PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เมื่อคนที่สั่งฆ่า ตั้งสภาประชาชน

อ.เกษียร จัดหนัก สุเทพ

เมื่อคนที่สั่งฆ่า ตั้งสภาประชาชน
วิญญาณกลางถนน ก็โหยหวนด้วยป่วนใจ
ขัดขืนอารยะ ยืมวาทะกระพี้ไป
อนารยะไทย ที่ฆ่าหมู่กลับดูดาย
ยึดไทยเป็นของกู ใช่ของสูพวกวัวควาย
ประชาธิปตาย เสียงข้างน้อยคอยบงการ
เมืองไทยใช่ของเรา เป็นของเขานานเท่านาน
ครอบครัวชั่วลูกหลาน เป็นขี้ข้านามว่าไทย


คนบันเทิงกับม็อบ ต้านทักษิณ

วันนี้ คนบันเทิงกับการชุมนุมทางการเมือง ได้กลายมาเป็นปรากฏการณ์และเป็นหัวข้อที่ผู้คนในสังคมไทยกำลังพูดถึง

ไม่เพียงมวลมหาประชาชนเรือนมหาศาลที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ แต่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์ของการชุมนุมทางการเมือง ที่มีผู้คนจากทุกภาคส่วนทุกสาขาวิชาชีพได้มารวมตัวกันมากมายเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าบรรดาดารานักร้องนักแสดงจากแวดวงบันเทิงที่ขานรับมาร่วมกิจกรรมทางการเมืองกันอย่างมากหน้าหลายตา

การก้าวออกมาของ "บุคคลสาธารณะ" จากฟากบันเทิง ซึ่งมีทั้งดารารุ่นอาวุโส จนถึงดารารุ่นใหม่ที่กำลังมีผลงานประดับวงการ ได้กลายมาเป็น "ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์" ไปโดยปริยาย เพราะไม่ใช่เรื่องปกตินัก ที่คนบันเทิง, ซึ่งโดยปกติทั่วไป , ไม่เคยข้องเกี่ยวกับเรื่องการเมือง หรือพาตัวเองมาอยู่ในพื้นที่ของความขัดแย้ง จะออกมาแสดงจุดยืนของตนเช่นนี้

ด้วยเหตุนี้ เวทีบนถนนราชดำเนิน จึงมิได้มีเพียง "ขาประจำ" ที่เคยร่วมเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2549 อย่างบรรดาศิลปินเพลงเพื่อชีวิตหลายวง , นักร้องเพลงร็อกอย่าง ร็อค ร็อคเคสตรา , พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง หรือนักแสดงเจนเวทีอย่าง ตั้ว ศรัญญู วงศ์กระจ่าง เท่านั้น แต่ในวันนี้ มีทั้งคนที่ขึ้นเวทีอภิปราย อย่าง แตงโม ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ , โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์, มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย หรือจะเป็นดารานักแสดงที่ร่วมชุมนุม ตั้งแต่ ตุ๊ก ดวงตา ตุงคะมณี เรื่อยไปจนถึง มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ , อี๊ด วงฟลาย ฯ

ไหนจะมีดารานักแสดงอีกนับไม่ถ้วนที่แสดงจุดยืนผ่านทางโซเชียลมีเดีย อย่าง เฟซบุ๊ค และ อินสตาแกรม ไม่ว่าจะเป็น คิมเบอร์ลี เทียมศิริ , ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา , แหม่ม คัทลียา , แอน ทองประสม ฯลฯ

คนบันเทิงในการชุมนุมทางการเมืองจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่น่ามองข้าม และน่าจะมีความหมายมากกว่าแค่เพียง "สีสัน" เท่านั้น

-------------------------------------

รศ. ไชยันต์ ไชยพร อาจาร์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า โดยพื้นฐานบรรดานักแสดง นักร้อง ศิลปินในวงการบันเทิง ไม่ได้แตกต่างจากประชาชนทั่วไป ซึ่งย่อมจะมีทั้งคนที่มีทัศนะความคิดเห็นทางการเมือง และในเวลาเดียวกัน ก็ย่อมมีคนที่ไม่มีความตื่นตัวทางการเมืองรวมอยู่ด้วย

แต่ในสถานการณ์สังคมการเมืองปัจจุบันที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ ย่อมมีผู้คนในแวดวงบันเทิงออกมาติดตามความเคลื่อนไหว ติดตาม ตื่นตัว จนถึงขั้นออกมาแสดงจุดยืน หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งในแง่นี้ ย่อมหมายความว่า พวกเขาต้องสละเวลาจากงานที่ทำ เพื่อมาเข้าร่วม และในอีกด้านหนึ่ง ยังมีความสุ่มเสี่ยงต่อเรตติ้ง หรือคะแนนนิยม เมื่อสังคมไทยอยู่ในช่วงเวลาของการแบ่งสีแบ่งกลุ่มอย่างชัดเจนเช่นนี้

“คงต้องยอมรับว่า ดารานักแสดงก็เหมือนคนไทยโดยทั่วไป เกิดความรู้สึกร่วมกันในประเด็นที่ว่า เขาทนไม่ไหวจริงๆ ต่อปัญหาของประเทศ และต้องการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งโดยสถานะของเขา โดยปกติอาจไม่ต้องการออกมาแสดงตนแบบนี้ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว ระหว่างอนาคตการเมือง กับอนาคตของเขา เขาก็ต้องตัดสินใจเลือก”

มุมมองของ ไชยันต์ ตรงกับความคิดของ คฑาหัสต์ บุษปะเกศ นักเขียนบทละครโทรทัศน์ ที่เป็นตัวแทนของคนแวดวงบันเทิงว่า ปัจจุบัน สถานการณ์ของประเทศดำเนินมาอย่างยาวนาน จนถึงขีดสุดแล้ว

"ผมคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศที่ต้องมีส่วนร่วม อย่างที่เห็นกันว่า ตอนนี้ คนทุกภาคส่วน ทุกวงการ ทุกวิชาชีพ ทั้งหมอ ครูบาอาจารย์ นิสิตนักศึกษา ต่างได้ออกมาปฏิเสธการใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ฯ คนบันเทิงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง เราไม่คิดว่าเราจะสร้างแรงสะเทือนมากมายอะไร แต่เราไม่ใช่ไทยเฉยอีกต่อไป เราได้แต่หวังว่าการลุกฮือขึ้นมาของคนทั้งสังคมขนาดนี้ น่าจะทำให้ผู้บริหารประเทศ น่าจะได้หันกลับมาทบทวนบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น หากไม่หลงกับคำป้อยอกับคนรอบข้างจนเกินไป"

นักเขียนบทละคร เจ้าของผลงาน "เหนือเมฆ" ที่เคยถูก "เซ็นเซอร์" ไม่ให้ออกอากาศทางช่อง 3 มาก่อนหน้านี้ ยังเพิ่มเติมด้วยว่า ที่ผ่านมาภายใต้ระบบการเมืองอำนาจนิยม การเมืองเสียงข้างมากผูกขาดความชอบธรรมนั้น มีเรื่องที่ผู้คนไม่สามารถยอมรับได้มากมาย ดังที่ปรากฏเป็นข่าวทุกเมื่อเชื่อวัน แม้กระทั่งคนวงการบันเทิงก็ไม่เว้น พลอยได้รับผลกระทบนี้ด้วยเช่นกัน

-------------------------------------

ด้าน พรเทพ เฮง นักวิจารณ์บันเทิง วิเคราะห์โดยมองจากแง่มุมพัฒนาการของสื่อว่า โดยอดีตที่ผ่านมา แม้คนบันเทิงบางส่วนอาจจะสนใจความเป็นไปของบ้านเมือง แต่ด้วยโครงสร้างทางอำนาจ และกลไกต่างๆ ที่สื่ออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ ทำให้ธุรกิจบันเทิง ทั้งหนัง เพลง ทีวี หรือแม้กระทั่งแวดวงหนังสือ ต่างพยายาม “เซนเซอร์ตัวเอง” มาโดยตลอด เดิมที ไม่มีใครอยากออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เพราะกลัวจะเกิดปัญหา จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยของโซเชียลมีเดียนในวันนี้ ทำให้คนบันเทิงมีพื้นที่แสดงออกของตัวเองอย่างชัดเจน

“ต้องขอบคุณเทคโนโลยีโซเชียลมีเดียว ที่ทำให้การเมืองไทยในวันนี้พัฒนาไปอีกขั้น โดยเฉพาะคนจากฟากบันเทิงซึ่งเคยจำกัดการแสดงออก ได้มีพื้นที่ของตัวเอง ผ่านเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ในการสื่อถึงจุดยืน มุมมอง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ในยุคการเปลี่ยนผ่านของการปฏิรูปสื่อ โดย กสทช. พอดี”

