PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

คสช.เทคโอเวอร์“พรรคพลังชล”นายกฯตั้ง“คุณปลื้ม”ที่ปรึกษาฯ

คสช.เทคโอเวอร์“พรรคพลังชล”นายกฯตั้ง“คุณปลื้ม”ที่ปรึกษาฯ
นายกฯ เตือนเพื่อไทยตีกอล์ฟ "สะสมทรัพย์" อย่าทำผิด กม. ขออย่าโจมตี รบ. ชี้ตั้งสนธยา คุณปลื้ม ที่ปรึกษาการเมือง เหตุใกล้เลือกตั้ง แต่ไม่หวังผลการเมือง
เมื่อ 17 เม.ย. 2561 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชน เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินว่า ตนเป็นผู้เซ็นแต่งตั้งจริง ตามขั้นตอนของส่วนราชการ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอมา ตนไม่ได้เป็นคนเสนอ เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วไม่มีอะไรเสียหายก็อนุมัติตามขั้นตอน
“นายสนธยาจะมาเป็นที่ปรึกษานายกฯฝ่ายการเมือง และให้คำปรึกษา ซึ่งผมต้องฟัง เพราะจำเป็นต้องมีฝ่ายการเมืองมาให้คำปรึกษาบ้าง เพื่อมาทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน ยืนยันไม่ได้ตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะวันนี้กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จำเป็นต้องมีคนเหล่านี้มาให้คำปรึกษา ส่วนตัวไม่รู้ว่าที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง”
ส่วนนายสนธยาจะลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังชลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ส่วนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เสนอตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น ยืนยันว่า ไม่ได้รังเกียจนักการเมือง จะมีการตั้งใครเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ทราบ อย่าไปคิดอะไรล่วงหน้า ยังไม่รู้ว่าจะตั้งใครเพิ่มอีกก็ให้เสนอมา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังสงกรานต์ว่า รัฐบาลขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้บ้านเมืองอย่าเกิดความขัดแย้ง ถ้าก่อนการเลือกตั้งยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อย ก็ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ วันข้างหน้าก็จะวุ่นวายเหมือนเดิมอีก ดังนั้น ขอให้เสนอข่าวทั้งสองทางอย่าชี้ผิดชี้ถูก และอย่าไปฟังคำพูดจากภายนอกมากนัก ยืนยันรัฐบาลทำตอบสนองทุกกลุ่มทุกฝ่าย สิ่งใดที่เคยทำไม่ได้ แต่รัฐบาลนี้ก็ทำให้จนได้ จึงขออย่าติติงรัฐบาลมากนัก
รวมทั้ง กล่าวว่า การที่แกนนำพรรคเพื่อไทยจะไปตีกอล์ฟและรับประทานอาหารกับตระกูลสะสมทรัพย์ที่จังหวัดนครปฐมในวันที่ 18 เมษายนนี้ว่า ต้องตรวจสอบว่าผิดกฎหมายหรือไม่ หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือเปล่า เพราะในคำสั่งเขียนชัดเจนว่าอะไรทำได้ไม่ได้ จึงขอเตือนให้ระมัดระวังอย่าทำผิดกฎหมาย
PEACE NEWS

นายกฯ อังกฤษปัด ไม่ได้ตัดสินใจโจมตีซีเรียตาม “คำสั่งทรัมป์”

นายกฯ อังกฤษปัด ไม่ได้ตัดสินใจโจมตีซีเรียตาม “คำสั่งทรัมป์”
วานนี้ (16 เม.ย.) นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวต่อรัฐสภาว่าการตัดสินใจร่วมมือกับสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ปฏิบัติการโจมตีซีเรีย ไม่ได้เกิดขึ้นตามคำสั่งจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่เพราะ “มันเป็นเรื่องถูกต้องที่จะทำ”
“เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะประธานาธิบดีทรัมป์บอกให้เราทำ” นางเมย์กล่าว “แต่เพราะมันเป็นผลประโยชน์ชาติที่จะปกป้องการใช้อาวุธเคมีในซีเรียในอนาคต และรักษาฉันทามติโลกที่ระบุว่าอาวุธเหล่านี้ไม่ควรถูกนำมาใช้จนเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะที่ซีเรียหรือที่ไหนก็ตาม”
เมื่อถูกถามถึงจำนวนครั้งที่ซีเรียใช้อาวุธเคมีนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา นางเมย์ตอบว่า “หลายครั้ง” พร้อมเสริมว่าสหราชอาณาจักรเห็นพ้องกับฝรั่งเศสและสหรัฐฯ ว่า “ไม่เพียงเป็นความถูกต้องทางศีลธรรมแต่ยังเป็นความถูกต้องทางกฎหมาย ที่จะปฏิบัติการเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากทางมนุษยธรรม”
อย่างไรก็ดี ชาวอังกฤษในกรุงลอนดอนได้ออกมาชูป้ายประท้วงการตัดสินใจร่วมโจมตีซีเรียของรัฐบาล โดยผู้ประท้วงรายหนึ่งชี้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและอยู่บนคำโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาโดยสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และฝรั่งเศส
ทั้งนี้ สามชาติตะวันตกจับมือกันโจมตีซีเรียทางอากาศในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ (14 เม.ย.) ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีการใช้อาวุธเคมีในเมืองดูมา โดยสหรัฐฯ แถลงว่าปฏิบัติการโจมตีประสบผลสำเร็จ สวนทางกับรัสเซียที่ระบุว่ากองทัพซีเรียสามารถสกัดขีปนาวุธร่อนได้ 71 ลูกจากทั้งหมด 103 ลูก
ด้านนางนิกกี ฮาเลย์ ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่าปฏิบัติการโจมตีฯ นั้น “ชอบธรรม ถูกกฎหมาย และเป็นเรื่องสมควร” โดยเธอประกาศต่อคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น (UNSC) ว่าสหรัฐฯ พร้อมโจมตีอีกครั้งหากเกิดการใช้อาวุธเคมีในซีเรียอีก

“สนธยา”อ้างเพื่อชาติ-อยากดันอีอีซี ดนำพลังชลร่วมหนุนรัฐบาล คสช.

“สนธยา”อ้างเพื่อชาติ-อยากดันอีอีซี ดนำพลังชลร่วมหนุนรัฐบาล คสช.
สนธยา คุณปลื้ม อ้างรับที่ปรึกษานายกฯด้านการเมือง ทำเพื่อชาติ ปัดเชื่อมต่อ “พรรคพลังชล” ในฐานะพรรคทหาร อ้างอยากผลักดันโครงการอีอีซี สนองประชาชนพื้นที่
เมื่อ 17 เม.ย. 2561 นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เปิดเผยภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองว่า ตนรับตำแหน่งดังกล่าว เพราะคิดว่าจะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ สิ่งที่ตนตั้งใจเข้ามาทำงานคือ เพื่อผลักดันโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่
“ทุกวันนี้ผมทำงานประสานการพัฒนาพื้นที่อีอีซีอยู่แล้ว เมื่อรัฐบาลคิดว่าผมเป็นคนในพื้นที่ใกล้ชิดประชาชน เข้ามาทำงานจะเป็นคนประสานภาคพื้นที่กับส่วนกลางในระดับนโยบาย จะทำให้การพัฒนาสมบูรณ์มากขึ้น และคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นโอกาสทำงานให้บ้านเมืองได้ ผมก็ตอบรับไป”
นายสนธยา กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดถึงการรับตำแหน่งดังกล่าวเป็นการปูทางร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐในอนาคต แต่การรับตำแหน่งเพื่อขับเคลื่อนอีอีซี เพราะเป็นบ้านเกิดของตน ก็ต้องทำงาน พรรคพลังชลเป็นพรรคท้องถิ่นอยู่แล้ว ก็ทำงานเพื่อท้องถิ่น และได้มีโอกาสทำงานโดยตรงกับรัฐบาลถือเป็นโอกาสที่ดี ที่ให้ตนได้ทำงานให้กับบ้านเมือง
รวมทั้งกล่าวว่า เมื่อมีโอกาสทำงานให้บ้านเมืองก็ต้องรับ และเวลานี้ตนเป็นหัวหน้าพรรคพลังชล ยืนยันสมาชิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พรรคก็ดำเนินการตามปกติของกฎหมายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
PEACE NEWS

