PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

“คสช.” ชี้ ปภ.เป็นเจ้าของงบประมาณ ขุดลอกคลอง โต้ อดีตนักการเมือง โพสต์บิดเบือนข้อมูล

“คสช.” ชี้ ปภ.เป็นเจ้าของงบประมาณ ขุดลอกคลอง โต้ อดีตนักการเมือง โพสต์บิดเบือนข้อมูล ระบุ ปชช.แจ้งถูกชักชวนมาแล้วให้ถือป้าย ซัดพรรคเพื่อไทย “เจ้าเล่ห์-ขี้โกง”

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงที่มีอดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความบิดเบือน ตลอดจนแถลงข่าว ให้เกิดความสับสน เกี่ยวกับเรื่องการขุดลอกบึงหนองพล บ้านน้อยเหนือ ต.หินลาด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก จึงขอทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในข้อมูล ว่า ขอชี้แจงว่าทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นเจ้าของงบประมาณ พร้อมทั้งดำเนินการจัดจ้าง แต่งานยังไม่เสร็จตามกำหนด จึงมีการเสียค่าปรับ ตามสัญญาจ้าง และยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ จึงไม่ใช่การทุจริตของหน่วยงานราชการ โดยสามารถตรวจสอบกับทางปภ.ได้โดยตรง ขณะที่ประเด็นชาวบ้านในพื้นที่ และผู้นำชุมชนผู้นำท้องถิ่น ถูกกลุ่มอดีตนักการเมืองชักชวนเข้าไปในพื้นที่ และให้ชูป้าย จากนั้นได้ถ่ายรูป โดยที่ป้ายมีคำว่า ไม่รับ ทั้งยังมีการออกข่าวบิดเบือน ว่าชาวบ้านถูกทหาร เรียกไปปรับทัศนคติในค่ายทหารนั้น ตนขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่าชาวบ้านกลุ่มดังกล่าว ต้องการมาให้ข้อมูลต่อฝ่ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ได้ให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว โดยมีการบันทึกข้อมูลไว้อย่างครบถ้วน

“พฤติกรรมต่างๆ ของกลุ่มอดีตนักการเมือง ได้เป็นที่ปรากฎชัดว่า มีลักษณะบิดเบือน ปลุกกระแสของความเข้าใจผิด สร้างความสับสน และภาวะความเครียด ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คสช.จึงขอทำความเข้าใจมายังพี่น้องประชาชนและขอให้ติดตามพฤติกรรมบุคคลเหล่านี้” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว

แหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. ระบุว่า จากกรณีที่มีนักการเมืองระดับแกนนำพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ตรวจสอบการขุดลอกบึงหนองพลู อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก อย่างพร้อมเพรียงกัน และนำป้ายขนาดใหญ่ที่ระบุข้อความมีคำว่า “ไม่รับ” และ “No” ไปถือนั้นเหมือนมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ อีกทั้งเพื่อต้องการให้มีปัญหาทางกฎหมาย โดยให้ประชาชนถูกจับกุมเพื่อหวังจะขยายผลให้เกิดความขัดแย้งด้วยการยืมมือประชาชน ซึ่งคสช.ถามว่าทำไมใจร้ายได้ถึงขนาดนั้นที่ใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือตลอดเวลา หากจะตรวจสอบเรื่องการทุจริตก็ควรแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ หรือพรรคเพื่อไทยไม่เข้าใจระบบกระบวนการยุติธรรม หรืออาจไม่เข้าใจกฎหมาย จึงใช้วิธีนอกกฎหมายมาโดยตลอด อีกทั้งการที่ทหารในพื้นที่เชิญชาวบ้านในพื้นที่มาก็เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ แต่กลับนำไปกล่าวหาว่าประชาชนกลัวทหารข่มขู่จึงตอบทหารไปแบบนั้น คสช.มองว่าคนพวกนี้ไม่สมควรที่จะเข้ามามีบทบาททางการเมืองบริหารประเทศอีกต่อไป เพราะเปรียบเป็นพวกเจ้าเล่ห์ขี้โกงไม่เคารพกฎหมาย

บิ๊กจิ๋วทำบุญวันเกิด ชี้รัฐบาลยังต้องระมัดระวังเรื่องความน่าเชื่อถือ

บิ๊กจิ๋วทำบุญวันเกิด ชี้รัฐบาลยังต้องระมัดระวังเรื่องความน่าเชื่อถือ แนะประชาชนศึกษารัฐธรรมนูญให้ละเอียด
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำบุญและถวายสังฆทานเนื่องในวันครอบรอบวันเกิด 15 พ.ค. โดยปีนี้จะอายุครบ 84 ปี ตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องร่างรัฐธรรมนูญว่าต้องคานให้ได้ดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยกับเสรีภาพของประชาชน ฝากประชาชนให้กำลังใจรัฐบาล แนะรัฐบาลจะอยู่นานแค่ไหนต้องอยู่ให้ประชาชนรัก
ทั้งนี้พล.อ.ชวลิตกล่าวว่ารัฐธรรมนูญนั้นเหมือนคานที่มีการถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยของปวงชนฝั่งหนึ่ง กับเสรีภาพของประชาชนอีกฝั่งหนึ่ง ถ้าอำนาจอธิปไตยมีเต็มที่แต่ประชาชนไม่มีเสรีภาพนั้นเรียกว่าเผด็จการ แต่ถ้าเสรีภาพสูงและอำนาจอธิปไตยต่ำก็เป็นภาวะอนาธิปไตย โดยยกตัวอย่างว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 นั้นมาจากความคิดของประชาชนเป็นหลักเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นเน้นเรื่องอำนาจอธิปไตย อย่างไรก็ตามสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนต้องศึกษาให้มาก
อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่าขอให้ประชาชนให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีให้มาก ซึ่งทีผ่านมา 2 ปี รัฐบาลยังมีเรื่องต้องระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความน่าเชื่อถือ และความอยู่รอดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยะรบุว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่นานแค่ไหนต้องอยู่ให้ประชาชนรัก และไม่ต้องกังวลกับท่าทีของต่างประเทศมากนักแต่ต้องแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คสช.โต้"วัฒนา"โพสต์FB กล่าวหาทหาร รวบ8 ชาวบ้านเข้าค่าย