“เดิมทีนั้น ดารามีเฉพาะพื้นที่ข่าวบันเทิง หากจะทำอะไรออกไปจากสายงาน หรือไปแสดงจุดยืนในเรื่องอื่นๆ ก็เสี่ยงที่จะถูกนำเสนออย่างผิดเพี้ยนจากสื่อกระแสหลักได้ เรียกว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก แต่เมื่อทุกวันนี้ พวกเขามีพื้นที่ของตัวเอง พวกเขาจะโพสต์ข้อความ ความเห็นความคิดต่อเรื่องต่างๆ ได้อย่างชัดเจน และตรงประเด็น โดยไม่ต้องห่วงว่าจะถูกเข้าใจผิด”

“ในเวลาเดียวกัน สื่อกระแสหลักก็อาศัยพื้นที่ของโซเชียลมีเดียเหล่านี้ มารายงานให้สาธารณะได้รับรู้อีกขั้นหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น หากมีกระแสความเข้าใจผิดใดเกิดขึ้น ดารายังใช้พื้นที่ของตัวเองแก้ต่างได้อีกด้วย ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ในมุมมองของนักวิจารณ์บันเทิงคนนี้ นอกจากนวัตกรรมของสื่อแล้ว ภาวะความรู้สึกอัดอั้นต่อการเมืองในประเทศ การหมกเม็ดแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะตนของคนในพรรครัฐบาล ที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน และเมื่อมาถึงการผ่านร่างพรบ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง อย่างไม่นึกถึงความถูกต้องชอบธรรม คือจุดระเบิดของเรื่องนี้ ทั้งที่เดิมทีนั้น หลายคนก็ไม่ได้ให้ราคาแก่พรรคฝ่ายค้าน อย่างประชาธิปัตย์แต่อย่างใด

“อย่าลืมว่า ดาราเป็นบุคคลสาธารณะ พวกเขามีต้นทุนสูงทางสังคม การออกมาแสดงความคิดเห็นต่อบ้านเมือง เป็นเรื่องน่าชื่นชม ตราบใดก็ตามที่พวกเขาไม่กระทำผิดกฎหมาย และมีความรับผิดชอบต่อการแสดงออกของตัวเอง” พรเทพ กล่าว

-------------------------------------

ปรากฏการณ์ที่คนในวงการบันทิงออกมาแสดงตนนั้น ไชยันต์ เรียกว่าเป็น “สำนึกพลเมือง” เช่นเดียวกันกับคนจากสาขาวิชาชีพอื่น ซึ่งด้านหนึ่งเป็นภาพสะท้อนของความก้าวหน้าของการเมืองไทยที่มีพัฒนาการไปอีกขั้น เพราะหากบุคคลทุกกลุ่มทุกวิชาชีพ และทุกภาคส่วนของสังคม ออกมาแสดงความตื่นตัวทางการเมืองเช่นนี้ ย่อมเป็นนิมิตหมายที่ดีแก่การเมืองของประเทศในระยะยาว

“เราได้เห็นสังคมดารา ดาวดวงที่กำลังเจิดจรัสก้าวออกมาแสดงสปิริต ผมคือว่าเป็นการแสดงออกถึงสำนึกพลเมือง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในความจริงนั้น มนุษย์เราต่างมีหลายบทบาทหน้าที่ด้วยกัน เช่น ในฐานะมนุษย์ เรามีสำนึกในความเป็นมนุษย์ ในฐานะพลเมืองของประเทศ เรามีสำนึกของความเป็นพลเมือง หรือการที่เรามีอาชีพแตกต่างกันไป แต่ละคนก็ยังมีสำนึกในวิชาชีพอยู่ด้วย ซึ่งการมี 'สำนึกพลเมือง' หมายความว่า คนเหล่านี้ต้องมีจิตใจเสียสละ อย่างการสละเวลาอันมีค่าของพวกเขาออกเคลื่อนไหว ออกมาสำแดงพลัง ซึ่งในด้านหนึ่ง ยังต้องเสี่ยงกับเรื่องของคะแนนนิยม เสี่ยงต่อการไม่มีงานทำ หรืออย่างน้อยก็เสียเวลา แทนที่จะไปทำมาหากิน”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักวิชาการ ไชยันต์ ย้ำว่าการแสดงออกของคนในวงการบันเทิง หากออกมาจากจิตใจด้านใน จากพลังบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะไปสนับสนุนฝ่ายไหนก็ตาม เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในการคิดเห็นแตกต่าง ยกเว้นเพียงคนในวงการบันเทิงบางคนที่ออกมาเคลื่อนไหวบนเวทีม็อบ เพื่อมุ่งผลประโยชน์ของตนเอง หรือเพราะอามิสสินจ้าง นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง

ขณะที่ คฑาหัสต์ บุษปะเกศ มองว่า จุดเริ่มต้นของการออกมาของดารานักแสดงนักร้องนั้น ลึกๆ แล้วเป็นเรื่องปัจเจกหรือเรื่องของแต่คน เพราะในวงการนี้ไม่มีใครสามารถชี้นำใครได้ แต่เมื่อทุกคนก้าวออกมา ย่อมจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ รู้สึกและปรารถนาจะมีส่วนร่วมในความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย ภาพรวมในที่สุด จึงกลายเป็นกระแสที่จุดติดขึ้นในทันที

"ต้องการจะบอกว่า พลังนี้เป็นพลังบริสุทธิ์ เลิกคิดเรื่องการจ้างวานได้เลย คนบันเทิง ใครจะไปจ้างได้ เพราะราคาค่าตัวในแต่ละงานก็มากโขอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่มีใจมา เขาคงไม่มากัน" นักเขียนบทละครคนเดิม กล่าวเพิ่มเติม

ด้วยความเป็นดารานักแสดง หรือคนในวงการบันเทิง ซึ่งเป็นเสมือน “คนของประชาชน” หรือเป็นบุคคลที่มีคนรักใคร่ในผลงาน ทั้ง พรเทพ และ ไชยันต์ ต่างยอมรับว่า การออกมาเคลื่อนไหว แสดงจุดยืนทางการเมืองเช่นนี้ ก่อให้เกิดน้ำหนักแก่ความคิดอ่านของผู้คนในสังคมอย่างแน่นอน

พรเทพ อธิบายว่า “ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวแบบนี้ ย่อมเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องมีทั้งคนรักและคนเกลียด ซึ่งอย่างน้อยๆ ดาราก็ต้องประเมินด้วยตัวเองว่า ต้องการแลกหรือไม่ จึงไม่น่าแปลกใจหากเราจะเห็นดารารุ่นเก่า ดาราอาวุโส อายุ 40-50 ออกมาเปิดหน้ามากกว่าดารารุ่นใหม่ เพราะคนพวกนี้มีวุฒิภาวะ มีสถานะทางสังคมมั่นคงขึ้น และไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องหน้าที่งาน”

ขณะที่ ไชยันต์ เห็นว่า “ถ้าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็ยิ่งตอกย้ำความรักใคร่ชอบพอ แต่สำหรับบางคนที่อาจจะชื่นชอบศิลปินดารา แต่เมื่อเขาออกมาในฝ่ายตรงข้าม อาจจะทำให้เกิดอาการชะงักขึ้น

ได้ว่า ทำไมดาราที่เราชอบ ถึงออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ เขาคิดอย่างไรถึงทำอย่างนั้น ซึ่งสมัยก่อน ในสังคมไทย บุคคลที่มีบทบาทนำในชุมชนต่างๆ อย่าง พระ หรือ ครู ก็มีฐานะคล้ายๆ กัน คือมีน้ำหนักในการชี้นำทิศทางของสังคม” ไชยันต์ กล่าว

ทางออกของเรื่องความรักใคร่ชอบพอในผลงานของศิลปิน กับความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตรงกันข้ามนั้น ไชยันต์ เสนอแนะง่ายๆ ว่า เรื่องแบบนี้ต้องแยกแยะผลงานออกจากตัวตนของศิลปินคนนั้นๆ ว่าไม่เกี่ยวข้องกัน พร้อมๆ กับยกประสบการณ์ของตนเองมาเล่าให้ฟังว่า

“ผมชื่นชอบบทเพลงของ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นะ โดยเฉพาะเพลง 'ทัดทาน' ทุกวันนี้ ก็ยังชื่นชอบเพลงนี้อยู่ แต่ผมไม่ชอบพฤติกรรมและความเคลื่อนไหวทางการเมืองของอริสมันต์ เรื่องแบบนี้คงต้องแยกแยะว่า มันไม่เกี่ยวกัน” นักวิชาการด้านการปกครอง สรุปในที่สุด.

