PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ปฏิรูปตำรวจ 'ง่ายที่ทำให้ยาก'

    ปฏิรูปตำรวจ 'ง่ายที่ทำให้ยาก'

  • Thursday, July 6, 2017 - 00:00

    "ทำไมเอาทหารมาปฏิรูปตำรวจ?"
    ผมไม่ได้ถาม........
    แต่นักข่าว-นักโพสต์ออนไลน์ เขาถาม เมื่อทราบข่าว
    "ครม.ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ)" เมื่อวานซืน
    กรรมการทั้งหมด ๓๖ ท่าน คนที่ ครม.แต่งตั้งเป็นประธานปฏิรูปตำรวจ คือ
    "พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์" อดีต ผบ.สูงสุด
    ท่านเป็นใคร มาจากไหน?
    "เป็นดอกเตอร์ จบจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก เวสต์ปอยต์ สหรัฐอเมริกา ไว้ใจได้ และท่านเป็นอาจารย์ของผม"
    นี่คือคำตอบ และใบรับรองคุณภาพ ออกโดย "นายกฯ ประยุทธ์"!
    ก็ดีใจแทนนายกฯ......
    ไม่ใช่ดีใจที่ได้พลเอกบุญสร้างมาเป็นมือผ่าตัดโครงสร้างตำรวจ
    แต่ดีใจตรงที่ท่านจะได้รับรสชาติใหม่ๆ จากเสียงวิพากษ์-วิจารณ์หลังจากหูซ้ำซากกับเรื่องเดิมๆ หลายวัน
    เช่นเรื่อง.........
    -รถไฟความเร็วสูง สร้างทำไม สร้างก็เจ๊ง ใครจะนั่ง?
    -หอชมเมือง สร้างทำไม เอาใจนายทุน ใครจะขึ้น? เป็นต้น
    เรื่องเหล่านั้น กระแสจะจืดไป
    เพราะได้เรื่องปฏิรูปตำรวจเป็นโปรแกรมใหม่ให้วิพากษ์แทน
    จริงๆ แล้ว จะตั้งทหาร-ไม่ทหาร เป็นประธาน ไม่เกี่ยวว่าจะเข้าท่าหรือไม่เข้าท่าในงานปฏิรูปตำรวจ
    ประธานคนเดียว จะตั้งธง-กำหนดทิศตามใจชอบหรือตามใจศิษย์กตัญญูไม่ได้หรอก
    ประธานเป็นได้อย่างเดียว คือ "หนังหน้าไฟ"
    สำหรับให้คนด่า!
    จะว่าไป เรื่องปฏิรูปตำรวจ เป็นหนึ่งใน "ปฐมเหตุ" ดาลใจนายกฯ ประยุทธ์ให้เข้ายึดอำนาจปกครองประเทศ (๒๒ พ.ค.๕๗)
    ชาวประชาหนุนตรึม เมื่อผู้นำ คสช.บอก จะรื้อ-ผ่าตัด โครงสร้างองค์กรตำรวจ
    ผ่านไป ๓ ปี..........
    เหงือกชาวประชาแห้งจนราขึ้น รัฐบาล คสช.เพิ่งหยิบงานปฏิรูปตำรวจทำเป็น "ปัจฉิมเหตุ"
    ให้เห็น "คล้ายจริง" ส่งท้ายอายุรัฐบาล คสช.!
    ที่ผมว่า "คล้ายจริง" เพราะที่ ครม.ตั้งคณะกรรมการนี้ ไม่ใช่เกิดจากจิตศรัทธาจริงๆ ของรัฐบาลที่จะทำ
    แต่ทำเพราะ......
    เงื่อนไขตาม "รัฐธรรมนูญ" มาตรา ๒๖๐ บังคับ
    "ให้แล้วเสร็จ" ภายใน ๑ ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
    ก็นับไปซี รัฐธรรมนูญประกาศใช้ เมื่อ ๖ เม.ย.๖๐ อีกกี่วันจะถึง ๖ เม.ย.๖๑ ล่ะ?
    ประมาณ ๙ เดือน นั่นแหละคือ "เส้นตาย" ที่คณะกรรมการชุดนี้ ต้องปฏิรูปให้เสร็จ
    ถามว่า "ถ้าไม่เสร็จ อะไรจะเกิดขึ้น"?
    ให้ยุบคณะกรรมการหรือยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ งั้นหรือ?
    ไม่ใช่.........!
    คำตอบ ในรัฐธรรมนูญ มีว่า..........
    "ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโสตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา"
    สรุป ตามนัยรัฐธรรมนูญ "หัวใจตำรวจ" ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ สนช.และรัฐบาลวางไว้
    อยู่ตรง "แต่งตั้ง-โยกย้าย" นี่เป็นสำคัญสูงสุด!
    ถ้าถามต่อ แต่งตั้ง-โยกย้ายตามนัยนี้แล้ว คณะกรรมการฯ ก็ยังทำไม่เสร็จอีกล่ะ จะทำไง?
    ไม่รู้ (โว้ย) ครม.ก็เป็นฝ่ายแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จชาติไหนนั่นแหละ
    เพราะในรัฐธรรมนูญบอกไว้แค่นั้น!?
    การวิพากษ์-วิจารณ์ เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ใครจะวิพากษ์ ควรอ่านกติกา จากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๐ เป็นฐานคิด-ฐานวิจารณ์ก่อน
    เสร็จแล้ว ย้อนไปอ่านมาตรา ๒๕๘ ให้รู้ว่า รัฐธรรมนูญบอกให้ปฏิรูปด้านไหนบ้าง?
    การปฏิรูปตำรวจ อยู่ในหมวด ง. "ด้านกระบวนการยุติธรรม"
    ที่เห็น "เพื่อยุติธรรมประชาชน" ในการปฏิรูป ก็ใน (๒) ที่ว่าด้วยเรื่อง.........
    "ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม....ฯลฯ....."
    พูดกันตรงๆ กรอบตามรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูป เหมือนเราอยู่ในทะเล แล้วมองไปข้างหน้า
    "ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ" นั่นแหละ ที่ให้ปฏิรูป!
    ใครไปถึงเส้นบรรจบ "ขอบน้ำกับขอบฟ้า" ได้เมื่อไหร่ การปฏิรูปตำรวจ ก็เกิดได้เมื่อนั้น
    ผมหมายถึง ปฏิรูปตำรวจ อย่างที่ประชาชน อยากเห็น-อยากเป็น-อยากได้
    แต่ถ้าปฏิรูปอย่างที่ ตำรวจอยากเห็น-อยากเป็น-อยากได้ นั่นเกิดได้แน่นอน
    ถึงไม่ปฏิรูป ก็เป็นโอปปาติกะ เกิดอยู่แล้ว ทุกวันนี้!
    ไมได้ "ติเรือทั้งโกลน" หรือดูถูกคณะกรรมการฯ
    แต่ประมวลเจตนารัฐบาล ผ่านปฏิกิริยาตอบสนองเสียงร้องประชาชนตลอด ๓ ปี ผนวกกรอบในการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ
    อย่างที่ว่า...ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ!
    ผมไม่เกี่ยงงอน-ตั้งแง่ ในตัวบุคคลแห่ง ๓๖ คณะกรรมการเลย แต่มองโลกในด้านเป็นจริง จะเห็น........
    จากปี ๒๕๐๐ สิ้นยุคเผ่า ด้วยสโลแกน "ภายใต้ดวงอาทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้" มาจนถึงวันนี้
    ตีซะว่า ๖๐ ปี........
    ตลอด ๖๐ ปี เสียงร้องให้ปฏิรูปตำรวจระงม ก็ปฏิรูปเหมือนกัน จาก "กรมตำรวจ" สังกัดกระทรวงมหาดไทย
    มาเป็น "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"
    ก็ "เสฉวน" ตัวเดิม
    แค่เปลี่ยนกระดอง ส่วนพฤติกรรม-สันดาน การใช้อำนาจ "จับเอง-สอบสวนเอง" ในด้านความยุติธรรม
    ไม่มีอะไรเปลี่ยน!
    ก็คิดซี....๖๐ ปี ปฏิรูปได้แค่ "ย้ายสังกัด-เปลี่ยนชื่อ"
    แล้วนี่ ในเวลา ๙ เดือน จะให้ผ่าตัด-เปลี่ยนเพศตำรวจใหม่ทั้งระบบ?
    ผมว่า แค่นำข้อมูลทั้งหมดมาวาดแบบ แล้วตัดเป็นส่วนๆ สำหรับประกอบเข้าเป็นรูปร่าง แค่นั้นก็ยังยาก
    ต่อให้วิญญาณ "เซอร์ปิโก" เข้าสิง "พลเอกบุญสร้าง"
    ก็ยังยากที่จะวางโครงสร้างตำรวจใหม่ไว้เหนือเสาเข็ม แห่งคำว่า "สุจริต-ยุติธรรม" ต่อประชาชนได้สำเร็จ!
    ๖๐ ปีไม่เสร็จ (เพราะไม่จริงใจ)........
    ถ้า ๙ เดือนเสร็จ (เพราะจริงใจ) สมมโนรสปรารถนาประชาชน
    ผมจะจัดงานสมโภช ๓๖ คณะกรรมการ จ้าง "ลำไย ไหทองคำ" มาเด้าหน้า-เด้าหลัง ๗ วัน ๗ คืน!
    จะว่าไปแล้ว ๓ ปีที่ผ่าน ทั้งฝ่ายตำรวจ ฝ่าย สปท.และฝ่าย คสช.ออกแบบไว้คนละโมเดล-สองโมเดล อย่างของตำรวจที่ทำไว้ก็มี
    -การถ่ายโอนภารกิจ
    -การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    -การปรับปรุงค่าตอบแทนสวัสดิการ
    -เส้นทางการเจริญเติบโต
    -การปฏิรูปงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย
    -การนำเทคโนโลยีมาใช้
    เท่าที่ดูๆ จะเห็นว่าทุกโมเดล การปฏิรูปแทนที่เอาภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง
    กลับมุ่งไปทางปลีกย่อย เช่น สวัสดิการ การอยู่-การกิน-การได้เสียตำแหน่งของตำรวจเป็นหลักใหญ่
    อย่าง ๖ ด้าน มี ๒ ด้านเท่านั้น ที่จะตรงโจทย์ชาวบ้าน แต่เป็นกรอบเวิ้งว้างมาก
    คือ การถ่ายโอนภารกิจกับการปฏิรูปงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย
    ทั้งหมด ไม่ได้ต่อต้าน..ขอย้ำ เพียงเป็นมุมมองจากกรอบ จะรอความชัดเจนจากคณะกรรมการฯ อีกที ตอนลงมือทำงาน
    ว่าจะทำกันตามกรอบไหน-แบบไหน?
    อย่างน้อย การ "จับเอง-สอบสวนเอง" จะต้องผ่าแยกขาดไปสู่จุดคานอำนาจ-ถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายตำรวจ กับฝ่ายสอบสวน
    และการกระจุกตัว-กระจุกอำนาจของตำรวจอย่างทุกวันนี้ ต้องไม่มี
    ตำแหน่งเฟ้อ ยศเฟ้อ งานเฟอะฟะ ตำรวจเป็นโรค "คดในข้อ-งอในกระดูก" ต้องผ่าตัด
    ความจริง ถ้าจะปฏิรูปจริง หลักการง่ายนิดเดียว
    จะปฏิรูป "เพื่อประชาชน"
    หรือ "เพื่อตำรวจ" เท่านั้น!

