จภายใน7กค.
ส่วนการประกาศ ร่างสัญญาประชาคม นั้น ต้องรอการรับฟังความเห็นจากประชาชน แล้วกลับมา ทำร่างฯ ที่สมบุรณ์ แล้วส่งให้คณะ ปยป. จากนั้น จะมีการแถลงให้ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน. แต่นายกฯหรือใครจะแถลงนั้น ให้รอบทสรุป

"บิ๊กป้อม" เชื่อมั่นร่าง“สัญญาประชาคม”จะเป็นทางออกร่วมกัน

"บิ๊กป้อม" เชื่อมั่นร่าง“สัญญาประชาคม”จะเป็นทางออกร่วมกัน จากความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรง /เห็นชอบร่างฯ แต่ให้แก้ไข ถ้อยคำบางส่วน ก่อนเปิดเวทีฟังความเห็น ในต้นกค.ให้เสร็จภายใน7กค./แม้เป็นแค่กระดาษ แต่สำคัญที่เจตน์จำนงประชาชน/ชี้ทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะอารมณ์สังคมสงบลง เผย "ความเห็นร่วม" จะเอาไป ใส่ใน ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี
หลังการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ครั้งที่ 4/60 เมื่อ 19 มิถุนายน 60 ที่ ศาลาว่าการกลาโหม โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและ รมว.กห. เป็นประธาน
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม/ ประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ เปิดเผย ว่า คณะกรรมการเตรียมการสร้างสามัคคีปรองดอง ชุด"บิ๊กป้อม"เห็นชอบ "ร่างสัญญาประชาคม" แต่ให้ปรับแก้บางถ้อยคำ บางส่วน เผย ร่างฯยาว3แผ่น มี10ข้อ เป็นบทนำครึ่งหน้า และบทสรุป อีกครึ่งหน้า แต่ยังจะไม่เปิดเผย จนกว่าจะมีการเปิดเวทีสาธารณะ
พลตรี คงชีพ กล่าวว่า ในร่างสัญญาประชาคม มี ประเด็นที่ตัองเร่งสร้างความเข้าใจ และไม่ให้ความขัดแย้งขยาย เช่น การยึดถือและปฏิบัติตามกม.กม และการใช้ถ้อยคำ ที่ไม่ปลุกระดม หรือสร้างความขัดแย้ง Hate speech
"แม้เป็นเพียงแค่กระดาษ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ประชาชน และเจตน์จำนง จิตวิญญาณของปชช. ในการดำหนดกรอบ การอยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุข"
"เชื่อมั่นว่าครั้งนี้จะประสบความสำเร็จมากกว่าทุกครั้ง เพราะเราได้ศึกษาจากบทเรียนในอดีต"
พลตรีคงชีพ กล่าวว่า ตอนนี้ อารมณ์ของสังคม เริ่มสงบลง และเต็มไปด้วยเหตุผล สร้างสรรค์ เชื่อไม่มีการใช้ความรุนแรง หาก มีบางกลุ่มออกมาต่อต้านการเลือกตั้ง ยันตัองยึดกม. ทั้ง พรบ.การชุมนุมฯ
ส่วนการประกาศ ร่างสัญญาประชาคม นั้น ต้องรอการรับฟังความเห็นจากประชาชน
ในต้นกค.ให้เสร็จภายใน7กค. แล้วกลับมา ทำร่างฯ ที่สมบุรณ์ แล้วส่งให้คณะ ปยป. จากนั้น จะมีการแถลงให้ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน. แต่นายกฯหรือใครจะแถลงนั้น ให้รอบทสรุป
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบถึงกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ผ่านมา และร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นอย่างรอบด้านต่อ "เอกสารความเห็นร่วม" ที่จัดทำขึ้นและการใช้ประโยชน์
รวมทั้ง "ร่างสัญญาประชาคม" เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน
พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมีความจริงใจและมีเจตจำนงที่แน่วแน่ ในการสร้างความสามัคคีปรองดองในครั้งนี้ และเน้นถึงเป้าหมาย คือ การรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่ การกำหนดกรอบแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติสุขในอนาคต
โดยประชาชนทั้งประเทศ ต้องได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง
พร้อมย้ำให้ร่วมกันสร้างการรับรู้กับประชาชนและสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ ให้เกิดความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอย่างแท้จริง
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า ร่างสัญญาประชาคมที่ปรับแก้แล้ว จากข้อคิดเห็นของคณะกรรมการ จะสามารถเผยแพร่สู่สาธารณะ ในรูปแบบของการจัดเวทีสาธารณะทั่วทุกภาคได้ภายใน ปลาย มิ.ย.60 โดยจะจัด 4 ครั้งในพื้นที่จังหวัด พิษณุโลก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช และ กทม.
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า ในภาพรวม ความขัดแย้งในสังคมไทยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา นำมาสู่การต่อต้านคัดค้านรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศในแต่ละช่วงเวลา ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันจนลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรง ทั้งระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนกับประชาชน และขยายวงกว้างไปสู่การใช้ความรุนแรง จนเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างประมาณค่ามิได้ ซึ่งบั่นทอนศักยภาพและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าและมั่นคงอย่างมาก

หลังจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามายุติความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงในสังคมทันที โดยใช้กฎหมายพิเศษและกำหนดมาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงทางสังคมที่เข้มข้น โดยเฉพาะการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยึดอาวุธสงครามทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร่วมกับการเสริมสร้างให้เกิดสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองสมานฉันท์ในหมู่ประชาชน
กว่า2ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาวิกฤตชาติและปัญหาฐานรากประเทศที่ถูกละเลย ควบคู่กับการวางรากฐานและอนาคตของประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม
ขณะเดียวกันต้องบริหารขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการผดุงหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง ด้วยกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันและกฎหมายพิเศษตามความจำเป็น ร่วมกับการขอความร่วมมือจากสังคม โดยยังให้ความสำคัญหลักกับปัญหาพื้นฐานทางสังคม ที่มีรากเหง้าความขัดแย้งมานาน เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การครอบครองทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน การกระจายอำนาจและรายได้ที่ไม่ทั่วถึงเป็นธรรม และปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น ตามผลการปฏิบัติ ที่มีเป็นข่าวปรากฏอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา
ในขณะที่ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกันถึงความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับและวางรากฐานประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม
นายกรัฐมนตรี จึงได้ตั้งคณะกรรมการจำนวน 4 คณะ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ 2) คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3) คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 4) คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อร่วมกันทำงานตอบสนองความต้องการของประชาชน ในการปฏิรูปขับเคลื่อนประเทศ. ตามแนวทางและเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนด โดยไม่นำความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงกลับมาสู่สังคมอีกในอนาคต
ในส่วนของ คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มีความมั่นใจว่า โอกาสความสำเร็จของการร่วมสร้างความสามัคคีปรองดองครั้งนี้ มีมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาล มีเจตจำนงที่ชัดเจน
พร้อมทั้งได้ศึกษาบทเรียนและทะยอยแก้ปัญหารากเหง้าความขัดแย้งที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และเมื่อพิจารณาแล้วว่า สังคมเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นและไว้ใจกันมากขึ้น ประกอบกับอารมณ์ทางสังคมมีความสงบลง การเปิดโอกาสให้ประชาชนจากทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อทางออกและแนวทางป้องกันมิให้ความขัดแย้งกลับกลายเป็นความรุนแรงในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น
ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า แนวทางการสร้างความสามัคคีปรองดองที่รัฐบาลทำมา สามารถตอบสนองความคาดหวังและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งกระบวนการรับฟังและตรวจทานความคิดเห็นที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างดียิ่ง โดยข้อมูลที่ได้รับเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่ายิ่ง
“เอกสารความเห็นร่วม” ได้จัดทำขึ้น ด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามหลักวิชาการ จากข้อมูล 2 ส่วน คือ 1) ข้อมูลการรวบรวมความเห็นร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ผ่านเวทีการรับฟังในการสร้างความสามัคคีปรองดองทั่วประเทศ ที่ผ่านการสอบทานแล้วที่ผ่านมา
2) ข้อมูลผลการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างความสามัคคีปรองดองที่มีมา โดยจัดทำเป็นประเด็นความเห็นร่วมและความเห็นอื่นๆทั้ง 10 ด้าน
และจำแนกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ประเด็นที่คสช.และรัฐบาลได้ดำเนินการแล้วหรือกำลังดำเนินการ 2) ประเด็นที่สามารถดำเนินการได้และเกิดผลทันที 3) ประเด็นที่สามารถดำเนินการได้แต่ผลที่เกิดขึ้นอาจต้องใช้เวลา 4) ประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการและสร้างความรับรู้ เพื่อมิให้ขยายไปสู่ความขัดแย้ง และ 5) ประเด็นที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่การดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป
ข้อมูลจาก “เอกสารความเห็นร่วม” จะถูกเสนอไปยังคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตาม กรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อใช้ประโยชน์ ทั้งด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ และการบริหารราชการแผ่นดิน
พร้อมทั้ง เสนอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาปฏิรูปการขับเคลื่อนประเทศ ใช้ประโยชน์ควบคู่กันไป
สำหรับประเด็นที่ 4 ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการและสร้างความรับรู้ เพื่อมิให้ขยายไปสู่ความขัดแย้ง และประเด็นอื่นๆที่อ่อนไหวหรือถูกใช้เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งที่ผ่านมา จะถูกแยกไปจัดทำเป็น “สัญญาประชาคม” ต่อไป
สำหรับ “ร่างสัญญาประชาคม” ที่จัดทำขึ้นจากการสะท้อนความเห็นร่วมกันของประชาชน เป็นการกำหนดกำหนดความตกลงของการอยู่ร่วมกัน เพื่อมิให้เกิดเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งที่ขยายไปสู่ความรุนแรงในอนาคต ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดี ที่ประชาชนทุกคนจะได้เข้าใจและร่วมกันปฏิบัติ ด้วยสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุขต่อไป
ทั้งนี้ แนวทางดำเนินการสร้างความสามัคคีปรองดองให้บรรลุความสำเร็จเป็นรูปธรรม จากสัญญาประชาคมที่จะเกิดขึ้นนี้ จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ จากความเชื่อมั่นและไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งการมีส่วนร่วมและความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ในทุกมิติ ไม่เน้นเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต่อการมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ “ผลประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงและมีส่วนร่วมของประชาชน การมีจิตสำนึกในการยอมรับกฎกติกา และเคารพกฎหมายต่างๆ รวมไปถึงการสร้างความเท่าเทียมกันในทุกด้าน ทั้งกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและการเข้าถึงบริการภาครัฐ
ตลอดจนบรรยากาศของความสมานฉันท์ ความเป็นพี่เป็นน้อง การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน รวมทั้งความโปร่งใสในทุกกระบวนการ ซึ่งจัดเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะทำให้ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