“อักขราทร” เผยการเมืองเลยจุดที่สองฝ่ายพูดคุยกันแล้ว แนะให้รู้ถูก-ผิดก่อน ปฏิรูปจะมาเอง

อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด บรรยายนักศึกษา เผยนักวิชาการตีความกฎหมายโดยไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์และความเป็นไป ชี้เมื่อก่อนบริหาร-นิติบัญญัติคานอำนาจกัน แต่ปัจจุบันหมดไป จำเป็นต้องมีองค์กรตรวจสอบด้วยกฎหมาย เผยศาลไม่ใช่องค์กรการเมือง ให้เลือกตั้งเข้ามาไม่เป็นอิสระ เผยสถานการณ์บ้านเมืองเลยจุดที่คุยกันแล้ว ทำอย่างไรให้ประชาชนรู้ว่าอะไรผิด-ถูกก่อน การปฏิรูปจะมาเอง

วันนี้ (29 พ.ย.) นายอักขราทร จุฬารัตน อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง "แนวคิดและหลักพื้นฐานของกฎหมายมหาชน" ให้กับนักศึกษาหลักสูตร "นักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง" (บยป.) รุ่นที่ 5 ของสำนักงานศาลปกครองว่า เป็นห่วงบ้านเมืองมาก เวลานี้คนมองไม่ออกว่าความถูก ความผิด ความดี ความชั่ว มันคืออะไร และตลอดระยะเวลา 45 ปีที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านกฎหมายมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าดูเหมือนบ้านเราจะมีปัญหาในเรื่องกฎหมาย และนักกฎหมายมาก 2-3 ปีมานี้นักวิชาการกฎหมายเมืองไทยเป็นกันง่ายมาก บางคนให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน เพียงข้ามคืนก็กลายเป็นผู้ที่รอบรู้เชี่ยวชาญกฎหมายไปในสายตาของสังคม

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000148239

นักการเมือง กับ นักต่อสู้ทางการเมือง

FBสนธิญาน ชื่นฤทัยในธรรม

@สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศกลางเวทีว่า..สนธิญาณ เป็นเพื่อนรัก ทำให้รู้สึกลำบากใจในการท่ีจะพูดถึง..สุเทพ ในทางท่ีเป็นคุณ เพราะจะเป็นการอวยกันไปกันมา

@แต่กรณี..กรณ์ กับ สุเทพ นี้ไม่พูดไม่ได้ เพราะนอกจากสนิทสนมทั้ง ๒ คนแล้ว เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องทางยุทธศาสตร์...ในการต่อสู้ครั้งนี้

@ผมทำข่าวมา ๓๐ ปีเพิ่งคุยกับ สุเทพ ครั้งแรกในชีวิตเมื่อปลายเดือนเมษา ๕๓ คงแปลกใจว่าในเส้นทางไม่เคยเจอกันเลยหรือ เจอกันแต่ผมไม่เคยเข้าไปเสวนาเพราะไม่มีประเด็นจะพูดกันและไม่ชอบอยู่ใกล้นักการเมือง ตัวเองก็เป็นเพียงนักข่าวตัวเล็กๆ แต่เพราะทนไม่ได้ กับการเคลื่อนไหวด้วยความรุนแรงของแกนนำคนเสื้อแดงท่ีต้องการยกระดับการต่อสู้ให้เป็นสงครามกลางเมืองเพื่อดึงพระเจ้าอยู่หัวให้มาคลี่ลายสถานการณ์เพื่อเอาทักษิณกลับไทย ผมจึงขอติดต่อไปพบสุเทพ เพราะผมเคยเรียนรู้และฝึกฝนเรื่องการลุกขึนสู้ในเมืองมา คิดว่าถ้าได้คุยกับสุเทพซึ่งมีหน้าท่ีรับผิดชอบประสบการณ์จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ

@กรณ์ คุยกันเพราะนักข่าวน้องรักคนหนึ่งนัดให้คุยกันเมื่อปี๕๒ คุยกันแล้วก็ประทับใจตลอดมาเพราะว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์ดีและมีความคิดทางยุทธศาสต์ จึงพูดคุยติดต่อกันตลอดมา

@กับสุเทพหลังจากพบกันในครั้งนั้น ก็เสนอจะช่วยหาค่าโฆษณาให้กับทีนิวาส์ จำนวนท่ีทำให้อยู่รอดได้ แต่ผมปฏิเสธเพราะสองบริษัทท่ีเสนอมาผมไม่ชอบใจในวิธีดำเนินธุระกิจ สุเทพแปลกใจไอ้นี่บ้าหรือเปล่า อีกด้านผมเองหลังจากได้คุยกันคิดว่า...คนๆนี้เป็นลูกผู้ชายหัวใจคบได้

@หลังจากเป็นฝ่ายค้าน ผมก็ยิ่งสนิทสนมทั้ง ๒ คน สุเทพไม่รับตำแหน่งใดในพรรค เพราะคิดสู้กับระบอบทักษิณ ไม่ได้คิดเล่นการเมืองแล้ว เหมือนท่ีเคยเป็น กรณ์เองก็ทำหน้าท่ีฝ่ายค้านท่ีมีคุณภาพ

@ผมพูดเรื่อง..ปฏิวัติประชาชน...กับสุเทพ บ่อยครั้ง ถูกถามกลับมาเสมอ คุณคิดว่าประชาชน พร้อมแล้วหรือ ผมตอบว่า ๘๐ ปีท่ีผ่ายมา หลังจากชิงอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาแล้ว ประชาชนได้สัมผัสกับคำว่า อำนาจของตัวเองน้อยมาก จากอำนาจเผด็จการ ทหาร สู่ เผด็จทุนนิยมประชาธิปไตยคือมายาจอมปลอมท่ี ทหาร ทุน นักการเมือง ใช้มอมเมาด้วย..การสร้างให้เชื่อว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง

@ระบอบเผด็จการทหารเข้าใจง่าย แต่ระบอบเผด็จการทุนนิยมซับซ้อนต้องรอเวลา ทักษิณคือตัวแทนของเผด็จการทุนนิยม ท่ีช่วยเร่งเวลาเพราะ กระทำการทุกอย่างด้วยคิดว่าอำนาจตัวเองเบ็ดเสร็จ อำนาจรัฐ มวลชน สื่อ และเงิน แต่ทักษิณไม่ได้คิดถึงเรื่อง..ปัญญาและหัวใจ..คน ว่ามีอำนาจกว่าสิ่งใดทั้งปวง

@เมื่อ สุเทพ บอกว่าพร้อม คนท่ีรอวันนี้มา ๓๖ ปีเช่นผมจึงไม่รีรอท่ีจะบอกว่า..เดินไปด้วยกัน ไม่ว่าผลสรุปจะเป็นเช่นไรจะเผชิญหน้ารับ บอกทุกคนในครอบครัวให้พร้ิมรับสถานการณ์ ไม่เคยประกาศตัวเป็นแกนนำทำงานไปเงียบๆ แต่เราร่วมกันมาตั้งแต่วันแรก ท่ีสำคัญผมยืนยันเป็นหุ้นส่วนท่ีไม่ต้องการผลตอบแทน ไม่ได้ลงแต่แรงกาย แต่ลงเงินไปหลายล้านบาท เพราะทุกึรั้งท่ีเห็น 

สุเทพ โทรไปยืมเงินคนโน้นคนนี้ ทีละ ๒-๓ ล้านบาท สัญญาว่าขายท่ีได้ นำ้ตาจะไหลทุกที ไม่ใช่เท่าแต่ผมแกนรำคนอื่นก็เช่นกันลงทั้งเงินลงทั้งแรง

@ผมลาออกจากทีนิวส์ ไม่อยากให้น้องๆ ท่ีร่วมสร้างองค์กันมาต้องเดือดร้อน ทิ้งอาชีพท่ีรัก เอาธุระกิจท่ีมีเข้าเสี่ยง...ด้วยเหตุผลเดียว...เชื่อหัวใจของ...สุเทพ ท่ีเราจะเดินไปให้สุดฝัน 