(ข้อมูล)สปท.ชงปฏิรูปตำรวจ ตั้ง คกก.บริหาร ปรับโครงสร้าง กต.ตร.

สปท.ชงปฏิรูปตำรวจ ตั้ง คกก.บริหาร ปรับโครงสร้าง กต.ตร.

ที่ประชุม สปท.ลงมติเห็นชอบรายงานปฏิรูปตำรวจ 140 ต่อ 7 เสียง ตั้งคณะกรรมการบริหาร-ปรับโครงสร้าง กต.ตร. พร้อมเสนอ ครม.ต่อไป

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ที่มี น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน มีวาระพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตำรวจ เสนอโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท.โดยมีสาระสำคัญ คือให้ตัดอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ปฏิบัติงาน หรือเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ(กต.ตร.) ออก สำหรับโครงสร้าง กต.ตร.เห็นควรให้ปรับลดจำนวนคณะกรรมการลงให้มีจำนวนพอเหมาะ โดยให้ยุบ กต.ตร.สถานีตำรวจทั้งภูธรและนครบาลทั้งหมด และให้ กต.ตร.จังหวัดทำหน้าที่ตรวจสอบติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจภูธรทุกสถานีในจังหวัดของตนเอง อีกทั้งตั้ง กต.ตร.กองบังคับการตำรวจนครบาล เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจนครบาลทุกสถานีในสังกัด

โดยมี กต.ตร.ในระดับกองบัญชาการเป็นผู้คอยตรวจสอบติดตาม กต.ตร.กองบังคับการตำรวจนครบาล และยังเสนอให้ตั้ง กต.ตร.ตำรวจภูธรและ กต.ตร.ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ส่วนองค์ประกอบ กต.ตร. เสนอให้ตัดข้าราชการตำรวจออก แต่ให้แต่งตั้งอดีตข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธาน กต.ตร.ในระดับต่างๆ แทน มีข้าราชการอื่นที่มีลักษณะงานเกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาชน และประชาชนผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการ

นอกจากนี้ในส่วนการปรับปรุงระบบงานของ กต.ตร. และก.ต.ช.ใหม่ ให้วางระบบการตรวจสอบติดตามประเมินผล และการรายงานผลให้ กต.ตร. ถือปฏิบัติ รวมทั้งให้มีการประเมินและรายงานผลการปฏิบัติงานของตำรวจ ปีงบประมาณละ 2 รอบ ดังนี้ 1 ต.ค.-31 มี.ค. และ 1 เม.ย.-30 ก.ย.

นอกจากนั้นยังเสนอตั้งคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช. เพื่อปรับระบบการรับคำร้องเรียนและข้อเสนอแนะของประชาชน และทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองคำร้องเรียนและข้อเสนอแนะของประชาชน และทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล เนื่องจากกรรมการ ก.ต.ช. แต่ละคนมีภารกิจมาก ไม่สามารถจัดประชุม ก.ต.ช.ได้บ่อยครั้ง

นอกจากนี้ เสนอให้ตั้ง "คณะกรรมการบริหาร” ทั้งในระดับสถานีตำรวจ ระดับกองบังคับการตำรวจนครบาลพื้นที่และตำรวจภูธรจังหวัด และระดับกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน ประชาชน ข้าราชการตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่และข้าราชการอื่นในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย สนับสนุนงบประมาณและอาสาสมัครในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละท้องถิ่นและชุมชน ส่วนหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบการบริหารงานตำรวจมี กต.ตร. ทำอยู่แล้ว โดยที่ประชุม สปท.ได้ลงมติเห็นชอบต่อรายงานดังกล่าว 140 ต่อ 3 งดออกเสียง 7 เสียงก่อนเสนอไปยัง ครม.ต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

อนุก.ต.เอกฉันต์ผ่านคุณสมบัติ “ชีพ จุลมนต์” ชงที่ประชุมก.ต. 11 ก.ค.

อนุก.ต.เอกฉันต์ผ่านคุณสมบัติ “ชีพ จุลมนต์” ชงที่ประชุมก.ต. 11 ก.ค.

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม อนุ ก.ต.วันนี้ที่มีวาระการพิจารณาการกลั่นกรองคุณสมบัติ บัญชีรายชื่อที่สำนักงานศาลยุติธรรม เสนอ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 1 ขึ้นดำรงตำเเหน่งประธานศาลฎีกาคนที่44ต่อจากนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกาที่จะพ้นวาระในวันที่ 30กันยายน

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมอนุ ก.ต.ที่มีการประชุมตั้งเเต่ 09.30น.-12.00น.มีมติเห็นชอบเอกฉันต์ผ่านคุณสมบัติ นายชีพ

ขั้นตอนหลังจากนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำมติเห็นชอบพร้อมรายงานการประชุมของอนุ ก.ต.เสนอในที่ประชุม ก.ต. วันที่ 11 กรกฎาคม ที่มีวาระเห็นชอบพิจารณาบุคคลขึ้นดำรงตำเเหน่งประธานศาลฎีกาคนต่อไป

ก้าวต่อไปประดาบก็เลือดเดือด

ก้าวต่อไปประดาบก็เลือดเดือด

ปลาไม่กินเหยื่อ ตกเบ็ดเสียเวลาเปล่า

ขึ้นต้นอย่างนี้ก็เพราะว่าการเมืองเรื่องเลือกตั้งกำลังเข้มข้นขึ้นตามลำดับ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯปล่อยลีลามาก่อนหน้านี้ว่า แล้วการเมืองข้างหน้าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในอนาคต

พูดอย่างนี้ภาษาการเมืองก็ต้องบอกว่าพลิกได้สองหน้า คือเล่นต่อก็ได้ ไม่เล่นต่อก็ได้ ตีความได้ทั้ง 2 อย่าง

แต่นักการเมืองนั้นเห็นคำตอบอย่างนี้ย่อมรู้เท่ารู้ทันว่าคิดอะไรอยู่

ประเด็นสำคัญก็คือตีความกันแล้วว่าเล่นต่อแน่ เพียงแต่จะใช้รูปแบบไหนเท่านั้น เมื่อคิดจะเล่นก็ต้องโยนคำถามใส่ เริ่มจากให้ตอบมาตรงๆเลยว่า จะเล่นหรือไม่เล่น เอาให้ชัดเจนกันไปเลย

หรือหากคิดจะเล่นต่อก็ให้มันสง่างามไปเลย คือการลงสมัครเลือกตั้ง จะไปสังกัดพรรคไหนหรือจะตั้งพรรคทหารก็ได้

นั่นเป็นกระแสที่นักการเมืองส่งเสียงกันแบบแผ่นเสียงตกร่อง

ทั้งๆที่รู้ดีแล้วว่าไม่มีทางเดินเส้นทางนี้แน่ อีกทั้งการที่ไม่ได้ลาออกก่อน 90 วัน หลังจากรัฐธรรมนูญได้ประกาศใช้ไม่ว่าจะเป็น สนช.-สปท.-ครม.-คสช.

ไม่สามารถจะลงสมัครเลือกตั้งได้ ซึ่งก็เลยเวลาไปแล้ว จึงเป็นอันว่าไม่ต้องถามว่านายกฯจะลงสมัครเลือกตั้งหรือไม่

เห็นถามกันมากๆนายกฯก็เลยบอกว่าไม่ต้องมาถามเรื่องนี้แล้ว

ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ไม่เลือกทางนี้ ก็เพราะไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อให้นักการเมืองรุมกินโต๊ะเมื่อกระโดดลงไปร่วมเวทีกับพวกเขา ซึ่งมีความชำนาญและเป็นเจ้าสนามตัวจริง

ดีไม่ดีอาจเสียผู้เสียคนตกเวทีการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น

อีกทั้งการที่จะต้องลาออกก่อนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อลงเลือกตั้งนั้น ก็หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ เปลี่ยนตัวหัวหน้า คสช. จะให้ใครบริหารจัดการแทนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การเลือกตั้งก็ไม่ใช่วันนี้วันพรุ่ง อย่างน้อยก็ปีกว่าๆ

และยังไม่แน่ด้วยว่าจะเลือกตั้งเมื่อใดและจะมีหรือไม่?