คสช.โต้"วัฒนา"โพสต์FB กล่าวหาทหาร รวบ8 ชาวบ้านเข้าค่าย แจงชาวบ้านมาให้ข้อมูลทหาร ว่าโดนนักการเมืองหลอก ร่วมถือป้ายประท้วง ขุดหนอง พิษณุโลก ซัดโพสต์ ล่วงหน้า แถม ให้ร้าย หมิ่นประมาท บิดเบือน กรณีคดี "แม่จ่านิว" เรียกร้อง โฆษกกต.สหรัฐฯ ตรวจสอบ ผลกระทบ ชาวบ้านที่ได้รับจาก นักกิจกรรมทางการเมือง
พันเอก ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ชี้แจงว่า ตามที่มีอดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความบิดเบือน ตลอดจนแถลงข่าว ให้เกิดความสับสน เกี่ยวกับเรื่อง การ ขุดลอกบึงหนองพล บ้าน น้อยเหนือ ต.หินลาด อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก จึงขอเรียนเพื่อทำความเข้าใจดังนี้
1 ปภ.เป็นเจ้าของงบประมาณ ดำเนินการจัดจ้าง งานยังไม่เสร็จตามกำหนด จึงมีการเสียค่าปรับ ตามสัญญาจ้าง และยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ จึงไม่ใช่การทุจริตของหน่วยงานราชการ โดยสามารถตรวจสอบกับ ทางปภ.ได้โดยตรง
2 ชาวบ้านในพ.ท.และผู้นำชุมชนผู้นำท้องถิ่น ถูกกลุ่มอดีตนักการเมืองชักชวนเข้าไปในพื้นที่ และให้ชูป้าย จากนั้นได้ถ่ายรูป โดยที่ป้ายมี คำว่า ไม่รับ
3 มีการออกข่าวบิดเบือน ว่าชาวบ้านถูกทหาร เรียกไปปรับทัศนะคติ ในค่ายทหาร แต่โดยข้อเท็จจริง ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าว ต้องการมาให้ข้อมูลต่อฝ่ายจนท.ซึ่งขณะนี้ ได้ให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว โดยมีการบันทึกข้อมูล ไว้อย่างครบถ้วน
4 พฤติกรรมต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วของกลุ่มอดีตนัก การเมือง ได้เป็นที่ปรากฎชัดว่า มีลักษณะบิดเบือน ปลุกกระแสของความเข้าใจผิด สร้างความสับสน และภาวะความเครียด ให้เกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง
คสช.จึงขอทำความเข้าใจมายังพี่น้องปชช.และขอให้ติดตามพฤติกรรมบุคคลเหล่านี้
1. การตรวจสอบอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่ามีการ post ข้อความล่วงละเมิด และไม่เหมาะสมอีกมากมาย นอกเหนือจาก ที่นางพัฒน์นรี และกลุ่ม อ้างต่อสังคมว่า เขียนเพียงคำว่า จ้า
2. การสื่อสารข้อความเท็จ ให้ร้าย หมิ่นประมาท บุคคลอื่น ไม่ว่าผ่านช่องทางใดๆ ผู้ถูกล่วงละเมิดสมควรได้รับความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องผู้ถูกล่วงละเมิด มิใช่ปกป้องผู้กระทำการละเมิด
3. กรณี นางพัฒน์นรี ศาลได้ให้โอกาสประกันตัวออกมาต่อสู้คดี ตามกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมาย เฉกเช่น พลเรือนทั่วไปที่กระทำผิดและได้รับโอกาสในการต่อสู้แก้ต่าง
4. อยากเรียกร้องให้ นางคาตินา อดัมส์ โฆษกสหรัฐฯ ภาคพื้นเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ติดตามข้อมูลให้ครบถ้วน ก่อนการแสดงความคิดเห็น และอยากให้เปิดรับข้อมูลจากประชาชนในส่วนที่ได้รับผลกระทบ เดือดร้อนจากการกระทำของกลุ่มนักจัดกิจกรรมการเมืองเหล่านี้ ตลอดจนผู้ที่ถูกกระทำการพาดพิง หมิ่นประมาทด้วยถ้อยคำ และข้อความเป็นเท็จด้วย ว่าเขารู้สึกเช่นไร เชื่อว่าทุกประเทศย่อมมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ และลงโทษผู้กระทำผิด ไม่แตกต่างกัน

"บิ๊กป้อม” ยัน เปล่าแกล้ง เหตุทหาร-ตำรวจบุกค้นบ้าน "วรชัย-ประชา"แกนนำ "เพื่อไทย

"บิ๊กป้อม” ยัน เปล่าแกล้ง เหตุทหาร-ตำรวจบุกค้นบ้าน "วรชัย-ประชา"แกนนำ "เพื่อไทย เพราะตามปชช.แจ้งเบาะแส ยันไม่เกี่ยว วิจารณ์"บิ๊กตู่" เมินนานาชาติ ติง คสช.ละเมิดสิทธิฯ ย้ำเรียกคนเห็นต่างปรับทัศนคติ ไม่ได้ ดีดปาก ไม่ได้ทำร้ายใคร ยันเดินหน้าตามโรดแมพ
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เข้า ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ จ.สมุทรปราการ กล่ยจุด รวมทั้ง บ้านพักของนายวรชัย เหมะ และนายประชา ประสพดี อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เมื่อเช้ามืดว่า เป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้นทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าเป็นบ้านของใคร เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่มีคนแจ้งเข้ามา
ส่วนที่มองว่า นายวรชัย วิพากษ์วิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน
เพราะกรณีนี้เป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่มีหลายหน่วยงาน ไม่มีใครทราบมาก่อน เพราะผมยังไม่ทราบว่าเขาจะเข้าตรงไหนและเมื่อไหร่ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องนี้ และจะมีการทำต่อเนื่องอีกหลายพื้นที่
" ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งอย่างแน่นอน ถ้าไม่ผิดเจ้าหน้าที่ก็ไม่ดำเนินการ "
เมื่อถามว่าทางนายวรชัยอ้างว่าทหารที่ไปค้นบ้านดึงกล้องวงจรปิดและตัดสายโทรศัพท์ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ผมไม่ทราบ ต้องไปถามเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการ เขาจะดำเนินการแบบไหน ผมไม่ทราบ ทั้งนี้ต้องดูว่าอย่าไปละเมิดสิทธิมนุษยชน
ส่วนกรณีที่ตัวแทนกระทรวงยุติธรรมของไทย ชี้แจงในการประชุมทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ที่กรุงเจนีวา นั่น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องดี เพราะเราก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนที่หลายประเทศยังมีความห่วงใยก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาไม่ได้มาเห็นว่าเราทำตามหลักการ เขาต้องมาเห็นก่อนแล้วค่อยกังวล ต้องมาเห็นว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาก็มีความสงบมาขึ้น
"ผมถามว่าเราไปทำตรงไหนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน "
ส่วนเรื่องศาลทหารก็มีกฎหมายทั้งนั้น ตามอำนาจของกฎอัยการศึกที่เราใช้ ซึ่งทุกประเทศเขาก็ใช้แบบนี้ เราไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือไปจากนี้ โดยเฉพาะเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน
ส่วนเรื่องการเชิญตัวคนเห็นต่างมาพูดคุยนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการทำให้เกิดความสงบ เราต้องชี้แจงให้เขารู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ เขาอาจจะไม่ทราบ เราก็อธิบายให้เขาฟัง เป็นการปรับจูงให้เข้ากัน
"ผมไม่ได้ไปดีดปากเขา ทุกอย่างเราทำตามกฎหมาย ข้อสังเกตของต่างชาติ คสช.ไม่จำเป็นต้องทบทวนตัวเอง เราจะเดินหน้าตามโรดแมพ หากเรามัวแต่เตะขากันอยู่แบบนี้ ไม่เป็นไปตามโรดแมพก็แย่"
Adm.Dennis Blair อดีต U.S. Pacific Commander - USPACOM ตอนนี้เป็น ปธ.มูลนิธิ Sasakawa Peace Foundation USA พบ นายกฯข้องใจถามพลเรือนขึ้นศาลทหาร นายกฯบอกเหมือนศาลพลเรือน แจงคสช.ใช้กม.เข้ม ศาลทหาร ระงับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย แค่มาตรการชั่วคราวไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ขอบคุณสหรัฐฯ เข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทย แจงทำประชามติ ร่างรธน. นำไปสู่เลือกตั้งปี60 พร้อมเดินหน้าความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์
พลเรือเอก Dennis Blair ประธานมูลนิธิ Sasakawa Peace Foundation USA เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ทำเนียบรัฐบาลในโอกาสเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า
พลเอกประยุทธ์ กล่าวต้อนรับ พลเรือเอก เดนนิส แบลร์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งในกองทัพและฝ่ายบริหาร และเป็นที่ยอมรับในแวดวงการเมือง การทหารและธุรกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ Sasakawa Peace Foundation USA
นายกรัฐมนตรี ทราบว่า พลเรือเอก แบลร์ เขียนหนังสือเรื่อง Military Engagement: Influencing Armed Forces Worldwide to Support Democratic Transition จึงหวังว่า ว่า พลเรือเอก แบลร์ จะเข้าใจการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยของไทย และจะช่วยสะท้อนมุมมองและแนวคิดของประเทศไทยไปยังผู้กำหนดนโยบาย และฝ่ายต่างๆ ในสหรัฐฯ เพื่อช่วยรักษาและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่างไทยกับสหรัฐฯ
โดยมีการหารือในหลายประเด็น ได้แก่ พัฒนาการการเมืองไทยและประเด็นสิทธิเสรีภาพ
นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การทำความเข้าใจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองมีความสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นที่อาจมีความคาดเคลื่อน หรือ สร้างความเข้าใจผิด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ไม่เคยจับกุมใคร ถ้าไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย แต่หลายโอกาสบุคคลที่ ต้องการสร้างความขัดแย้ง จะใช้การแสดงออกที่ผิดกฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้รับความสนใจจากประชาคมต่างประเทศ
"รัฐบาลไม่เคยทำร้ายใคร เพราะทุกคนเป็นคนไทย แต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นไปตามหลัก สิทธิมนุษยชน"
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้เสรีภาพในการแสดงออกที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ที่ไม่ยั่วยุเพื่อให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง
พร้อมยืนยันว่า ไทยจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2560 ซึ่งเป็นไปตาม Roadmap ที่กำหนดไว้ พร้อมกล่าวถึง พัฒนาการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะนำไปสู่การทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559
โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่จะรับฟังคำแนะนำและประสบการณ์ของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ พลเรือเอก แบลร์ กล่าวว่า มีความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองไทยเป็นอย่างดี เพราะตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศไทย มีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด มีความร่วมมือกับหลายรัฐบาล
โดยส่วนตัว เข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องเข้ามาบริหารประเทศ มีความเห็นใจ และทราบว่าการบริหารประเทศและการเมืองมีความยากลำบาก โดยเฉพาะการบริหารประเทศภายใต้ความขัดแย้งที่มีความซับซ้อน
อย่างไรก็ดี มีความเชื่อมั่นว่า นายกรัฐมนตรีจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆเหล่านี้ไปได้
ในการหารือ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึง การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปกฎหมาย เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลที่ผ่านๆมา ได้ละเลยมาเป็นเวลานาน
โดยขณะนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารงานภายใต้หลักประชารัฐเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและเสริมสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเอง และยังมีการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่การลงประชามติ ด้วย
ระหว่างการสนทนา นายกรัฐมนตรีได้เปิดโอกาสให้ พลเรือเอก แบลร์ ซักถาม ด้วย
โดย พลเรือเอก แบลร์ ได้ซักถาม ข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่องการให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร
ซึ่ง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ศาลทหารของไทย ทำงานเหมือน ศาลปกติ ที่ให้ประกันตัวได้ การใช้ศาลทหาร เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับป้องปรามในประเด็นที่มีการระบุไว้ชัดเจน อาทิ การหมิ่นสถาบันฯ หรือ ในประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมเป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ เพื่อระงับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย เป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อระงับเหตุเท่านั้น และไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามที่เป็นข่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในฐานะที่ไทยเป็นพันธมิตรที่ยาวนานกับสหรัฐฯ และมีการดำเนินความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์มาเป็นเวลากว่า 183 ปี หวังว่า พลเรือเอก แบลร์ จะช่วยสื่อสารไปยังระดับนโยบายของสหรัฐฯ ว่า ไทยให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรและความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างประโยชน์รวมทั้งเสถียรภาพและความเจริญของภูมิภาคร่วมกัน โดยฝ่ายไทยพร้อมพบพูดคุยกับฝ่ายสหรัฐฯ ในทุกระดับ
สำหรับความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศ ไทยสนับสนุนนโยบาย Strategic Rebalancing และการดำเนินความสัมพันธ์ US- ASEAN และยินดีที่การประชุมสุดยอดอาเซียน – สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ที่ Sunnylands ประสบความสำเร็จ
ขอบคุณสหรัฐฯ ที่สนับสนุนอาเซียนในเรื่องความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) โดยไทยจะใช้ความเป็นแกนกลางในอาเซียนสนับสนุนความร่วมมือและผลประโยชน์ของอาเซียนกับมิตรประเทศต่างๆ อย่างเต็มที่