"บิ๊กเจี๊ยบ" สั่ง กกล.รส.คสช.ไม่ประมาท คุมเข้ม การรปภ. แม้จับกุม "มือระเบิด" ได้แล้วก็ตาม

"บิ๊กเจี๊ยบ" สั่ง กกล.รส.คสช.ไม่ประมาท คุมเข้ม การรปภ. แม้จับกุม "มือระเบิด" ได้แล้วก็ตาม สั่ง เร่งรัดติดตั้งและเพิ่มประสิทธิภาพ กล้องวงจรปิด
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า พลเอกเฉลิมชัย ขอให้ทุกหน่วยงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยเฉพาะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ยังคงเข้มงวดในมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆ ให้มีความรัดกุมและสอดคล้องกับ สถานการณ์เช่นเดิม
แม้ว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีลอบวางระเบิด
ในพื้นที่ กทม. ได้แล้ว โดยเฉพาะการเร่งรัดติดตั้งและเพิ่มประสิทธิภาพกล้องวงจรปิด ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างความปลอดภัยสาธารณะ
นอกจากนี้ พลเอกเฉลิมชัย เลขาธิการคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายเร่งด่วนในการจับกุมและปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ ที่มอบให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยได้ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในช่วง ๔ เดือน ที่ผ่านมาปรากกฎเป็นสถิติการจับกุมยาบ้าได้ถึง ๑๐๐ ล้านเม็ด นับเป็นสถิติที่สูงขึ้นมากอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งการจับกุมของเจ้าหน้าที่เป็นเพียงการแก้ปัญหาส่วนหนึ่ง
การประชุมในวันนี้ เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้แสดงเจตนาที่จะยกระดับการแก้ปัญหายาเสพติดให้ครอบคลุมในทุกมิติยิ่งขึ้น ได้สั่งการให้ทุกส่วนงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ร่วมกันพิจารณากำหนดกระบวนการและวิธีแก้ปัญหายาเสพติดเพิ่มเติม ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ เน้นการขจัดปัญหายาเสพติดที่ต้นเหตุ โดยให้พิจารณามาตรการเพิ่มเติมทั้งในประเทศและการประสานงานร่วมกับมิตรประเทศ
สำหรับงานด้านการจัดระเบียบสังคม ซึ่งบางพื้นที่ดำเนินการได้เรียบร้อย เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน
แต่ในบางพื้นที่อาจต้องปรับรูปแบบหรือการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสภาพปัญหายิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามการจัดระเบียบสังคมเป็นงานที่ดำเนินการเพื่อส่วนรวม ซึ่ง พลเอกเฉลิมชัย เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กำชับให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบป้องกันมิให้มีการแอบอ้างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อเรียกรับผลประโยชน์หรือดำเนินการใดๆ ที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย หากตรวจพบให้ดำเนินการทางกฎหมายทันที รวมถึงการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ให้ประพฤติปฏิบัติตนภายใต้กรอบของกฎหมายที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จตุพร ไม่รู้จัก ลุงวิศวะมือบึ้ม

16 มิ.ย. 60 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ให้สัมภาษณ์กรณีทหารควบคุมตัวนายวัฒนา ภุมเรศ อายุ 62 ปี อดีตวิศวกรรัฐวิสากิจแห่งหนึ่ง ที่สารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า และอีกหลายจุด ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้ขออนุมัติหมายจับ ว่า เรื่องนี้ได้ติดตามข่าวตั้งแต่ต้น นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่า มีการจ้างตำรวจ ทหารนอกแถว มากระทำการ จนมีการจับกุมตัว วิศวกรการไฟฟ้าที่เกษียณอายุ ภาพข่าวมีนาฬิการูปนายทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) มีผ้าพันคอสีแดงสภาพใหม่ อุปกรณ์ประกอบระเบิด และมีการให้ข่าว ผู้ต้องหาได้กระทำการตั้งแต่ปี 50 จนถึงวันครบรอบ 3 ปี รัฐประหารเมื่อ 22พ.ค.60 ก่อนหน้า นปช.ออกแถลงการณ์ประณามการวางระเบิดในรพ.พระมงกุฎเกล้าฯ เหตุระเบิดนั้น อย่าว่าแต่เป็นคนเสื้อสีใดเลย เป็นคนยังไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่มีใครเห็นด้วย เพราะผู้ที่ไปรักษาอาการเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นทหาร พลเรือน ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่ควรได้รับชะตากรรม ตามหลักกฎหมาย จนกว่าคดีถึงที่สุด ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามขั้นตอนอยากให้ทหารปล่อยให้ตำรวจ การนำตัวไปไว้7วันก่อนมาส่งตัวให้ตำรวจ พร้อมคำรับสารภาพนั้น พวกเราอยู่ในหมู่บ้านกระสุนตก ทั้งนาฬิกา ผ้าพันคอใหม่เอี่ยม เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เป็นเรื่องความชินชา ใครอยากให้ใครเชื่ออย่างไรก็ทำตามสบาย แต่คนที่ทำผิดจริงๆ ควรได้รับการประณาม สาปแช่ง ถือเป็นความอำมหิต
นายจตุพร กล่าวว่า รูปแบบคดีต่างๆ สิ่งที่คนไทยอยากเห็นคือการทำคดีตรงไปตรงมา พวกเราไม่เห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้ ไม่รู้จักวิศวกรเป็นการส่วนตัว คนจบวิศวกร ไม่รู้จบจากสำนักไหน นอกจากเก็บของไว้ใหม่เอี่ยม เก็บหลักฐานรอไว้ครบ ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านไปร่วมเดือน ไม่รู้วิศวกรสถาบันแห่งนี้อบรมสั่งสอนกันอย่างไร แต่ก็เอาเถอะ ใครผิดก็ว่าตามผิด ไม่มีใครไปปกป้องอะไร เพราะพฤติกรรมไม่ว่าใคร ต้องได้รับการประณาม ทางข้อกฎหมายควรให้ประชาชนสบายใจ ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เอานาฬิการูปทักษิณ ผ้าแดงใหม่มาวาง แล้วสรุปเป็นเพราะต้องการแก้แค้นการสลายการชุมนุมปี 2553 อธิบายว่า วางระเบิดตั้งแต่ปี2550 โดยที่ยังไม่มีเหตุการณ์ปี 2553 การอธิบายก็ขัดกันไปกันมา แต่ถ้าต้องการให้คนเชื่ออย่างนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร
นายจตุพร กล่าวว่า นปช.เรามีแนวทางสันติวิธี ไม่มีวิธีอื่น ไม่สนับสนุนวิธีอื่น ส่วนรูปแบบการเชื่อมโยง การตั้งข้อกล่าวหา ตั้งข้อสงสัยก็ทำเหมือนทุกครั้งที่เคยทำมา ไม่รู้จักเบื่อกันหรือ มันง่ายเหลือเกิน นาฬิกาใหม่ ผ้าแดงใหม่เอี่ยม อุปกรณ์ก็ใหม่ ทหารควรเอาตัวไปให้ตำรวจสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา เพราะเรื่องนี้กระทบกระเทือนต่อจิตใจคนไทย
นายจตุพร กล่าวอีกว่า ในส่วนของแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัว ทางทนายความ ครอบครัวกำลังปรึกษาหารือจะยื่นประกันตัวอีกครั้งเมื่อใด คนที่ถูกคุมขัง มีบางคนเจ็บป่วย ขอความเมตตาจากศาล แนวร่วมเสื้อแดงทุกคนปรับตัว เข้าใจในชะตากรรม ที่ตนเคยพูด บนหนทางต่อสู้ไม่ตายก็ติดคุก ส่วนคดีของตนที่สภ.พัทยา ยังอยู่ในขั้นตอนพนักงานสอบสวน ทั้งที่เป็นอำนาจของสน.ดุสิตแต่ต้น การจะยกสำนวนมาที่พัทยา มันมีปัญหาตามป.วิอาญามาตรา18 19 แต่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน คงว่ากันตามแนวทางการต่อสู้ต่อไป

ย้อนรอยระเบิด37จุด

ย้อนรอย 5 ปี คดีบึ้มป่วนกรุง 37 ครั้ง ตร.ยังวืดจับคนร้ายไม่ได้

ชุดสืบสวนนครบาลพลิกแฟ้มคดีย้อนหลังเหตุการณ์ระเบิดสนั่นกรุงในช่วง 5-6 ปี มาเทียบเคียงแผนประทุษกรรมของคนร้าย และลักษณะการประกอบระเบิดอย่างละเอียดได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า เหตุระเบิดหน้ารามคำแหงไม่สอดคล้องกับการวางระเบิดในจุดใดๆ ที่ผ่านมา ทำให้ตัดประเด็นทางการเมืองทิ้งไปเนื่องจากสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันไม่ร้อนแรง จึงยังคงเหลือเพียงประเด็ป่วนเมือง และความขัดแย้งตัวบุคคลเท่านั้น