นายกพบสื่อ

"PM meet  the press"

ปกติทุกวันพฤหัสฯ จะมี รมต. มาMeet the press แต่ พฤหัสฯนี้ 19 เมย. ..."นายกบิ๊กตู่" จะมาเอง...แถม นัดพบปะทานข้าวกลางวันกับนักข่าวสายทำเนียบรัฐบาล ...ท่ามกลางการจับตามอง เพราะ นายกฯ ไม่เคย พบสื่อ ทานข้าว ช่วงสงกรานต์...เพราะปกติจะทานข้าวกับนักข่าว แค่ช่วงปีใหม่เท่านั้น

ตั้ง กุนซือการเมือง

โปรดติดตามตอนต่อไป !!
ตั้ง กุนซือการเมือง
"นายกฯบิ๊กตู่" เผย ตั้ง "สนธยา-อิทธิพล คุณปลื้ม"เป็นที่ปรึกษา นายกฯ ทางการเมือง เผย กระทรวงท่องเที่ยว เสนอมา เผย ไม่รู้ เขาจะเลิกเล่นการเมือง หรือไม่ ปัดตอบ สะท้อนว่า พรรคพลังชล จะร่วมรัฐบาล "ประยุทธ์" หลังเลือกตั้ง หรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยืนยัน ครม.มีมติแต่งตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นการแต่งตั้งตามขั้นตอน ตนในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติให้นำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ก่อนมีมติออกมา ฉะนั้น คนเสนอคือเจ้ากระทรวงและรองนายกฯ ที่เสนอขึ้นมา เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วผ่าน ไม่ติดอะไรต่างๆ ครม.ก็อนุมัติ
เมื่อถามว่า คุณสมบัติอะไรที่เหมาะสมจึงทำให้มีการแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สื่อเอาอะไรมาวัดว่าเหมาะสม ไม่เหมาะสม สื่อเป็นผู้ประเมินผลหรือไม่
เมื่อถามย้ำว่า จะให้นายสนธยาเป็นที่ปรึกษานายกฯด้านไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ปรึกษานายกฯ เรื่องการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินก็มี ซึ่งตนก็จะฟังเขาว่าเห็นอย่างไร ตนจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้เขามาบ้าง เพื่อมาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเอาคนนี้มาเพื่อประโยชน์อะไรของตนเอง ซึ่งไม่ใช่ วันนี้ กำลังจะเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น ตนก็ต้องมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้มาให้คำปรึกษาว่าเป็นอย่างไร เพราะตนก็ไม่รู้ว่าการเมืองมันทำกันมาอย่างไร ดังนั้น จึงต้องรู้บ้าง
เมื่อถามว่า นายสนธยาจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องไปถามนายสนธยา เขาจะลาออกหรือไม่ ก็ยังไม่รู้ อย่าเพิ่งไปคิดอะไรล่วงหน้า ถ้าคิดไปไกล ก็ไม่ต้องทำตรงนี้ ก็หยุดอยู่ที่เดิมไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องตั้งใครทั้งสิ้น ใครจะว่างตรงไหนก็ว่างไป จะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดีก็ช่าง
เมื่อถามถึงกรณี แต่งตั้งนายอิทธิพล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เจ้ากระทรวงเป็นผู้เสนอ ผมบอกว่า ผมไม่รังเกียจนักการเมือง ไม่รังเกียจใครทั้งสิ้น ก็ต้องพิจารณาใครเหมาะสม
เมื่อถามว่า เป็นการสะท้อนอนาคตพรรคพลังชลที่จะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “รัฐบาลใคร ยังไม่ตั้งรัฐบาลเลย”
เมื่อถามว่า ก็รัฐบาลพลเอกประยุทธ์หลังการเลือกตั้งไง. พลเอกประยุทธ์ ไม่ตอบโดยกล่าวแต่เพียงว่า ไม่รู้
พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อการแต่งตั้งและโอนย้ายข้าราชการการเมืองและข้าราชการพลเรือน ได้แก่ ตั้งข้าราชการฝ่ายการเมือง 1.นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ,2.นายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 3.ตั้งนายสันติ กีระนันทน์ อดีตรองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม โดยตำแหน่งทั้ง 3 นั้นให้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน เป็นต้นไป สำหรับตำแหน่งของนายอิทธิพล และนายสันตินั้น จะมีวาระปฏิบัติหน้าที่ 1 ปี

พ.อ.หญิงทักษดา ย้ำว่าสำหรับการแต่งตั้งและโอนย้ายข้าราชการสามัญ ประกอบด้วย 1.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปเป็น อธิบดีกรมสรรพากร, 2.นายประภาศ คงเจียด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ไปเป็นผู้อำนวยการสคร., 3.นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้ตรวจราชการสำนักปลัดกระทรวงการคลัง ไปเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, 4.น.ส.ชุณหจิต สังข์ใหม่ ที่ปรึกษาด้านระบบการเงิน การคลัง กรมบัญชีกลาง ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักปลัดกระทรวงการคลัง, 5.นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ 6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักนายกฯ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมฯ

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

พลังประชารัฐได้ชื่อผู้ก่อตั้งเกิน 500 คนแล้ว จ่อขอ คสช.จัดประชุมพรรค พ.ค.นี้

พลังประชารัฐได้ชื่อผู้ก่อตั้งเกิน 500 คนแล้ว จ่อขอ คสช.จัดประชุมพรรค พ.ค.นี้


พลังประชารัฐเผย ได้ชื่อผู้ก่อตั้งเกิน 500 คนแล้ว จ่อขออนุญาต คสช.จัดประชุม พ.ค.นี้
วันที่ 13 เมษายน 2561 นายชวน ชูจันทร์ ผู้ยื่นคำขอจดจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐเปิดเผยว่า หลังจากที่พรรค ได้รับหนังสือรับแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง (แบบ พ.ก.7/2) จากนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว หลังจากนี้ก็จะต้องไปรวบรวมสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคให้ได้ 500 คนขึ้นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ขณะนี้พรรคเราถือว่าเกินจำนวนแล้ว โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากเรียบร้อยก็จะยื่นขออนุญาต คสช.เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ของพรรคการเมือง คาดว่าจะสามารถยื่นเรื่องขออนุญาตประมาณเดือนพฤษภาคมนี้

เมื่อถามว่า นโยบายที่คิดว่าจะดึงความสนใจของประชาชนคืออะไร นายชวนกล่าวว่า หลักทั่วไปพรรคการเมืองเป็นสถาบันของระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย พรรคต้องเป็นองค์กรของประชาชน เป็นของทุกคนที่อยากจะมีเวทีที่จะมาขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตย นี่คือหลักในการทำพรรคการเมือง พรรคการเมืองในอดีตมีจุดอ่อนเพราะไม่ได้เป็นของคนส่วนใหญ่เท่าไรนัก ดังนั้น เราจะเน้นให้พรรคเป็นของประชาชน
นายชวนกล่าวต่อว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคมีแนวทางสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มองว่าเป็นธรรมดาของข่าว ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องมาพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาคน และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนตัวที่เข้ามาทำงานการเมือง เพราะได้มีโอกาสทำงานกับชาวบ้านมามาก จึงอยากเข้ามาช่วยยกระดับชุมชนให้เข้มแข็งไปได้หลายชุมชนมากขึ้น เชื่อว่าหากประชาชนเข้มแข็งขึ้น พึ่งตนเองได้มากขึ้น ทุกอย่างก็จะดี

ยคดรถจับระนาว

คสช.จับจริง ยึดจริง ระนาว!!