การจะหาใครมาแทนแม้จะเป็นการชั่วคราวก็ตาม เพราะภารกิจในฐานะนายกฯและหัวหน้า คสช.นั้น ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองในปัจจุบัน หากผิดพลาดกระบวนท่าขึ้นมาก็จบกันเลย ลงหลังเสือถูกเสือกัดแน่

งานในภาระของนายกฯก็มีเรื่องสำคัญๆอีกเยอะที่จะต้องใช้ศักยภาพเฉพาะตัวมากพอสมควร ขนาดว่าตัว พล.อ.ประยุทธ์เองซึ่งมีประชาชนสนับสนุนไม่น้อยก็ยังเหนื่อยแทบขาดใจ

เพลงยุทธ์และลีลาอย่างที่ปรากฏให้เห็นมาแล้วนั้น ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว สามารถรับคลื่นแรงต่อต้านทั้งจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และประดากลุ่มคนที่ยึดธงประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง

หากจะเล่นต่อไปก็มีหนทางที่วางเป็นสะพานให้เดินได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ “คนนอก” สามารถเป็นนายกฯ และให้มี ส.ว.ที่ คสช.แต่งตั้ง 250 คน เป็นเสียงสนับสนุนชัดเจนอยู่แล้ว

พียงแต่หาพรรคการเมืองและนักการเมืองมาสนับสนุนให้ได้เสียงข้างมากเกินครึ่งหนึ่งจาก 250 คน ก็เรียบร้อย

ถามว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินหน้าต่อหลังเลือกตั้งหรือไม่
ร้อยคำตอบก็คงได้ว่าไม่ต้องการแน่ เพราะถือว่าเป็นคู่แข่งที่ประมือได้ยากลำบากกว่านักการเมืองร่วมเวทีเดียวกัน

ดังนั้น ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตัดสินใจเดินหน้าต่อไปด้วยวิธีการไหนก็ตาม จะต้องถูกต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆ

ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือไร้รูปแบบก็ตาม...

“สายล่อฟ้า”

โปรโมชั่น 6 เดือน

โปรโมชั่น 6 เดือน

เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ไม่ให้เกิดโกลาหลวุ่นวายบานปลายใหญ่โต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงตัดสินใจใช้อำนาจ หน.คสช. ออกคำสั่ง ม.44 ให้ชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว เฉพาะ 4 มาตราสำคัญไปอีก 180 วัน หรือ 6 เดือน

เพื่อเปิดโอกาสให้นายจ้างชาวไทย และลูกจ้างแรงงานต่างด้าว มีเวลาแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายให้เป็นแรงงานถูกกฎหมาย ภายในช่วง โปรโมชั่น 180 วัน

และเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐฉวยโอกาสใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไปไล่บี้รีดไถตบทรัพย์นายจ้าง และแรงงานต่างด้าวตามอำเภอใจ

“แม่ลูกจันทร์” สรุปย่อๆว่า คำสั่ง ม.44 ให้ชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว เฉพาะมาตรา 101 มาตรา 102 มาตรา 119 และมาตรา 122 ออกไปอีก 180 วัน

เช่น กรณีนายจ้างรับแรงงานต่าง-ด้าวทำงานในอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย ต้องโดนโทษปรับสี่แสนบาทถึง แปดแสนบาทต่อลูกจ้างต่างด้าว 1 คน

หรือกรณีนายจ้างรับคนต่างด้าวเข้าทำงาน โดยไม่มีหนังสือแจ้งให้นายทะเบียนรับทราบ ต้องโดนโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงหนึ่งแสนบาท ต่อลูกจ้างต่างด้าว 1 คน

หรือกรณีนายจ้างยินยอมรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน ให้เข้าทำงาน ต้องโดนโทษปรับเต็มพิกัด สี่แสนบาท ถึงแปดแสนบาทต่อลูกจ้างต่างด้าว 1 คน

โทษปรับแรงและแพงขนาดนี้ ...ไม่ช็อกก็ใจเย็น

“แม่ลูกจันทร์” ย้ำอีกครั้งว่าเห็นด้วยที่รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นเครื่อง มือจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้เข้ารูปเข้ารอย เพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาแรงงานเถื่อน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมไม่เละตุ้มเป๊ะอย่างที่ผ่านมา

แต่ปัญหาเกิดจากรัฐบาลเองที่เร่งรีบประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ปุบปับเกิน ไปจนทำให้นายจ้างและลูกจ้าง ไม่มีเวลาเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อย่างพอเพียง

เพราะการทำแรงงานผิดกฎหมายให้เป็นแรงงานถูกกฎหมายต้องใช้เวลา และต้องใช้เงินลงทุน

เริ่มจากต้องปล่อยแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ลงทะเบียนกว่า 1 ล้านคน กลับบ้านใครบ้านมันไปขอหนังสือเดินทาง หรือเอกสารรับรองจากประเทศต้นทาง ก่อนจะเดินทางกลับเข้ามาในเมืองไทย
ต้องผ่านการพิสูจน์สัญชาติ ต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน ต้องมีนายจ้างรับรอง ระบุสถานที่ทำงาน และประเภทงานรับจ้างอย่างชัดเจน ฯลฯ

การดำเนินการจดทะเบียนแรง-งานต่างด้าวให้ครบตามขั้นตอนจะต้องใช้เวลาอย่างตํ่าๆ 2 เดือน หรือ 3 เดือน

ต้องใช้ค่าเดินทาง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอีก 2 หมื่นบาทต่อคน

เป็นภาระที่นายจ้างต้องควักกระเป๋าลงทุน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ร้านก๋วยเตี๋ยว 1 ร้าน มีลูกจ้างแรงงานต่างด้าวทำงาน 5 คน เจ้าของร้านต้องปล่อยให้ ลูกจ้างทยอยกลับคนละ 2 เดือน

ร้านก๋วยเตี๋ยว 1 ร้าน มีลูกจ้างแรง-งานต่างด้าว 5 คน ต้องควักกระเป๋าลงทุน 1 แสนบาทขาดตัว

ปัญหาคือ อุตส่าห์ลงทุนไปแล้ว แต่ลูกจ้างหายหัวไปเลย หรือกลับมาเมืองไทย แต่ดันย้ายไปทำงานที่อื่น...

จะทำอย่างไร??

จะต้องทำอย่างไร??...ก็เสียเงินฟรีน่ะซีโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

โฟกัสจุดอันตรายก่อน

โฟกัสจุดอันตรายก่อน

ปัญหาใหญ่ระดับเอเชีย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย

ข่าวต่างประเทศรายงาน ผลการสำรวจความมั่นใจของภาคธุรกิจญี่ปุ่นที่มีต่อเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า การขาดแคลนแรงงานอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 25 ปี 

ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ญี่ปุ่นถึงขั้นเตรียมแผนใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์

ในจังหวะที่รัฐบาลทหารของไทยต้องใช้มาตรา 44 เพื่อยืดการบังคับใช้ พ.ร.ก. ต่างด้าวบางมาตราออกไปอีก 180 วัน ตามเสียงเรียกร้องของภาคธุรกิจที่เกิดปัญหา ขาดแคลนแรงงาน

สะท้อนอาการลักลั่นในการแก้ปัญหา ชักเข้าชักออก

ที่แน่ๆตามรูปการณ์ที่ล้อกับภาวะการขาดแคลนแรงงานของประเทศญี่ปุ่น มันก็เป็นตัวอย่างตรงหน้า ถ้าประเทศไทยไม่รีบยกเครื่องแรงงานต่างด้าวให้ชัดเจนตั้งแต่วันนี้

เศรษฐกิจไทยมีปัญหาใหญ่จากภาวะขาดแคลนแรงงานแน่

แต่ในขณะที่ปมแรงงานต่างด้าวยังคาราคาซัง มันก็ยังมีสถานการณ์เร่งด่วนที่รัฐบาล คสช.ต้องรีบบริหารจัดการประคองภาวะเศรษฐกิจเฉพาะหน้า

อัดฉีดเงินลงฐานราก เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนไม่ให้สะดุด

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการดำเนินโครงการพัฒนาด้านการเกษตร “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ” วงเงินงบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อจ้างงาน เกษตรกร ผ่านชุมชนเกษตรกร 9101 ชุมชน ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท

คิวเดียวกันที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางประจำปี 2560 จำนวน 1,705 ล้านบาท เพื่อให้กรมบัญชีกลางนำไปจัดทำบัตรสวัสดิการ 2 โครงการ คือ โครงการบัตรสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อแก้ปัญหาการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน งบประมาณบานทะโรค

และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีสิทธิตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน

เร่งให้ผู้มีรายได้น้อยมีบัตรใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นี้

โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถนำไปใช้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ทั้งการเดินทางโดยรถเมล์ ขสมก. รถ บขส. ซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า หรือใช้จ่ายเป็นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปาได้ด้วย

เงินกำลังจะหมุนไป รัฐบาลส่งตรงให้แบบเร่งด่วน

ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าบริหารเศรษฐกิจ พร้อมๆไปกับการ “มัดจำ” แต้มทางการเมือง

ตามท้องเรื่อง “ปลดล็อก” จุดอันตราย

โฟกัส 3 จุดใหญ่ๆที่ทีมยุทธศาสตร์ของรัฐบาล คสช.ต้องสกัดไฟลาม

จุดแรกคือการบรรเทาความเดือดร้อนปากท้องชาวบ้าน การประคองสภาวะพืชผลเกษตรราคาตกต่ำ ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

ต้องจ่ายเงินสดให้เลย ขืนชักช้าไม่ทันสถานการณ์ ชาวบ้านไม่ทันกิน

จุดที่สองคือเรื่องของสิทธิการรักษาพยาบาล ที่ชาวบ้านกลัวจะเสียสิทธิบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค แบบที่เห็นอาการต่อต้าน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ

จนรัฐบาลต้องออกมายืนยันจะไม่มีการยกเลิกบัตรทองแต่อย่างใด

และปมสุดท้าย เรื่องของตัวบุคคล โดยสถานการณ์ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝ่ายคุมเกมอำนาจยังกังวลกับพลังแฝงในตัวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

อย่างที่เห็น “น้ำตานารีพิฆาต” อดีตผู้นำหญิงร้องไห้ในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 50 ปี

เล่นเอากระแสดราม่ากระหึ่มเมือง

ตามรูปการณ์อย่างที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เปิดทางให้มวลชนผู้สนับสนุนเข้าให้กำลังใจ “น้องปู” ในการเดินทางขึ้นศาลสืบพยานฝ่ายจำเลยในโครงการปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้ายในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้

เชื่อว่าคนที่มาคงเข้าใจดีว่าควรปฏิบัติอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

ต้องเจาะรูระบาย แก้โจทย์ประคองสถานการณ์ไป ไม่หักดิบ.

