PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หญิงชุดดำที่ฮาวาย ระบุเป็นฝรั่ง ไม่ใช่ "ชลรัศมี" ตามที่ร่ำลือ

มั่วนิ่ม กล่าวหาลอยๆ !!!
หญิงชุดดำที่ฮาวาย ระบุเป็นฝรั่ง ไม่ใช่ "ชลรัศมี" ตามที่ร่ำลือ
ททบ.5 ยืนยัน ทีมข่าวไปเกาะฮาวายแค่ 2 คน "พ.ต.หญิงชลรัศมี" ไม่ได้ไป เสิร์ฟอาหารปกติ ด้านการบินไทยชี้แจง สามารถตรวจสอบได้
(5 ต.ค.) กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-สหรัฐอเมริกา มลรัฐฮาวาย ที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าใช้งบประมาณสูงกว่า 20 ล้านบาท โดยหนึ่งในประเด็นที่ผู้คนสนใจคือ พ.ต.หญิงชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวช่อง 5 และ เหมือนฝัน คงศรี บรรณาธิการข่าวทหาร ที่มีการอ้างว่าได้ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย
ท่ามกลางการออกมาชี้แจงของแต่ละฝ่าย พ.ต.หญิงชลรัศมี ที่ยืนยันว่าไม่ได้เดินทางไปเกาะฮาวายด้วย พร้อมกับยังทำงานรายงานข่าวอยู่ที่เมืองไทยตามปกติ ขณะที่ เหมือนฝัน คงศรี ได้ออกมาชี้แจงว่า ได้เดินทางไปกับคณะในครั้งนี้ พร้อมกับช่างภาพอีก 1 คน โดยที่ พ.ต.หญิงชลรัศมี ไม่ได้เดินทางไปด้วย
ทั้งนี้ ทางบรรณาธิการข่าวของ ททบ.5 ได้ออกมาชี้แจงว่า การเดินทางครั้งนี้มีเพียง เหมือนฝัน คงศรี และช่างภาพชายอีก 1 คน โดยเดินทางไปพร้อมๆ กับคณะ ด้วยเครื่องบินลำเดียวกัน ซึ่งการไปครั้งนี้เพียงติดตามการทำภารกิจและได้ดำเนินการออกอากาศไปหลายตอนแล้ว
ส่วนอาหารต่างๆ ก็เป็นเมนูปกติ ข้าวกะเพราหมู หรือ บะหมี่ ไม่ได้เป็นอาหารหรูหราพิเศษแต่อย่างใด ส่วนภาพที่โลกออนไลน์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา เกี่ยวกับผู้หญิงชุดสีดำที่ร่วมอยู่ในคณะครั้งนี้ด้วย คาดว่าน่าจะเป็นหญิงสาวชาวต่างชาติคนหนึ่ง ที่ไปร่วมชมการสาธิตภารกิจของกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ทางการบินไทยยังได้ออกหนังสือข่าวชี้แจง เกี่ยวกับบริการเช่าเหมาลำเครื่องบินของคณะประชุมรัฐมนตรีกลาโหมฯ ในครั้งนี้ โดยยืนยันว่า มีผู้โดยสารขาไป 38 คน ขากลับ 41 คน ใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 เพื่อเดินทางข้ามทวีป พร้อมกับเสิร์ฟอาหาร 4 มื้อหลัก และอาหารว่าง การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปอย่างโปร่งใส่และสามารถตรวจสอบได้
.................
s.news