ทั้งนี้ ชุดสืบสวนนครบาลได้รวบรวมรายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นย้อนหลังที่ผ่านมา พบว่าในรอบปี 2550 ที่ผ่านมา จนถึงปี 2555 และช่วง 3 เดือนแรกของปี 2556 มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ กทม.จุดต่างๆ ทั้งหมด 36 ครั้ง หากนับรวมครั้งล่าสุดบริเวณปากซอยรามคำแหง 43/1 เป็น 37 ครั้ง โดยเกิดเหตุระเบิดคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ถึง 00.05 วันที่ 1 มกราคม 2550 รวม 9 จุด มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บ 36 ราย แบ่งเป็นครั้งที่ 1 เวลา 18.00 น. บริเวณป้ายรถประจำทางหน้าภัตตาคารพงษ์หลี ใกล้ห้างเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ท้องที่ สน.พญาไท มีผู้บาดเจ็บ 18 ราย เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 2 ราย

ครั้งที่ 2 เวลา 18.00 น. บริเวณป้อมสัญญาณไฟจราจรสี่แยกสะพานควาย ท้องที่ สน.บางซื่อ มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย ครั้งที่ 3 เวลา 18.00 น. ป้อมจราจรสี่แยกแคราย จ.นนทบุรี ไม่มีผู้บาดเจ็บ ครั้งที่ 4 เวลา 18.05 น. ป้อมจราจรสุขุมวิท 62 ท้องที่ สน.บางนา ไม่มีผู้บาดเจ็บ ครั้งที่ 5 เวลา 18.10 น. บริเวณตลาดคลองเตย 2 ชุมชนไผ่สิงห์โต สะพานลอยข้ามถนนพระราม 4 ท้องที่ สน.ท่าเรือ มีผู้บาดเจ็บ 7 ราย เสียชีวิต 1 ราย ครั้งที่ 6 เวลา 18.30 น. ลานจอดรถจักรยานยนต์ ห้างซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์ ท้องที่ สน.ประเวศ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ครั้งที่ 7 เวลา 24.05 น. บริเวณตู้โทรศัพท์ หน้าห้างเกษรพลาซ่า ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์ ท้องที่ สน.ลุมพินี มีผู้บาดเจ็บ 10 คน เป็นชาวไทย 2 คน ชาวต่างชาติ 8 คน ครั้งที่ 8 เวลา 00.01 น. บริเวณท่าเทียบเรือประตูน้ำเชิงสะพานเฉลิมโลก ตรงข้ามห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ท้องที่ สน.ลุมพินี มีผู้บาดเจ็บ 3 คน และครั้งที่ 9 เวลา 00.40 น. ที่ร้านบัดดี้ ถนนข้าวสาร ไม่ได้รับความความเสียหาย ครั้งที่ 10 ระเบิดถังขยะร้านแมคโดนัลด์ สาขาเมเจอร์รัชโยธิน ตรวจสอบพบภายหลังจากแม่บ้านนำขยะไปทิ้ง โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยเหตุบึ้มป่วนกรุงครั้งนั้นอยู่ในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังมีการรัฐประหาร

ครั้งที่ 11 ปี 2553 เกิดเหตุระเบิดถี่ยิบหลายจุด วันที่ 15 มีนาคม 2553 คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปที่ ร.1 รอ. และ ร.พัน 1 รอ. ท้องที่ สน.บางซื่อ และ สน.บางเขน ครั้งที่ 12 วันที่ 16 มีนาคม 2553 คนร้ายยิงเอ็ม 79 ใส่บ้านเลขที่ 22/18 ซอยลาดพร้าว 23 พื้นที่ สน.ลาดพร้าว ครั้งที่ 13 วันที่ 20 มีนาคม 2553 คนร้ายใช้ระเบิดเอ็ม 67 ขว้างใส่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี ครั้งที่ 14 เวลาไล่เลี่ยกัน คนร้ายยิงจรวดอาร์พีจี ใส่กระทรวงกลาโหม ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ออกหมายจับคนร้าย 2 คน คือ ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม และนายศุภรัฐ หรือโก้ หุลเวช อายุ 43 ปี ครั้งที่ 15 วันที่ 22 มีนาคม 2553 คนร้ายปาระเบิดเอ็ม 67 ใส่แขวงการทางธนบุรี ท้องที่ สน.บางพลัด ครั้งที่ 16 วันที่ 23 มีนาคม 2553 ยิงเอ็ม 79 ใส่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ครั้งที่ 17 คนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่กรมบังคับคดีบางขุนนนท์ ท้องที่ สน.บางขุนนนท์

ครั้งที่ 18 วันที่ 26 มีนาคม 2553 คนร้ายปาระเบิดเอ็ม 67 ใส่สำนักงานอัยการสูงสุด ท้องที่ สน.พหลโยธิน ครั้งที่ 19 วันที่ 27 มีนาคม 2553 เกิดระเบิดหลายจุด ยิงเอ็ม 79 ใส่ร้านบ้านลุงใหญ่ พื้นที่ สน.บางชัน ครั้งที่ 20 คนร้ายยิงระเบิด เค 75 ใส่อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร พื้นที่ สน.ท่าเรือ ครั้งที่ 21 พบระเบิดเอ็ม 67 จำนวน 2 ลูก บนถนนนวมินทร์ พื้นที่ สน.บึงกุ่ม ครั้งที่ 22 คนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 พื้นที่ สน.ดินแดง ครั้งที่ 23 คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 พื้นที่ สน.สุทธิสาร ครั้งที่ 24 วันที่ 28 มีนาคม 2553 ยิงเอ็ม 79 ใส่กรมทหารราบที่ 11 พื้นที่ สน.บางเขน ครั้งที่ 25 ปาระเบิดเอ็ม 67 ใส่บ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา ครั้งที่ 26 วันที่ 30 มีนาคม 2553 ปาระเบิดเอ็ม 67 ใส่อาคารมูลนิธิรัฐบุรุษ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

ครั้งที่ 27 วันที่ 3 เมษายน 2553 ระเบิดชุมสายโทรศัพท์ทีโอที สาขาผดุงกรุงเกษม และกองขยะริมทางเท้า หน้าบ้านเลขที่ 260-262 ถนนหลานหลวง ครั้งที่ 28 วันที่ 4 เมษายน 2553 ระเบิดคาร์บอมบ์ สถานอาบอบนวดโพไซดอน เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดทีเอ็นที มีรถยนต์เสียหาย 1 คัน ตำรวจออกหมายจับ นายอัครเดช สุขลักษณ์ ชาว จ.เชียงราย ครั้งที่ 29 วันที่ 6 เมษายน 2553 คนร้ายยิงเอ็ม 79 ใส่บ้านเลขที่ 48 หมู่บ้านมงคลนิเวศน์ ซอยวิภาวดีรังสิต 44 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.ตำรวจมุ่งปมธุรกิจ ครั้งที่ 30 วันที่ 7 เมษายน 2553 คนร้ายปาระเบิดเอ็ม 26 ถล่มป้อมที่ทำการตำรวจชุมชน (ศูนย์อยู่เย็น) ถนนนวมินทร์ และนำถังน้ำยาดับเพลิงบรรจุปุ๋ยยูเรียผสมน้ำมันดีเซลและวงจรนาฬิกา วางใกล้ห้างแฟชั่น ไอส์แลนด์

ครั้งที่ 31 วันที่ 8 เมษายน 2553 คนร้ายยิงเอ็ม 79 และเอ็ม 16 ถล่มที่ทำการพรรคการเมืองใหม่ ถนนพระสุเมรุ และตึกทีพีไอ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งที่ 32 วันที่ 10 เมษายน 2553 ยิงเอ็ม 79 ใส่กองปราบปราม และวันเดียวกันนั้น กลุ่ม นปช. และทหารปะทะกันรุนแรง ที่สี่แยกคอกวัว มีผู้เสียชีวิตกว่า 25 ราย บาดเจ็บกว่า 800 คน ครั้งที่ 33 วันที่ 12 เมษายน 2553 คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ตึกไซเบอร์ ถนนรัชดาภิเษก และยิงเอ็ม 79 ใส่บ้านเลขที่ 11 ถนนประดิพัทธ์ ซอย 15 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. ครั้งที่ 34 วันที่ 19 เมษายน 2553 คนร้ายวางระเบิดแสวงเครื่องหน้าบริษัทเคแอล แกรนิต เลขที่ 31/48-49 ซอยเอกชัย 10/1 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กทม. ตำรวจคาดปมขัดแย้งธุรกิจ

ครั้งที่ 35. นที่ 23 เมษายน 2553 คนร้ายยิงเอ็ม 79 จำนวน 5 ลูก ใส่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง และย่านใกล้เคียง มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 คน ครั้งที่ 36 วันที่ 26 เมษายน 2553 พบระเบิด เค 75 จำนวน 2 ลูก ที่หน้าโชว์รูมคาร์แม็กซ์ ถนนพระราม 9 ซอย 22 และค่ำวันเดียวกันคนร้ายได้ปาเอ็ม 67 ใส่บ้านนายบรรหาร ย่านบางพลัด อีกครั้ง ครั้งที่ 37 วันที่ 27 เมษายน 2553 เวลา 03.00 น. เกิดระเบิดหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาตลิ่งชัน

นอกจากข้างต้นแล้วไม่นับรวมถึงระเบิดที่ยิงใส่กลุ่มม็อบไม่เว้นแต่ละวัน รวมถึงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในแถบปริมณฑลในชาวงเวลาเดียวกันหลายจุดในช่วงสถานการณ์การเมืองร้อนระอุ