@ถึงวันนี้ผมคิดว่าผมตัดสินใจไม่ผิด...ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร แต่วันท่ี ๒๔ ที่คนไทยตื่นรู้ ทะลายกรงแห่งความกลัวออกมามันคุ้มค่าเกินบรรยาย ประชาชนตื่นีู้ด้วยปัญญา บ้านเมืองไทยในวันข้างหน้าจะไม่ดหมือนเดิม
@สุเทพได้ปลุกพลังแห่งการตื่นรู้ของคนไทยขึ้นอย่างไม่มีใครทำได้มาก่อน ไม่แน่ว่าในอนาคตจะมีอีกหรือไม่ แต่ทุกอย่างได้มาด้วยความเสี่ยงส่วนตัวทั้งสิ้น วันนี้ถูกออกหมายจับ ต้องนอนต้องกินในทุกสภาพ...ผมคิดว่านี่คือความเสียสละ

@คนยืนข้างเวทีมีสิทธิ ท่ีจะวิจารณ์ตามหลักการท่ีตัวเองเชื่อในท่ีสาธารณะ ดังเช่นกรณ์ แต่ต้องระวังว่าบางครั้งมันจะเข้าทาง เป็นเครื่องมือศัตรูของประชาชน สุเทพจึงต้องตอบโต้กลับในท่ีสาธารณะเช่นกันเพราะศัตรู ประชาชนเอาเป็นประเด็นไปขยายผลปั่นกระแสบั่นทอนการต่อสู้ ผมเชื่อในหัวใจของประชาชนว่าจะเข้าใจในเหตุผลของคนทั้งสอง 

@ผมไม่เคยเขียนเรื่องขอตัวเองว่าทำอะไร ท่ีไหนอย่างไร ไม่ชอบเป็นคนสำคัญ ไม่ชอบให้ใครมาชื่นชมว่าเป็นคนดี เพราะไม่ไดีดีสักเท่าไร 

แต่ครั้งนี้..เพราะคำว่า..เพื่อนรักของสุเทพ.. มีความหมาย ไม่ใช่ต่อผมแต่เป็นเรื่องของประเทศชาติ จึงต้อวเขียนเปิดใจ ชวนทุกคนท่ีเห็นด้วยเปิดหน้ามา..สู้ร่วมกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ศาลห้าม”สนธิ ลิ้ม”ขึ้นเวทีชุมนุม หวั่นยั่วยุ ผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว !!

นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ จำเลย ในคดีร่วมกันก่อการร้าย กรณีปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง รวมถึงคดีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งศาลมีเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวอยู่ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ขอลดจำนวนหลักประกันปล่อยชั่วคราว /ขออนุญาตเดินทางออกไปต่างประเทศ โดยไม่ต้องขออนุญาตในแต่ละครั้งและไม่ต้องวางหลักประกันเพิ่ม

นอกจากนี้นายสนธิยังขออนุญาตศาลขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อชี้นำทางความคิดให้มีการปฏิรูปทางการเมืองและเพื่อก้าวให้พ้นระบอบทักษิณทั้งนี้ศาลพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่าที่จำเลยขอให้ศาลลดหลักประกันและเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ต้องขออนุญาตนั้น การกำหนดเงื่อนไขปล่อยชั่วคราวตามสัญญาประกัน ศาลได้พิจารณาโดยชอบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108

ข้ออ้างของนายสนธิไม่มีเหตุผลเพียงพอให้ศาลเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการปล่อยชั่วคราวตามคำสั่งเดิมส่วนที่นายสนธิ จำเลยขอขึ้นเวทีปราศรัยนั้นเห็นว่าการกระทำการใดอันมีลักษณะยั่วยุ ปลุกปั่นปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดภัยอันตรายใดๆ กระทบต่อความเสียหายความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใดเพื่อให้ประขาชนล่วงละเมิดกฏหมายแผ่นดิน อันเป็นการผิดเงื่อนไขในการปล่อยชั่วคราว จึงให้ยกคำร้อง

"หลวงปู่พุทธอิสระ" ประกาศนำม็อบต้านระบอบทักษิณเอง

"หลวงปู่พุทธอิสระ" ประกาศนำม็อบต้านระบอบทักษิณเอง พร้อมนัดปฏิบัติภารกิจ 29 พ.ย.นี้ ท้าตำรวจออกหมายจับได้ มั่นใจ 30 พ.ย.จบแน่ !!

เมื่อเวลา 19.00 น. 28 พ.ย. 2556 เวทีศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ทีมผู้ประสานงานเวทีการชุมนุมได้ประกาศเปิดเวทีปราศรัยใหญ่บริเวณถนนและลานจอดรถยนต์ด้านหน้าศูนย์ราชการ จากนั้นผู้ชุมนุมที่นั่งปักหลักฟังการปราศรัยอยู่ด้านหน้าเวทีชั่วคราวจึงได้เก็บสัมภาระย้ายมานั่งฟังการปราศรัยหน้าเวทีใหญ่ ต่อมาหลวงปู่พุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ขึ้นเวทีนำสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อผู้ชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ

หลังจากนั้นหลวงปู่พุทธอิสระได้แสดงธรรมโดยได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่า มีส่วนกระทำผิดกฎหมายร่วมกับแกนนำเพราะได้ร่วมปลุกระดมให้ประชาชนร่วมกันเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ราชการ จึงเข้าองค์ประกอบความผิดที่ตำรวจออกหมายจับ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ส.ส.ฝ่ายค้านลาออกจากตำแหน่ง

"คืนวันที่ 29 พ.ย. ขอให้ประชาชนออกมาชุมนุมกันให้มากๆ และขอให้เตรียมพร้อมปฏิบัติภารกิจซึ่งอาตมาจะเป็นแกนนำด้วยตัวเอง โดยมั่นใจว่าจะจบภายในวันเสาร์ที่ 30 พ.ย." หลวงปู่พุทธอิสระ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเวทีปราศรัยใหญ่หน้าศูนย์ราชการ เป็นเวทีขนาดใหญ่โดย 2 ฝั่งด้านซ้ายและขวาของเวที มีรถบรรทุกติดตั้งจอดิจิตอลขนาดใหญ่ มาถ่ายทอดภาพจากเวทีปราศรัยใหญ่เพื่อให้ผู้ชุมนุมมองเห็นจากระยะไกล


ชูิวิทย์ : จดหมายถึงคุณสุเทพที่เคารพ

รูปภาพ : จดหมายถึงคุณสุเทพที่เคารพ

ผมเข้าใจดีว่า ขณะนี้คุณสุเทพเหนื่อย การเมืองข้างถนนไม่เหมือนในสภาฯ ที่มีอาหารการกินเพรียบพร้อม แอร์เย็นฉ่ำ ออกจากห้องประชุมก็มานั่งกินกาแฟพูดคุยกับเพื่อนสมาชิก เหมือนกับอยู่ในสโมสรหรูตามสนามกอล์ฟ

ส่วนที่ม็อบ คุณสุเทพต้องขึ้นเวที พูดเอาใจกองเชียร์เพื่อเรียกให้คนมาร่วมชุมนุมมากๆ อาหารการกินต้องหาเอาเอง ไหนจะต้องจัดโปรแกรม ดนตรี ความบันเทิงต่างๆ แม้จะมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ แต่ตัวหลักคือคุณสุเทพทั้งนั้น ไหนจะค่าใช้จ่ายอีก จิปาถะบานเบอะ ล้วนต้องมีเจ้าภาพ ถึงเงินบริจาคจะมีแต่คงไม่เพียงพอ

คุณสุเทพคงรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีแค่อดีต ส.ส. อีก 8 ท่าน ที่ร่วมก๊วนกอดคอ ลาออกมาต่อสู้ ที่เหลือล้วนตัดสินใจอยู่ในสภาฯต่อ วันหนึ่งคุณสุเทพอาจจะท้อ เพราะการล้มระบอบทักษิณในระยะเวลาสั้นๆไม่ใช่เรื่องง่าย หาก 30 พฤศจิกายนนี้ยังล้มไม่สำเร็จ ก็ไม่มีใครไปต่อว่าต่อขานคุณสุเทพหรอกครับ หลังวันที่ 5 ธันวา คุณสุเทพยังสามารถเรียกยกระดับชุมนุมใหญ่เป็นครั้งๆต่อไปได้อีก เพราะต้องหล่อเลี้ยงกระแสเอาไว้

ส่วนรัฐบาล ไม่มีใครกล้าไปสลายการชุมนุมแน่นอน คงปล่อยให้คุณสุเทพทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนช่วงที่เสื้อแดงปิดราชประสงค์จนคนเบื่อ เศรษฐกิจการค้าดิ่งเหว สูญรายได้การท่องเที่ยว ประเทศอื่นไม่อยากให้ประชาชนเดินทางมาเมืองไทย เพราะอาจเกิดเหตุการณ์รุนแรง