ทีมข่าวการเมือง

นายกฯ ปัด คสช.สั่ง สร้างละคร ให้พระเอก เป็น ทหาร ร.21รอ.แบบ บิ๊กตู่....

นายกฯ ปัด คสช.สั่ง สร้างละคร ให้พระเอก เป็น ทหาร ร.21รอ.แบบ บิ๊กตู่....
"ถ้าพระเอกเป็น ฉั้น คงไม่มีคนดู...
"วันนี้ผม เป็นผู้ร้ายไปหมดแล้ว”
"นายกฯบิ๊กตู่" เผย มัวแต่วุ่นเรื่องการเมือง เลยยังไม่เคยดู ซีรี่ส์ "ภารกิจรัก" ละครที่พระเอก เป็น 4เหล่าทัพ ยัน คสช.ไม่ได้สั่ง ให้พระเอกเป็นทหารเสือฯ ร.21รอ. เปล่า หมายถึง ผม ที่เคยอยู่ ร.21รอ. พ้อ ผมเป็นผู้ร้ายไปหมดแล้ว
ซี่รีส์ ตอนแรก "เหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน" พระเอก "เวียร์"เป็น"ผู้กองภูริช"นายทหารเสือราชินีฯ สังกัด กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์
"ผมยังไม่ได้ดู ยังไม่เห็น เพิ่งจะรู้ เนี่ย" พชเอกประยุทธ์. กล่าว
ก่อนถามกลับว่า "แล้วใครทำล่ะ ตอนนี้ผมมัววุ่นอยู่กับการเมืองที่นักข่าวถาม เลยไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเท่าไร"
เมื่อถามว่า คสช.จะเป็นผู้สนับสนุนการสร้างละครเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ก็คงมั้ง ไม่รู้เดี่ยวต้องถามก่อน ถ้าคสช.ทำ เดี๋ยวเขาก็รายงานผม
แต่ทำไมต้องไปมองว่า พระเอกเป็นทหารร. 21 รอ. ผมไม่ได้เป็นคนสร้างละครเรื่องนี้”
เมื่อถามว่า จะสนับสนุนให้ประชาชนดูละครเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ดูสิ”
เมื่อถามว่า ละครเรื่องนี้มีทหารหลายเหล่าทัพ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีหลายเหล่า ก็หลายเหล่าไปซิ ก็เป็นกิจการหนึ่งของกองทัพบกหรือคสช. โดยกองทัพบกเป็นคนทำในนามคสช. โดยใส่ ภารกิจ ของ กองทัพบกไปในละคร และเอา ภารกิจของหลายเหล่าทัพใส่ไปในเรื่องด้วย ส่วนเขาจะใส่ใครเป็นพระเอก ผู้ร้าย ผมก็ไม่รู้
เมื่อถามว่าย้ำว่า พระเอกเล่นบททหารบก
ร. 21 รอ. เหมือนแสดงแทนเป็นตัวนายกฯหรือเปล่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เป็นร.21 รอ. แล้วเป็นไง”
เมื่อนักข่าว บอกว่า พระเอกหน้าตาหล่อ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เหรอ ไม่ใช่ฉันนี่ ถ้าเป็น ผม ไม่มีคนดูอยู่แล้ว
"วันนี้ผมเป็นผู้ร้ายไปหมดแล้ว”

วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วิกฤติเศรษฐกิจ?พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

ยังเห็นบางคนเขียนว่า ปัญหาศก.เลวร้ายลงถึงจุดที่ ปชช.ทนไม่ไหว แล้วคสช.ก็จะอยู่ไม่ได้ เรื่องนี้ผมเคยโพสไปแล้วครั้งนึงเมื่อ 15 ก.ค. 2015 ขอนำกลับมาเผยแพร่อีกที

"คนที่เชื่อว่า ... เศรษฐกิจเลวร้ายถึงที่สุด แล้วผู้คนจะลุกฮือขึ้นมาขับไล่เผด็จการนั้น เป็นการเข้าใจผิด วิกฤตเศรษฐกิจโดยตัวมันเอง ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แม้แต่ความยากแค้นสาหัสในระดับปัจเจกก็ไม่ทำให้แต่ละคน "ตื่นตัวตาสว่างทางการเมือง" ได้โดยอัตโนมัติ ... คนเราเมื่อประสบความอดอยากยากแค้น ก็จะหาทางออกแบบปัจเจกไปเรื่อย ๆ เช่น หาช่องทางทำมาหากินอื่น หาแหล่งเงินเพื่อกู้ยืมประทังชีวิต ถ้าหมดหนทางที่ถูกกฎหมาย ก็จะไปทางผิดกฎหมาย ค้ายาบ้า จี้ ปล้น ฆ่าคนอื่น หรือฆ่าตัวตาย

ถ้าคนเหล่านี้จะ "ดิ้นรน" มากกว่าระดับปัจเจก ก็แค่รวมกลุ่มกันเรียกร้องในประเด็นของตน ชาวสวนยางเรียกร้องเรื่องยาง ชาวนาเรียกร้องเรื่องข้าว ชาวไร่เรียกร้องเรื่องมันสำปะหลัง ชาวสวนเรียกร้องเรื่องราคาปาล์ม ชาวประมงเรียกร้องเรื่องประมง ชาวบ้านท้องถิ่นเรียกร้องเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ... ฯลฯ

แต่ชาวสวนยางจะไม่ยุ่งเรื่องปาล์มหรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน ชาวสวนปาล์มก็ไม่ยุ่งเรื่องราคายางหรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน คนต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินก็ไม่ยุ่งเรื่องสวนยางหรือสวนปาล์ม ชาวนาก็ไม่ยุ่งเรื่องสวนยางหรือราคามันสำปะหลัง ฯลฯ เพราะเพียงแค่สู้ให้กับตัวเองก็ "หืดขึ้นคอ" แล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปสู่้เพื่อคนอื่นและเพื่ออะไร?

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ประเทศจีนในอดีตที่กดขี่ยากแค้นสาหัส คนจีนทำได้แค่กู้หนี้ ขายลูกขายเมียเป็นทาส ฆ่าตัวตาย อพยพย้ายถิ่น เร่ร่อนเป็นขอทาน ปล้นชิงคนรวยในหมู่บ้าน รวมกลุ่มกันเป็นกองโจรตระเวณปล้นฆ่าไปเรื่อย สูงสุดคือ เป็น"กบฏชาวนา" ซึ่งผลลัพธ์มักจะล้มเหลว

ปัญหาเศรษฐกิจเป็นได้เพียง "ปริบท" เป็น "ฉากหลัง" ที่บ่มเพาะความไม่พอใจเพื่อรอเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ต้องมาจากการต่อสู้ทางการเมือง ในประเด็นการเมืองเท่านั้น"

โผพลิก-พลิกโผ

โผพลิก-พลิกโผ

ตำแหน่งประธานศาลฎีกาเป็นประมุขสถาบันยุติธรรม

ท่านผู้ใดได้ดำรงตำแหน่งประธาน ศาลฎีกาถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของตัวเองและวงศ์ตระกูล

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา การเลือกประธานศาลฎีกาจะยึดระบบอาวุโสเป็นสำคัญ

อดีตประธานศาลฎีกา (ย้อนหลังไป 6 คน) ล้วนมาจากข้าราชการตุลาการอาวุโสสูงสุดเรียงตามลำดับคิว

เรียกว่า ขยับขึ้นตามคิว ไม่มีการแซงคิวเหมือนการแต่งตั้งข้าราช-การพลเรือน

เรื่องของเรื่องคือ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน จะต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากอายุครบ 65 ปี ในวันที่ 30 กันยายนปีนี้

จึงต้องมีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่ทำหน้าที่แทน

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ถ้านับตามพรรษา “นายศิริชัย วัฒนโยธิน” ประธาน ศาลอุทธรณ์อาวุโสอันดับหนึ่ง ต้องจ่อคิวขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ของประเทศไทยแบเบอร์

แต่ปรากฏว่า เบอร์ 44 ไม่แบเบอร์ อย่างที่คาดกัน

เพราะการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อพิจารณาแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่ ได้มีมติเอกฉันท์ “ไม่แต่งตั้ง นายศิริชัย” ผู้มีอาวุโสอันดับหนึ่งตามโผรายชื่อที่ คณะอนุ กก.ก.ต. เสนอให้พิจารณา