HRW: กรณียูเอ็นทบทวนสิทธิมนุษยชนในไทยเผยให้เห็นภาวะ 'มือถือสากปากถือศีล'

HRW: กรณียูเอ็นทบทวนสิทธิมนุษยชนในไทยเผยให้เห็นภาวะ 'มือถือสากปากถือศีล' ของรัฐบาลทหาร

ฮิวแมนไรท์วอทช์แถลงเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2559 กรณีรัฐบาลไทยให้คำมั่นต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่อ้างวารัฐบาลไทยเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและจะคืนประเทศสู่ประชาธิปไตยนั้น ช่างเป็นคำพูดที่แทบจะไร้ความหมายและแสดงให้เห็นถึง "ความมือถือสากปากถือศีล" ของรัฐบาลเผด็จการทหาร
เหตุการณ์ชุมนุมหน้า พล.ม.2 รอ. เมื่อ 24 พฤษภาคม 2557 (แฟ้มภาพ)
12 พ.ค. 2559 คำแถลงของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่าโดยก่อนหน้าที่จะมีการประชุมทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เรียกว่า Universal Periodic Review (UPR) ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตซ์เซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ส่งรายงานทบทวนสถานการณ์ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่าพวกเขา "จัดให้เรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกกลุ่มเป็นเรื่องสำคัญที่สุด" แต่ฮิวแมนไรท์วอทช์ก็ระบุว่าที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรงโดยลอยนวลไม่ต้องรับผิด มีการใช้อำนาจทหารหนักขึ้น และละเลยข้อผูกพันด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติโดยสิ้นเชิง
จอห์น ฟิชเชอร์ ผู้อำนวยการรณรงค์ของสำนักงานฮิวแมนไรท์วอทช์สาขากรุงเจนีวากล่าวว่าการโต้ตอบของไทยต่อกรณีที่สหประชาชาติประเมินไทยนั้นไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการให้สัญญาอย่างจริงจังต่อการลดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือให้การคุ้มครองเสรีภาพพื้นฐานมากขึ้น ในขณะที่หลายประเทศเริ่มแสดงความกังวลต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตัวแทนจากประะเทศไทยก็ไม่ได้พูดอะไรที่จะขจัดความกังวลต่อวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นได้เลย
ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่าหลังจากที่เกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และการเข้ามามีอำนาจของ คสช. นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการใช้อำนาจโดยอ้าง ม.44 ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือขั้นตอนตามกฎหมาย มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกองทัพในการแทรกแซงการเมือง รวมถึงมีการสั่งเซนเซอร์สื่อ ทำการสอดส่องโลกออนไลน์ และลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ปราบปรามคนที่วิจารณ์หรือทำกิจกรรมต่อต้านเผด็จการทหาร โดยมักจะอ้างข้อหายุยงปลุกปั่น อีกทั้งยังมีการอ้างใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นมากและมีการลงโทษรุนแรงที่สุดจากที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้ยังมีการเรียกตัวนักกิจกรรมหรือผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเข้า "ปรับทัศนคติ" อีกนับพันราย มีการใช้ศาลทหารที่ทำการกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้คนโดยไม่มีข้อหาหรือมีการไต่สวนรวมถึงไม่ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทนายความได้เลย
ในแถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุต่อไปว่าฝ่ายความมั่นคงของไทยยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อไปโดยไม่ต้องรับผิด ยังไม่มีใครเลยที่ต้องรับผิดในกรณีการใช้กำลังปราบปรามและสังหารประชาชนช่วงการชุมนุม 2553 ในกรณีละเมิดสิทธิในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงในกรณี "สงครามยาเสพติด" สมัย ทักษิณ ชินวัตร ที่มีคนถูกวิสามัญฆาตกรรมมากกว่า 2,000 ราย รวมถึงการสังหารและอุ้มหายนักกิจกรรมด้านสิทธิชุมชนอย่าง 'บิลลี' หรือกรณีนักสิทธิมนุษยชนอย่าง 'ทนายสมชาย'
แถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ยังระบุอีกว่าทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกหลายข้อทั้งที่มีการลงนามอนุสัญญาไว้เช่น เรื่องการต่อต้านการอุ้มหาย อนุสัญญาเรื่องการต่อต้านการทารุณกรรมซึ่งรัฐบาลไทยล้มเหลวในการออกกฎบังคับใช้และยังไม่มีกฎหมายใดระบุให้มีการชดเชยเหยื่อที่ถูกทารุณกรรม อีกทั้งยังทำได้ไม่ดีพอในกรณีของการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยและการต่อต้านการค้ามนุษย์
"ไม่มีใครควรที่จะถูกหลอกโดยรัฐบาลไทยที่ให้คำสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนแบบเพียงแค่ลมปาก" ฟิชเชอร์ กล่าว
"ประเทศสมาชิกสหประชาชาติควรกดดันไทยให้ยอมรับข้อเสนอของพวกเขาเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดภาวะตกต่ำทิ้งดิ่งลงเหวด้านสิทธิมนุษย์ชน โดยต้องทำให้ไทยยกเลิกการข่มเหงปราบปราม ให้เคารพในหลักเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และคืนประเทศสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยภายใต้พลเรือน" ฟิชเชอร์ กล่าว