2วัน หยุดสงกรานต์ ทหาร-ตำรวจ
พบการกระทำผิดจราจร"ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ" 1,475 คัน จากเดิม 146 คัน  ผู้ทำผิด รวม 59,390 ราย  ส่งดำเนินคดี 38,546 ราย ยึดใบขับขี่ 4,628 ราย แจง ติดต่อขอรับรถ คืนได้ หลังเทศกาล/แม่ทัพ1-ผบ.พล.ร.5 ผบ.หน่วยทหาร ลงพื้นที่ อำนวยความสะดวก ประชาชน ด้วยตนเอง

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงอำนวยความสะดวก พร้อมเข้มงวดในมาตรการปลอดภัยสาธารณะให้ประชาชนที่เข้ามาร่วมงานได้มีความสุข  ด้วยการจัดชุดสายตรวจ เพิ่มเติมตลอดการจัดงาน และขอความร่วมมือส่วนงานต่างๆบริเวณโดยรอบงาน

ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเตรียมไฟฟ้าส่องสว่างให้ทั่วถึง เพื่อดูแลความเรียบร้อย 

และขอความร่วมมือผู้ร่วมงานในการแต่งกาย การดื่มสุรา และการเล่นสาดน้ำอย่างเหมาะสม

ในขณะเดียวกันคงเข้มมาตรการสร้างความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุในการสัญจรให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยง ทั้งเส้นทางหลัก เส้นทางรอง ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้ใช้เส้นทางส่วนใหญ่ระมัดระวังและปฏิบัติตนตามกฎจราจร แต่ยังพบผู้ฝ่าฝืนมาตรการลดอุบัติเหตุอยู่

โดยในวันที่ 12 เมษายน 2561 เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและ ผู้ฝ่าฝืน”มาตรการ ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” จำนวน  56,051ราย แยกเป็น
      
ในส่วน รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 32,592 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถจักรยานยนต์ไว้ 835 คัน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 2,449 ราย และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 22,728 คน  

สำหรับรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 23,459 ครั้ง ยึดใบขับขี่ 1,741 คน ยึดรถยนต์ 494 คัน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 1,741 ราย และส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 13,102 คน

      
โดยสรุป 2 วัน (11 – 12 เมษายน 2561 ) เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาท จำนวน 59,390  ราย  ส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 38,546 ราย ยึดใบอนุญาตขับขี่ 4,628 ราย และ ยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับไว้ 1,475 คัน  ( รถจักรยานยนต์ 940 คัน, รถยนต์ 535 คัน ) 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้จัดสถานที่เก็บรักษารถที่ยึดไว้เป็นอย่างดี  โดยเจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับคืนได้หลังเทศกาล

ทั้ง พลโทกู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาค1 พลตรี กฤษดา พงษ์สามารถ ผบ.พล.ร.5 ลงพื้นที่ตรวจจุดอำนวยความสะดวก ปชช.สถานีขนส่ง ด้วยตนเอง

ระดมทุกเครือข่ายแล้ว

ระดมทุกเครือข่ายแล้ว



ไม่ใช่แค่ระดับคีย์แมนแกนนำ แต่ผู้เล่นบนกระดานอำนาจการเมืองไทย ใครมีสายสัมพันธ์กว้างขวาง
คอนเนกชันกว้างไกล “ได้เปรียบ”
ตัวอย่างล่าสุด “จั้ม” สกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการแต่งตั้งจาก “บิ๊กวิน” พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง พ่อเมืองกรุงเทพฯ ดึงมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.
จะบอกว่าอำนาจพิเศษ “ดูด” ขุนพล ปชป. ก็อาจจะถูกต้อง แต่ไม่ทั้งหมด
เพราะถ้าหากดูจากทิศทางความเคลื่อนไหว หลัง “สกลธี” ตามคน ปชป.เข้าพบ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ก่อนจะมาได้รับเก้าอี้ใหญ่เมืองกรุง สายสัมพันธ์ด้านนี้ก็มีส่วนไม่ใช่น้อย
แต่ถ้าลงลึกไปกว่านั้น อดีต ส.ส.กทม.รายนี้ ถึงจะพลาดท่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด จนสอบตกที่เขตหลักสี่ แต่ดีกรีที่มีอยู่ก็ไม่ได้ร่อยหรอลงไป โดยเฉพาะในฐานะลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “บิ๊กตุ่น” พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นมันสมองท็อปบูตเมื่อคราวรัฐประหารปี 2549
ระดับที่เรียกกันว่าเป็น “ขงเบ้ง คมช.”
รวมทั้ง “บิ๊กตุ่น” ถือเป็นอีกเพื่อนเลิฟจากรั้วเซนต์คาเบรียล เตรียมทหาร และ จปร.ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ประธานรุ่นตท.6 ตลอดกาล
และในยุค คมช. สมัย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ไต่ระดับในกองทัพ
“บิ๊กตุ่น” กับ “บิ๊กตู่” ก็ไม่ได้ห่างไกลกัน ก็มีโอกาสร่วมงานกันอยู่หลายจ๊อบ
ถึงแม้วันนี้ พล.อ.วินัย จะรามือวงการไป แต่ที่มาแทนก็คงไม่พ้น “จั้ม–สกลธี” โดยแน่นอน สายสัมพันธ์ของผู้เป็นพ่อ ทั้งในวงอำนาจ นักการเมือง กองทัพ นักธุรกิจ ย่อมแบ็กอัพลูกชายอยู่เบื้องหลัง
ไม่เท่านั้น ในฐานะขุนพลเอกของ “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตบิ๊ก กปปส. ถึงวันนี้คุณลุงแห่งเมืองสุราษฎร์ธานี ยังดูวุ่นๆดิ้นหัวหมุน
แต่ก็ยังมีพลังเหลือในเส้นทางสู่ตึกใหญ่ย่านเสาชิงช้า
ทั้งหมดทั้งปวง ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ อีกตัวละครเอก “บิ๊กวิน” พล.ต.อ.อัศวิน ที่เคยแตะทุกขา ทั้งพะยี่ห้อทีม กทม.ของค่ายประชาธิปัตย์ อีกขาก็เชื่อมต่อ “ลุงกำนัน” แต่ถ้าดูช็อตสุดท้ายก่อนขึ้นนั่งแท่นผู้ว่าฯ กทม.
ผู้มีอุปการคุณของ “บิ๊กวิน” คือ “นายกฯลุงตู่” เต็มๆ
สรุปได้ว่า ชื่อธรรมดาๆอย่าง “สกลธี” นั้นไม่ธรรมดา มีแรงดูด–แรงผลักรอบตัว และเมื่อเข้ามาเสริมทัพพ่อเมือง กทม. ที่เริ่มเห็นสัญญาณรักษาการกันยาว จนต้องจับตาในช็อตต่อไป เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งใหญ่
ยุทธการตีแตกเมืองกรุงของค่ายใหม่ลายพราง พรรค “หนุนลุงตู่” จะพุ่งทะลุ
แย่งแต้ม “ปชป.–เพื่อไทย” ในสนาม กทม.ได้มากน้อยแค่ไหน
อาจต้องเอี่ยวเดิมพันไว้ที่ทีม “บิ๊กวิน”
นั่นก็ถือเป็นอีกทัพย่อยทัพสำคัญของ “อำนาจพิเศษ” ที่จองตั๋วในเฟสต่อไป เริ่มชัดกันหลายจุดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องพรรคหลัก ที่ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เปิดไต๋
ค่ายการเมือง “สมคิดแอนด์โค” รังสรรค์ หนุน “ลุงตู่” ต่อตั๋ว
ในสูตรไม่มีใครเหมือน จากที่ประเมินว่าจะใช้สูตร “ป๋าเปรมโมเดล” นำไปสู่เป้าหมายนายกฯคนนอกของ “นายกฯลุงตู่” แต่วันนี้ดูเหมือนจะมี “รสช.โมเดล” ตั้งพรรคการเมืองระดมเสียงหนุนมาสอดแทรก
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายว่าจะรอเสลี่ยงหามเป็น “ผู้นำคนนอก” เสียทีเดียว
เพราะตัว “บิ๊กตู่” เองก็อ้อมแอ้ม ไม่บอกปัดเดินเข้าระบบ แปะชื่อในฐานะ “คนใน” พรรคการเมือง
นั่นก็เริ่มมองไปถึงทางสุดท้าย แผนต่อตั๋วของผู้นำอาจจะเป็น “สูตรผสม” ระหว่าง “ป๋าเปรมโมเดล” บวก “รสช.สไตล์” พร้อมกับเติมสูตรของตัวเองคลุกเคล้า
เป็นตำรับใหม่ “ประยุทธ์โมเดล” ในเกมอำนาจยุคเปลี่ยนผ่าน.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