เมื่อผู้มีอาวุโสอันดับหนึ่งไม่ผ่านไฟเขียว ก็คาดว่าจะถึงคิว นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ผู้มีอาวุโสอันดับ 2 ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขศาลสูงสุดคนที่ 44 ของประเทศไทย

หรือจะเป็น นายธนกฤษ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกาอาวุโสอันดับ 3 ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน
“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่า การที่คณะกรรมการ ก.ต.มีมติเอกฉันท์ไม่แต่งตั้ง นายศิริชัย ตุลาการอาวุโสอันดับหนึ่งขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาคนใหม่ไม่ว่าเกิดจากเหตุผลใดก็ตาม

ย่อมเป็นเรื่องภายในของศาลยุติธรรม

คนนอกไม่ควรจุ้นจ้านวิพากษ์วิจารณ์ให้ฟุ้งกระจาย

เพราะเมื่อที่ประชุม ก.ต.มีมติเห็นชอบให้ผู้หนึ่งผู้ใด แม้ไม่ใช่ผู้มีอาวุโสอันดับ หนึ่งขึ้นเป็นประมุขศาลยุติธรรม ก็ถือเป็นการแต่งตั้งที่ครบถ้วนทุกขั้นตอน

แต่ถ้าไม่มีพลิกโผ หรือโผพลิกอีกต่อไป นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกาอาวุโสสูงสุดอันดับ 2 ซึ่งปัจจุบันอายุ 63 ปี จะดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ต่อไปอีก 2 ปีเต็ม

สรุปย่อๆตามที่ฟังมา...ท่านว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่เป็นตุลาการชั้นผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาตัดสินอรรถคดีอย่างตรงไปตรงมา

ท่านได้ตัดสินคดีใหญ่ๆ คดีดังๆมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีทางการเมือง

“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่า ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือท่านผู้นี้เป็นเจ้าของสำนวนคดีโครงการรับจำนำข้าว และ 1 ใน 9 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ราชการเกิดความเสียหายร้ายแรง
แถมท่านยังเป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา พิจารณาคดี อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถูกฟ้องเป็นจำเลย ข้อหาสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรอีกหนึ่งคดี

เฉพาะแค่ 2 คดีก็มีอดีตนายกฯเป็นจำเลยตั้ง 3 คน

ธรรมดาซะที่ไหนล่ะคุณโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ไม่น่าจะหนีจากสูตรนี้

ไม่น่าจะหนีจากสูตรนี้

อาการต่อมฉุนอักเสบกำเริบอีกคำรบตามอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ดูจะหงุดหงิดไปหมดทุกเรื่อง

ฉะบ้าบอคอแตก ตัดบทไม่ให้นักข่าวซักไซ้เรื่องลงสมัครเลือกตั้ง

แขวะ “ไอ้พวกช่างฟ้อง” ในจังหวะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ มือกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แตะมือกันสกัดกั้น พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ

จ่อฟ้องศาลปกครอง ร้องศาลรัฐธรรมนูญ

พาลเซ็งไปถึงกรณีที่ศิลปินแห่งชาติทะเลาะกันเพราะปมชนวนมาจากกลอนที่ตัวเองแต่งขึ้น เปรยเป็นเชิงกลุ้มใจจริงๆอยากหยุดพูดสัก 1 เดือน

“นายกฯลุงตู่” เหมือนแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว

แต่เรื่องของเรื่อง มันก็น่าจะเป็นแค่ลีลาเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ

มุกของผู้นำรัฐบาล คสช.ที่ใช้บทหงุดหงิดในการเบรกกระแส เบี่ยงตัวหลบปมร้อนๆที่ไม่อยากตอบคำถามยากๆของนักข่าว

เอาเป็นว่า ประเมินกันตามเงื่อนสถานการณ์ตรงหน้า มันก็ไม่ได้มีอะไรที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องซีเรียสเครียดหนักแต่อย่างใด

ในเมื่อทุกอย่างมันกำลัง “เข้าทาง” ตามเหลี่ยมที่วางไว้

ถึงตรงนี้สังคมส่วนใหญ่รับรู้คำตอบสุดท้ายกันแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสถานะ นายกรัฐมนตรีคนในหรือนายกรัฐมนตรีคนนอก

“เลือกตั้ง” หรือ “ลากตั้ง”

“นายกฯลุงตู่” คือชื่อเดียวที่ล็อกไว้ในการเป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านในระยะ 5 ปี

และเจ้าตัวเองก็คงตั้งใจจะโยนหินหยั่งกระแส เปิดทางไว้ แบบที่ตีกรรเชียง เลี่ยงพูดมัดคอตัวเอง โยนสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต

แปลความตามภาษาทางการเมืองแค่นี้ก็ชัดเจน

ขณะเดียวกันก็เป็นสถานการณ์ของการเดินตามพิมพ์เขียวอำนาจที่ออกแบบกันไว้

หลังเลือกตั้งรอบหน้าต้องเป็นรัฐบาลผสม พรรคเล็ก พรรคน้อย แยกกันเดิน เบียดแย่งเสียงจากพรรคเพื่อไทย เก็บแต้มผสมเล็กผสมน้อย

อาศัยช่องจากกติกาเลือกตั้งสูตรจัดสรรปันส่วนผสม แล้วมาร่วมกันโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์

ตามจังหวะที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทยอยลาออกรายวันเพื่อแต่งตัวลงสนามเลือกตั้ง ล่าสุดเหลือทำหน้าที่อยู่ในสภาแค่ 170 กว่าคน

“ขุนอาสา” กระจายกำลังออกตั้งป้อมค่ายรวบรวมไพร่พล

โดยสถานการณ์ล่าสุดก็เป็นจังหวะขยับของตัวละครดังอย่าง “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ในฐานะหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ที่แบะท่าพร้อมคุยกับ สปท.ที่มีแนวคิดจะรวมพรรคเล็กเพื่อลงสนามเลือกตั้ง

พรรคหนุน คสช.ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น

ตามความจำเป็นทางยุทธศาสตร์การเมือง “นายกฯลุงตู่” ต้องมีพรรคการเมืองประกบเป็นตัวช่วยประคองเกมในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหลักประกันความปลอดภัยในคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณ

เพราะถึงตอนนั้นเสียงของ “250 ส.ว.สรรหา” เข้าไปอุ้มไม่ได้

และที่สำคัญเลย ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนตัวเลขเท่านั้น แต่มันยังต้องมีเรื่องของการ “ล็อกเสียง” คุมเกมโหวตให้อยู่ด้วย

โดยรูปการณ์ มันก็โยงไปถึง “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ออกตัวว่า วันนี้ยังไม่คิดโดดลงสนามการเมือง แต่วันข้างหน้ายังตอบไม่ได้

แนวโน้มหนีไม่ออกเหมือนกัน

ด้วยคุณสมบัติของผู้มี “บารมี” เหมาะสุดกับผู้จัดการรัฐบาล

“พี่ใหญ่” คงหนีไม่พ้นโดนลากมาช่วย “น้องเล็ก” อยู่ดี.
ทีมข่าวการเมือง

"บิ๊กป้อม"มั่นใจ "พลเอกบุญสร้าง" ปฏิรูปตำรวจ

"บิ๊กป้อม"มั่นใจ "พลเอกบุญสร้าง" ปฏิรูปตำรวจ เป็น ด็อกเตอร์ จบ Westpoint และเป็น อาจารย์ของนายกฯ ด้วย
ชี้นายกฯคนเลิอกเอง. และเป็นเพิ่อนสนิท ตท.6 ของตนเอง ชี้ตำรวจ ชอบ ที่เอาทหาร มานำปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจ ทหาร คล้ายๆกัน เชื่อไม่มีปัญหา เร่งทำให้เร็วที่สุด ระบุ ในช่วงที่ผ่านมา ตำรวจมีการปฏิรูป มาหลายเรื่องแล้ว ต่อไป ก็ตัองมาทำเรื่องใหญ่ๆ การประสานงาน ระหว่าง ตำรวจ อัยการ ศาล
ส่วนที่วิจารณ์กันว่า คณะกก.มีตำรวจ ถึงครึ่งหนึ่ง นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ก็ตำรวจครึ่งหนึ่ง ประชาชนครึ่งหนึ่ง ไม่ได้มากเกินไป
"เอาเหอะน่า ผมเชื่อว่า ทำได้"
"บิ๊กป้อม" เชื่อมือ "พลเอกบุญสร้าง" เพื่อน ผ่าตัด "ตำรวจ"ได้ ลั่น ไม่มีปัญหา ให้"ทหาร"นำปฏิรูป เผย "ตำรวจ"ชอบด้วย/เร่งทำให้เสร็จ เร็วที่สุด
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ 36 คน โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ตัดสินใจเลือกแล้ว
"พล.อ.บุญสร้าง เป็นอาจารย์ ของนายกฯ จบจากโรงเรียนนายร้อย Westpoint และจบปริญญาเอก ด๊อกเตอร์"
ส่วนที่มีการตั้งข้อสั่งเกตุว่า พล.อ.บุญสร้าง เป็นเพื่อน ตท.6 ของตนเองนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ใช่ และผมเชื่อมั่นพล.อ.บุญสร้าง จะสามารถทำงานได้ เพราะทหารและตำรวจมีความคล้ายกัน เพียงแต่ตำรวจมีงานมากกว่า
ทั้งนี้ พล.อ.บุญสร้าง จะนัดหมายคณะกรรมการอีกครั้ง เพื่อวางกรอบการทำงานว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ส่วนสถานที่ทำงานยังไม่ได้กำหนด และยังไม่มีการหารือถึงเรื่องงบประมาณ ที่ต้องใช้
เมื่อถามว่า ทางตำรวจ ไม่มีปัญหากับการเอาทหารมาเป็นประธานปฏิรูปตำรวจใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา ตำรวจชอบด้วย แล้วเรื่องนี้ต้องทำให้เร็ว ให้เสร็จ
ส่วนเรื่องเร่งด่วนเป็นหน้าที่ต้องคณะกรรมการที่จะพิจาณา โดยจะวางกรอบว่าจะทำอะไร โดยต้องถาม พล.อ.บุญสร้าง จะถามผมได้ยังไง”
เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีตำรวจ มากถึง 15 คน นั้นพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีทั้งตำรวจและพลเรือน ประชาชน อย่างละครึ่ง ถือว่าไม่มากไป
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลต้องการปฏิรูปตำรวจแต่ไม่สำเร็จ มั่นใจหรือไม่ว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ความจริงตำรวจ ได้มีการปฏิรูปไปมากแล้ว เช่น ปฏิรูปการทำงานของโรงพัก โดยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนหลายอย่าง แต่ตำรวจ อัยการ ศาล และด้านนิติวิทยาศาสตร์ จะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร นี่คือประเด็นของการปฏิรูป
เมื่อถามว่ามีการแนะในการทำงานคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เดี๋ยวก็คุยกัน และต่างคนต่างได้ศึกษาเรื่องนี้มาเหมือนกัน เพื่อทำให้ดีขึ้น ไม่มีใครทำให้ไม่ดี แต่จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด”
เมื่อถามว่าหลังจากนี้ 9 เดือน ประชาชนจะเป็นเห็นตำรวจยุคใหม่ ภายใต้การปฏิรูปใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ต้อง 9 เดือนหรือกี่เดือน ไปคิดเอาเอง
เมื่อถามย้ำถามว่าจะเห็นผลก่อน 9 เดือนใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เอาหน่า เขาได้รับรองว่าต้องทำให้ดี"
ทั้งนี้ จุดแข็งของคณะกรรมการจุดนี้คือการทำงานร่วมกัน
เมื่อถามว่า ความเป็นทหารของ พล.อ.บุญสร้าง จะนำไปสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เอาหน่า ได้ ก็แล้วกัน”