"ชัย ราชวัตร"วิพากษ์"บิ๊กป้อม"ถามช้างตอบม้า

5 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัย กตัญญุตานนท์ หรือ “ชัย ราชวัตร” การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง เจ้าของการ์ตูนการเมือง 3 กรอบในนสพ.ไทยรัฐ “ผู้ใหญ่ลีกับทุ่งหมาเมิน” ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊คเพจส่วนตัวชื่อ “Chai Ratchawat” วิพากษ์วิจารณ์การชี้แจงข้อเท็จจริงของ“บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีการเช่าเหมาลำเครื่องบริษัทการบินไทย นำคณะจำนวน 38 คนไปร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนบวก 1 “รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ”ที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา โดยใช้งบประมาณไปกว่า 20 ล้านบาท ที่ไม่พยายามชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าเริ่มติดอาการแถมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีลักษณะถามช้างตอบม้าเหมือนนางดอกไม้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และยิ่งแถประเด็นมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งเป็นการดปิดปากแผลให้กว้างขึ้นน่าตอกย้ำให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ และจะแถไปเข้าทางฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะแกนนำคนเสื้อแดง ที่จ้องจะรุมสูบเลือดมากขึ้น
ข้อความที่ “ชัย ราชวัตร”โพสต์ลงเฟซบุ๊ค
ไหว้ละ เลิกแถทีเถอะ ยิ่งแถยิ่งเข้าเนื้อ เขาถามม้าตอบช้างเหมือนนางดอกไม้เข้าไปทุกที
เขาถามเรื่องค่าใช้จ่ายและรายชื่อคนร่วมคณะไปประชุมกลาโหมอาเซียน กลับตอบว่าเหมาลำการบินไทยไปเพราะอยากช่วยการบินไทยดีกว่าไปช่วยสายการบินอื่น เปรียบเหมือนเอาเงินกระเป๋าขวาไปใส่กระเป๋าซ้าย ช่างตอบได้คมคายจริงเนาะ
ต่อไปใครถามนางดอกไม้เรื่องข้าวจีทูจีเก๊ นางก็คงตอบแบบเดียวกันได้ว่า ขายข้าวเองซื้อข้าวเองก็เหมือนเอาเงินกระเป๋าขวาใส่กระเป๋าซ้ายเงินทองไม่รั่วไหลไปไหน จะยอมรับฟ้งไหมครับ
ยิ่งแถข้าง ๆ คู ๆ ลากเกมให้ยาว ยิ่งเปิดปากแผลให้กว้างไปเรื่อยๆ ตอนนี้เสื้อแดงได้กลิ่นคาวเลือดพากันรี่เข้ามารุมดูดเลือดกันแล้ว
กรรมใดใครก่อรับมือไปแล้วกัน

ถึงฮ่องกงแล้ว! "โจชัว หว่อง" เผย 12 ชม. แห่งความกลัว พาสปอร์ตถูกยึด-ตัดขาดโลกภายนอก

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจของ โจชัว หว่อง แกนนำนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยชาวฮ่องกง หลังถูกกักตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อส่งตัวกลับประเทศ โดยไม่สามารถติดต่อใครได้กว่า 12 ชม. ล่าสุด วันนี้ (5 ตุลาคม) โจชัว หว่อง ได้เดินทางกลับถึงฮ่องกงแล้ว โดยโพสต์ข้อความระบุว่า ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ตนได้เดินทางไปถึงกรุงเทพมหานคร แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกักกุมตัวไว้ไม่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศไทย ทั้งยังถูกตัดขาดการสื่อสารจากโลกภายนอก และถูกยึดพาสปอร์ต โดยนับตั้งแต่ถูกควบคุมตัวที่กรุงเทพฯ จนถึงล่าสุด ที่ได้เดินทางกลับมาถึงฮ่องกง นับเป็นเวลากว่า 12 ชั่วโมงที่ต้องตกอยู่ในความหวาดกลัว และขอโทษทุกคนที่เป็นห่วง

บิ๊กตู่ ย้ำรบ.ไม่ได้กักตัว”โจชัว หว่อง” แจงจีนมารับกลับ แค่บินผ่านไทย อย่าไปยุ่งเขามาก