ข่าวดีต้อนรับปีใหม่ไทย ‘เลือกตั้ง’ เลื่อนอีกแล้ว เป็นรอบที่ 5

The MATTER
2 ชม.
 ข่าวดีต้อนรับปีใหม่ไทย ‘เลือกตั้ง’ เลื่อนอีกแล้ว เป็นรอบที่ 5
.
ถือเป็นข่าวดีๆ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ วันปีใหม่ของไทยกันเลยทีเดียว เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องที่ สนช.ยื่นขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. มีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
.
ซึ่งผลของมันก็คือ จะทำให้การเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องเลื่อนออกไปอีกครั้งเป็นรอบที่ 5 ส่วนจะเลื่อนนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย (1) ระยะเวลาที่ศาลใช้พิจารณา และ (2) ผลของการพิจารณา หากไม่ขัด ก็ส่งคืนให้ลุงตู่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ได้ แต่ถ้าขัด ก็ต้องไปดูว่าขัดแค่ไหน หากขัดแค่บางส่วน ใช้เวลาแก้เนื้อหานิดหน่อย อาจจะไม่นาน แต่ถ้าขัดทั้งฉบับ ไปเริ่มต้นจัดทำใหม่ ทีนี้ก็ยาวไปๆ
.
มีข้อน่าสังเกตว่าการเลื่อนเลือกตั้งรอบหลังๆ เกิดจากการกระทำของคน 2 กลุ่ม ได้แก่ ‘คสช.’ ผู้ยึดอำนาจเข้ามา และกลุ่มบุคคลที่ คสช.ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่นิติบัญญัติอย่าง ‘สนช.’ ล้วนๆ
- จากที่เดิม ลุงตู่ไปสัญญากับผู้นำสหรัฐฯว่า เดือนพฤศจิกายน 2561 ได้เลือกตั้งแน่
- แต่พอถึงไทย กลับใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 แก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมือง เลื่อนการปลดล็อกพรรคการเมืองไปอีกครึ่งปี และกำหนดเงื่อนไขสารพัดให้นักการเมืองต้องทำตาม
- สนช.ก็ใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 เป็นข้ออ้างในการเลื่อนการประกาศใช้ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ไปอีก 90 วัน
- จากนั้น สนช.ก็ทำการแก้ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. หลายประเด็น จนเมื่อมีมติเห็นชอบแล้ว ถูก กรธ. โดยเฉพาะตัวมีชัย ฤชุพันธุ์ ท้วงติง ก็เลยยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยตีความ แม้ช่วงแรกจะทำท่าทีอิดออดเล็กน้อยว่าไม่อยากยื่นตีความเลย
- สำหรับประเด็นที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยตีความ มี 2 เรื่อง 1.ให้มีผู้ช่วยคนพิการในการลงคะแนน และ 2.ให้ตัดสิทธิ์คนที่ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่ให้เป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนที่ สนช.เพิ่มมาภายหลังทั้งสิ้น
.
ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งรับพิจารณาวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. ตามคำร้องของ สนช.ไปแล้ว ซึ่งสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. เคยคำนวณว่า การที่ สนช. ยื่นให้ตีความร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับนี้ จะส่งผลต่อการขยับโรดแม็ปเลือกตั้งไประหว่าง 2-6 เดือน
.
การเลื่อนเลือกตั้งออกไป ไม่เพียงทำให้ คสช.ได้อยู่ในอำนาจต่อ ยังจะทำให้ สนช.ได้รับเงินเดือนต่อไปเรื่อยๆ (เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะพ้นจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อมี ส.ส.เข้ามาแทน) โดยปัจจุบันรับรวมกันอยู่ที่เดือนละ 28 ล้านบาท และนับแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เราก็เสียเงินภาษีเป็นเงินเดือนให้กับเหล่า สนช.ไปแล้วมากกว่า 1,079 ล้านบาท
.
.
อ้างอิงจาก
https://voicetv.co.th/read/rJlVdvTDf
.
ที่มาภาพประกอบ

เบื้องลึก เด้ง’สมชัย’พ้นเก้าอี้ปลัดคลัง

เบื้องลึก เด้ง’สมชัย’พ้นเก้าอี้ปลัดคลัง


กลายเป็นประเด็นร้อนก่อนหยุดยาวสงกรานต์ เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 เมษายน มีมติย้ายนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ไปนั่งเลขาฯสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แทนนายปรเมธี วิมลศิริ ซึ่งย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
ยังไม่ทันข้ามวัน นายสมชัยประกาศขอลาออกจากราชการทันที
หนังสือลาออกส่งถึงมือนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 เมษายน ซึ่งนายอภิศักดิ์แสดงความไม่พอใจที่นายสมชัยไปประกาศลาออกกับสื่อมวลชน ก่อนที่หนังสือจะถึงมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสมชัยไม่เคยแจ้งเรื่องการลาออกกับนายอภิศักดิ์มาก่อน ทำให้นายอภิศักดิ์ไม่ยับยั้งการลาออกดังกล่าว
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ.รุ่น 50 ซึ่งถือเป็นคนสำคัญทำให้นายสมชัยก้าวขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงการคลังเบียดคู่แข่งอาวุโสคนอื่นๆ ในกระทรวงคลังแบบลอยลำ
แต่คำให้สัมภาษณ์ของเพื่อนร่วมรุ่นกับการลาออกของนายสมชัยถูกกล่าวออกมาชนิดไม่รักษาน้ำใจว่า อยากออกก็ออกไป จะไม่ยับยั้งการลาออกดังกล่าว เพราะเมื่อเป็นข้าราชการพอถูกย้ายแล้วไม่พอใจได้หรืออย่างนี้ก็เป็นข้าราชการไม่ได้
เท่ากับว่าการลาออกของนายสมชัยจะมีผลอย่างเป็นทางการวันที่ 1 พฤษภาคม ตามที่แจ้งไว้ในจดหมายลาออก โดยในระหว่างนี้ขอลาพักยาวจนถึงวันที่ 30 เมษายน โดยนายสมชัยส่งหนังสือลาออกจากการเป็นประธาน และคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจมาพร้อมกันด้วย
ว่ากันว่า นายสมชัยรู้ตัวล่วงหน้าเรื่องการโยกย้าย เพราะเตรียมหนังสือลาออกไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา พอมติ ครม.ออกสั่งให้ลูกน้องส่งหนังสือมายังหน้าห้องรัฐมนตรีทันที ในระหว่างเกิดเหตุเจ้าตัวไปพักผ่อนกับครอบครัวที่ต่างประเทศ มีกำหนดกลับถึงไทยวันที่ 17 เมษายน
อย่างไรก็ตาม ในการโยกย้ายดังกล่าว นายอภิศักดิ์ให้เหตุผลว่ามีการขอตัวมาจากนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องการนายสมชัยไปช่วยทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ และให้ไปช่วยดูแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องใช้คนมีศักยภาพ คนที่ดีที่สุดไปขับเคลื่อน เพราะแผนดังกล่าวต้องขับเคลื่อนเป็นเวลา 20 ปี
ฉะนั้น ต้องหาคนที่เก่งและพร้อมที่จะสร้างระบบให้เดินต่อไปได้ ซึ่งนายสมชัยมีความรู้ด้านเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงเคยอยู่ในหน่วยปฏิบัติ
ดังนั้น รัฐบาลต้องการให้ไปทำแผนเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้จริง เพราะที่ผ่านมามีปัญหาว่าแผนใหญ่ๆ พอมาถึงการปฏิบัติจะติดปัญหา เพราะคนทำกับคนปฏิบัติเป็นคนละคนกัน
นายอภิศักดิ์ยืนยันไม่มีปัญหาการทำงานกับนายสมชัย และการย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับที่มีข่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีไม่ปลื้ม และไม่ใช่เรื่องการเมือง