ผมไม่ใข่ผู้นำ ที่มาเพื่อสืบทอดอำนาจ

"ผมไม่ใข่ผู้นำ ที่มาเพื่อสืบทอดอำนาจ"
ผมไม่ได้มาเพื่อสืบทอดอำนาจ แต่ผมมาเพื่อสืบทอดให้ไทยประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ผมไม่ปฏิเสธ ประชาธิปไตย
: พลเอกประยุทธ์ 5กค.60

รมณ์เสีย !! ไม่ตอบ จะมาเป็นนายกฯ อีกมั้ย

"บิ๊กตู่" ทำ อารมณ์เสีย !! ไม่ตอบ จะมาเป็นนายกฯ อีกมั้ย หลัง สปท.ลาออก ไปตั้งพรรค ปูทาง นั้งนายกฯคนนอก โวย โอ้ย!!เกี่ยวอะไรกับผม?!!
นายกฯบิ๊กตู่ ย้อนสื่อ โอ๊ะ!! "เกี่ยวอะไรกับผม" หลังถาม สปท.ลาออก เพื่อตั้งพรรคทหารปูทาง ให้เป็นนายกฯ
"ผมไม่ยืนยัน ไม่นั่งยัน ไม่นอนยัน อะไรทั้งนั้น" บิ๊กตู่ ปัดตอบ คำถามที่ว่า ยืนยันได้หรือไม่ ว่าจะไม่กลับมายุ่งกับตรงนี้ อีกแล้ว
พร้อมขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไป

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง คกก.ปฏิรูปตำรวจ 36 คน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีมติแต่งตั้งรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ)แล้ว ซึ่งในมาตรา 260 บัญญัติให้ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและต่อเนื่องจากที่รัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไว้แล้ว จำนวน 36 คน ประกอบด้วย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน
นอกจากนี้ยังมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง,ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการโดยตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม,กรรมการโดยตำแหน่ง,เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กรรมการโดยตำแหน่ง, อัยการสูงสุด กรรมการโดยตำแหน่ง
ส่วนกรรมการฝ่ายตำรวจ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ อดีตรองผบ.ตร., พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผบ.ตร., พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม, พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด,พล.ต.อ.บุญชัย ชื่นสุชน อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, พล.ต.อ.สุพร พันธุ์เสือ อดีตรองผบ.ตร., พล.ต.อ.สมศักดิ์ แขวงโสภา อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร., พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ และพล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.
ส่วนของกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายมานิจ สุขสมจิตร ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นางเบญจพรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), นายศุภชัย ยาวะประภาษ นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ,นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), นายศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, นายธานิศ เกศวพิทักษ์ อดีตรองประธานศาลฎีกา, นายเข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุด, นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ, นายอมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และนายวรรณชัย บุญบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยงานแรกของคณะกรรมการชุดนี้คือ การแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อให้เสร็จออกมาก่อนในปีนี้

มติกกต.ตั้งอนุสอบ 90 สนช. ส่อขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง

มติกกต.ตั้งอนุสอบ 90 สนช. ส่อขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 4 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต.เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกต.มีมติตามที่สำนักกฎหมายของสำนักงานกกต.เสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ตรวจสอบการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 ประกอบมาตรา 187 และมาตรา 170(5) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือครองหุ้น ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแแห่งชาติ (สนช.) 90 คน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 264 วรรคสอง โดยประธานกกต.จะได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันนับจากนี้ และคณะอนุกรรมการไต่สวนมีเวลาดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันก่อนเสนอความเห็นต่อกกต. โดยหากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะเสนอกกต.ยกคำร้อง แต่หากเห็นว่ามีมู, ก็จะเสนอให้กกต.มีความเห็นเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ผบ.ทบ.ขอแฟนคลับยิ่งลักษณ์อย่าเคลื่อน

"ผบ.ทบ."ขอ FC"ยิ่งลักษณ์"เข้าใจถึงสถานการณ์ ขอ ยึดบ้านเมืองเป็นหลัก"/" ส่ง กำลังทหารดูแลมวลชนให้กำลังใจ "ยิ่งลักษณ์ สืบพยานคดีจำนำข้าวนัดสุดท้าย 
         

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึง การดูแลรักษาความปลอดภัย การสืบพยานฝ่ายจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้าย วันที่ 21ก.ค.ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ว่า โดยปกติเจ้าหน้าที่จะมีการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว ซึ่งหากเป็นการเข้ามาเคลื่อนไหว ชุมนุมหรือจัดกิจกรรมต่างๆ จะต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน 

แต่หากเป็นการเข้ามาเพื่อให้กำลังใจเพียงอย่างเดียว ตนคิดว่าทุกคนที่มาคงเข้าใจดีว่าควรจะปฎิบัติตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง  

ทั้งนี้ในด้านการรักษาความปลอดภัยนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเป็นหลัก โดยจะมีการขอกองกำลังเสริม จากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส.) เข้าไปดูความเรียบร้อยและภาพรวมของความเรียบร้อยในพื้นที่ 

"ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน และเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นหลัก"

สาระ ร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างพระราชกำหนด

ปรับปรุงพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และพระราชกำหนดการนำ คนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1. กำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว” มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยให้คณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวตามพระราชกำหนดนี้ไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชกำหนดนี้

2. กำหนดให้การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยมี 2 กรณี ได้แก่

2.1 กรณีที่ผู้รับอนุญาตเป็นผู้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ
2.2 กรณีที่นายจ้างเป็นผู้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีและต้องวางหลักประกันไว้กับอธิบดีเพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการที่นายจ้างได้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ

2.3 กำหนดให้มี “กองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชื่อและวัตถุประสงค์ของกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว โดยให้รับโอนบรรดากิจการ เงิน สิทธิ และหนี้สินจากกองทุนเดิม

2.4 กำหนดการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ขึ้นใหม่ ให้นายจ้างผู้รับอนุญาตและลูกจ้างผู้รับใบอนุญาตทำงานซึ่งมีการจ้างงานตามพระราชกำหนดนี้ อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติประกันสังคม   พ.ศ. 2533

2.5 แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจนายทะเบียนในการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและเพิ่มบทบัญญัติเรื่อง การประกาศรายชื่อนายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติในเรื่องการให้คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือ  ไม่จ่ายเงินทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน

--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 7 มีนาคม 2560--

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/cabt/2613249

ปฏิบัติยาก โดย นฤตย์ เสกธีระ

ปฏิบัติยาก โดย นฤตย์ เสกธีระ


เคยมีคนเตือนล่วงหน้าแล้วเรื่องการออกระเบียบกฎหมายที่ไม่ได้ผ่านการแสดงความคิดเห็น
เตือนว่าระวังยุ่ง เพราะปฏิบัติไม่ได้

ดังนั้น ผลพวงจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รวมไปถึงกฎหมายและกฎระเบียบที่ยากต่อการปฏิบัติ
สุดท้ายจะกลายเป็นปัญหา

ปัญหาแรกคือ ปัญหาความขัดแย้งทางความคิด

ปัญหาต่อมาคือ ปัญหาเมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติ

กรณีรัฐธรรมนูญกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยกำหนดคณะกรรมการคุมยุทธศาสตร์เข้ม
มีบทลงโทษกับรัฐบาลที่จะมาบริหารประเทศต่อไปอีก 20 ปี