โดยเหตุระเบิด 9 จุดในวันส่งท้ายปีเก่า กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ตรวจสอบพบว่าตรงกับเหตุระเบิด 3 จุด สำคัญ คือ 1.ระเบิดหน้าตู้โทรศัพท์ เมเจอร์รัชโยธิน ในวันที่ 9 เมษายน 2550 2.ระเบิดปากซอยราชวิถี 24 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2550 และ 3.เหตุระเบิดหน้ากองบัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553

"บิ๊กป้อม" เผย "มือระเบิด" สารภาพ ก่อเหตุหลายจุด เพราะไม่ชอบทหาร

"บิ๊กป้อม" เผย "มือระเบิด" สารภาพ ก่อเหตุหลายจุด เพราะไม่ชอบทหาร รอชยายผล พอใจ การทำงานของฝ่ายความมั่นคง
พลเอกประวิตร รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง พอใจ การจับมือระเบิด ได้ ในฐานะดูแลความมั่นคง ชี้จนท.ทำงานตลอดมา แต่ต้องใช้เวลาเพราะ ดูจากกล้องวงจรปิด มีคนจำนวนมาก
ชี้ กำลังขยายผล แต่เบื้องต้น ยังไม่โยง ทหารนอกแถว...ยัน "ลุงวัฒนา" ตัวจริง สารภาพ วางระเบิด 6 จุด ทั้ง กองสลาก-โรงละครแห่งชาติ-รพ.พระมงกุฎฯ และ ในปี 2550 อีก3 ครั้ง
แต่ให้รอตำรวจแถลง เพราะมีการสอบปากคำ และสืบสวนสอบสวนเพิ่ม หลังกุมตัว ภริยา คนที่2 ของ นายวัฒนา มาสอบเพิ่ม
ชี้ยังไม่อาจเบาใจ ได้ว่า จะไม่มีเหตุอีก แม้เราจะจับ นายวัฒนา ได้แล้ว ก็ตาม เผยเหตุ เขาบอกไม่ชอบทหาร

"เลขาฯสมช."ชี้ ทางการลาว บล็อค Youtube "โกตี่"

"เลขาฯสมช."ชี้ ทางการลาว บล็อค Youtube "โกตี่" ใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ ความเห็น ความเคลื่อนไหว
พลเอก ทวีป เนตรนิยม เลขาฯสมช. กล่าวถึง การประสานกับทางการลาว ในการตามตัว "โกตี๋" ว่า ตอนนี้ทางการมีการตอบรับที่ดี ในการสกัดกั้น ไม่ให้ "โกตี๋" ใช้ Youtube เป็นช่องทาง ในการเผยแพร่ ความคิดเห็น ต่างๆ เข่นที่เคย. ทั้งๆนี้ แม้เราจะไม่ได้ ระบุไปว่า เราตัองการให้เขาช่วยเหลือเรื่องใดบ้าง แต่ทางการลาว ก็มี response ที่ดี เพราะเราย้ำกับเขาไปว่า โกตี๋ เคลื่อนไหว และแสดงความคิดเห็น ที่มันกระทบจิตใจ คนไทย
ส่วน Facebook นั้น เราไม่มั่นใจว่า ทางการลาว ทำอะไรหรือไม่ แต่เชือว่า อะไรที่เราขอไป ทางเขาก็ตอบรับดี เพราะความสัมพันธ์ที่ดี
แต่นี่ อาจเป็น สาเหตุที่ มีข่าวว่า โกตี๋ หนีไปเขมรแล้ว

รอบสุดท้าย!!

รอบสุดท้าย!!
"บิ๊กเจี๊ยบ"ผบ.ทบ.ประชุมเคาะ ร่างสัญญาประชาคม ก่อนส่งเข้าที่ประชุมใหญ่ ของบิ๊กป้อม จันทร์นี้ ....หลังนำให้ นายกฯ ดูที่ทำเนียบฯ แล้ว เมื่อเช้า.... ก่อนนำไปเปิดรับฟังความเห็น ประชาชน ทั่ว ประเทศ ...โดยหากต้องมีการปรับแก้ ก็จะให้เสร็จ ภายในปลาย มิย.นี้ ก่อนประกาศ เป็น "สัญญาประชาคม" ที่ทุกฝ่าย ต้องยอมรับร่วมกัน โดยไม่ต้องลงนาม
ทั้วนี้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กำหนดให้จัดการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ครั้งที่ ๔/๒๕๖๐ เพื่อพิจารณาแนวทางการนำเสนอร่างเอกสารความเห็นร่วมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองและแนวทางการ จัดทำ"ร่างสัญญาประชาคม" ตลอดจนแนวทางการจัดเวทีสาธารณะที่จะจัดขึ้นทั้ง 4 ภาค ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน - 7กรกฎาคม 2560 ในวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน นี้ ที่ ห้องยุทธนาธิการ ในศาลาว่าการกลาโหม

ร่างสัญญาประชาคม..ฉบับ สังคมคาดหวัง



ร่างสัญญาประชาคม..ฉบับ สังคมคาดหวัง
"บิ๊กเจี๊ยบ"ถกนักวิชาการ เคาะ"ร่างสัญญาประชาคม" แล้ว ชี้เป็นการทำงานภายใต้ความคาดหวังของสังคม หวัง"สัญญาประชาคม"ฉบับนี้ จะได้รับการตอบรับด้วยดี จากคนไทยทุกคน"/ เตรียมสนอคณะกรรมการเตรียมการปรองดอง19มิย. จากนั้นเตรียมนำไปจัดเวทีชี้แจงประชาชนใน 4 ภูมิภาค ที่ กทม.นครราชสีมา พิษณุโลก และ นครศรีธรรมราช
​​
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง (คณะอนุกรรมการชุดที่ 3) เป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการฯ ครั้งสุดท้าย
โดยการประชุมในวันนี้ได้ข้อยุติใน 2เรื่อง คือ ร่างสัญญาประชาคม และแนวทางการจัดเวทีสาธารณะชี้แจงประชาชน
​โดยร่างสัญญาประชาคมฉบับสมบูรณ์ได้ผ่านความเห็นชอบและการกลั่นกรองตามขั้นตอนอย่างรอบด้าน พร้อมที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองพิจารณาใน 19 มิถุนายน นี้ ที่ มี พลเอกประวิตร เป็นประธาน
สำหรับสาระสำคัญในร่างสัญญาประชาคมประกอบด้วย 3 ส่วนคือ บทนำ, ความเห็นร่วมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และบทสรุป
​สำหรับแนวทางการจัดเวทีสาธารณะนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำร่างสัญญาประชาคมและข้อมูลข้อคิดเห็นร่วมที่ได้จากประชาชน รวมถึงหลักการทำงานของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ ไปชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจในสาระสำคัญ เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือตามบริบทในสัญญาประชาคมต่อไป
ทั้งนี้การชี้แจงผ่านเวทีสาธารณะดังกล่าวจะดำเนินการโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีกำหนดจัดขึ้นใน 4ภูมิภาค ใน 4 จังหวัดได้แก่ กทม.นครราชสีมา พิษณุโลก และ นครศรีธรรมราช
​การประชุมในครั้งสุดท้ายนี้ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ระบุว่าการทำงานจนได้ข้อยุติและได้ร่างสัญญาประชาคมฉบับสมบูรณ์ เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของคณะอนุกรรมการทุกฝ่าย และเป็นการทำงานภายใต้ความคาดหวังของสังคม
สำหรับร่างสัญญาประชาคมฉบับนี้เกิดขึ้นจากการกลั่นกรองข้อมูลที่มาจากความคิดเห็นของประชาชน และความคิดเห็นของพรรค/กลุ่มการเมือง ทั้งสิ้น โดยดำเนินการภายใต้เจตนารมณ์ที่ดี ที่ต้องการสร้างให้เกิดความสามัคคีปรองดองอย่างแท้จริง
"หวังว่าสัญญาประชาคมฉบับนี้ จะได้รับการตอบรับด้วยดีจากคนไทยทุกคน"

ดึงจังหวะรอหวดลูก?

ดึงจังหวะรอหวดลูก?

สารพัดแรงกระเพื่อมกระแทกใส่อำนาจพิเศษ กลบข่าว “โจทย์สำคัญ” ของรัฐบาล คสช.ไปเสียหมด
จนมีคำถามภารกิจ “ปรองดอง” ไปถึงไหน
นาทีนี้ก็น่าจะพอเห็นอะไรที่พอจับต้องได้ คิวงานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ใน ป.ย.ป.ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน
ยังเคลื่อนไปตามโปรแกรม

นอกจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ ตามที่ “บิ๊กต้อง” พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ รายงานความคืบหน้า สรุปเบื้องต้นถึงความเห็นประชาชน
มุ่งไปที่ปมกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เป็นสาเหตุสำคัญ
รากเหง้าปมขัดแย้ง
ขณะที่เดินงานควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นมาตลอด อย่าง “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อการสร้างความสามัคคีปรองดอง
นัดประชุมทีมก่อนรวบรวมเสนอทีมใหญ่ที่ “บิ๊กป้อม” นั่งคุมงาน ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้
แฟ้มบรรจุ “เอ็มโอยูปรองดอง” รอขึ้นแท่นแล้ว
นั่นก็เป็นความคืบหน้าของงาน ในส่วนรับผิดชอบของอีกผู้ถือดุลอำนาจรัฐบาลอย่าง “บิ๊กป้อม” ที่แม้จะมีช่วงพัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหยุดงานช่วยน้อง
หลายเรื่องต้องมี “พี่ใหญ่” ออกโรงช่วย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.
ชะลออัตราเร่งเกมปั่นป่วน
ล่าสุดกับเรื่องร้อนในยุทธจักรสีกากี จากรายการแฉโพยวิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้ นอกจาก “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต้องออกโรงปกป้ององค์กร ถึงขั้นขู่ฟ้องคิวแฉ และปรากฏชื่อ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.(191) โดนลากโยงในข่าย
“ผู้การ” ที่โดนเหน็บว่า “ใหญ่กว่า ผบ.ตร.” เอี่ยวจัดโผแต่งตั้งโยกย้าย
เรื่องร้อนที่ “พี่ใหญ่” เองก็เคลียร์เหนื่อย
โดนคำถามโยงสัมพันธ์ “พลตำรวจตรี” เป็นสีกากีใกล้ชิดในเครือข่าย “พี่ใหญ่” ฝุ่นตลบถึงขั้นเกมลากสู่คนในเครือข่ายบ้านสี่เสาฯ “ลูกป๋า” กลายเป็นเกมประจันหน้า
ขย่มยุทธจักรสีกากี เขย่าเครือข่ายขั้วอำนาจใหม่
ถึงคิวที่ “พี่ใหญ่” ทันเกม ล่าสุดสั่งตัดไฟก่อนลามวงกว้างกว่านี้ ส่งสัญญาณให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง บอกปัดสัมพันธ์ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เกี่ยวข้องแค่เรื่องงาน
ไม่ใช่คนในเครือข่ายแนบแน่น ไม่เกี่ยวปมโยกย้ายตำรวจ
ในห้วงที่ผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” อยู่ในจุด “ลอยตัว” รอหวดลูกตามน้ำ “จับให้มั่นคั้นให้ตาย”
ปมตำรวจ อีกปมปัญหาที่ “บิ๊กตู่” ตั้งโจทย์ตีธงเข้มๆมาตั้งแต่ต้น
ตั้งแต่ฤดูแต่งตั้งโยกย้ายกลางปี 2559 ออกกฎเหล็กจ่อล้างปมซื้อขายเก้าอี้ต่อเนื่อง ทั้งคำสั่ง คสช.ให้ ผบ.ตร.จัดโผ วางแผนให้มีบอร์ดกลั่นกรองแต่ละระดับ กระทั่งชี้ช่องร้องเรียนกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม
แนะให้ไปป้อนลูกเข้าศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)
ผู้นำถือแส้รอเคลียร์ให้
หรือล่าสุด เมื่อต้นปี 2560 ในช่วงมีกระแสเรียกร้องปฏิรูปตำรวจเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง “บิ๊กตู่” ต้องนำเรื่องเข้าหารือในวง คสช. ประกาศเตรียมวางแนวทางปฏิรูปตำรวจ แก้ปัญหาฉาวโฉ่วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง
ทำท่าเงื้อกระบองยักษ์มาตรา 44 แต่ก็แค่เงื้อ จนปมฉาววงการสีกากีกลับมาฉายซ้ำอีกรอบ
เลยถึงจุดที่ต้องจับตา ในห้วงที่ฝุ่นตลบ ศึกถล่มยุทธจักร
สีกากีเริ่มลามไปเป็นการประจันหน้าของขั้วฝ่ายอำนาจ “บิ๊กตู่” จะเลี้ยงลูกดึงจังหวะเพื่อ “บริหารดุลอำนาจ” ท่ามกลางเกมงัดข้อหนักหน่วงไปได้แค่ไหน
หรือถึงจุดที่ผู้นำต้องตัดสินใจ “หวดลูก” ตามน้ำกันแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เบี้ยวโพยทำวงแตก?

เบี้ยวโพยทำวงแตก?

เละยิ่งกว่า “โจ๊ก” โดนระเบิด
กับหนังม้วนเก่า เรื่องอื้อฉาวประจานการวิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้ตำรวจรอบล่าสุด
เบื้องต้นมีตัวละคร 2-3 คนที่นั่งไม่ติด
คนแรกเลยก็คือรายของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.ในฐานะ “ลูกพี่ใหญ่”ของทั้ง พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 ที่โดน คำสั่งย้ายมาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. และนายวิทยา แก้วภราดัย แกนนำ กปปส.ที่ออกมาเปิดโพยแฉการซื้อขายเก้าอี้
พวกเดียวกันโยนระเบิดใส่กันเอง ทุบหม้อข้าวกันกระจัดกระจาย
ในจังหวะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็เพิ่งฟื้นตัวจากระยะพักฟื้นอาการป่วย มาเจอกับปมร้อนๆป่วนๆ
เหนื่อยกับการเคลียร์คำถามของนักข่าว
แบบที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่เคยเห็น ซื้อกันยังไง แต่คนก็ไม่ค่อยเชื่ออยู่ดี
และอีกคนที่งานเข้าเต็มๆก็คือเบอร์หนึ่งสีกากีอย่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ต้องเทกแอ็กชั่นโชว์บทเข้มปกป้ององค์กร ตั้งโต๊ะแถลงยืนยันไม่มีเรื่องซื้อขายตำแหน่ง
ตามฟอร์มต้องมีรายการฟ้องร้องคนประจาน เอาพยานมายันกันในศาล
เหลี่ยมสกัดปมเซ้งเก้าอี้ ไม่ให้ลามเข้าเนื้อไปมากกว่านี้
แต่ที่เพิ่งเปิดตัวกันชัดๆก็คือตัวละครชื่อคุ้นๆอย่าง “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” หรือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. (191) ที่ถูกเอ่ยถึงในระหว่างการแถลงข่าวของ ผบ.ตร. โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ยอมรับเองว่า บางครั้งตนเองก็ใช้งานให้ไปตรวจสอบข้อมูลบุคคลบ้าง ให้ไปเช็กทางลับ จึงอาจถูกเข้าใจผิด แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำบัญชี ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
นี่คือตัวละครหลักๆตามท้องเรื่อง “ศึกถล่มยุทธจักรสีกากี” ภาคล่าสุดสดๆร้อนๆ
ย้อนศรกันไป ย้อนศรกันมา
จับความได้ว่า เรื่องแดงขึ้นมาประจาน เพราะฝากโพยแล้วโดนเบี้ยว
และจุดที่ต้องจับตากันดีๆกับเหลี่ยมเขี้ยวของนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. และอดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดฉากย้อนศร “บิ๊กป้อม” เป็นเชิงสอนมวย อย่าท้าทาย ท้าให้นำตัวตำรวจที่วิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้มาโชว์
แต่ควรเชิญ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายสังศิต พิริยะ-รังสรรค์ สปท. และนายวิทยา แก้วภราดัย ที่เคยออกมาเปิดเผยเรื่องส่วยวิ่งเต้นโยกย้าย หรือการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ มาให้ข้อมูลจะดีกว่า
“เขี่ยลูก” เข้าเหลี่ยมบาทาของสาย “ลูกป๋า”
เซตฉาก ลากเข้าเวทีประจันหน้าระหว่างคู่กรณีสำคัญ
โดยสถานการณ์ปมร้อนของตำรวจน่าจะขยายวงลุกลามไม่จบง่ายๆ เพราะมันเข้าเงื่อนไขความพยายามของกลุ่มที่จะลุยปฏิรูปองค์กรสีกากีพอดิบพอดี
ในจังหวะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ก็ตั้งป้อมลุยสวนหมัดกลับนายวิทยาแรงๆ แบบที่แกล้งย้อนถามเป็นนัยกรณีที่ถูกมองว่าเป็นเกมเอาคืน “ลุงกำนัน”
เอาคืนเรื่องอะไร จะเอาเงินคืนหรือย้อนประจานเรื่องเงินๆทองๆเหมือนกัน
ตามรูปการณ์เหมือนกับก๊วน กปปส.หักเหลี่ยมเฉือนคมกับทีมงานสายตรง “พี่ใหญ่” แล้วเขี่ยลูกไปเข้าทางทีมงานสาย “ลูกป๋า” เพื่อลุยขย่ม
อย่างไรก็ดี สำหรับ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องถือว่า “ลอยตัว” ตามอารมณ์แบบที่เจ้าตัวแสดงความขอบคุณนายวิทยาที่ออกมาเปิดโปงขบวนการซื้อขายเก้าอี้สีกากี จะได้ลุยจับให้มั่นคั้นให้ตาย
คล้ายๆว่า “ลูกเข้าทาง” พร้อม “หวด” ลูกตามน้ำยังไง ยังงั้น.
ทีมข่าวการเมือง

"บิ๊กตู่" ยัน รถยานเกราะจีน VN1 คุ้มค่า มีคุณภาพ

"บิ๊กตู่" ยัน รถยานเกราะจีน VN1 คุ้มค่า มีคุณภาพ มีคณะกรรมการคัดเลือกฯ และไปดูก่อนด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิจารณ์ต่อการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 2,300 ล้านบาท ในการจัดซื้อรถยานเกาะล้อยาง รุ่น VN1 จากจีน ว่า เรื่องนี้พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง ได้ชี้แจงเหตุผลกับสื่อไปแล้ว
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ฝ่ายความมั่นคง และ คสช. ได้ประเมินคุณภาพและราคาคุ้มค่า โดยมีการส่งคณะกรรมการเดินทางไปดูและเปรียบเทียบในทุกๆด้าน ซึ่งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้สรุปว่าของจีน เหมาะสม มีขีดความสามารถและการแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ด้อยกว่าตรงไหน ส่วนรถยานเกาะล้อยางที่ไทยมีความสามารถในการผลิตนั้น ของไทยยังต้องปรับปรุงอยู่

"บิ๊กแดง"...แม่ทัพ1 มาเอง !!