ขณะนี้คุณสุเทพมีหมายจับ แต่ไม่ต้องห่วง ตำรวจคงไม่กล้าทะเล่อทะล่าเข้าไปจับ ตำรวจไทยเป็นพวก "รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง" ถึงแม้คุณสุเทพจะถูกจับ ศาลก็ให้ประกันตัว แต่คงตั้งเงื่อนไข ไม่ให้ขึ้นเวทียุยงปลุกปั่น รวมทั้งไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ เช่นเดียวกับแกนนำคนอื่นๆที่ผ่านมา

สภาพของคุณสุเทพตอนนี้คงไม่ต่างกับคุณสนธิเมื่อปี 50-51 เสียงตบมือโห่ร้องด้วยความชื่นชมต่อตัวคุณสนธิในขณะนั้น เช่นเดียวกับมวลมหาประชาชนที่ตบมือเรียกร้องคุณสุเทพในขณะนี้ ยังไงอย่างงั้น คุณสุเทพต้องเข้าใจว่า การเล่นกับกระแสเหมือนกับน้ำทะเล มันมีขึ้นมีลง หลายสิ่งหลายอย่างแม้ว่าจะทำไม่ได้ แต่เมื่อเราเป็นแกนนำ จำต้องรับปากเพื่อหล่อเลี้ยงกระแสเอาไว้ 

คุณสุเทพจำได้ไหมว่า? ครั้งหนึ่ง ขนาดเคยมีม็อบไปยึดทำเนียบฯ รัฐบาลคุณสมชายยังไม่ยอมลาออก

อีกครั้ง ม็อบไปยึด 4 แยกราชประสงค์ ธุรกิจการค้าเสียหาย มีการเผาบ้านเผาเมือง ในสมัยที่คุณสุเทพเป็นรัฐบาลเองเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ก็ยังไม่ยอมลาออกเช่นกัน

แต่ละรัฐบาลยืนกราน "หัวชนฝา" ว่าไม่ออก เพราะผลประโยชน์มากมายมหาศาลอำนาจล้นฟ้า

ผมขออวยพรให้คุณสุเทพประสบความสำเร็จ นำพาประเทศชาติไปตลอดรอดฝั่ง ปฏิรูปการเมืองได้สมตามปรารถนา ถึงแม้ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการของคุณสุเทพ แต่ผมเข้าใจและขอเป็นกำลังใจให้ ผมในฐานะฝ่ายค้าน ร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จะดำเนินการต่อสู้ในสภาฯต่อไป ผมได้เชิญชวนให้พรรคประชาธิปัตย์ลาออกไปร่วมกับคุณสุเทพ แต่พวกเขาตัดสินใจไม่ลาออก ผมจึงต้องตามเขา อยู่เฝ้าสภาฯเช่นเดิม เพราะจำนวน ส.ส. ของผมมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ 

ส่วนเสื้อแดงไม่ต้องเป็นห่วง ทุกวันนี้เป็นเป็ดหงอยอยู่ในสนามกีฬาราชมังคลา ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวรัฐบาลมีปัญหา ได้แต่เย้วๆกันอยู่ในถ้ำ ดูแล้วไร้อารมณ์

ปล. ผมพบชาวบ้านเขาบอกว่า ที่มาร่วมชุมนุมไม่ใช่เพราะพรรคประชาธิปัตย์ แต่มาร่วมเพราะต้องการล้มระบอบทักษิณ ผมเข้าใจ เพราะเขายังบอกต่ออีกว่า หากจัดการกับระบอบทักษิณเสร็จแล้ว ค่อยมาจัดการกับคุณสุเทพทีหลัง 

ผมฟังแล้วได้แต่อึ้ง ว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนฉลาดกว่านักการเมืองเสียอีก

ผมเข้าใจดีว่า ขณะนี้คุณสุเทพเหนื่อย การเมืองข้างถนนไม่เหมือนในสภาฯ ที่มีอาหารการกินเพรียบพร้อม แอร์เย็นฉ่ำ ออกจากห้องประชุมก็มานั่งกินกาแฟพูดคุยกับเพื่อนสมาชิก เหมือนกับอยู่ในสโมสรหรูตามสนามกอล์ฟ

ส่วนที่ม็อบ คุณสุเทพต้องขึ้นเวที พูดเอาใจกองเชียร์เพื่อเรียกให้คนมาร่วมชุมนุมมากๆ อาหารการกินต้องหาเอาเอง ไหนจะต้องจัดโปรแกรม ดนตรี ความบันเทิงต่างๆ แม้จะมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ แต่ตัวหลักคือคุณสุเทพทั้งนั้น ไหนจะค่าใช้จ่ายอีก จิปาถะบานเบอะ ล้วนต้องมีเจ้าภาพ ถึงเงินบริจาคจะมีแต่คงไม่เพียงพอ

คุณสุเทพคงรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีแค่อดีต ส.ส. อีก 8 ท่าน ที่ร่วมก๊วนกอดคอ ลาออกมาต่อสู้ ที่เหลือล้วนตัดสินใจอยู่ในสภาฯต่อ วันหนึ่งคุณสุเทพอาจจะท้อ เพราะการล้มระบอบทักษิณในระยะเวลาสั้นๆไม่ใช่เรื่องง่าย หาก 30 พฤศจิกายนนี้ยังล้มไม่สำเร็จ ก็ไม่มีใครไปต่อว่าต่อขานคุณสุเทพหรอกครับ หลังวันที่ 5 ธันวา คุณสุเทพยังสามารถเรียกยกระดับชุมนุมใหญ่เป็นครั้งๆต่อไปได้อีก เพราะต้องหล่อเลี้ยงกระแสเอาไว้

ส่วนรัฐบาล ไม่มีใครกล้าไปสลายการชุมนุมแน่นอน คงปล่อยให้คุณสุเทพทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนช่วงที่เสื้อแดงปิดราชประสงค์จนคนเบื่อ เศรษฐกิจการค้าดิ่งเหว สูญรายได้การท่องเที่ยว ประเทศอื่นไม่อยากให้ประชาชนเดินทางมาเมืองไทย เพราะอาจเกิดเหตุการณ์รุนแรง

ขณะนี้คุณสุเทพมีหมายจับ แต่ไม่ต้องห่วง ตำรวจคงไม่กล้าทะเล่อทะล่าเข้าไปจับ ตำรวจไทยเป็นพวก "รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง" ถึงแม้คุณสุเทพจะถูกจับ ศาลก็ให้ประกันตัว แต่คงตั้งเงื่อนไข ไม่ให้ขึ้นเวทียุยงปลุกปั่น รวมทั้งไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ เช่นเดียวกับแกนนำคนอื่นๆที่ผ่านมา

สภาพของคุณสุเทพตอนนี้คงไม่ต่างกับคุณสนธิเมื่อปี 50-51 เสียงตบมือโห่ร้องด้วยความชื่นชมต่อตัวคุณสนธิในขณะนั้น เช่นเดียวกับมวลมหาประชาชนที่ตบมือเรียกร้องคุณสุเทพในขณะนี้ ยังไงอย่างงั้น คุณสุเทพต้องเข้าใจว่า การเล่นกับกระแสเหมือนกับน้ำทะเล มันมีขึ้นมีลง หลายสิ่งหลายอย่างแม้ว่าจะทำไม่ได้ แต่เมื่อเราเป็นแกนนำ จำต้องรับปากเพื่อหล่อเลี้ยงกระแสเอาไว้

คุณสุเทพจำได้ไหมว่า? ครั้งหนึ่ง ขนาดเคยมีม็อบไปยึดทำเนียบฯ รัฐบาลคุณสมชายยังไม่ยอมลาออก

อีกครั้ง ม็อบไปยึด 4 แยกราชประสงค์ ธุรกิจการค้าเสียหาย มีการเผาบ้านเผาเมือง ในสมัยที่คุณสุเทพเป็นรัฐบาลเองเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ก็ยังไม่ยอมลาออกเช่นกัน

แต่ละรัฐบาลยืนกราน "หัวชนฝา" ว่าไม่ออก เพราะผลประโยชน์มากมายมหาศาลอำนาจล้นฟ้า

ผมขออวยพรให้คุณสุเทพประสบความสำเร็จ นำพาประเทศชาติไปตลอดรอดฝั่ง ปฏิรูปการเมืองได้สมตามปรารถนา ถึงแม้ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการของคุณสุเทพ แต่ผมเข้าใจและขอเป็นกำลังใจให้ ผมในฐานะฝ่ายค้าน ร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จะดำเนินการต่อสู้ในสภาฯต่อไป ผมได้เชิญชวนให้พรรคประชาธิปัตย์ลาออกไปร่วมกับคุณสุเทพ แต่พวกเขาตัดสินใจไม่ลาออก ผมจึงต้องตามเขา อยู่เฝ้าสภาฯเช่นเดิม เพราะจำนวน ส.ส. ของผมมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนเสื้อแดงไม่ต้องเป็นห่วง ทุกวันนี้เป็นเป็ดหงอยอยู่ในสนามกีฬาราชมังคลา ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวรัฐบาลมีปัญหา ได้แต่เย้วๆกันอยู่ในถ้ำ ดูแล้วไร้อารมณ์