กลุ่มหมอรักประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ไม่รับนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง

กลุ่มหมอรักประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ไม่รับนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เรียกร้องต่างชาติเป็นคนกลางช่วยแก้ความขัดแย้ง
 
กลุ่มเพื่อนสาธารณสุขเพื่อประชาธิปไตยอันประกอบด้วยแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ พยาบาลและวิชาชีพสาธารณสุขด้านอื่นๆ จำนวนกว่า 1,200 คนทั่วประเทศ มีความรู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์ของประเทศที่ยังมีความขัดแย้งกันอย่างสูงตลอด 6-7 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสงบลง ทั้งยังอาจจะเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต มีแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ของประเทศดังนี้
 

ฝาก Model เพื่อพัฒนาทีมสำหรับการทำ cross-media (ข้ามสื่อ) ใ


ฝาก Model เพื่อพัฒนาทีมสำหรับการทำ cross-media (ข้ามสื่อ) ในกองบก
บางที่อาจเหมาะกับรวมศูนย์
บางที่อาจต้องคิดใหม่เป็นมีทีมเฉพาะที่ทำแต่ละด้าน แต่ต้องมีการเชื่อมตรงกลางนำ content ให้ได้
ทีม New Media ตรงกลาง แยกให้เห็นว่า ประเด็นที่สำคัญในการทำมีหลักๆ 4 อย่าง ที่สำคัญคือ ต้องวิเคราะห์ และช่วยออกแบบ content เพื่อข้ามสื่อให้กับทีมใหญ่ได้ด้วย เพราะคนตรงนั้นควรเป็น

คนที่มี data วิเคราะห์ได้ และเข้าใจหลากแพลตฟอร์ม ^^
ข้อมูลสรุปมาจากการอ่าน Journals / เทรนด์ต่างประเทศ และการสัมภาษณ์สื่อบางท่านที่ให้ข้อมูลมาคะ
แลกเปลี่ยนเพิ่มเติมได้นะคะ
--------
Cross-media Team..
จะทำ cross-media ได้จริง ไม่สามารถ center งานไว้กับใครคนใดคนหนึ่งได้ ต้องมีทีมที่แตกความเฉพาะแต่ละเรื่อง
ความ convergent ไม่ใช่รวมศูนย์ แต่ต้องกระจายให้ถูกสุด การหลอมรวมในบางเรื่อง โดยเฉพาะ "หลอมรวมเนื้อหา" ให้ต่อยอดจากแค่ละแพลตฟอร์ม และนำกลับมารวมกันได้ คือประเด็นสำคัญ

ของการ "พัฒนาทีม" เพื่อให้ไปถึงคำว่า "cross-media" ที่เปิดประสบการณ์การรับสื่อได้จริง

#crossmedia
#noteforthesis

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เสรีภาพสื่อ ว่าด้วยกรณี ตปท.ถล่มไทย

เสรีภาพสื่อฯ แบบเสื่อมๆ
เรื่องนี้.. สมาคมสื่อฯ มีคำตอบไหมครับ?
... ถ้ามาตรฐานการรายงานข่าวทำได้แค่นี้ โดยเฉพาะเป็นข่าวที่สร้างความเสื่อมเสียต่อประเทศ เป็นข่าวที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคู่ขัดแย้ง พวกท่านไม่ต้องตรวจสอบข่าวกันแล้วใช่ไหม?
... จากเวปไซด์ของกระทรวงต่างประเทศ ได้ชี้แจงข่าวที่มีการนำเสนอกันว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ประณามไทย กรณีจับผู้ต้องหาคดี ความผิดมาตรา 112.... ไม่เป็นความจริง.!!!
ข่าวสารนิเทศ : กรณีการรายงานข่าวที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ต่อสถานการณ์ในประเทศไทย
ตามที่สื่อต่างประเทศบางสำนักได้รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประณามประเทศไทย กรณีการจับกุมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ นั้น
กระทรวงการต่างประเทศได้ตรวจสอบกับฝ่ายสหรัฐฯ แล้ว ขอชี้แจง ดังนี้
1. กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มิได้ออกแถลงการณ์ใด ๆ ในประเด็นดังกล่าว
2. ข้อความที่สื่อบางสำนักรายงานเป็นเพียงการตอบคำถามโดยเจ้าหน้าที่เวรข่าวของกรมเอเชียตะวันออกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มิใช่การตอบคำถามโดยโฆษกระดับกรมอย่างที่มีการรายงาน อีกทั้ง มิได้ใช้ถ้อยคำว่า “ประณาม” (condemn) ตามที่สื่อบางสำนักรายงานแต่อย่างใด
3. รัฐบาลขอยืนยันว่า ประเทศไทยเคารพหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงถึงการรักษาความสงบเรียบร้อย การป้องกันความแตกแยกในสังคม เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงของการปฏิรูปประเทศเพื่อนำสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคงและความสามัคคีภายในชาติ
11 พ.ค. 2559 16:41:44 / เรียกดู 68 ครั้ง
http://www.mfa.go.th/…/66745-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0…
.

เลขาสมช. รับ ไทยถูกถามละเมิดสิทธิกลางเวทียูเอ็น กระทบภาพลักษณ์ การค้า-การเมือง



“เลขาสมช.” รับ ไทยแจงเวทียูพีอาร์ ส่งผลกระทบภาพลักษณ์ เชื่อทำความเข้าใจไม่มีปัญหา จับตาท่าทีนานาชาติเคลื่อนไหวต่อไป
เมื่อเวลา 15.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมนำคณะเข้าชี้แจงต่อคณะทำงานสิทธิมนุษยชนของไทย(ยูพีอาร์) ในที่ประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า กรณีที่นานาประเทศมีคำถามพุ่งตรงมาที่ประเทศไทยนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ด้วยว่าเรื่องนี้ถือเป็นรอยต่อที่สำคัญ เพราะถือว่าเป็นเส้นที่บางมากในแง่ของสิทธิมนุษยชนกับการปฏิบัติตามกฎหมาย คือ เมื่อทำผิดกฎหมายแล้วเจ้าหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติตามและจากนั้นก็ต้องดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

พล.อ.ทวีป กล่าวว่า การชี้แจงของคณะไทยที่ยูเอ็น สำหรับท่าทีของต่างประเทศไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่ยอมรับว่าส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศแน่ และย่อมมีผลต่อทุกเรื่องทั้งการค้า การลงโทษ การเมือง ความมั่นคงและการทหาร ซึ่งจากนี้ก็จะต้องติดตามท่าทีของต่างประเทศที่ได้ตั้งคำถามว่าจะมีความเคลื่อนไหวต่อไปหรือไม่ หรือจะขยายผลอย่างไรหรือไม่ เพราะองค์กรระหว่างประเทศอาจไม่เข้าใจต่อสถานการณ์ปัจจุบันของไทยหรือกฎหมายของไทย ซึ่งถ้าเราทำความเข้าใจก็ไม่มีปัญหา เพราะเราล้วนปฏิบัติตามกฎหมายทั้งสิ้น