บิ๊กตู่ ปัด รบ.ไทยไม่ได้กักตัว โจชัว หว่อง แจง จีนมารับตัวกลับ แค่บินผ่านไทยเท่านั้น วอนอย่าดึงเรื่องโยง 6 ตุลา ไม่ห้ามจัดกิจกรรมรำลึก แต่อย่าปลุกระดม
เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่ จ. พระนครศรีอยุธยา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจีนทำหนังสือถึงไทย ขอให้ส่งตัวนายโจชัว หว่อง แกนนำนักศึกษาชาวฮ่องกงต่อต้านรัฐบาลจีน กลับประเทศขณะที่กำลังเดินทางมาประเทศไทยว่า เขาบินผ่านไปแล้ว กลับไปประเทศจีนแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ได้พากลับในทันที เป็นแค่ลักษณะการบินผ่าน ส่วนเหตุผลนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลจีน ทางการฮ่องกง กับจีนเป็นรัฐบาลเดียวกัน มีการไปจัดการดูแล เรื่องนี้ไม่ใช่การกักตัว เป็นแค่การบินผ่านไปเลย โดยเจ้าหน้าที่ขอรับตัวไปเลย จึงเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ทางการจีน อย่าไปยุ่งกับเขามากเลย เพราะเขาก็เป็นคนจีนเหมือนกัน หรือเป็นจีนเดียวกัน ไม่ว่าจะฮ่องกงหรือจีนแผ่นดินใหญ่
เมื่อถามว่าทางการไทยจะทำลักษณะนี้บ้างหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็เขาไม่ให้คืนนี่ ขอคนคืนตั้งหลายคนแล้วยังไม่เห็นให้มาเลย สื่อก็ช่วยกันขอบ้าง” เมื่อถามว่านักศึกษาไทยซึ่งยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ เกรงว่าจะบานปลายหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ ปฏิเสธว่า ไม่บานปลาย อยู่ที่สื่อและพวกเราทุกคน ว่าจะทำให้บานปลายหรือไม่ ถ้าเราไม่สนใจหรือสนใจบ้างเล็กน้อย ไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าพูดให้รัฐบาลเสียหาย เวลานี้เห็นว่าไม่สมควร เพราะเป็นเวลาที่ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตย แล้วจะมาบอกว่าเราไม่เป็นประชาธิปไตยมันไม่ถูก คิดง่ายๆแค่นี้ก็พอ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คนที่ไม่รู้เรื่องเด็กอย่างเด็กๆก็ คล้อยตามกันหมด
“สื่อเองก็รู้ ว่ามีความพยายามที่จะดึงไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แล้วพวกคุณจะไปขยายทำไม พวกคุณต้องการแบบนั้นอีกหรือ คุณก็รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ทุกเรื่องที่วุ่นไปหมดวันนี้เพราะอะไร แล้วอะไรจะเกิดขึ้น กระบวนการยุติธรรม ประชาธิปไตย ที่จะนำไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำลังเป็นอะไรกันอยู่ แล้วทำไมจึงเกิดเหตุแบบนี้มากในเวลานี้ จับตรงนั้นชนตรงนี้ บิดเบือนตรงนั้นตรงนี้ ข้อเท็จจริงมันมีทั้งหมด จะบิดเบือนอะไรไม่ได้ ทำความผิดหลักฐานก็มีอยู่ และเจ้าหน้าที่ก็ต้องไปสอบตามขั้นตอน อย่าเพิ่งเอามาพันกันตอนนี้เลย ขอร้องเถอะวะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่าสถานการณ์ตอนนี้เหมาะที่จะจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ในเดือนตุลาคมหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็จัดไปสิ เป็นสิทธิของประชาชน ตนเคารพ สามารถจัดได้ แต่อย่าทำให้วุ่นวาย จัดงานอย่างเดียว อย่าไปปลุกระดม ขอแค่นั้นเอง อย่าให้คนเดือดร้อน เพราะการจราจรก็ติดขัดพอแล้ว ประวัติศาสตร์มีไว้ให้รำลึก มีไว้ให้ภูมิใจ และมีไว้เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ถ้าไม่มีคนตายนะ จำไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลขอร้องว่า อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน อย่าติคนโขนยังไม่ทรงเครื่อง วันนี้รัฐบาลกำลังแต่งตัว เสื้อผ้าชำรุดอยู่บ้างก็ต้องปะผุ ซ่อมเย็บ แน่นอนจะต้องมีปลวกไซอยู่บ้างเราจึงต้องค่อยๆกำจัดปลวก ซ่อมแซมให้ดี คติพจน์ประเทศไทยสมัยโบราณ พูดไว้อย่างชัดเจนว่า คนจะสวยสวยที่ใจใช่ใบหน้า คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คนจะรวย รวยศิลทานใช่บ้านโต ดังนั้น คนขี้โกงบ้านโตๆ จะตกนรกทั้งหมดนั่นแหละ

ตม.เผย จีนขอความร่วมมือห้าม “โจชัว หว่อง” เข้าประเทศ

ตม.เผย จีนขอความร่วมมือห้าม “โจชัว หว่อง” เข้าประเทศ

รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเผยทางการจีนขอความร่วมมือไม่อนุญาตให้โจชัว หว่อง เดินทางเข้าไทย ด้านพรรคเดโมซิสโตระบุ “หว่อง” ขึ้นเครื่องบินกลับฮ่องกงแล้ว