ปล. ผมพบชาวบ้านเขาบอกว่า ที่มาร่วมชุมนุมไม่ใช่เพราะพรรคประชาธิปัตย์ แต่มาร่วมเพราะต้องการล้มระบอบทักษิณ ผมเข้าใจ เพราะเขายังบอกต่ออีกว่า หากจัดการกับระบอบทักษิณเสร็จแล้ว ค่อยมาจัดการกับคุณสุเทพทีหลัง

ผมฟังแล้วได้แต่อึ้ง ว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนฉลาดกว่านักการเมืองเสียอีก

ป.ป.ช.แจงถูกหาเที่ยวญี่ปุ่นคดีถอดถอนนักการเมืองช้า


 


สำนักงาน ป.ป.ช. ขอชี้แจงกรณีเรื่องกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฯ และกรณีร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
 
 
ป.ป.ช. ดำเนินงานอย่างเป็นธรรม ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม กรณีเรื่องกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฯ และกรณีร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 
 
 
ตามที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์ วิพากษ์การทำงานของ ป.ป.ช. ด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งวิพากษ์ว่า ป.ป.ช. เร่งรีบอย่างผิดปกติในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ ป.ป.ช. เร่งรัดการดำเนินการโดยเร็วที่สุด โดยอ้างว่ามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนอยู่แล้ว จึงวิพากษ์ว่า ป.ป.ช. มีเจตนาดำเนินการล่าช้าและมีการให้ข้อมูลสาธารณะที่ไม่ถูกต้อง เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกคณะไปเที่ยวต่างประเทศ นั้น
 
สำนักงาน ป.ป.ช.ขอชี้แจงว่า
 
 
1. กรณีมีข้อวิพากษ์ว่า ป.ป.ช. เร่งรีบดำเนินการเรื่องการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฯ และกรณีร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มีข้อเท็จจริง ดังนี้ 
 
สืบเนื่องจากเดิมที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนขอให้ดำเนินคดีอาญาและเรื่องการยื่นคำร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 เรื่องมาก่อนแล้ว โดยกรณีเรื่องถอดถอนฯ จำนวน 3 เรื่องได้มีการแต่งตั้งศาสตราจารย์ ดร.ภักดี  โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนแล้ว 
 
ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้รวมทั้ง 5 เรื่องเข้าด้วยกัน โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะ เป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง และมอบหมายศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ นายใจเด็ด พรไชยา และศาสตราจารย์ ดร.ภักดี  โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวน 
 
ทั้งนี้ การดำเนินงานของ ป.ป.ช. ต้องเป็นไปด้วยความถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
 
 2. กรณีมีข้อวิพากษ์ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ในช่วงที่ต้องมาพิจารณาเรื่องดังกล่าว มีข้อเท็จจริง ดังนี้
 
1) การเดินทางไปราชการประเทศญี่ปุ่นเป็นการเข้าร่วมการฝึกอบรมที่ United Nations Asia and Far East Institute for the Prevention of Crime and the Treatment of Offenders (UNAFEI) ระหว่างวันที่ 16-23 พฤศจิกายน 2556 เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้เกี่ยวกับการไต่สวน การติดตามทรัพย์สินคืน และวิธีพิจารณาคดีให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 2 ท่าน ร่วมเดินทางไปด้วย
 
 
 
2) การเดินทางไปประชุมการต่อต้านการทุจริตในภาครัฐแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย ครั้งที่ 4 (Australian Public Sector Anti-Corruption Conference 2013 : APSACC 2013) ระหว่างวันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2556 โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. 1 ท่าน เดินทางไปชี้แจงต่อนานาประเทศเกี่ยวกับกลไกการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของไทยที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตให้เป็นไปตามพันธกรณีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต สมัยที่ 5
ทั้งนี้ การเดินทางไปราชการต่างประเทศข้างต้นเป็นไปตามความจำเป็นตามพันธกรณีและภารกิจที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ส่วนกรรมการ ป.ป.ช. ท่านอื่นๆ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ และมีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามปกติอย่างต่อเนื่องโดยตลอ

สหภาพการบินไทย ร่อนหนังสือให้ลูกจ้างลางานร่วมม็อบได้ !!

วันนี้(28 พ.ย.) สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ได้มีแถลงการณ์ ลงวันที่ 28 พ.ย. ระบุว่า ด้วยเป็นที่ปรากฏชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลได้ออกประกาศนิรโทษกรรมบุคคลที่มีความผิดตามคำพิพากษา โกงชาติ เผาเมือง แก้รัฐธรรมนูญ ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม

แม้เมื่อมีคำพิพากษาจากศาลแล้วก็ยังประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลที่ประกอบไปด้วยนักการเมืองที่ไม่เคารพอำนาจศาล จึงหมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป ขณะนี้ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทุกสาขาอาชีพได้ออกมาแสดงพลังความเป็นเจ้าของประเทศกันทั่วทุกสารทิศ ถึงเวลาแล้วที่พนักงานรัฐวิสาหกิจทุกคนจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจที่แท้จริง ด้วยการร่วมปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 71

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ขอแจ้งให้สมาชิกสหภาพฯ ทราบถึงสิทธิตามระเบียบฯและกฎหมาย เพื่อร่วมแสดงออกถึงความรักชาติ ต่อต้านการเมืองเลว เดินหน้าปฎิรูปประเทศไทย ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไทย และปฏิรูปบริษัท การบินไทย อันเป็นที่รักของเราให้ปลอดจากการตกเป็นทาสของการเมืองเลว

โดยสามารถใช้สิทธิการลาทุกประเภท หากเป็นการลาป่วยสามารถลาได้ 2 วันติดต่อกันโดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ และมีสิทธิลาพักร้อนได้ตามระเบียบบริษัท ซึ่งการลาพักร้อนจะเป็นการช่วยบริษัทลดค่าใช้จ่าย VACATION COMPENSATIONด้วย

( @ MThai News )


คำต่อคำ : สุเทพ เทือกสุบรรณ 28 พ.ย 56

คำต่อคำ : สุเทพ เทือกสุบรรณ 28 พ.ย 56 ‪#‎เวทีศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ‬

เวลา 21.00 น.นายสุเทพขึ้นแถลงบนเวทีถาวรศูนย์ราชการว่ากำลังจะถึงเวลาปิดเกมส์ต่อสู้ภายใน2วัน ซึ่งหากปฏิบัติการสำเร็จก็จะมีสภาประชาชนเกิดขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกำจัดระบอบทักษิณให้หมดไปจากแผ่นดินไทยเสียก่อน ทั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนคนร่วมปฏิบัติการหากออกมาเป็นล้านเชื่อว่าจะชนะ โดยครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประเทศที่มีพระคุณเจ้านำขบวน

ส่วนแผนปฏิบัติการจะยังไม่เปิดเผยรอดูจำนวนในวันพรุ่งนี้ว่ามากพอหรือไม่ ซึ่งตนจะเปิดเผยแผนในคืนพุ่งนี้และอาจเริ่มปฏิบัติการทันที ดังนั้นขอให้ประชาชนเตรียมรองเท้าผ้าใบ กระเป๋าเป้เพื่อไว้ใส่ผ้า-ขวดน้ำและเสบียงพร้อมกับใจถึงๆ

ส่วนการแถลงการของนายกรณ์ จาติกวณิช แสดงความเห็นไม่ด้วยกับการยึดหน่วยงานราชการรวมถึงฝากให้ผู้นำรับผิดชอบเกณฑ์การชุมนุมว่า นายกรณ์มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม แต่เรามีสิทธิในการดำเนินการใดๆในการต่อสู้เพื่อล้มล้างระบอบทักษิณนำอำนาจคืนสู่ประชาชน ทั้งนี้การดำเนินการใดๆขึ้นอยู่กับมติของมวลมหาประชาชน และตอนนี้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มไม่สบายใจต่อนายกรณ์เช่นเดียวกับที่นายกรณ์รู้สึกกับผู้ชุมนุม ส่วนที่นายกรณ์กล่าวว่าได้มีการพูดคุยกับผู้ให้รับผิดชอบต่อหลักการชุมนุมนั้น ตนเห็นว่านายกรณ์ไม่สำคัญมากขนาดที่ตนต้องไปปรึกษา ตนขอยืนยันว่าแกนนำการชุมนุมทั้ง 9 คนจะไม่ฟังคำสั่งใครนอกจากมวลมหาปชช. และขอเตือนนายกรณ์อย่าออกมาพูดอะไรอีกจนกว่าปฏิบัติการจะเสร็จเรียบร้อย

ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ออกมาแถลงในวันนี้ว่า รัฐบาลจะปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมโดยไม่รุนแรง แต่เมื่อคืนที่ผ่านมากลับสั่งให้ตร.ใช้อาวุธและวิธีต่างๆเพื่อสลายการชุมนุมที่ก.คลัง และวางแผนถึงขนาดจะสกัดจับเอกณัฐ พร้อมพันธ์ด้วยซ้ำไป แหล่งข่าวจากกองทัพอากาศรายงานว่าพจมานเรียกทหารอากาศมาคุยให้จับตายสุเทพ และแกนนำคนอื่นๆต่อไป ผมบอกไปยังผู้บัญชาการอากาศโยธินว่า ทหารไม่มีอำนาจจับกุมใคร ทหารอากาศหน่วยนี้มีพลซุ่มยิง แต่จะมียิงนายสุเทพไม่ได้ เพราะผมมิใช่อริราชศัตรู ที่ยิ่งลักษณ์บอกว่ายังทำงานได้อยู่นั้น ก็จะทำได้อีกเพียงไม่กี่วันแล้วครับ

ยิ่งลักษณ์บอกว่าข้าราชการต้องสำนึกในการปฏิบัติราขการ ผมก็ขอบอกว่า ต้องปฏิบัติราชการโดยสุจริต ไม่ใช่กับรัฐบาลที่โกงบ้านกินเมือง เราไม่ได้เล่นเกมการเมือง พวกเราเอาจริง ไม่ข้างใดข้างหนึ่งต้องไป ติดคุกกันไปข้างหนึ่ง ที่ยิ่งลักษณ์บอกพร้อมเจรจานั้น ไม่ต้องมาคุย ไม่มีการต่อรอง เป้าหมายเราโค่นระบอบทักษิณเท่านั้น ที่ยิ่งลักษณ์บอกว่าสภาประชาชนตั้งไม่ได้ เพราะไม่มีกฏหมายรองรับนั้น มันจะมีเร็วๆนี้งัย รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลนอกรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะคุณปฏิเสธคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อรัฐบาลไม่ชอบธรรมแล้ว อำนาจจึงกลับไปอยู่ที่ประชาชน และประชาชนจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้ อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย ที่ยิ่งลักษณ์บอกให้ยุติการชุมนุมนั้น เราไม่หยุดโว้ย แต่จะแรงขึ้นด้วย


ผมขอเตือนคุณกรณ์ว่าอย่าออกมาพูดมากในลักษณะนี้อีก มิฉะนั้นชีวิตจะลำบาก!!

สุเทพ เทือกสุบรรณ: วันนี้ต้องพูดถึงคนสองคน คนแรกคือกรณ์ จาติกวณิชย์

คุณกรณ์มีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม ผู้ชุมนุมไม่ได้ติดหนี้บุญคุณใดๆกับคุณกรณ์ เราคิดของเราเองเป็น ตัดสินใจเป็น เราไม่ใช่เป็นแบบคนของพรรคเพื่อไทย การจะทําอะไรขึ้นอยู่กับมวลมหาประชาชน ที่คุณกรณ์บอกว่าไม่สบายใจกับกลยุทธ์ของผู้ชุมนุม ผมขอบอกว่า พวกเราก็ไม่สบายใจกับคุณกรณ์ และโชคดีที่ไม่รับคุณกรณ์เป็นแกนนำ

ส่วนแถลงการณ์ของนายกรณ์ จาติกวาณิชแสดงความเห็นไม่ด้วยกับการยึดหน่วยงานราชการ รวมถึงฝากให้ผู้นำรับผิดชอบเกณฑ์การชุมนุมว่า

คุณกรณ์มีสิทธิ์100%ที่จะไม่เห็นด้วยกับเรา แต่เราก็มีสิทธิ์100%ที่จะต่อสู้โค่นล้มระบอบทักษิณนำอำนาจคืนสู่ประชาชน

ส่วนที่นายกรณ์กล่าวว่าได้มีการพูดคุยกับผู้ให้รับผิดชอบต่อหลักการชุมนุมนั้น ตนเห็นว่านายกรณ์ไม่สำคัญมากขนาดที่ตนต้องไปปรึกษา แม้คุณกรณ์จะมีความรู้ แต่สู้เด็กรุ่นใหม่อย่างเอกณัฐ พร้อมพันธ์ไม่ได้ ที่ลาออกจากสส.มาเป็นแกนนำ

ผมขอเตือนคุณกรณ์ว่าอย่าออกมาพูดมากในลักษณะนี้อีก มิฉะนั้นชีวิตจะลำบาก!!
เราไม่สนใจพรรคการเมือง เราฟังมวลมหาประชาชนเท่านั้น เพราะเราได้ลาออกจาก ส.ส.แล้ว การชุมนุมที่ผ่านมา ยังไม่มีอะไรผิดหลักอหิงสาทั้งสิ้น



"กปท." ส่งสัญญาณถึง "อดุลย์" สั่งตร.หยุดทำร้ายปชช. ย้ำ ต้องเคียงข้างปชช.เท่านั้น !!!!

แซมดิน-ลุงปรีชา" นำมวลชนปักหลักสตช. ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง "พล.ต.อ.อดุลย์" ระบุ "ตร.ต้องเคียงข้างปชช. ไม่ทำร้ายปชช. อย่างเด็ดขาด" ยัน พร้อมบรรลุเงื่อนไขที่เดินทางในวันนี้

วันนี้ (28 พ.ย.) เมื่อเวลา 18.15 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ และพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ แกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และกองทัพธรรม ในฐานะกลุ่มประชาชนปฏิรูปปฏิรูปวัติประเทศไทย ที่นำมวลชนมาปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกถึงพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) โดยมีพล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วยผบ.ตร. ทั้งนี้ เรือตรีแซมดินได้อ่านจดหมายเปิดผนึก ระบุว่า ขอให้ตำรวจอยู่เคียงข้างประชาชน ไม่ทำร้ายประชาชน และไม่ใช้กำลังรุนแรงกับประชาชนอย่างเด็ดขาด

ด้านพล.ต.ท.อำนาจ ได้รับหนังสือ พร้อมกล่าวว่าจะนำหนังสือดังกล่าวไปเสนอต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมยืนยันตำรวจไม่เคยคิดที่จะทำร้ายประชาชน

เรือตรีแซมดิน กล่าวว่า ขณะนี้ทางกปท. และกองทัพธรรม ได้บรรลุเงื่อนไขที่เดินทางมาในวันนี้ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับปากแล้วว่าจะไม่ทำร้ายประชาชน ซึ่งตนเองมีความเชื่อมั่นกับทางตำรวจอยู่แล้ว หลังจากนี้ทางกลุ่มเสนาธิการร่วมจึงขอหารือเรื่องดังกล่าว ก่อนจะไปแจ้งให้กลุ่มมวลชนที่ร่วมชุมนุมทราบ และจะเคลื่อนมวลชนออกจากบริเวณดังกล่าว แต่ไม่เปิดเผยว่าจะเคลื่อนไหวไปสถานที่ใด

อย่างไรก็ตามเรือตรีแซมดิน ยอมรับว่าทางกลุ่มเป็นคนตัดไฟภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่กระทบกับ รพ.ตร.อย่างแน่นอน ข่าวที่ตำรวจแถลงนั้นโกหกโดยสิ้นเชิง

ภาพจากเพจ "กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ"

‪#‎ทีนิวส์‬


"กล้านรงค์"ประกาศลาออกอนุป.ป.ช.ทุกคณะ เว้นอนุส่งเสริมความซื่อสัตย์ หลังไม่ถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา

เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรารายงานว่า เมื่อวันนี้(28 พ.ย.) นายกล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ได้ลาออกจากการเป็นอนุกรรมการไต่สวนทุกคณะที่เคยทำหน้าที่อยู่ทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงตำแหน่งเดียวคือประธานอนุกรรมการป้องกันเสริมสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์