รมว.ยุติธรรมยัน ม.112 จำเป็น ชี้ประเทศอื่นไม่มีอารยะไม่มีความนุ่มนวลอย่างที่เราได้รับ

รมว.ยุติธรรมยัน ม.112 จำเป็น ชี้ประเทศอื่นไม่มีอารยะไม่มีความนุ่มนวลอย่างที่เราได้รับ
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา มั่นใจชี้แจงทบทวนสิทธิมนุษยชน กลางวงยูเอ็น ไม่มีอะไร ยันไทยพยายามแก้ไขปัญหาบ้านเมืองของเราบนพื้นฐานของบริบทในกรอบปัญหาของเรา ระบุจำเป็นต้องมี ม.112
ต่อกรณีคำถามว่า คสช.ใช้กฎหมายมาตรา 112 ในการจัดการประชาชนที่เห็นต่างในการหมิ่นสถาบัน พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า กฎหมายก็จบในตัวอยู่แล้ว ยอมไม่ได้กับพวกหมิ่นสถาบัน รัฐบาลนี้ไม่ยอม สื่อประเทศไทยต้องไปบอกกับเขาบ้างว่าประเทศไทยมีความสำคัญอย่างไร จึงต้องมีกฎหมายมาตรา 112 เพราะนี่คือประเทศไทย
"ผมถามท่านว่า ท่านเป็นพวกนิยมหมิ่นสถาบันเหรอ เพราะฉะนั้นกฎหมายก็จบในตัวของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องมาพูดอะไรกับผมมาก แล้วผมก็ยอมไม่ได้ พวกหมิ่นสถาบัน นายกฯ ก็บอกแล้วรัฐบาลนี้ไม่ยอม แล้วผมก็ไม่ยอมตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ตั้งแต่เป็นทหารแล้ว"
"เขาเข้าใจหรือเปล่า สื่ออย่างพวกคุณก็ต้องไปบอกเขาบ้างสิ เขียนบ้างสิว่าประเทศไทย มีอะไร มีความสำคัญอย่างไรถึงต้องมีกฎหมายฉบับนี้ เขามีเหมือนเรามีไหม เขามีเหมือนเรามีหรือเปล่าเล่า หะ เขามี 70 ปีเหมือนเราไหม เขามี 7 รอบเหมือนเราไหม ไม่มีหรอกครับ เขาไม่มีอารยะ เขาไม่มีความละเอียดอ่อน เขาไม่มีความนุ่มนวลอย่างที่เราได้รับหรอกครับ ไปบอกเขาด้วย" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวกับสื่อมวลชนด้วยว่า ต้องบอกแบบนี้ไป ต้องมีกฎหมายปกป้องผู้นำของเขาเหมือนกัน
"ผมก็ต้องมีกฎหมายปกป้องพรเจ้าอยู่หัวผม จะมีอะไร มีอะไร ไม่กล้าพูดหรอ อายเขาเหรอ ไม่อายหรอก ผมไม่ได้อายเรื่องนี้ ทำความดีต้องไปอายอะไร สถาบันเรา ประเทศเรา นี่คือประเทศไทย ก็ต้องมีกฎหมายฉบับนี้อยู่ ทำไม ไม่ต้องการ แล้วคุณจะถามผมทำไม ถามผมก็ตอบแบบนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์ผมก็ตอบแบบนี้ ผมจะตอบแบบนี้ทุกครั้งที่คุณถามแบบนี้ จำไว้ อัดเทปแล้วไปเขียนแบบเดิม" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

วัณโรคคร่าชีวิต “มะแซ อุเซ็ง” ปิดตำนานเจ้าของทฤษฎีบันได 7 ขั้นของกลุ่ม “บีอาร์เอ็น”

11 พฤษภาคม 2559 15:56 น. (แก้ไขล่าสุด 11 พฤษภาคม 2559 16:05 น.)Manager
วัณโรคคร่าชีวิต “มะแซ อุเซ็ง” ปิดตำนานเจ้าของทฤษฎีบันได 7 ขั้นของกลุ่ม “บีอาร์เอ็น”
         
       ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - วัณโรคคร่าชีวิต “มะแซ อุเซ็ง” ปิดตำนานเจ้าของทฤษฎีบันได 7 ขั้น แผนการเพื่อใช้ในการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น”
       
       วันนี้ (11 พ.ค.) มีรายงานข่าวจากตัวแทนของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น ในประเทศมาเลเซีย เปิดเผยให้ทราบว่า นายมะแซ อุเซ็ง เจ้าของทฤษฎีบันได 7 ขั้น ซึ่งเป็นแผนการเพื่อใช้ในการแบ่งแยกดินแดนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เสียชีวิตในโรงพยาลบาลแห่งหนึ่ง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ด้วยอาการของวัณโรค ซึ่งเป็นอาการป่วยเรื้อรัง เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา และญาติๆ ได้ทำการฝังศพในประเทศมาเลเซีย โดยไม่มีการนำกลับมายัง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นบ้านเกิดแต่อย่างใด
       
       สำหรับ นายมะแซ อุเซ็ง ได้หนีหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส ในข้อหาแบ่งแยกดินแดน เป็นขบถ และอั้งยี่ เมื่อปี 2547 หลังเหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพลพัฒนาที่ 4 ค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นบ้านพัก และโรงเรียนสอนศาสนาสัมพันธ์วิทยา และพบเอกสารเป็นแผนผัง และรายละเอียดของทฤษฎีบันได 7 ขั้น ซึ่งเป็นแผนในการก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งเป็นรัฐปัตตานีดารุสลาม
       
       โดยก่อนที่จะเสียชีวิต นายมะแซ อุเซ็ง ดำรงตำแหน่งในสภาองค์การนำ โดยเป็น 1 ใน 6 ฝ่าย ของขบวนการบีอาร์เอ็น ทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายเยาวชน และเป็นผู้หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยต่อการเปิดเวทีพูดคุยสันติสุขกับรัฐบาลไทย ที่มีกลุ่มมาราปาตานี เป็นตัวแทนของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อพูดคุยกับตัวแทนของรัฐบาลไทย
         
วัณโรคคร่าชีวิต “มะแซ อุเซ็ง” ปิดตำนานเจ้าของทฤษฎีบันได 7 ขั้นของกลุ่ม “บีอาร์เอ็น”
         
       ข่าวแจ้งว่า หลังการเสียชีวิตของ นายมะแซ อุเซ็ง ทางองค์กรนำได้มีการแต่งตั้งให้ นายอับดุลอาซิส สาและ เป็นผู้นำฝ่ายเยาวชนแทนอย่างรวดเร็ว และก่อนหน้านี้ ที่ไม่มีการแจ้งข่าวการเสียชีวิตของ นายมะแซ ให้สมาชิกของขบวนการบีอาร์เอ็นได้รับรู้ เพราะเกรงว่าจะสร้างความตระหนกให้เกิดขึ้น เนื่องจาก นายมะแซ เป็นแกนนำที่มีความสำคัญ และเป็นที่เชื่อถือของเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
       
       สำหรับ นายอับดุลอาซิส สาและ ผู้ที่ขึ้นมาทำหน้าที่ฝ่ายเยาวชนของขบวนการบีอาร์เอ็น เป็นอดีตครู และผู้บริหารโรงเรียนธรรมวิทยา เป็นลูกศิษย์ของ นายสะแปอิง บาซอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ซึ่งปัจจุบัน เป็นเลขาธิการขบวนการบีอาร์เอ็น นอกจากนี้ นายอับดุลอาซิส ยังเป็นผู้ต้องหา 1 ใน 9 คน ที่ถูกจับกุมในข้อหาเป็นขบถ อั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกับอดีตครูสอนศาสนา 9 คน ที่หลบหนีหลังจากได้ประกันตัวไป อาศัยก่อการร้ายอยู่ในประเทศมาเลเซีย โดยเพื่อนผู้ต้องหาที่หลบหนีไปพร้อมกัน คือ นายมะซุกรี ฮารี หัวหน้ากลุ่มมาราปาตานี ที่เป็นหัวหน้าในการเจรจาสันติสุขกับ พล.อ.อักษรา เกิดผล ตัวแทนของรัฐบาลไทย ที่การเจรจาเพิ่งจะล้มเหลวไป เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา
       