พ.ต.อ. พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ รอง ผบก.ตม.2 เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นว่านายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกงวัย 19 ปี เป็นผู้มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำเป็นบุคคลที่ห้ามเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย และทางการจีนได้ขอความร่วมมือไทยไม่ให้นายหว่อง เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้นายหว่อง ทราบ และนายหว่องก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด

มีรายงานตลอดช่วงเช้าของวันนี้ว่า นายหว่อง ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ขบวนการปฎิวัติร่ม” ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ถูกกักตัวที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะกำลังเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อร่วมอภิปรายในงานรำลึก 40 ปี เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ตามคำเชิญของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ พรรคเดโมซิสโต ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่จัดตั้งโดยนายหว่อง เปิดเผยแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กของพรรค โดยระบุว่า ขณะนี้ นายหว่อง ได้ขึ้นเครื่องบินของสายการบินฮ่องกงเอ็กเพรส แอร์เวย์ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ และจะเดินทางถึงฮ่องกงในเวลา 15:45 น. วันนี้ หลังจากนั้นจะเปิดแถลงข่าวร่วมกับแกนนำพรรคค่ำวันนี้

เมื่อเที่ยงวันนี้ตามเวลาในฮ่องกง กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมซิสโตและนักกิจกรรมชาวฮ่องกงจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปรวมตัวที่หน้าสถานกงสุลไทย ในฮ่องกงเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวนายหว่อง และตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ทางการไทยใช้ในการกักตัวนายหว่อง

ก่อนหน้านี้ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับบีบีซีว่า รัฐบาลไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตัวนายโจชัว หว่อง ในขณะที่ พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุกับบีบีซีว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นคำสั่งจาก คสช. แต่เป็นการตัดสินใจของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสนามบิน

(ภาพประกอบข่าว: ภาพที่ 1-2 ผู้สนับสนุนนายหว่องร่วมประท้วงที่หน้าสถานกงสุลไทยในฮ่องกงเมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้, ภาพที่ 3-4 นักกิจกรรมนักศึกษาชาวไทยทำการ “ประท้วงร่ม” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวนายหว่อง)

หน่วยงานราชการขอมา! CS Loxinfo แจ้ง 'อิศรา' ปิดรายงาน ''ปีทองของ ชลรัศมี' ทันที

เผยข้อมูล 'CS Loxinfo' ส่งอีเมล์แจ้ง 'อิศรา' ให้ปิดรายงาน 'ปีทองของ 'ชลรัศมี'ทันที -ให้เหตุผลเว็บไซด์กลางหน่วยงานราชการปริศนา ขอความร่วมมือระงับการเผยแพร่ข้อมูลรายงานเรื่องนี้ บนสื่ออินเตอร์เน็ต 
picccdddddd5 16edit
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อเวลา 12.55 น. วันที่ 5 ต.ค.2559 ที่ผ่านมา กองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศรา ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ดูแลเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา ว่า  admin ผู้ดูแล server ได้แจ้งขอความร่วมมือให้ สำนักข่าวอิศรา ปิดรายงาน เรื่อง 'ปีทองของ“ชลรัศมี”ผู้ประกาศข่าวสาว ททบ. 5 โกยรายได้ลิ่ว 34 ล้าน'  ที่นำเสนอไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่  28 ธันวาคม 2557 เวลา 10:43 น.  
โดยระบุเหตุผล ว่า เนื่องจาก CS Loxinfo ได้รับแจ้งจากเว็บไซด์กลางของหน่วยงานราชการขอความร่วมมือในการระงับการเผยแพร่ข้อมูลรายงานเรื่องนี้ บนสื่ออินเตอร์เน็ต 
 1MASS4 DCOC 051059
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดกองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศรา ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ดูแลเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา ประสานไปยัง admin ผู้ดูแล server เพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงชื่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการที่ประสานงานขอให้ปิดรายงานเรื่องนี้ โดยขอให้แจ้งตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า การประสานขอความร่วมมือสำนักข่าวอิศรา ให้ปิดรายงาน เรื่อง ปีทองของ“ชลรัศมี”ผู้ประกาศข่าวสาว ททบ. 5 โกยรายได้ลิ่ว 34 ล้าน' เกิดขึ้นภายหลังจาก เพจหยุดดัดจริตประเทศไทย นำเอกสารข้อมูลรายชื่อผู้โดยสารจำนวน 43 คน ที่ร่วมคณะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ที่เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา มาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งปรากฎชื่อ พ.ต.หญิง ชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ทางช่อง 5 ร่วมเดินทางไปด้วยในลำดับที่ 20 พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นเอกสารจริง 
ขณะที่ พ.ต.หญิง ชลรัศมี ได้โพสต์รูปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กปฏิเสธ กระแแสข่าวลือ ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้ออกรายการข่าวแบบ 'สด' อยู่ที่สถานี และไม่ได้ร่วมคณะเดินทางไปด้วย ส่วนนางเหมือนฝัน คงศรี บก.ข่าวทหาร ช่อง 5 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสรุปได้ว่า มีแค่ตนและช่างภาพของช่อง 5 รวม 2 รายเท่านั้นที่เดินทางไปด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับ CS Loxinfo เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจการขายและให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอินเตอร์เน็ต (Internet Services Provider: ISP)