อย่างไรก็ตาม คนในกระทรวงการคลังรับรู้ถึงปมโยกย้ายปลัดกระทรวงการคลังมานาน เพราะเรื่องนี้เป็นข่าวลือมาตลอดระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมาว่า นายสมชัยยังไม่เข้าตานายสมคิด ซึ่งนายสมชัยถูกแต่งตั้งเข้ามาทำงานในสมัยที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และมีนายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พอเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจมาเป็นนายสมคิดและนายอภิศักดิ์ แม้ว่านายสมชัยจะสนองนโยบายการทำงานเป็นอย่างดี ข่าวลือปลดและย้ายนายสมชัยก็ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะ และเจ้าตัวเหมือนจะรู้ตัวดี เพราะเคยกล่าวถึงการถูกโยกย้ายหลายครั้ง
ทั้งนี้ นายสมชัยมีข้อเสียคือเป็นคนใจร้อน ปากไว ทำให้คำสัมภาษณ์กลายเป็นประเด็นถูกฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำไปขยายผลทางการเมือง เช่น กรณีเห็บสยามโมเดล เปรียบเปรยประเทศไทยเป็นเห็บต้องกระโดดเกาะประเทศใหญ่ๆ เพื่อให้เติบโต นอกจากนี้ ยังมีคำให้สัมภาษณ์ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ขัดกับคำให้สัมภาษณ์ของทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลพยายามบอกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเต็มที่แล้ว
รวมถึงคำให้สัมภาษณ์เรื่องการโยกเงินสวัสดิการคนจนจากรถเมล์ รถไฟฟรี มาเป็นวงเงินซื้อของร้านธงฟ้า ทำให้รัฐบาลถูกโจมตีว่าประชานิยม
นอกจากนี้ นายสมคิดเคยกล่าวตำหนินายสมชัยในวงประชุมเกี่ยวกับสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งนายสมชัยไม่เข้าประชุมด้วย ถึงการให้สัมภาษณ์นายสมชัยว่าควรพูดให้น้อยหน่อย
อย่างไรก็ตาม การจะย้ายนายสมชัยคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนายสมชัยถือเป็นคนทำงาน และมีความสามารถคนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อตำแหน่งของปลัด พม.ว่างลง เป็นโอกาสที่รัฐบาลต้องการย้ายนายปรเมธี วิมลศิริ ออกไปจาก สศช. เนื่องจากนายปรเมธีมีปัญหาในการทำงานว่าล่าช้าไม่ทันใจรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เหลือเวลาการทำงานอีกไม่ถึง 1 ปีก่อนเลือกตั้ง
ดังนั้น จึงต้องการทำแผนยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว คนในรัฐบาลจึงเห็นว่านายสมชัยน่าจะเหมาะสุดที่จะไปอยู่ สศช. เพราะเป็นคนทำงานเร็ว ตัดสินใจเร็ว
คนในรัฐบาลเองคงไม่คาดคิดว่านายสมชัยจะลาออกทันทีหลังมีมติโยกย้าย ซึ่งนายสมชัยยังเหลืออายุราชการ 3 ปี 6 เดือน โดยรับตำแหน่งปลัดกระทรวงมา 2 ปี 6 เดือน ซึ่งนายสมชัยก้าวขึ้นมารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ในช่วงอายุยังน้อยเพียงกว่า 53 ปีเท่านั้น
นอกจากนี้ นายสมชัยถือเป็นลูกหม้อที่มีความสามารถของกระทรวงการคลัง รับราชการมานานกว่า 28 ปี เริ่มทำงานที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในตำแหน่งเศรษฐกร มีความก้าวหน้าในชีวิตราชการเป็นลำดับ
ก้าวขึ้นมาในตำแหน่งผู้อำนวยการ สศค. เทียบเท่าอธิบดีกรมตั้งแต่อายุ 40 ปีเศษ หลังจากนั้นถูกย้ายให้ไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จนก้าวขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558
เป็นอีกหนึ่งข้าราชการจากไปในรัฐบาล คสช. แม้จะเป็นคนที่ถูกแต่งตั้งโดย คสช.ก็ตาม

“นิพิฏฐ์” ใจหาย-อวยพร “สกลธี” ลั่น คนปชป.ต้องหนักแน่นสู้แรงดูดพรรคทหาร

“นิพิฏฐ์” ใจหาย-อวยพร “สกลธี” ลั่น คนปชป.ต้องหนักแน่นสู้แรงดูดพรรคทหาร


“นิพิฏฐ์” บอก ปกติก่อนเลือกตั้งมีคนไหลเข้าคนออก ลั่น คนปชป.ต้องหนักแน่นสู้แรงดูดพรรคทหาร

เมื่อวันที่ 12 เมษายน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กล่าวถึงกรณีนายสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่ม กปปส. ได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.ว่า ก็ขออวยพร ตนไม่ได้ว่าอะไรเขาก็พูดตามเนื้อข่าวเพียงว่า ผู้ใหญ่ทาบทามผ่านผู้ว่ากทม.ให้ไปรับตำแหน่ง ตนจึงไม่รู้ว่าทาบทามตอนไหน จะใช่ตอนที่ไปพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯหรือเปล่า ตนไม่รู้จริงๆ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นส่วนน้อยที่คนของพรรคถูกพรรคอื่นดึงไป ซึ่งก่อนเลือกตั้งทุกครั้งก็มีทั้งคนไหลเข้า ไหลออก โดยตอนนี้มีไหลเข้ามากกว่าไหลออกด้วยซ้ำ เพียงแต่เวลามีคนเข้ามาเสียงไม่ดัง เรามีคนหนุ่มเข้ามาเยอะมาก และเมื่อถึงเวลาเราต้องรวบรวมเชิญคนหนุ่มที่เข้ามาร่วมกับพรรค มาเปิดตัวสักให้คนได้รู้ว่า เรามีคนเดินเข้า มากกว่าคนเดินออก