       จากการตรวจสอบกับหน่วยข่าวความมั่นคงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทราบว่า ฝ่ายข่าวของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้รับรายงานในเรื่องการเสียชีวิตของ นายมะแซ อุเซ็ง แกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นในครั้งนี้แล้ว และมีรายละเอียดยืนยันจากฝ่ายมาเลเซียว่าเป็นเรื่องจริง
         

ด้วยด้วยการคัดค้านเหมืองทอง

วานนี้ขณะที่จะต้องไปรอมติ ครม.จึงถือโอกาสทำหนังสือแจ้งให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบว่ามีอ่างเก็บน้ำใต้ดินทิศเหนือพื้นที่เหมืองทองคำขนาด 1-6 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามรายงาน EIA ของบริษัท อัคราจริงไหม
วันที่ 10 พฤษภาคม 2559
เรื่อง เสนอให้แก้ปัญหาภัยแล้งของประชาชนด้วยทรัพยากรน้ำจากอ่างเก็บน้ำใต้ดิน (Underground Reservoir) ในบริเวณพื้นที่ด้านเหนือของพื้นที่โครงการเหมืองทองคำบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) จังหวัดพิจิตร และหยุดเหมืองทองคำในประเทศไทย
เรียน ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สิ่งที่ส่งมาด้วย รายงานด้านอุทกวิทยาน้ำใต้ดินและคุณภาพน้ำ ในรายงาน EIA พ.ศ.2550 ของบริษัท อัคราไมนิ่ง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) และบางส่วนของรายงานประจำปี 2558 และรายงาน เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2559 บริษัท Kingsgate Consolidated Limited และ รายงานบริษัท MATSA ประเทศออสเตรเลีย
เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังประสบภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสรัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณเป็นจำนวนมากเพื่อจัดหาแหล่งน้ำสะอาดจากทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง 




ด้วยพบว่าในรายงาน EIA ฉบับที่ 2 ของบริษัทอัคราฯ ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อ พ.ศ. 2550 ซึ่งจัดทำโดย บริษัท เอส.พี.เอส.คอนซัลติ้ง จำกัด บทที่ 3 สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ข้อ 3.1.5.2 อุทกวิทยาน้ำใต้ดินและคุณภาพน้ำ หน้า 3-55 ย่อหน้าที่ 3 ระบุว่า ชั้นหินอุ้มน้ำตะกอนลักพา (Alluvial Aquifer) พื้นที่บริเวณเหมืองแร่ทองคำชาตรีนี้มีหินอุ้มน้ำอยู่ 2 แบบ ได้แก่ ชั้นหินอุ้มน้ำระดับตื้น คือ ชั้นตะกอนน้ำพา และชั้นหินอุ้มน้ำระดับลึกคือชั้นหินฐาน (bedrock) เป็นชั้นหนาวางตัวอยู่ด้านล่าง (ซึ่งชั้นนี้เป็นชั้นต้านน้ำ (aquitard) ชั้นหินอุ้มน้ำนี้เป็นชั้นหินอุ้มน้ำแบบไร้แรงดัน....
ย่อหน้าที่ 4 ระบุว่า พื้นที่ด้านเหนือพื้นที่โครงการที่มีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินระดับตื้นมีเนื้อที่ประมาณ 1-2 ตารางกิโลเมตร (625-1250 ไร่-ผู้จัดทำ) จากการศึกษาพบว่ามีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำใต้ดิน (Underground Reservoir) ที่มีความจุของน้ำแทรกอยู่ตามชั้นกรวด-ทรายที่ได้จากการคำนวณโดยโปรแกรม Surfer Golden Software Version 7 ประมาณ 1.8-6.3 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยน้ำที่กักอยู่บริเวณนี้ได้มาจากการถ่ายเทน้ำจากพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีศักยภาพการให้น้ำสูงเช่นเดียวกันประมาณ 41.5-145.3 ล้านลูกบาศก์เมตร รายละเอียดการศึกษาเรื่องน้ำใต้ดินระดับตื้นอยู่ในภาคผนวก ซ ของรายงาน EIA ฉบับดังกล่าว

แม้ว่ารายงาน EIA ฉบับดังกล่าวจะจัดทำเมื่อราว 10 ปีมาแล้ว แต่เนื่องจากตามรายงานผลการติดตามตรวจสอบสิ่งแวดล้อมครั้งที่ 49 ประจำเดือนกันยายน 2558 พื้นที่เหมืองทองคำชาตรีของบริษัทอัคราฯ มีพื้นที่ถึง 7,282-0-66 ไร่ ดังนั้น จึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตรวจสอบความจริง หากอ่างเก็บน้ำใต้ดินตามที่ระบุในรายงาน EIA ดังกล่าวนี้ยังคงให้น้ำอยู่แล้วไซร้ย่อมควรที่จะนำน้ำเหล่านี้ไปตรวจคุณภาพจากห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐาน เมื่อพบว่าน้ำมีความสะอาดปลอดภัยก็สมควรนำออกแจกจ่ายแก่ประชาชนก็จะเป็นการบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงอยู่นี้ให้คลี่คลายลงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่หากรายงาน EIA นี้ไม่เป็นความจริงก็เท่ากับรายงานเป็นเท็จ หรือหากรายงานเป็นความจริงแต่อ่างเก็บน้ำใต้ดินปราศนาการไปเพราะการทำเหมืองทองคำ ก็สมควรที่ท่านนายกฯจะทบทวนการพิจารณาเรื่องการต่ออายุใบประกอบโลหกรรมและนโยบายเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศอย่างรอบคอบที่สุด ทั้งนี้เพื่อปกป้องทรัพยากรอันมีค่าที่เสียหายไปอย่างไม่สามารถฟื้นคืนได้ และปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ
เชื่อว่าปัญหาความเสียหายจากการทำเหมืองแร่ทองคำ ท่านคงทราบจากรายงานและหนังสือร้องเรียนต่างๆ ด้วยดีแล้ว และโปรดใช้อำนาจโดยธรรมหยุดเหมืองทองคำทั้งหมดในประเทศไทย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย โปรดอย่าปล่อยให้คนเพียงส่วนน้อยมาฉกฉวยประโยชน์จากทรัพยากรที่มีค่าของคนไทย โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่อยู่เบื้องหลังอย่างเปิดเผยในการผลิตทองคำจากแผ่นดินของเราที่บังอาจเขียนในรายงานประจำปีทุกปีว่าเป็นผู้ถือหุ้นสามัญ100% ในบริษัท 7 แห่งที่เกี่ยวกับกิจการเหมืองทองคำในประเทศไทย
ด้วยความนับถือ
สมลักษณ์ หุตานุวัตร
อดีตพยานผู้เชี่ยวชาญกรณีเหมืองทองคำพิจิตร
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหา
ข้อขัดแย้ง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากการ ทำเหมืองแร่ทองคำของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)










ณรงค์ โชควัฒนา :ว่าด้วย"เติ้งเสี่ยวผิง"