อัยการสูงสุด สั่งสอบ“รองอธิบดีอัยการ" โพสต์วิจารณ์กรณี 'น้องบิ๊กตู่'

อัยการสูงสุด สั่งผู้ตรวจอัยการ สอบข้อเท็จจริง “ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ” รองอธิบดีอัยการคดีอาญา โพสต์เฟซบุ๊ก วิจารณ์สอบน้องชายบิ๊กตู่ กระทบ “ นายกฯ –รองวิษณุ”
ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงกรณี ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธ์ภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด มีคำสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเผยแพร่สู่สาธารณะวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีว่า ตามที่มีการเผยแพร่เรื่อง หรือบทความที่นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เขียนเรื่องลงเฟซบุ๊กส่วนตัวที่เผยแพร่สู่สาธารณะ กล่าวถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสว.กทม.และนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ร้องให้สอบสวน พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ในกรณีต่าง ๆ โดยมีข้อความดังกล่าวพาดพิงถึงพล.อ. ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมามีสื่อมวลชน นำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่สื่อต่าง ๆ อย่างแพร่หลายนั้น
สำนักงานอัยการสูงสุด ขอชี้แจงว่า การเขียนเรื่องหรือบทความของนายปรเมศวร์ เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับสำนักงานอัยการสูงสุดแต่อย่างใด และตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสาร พ.ศ.2554 ข้อ 13 กำหนดว่า การเขียนเรื่องหรือบทความเผยแพร่ทางสื่อมวลชนให้กระทำได้ แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมาย หรือระเบียบ และจะต้องไม่ให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานอัยการสูงสุด บุคคลใดหรือหน่วยงานใด และไม่มีลักษณะเป็นการให้ข่าวและบริการข่าวสารของสำนักงานอัยการสูงสุดโดยผู้เขียนไม่มีหน้าที่รับผิดชอบ
ร.ท.สมนึก โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า เมื่อเกิดกรณีดังกล่าว สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือเวียน ลงวันที่ 4 ต.ค.59 กำชับให้บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดทั่วประเทศ ถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสาร พ.ศ.2554 โดยเคร่งครัด
“สำหรับกรณีนายปรเมศวร์ เขียนเรื่องหรือบทความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวและมีข้อความพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งวันนี้ ( 5 ต.ค.) ให้นายประนต ผ่องแผ้ว ผู้ตรวจการอัยการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเสนอความเห็นรายงานอัยการสูงสุดทราบและพิจารณาต่อไป ” ร.ท.สมนึก โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด

สตง.ยันทริปฮาวายเหมาะสม งบที่ใช้คือกระเป๋าซ้ายไปขวา

ผู้ว่าฯสตง." การันตี "ทริปฮาวาย" ของ "บิ๊กป้อม" ดูวัตถุประสงค์แล้วเหมาะสม งบที่ใช้ไม่มีใครได้ประโยชน์ เปรียบเหมือน "กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา" ด้าน "โฆษกกห." ย้ำทริปนี้สร้างสัมพันธ์ที่ดี ทำสหรัฐมีมุมมองที่เปลี่ยนไปกับไทย


พุธที่ 5 ตุลาคม 2559 เวลา 10.02 น.