ฉลองสงกรานต์

ฉลองสงกรานต์



ควันหลง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งเด้งด่วน บิ๊กข้าราชการซี 11 รวดเดียว 3 คน
เป็นการเด้ง 3 ชิ่งฉลอง เทศกาลสงกรานต์ไทยนิยมยั่งยืน
1,เด้ง นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯให้ออก จากราชการไว้ก่อน ระหว่างถูกสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ที่กำลังบานทะโร่หุบไม่ลง
2, เด้ง นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ข้ามห้วยไปเสียบตำแหน่งปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯที่ว่างลง
3, เด้ง นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ข้ามห้วยไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ แทน “นายปรเมธี” ที่โดนเด้งทะลุซอยไปเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าผู้โดนคำสั่งโยกย้ายสายฟ้าแลบทั้ง 3 คนไม่มีใครอยากสละเก้าอี้ตัวเดิม
เช่น...ดร.ปรเมธี เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ สถานะเทียบเท่าปลัดกระทรวงเกรดเอ ทำหน้าที่เป็นกล่องดวงใจด้านเศรษฐกิจรัฐบาล
โดยเฉพาะในยุค คสช.เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ รับผิดชอบแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน
เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ คสช.
การเด้ง ดร.ปรเมธี จากเลขาธิการสภาพัฒน์ฯไปนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯซึ่งเป็นกระทรวงเกรดบี
จากที่กำกับดูแลนโยบายเศรษฐกิจ ไปรับผิดชอบด้านสังคมสงเคราะห์ ดูแลคนพิการ คนชรา คนเร่ร่อน อนาถาไร้ที่พึ่งพา
เท่ากับถูกย้ายไปนั่งเก้าอี้ตัวเล็กกว่าเดิม
เสมือนย้ายปลาฉลามให้ไปว่ายในคลอง
หรือถ้ามองอีกแง่...การทำงานของ ดร.ปรเมธี ในตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ฯอาจไม่เข้าตารัฐบาล คสช.??
เมื่อต้องเด้งปลัดกระทรวง พม.ออกจากตำแหน่งจึงสบจังหวะเด้ง เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ พ่วงไปอีกคน
แล้วโยก ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ปลัด กระทรวงการคลัง เพื่อนร่วมรุ่น วปอ. ของ นายกฯบิ๊กตู่ ข้ามห้วยเสียบเก้าอี้เลขาธิการสภาพัฒน์ฯคนใหม่เพื่อให้การทำงานเข้าขารู้ใจยิ่งกว่าเดิม??
หรือถ้ามองอีกมุม การเด้ง ดร.สมชัย หลุดจากปลัดคลังไปเป็น เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ อาจเป็นเพราะการทำงานไม่เข้าขารู้ใจกับ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง??
หรือ อาจไม่เข้าตา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ แม่ทัพเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.??
ก็เลยถือโอกาสเดียวกันนี้สอย ดร.สมชัย แถมไปอีกราย
เรื่องมันก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง
อย่างไรก็ตาม “แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าถ้าเลือกได้ “ดร.สมชัย” ยังอยากเลือกนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงการคลังต่อไป
ไม่อยากย้ายข้ามห้วยไปเป็นเลขาฯสภาพัฒน์ฯแน่นอน!
เพราะ ดร.สมชัย เป็นลูกหม้อกระทรวงการคลัง 100 เปอร์เซ็นต์ และมี ภารกิจที่จะต้องทำต่อเนื่องอีกหลายกระบุง
ข้อสำคัญ การย้ายสังกัดไปอยู่สภาพัฒน์ฯแม้จะเป็นการย้ายระดับเดียว กัน และเป็นสายงานเศรษฐกิจเหมือนกัน
แต่เนื้องานมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แต่ในเมื่อเลือกไม่ได้ การย้ายข้ามห้วยไปเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ฯคนใหม่ก็เป็นเรื่อง “จำยอม”
นอกจากไม่อยากจำยอม...ก็ต้องตัดสินใจ...ยื่นใบลาออกให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แลเฮย.
“แม่ลูกจันทร์”

เน้น 'จุดขาย' ตีตั๋วต่อ

เน้น 'จุดขาย' ตีตั๋วต่อ



เข้าสู่ห้วงเทศกาลมหาสงกรานต์ ประชาชนเตรียมชุ่มฉ่ำดื่มด่ำความสุขในวันหยุดยาว
การเมืองไม่ร้อนตามอุณหภูมิเดือนเมษายนอย่างในอดีตที่เคยเป็นมา
เรื่องของเรื่อง มันเป็นสถานการณ์ที่บ่งชี้ถึงข้อดีของรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่คุมเกมความมั่นคงได้นิ่ง
จำกัดวงม็อบไม่ให้อาละวาดปั่นป่วนวุ่นวาย
แม้จะมีความพยายามจ้องจุดไฟ ขบวนการฉวยจังหวะก่อม็อบกระตุกเกมมวลชนกดดันรัฐบาล
อย่างที่เห็นม็อบคนอยากเลือกตั้ง นำโดย “จ่านิว-รังสิมันต์ โรม-เนติวิทย์” ผลุบๆโผล่ๆอยู่แถวสถานีรถไฟฟ้าสยาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินสายไปยั่วทหารที่หน้ากองทัพบก
ยั่วยุให้เกิดเงื่อนไขอยู่ตลอดเวลา
ล่าสุดก็ถือเป็นจุดอ่อนไหว ตามสถานการณ์ที่โยงจากประเด็นบ้านพักข้าราชการตุลาการที่ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่กลายเป็นปมขัดแย้งฝังรากลึก
นอกจากการเคลื่อนไหวของฝ่ายอนุรักษ์ป่าแล้ว แนวโน้มตามรูปการณ์มันยังเข้าเหลี่ยมเกมดิสเครดิต ตอกย้ำกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน
เป็นโอกาสที่นักการเมือง ฝ่ายเสียผลประโยชน์จากการตัดสินของสถาบันตุลาการจะเบิ้ลเอาคืน
ขยายปมความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ในอารมณ์แบบที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องขอร้องแกมดักคอ ดักทาง ขอให้กลุ่มต่อต้านบ้านพักตุลาการใจเย็น อย่าออกมาเดินขบวน พร้อมยืนยันด้วยว่ารัฐบาลไม่ใช่คู่กรณีของใคร
ที่สำคัญไม่ได้เป็นโครงการที่อนุมัติจากรัฐบาลนี้แต่อย่างใด
ฟังจากนายกฯการข่าวฝ่ายความมั่นคงน่าจะมีข้อมูล ฝ่ายจ้องจุดไฟเตรียมฉวย สถานการณ์อยู่
รู้ๆกันดี เชียงใหม่ฐานที่มั่นใคร
ที่แน่ๆรัฐบาล คสช.ต้องเฝ้าระวังเกมมวลชน บล็อกม็อบป่วนเมืองไม่ให้อาละวาด
เพราะมันเป็นจุดขายของ “นายกฯลุงตู่” ที่จะตีตั๋วต่อเก้าอี้ผู้นำคุมสถานการณ์ห้วงเปลี่ยนผ่าน ตามรูปการณ์ที่ผู้คนส่วนใหญ่พึงพอใจที่ คสช.รักษาความสงบมาได้ตลอด 4 ปี
นี่คือจุดได้เปรียบที่ประชาชนจะมอบความไว้ใจให้ พล.อ.ประยุทธ์มากกว่าคนอื่น
นอกจาก “แต้มต่อ” ด้านความมั่นคง อีกจุดที่จะต้องโชว์ฟอร์มต่อเนื่องก็คือสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ ที่กัปตันทีมอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ วิ่งสู้ฟัดจากตัวเลขติดลบเพราะวิกฤติการเมือง “เทกออฟ” ไต่เพดานบินจนติดลมบน
ผิดฟอร์มรัฐบาลทหารโดยทั่วไป
กลายเป็น “จุดขาย” ที่นำมาประกอบการนำเสนอยุทธศาสตร์ตั้งพรรคการเมืองหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เพื่อความต่อเนื่องของโครงการ “เรือธง” ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า ฯลฯ
สถานการณ์กำลังเอื้อต่อยุทธศาสตร์ตีตั๋วต่อของ “ลุงตู่”
ดูจากรูปการณ์ก็เข้าใจได้ กับปรากฏการณ์เด้งฟ้าผ่า มติ ครม.โยกย้ายนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ไปนั่งเลขาธิการสภาพัฒน์ ก่อนที่เจ้าตัวจะร่อนใบลาออกจากตำแหน่ง
แต่ก็เห็นอาการแบบที่ “ลุงตู่” ไม่สนใจ บอกใครอยากออกให้ลาออกไปเลย
นั่นก็เพราะปัญหาสะสมมานาน จนสุดที่จะทนทาน
โดยเหตุหลักของการโยกย้ายก็หนีไม่พ้นเหตุผลไม่สนองตอบนโยบายรัฐบาล
เพราะอย่างที่รู้กัน กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยหลักในการคุมนโยบายบัตรคนจน โครงการสวัสดิการประชารัฐ สารพัดมาตรการช่วยคนจนที่รัฐบาล “นายกฯลุงตู่” โดยทีมงานของนายสมคิดใส่เกียร์ห้าเดินหน้าลุยฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ประคองปัญหาปากท้องชาวบ้าน ช่วยเหลือภาคเกษตรกร
ถ้างานเดินช้า กระบวนการกวาดแต้มหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อก็พลอยสะดุดไปด้วย
นั่นจึงเป็นที่มาของยุทธการเคลียร์ข้าราชการ “เกียร์ว่าง” รอเลือกตั้ง ไม่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล
ตามสัญญาณเริ่มจากกระทรวงการคลัง ต่อไปคงเป็นจุดที่เป็นปัญหาหนักสุดก็คือกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด พวกใกล้เกษียณไม่กลัวร้อนกลัวหนาว ไม่สนโดนโยกย้าย กั๊กงบประมาณ ส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้า ทำให้โครงการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสะดุด ไม่เป็นไปตามเป้า
ต้องโดนเรียกเข้ากรุก่อนเกษียณหลายจังหวัดแน่.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