ก่อนหน้านี้เคยมีความเห็นแย้ง และขณะนี้กำลังจะมีคนแย้งขึ้นมาอีก

แย้งว่าขัดรัฐธรรมนูญเอง และแย้งว่ายากจะนำไปสู่การปฏิบัติ

เช่นเดียวกับร่างกฎหมายพรรคการเมือง ในกรณีของการกำหนดไพรมารี

เมื่อปรากฏออกมาอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมาย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน

คนร่างรัฐธรรมนูญและคณะยังรู้สึกว่าปฏิบัติไม่ได้

ขนาด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. แม้จะบอกว่าต้องทำให้ได้ แต่ก็ยอมรับว่ายากต่อการปฏิบัติ

กรณีล่าสุดที่รัฐบาลเข้มงวดคือ การออก พ.ร.ก.การจ้างแรงงานต่างด้าว

เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความตื่นกลัว

ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าวกลัวว่า หากปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดจะไม่มีแรงงาน

เพราะความเข้มงวดเหล่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสทำผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เมื่อข่าวแพร่ไปสู่แรงงานต่างด้าว แรงงานต่างด้าวเองก็ตื่นกลัว

ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนกันแล้ว

ผลกระทบดังกล่าว แม้แต่ กกร.ก็อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องรีบยื่นหนังสือให้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ช่วยเหลือ

และนายพรเพชรก็ส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมาธิการของ สนช. เพื่อดูรายละเอียด

นี่คือตัวอย่างของกฎระเบียบที่ออกโดยไม่ได้หารือ

นี่ไม่ได้โทษรัฐบาลนะ รู้ว่าที่ออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยได้มาตรฐานสากล

แต่กำลังมองกระบวนการออกกฎหมาย ที่บางทีก็ก่อปัญหาให้เกิดขึ้นในภายหลังได้

เพราะแม้ผู้ออกกฎหมายมีเจตนาดี แต่หากกฎหมายนั้นส่งผลกระทบมหาศาล เวลาปฏิบัติย่อมเกิดปัญหาขึ้น

ก่อนหน้านี้ กรณีคำสั่ง ม.44 เรื่องนั่งท้ายรถกระบะคงพอเห็นเป็นตัวอย่าง

ตอนนี้ที่กำลังเป็นประเด็นก็คือเรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าว

และต่อไป คาดว่าจะมีกฎระเบียบอีกหลายหลากที่จะมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ระเบียบกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับแต่ละฉบับ ย่อมส่งผลดีและผลกระทบ

ส่งผลดีกับกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มจะได้รับผลกระทบ

ดังนั้น กฎหมายซึ่งส่งผลกระทบ ที่กว่าจะประกาศใช้สุดแสนลำบาก เพราะต้องผ่านความคิดเห็นมากนั้น
ประกาศใช้ได้เมื่อใด การปฏิบัติจะง่าย เพราะคนเข้าใจและรู้เนื้อหามาแล้ว

แต่กฎหมายที่คลอดง่าย แต่คนที่ได้รับผลกระทบไม่รู้เรื่องด้วย

เมื่อประกาศใช้ ย่อมปฏิบัติยาก

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้และชุดหน้าต้องเผชิญคือ การบังคับใช้กฎหมายที่คลอดง่าย แต่ปฏิบัติยาก
……………….

นฤตย์ เสกธีระ maxlui2810@gmail.com

บัญญัติ กฎหมาย บนฐาน แห่งการไม่รู้ แรงงาน ต่างด้าว

บัญญัติ กฎหมาย บนฐาน แห่งการไม่รู้ แรงงาน ต่างด้าว


กรณีพระราชกำหนด “แรงงานต่างด้าว” อันส่งผลให้มีการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ตาม “มาตรา 44” ชะลอและยืดเวลาการบังคับใช้

สำคัญและมากด้วยความแหลมคม

สำคัญเพราะเท่ากับเป็นรูปธรรมสะท้อนให้เห็นถึงความไม่รอบคอบ ความไม่รัดกุมอย่างเพียงพอในการตรา “กฎหมาย”

อาจเปี่ยมด้วย “เจตนาดี” แต่ไม่สอดคล้องกับ “ความเป็นจริง”

เจตนาดีในที่นี้ คือ ต้องการจัดระเบียบ วางระบบ ในเรื่อง “แรงงานต่างด้าว” เพื่อให้สามารถควบคุมได้ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในเรื่อง “การค้ามนุษย์”

เป้าหมายอาจอยู่ที่ “เทียร์” อันมาจาก “สหรัฐ”

แต่ความเป็นจริงจากสหรัฐก็คือ ไม่มีผลอะไรเลย เรายังคงถูกจัดอยู่ในจุดเดิม “ถูกเฝ้ามอง” ราวกับว่าการประกาศและบังคับใช้ “พระราชกำหนด” สูญเปล่า

เท่ากับ “เจตนา” ไม่เป็นเอกภาพกับ “ผล”

ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีเสียงร้องอย่างอึกทึก ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางด้านประมง ก่อสร้าง ร้านอาหารและรีสอร์ต

ยิ่งทำให้เห็นว่า “ผลสะเทือน” กว้างไกล และลึกซึ้ง

ธุรกิจขนาดใหญ่มีต้นทุนสูง มีสายป่านยาว อาจสามารถต้านรับกับ “พระราชกำหนด” ได้ แต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก หนักหนาสาหัส

ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งยอบแยบ

ปมเงื่อนก็คือ แรงงานจากพม่า กัมพูชา ลาว เกิดการถอนตัวอย่างฉับพลัน เฉพาะแรงงานพม่าก็คืนกลับประเทศโดยฉับพลันเป็นเรือนหมื่น

การก่อสร้างหยุดชะงัก การประมงเป็นอัมพาต

คำถามพุ่งตรงไปยังกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกาศและบังคับใช้อย่างจู่โจมเช่นนี้มีการตระเตรียมรับมืออย่างไร

คำตอบก็คือ ไม่มีอะไรเลย

กรณีของพระราชกำหนดอันเกี่ยวกับ “แรงงานต่างด้าว” จึงดำเนินไปเหมือนกับกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช.ในเรื่องของ “รถกระบะ”

เจตนาดี แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพ

คำว่า “สภาพ” ในที่นี้คือความเป็นจริง ไม่ว่าความเป็นจริงของการใช้รถกระบะของชาวบ้าน ไม่ว่าความเป็นจริงของแรงงานต่างด้าวในธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก

เท่ากับซ้ำเติม “ประชาชน”

เท่ากับแสดงให้เห็นว่า ก่อนการออกเป็นคำสั่ง หัวหน้า คสช.มิได้มีการศึกษาวัฒนธรรมและความสำคัญของรถกระบะของชาวบ้านอย่างเพียงพอ

ถึงกับอาศัยอำนาจ “มาตรา 44” มา “ทุบ”

เท่ากับแสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งกระทรวงแรงงานซึ่งสัมพันธ์กับ “แรงงานต่างด้าว” มาอย่างยาวนาน แทบไม่ได้สรุปบทเรียนอะไรเลย

โดยเฉพาะบทเรียน “ข่าวลือ” ในห้วงหลัง “รัฐประหาร”

โดยเฉพาะความเป็นจริงที่แรงงานพื้นฐานในสังคมประเทศไทยแอบอิงอยู่กับ “แรงงานต่างด้าว” อย่างแนบแน่น

เป็นไปได้อย่างไร

จะโทษ คสช.ก็ไม่ถนัดปาก จะโทษรัฐบาลก็น่าเห็นใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “รถกระบะ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “แรงงานต่างด้าว” เพราะเรื่องอย่างนี้ “ทหาร” อาจไม่รู้มาก่อน

ต้องโทษบรรดาพลเรือน ต้องโทษบรรดาข้าราชการ ซึ่งทำงานสัมพันธ์อยู่กับประชาชน เหตุใดจึงไม่บอกความจริงให้กับ คสช.และรัฐบาล

เจตนาดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้อง “รู้” ด้วย

"บิ๊กตู่" เป็น "ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ" ไปที่ไหน ก็ได้ อยู่ยังไง ก็ได้

ชึ้ "บิ๊กตู่" เป็น "ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ" ไปที่ไหน ก็ได้ อยู่ยังไง ก็ได้
พระจาก วัดบูรพา เมือง อุบลราชธานี นำ เทียนแกะสลัก รูป "คุณทองแดง" สุนัขทรงเลี้ยง เพื่อถวาย "ร.9" มาให้นายกฯชม ก่อนประชุม ครม. ในโอกาส เทศกาลเข้าพรรษา 9 กค. นี้
พระครู สถิตย์ บุญวัฒน์ บอกว่า ได้เจอตัวจริง นายกฯบิ๊กตู่ วันนี้ เหมือนในทีวี. มีทั้งดุ เข้ม และ ตลก อารมณ์ดี แล้วแต่ข่าว แล้วแต่ช่อง
"เคยเห็น นายกฯบิ๊กตู่ ปั้นข้าวเหนียว มั้ยล่ะ บิ๊กตู่ ก็เหมือน ข้าวเหนียว นั่นล่ะ แต่เป็นข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ ไปที่ไหน ก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่ใช่ ข้าวเหนียวเปียกน้ำ นั่นไม่ได้ความ แต่ นายกฯ เป็น ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ ไปได้ทุกที่ อิสานไปก็ไปได้
อยู่ยังไง ก็อยู่ได้"
แต่จะอยู่ยาว แค่ไหน ให้ รอชม....