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ที่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ก.ย.-1 ต.ค.ของพล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงงบประมาณที่ใช้กับการเดินทางครั้งนี้ไปถึง 20.9 ล้านบาทว่า ตามหนังสือเชิญชวนของฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่ให้ไทยไปประชุม 29 ก.ย.-1 ต.ค. ดังนั้นจึงมีการขออนุมัติเดินทางวันที่ 20 ก.ย.-2 ต.ค. เพราะไม่ได้มีการเผื่อเวลาอะไรไว้มากมาย ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่าง "ทางการกลาโหมสหรัฐ" และ "ประเทศอาเชียน" ดังนั้นดูจากวัตถุประสงค์และจำนวนคนที่ไป ก็มีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคคลากรทางความมั่นคงของไทย อีกทั้งมีบุคคลากรทางฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐร่วมเดินทางไปด้วย 1 คน ดังนั้นทั้งคณะจึงมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 38 คน


ส่วนที่มีข่าวว่ามีอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 6 เดินทางไปด้วย นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า จากที่ตนดูรายชื่อมีตำแหน่งกันทั้งนั้น และใกล้ชิดรองนายกฯ ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่า การเดินทางครั้งนี้ค่าใช้จ่ายแพงถึง 20.9 ล้านบาทนั้น ตอนนี้เรากำลังขอหลักฐานจากการบินไทยที่เรียกเก็บเงิน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เบิกเงิน 20.9 ล้านบาทแล้วก็ไป แต่การบินไทยต้องมาวางบิลเก็บเงิน ยังไม่มีตัวเลขออกมา มีแต่ประมาณการเบื้องต้น อย่างไรก็ตามกรณีนี้เปรียบเหมือน "กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา" คงไม่มีใครได้ประโยชน์


ด้านพล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงถึงการที่ทางโลกสังคมออนไลน์ได้นำรายชื่อผู้ร่วมคณะของพล.อ.ประวิตรมาเผยแพร่ โดยขาไปมี 40 คน ส่วนขากลับเพิ่มเป็น 43 คน ว่า เรายังยืนยันว่าคณะที่ไปทั้งหมด 38 คนและกลับเพิ่มเป็น 41 คน ส่วนที่ไม่ได้ไปก็มี 2 คน จาก 40 คน


พล.ต.คงชีพ กล่าวอีกว่า สำหรับนักข่าวช่อง 5 ที่เดินทางไปคือ นางเหมือนฝัน คงศรี บก.ข่าวสายทหาร และนายจักรพงษ์ แพงคำแสง ช่างภาพ ช่อง 5 และในเที่ยวบินลำดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐร่วมไปด้วย 1คน


ต่อข้อถามว่า เครื่องบินเช่าเหมาลำขนคนได้ 400 กว่าคน ไปแค่ 40 กว่าคน ทำไมต้องเช่าเหมาลำขนาดนั้น พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่ได้ยื่นเงื่อนไขไป เราบอกแต่ว่า ถ้าเราเดินทางไปแล้วมีบินตรงได้ก็ดี ส่วนการจัดเครื่องบินขนาดใหญ่ รายละเอียดต้องของการบินไทย  เราแค่แจ้งความประสงค์ว่าจะมีคณะเดินทางไปวันนี้-กลับวันนี้ และรองนายกฯท่านไม่เคยไปล่วงหน้า 1-2 วันอยู่แล้ว และจบงานวันไหนก็กลับเลย เพราะท่านมีความรับผิดชอบมากอยู่แล้ว ยืนยันว่าการไปครั้งนี้ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสหรัฐ และทำให้สหรัฐมีมุมมองที่เปลี่ยนไปกับประเทศไทย"

หลังร่วมประชุม สหรัฐฯประเมินได้จากภาพที่เห็น ที่ท่านประวิตรนั่งร่วมโต๊ะกับบุคคลต่างที่เป็นรมว.กลาโหมของต่างประเศต่าง ๆ มานั่งร่วมกับไทย เรามีบทบาทสำคัญทางอาเซียน ความรู้สึก
ของสหรัฐฯต้องเปลี่ยนไปทางที่ดี ผมไม่สามารถไปบังคับให้การบินไทยมาตั้งโต๊ะแถลง อยากรู้อะไรต้องไปถามการบินไทย อยากรู้ในส่วนของผม ก็มาถาม ตัวเลขค่าใช่จ่ายจริงการบินไทยยังไม่ส่งมา ต้องส่งไปสำนักนายกฯ"พล.ต.คงชีพกล่าว...