"บิ๊กแดง"...แม่ทัพ1 มาเอง !!
"บิ๊กแดง" พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 เข้าตรวจสอบ ที่บ้านของ "ลุงวัฒนา" ผู้ต้องสงสัย คดีระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ ที่ย่านรามอินทรา-บางเขน ด้วย เช้านี้ และพบอุปกรณ์ต่างๆมากมาย ทั้งวงจรไฟฟ้า ระบบต่างๆ และ ไป้ป์บอมบ์ และอุปกรณ์ พร้อม ข้อความที่เขียน การต่อวงจร รวมทั้งใบเสร็จ การซื้ออุปกรณ์ต่างๆด้วย
ด้าน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เผยว่า ได้รับรายงาน การคุมตัว ชายวัย62 ที่ต้องสงสัย เกี่ยวโยงเหตุระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ แล้ว ให้รอทางตำรวจชี้แจง
โดยทาง พลโทอภิรัชต์ จะให้ พล.ต.อ.จะกรทิพย์ ผบ.ตร.เป็นผู้ชี้แจง

ให้ ผบ.ตร.แถลงจับมือระเบิด

รอขยายผล
มีรายงานว่า "บิ๊กแดง" พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 มอบให้ บิ๊กแป๊ะ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เป็นผู้ให้ข่าว .....หลังจับตัว "ลุงวัฒนา"อดีตจนท. การไฟฟ้าฯ มาสอบที่ มทบ.11 แล้ว... ขอเวลา ในการขยายผล และติดตามเครือข่าย เพราะเชื่อ ลุงไม่น่าจะทำคนเดียว....และอาจมี"คนมีสี" เกี่ยวข้องด้วย.....แต่เบื้องต้น ลุง สารภาพ และ บอกว่า ไม่ชอบทหาร ส่วนหลักฐาน ที่พบที่บ้าน นั้น เป็นวงจรไฟฟ้า ระบบต่างๆ ต้องไปตรวจสอบว่า เป็น วงจรใดบ้าง แต่พบ มี ไป้ป์บอมบ์ และอุปกรณ์ พร้อม ข้อความที่เขียน การต่อวงจร รวมทั้งใบเสร็จ การซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ด้วย.....
แต่ การที่ บิ๊กแดง พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 มาตรวจที่ บ้านเอง ก็แสดงว่า มีน้ำหนัก. โดยได้ รายงาน พลเอกประยุทธ์ และ พลเอกประวิตร แล้ว

ทหาร รวบแล้ว !!! แม่ทัพภาค1 ลุยเอง

ทหาร รวบแล้ว !!! แม่ทัพภาค1 ลุยเอง
"ลุง"วัย62 โยง บึ้ม !รพ.พระมงกุฎฯ คุมตัว เข้า มทบ.11 แล้ว ค้นบ้าน แถว "บางเขน" พบวงจรระเบิด พร้อมอุปกรณ์. เผยจับแยกคนในบ้านสอบสวน ในอีกค่ายหนึ่ง ...เผย ลุงจบวิศวฯไฟฟ้า เคยทำงานการไฟฟ้าฯ....ยอมรับ ไม่ชอบทหาร ไม่ชอบรัฐบาล บิ๊กตู่....ทหารคุมสอบเครียด เชื่อไม่ได้ทำคนเดียว เผย อาจมี "ทหารแตงโม" ร่วมด้วย หลังสอบคนในบ้าน และหลักฐานที่พบ....บิ๊กแดง พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 ไปตรวจที่บ้าน เอง

ยัน บิ๊กตู่ ไม่เคยคิดจะเป็น"นักการเมืองอาชีพ"....

ยัน บิ๊กตู่ ไม่เคยคิดจะเป็น"นักการเมืองอาชีพ"....
แจงนายกฯ เปล่า "แก้เก้อ" ไม่ได้ตั้งเป้าจำนวนคนตอบ 4 คำถามหรือหยั่งเสียงคะแนนนิยม แค่ต้องการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามหลักประชาธิปไตย เตรียม เพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกให้มากขึ้น ชี้ ที่ยังไม่มาตอบ ไม่ได้แสดงว่า ไม่เห็นด้วย
พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำถึงกรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวในทำนองว่า นายกรัฐมนตรีแก้เก้อ เนื่องจากมีประชาชนไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ 4 คำถามบางตา เป็นแค่เพียงสร้างการรับรู้นั้น ว่า การให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การแก้เก้อ เพราะนายกฯ ไม่ได้ตั้งเป้าตั้งแต่แรกว่าจะมีประชาชนไปแสดงความคิดเห็นมากหรือน้อย
"และไม่ใช่การหยั่งเสียงหาคะแนนนิยม เพราะนายกฯ ไม่ได้คาดหวังที่จะเป็นนักการเมืองอาชีพ "
“นายกฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องปริมาณ หรือข้อสรุปว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ต้องการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ อยากให้ทุกคนนำเรื่องของบ้านเมืองไปพูดคุยกันในครอบครัวหรือที่ทำงาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งเท่านั้น
ส่วนประชาชนที่ยังไม่ได้ออกไปแสดงความคิดเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เห็นด้วย แต่รัฐบาลก็จะพยายามหาช่องทางให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้สะดวกมากขึ้น”

"บิ๊กป้อม" แก้เกม แนะตั้ง กรรมการสอบสวน ซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ ทั้ง "นครบาล -ผู้การโจ๊ก หวานเจี๊ยบ"



"บิ๊กป้อม" แก้เกม แนะตั้ง กรรมการสอบสวน ซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ ทั้ง "นครบาล -ผู้การโจ๊ก หวานเจี๊ยบ" น้องเลิฟ หลังถูกกล่าวหาเป็น "ผบตร.นัอย" จัดโผ ตำรวจ
‪พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ดูแลตำรวจ ออกปากว่า" มันจะเป็นไปได้ยังไง "
จากที่ วิจารณ์กันว่า "ผู้การโจ๊ก หวานเจี๊ยบ" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบ.หน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 ที่ใกล้ชิดพลเอกประวิตร ถูกโยงซื้อขายตำแหน่งตำรวจ เป็นคนจัดโผตำรวจ และใหญ่กว่า พลตำรวจเอก อีก
ทั่งนี้ ที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ มาใกล้ชิด เป็นเรื่องการทำงาน ไม่ใช่เรื่องโยกย้าย เพราะเรื่องโยกย้าย เป็นเรื่อง ผบ.ตร. ว่า เขาจะใช้ใคร เกี่ยวอะไรกับผม ก็ตั้งคณะกรรมการสอบเลย ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ตั้งได้เลย
ปัดตอบ มีความขัดแย้ง ภายในตำรวจหรือไม่ เลยมีเรื่องซื้อขายเก้าอี้ ออกมา แนะให้ไปดูเอาเอง‬
รวมทั้ง แนะให้ ตั้ง กก.สั่งสอบ ซิ้อขายตำแหน่ง ในส่วนของ ตำรวจนครบาล ด้วยเลย
‪กลับมีการวิจารณ์ ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ มากกว่า ระดับภูธรภาค ถึง 2 เท่า จนทำให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบ.ช.น. ถูกพาดพิงด้วย
" ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เลย ใครผิดใครถูก ตามพยานหลักฐาน ตรวจสอบหมด"

โจ๊กหวานเจี๊ยบ นายกพลยอดมนุษย์

 +
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ทำเอาหัวร้อนกันเป็นแถวโดยเฉพาะในแวดวงสีกากี รั้วปทุมวันสั่นสะเทือนกันเป็นระลอก หลังจาก วิทยา แก้วภราดัย อดีตแกนนำ กปปส.และอดีตสมาชิก สปท. ออกมาจวกหัวว่า “ประเทศนี้พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ.” เข้าทำนองว่านายตำรวจยศ พล.ต.ต.คนนี้สามารถดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจทั่วประเทศได้
จนมีการพูดกันไปต่างๆนาๆว่า พล.ต.ต.รายนี้คือใคร นักข่าวเลยถาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ว่าใช่ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” หรือไม่ที่เข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผบก.-สว. ประจำปี 2559 หลังค้างเติ่งมานานข้ามปี ซึ่ง ผบ.ตร. ยอมรับว่า "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ"  ก็คือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.(191) ลูกน้องของตัวเองไม่มีอะไร ยอมรับว่าบางครั้งก็ใช้งานให้ไปตรวจสอบข้อมูลบุคคลบ้าง ให้ไปเช็กทางลับ จึงอาจถูกเข้าใจผิด ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำบัญชี
แล้ว “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เป็นใครทำไมตำรวจน้อยใหญ่ต้องซูฮก  พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  หักพาล เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 47 ( นรต.47) เติบโตมากับกับขั้วอำนาจทุกกลุ่มสีมาโดยตลอด แต่เริ่มต้นจากบ้านของ พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ บิดาคุณหญิงพจมาน  (ชินวัตร) ดามาพงศ์ อดีตภรรยา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนชีวิตราชการเติบโตมาถึงปัจจุบัน ก้าวขึ้นตำแหน่งนายพล ข้ามหัวรุ่นพี่จนทำเอาตำรวจถึงกับอ้าปากค้างว่าทำไม ถึงได้เติบโตรวดเร็วปานจรวดเพียงนี้ นับว่านำรุ่น นรต.47 และเป็นตำรวจคนเดียวที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นนายพลอายุน้อยที่สุด ตั้งแต่เปลี่ยนโครงสร้างจาก “กรมตำรวจ”เป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
โดยเฉพาะหลังการยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 สมัย พล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธ์ม่วง เป็น ผบ.ตร.มีคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบก.จว.สงขลา (ขณะนั้น) เป็นรักษาการ ผบก.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรี เรียกว่าข้ามหัวรุ่นพี่ นรต.45 - 46
สำหรับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังเหลืออายุราชการนานกว่า 15 ปี นั่นหมายความตำแหน่ง “พิทักษ์ 1” ไม่ไกลเกินเงื้อมมือนายตำรวจรายนี้แน่นอน  ส่วนฉายาที่เรียกว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เนื่องจากมีบุคลิกสัมพันธ์ดีเยี่ยม ผู้บังคับบัญชาเอ็นดูรักใคร่ เพื่อน พี่ น้อง เจ้านาย เรียกใช้หรือขอความช่วยเหลือเมื่อใด นายตำรวจคนนี้สามารถแก้ไขและเสาะหามาได้ทุกอย่าง นั่นสะท้อนถึงนิสัยของนายตำรวจคนนี้
นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชื่อพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังถูกเรียกถูกแซวว่าเป็น “ผบ.ตร.น้อย” ในเวลานี้ด้วย  ท่ามกลางข่าวลือว่า ได้รับความไว้วางใจจากบ้านโชคชัย 4 ทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมตตาเอ็นดูเข้า-ออกบ้านได้ทุกซอกมุม  ทั้งยังให้ทำหน้าที่เสมือนเลขาฯประจำตัวด้วย  ทว่าต้องยอมรับพาวเวอร์ของสองพี่น้องนายตำรวจและทหารมีกำลังเด็ดขาดในเวลานี้  บวกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ ตอนนี้ พล.อ.ประวิตร ก็คอยกำกับดูแลสกรีนทุกอย่างเลย ทำให้มีการตั้งคำถามว่า นี่เป็นเหตุให้“โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”รุ่งโรจน์กว่าเพื่อนร่วมรุ่นจริงหรือไม่
ผนวกกับคำสั่งที่ย้ำให้ทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานเหตุการณ์สะเทือนขวัญ รุนแรง ให้กับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เพื่อส่งสารต่อไปยัง พล.อ.ประวิตร เนื่องจากมีความสำคัญอย่างมากในแง่งานด้านความมั่นคง และหลายเหตุการณ์ใหญ่ๆมักเห็น “นายพลหนุ่มคนนี้” ในที่เกิดเหตุสม่ำเสมอ
ไม่นานมานี้เอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ ตีตกข้อกล่าวหา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ สมัยดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์(บก.ปคม.) กรณีเรียกรับเงินจากร้านคาราโอเกะทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูล นั่นเป็นเพียงคดีที่นายตำรวจหนุ่มคนนี้เผชิญมาก่อนได้รับความยุติธรรมคืน