"บิ๊กเจี๊ยบ"เผย ที่ประชุมคสช.เห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61

"บิ๊กเจี๊ยบ"เผย ที่ประชุมคสช.เห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61 ยืดไป 180 วัน ใน มาตรา101,102,119,122 นายกฯสั่งหาคนเรียกรับผลประโยชน์ แรงงานพม่าที่ชายแดน
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาฯคสช. กล่าวถึง พรก.แรงงานต่างด้าว ว่า กม.ฉบับนี้ ส่งผลดี ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เป็นระบบ. และมีผลต่อความมั่นคง อีกทั้ง ประเทศเราแรงงานยัง เสรี อีกทั้ง ตัวเลขไม่ชัดเจน จึง ต้องมีการควบคุม อีกทั้ง ในเรื่อง ค้ามนุษย์ ทางEU ก็ยังเพ่งเล็งเราอยู่
แต่ยอมรับว่า กม.นี้ ทำให้ สังคมยังกังวล เพราะการแจ้งเตือน ให้ประขาชนปรับตัว ยังทำได้จำกัด ส่วนบทลงโทษ ค่าปรับ ที่ดูว่า สูงนั้น แต่ความจริงแล้ว มีความเชื่อมโยง ใกล้กับ กม.ฉบับอื่น ยืนยันว่า พรก.ฉบับนี้ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเศรษฐกิจ ในประเทศ
ดังนั้น ที่ประชุมคสช. จุงเห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61 ยืดไป 180 วัน ใน มาตรา101-102-119-122 ส่วนรายละเอียด ทางรัฐบาล จะมีการแถลง
ส่วน ผวจ.เมียวดี ของพม่า ส่งหนังสือแจ้งว่ามีจนท.เรียกรับประโยขน์ จากแรงงานต่างด้าวนั้น พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่าพลเอกประยุทธ์ ได้สั่งการในที่ประชุม คสช. ให้ไปตรวจสอบ และ ตามหาตัว คนที่เรียกรับประโยขน์ ให้ได้

คนนอกคนในก็ชื่อเดียว

คนนอกคนในก็ชื่อเดียว

เด้งเชือก ตีกรรเชียง ล้อคลื่นไปตามจังหวะกระแส

เจอแหย่ถามถี่ๆเข้า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ออกตัวแค่ว่า ตอนนี้ยังไม่มีความคิด แต่อนาคตจะเข้าสู่สนามการเมืองหรือไม่ ยังตอบไม่ได้

มาฟอร์มเดียวกันกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ออกตัวแค่ว่า “สถานการณ์จะเป็นตัวชี้วัดเองว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต”

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” แทงกั๊ก ไม่รีบมัดคอตัวเองให้ลำบากภายหลัง

เพราะตัวอย่างของการตระบัดสัตย์เพื่อชาติมันมีให้เห็นมาแล้วว่า จุดจบเป็นยังไง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ล่าสุดเหมือนจะมีการเฉลยคำตอบกันเป็นนัย เมื่อมีการยึดโยงกับเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ชัด หาก คสช.และทีมงานแม่น้ำ 5 สายจะลงสนามการเมือง ต้องลาออกจากตำแหน่งภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

นั่นหมายถึง “จบข่าว” ไปเลย

ตามเงื่อนไขสถานการณ์เป็นไปไม่ได้ที่ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” จะไขก๊อกจากเก้าอี้ เพื่อแต่งตัวรอลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นนักการเมืองเต็มตัว

ชัวร์เลยว่า ไม่มีใครบ้องตื้นเล่นแผลงๆแน่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะลงเลือกตั้งเองหรือขึ้นเสลี่ยงคานหามเป็นนายกฯ

กระแสมาถึงตรงนี้ แปะข้างฝาได้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คือนายกรัฐมนตรี ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 5 ปี ตามเงื่อนไขที่ล็อกไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

สังคมไทยคุ้นเคยกับคำตอบสุดท้ายแล้ว

แนวโน้มตามสถานการณ์ก็เหลือแค่การขยับ “ชิงพื้นที่อำนาจ” ทีมงานของ “นายกฯลุงตู่” ต้องเดินหน้ายกระดับเพิ่มความชอบธรรมในการต่อตั๋วคุมเกมอำนาจต่อ

โดยเฉพาะการตุนคะแนนนิยมรัฐบาล คสช.

ตามท้องเรื่องอย่างที่กัปตันทีมอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ วางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ สอดแทรกการ “มัดจำ” แต้มทางการเมือง

อัดฉีดสารพัดมาตรการช่วยเหลือคนจนฐานรากของประเทศ ผ่านโครงการยี่ห้อ “ประชารัฐ”

ล่าสุดก็เป็นอีกช็อตสำคัญ ตามการประกาศของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จ่อเสนอที่ประชุม ครม.สัปดาห์นี้ เพื่ออนุมัติงบประมาณกลาง วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท

ตามแผนกระจายเงินให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยลงสู่ชุมชนทั่วประเทศ ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท ในรูปของค่าแรงในการจ้างงานผ่าน เกษตรกรยากจนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ ประมาณรายละ 2,500 บาท หรือตามการทำงานจริงตามค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท

ยุทธศาสตร์ 2 เด้ง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากพร้อมกับบรรเทาปัญหาปากท้องชาวบ้าน

“นายกฯลุงตู่” กับ “สมคิด” ลุย “ประชารัฐ” ให้ลืม “ประชานิยม”

แต่ปมมันอยู่ตรง “จุดบอด” รัฐบาล คสช.อ่อนด้อยในการสื่อสารกับสังคม

ตัวอย่างสดๆร้อนๆกับ “หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร” ทั้งที่เป็นเงินลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมด แต่บังเอิญเป็นโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องสรรหาเอกชนโดยการประมูลตรงนี้รัฐบาล

คสช.จึงต้องพิจารณาเห็นชอบให้งดเว้นไม่ต้องประมูล

และงบประมาณจริงๆแค่ 4–5 พันล้าน แต่บวกไปบวกมาโฆษกรัฐบาลแถลงตัวเลขกลมๆ 7 พันกว่าล้านบาท กระแสเลยกลายเป็นรัฐบาลทุ่มงบ 7 พันล้านสร้างหอชมเมืองโดยไม่ต้องประมูล

เข้าเหลี่ยมตีปี๊บประจาน รัฐบาลโดนถล่ม “งุบงิบงาบ” ตามฟอร์ม

จากหอชมเมืองต่อเนื่องมาถึง “พ.ร.ก.ต่างด้าว” ที่กระตุกต่อมผวา แรงงานพม่า กัมพูชา ลาว อพยพกลับประเทศกันจ้าละหวั่น วันละหลายหมื่นคน

ส่งผลให้ภาคธุรกิจสะดุดหัวทิ่มกันเป็นแถว เพราะขาดแรงงาน

บางแห่งต้องเลิกกิจการทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก.ออกไป โดยเฉพาะ 3 มาตราสำคัญที่เกี่ยวกับการเอาผิดนายจ้าง ลูกจ้าง ออกไปอีก 120 วัน

เรื่องของเรื่อง มันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องแสดงความจริงจัง เพื่อเคลียร์ปมค้ามนุษย์ รวมถึงป้องกันปัญหาด้านความมั่นคงและโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เพียงแต่ขาดการสื่อสาร สไตล์รวบรัดแบบทหาร ทำให้เกิดความเสียหาย

“แต้มบวก” เลยกลายเป็น “แต้มลบ” ซะงั้น.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยกำลังกลับไปเป็น “คนไข้หมายเลขศูนย์” “Patient Zero” อีกครั้ง?

Pipob Udomittipong
21 ชม.
William Pesek คอลัมนิสต์ดังของ Bloomberg เชี่ยวชาญเศรษฐกิจเอเชียบอก เป็นเรื่องประหลาดที่ครบรอบ 20 ปี #ต้มยำกุ้ง ไทยกำลังกลับไปเป็น “คนไข้หมายเลขศูนย์” “Patient Zero” อีกครั้งหนึ่ง (อย่างไม่เต็มใจ) ด้วยผลงานสุดบู่ของทหาร ซึ่งบริหารยังไง เศรษฐกิจของเราจึงเติบโต ”ต่ำเตี้ย” กว่าชาวบ้านเขา ฟิลิปปินส์โต 6% อินโดฯ โต 5% แต่ไทยอย่างเก่งแค่ 3.3% ทำไม?
พีเส็กบอกว่าเป็นเพราะสิ่งที่รัฐบาลทหารทำคือการพยายาม “ลอก” การบ้านมาจากรัฐบาลทักษิณ ในแง่การทำตัวเป็น “รัฐบาลประชานิยม” “ลดแลกแจกแถม” แต่ที่ทำไม่เป็นและไม่ได้ทำคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและ innovation ได้รวดเร็วพอ หากินวนเวียนอยู่กับของเก่า ๆ (การท่องเที่ยวไง เป็นสิ่งเดียวที่รัฐบาลคุยได้ และคุยมาตลอด จัดงาน ออกบูธ ดมรองเท้าอยู่นั่นแหละ อันนี้ผมว่าเองนะ)
“ประชานิยม” ของรัฐบาลนี้มีแต่จะก่อหนี้สาธารณะให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) เลย สิ่งที่จะดึงดูดให้ Toyota หรือ Samsung มาสร้างโรงงานในเมืองไทยคือการแจกเงินหรือ? เปล่า แต่เป็นการพัฒนาถนนหนทาง ท่าเรือ สะพาน สายส่งไฟฟ้า ฯลฯ มากกว่า ที่สำคัญอีกอย่างคือการทำให้เมืองไทยคอร์รัปชันน้อยลง เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจายลงไปสู่คนข้างล่างมากขึ้น อันนี้รัฐบาลทหารก็ทำไม่สำเร็จ ในความเห็นของนายพีเส็ก
น่าเศร้า ครบรอบ 20 ปี ไทยก็กำลังกลับมาเป็น “Sick Man of Asia” อีกครั้งหนึ่ง
ท่อนนี้เศร้ามาก แต่จริง “But if you’d told Thais in 1997 that 20 years on men with guns would be running the place, few would’ve thought it remotely possible.”