ที่มา  : http://www.dailynews.co.th/politics/528215

“มาร์ค” ชี้ หาสูตรนายกฯคนนอกตอนนี้ เร็วเกินไป ลั่น ไม่จับมือ เพื่อไทย

“มาร์ค” ชี้ หาสูตรนายกฯคนนอกตอนนี้ เร็วเกินไป ลั่น ไม่จับมือ เพื่อไทย หากยังเป็นพรรคการเมืองเครื่องมือครอบครัว-คอร์รัปชั่น ดักคอ ส.ว.หากสกัดกั้นนายกฯในบัญชีทำการเมืองวุ่นแน่
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีคนนอก ว่าเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะยังไม่ทราบผลการเลือกตั้งว่า จะเป็นอย่างไร และประเทศไทยยังไม่เคยทดลองใช้ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรเดียว แต่ในอดีตก็เคยมีพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากในสภา เด็ดขาดเกินร้อยละ 40 มาแล้ว ฉะนั้นการที่บอกว่าไม่มีใครได้เกินร้อยละ 50 นั้น เป็นการพูดเร็วเกินไป หรือหากไม่มีพรรคใดได้ถึง 250 เสียง แต่ ส.ว.พยายามสกัดกั้น ตนก็เชื่อว่า จะเป็นปัญหาทางการเมืองแน่นอน เพราะได้เสียงจากประชาชนเกินครึ่งแล้ว แต่ถูกสกัดไม่ให้เป็นนายกฯ หรือรัฐบาล แล้วพรรคนั้นไม่ยอมไปร่วมรัฐบาลด้วย รัฐบาลที่มาแทนจะอยู่ได้ลำบาก หรือหากไม่มีพรรคไหนได้เสียงเกินครึ่ง ก็ไม่ได้มีสูตรว่าจะต้อง 2 พรรคใหญ่จับมือกันแล้วเกินครึ่ง เพราะ 2 พรรคใหญ่จะไม่จับมือกันก็ได้ อาจจะมีพรรคใหญ่บวกกับพรรคอื่นๆ แล้วเกินครึ่ง แต่หากมีพรรคใหญ่ได้เกิน 250 ถามว่า ส.ว.จะยังไม่ให้เป็นรัฐบาลได้หรือไม่ ตนก็ไม่รู้ เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ชี้ว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่ก็ไปสมมติเอาเองว่า 2 พรรคใหญ่ คือ พรรค ปชป. กับพรรคเพื่อไทย(พท.) จะต้องจับมือหรือไม่จับมือกันเท่านั้น
เมื่อถามว่า โอกาสที่พรรคปชป.จะร่วมกับพรรคพท.ได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถามตอนเลือกตั้ง เพราะขณะนี้ตนไม่รู้ว่า พรรคพท.จะมีหรือไม่ หรือพรรคปชป.อาจจะถูกเซตซีโร่ก็ได้ และไม่รู้ว่าบุคลากร หรือนโยบายต่างๆ เป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม หากพรรคพท.ยังคงจุดยืนเดิม เป็นเครื่องมือทางการเมือง ให้กับครอบครัว หรือบุคคล แล้วก็ยังมีปัญหาเรื่องนิรโทษกรรม การคอร์รัปชั่น หรือการดำเนินงานทางการเมืองที่เอาความรุนแรงมาใช้ ผ่านกลไกมวลชน พรรค ปชป.ไม่ร่วมด้วยแน่นอน หรือแม้จะแยกไปตั้งพรรคใหม่เพื่อมาขอร่วมด้วยก็ตาม
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการยุบสภาหากเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ว่า หากเลือกนายกฯ ไม่ได้ รัฐบาลชุดนี้ก็จะรักษาการณ์ต่อไป พร้อมทั้งยังมีอำนาจมาตรา 44 ที่จะทำงานต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ แต่ก็คงจะขลุกขลัก เพราะอาศัยกลไกตามสภาตามปกติคงยาก ซึ่งเท่ากับเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสียงในสภาเลย ยกเว้นเสียง ส.ว. ส่วนโอกาสที่รัฐบาลจะใช้มาตรา 44 เพื่อยุบสภา ให้มีเลือกตั้งกันใหม่นั้นในประเทศอังกฤษก็เคยมี หรือสเปนก็คล้ายแบบนี้ ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ส่วนตัวยังมีความเชื่อว่า ต่อให้เขาจะมาจากการแต่งตั้ง แต่ถ้ากระแสสังคมบอกว่า ต้องไปทางใดทางหนึ่งอย่างมีความชัดเจนพอสมควร เขาก็ต้องฟัง แต่หากกระแสสังคมไม่ชัดเจน คือแล้วแต่นักการเมืองจะมาตกลงกันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“สรรเสริญ” เผย “บิ๊กตู่” ห่วงสื่อตกเป็นเครื่องมือการเมือง