สาเหตุที่ลาออกเนื่องจากไม่มีเวลาจะทำหน้าที่ได้ อีกทั้งนับตั้งแต่เกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2556 กลับยังไม่มีการแต่งตั้งให้ตนเป็นที่ปรึกษาป.ป.ช. ทั้งที่ส่วนตัวยินดีจะช่วยเหลืองานของป.ป.ช. หลังจากนี้ก็คงกลับไปทำงานส่วนตัว รวมถึงสอนหนังสือ

"ทราบมาว่านายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ได้เสนอวาระให้แต่งตั้งผมเป็นที่ปรึกษา ป.ป.ช.เข้าที่ประชุมป.ป.ช. แต่ติดขัดในส่วนไหนอย่างไรไม่ทราบ ทำให้ถึงเวลานี้ยังไม่มีการแต่งตั้งผมเป็นที่ปรึกษาป.ป.ช." นายกล้านรงค์ กล่าว

ปิติพงศ์ เต็มเจริญ ไม่เห็นด้วยม็อบบุกสถานที่ราชการ

ความเห็นที่โพส
ที่ผ่านมาผมพยายามหลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นทางการเมืองหรือที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ขอแสดงความเห็นและความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้หน่อยนะครับ อาจไม่ถูกใจหรือทำให้ใครไม่พอใจก็ต้องขออภัย แต่ผมถือว่าเป็นสิทธิส่วนตัวที่ชอบด้วยกฎหมายที่จะแสดงออกได้โดยไม่ผูกพันกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนตัวคิดว่าการที่ประชาชนแสดงออกซึ่งการต่อต้านการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมหรือนิติรัฐอะไรก็แล้วแต่ของรัฐบาลด้วยการเดินขบวนหรือเป่านกหวีดขับไล่ เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตราบเท่าที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเกินสมควร แต่การที่มีกลุ่มคนไม่ว่าจะฝ่ายใดหรือสีใดใช้วิธีการปิดล้อมหรือบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการโดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้รัฐบาลกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อไปได้นั้น ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและคิดว่าชั่วชีวิตก็จะไม่เห็นด้วยหรือชื่นชมต่อการกระทำอย่างนั้น สถานที่ราชการเป็นที่ทำงานของข้าราชการซึ่งปฎิบัติราชการเพื่อประโยชน์และความผาสุกตามพระราชปณิธานของในหลวง 

ผมคิดว่าข้าราชการส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่ได้ปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใด แต่เชื่อว่าข้าราชการปฏิบัติราชการเพื่อให้ความทุกข์ของประชาชนในประเทศนี้ได้รับการเยียวยาหรือบรรเทาเบาบางลงเพื่อที่ในหลวงจะได้ไม่ต้องทรงงานในเรื่องนั้น ๆ ด้วยพระองค์เอง ในแต่ละวันมีคนต้องติดต่อราชการด้วยเหตุผลความจำเป็นต่างกันมากมาย และการที่เค้าต้องมาหาหน่วยงานราชการก็เพราะต้องการให้ความจำเป็น(ทุกข์)เหล่านั้นได้รับการจัดการให้เสร็จสิ้นไป การที่คนกลุ่มใดเข้าไปบุกรุกหรือปิดล้อมสถานที่ราชการจนข้าราชการไม่สามารถปฏิบัติราชการได้จึงเป็นการทำให้ทุกข์ของคนอื่นที่อาจจะไม่ได้มีความเห็นในทางหนึ่งทางใดกับรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใดไม่ได้รับการเยียวยาหรือบรรเทาลง ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระราชปณิธานของในหลวง 

ถามว่าต้องให้ประชาชนคนนั้นเสียสละด้วยการรอไปก่อนสักระยะ (กำลังจะถึงเส้นชัยแล้ว) มันถูกต้องเป็นธรรมสำหรับเค้าแล้วหรือ ผมคิดว่าไม่ควรจะมีคนตอบคำถามนี้ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครมีสิทธิคิดและตัดสินใจว่าอะไรเป็นธรรมกับเค้าได้ แต่ส่วนตัวผมคนนึงที่จะไม่มีวันชื่นชมหรือสนับสนุนไม่ว่าในทางใดต่อการกระทำอย่างนั้น ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะทำมาขนาดไหนหรือมากน้อยเพียงใดแล้วก็ตาม 

วันนี้หลายคนอาจชื่นชมต่อการกระทำของคนกลุ่มนั้้น แต่สักวันถ้าคนอีกกลุ่มอ้างเหตุผลและใช้วิธีการเดียวกันนี้บ้างเราจะชื่นชมสนับสนุนมั้ย (อันนี้เป็นสิทธิของแต่ละคนจะคิดเอาเอง) แต่บทสรุปความเสียหายมันก็เกิดขึ้นกับคนในประเทศนี้และน่าจะเห็นผลเร็วกว่าเสียด้วยซ้ำ และที่หลายคนคิดว่าจะเป็นข้าราชการที่ดีของในหลวง เรายังจะเป็นได้อีกหรือ ผมอาจไม่ใช่ข้าราชการที่ดีกว่าใคร แต่ผมขอยืนในหลักของผมที่จะไม่เห็นชอบต่อการใช้วิธีการอย่างนี้เพื่อสนองต่อความต้องการของคนกลุ่มใด 

ปล.อ่านให้ดีก่อนแย้ง ผมไม่ได้ห้ามหรือว่าใครที่สนับสนุนหรือชื่นชอบกับการกระทำของคนกลุ่มนี้ และไม่ได้ห้ามขับไล่รัฐบาล ผมแค่ไม่ต้องการให้มนุษย์หน้าไหนปิดล้อมหรือบุกรุกสถานที่ทำงานของข้าราชการที่ปฏิบัติราชการแทนพระองค์ ขอโทษอีกครั้งที่อาจทำให้ขุ่นเคือง ไม่ชอบก็อย่าใส่ใจจำ...เป็นห่วง


มติที่ประชุม สส. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกฯ ไม่มีสิทธิมาเรียกร้องให้ใครยุติการชุมนุมที่เป็นการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรม และก็ไม่ปรากฎว่าผู้ใดที่บอกว่าถ้ามีการทำผิดกฎหมายแล้วจะไม่ยอมรับ แตกต่างจากพฤติกรรมของรัฐบาลที่ยังมีการออกกฎหมายเพื่อล้างผิดให้แก่ผู้ที่กระทำผิด

พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ และทุกคนก็จะรับผิดชอบการกระทำของตนเองตามกฎหมาย ในระหว่างปิดสมัยการประชุมเริ่มต้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เราจะสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่จะสื่อสารไปยังรัฐบาลว่า ประชาชนไม่รับรัฐบาลที่ไม่รับอำนาจศาล สส. ของพรรคจะเข้าไปดูแลทุกข์สุขของประชาชนที่ชุมนุม ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าต่อต้านระบอบทักษิณ และเรียกร้องว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้ว นายกฯ ปราศจากความสำนึกต่อการกระทำผิดที่ได้กระทำลงไป นายกฯ คือศูนย์กลางของปัญหา กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ ที่ไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบในระบบรัฐสภา ขอยืนยันว่าพรรคและ สส. จะไม่มีการเข้าไปรับตำแหน่งอะไรใดๆ ถ้าเป็นผลพวกจากการต่อสู้ นอกเหนือจากวิธีการทางรัฐสภาปกติ

การลาออกจาก สส. เป็นทางเลือก โดยจะทำพร้อมกันหากมีจังหวะที่ขจัดระบอบทักษิณได้ ขณะนี้บทบาทของพวกเรายังสามารถเคลื่อนไหวคู่ขนานได้ โดยการดำรงตำแหน่ง สส. ไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาล แต่เป็นสถานะที่มาจากประชาชน

ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยคือ "ไทยเฉย" ประเมินว่า เมื่ออยู่ไปเรื่อยๆ ผู้เคลื่อนไหวก็จะอ่อนแรง แต่ขอเตือนว่า ยุทธศาสตร์ไทยเฉยไม่อาจล้มล้างความคิดต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ สังคมไม่ยอมและไม่ลืม

การปฏิรูปพรรค สาระสำคัญคือ การเปิดพรรคให้บุคคลที่ปัจจุบันไม่เป็นสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการของพรรคได้ พรรคจะอาศัยการปฏิรูปพรรคเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ จึงขอถือโอกาสเชิญชวนท่านที่มีศักยภาพ มีแนวคิดในการปฏิรูปประเทศ และเราจะเดินสายหาบุคคลที่มีแนวคิดในการปฏิรูป เข้าสู่กลไกของพรรคการเมือง

"ออกมาช่วยกัน ให้รู้กันไปว่าคนหน้าด้านจะเอาชนะสำนึกของสังคมได้"