 

กรองสถานการณ์: สางซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ'ไปต่อ' หรือ 'พอแค่นี้'??

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 
พฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน 2560 00:00:59 น.


น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีจาก บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อท่าที เอาจริงเอาจัง เปิดไฟเขียวให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสะสางปัญหาการซื้อ-ขายตำแหน่ง ซื้อ-ขายเก้าอี้ ในการแต่งตั้ง ตำรวจ ที่มีข้อครหามาเนิ่นนาน"ผมก็รับเรื่องร้องเรียนมาบ่อย ครั้งนี้จะได้จับให้มั่นคั้นให้ตายกันเสียทีว่าใช่หรือไม่ใช่"!!!

หลังจากที่ บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.รับลูกตาม วิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (อดีต สปท.) และอดีตแกนนำกลุ่ม กปปส.ที่ออกมาปูดการซื้อ-ขายตำแหน่งตำรวจในพื้นที่ บช.ภ.8

สั่งเด้ง บิ๊กจ๋อย-พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) พ้นเก้าอี้มาประจำศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.)

พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงภายใน 15 วันแต่ดูเหมือน ไฟเขียว ที่ นายกฯ ประยุทธ์ ส่งสัญญาณมาให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สะสางปัญหาการซื้อ-ขายตำแหน่งในการแต่งตั้งตำรวจ และสังคมเริ่มมีความหวังจะได้เห็นภาพการสังคายนาข้อครหาเรื่องนี้ให้กระจ่างเสียที ทำท่าจะ สะดุด หยุดลงแค่ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เท่านั้นเสียแล้ว

เพราะแม้ วิทยา จะออกมาปูดข้อมูลการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ตำรวจ เพิ่มเติม เน้นย้ำขอให้ ผบ.ตร.ไปดูข้อมูลที่อื่นด้วย โดยเฉพาะในส่วนของนครบาลบวกไปอีก 2 เท่าของราคา รวมทั้งยังบอกมีตัวใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่คนวงการตำรวจรู้จักชื่อกันหมด เอาเป็นว่าประเทศนี้ พล.ต.ต. ใหญ่กว่า พล.ต.อ.

ทว่าท่าทีที่ ผบ.แป๊ะ แสดงออกมาไม่ได้โดดมารับลูก เหมือนเมื่อครั้ง เด้ง ผบช.ภ.8  น้ำเสียง ถ้อยคำก็ดูจะต่างกันออกไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ โดยยืนยันได้สอบถาม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น.แล้ว ยืนยันไม่มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในนครบาลแน่ๆ รวมทั้งการันตีว่าไม่มี พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ. คนที่ใหญ่กว่า พล.ต.อ.ก็มีแค่นายกฯ ประยุทธ์ กับรองนายกฯ ประวิตรเท่านั้น

"ผมเชื่อในผู้ใต้บังคับบัญชา และก่อนหน้านี้ก็ไม่พบการร้องเรียน ต่างจาก บช.ภ.8 ที่มีข่าวมาตลอดหลายยุค ถ้าให้ผมต้องย้ายทุกคน ก็เหมือน ผบ.ตร.ที่แกว่งไปแกว่งมา ไม่มีหลักอะไร"

มิหนำซ้ำยังงัดเงื่อนไขข้อกฎหมายการหมิ่นประมาท ออกมาลักษณะเบรก วิทยา ไปในตัว แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้ ในช่วงที่มีการเปิดเผยซื้อขายตำแหน่งในพื้นที่ บช.ภ.8

"ผมไม่รู้ว่านายวิทยาออกมาพูดมีเหตุผลอะไร หรือพูดเอามันคะนองปาก คงต้องให้ทาง บช.น.ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ หากหมิ่นองค์กรหรือบุคคลใด  ทำให้เสียหายก็ต้องดำเนินคดี อย่างกรณี บช.น.ไปว่าแบบนั้น ผมมองว่าเสียหาย ก็ต้องบอกให้ทาง บช.น.ไปดำเนินการด้วย"

จะว่าไปท่าทีเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ "คนสีกากี" แปลกใจ เพราะหากไล่ดู ผู้บัญชาการ (ผบช.)  แต่ละกองบัญชาการ (บช.) ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนี้ก็ต้องบอกล้วนมีที่มาที่ไป

"ไม่ธรรมดา"!!!พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ว่ากันว่าใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช  ผบช.ภ.1 นรต.36 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.จักรทิพย์ พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 นรต.35 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภาค 3  สามีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พล.ต.ท.จตุพล ปานรักษา ผบช.ภ.4 ใกล้ชิดสายทหาร พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 นรต.35 และใกล้ชิดสายทหาร

พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผบช.ภ.6 นรต.34 ลูกน้องเก่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.     สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.ภ.7 นรต.36 เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร. พล.ต.ท.เทศา ผบช.ภ.8  ใกล้ชิดสายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผบช.ภ.9  นรต.35 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.ศรีวราห์ และ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ศชต. นรต.36 เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร.ไล่เลียงเช็กขั้ว เช็กสาย เช็กนาย เช็กเพื่อน แต่ละพื้นที่ การสะสางปมร้อนๆ ซื้อขายแต่งตั้งตำรวจ ที่ว่ากันว่าน่าจะมี นอกเหนือจากพื้นที่ บช.ภ.8

ดูท่าคำตอบน่าจะ "พอแค่นี้" มากกว่า "ไปต่อ" เสียแล้วกระมัง!!!

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tpd/2664872

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

แจงเช่าบินเหมาลำใต้

กอ.รมน.แจงการเช่าเหมาลำ R Airlines รับ-ส่ง ทหาร และจนท.ชายแดนใต้ คุ้มค่า แบบรายปี ยันไม่จำกัดชั้นยศ ประหยัดเวลาเดินทางไปพัก ลดการสูญเสีย ยันคัดเลือกตามระเบียบ ถูกกว่า ใช้C-130ทอ.

  
จากกรณีที่มีการกล่าวถึง การเดินทางของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้( จชต.) ในการลาผลัดพักด้วยเครื่องบินพาณิชย์เช่าเหมาลำ ซึ่งได้ปรากฏเป็นข่าวในสื่อ social mediaว่า เพราะเหตุใดจึงใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำในการเดินทางของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนใต้(จชต.)

ทั้งๆที่กองทัพอากาศมีเครื่องบิน C-130 ที่ใช้บินตามปกติ และได้ระบุอีกว่ามีการทุจริตในการดำเนินการหรือไม่นั้น

พันเอกพีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)ชี้แจงว่า กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต.เป็นไปตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2558 - 2564 , ยุทธศาสตร์ กอ.รมน. พ.ศ.2560 - 2564 และนโยบายการบริหารและพัฒนา จชต. พ.ศ.2560 - 2562 กำลังพลที่ปฏิบัติงานประกอบไปด้วย ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหาร ซึ่งมีอยู่ในพื้นที่ และกำลังพลจากส่วนต่างๆนอกพื้นที่ที่มาปฏิบัติงานในพื้นที่ จชต. 
  
การปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ จชต.ไม่มีวันหยุดราชการ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างขวัญและดูแลสวัสดิการให้กับกำลังพล โดยยึดหลักทำงาน 45 วัน พัก 15 วัน ซึ่งการจัดการลาพักของกำลังพลมีความอ่อนตัวสูง ขึ้นอยู่กับภารกิจของหน่วย , สถานการณ์ในห้วงระยะเวลา และความปลอดภัยของกำลังพล 
  
เดิมการจัดการเดินทางของกำลังพลที่ได้รับผลัดพักที่มีภูมิลำเนาอยู่นอกพื้นที่ภาคใต้ เช่น พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง  กอ.รมน.จะจัดให้เดินทางโดยรถยนต์โดยสาร ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2557 กอ.รมน.ได้พิจารณาถึงข้อดี – ข้อเสีย ของการเดินทางโดยรถยนต์โดยสารกับแนวทางอื่นๆในการเดินทางลาพักของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ จชต. และได้เปลี่ยนจากการใช้รถยนต์โดยสารเป็นการเดินทางโดยใช้เครื่องบินแทน

 ซึ่งมีข้อดีหลายประการ เช่น ใช้ระยะเวลาน้อยในการเดินทางไป-กลับ , รักษายอดกำลังพลได้ดีกว่าเพราะทราบเวลาในการเดินทางถึงได้แน่นอนกว่า , มีความปลอดภัยในการเดินทางมากกว่า , เพิ่มขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพล และสามารถสนับสนุนงานอื่นๆได้ เช่น การเดินทางไปราชการในพื้นที่ จชต.ของหน่วยงานอื่นๆ , การสนับสนุนการส่งกำลัง และการขนส่งสิ่งอุปกรณ์ เป็นต้น
    
ในการดำเนินการ กอ.รมน.ได้มีการตรวจสอบและสอบถามราคาจากบริษัทสายการบิน จำนวน 4 บริษัท และ กองทัพอากาศ(C-130) รวมทั้งสิ้น 5 ราย(เพื่อเปรียบเทียบ) ซึ่งจากการตรวจสอบราคาแล้วพบว่า บริษัท สกายวิว แอร์เวย์ จำกัด (R Airline) เป็นสายการบินที่มีค่าบริการต่อเที่ยวบินต่ำที่สุดอยู่ในวงเงินงบประมาณที่ กอ.รมน. ได้จัดเตรียมไว้ สนับสนุนการบริการและการลาพักของกำลังพลได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด 

โดยเป็นลักษณะค่าจ้างคงที่ ไม่จำกัดปริมาณ( OPEN END ) ซึ่ง กอ.รมน.ได้ดำเนินกรรมวิธีจัดหาเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
  
การบริการกำลังพลในการเดินทางนั้นไม่มีกำหนดชั้นยศ เป็นการบริการให้แก่กำลังพลทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ใน จชต. ในการจัดเที่ยวบินแต่ละเที่ยว สำนักงานบริหารงานบุคคล กอ.รมน.(สบค.กอ.รมน.)จะจัดตามรายชื่อกำลังพลลาผลัดพักเป็นส่วนใหญ่ 

หากมีที่นั่งเหลือจะจัดสำหรับกำลังพล กอ.รมน. และหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่สนับสนุนงานของ กอ.รมน. เป็นลำดับถัดไป 

โดยมีเส้นทางบินไปยังสนามบินในภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ เชียงใหม่ , เชียงราย , พิษณุโลก , ขอนแก่น , อุบลราชธานี , หาดใหญ่ , นราธิวาส และ ดอนเมือง เป็นต้น
 
การเผยแพร่ข่าวสารและการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานในการแก้ไขปัญหา จชต.นั้น  กอ.รมน.ได้มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมทุกๆด้านมาโดยลำดับ และไม่เคยปิดกั้นสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ติดcctv

กอ.รมน. ไฟเขียว ติดตั้ง กล้องวงจรปิดCCTV เพิ่มเติมทุกพื้นที่ ให้ระบบการเฝ้าตรวจสมบูรณ์ และตรวจสอบให้สามารถทำงานได้ 100 % 

บิ๊กต้อ พล.อ. สสิน  ทองภักดี  เสธ.ทบ. ในฐานะ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธาน หน่วยขึ้นตรง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ครั้งที่ 4/2560  ที่ สวนรื่นฤดี

พ.อ.พีรวัชฌ์  แสงทอง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า  เลขาธิการ กอ.รมน. สั่งการและเน้นย้ำให้ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด บูรณาการและประสานงานกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยตรวจสอบการทำงานของกล้องโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV)ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100 % 

และพิจารณาดำเนินการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV)เพิ่มเติม เพื่อให้ทุกพื้นที่มีระบบการเฝ้าตรวจที่สมบูรณ์ 

นอกจากนี้ ให้สร้างองค์ความรู้แก่ทุกภาคส่วน ให้ตระหนักในการช่วยกันดูแล ชุมชนของตนเอง เพื่อสร้างสังคมให้มีความเข้มแข็ง อย่างมั่นคง และยั่งยืน
 
และให้ทุกหน่วยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบและทดสอบความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งในด้านกำลังพล และเครื่องมือสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที 
 
รวมทั้ง ให้ กอ.รมน.จังหวัด ประสานงานกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอย่างใกล้ชิดและบูรณาการกับทุกหน่วยงาน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด
       
นอกจากนี้ เลขาธิการ กอ.รมน. ได้ให้ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด ได้ตรวจสอบ"แผนงานด้านความมั่นคงแบบบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหา" โดยเฉพาะหากพื้นที่ใดมีปัญหาที่ซับซ้อนหลากหลายมิติหรือครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด ให้ กอ.รมน.ภาค กับกลุ่มจังหวัดจัดทำแผนงานร่วมกันเพื่อให้แผนงานเพื่อความมั่นคงมีความเหมาะสมสอดคล้องกับพื้นที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด

วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

บังเอิญ กกต.ชุดนี้ สั่งไม่ได้:สมชัย ศรีสุทธิยากร

สมชัย ศรีสุทธิยากร โพสต์ 5 เหตุการณ์ กกต. แสดงจุดยืนค้านเสียงผู้มีอำนาจ 
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุถึง 5 เหตุการณ์สำคัญการแสดงจุดยืนของกกต. ในประเด็นสำคัญของประเทศ ทั้งภายใต้การบริหารรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลคสช. โดยมีเนื้อหาระบุดังนี้ 
บังเอิญ กกต.ชุดนี้ สั่งไม่ได้
1. วันที่คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯสมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ มาชี้แจงกับ กกต.ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจาก ธกส. สองหมื่นล้านเพื่อไปชำระหนี้ชาวนา โดยออกว่าจะใช้คืนเมื่อขายข้าวให้จีนได้ กกต.ไม่ให้เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ เรื่องรัฐบาลรักษาการณ์ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ วันนั้นรัฐบาลไม่พอใจ กกต. สื่อเลือกข้างจำนวนหนึ่งโจมตี กกต.ว่า คือ เหตุที่ชาวนาขายข้าวไม่ได้เงิน
2. วันที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ประชุมร่วมกับ กกต. ต้องการให้ กกต.เดินหน้าเลือกตั้ง ในขณะที่ กกต.เห็นว่า เดินหน้าต่อไปก็นำไปสู่การสูญเสียชีวิตของคนในชาติ และ มีแนวโน้มถูกร้องว่าเป็นโมฆะด้วยเหตุที่ยังไม่สามารถรับสมัครได้ครบทุกเขต ขอให้เลื่อนวันเลือกตั้งออกไปอีก 3 เดือนเพื่อรับสมัครให้ครบและให้สถานการณ์ความขัดแย้งเย็นลง วันนั้นรัฐบาลไม่พอใจ สื่อเลือกข้างจำนวนหนึ่งโจมตี กกต.ว่า ตั้งใจล้มเลือกตั้ง และเป็นแนวร่วมกับผู้ชุมนุม กปปส.
3. วันที่ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ 14 จังหวัด ที่ หาดใหญ่ ตัวแทนรัฐบาล คุณวิสาร เตชะธีรวัฒน์ รมช.มหาดไทย เสนอให้ กกต.จัดการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ว. กกต.ได้ถามความเห็นผู้ว่า 14 จังหวัด ปรากฏว่า 13 จังหวัดให้ความเห็นว่าไม่สมควร (จังหวัดชุมพร เดินออกจากที่ประชุม) กกต.จึงกำหนดให้เดินหน้าเลือกตั้ง ส.ว. แยกจากการเลือกตั้ง ส.ส. ผลคือ การเลือกตั้ง ส.ว.ในทุกจังหวัดภาคใต้ สำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย
4. ช่วงการออกเสียงประชามติ กกต.ได้แสดงความเห็นหลายเรื่องที่ขัดกับ สนช. และ ผู้นำรัฐบาล เช่น ให้ความเห็นว่าการตั้งคำถามพ่วง มีลักษณะชี้นำ ยาว วกวน และใช้ภาษาที่ยากต่อความเข้าใจ ยืนยันว่าการแสดงออกถึงความคิดคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่รุนแรง ไม่บิดเบือน ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่ปลุกระดม เป็นสิ่งที่ทำได้ และพยายามติดต่อให้ กรธ. มาร่วมดีเบตกับฝ่ายที่เห็นต่าง แต่ได้รับการปฏิเสธ
5. ช่วงการร่าง กม.ประกอบรัฐธรรมนูญ กกต.ให้ความเห็นต่อ กม.ลูกอย่างตรงไปตรงมา แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยในหลายเรื่อง เช่น เรื่องคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่ง เรื่องผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เรื่องการจับสลาก ส.ว.ในการสรรหาระดับจังหวัด และบอกว่า กรธ.ขาดความจริงใจในการรับฟังความคิดเห็น จัดให้เป็นแค่พิธีกรรม และ เอาร่างที่มิใช่ฉบับจริงมารับฟังความคิดเห็น
บังเอิญว่า โครงสร้างใหม่ไม่เหมือนเดิม และ บังเอิญว่าอีกปีสองปี กกต.บางคนจะครบ 70 ปี และบังเอิญว่า กมธ.เห็นว่า ควรให้เซ็ตซีโร่ในวันสุดท้ายของการพิจารณา ก.ม.
ทุกเรื่องล้วนบังเอิญ