ปุจฉา
หลัง เติ้ง เสี่ยวผิง กลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ได้ทำการปฏิรูปประเทศจีน โดยนำเอาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม บางส่วนกลับมาใช้นั้น ประสบความสำเร็จหรือมีความยากลำบากอย่างไรบ้าง?
วิสัชนา
หลังจาก ท่านประธาน เหมา เจ๋อตุง ถึงแก่อสัญกรรม ใน ปี ค.ศ.1976 ได้ตั้ง นาย หัว กั๊วเฟิง ขึ้นมาสืบทอดอำนาจ หัว กั๊วเฟิง ได้จับกุม แก็งค์ 4 คน อันประกอบด้วย เจียงชิง (ภรรยา ของประธานเหมา เจ๋อตุง) เหยาเหวินหยวน จางชุนเฉียว และหวังหงเหวิน ที่เป็นตัวการในการปฏิวัติวัฒนธรรม หลังจากนั้น หัว กั๊วเฟิง ก็ค่อยๆ หมดอำนาจในพรรคลง
ใน ค.ศ.1978 เติ้ง เสี่ยวผิง ได้เข้ามามีอำนาจในพรรคอีกครั้งหนึ่ง และได้ทำการปฏิรูปประเทศจีนให้กลับมาสู่ระบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ (ทุนนิยม) โดยไม่ได้มีการปฏิรูปที่ดิน ที่ดินยังคงเป็นของรัฐ 100 % แต่ทรัพย์สินอื่นๆ เช่น บ้าน โรงงาน ค่อยๆ ทยอยขายและให้ประชาชนเช่า มีการยกเลิกระบบนารัฐ นารวม ด้วยการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบให้แก่ประชาชนแต่ละครอบครัวดูแลและผลิตอาหารในที่ดินของรัฐ ผลผลิตจำนวนหนึ่งส่งให้รัฐ ผลผลิตส่วนเกินจากจำนวนนั้นตกเป็นของประชาชน เพียงเท่านี้ ปริมาณผลผลิตภาคการเกษตรไม่ว่าจะเป็นอาหารทุกชนิด เพิ่มขึ้นทันที 3 เท่าจากที่เคยผลิตได้ ความขาดแคลนเรื่องอาหารหมดสิ้นไปโดยทันที ประชาชนในชนบทมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
เติ้ง เสี่ยวผิง ได้ทำสนธิสัญญาความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาที่เป็นศัตรูเก่าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดย ในปี ค.ศ.1979แลกเปลี่ยนกับการปิดสถานทูตสหรัฐอเมริกาในไต้หวัน หลังจากนั้นสหรัฐอเมริกาได้เลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน และมีสัมพันธ์ทางการทูตเป็นปกติ ประเทศที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก 2 ประเทศ มีความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุนอีกครั้งหนึ่ง เติ้ง เสี่ยวผิง ได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษรอบๆ ชายฝั่งเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม เริ่มจาก 14 เมือง ใน 3 มณฑลชายฝั่งทะเล แต่การลงทุนก็ยังมีอุปสรรคมาก อันเนื่องมาจากกฎหมายและระเบียบวิธีการที่ล่าช้า ล้าหลัง ทำให้การทำธุรกิจในประเทศจีนเป็นไปด้วยความยากลำบาก และผู้ลงทุนไม่สามารถที่จะไล่คนงานที่ขี้เกียจออก หรือให้รางวัลกับคนงานที่ขยันได้ การทำอุตสาหกรรมของชาวต่างชาติ จึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จในตอนเริ่มต้น มีอุปสรรคจากความไม่เข้าใจ และความเคยชินในระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาช้านาน
การเปิดประเทศและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจทำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประพฤติตนทุจริตคอร์รัปชั่น สร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและพรรคพวก โรงงานของรัฐที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมก็ไม่มีประสิทธิภาพภายใต้ระบบสวัสดิการ พนักงานส่วนใหญ่ก็ขี้เกียจ ไม่มีความรับผิดชอบ ดังนั้นเมื่อ เติ้ง เสี่ยวผิง ตัดสินใจอนุญาตให้โรงงานของรัฐที่ขาดทุนสามารถปิดกิจการได้ ก็ส่งผลให้คนงานในภาคอุตสาหกรรมตกงานจำนวนถึง 100 ล้านคน แม้คนตกงานจะยังได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ แต่ก็สร้างปัญหามากมายในระบบเศรษฐกิจและสังคม
ต่อมา เติ้ง เสี่ยวผิง ตัดสินใจไม่ควบคุมราคาสินค้า ปล่อยให้ขึ้น-ลง ตามกลไกตลาด ปัญหาการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ทำให้สินค้าหลายอย่างหายไปจากท้องตลาดและมีราคาสูงขึ้น จนสร้างความเดือดร้อนไปทั่วกับประชาชนส่วนใหญ่ บนความร่ำรวยของคนไม่กี่คนที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและคนส่วนน้อยที่กักตุนสินค้าไว้ ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนของจีนในตอนนั้น ยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา (อัตราที่เป็นทางการกับอัตราในตลาดมืด) อัตราที่เป็นทางการในปี ค.ศ.1980 อยู่ที่ประมาณ 2 หยวน ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่ราคาในตลาดมืดอาจจะอ่อนอยู่ที่ 8-10 หยวน ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ การที่มีอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันมากมายหลายอัตรา ทำให้การลงทุนและการค้าขายที่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นไปด้วยความยากลำบาก เกิดการทุจริตและคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวาง
เพราะฉะนั้นในปี ค.ศ.1989 จึงเกิดการชุมนุมของประชาชนที่ จัตุรัสเทียนอันเหมิน จากความไม่พอใจที่มีต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าหน้าที่ของพรรคที่ทุจริตคอร์รัปชั่นมากมาย ปัญหาการทุจริตที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคของเศรษฐกิจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ได้เกิดขึ้นมากมายในยุคปฏิรูปทุนนิยม โดยยังไม่เข้าใจและขาดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ การกักตุนเก็งกำไรและผูกขาดของพ่อค้าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างดีพอ เหตุการณ์ เทียนอันเหมิน จึงเกิดขึ้น และนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรง มีนักศึกษาและประชาชนล้มตายเป็นจำนวนหลายพันคน เป็นข่าวดังไปทั่วโลก และทำให้สหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่นๆ ถอนการลงทุน และคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลจีนอีกครั้งหนึ่ง

ปล่อยตัวแล้ว!! "พร้อมพงศ์ - เกียรติอุดม" เพื่อไทย-ปชช.ต้อนรับอบอุ่น

ปล่อยตัวแล้ว!! "พร้อมพงศ์ - เกียรติอุดม" เพื่อไทย-ปชช.ต้อนรับอบอุ่น
****************************************************************
‪#‎NEWSROOM‬ ‪#‎TV24‬ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย และ นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย มีสีหน้ายิ้มแย้ม หลังได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษ กรุงเทพ โดยบุคคลทั้งสอง ได้กล่าวขอบคุณ ผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย พี่น้องสื่อมวลชน และประชาชน ที่เดินทางมาให้กำลังใจและเยี่ยมเสมอ นายพร้อมพงศ์ เปิดเผยด้วยว่า ระหว่างที่รับโทษ น้ำหนักลดลงถึง 12 กิโลกรัม เช่นเดียวกับ นายเกียรติอุดม ที่น้ำหนักตัวลดลงถึง 22 กิโลกรัม
.


พร้อมกันนี้ นายพร้อมพงศ์ เปิดเผยว่า ชีวิตในเรือนจำต้องพบกับความยากลำบากบ้างตามข้อจำกัดและสภาพภายใน ส่วนแนวทางการเมืองจากนี้คงต้องยุติไว้ก่อนเพราะอยู่ระหว่างการพักโทษ ประมาณ สองเดือน โดยหลังเดินทางกลับจะไปตรวจสุขภาพ และใช้เวลา ในช่วงต่อจากนี้กับครอบครัว
.
ขณะที่บรรยากาศการรอต้อนรับ การปล่อยตัวนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย หลังได้รับการพักโทษ ตามหลักเกณฑ์พักการลงโทษ ของนักโทษชั้นดี คือได้รับการพักโทษ 1 ใน 5 ของโทษที่เหลือ มีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.และสมาชิก เช่น พลตำรวจโทวิโรจน์ เปาอินทร์ นายภูมิธรรมเวชยชัย นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา นายชูศักดิ์ ซิรินิล นายไพจิตร ศรีวรขาน นายประยุทธ ศิริพานิช นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิริน นายวัน มูฮัมหมัด นอร์ มะทา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒน ครอบครัวของนายพร้อมพงศ์ และนายเกียรติอุดม มารอรับ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น
.
สำหรับนายพร้อมพงศ์และนายเกียรติอุดม ถูกศาลฎีกาจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานหมิ่นประมาทนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ หลังร่วมกันให้ข่าวในทำนองว่า นายวสันต์ให้ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบเป็นการส่วนตัว ระหว่างที่มีการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และกล่าวหาว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสม ไม่น่าเชื่อถือ ขัดต่อจริยธรรมของตุลาการ ขาดความยุติธรรม ขาดความเป็นการและอื่นๆ ซึ่งทำให้เสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ปี 2558 โดยปัจจุบันทั้ง 2 คน จำคุกมาแล้ว 9 เดือน 10 วัน ซึ่งโทษจริงจะต้องพ้นโทษเดือนกรกฎาคมนี้ ดังนั้นจึงได้ออกจากเรือนจำเร็วกว่ากำหนด 2 เดือน โดยเป็นการพักโทษธรรมดาไม่ใช่กรณีพิเศษ