ด่วน! นายกฯสถาปนิกสยามลั่น รัฐถอยแล้ว”ทางเลียบเจ้าพระยา”จ่อแถลงใหญ่เร็วๆนี้

ด่วน! นายกฯสถาปนิกสยามลั่น รัฐถอยแล้ว”ทางเลียบเจ้าพระยา”จ่อแถลงใหญ่เร็วๆนี้


ด่วน! นายกฯสถาปนิกสยามลั่น รัฐถอยแล้ว “ทางเลียบเจ้าพระยา” จ่อแถลงใหญ่เร็วๆนี้ ขอบคุณเครือข่ายร่วมค้าน (คลิป)

เมื่อวันที่ 11 เมษายน เวลา 15.00 น. ที่สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพระราม 9 กทม. ดร. อัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในการประชุมเครือข่ายด้านสถาปัตยกรรม สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ โดยในตอนหนึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นของโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา หรือ “ทางเลียบเจ้าพระยา” ว่า ล่าสุดคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า ซึ่งมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน มีมติให้พัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจุดๆ ไม่มีการทำทางเลียบลงแม่น้ำทั้งสาย สำหรับบางส่วนที่เป็นเส้นทางในกรุงรัตนโกสินทร์ จะไม่มีการดำเนินการ โดยขอให้ทำอย่างคุ้มค่าในด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ นอกจากนี้ ยังตัองพัฒนาให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยพัฒนาเชื่อมโยงเอกลักษณ์และวิถีชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถดูตัวอย่างจากการพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ป้อมพระสุเมรุ เอเชียทีค ล้ง 1919 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมอบหมายให้สมาคมสถาปนิกสยาม ฯ ทำแผนนำร่องให้แล้วเสร็จใน 6 เดือน

“โครงการจะเน้นการพัฒนาเป็นจุด ไม่ใช่เส้นทางที่ประชุมยังเห็นควรให้สมาคมสถาปนิกสยามทำแผนพัฒนาจากถนนตกถึงตลาดน้อย ซึ่งจะมีการเชิญทุกฝ่ายผนึกกำลังเพื่อพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขิญสมาคม การที่มาถึงวันนี้ได้ต้องขอขอบคุณเครือข่ายต่างๆที่ร่วมคัดค้าน เช่น กลุ่มสมัชชาแม่น้ำ หรือ เอฟโออาร์ , นางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง , นางสุดจิตร เศวตจินดา สนั่นไหว รวมถึงนายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดังเป็นต้น ทุกคนทำงานหนัก อย่างแถลงการณ์ 1 หน้า A4 ใช้เวลาทำงาน 20 ชม. “ดร. อัชชพล กล่าว

ดร.อัชชพล กล่าวอีกว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองขาดความรู้ ต่างคนต่างทำงาน ผู้ว่าราชการทุกคนตั้งใจทำงาน แต่บางครั้งไม่มีองค์ความรู้ ล่าสุดตนได้รับอนุญาตจากกรมการปกครองให้ดำเนินการสอนตั้งแต่ระดับนายอำเภอขึ้นไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อให้เข้าใจระบบทั้งหมด ไม่ใช่การมองเป็นจุดๆ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังดร. อัชชพลกล่าวจบ ได้รับการปรบมือกึกก้องจาที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมศิลปากร, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ม. ศิลปากร , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , กลุ่มเพื่อนแม่น้ำและตัวแทนจากสภาวิศวกร เป็นต้น ทั้งนี้ ได้มีการเสนอให้จัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชนเพื่อให้สาธารณชนรับทราบ

วันเดียวกัน นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่หากจะมีการยกเลิกโครงการจริง จะต้องมีหนังสือแจ้งให้ กทม.รับทราบด้วย ซึ่ง กทม.ก็พร้อมจะปฎิบัติตาม แต่เท่าที่ทราบ ล่าสุดกทม.ได้ส่งเรื่องให้กรมเจ้าท่าพิจารณา และขณะนี้เรื่องยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกรมเจ้าท่า

มาอีกแล้ว ไลน์-สติ๊กเกอร์ของ คสช. สำนักโฆษกรัฐบาลจ้างทำ ใช้งบ 7 ล้านเศษ

มาอีกแล้ว ไลน์-สติ๊กเกอร์ของ คสช. สำนักโฆษกรัฐบาลจ้างทำ ใช้งบ 7 ล้านเศษ
.
ในวันนี้ สื่อมวลชนไทยหลายสำนักได้เผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เพื่อการประชาสัมพันธ์ข่าวสารรัฐบาลเชิงรุก ด้วยการจัดทำไลน์และสติ๊กเกอร์ ภายใต้งบ 7 ล้านบาทเศษ
.
รายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว ซึ่งไม่ใช้วิธีเปิดประมูล แต่จะใช้วิธีเฉพาะเจาะจง จะมี 2 โครงการ คือ (1) จัดทำ Line Official ใช้งานได้นาน 12 เดือน และ (2) จัดทำ Line Sticker (8 characters) ซึ่งสำนักโฆษกจะออกแบบเอง ให้ดาวน์โหลดได้ 30 วัน ใช้งานได้นาน 90 วัน โดยกำหนดราคากลางไว้ที่ 7.02 ล้านบาท
.
เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า การจัดทำไลน์-สติ๊กเกอร์ของสำนักโฆษกดังกล่าว เป็นนโยบายของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกรัฐมนตรี/หัวหน้า คสช. อีกทีหนึ่ง
.
มีข้อน่าสังเกตว่า ราคากลางของโครงการนี้ปรากฎอยู่เฉพาะในฐานะข้อมูลระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างซับซ้อนในการเข้าดู แต่ไม่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ของ สลน. ทั้งๆ ที่กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7 บังคับให้ทุกหน่วยงานราชการต้องเปิดเผยราคากลางไว้บนเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อความโปร่งใส
.
หากยังจำกันได้ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่ คสช. เข้ามาใหม่ๆ เมื่อปี 2557 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เคยจัดทำ Line Sticker ค่านิยม 12 ประการของ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบ 7.11 ล้านบาท ที่เรียกเสียงวิจารณ์และถูกร้องเรียนว่าอาจมีการทุจริต แต่ ป.ป.ช.กลับไม่รับไว้ไต่สวน โดยอ้างว่าตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้วไม่พบการทุจริต
.
.
อ้างอิงจาก

ป๋าเตือนนายกฯให้ตอบแทนคุณแผ่นดิน

"ป๋าเปรม "ส่งสัญญาณ" อีกครั้ง บอก"บิ๊กตู่-ครม.-ผบ.เหล่าทัพ "เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน"

"บิ๊กตู่" นำ "ครม.-ผบ.เหล่าทัพ  รดน้ำขอพร สงกรานตฺ์" บ้านสี่เสาฯ/"ป๋าเปรม" ยันจะเป็นเพื้อนกันตลอดไป รอดูความสำเร็จ จะใข้เวลานานเท่าใด ย้ำต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน  มั่นใจนำพาประเทศเดินหน้า พร้อมถามหา “บิ๊กป้อมไปไหน” นายกฯเผย ไปรักษา หัวใจ

ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดบ้านพักรับรองสี่เสาเทเวศร์ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นำคณะรัฐมนตรี เข่น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ และพล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม นั้นไม่ได้เดินทางมาด้วย เนื่องจากไปดูแลสุขภาพ

รวม ทั้งผบ.เหล่าทัพพล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ารดน้ำขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งเป็นวาระแห่งความสุข เป็นการสืบสานในประเพณีที่ดีงามของไทยที่คนไทยทุกคนจะใช้โอกาสนี้ไปเข้ากราบอวยพรผู้ที่มีพระคุณและขอพรจากผู้ใหญ่ ในนามของรัฐบาลพร้อมด้วยผู้นำเหล่าทัพตลอดจนข้าราชการได้เข้ามากราบอวยพรประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนยึดถือปฏิบัติกันมาตามแนวทางของพล.อ.เปรม คือการตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตใจของทุกคนเสมอมาทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต และสิ่งเหล่านี้จะถ่ายทอดไปยังคนรุ่นหลัง โดยต้องยึดหลักการเหล่านี้อย่างไม่เสื่อมคลาย วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร ดังนั้นต้องเตรียมความพร้อมประเทศชาติให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งภัยคุกคามรูปแบบเก่าและรูปแบบใหม่  รวมถึงสงครามทางเศรษฐกิจซึ่งจะต้องรับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น โดยเป็นการสานต่อสิ่งที่พล.อ.เปรมได้ทำมาโดยตลอด 

“บ้านเมืองกำลังก้าวไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากล จึงต้องเตรียมความพร้อมว่าจะเป็นประชาธิปไตยอย่างไร สิ่งสำคัญคือจะต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใสและเป็นธรรม วันนี้รัฐบาลและคสช. จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอยู่หลายตัว ซึ่งย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจและไม่เข้าใจ แต่จะทำให้วันหน้าดีขึ้น เพราะกฎหมายจะเป็นหลักที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมในเรื่องของโอกาสในการเข้าสู่การดำรงชีวิตและการมีรายได้ ถือเป็นการจัดระเบียบ 

ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปมาก มีทั้งดีและไม่ดีจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี หากคสช.และรัฐบาลใดก็ตาม มุ่งแต่จะใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว ก็ไม่มีทางสำเร็จได้ เพราะทุกอย่างต้องใช้ความร่วมมือกัน วันนี้รัฐบาลใช้การทำงานแบบประชารัฐเข้ามาที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยาก หากคนไทยทุกคนที่มีจิตใจเป็นคนไทยอย่างแท้จริงร่วมมือกันก็จะสำเร็จ เว้นแต่ไม่ใช่คนไทยโดยจิตใจ ซึ่งก็มีอยู่พอสมควร จึงอยากให้ประชาชนทั่วไปสนับสนุนแนวทางต่างๆและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ 

อย่างไรก็ตามทุกคนเป็นห่วงสุขภาพของพล.อ.เปรม อยากให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและอยู่กับทุกคนไปตราบนานเท่านาน ซึ่งวันนี้ขออำนวยพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลประทานพรให้พล.อ.เปรมมีความสุข ความเข้มแข็ง และมีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

จากนั้นพล.อ.เปรม กล่าวให้พรว่า ขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีที่นำผู้บริหารประเทศ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ  มาในวันที่สำคัญ ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ดำรงความเป็นไทยในวันปีใหม่ของไทย เป็นสิ่งที่น่าชมเชยมาก ทำได้ดีมาก พร้อมให้ยึดการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน 

รู้สึกดีใจที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำที่ทำอะไรเป็นตัวอย่างแก่คนในชาติบ้านเมืองให้เห็นว่าการรักษาความเป็นไทยเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องยึดถือและทำเป็นตัวอย่าง 

ขณะเดียวกันต้องขอโทษที่ไม่สามารถให้ทุกคนรดน้ำได้ ทั้งที่อยากคุยด้วย และใจจริงผมก็ยังเป็นเพื่อนของทุกคนเสมอ เป็นเพื่อนนายกรัฐมนตรีมาหลายสิบปี จนตอนนี้ก็ยังเป็นเพิ่อนกันอยู่

 และตอนนี้พยายามดูข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถพาประเทศไปได้สำเร็จจะใช้เวลาสักเท่าไหร่ 

แต่ก็มั่นใจจะเป็นแรงขับที่ดีที่จะให้นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศได้สำเร็จ 

"ขอโทษอีกครั้ง เพราะอยากจะเป็นเพื่อนทุกคน และจะเป็นเพื่อนตลอดไป พร้อมภูมิใจนายกฯบริหารประเทศโดยมีทุกคนร่วมสนับสนุน 

โดยสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะต้องบอกนายกรัฐมนตรี ตรงๆ คือขอให้ยึดมั่นในการเกิดมาตอบแทนคุณแผ่นดิน เพื่อให้แผ่นดินสงบสุข "

พร้อม ขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีมีความสุขความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจทำงานให้ประเทศชาติก้าวหน้าต่อไป และขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีที่จะช่วยเป็นเสาหลักของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพิธีรดน้ำขอพร พล.อ.เปรมกำลังจะเดินเข้าอาคารบ้านพักพล.อ.ประยุทธ์ ได้ขอให้พล.อ.เปรมเดินมาพูดคุยกับคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งพล.อ.เปรมได้ยกมือขึ้นมาปฏิเสธ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ เรียกคณะเข้ามาหาพล.อ.เปรมแทน โดยได้พูดคุยกันเพียงประมาณ 1 นาทีเท่านั้นก่อนที่พล.อ.เปรมจะเดินกลับเข้าไปในอาคารบ้าน ทั้งนี้พล.อ.เปรมได้สอบถามพล.อ.ประยุทธ์ ว่า "ป้อมไปไหน" ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ตอบกลับว่า "ไปดูแลสุขภาพ ที่เคยไปผ่าหัวใจ มา" พร้อมทำมือชี้ไปที่หน้าอกด้านซ้าย 

โดยในวันนี้พล.อ.เปรม ได้เปิดให้เพียงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นตัวแทนรดน้ำขอพรเท่านั้น โดยในบรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพ

พล.อ.เปรมได้พรมน้ำให้ พลเอกประยุทธ์ แบะพล.อ.อ.จอม

โดยพล.อ.อ.จอม กล่าวว่า รู้จักกับพล.อ.เปรมมานานแล้ว 

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ทั้งนี้ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินออกจากบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ได้กล่าวกับ คณะรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า “ขอให้ทุกคนทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพล.อ.เปรม เพราะถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน แต่ถ้าใครไม่ทำก็ช่างเขา”

เป็นข้าราชการ ไม่พอใจได้หรือ?

เป็นข้าราชการ ไม่พอใจได้หรือ?
"บิ๊กตู่" เมิน "สมชัย" ประกาศลาออก เลขาฯสศช. ถาม ไม่พอใจใคร เป็นข้าราชการไม่พอใจได้หรือ อย่างนี้ก็เป็นข้าราชการไม่ได้ ยัน รัฐบาลไม่ร้าว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารดน้ำขอพร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษถึงกรณีที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ประกาศจะลาออกตำแหน่งภายหลังครม. มีมติปรับย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ว่า "ยังไม่เห็นเลย"
เมื่อถามอีกว่าจะระงับยับยั้งการลาออกของนายสมชัยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ระงับเรื่องอะไร ทำไมล่ะ"
เมื่อถามต่อไปว่าอดีตปลัดกระทรวง การคลังไม่พอใจที่ถูกโยกไปเป็นเลขาธิการสศช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่พอใจใคร เป็นข้าราชการไม่พอใจได้หรือ อย่างนี้ก็เป็นข้าราชการไม่ได้
และยันไม่เกิดรอยร้าว ในรัฐบาล ใครรอยากออกก็ออก ยัน ไม่บานปลาย จะบานปลาย เพราะสื่อนี่ล่ะ