บึ้มหัวลำโพงเจ็บ2ตร.ยันไม่โยงการเมือง



(11 พ.ค.2559) เมื่อเวลา 11.56 น. รับแจ้งมีเหตุระเบิดบริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ ตรงข้ามร้านอาหาร KFC จนท.ตร.เดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น พร้อมกับประสานรถพยาบาลและหน่วย EOD ร่วมตรวจที่เกิดเหตุ
พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบก.รฟ., นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผวก.รฟ. พร้อม จนท.ตำรวจและ จนท.การรถไฟ ร่วมตรวจที่เกิดเหตุ จากการตรวจที่เกิดเหตุ พบมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย คือ
1.) นายทนง ไม่เศร้า อายุ 25 ปี ที่อยู่ 22 ม.6 ต.สุ่มเส้า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี
2.) นายลมัย อ่วมงามทรัพย์ อายุ 30 ปี ที่อยู่ 187 ม.6 ต.สุ่มเส้า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี
จนท.นำผู้บาดเจ็บส่ง รพ.กลาง เบื่องต้นพบเป็นระเบิดปิงปอง ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และจะรายงานให้ทราบต่อไป
Cr.แอดมินตร.ฯ
///
13:01 ระทึก! บึ้มหัวลำโพงเจ็บ 2 EOD รุดกู้อีกลูกแล้ว พบเป็นระเบิดปิงปอง ตร.ยันไม่โยงป่วนการเมือง #INN

13:50 ตร.ยันระเบิดที่หัวลำโพงเป็นเพียงแค่ขวดแก้วของเก่า ผดส.หย่อนบุหรี่แล้วระเบิดเจ็บเล็กน้อย 2 ส่ง รพ.กลาง

11 พฤษภาคม พ.ศ.2443: วันเกิด “ปรีดี พนมยงค์”


ศิลปวัฒนธรรม
1 ชม.
11 พฤษภาคม พ.ศ.2443: วันเกิด “ปรีดี พนมยงค์”
ปรีดี พนมยงค์ เป็นบุตรของนายเสียง กับนางลูกจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2443 ณ บ้านวัดพนมยงค์ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เริ่มศึกษาหนังสือไทยที่บ้านครูแสง ตำบลท่าวาสุกรี ก่อนสอบไล่ได้ชั้นมัธยม 6 จากโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า แล้วไปศึกษาต่อโรงเรียนสวนกุหลาบอีก 6 เดือน แล้วกลับไปช่วยพ่อทำนาที่อยุธยา
ปี 2460 ปรีดีเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม และศึกษาภาษาฝรั่งเศสที่เนติบัณฑิตยสภา จนสอบไล่ได้วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตในปี 2462 แต่ต้องรอถึงปี 2463 ให้อายุครบ 20 ปี ตามเกณฑ์กำหนดจึงได้เป็นสมาชิกสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา และปีเดียวกันนี้ ปรีดี ได้รับทุนจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปศึกษาวิชากฎหมายที่ฝรั่งเศส
ระหว่างที่ทำการศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสนี้เอง ปรีดี ได้ร่วมกับเพื่อนๆ ประชุมก่อตั้ง “คณะราษฎร” เป็นครั้งแรกในกรุงปารีส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2469 (นับปีตามแบบปฏิทินไทยเดิม) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคณะผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สำเร็จในปี 2475
ข้อมูลจาก รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ บุคคลสำคัญของไทยและของโลก โดย อรุณ เวชสุวรรณ
ภาพประกอบ: ภาพถ่ายของ ปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ ควง อภัยวงศ์ และ ชุม จารุรัตน์ ขณะศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส จากหนังสือ ชีวประวัติย่อ นายปรีดี พนมยงค์ (จัดพิมพ์โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายศึกษาวิจัยและประมวลผลงานของศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์)

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เปิดให้ใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ "ปานามา เปเปอร์ส" ขนาดใหญ่ สืบค้นบัญชีซุกซ่อนทรัพย์สินของผู้มีอิทธิพล

เปิดให้ใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ "ปานามา เปเปอร์ส" ขนาดใหญ่ สืบค้นบัญชีซุกซ่อนทรัพย์สินของผู้มีอิทธิพลได้ทั่วโลก
เครือข่ายนักข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) เผยแพร่ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ทางออนไลน์ ซึ่งบรรจุเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบัญชีทรัพย์สินที่บรรดาผู้มีอิทธิพล คนดังและเศรษฐีทั่วโลก ซุกซ่อนไว้ในบัญชีลับของบริษัทนอกอาณาเขต โดยฐานข้อมูลนี้ รวบรวมรายละเอียดของบัญชีลับกว่า 200,000 บัญชี ในประเทศและดินแดนที่ยกเว้นภาษี ซึ่งให้บริการซุกซ่อนและฟอกเงินกว่า 20 แห่งทั่วโลก
การเปิดเผยฐานข้อมูลดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลในกรณี "ปานามา เปเปอร์ส" ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยในครั้งนี้มีข้อมูลออนไลน์ทั้งหมด 2,600 กิกะไบต์ ให้ผู้สนใจสามารถเข้าดูและสืบค้นได้ที่เว็บไซต์offshoreleaks.icij.org
ทางไอซีไอเจระบุว่า ฐานข้อมูลดังกล่าวจะมีลักษณะต่างจากเว็บไซต์วิกิลีกส์ซึ่งทุ่มข้อมูลเอกสารจำนวนมหาศาลมารวมไว้ให้ผู้สนใจสืบค้นเอง แต่ฐานข้อมูลว่าด้วยบัญชีลับนอกอาณาเขตของไอซีไอเจนี้ จะคัดเลือกเพียงข้อมูลบางส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนมาเผยแพร่เท่านั้น โดยไม่รวมถึงข้อมูลจำพวกเลขบัญชีธนาคารและประวัติการทำธุรกรรมเอาไว้
ก่อนหน้านี้ การเปิดเผยเอกสารลับ "ปานามา เปเปอร์ส" ซึ่งรั่วไหลจากบริษัทให้บริการทางการเงินและกฏหมาย มอสแซค ฟอนเซกา ซึ่งมีฐานในปานามา เผยให้ทราบว่านักการเมืองและผู้นำหลายประเทศได้ซุกซ่อนทรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงภาษีในบริษัทนอกอาณาเขต ผ่านการให้บริการของ มอสแซค ฟอนเซกา จำนวนมาก นำไปสู่การเรียกร้องให้ตรวจสอบบัญชีของผู้นำเหล่านี้ เช่นในกรณีของนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ ซึ่งต้องลาออกจากตำแหน่ง
ภาพประกอบ: แผนภาพแสดงการเปรียบเทียบขนาดของข้อมูลที่เปิดเผยจากฐานข้อมูลปานามา เปเปอร์ส ว่ามีขนาดใหญ่กว่าฐานข้อมูลที่มีการเปิดเผยกันมาก่อนหน้านี้ เช่น วิกิลีกส์ สวิส ไฟล์ และลักเซมเบิร์ก ไฟล์