“สรรเสริญ” เผย “บิ๊กตู่” ห่วงสื่อตกเป็นเครื่องมือการเมือง แจงเครียดเพราะคาดหวังกับการปฏิรูปปท.ให้ดีขึ้น
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 4 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ช่วงนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีสีหน้าหงุดหงิดว่า นายกฯ เครียดและคาดหวังกับการปฏิรูปประเทศให้เดินในทิศทางที่ดีขึ้น ถ้าทุกคนไม่ชวยส่งเสริมและสนับสนุนเราจะไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ และหวังว่าสื่อมวลชนจะขับเคลื่อนประเทศในทิศทางที่ท่านปรารถนาและเป็นไปตามที่ทุกคนต้องการ แต่ที่ผ่านมานายกฯ รู้สึกว่าสื่อเข้าใจ แต่ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนตามที่ท่านคาดหวัง อย่างที่ทราบ “คนกลุ่มนั้น” ไม่ได้หวังดีและนำคำถามจากคนฝั่งนั้นมาถามท่าน ซึ่งเป็นการมองคนละมุม ทั้งนี้นายกฯ คาดหวังไม่ต้องการให้สื่อทำเพียงนำเสนอข้อมูล แต่อยากให้มีส่วนสำคัญผลักดันประเทศไปข้างหน้า เพราะการเมืองบางกลุ่มมีนัยทางการเมือง และกลัวสื่อจะตกเป็นแนวร่วมมุมกลับหรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวเพราะคิดว่าทำตามหน้าที่

เหตุการณ์โจชัว หว่องถูกควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ สะท้อนอะไร?

The Momentum
1 ชม.
เหตุการณ์โจชัว หว่องถูกควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ สะท้อนอะไร?
เช้ามืดวันนี้ โจชัว หว่อง ผู้นำการเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกง หรือปฏิวัติร่มเมื่อปี 2014 ถูกทางการไทยควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ
โจชัว หว่อง มีกำหนดเดินทางมาถึงประเทศไทย เวลา 23.45 น. เพื่อเข้าร่วมเป็นแขกรับเชิญพิเศษของงาน '40 ปี 6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ มองอนาคต' ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ 'การเมืองของคนรุ่นใหม่' แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัว
นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล (https://www.facebook.com/netiwit) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า เขาและเพื่อนๆ เกือบสิบคนไปรอรับโจชัว หว่องที่สนามบินตามที่กำหนด แต่รอประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ยังไม่ออกมา จึงสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ และทราบภายหลังว่า 'เขาถูกกักตัว' เนื่องจาก 'มีหนังสือจากทางรัฐบาลจีนส่งมาถึงรัฐบาลไทยเกี่ยวกับบุคคลนี้'
เขาเขียนลงเฟซบุ๊กว่า “โจชัว หว่องเพิ่งไปที่ไต้หวันก่อนจะมาไทย เขาก็ไปได้ ญี่ปุ่นก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่เจริญแล้วอื่นๆ”
เหตุการณ์นี้สะท้อนอะไร?
The Momentum ต่อสายถึงเนติวิทย์ทันที เขากล่าวว่า “มันสะท้อนว่าประเทศไทยโดยเฉพาะผู้ใหญ่ยังไม่ค่อยเปิดรับ เขาไม่เข้าใจว่าสถาบันการศึกษาสำคัญอย่างไร การที่เราเชิญคนต่างๆ ที่มีความรู้ความสามารถมามันสำคัญต่อนิสิต โจชัว หว่องเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้และประสบการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจที่สุดของโลก”
เนติวิทย์ ยังกล่าวต่อว่า “ผู้ใหญ่ไทยกลัวมากเกินไป ไม่กล้าเปิดรับ กลัวจะไปกระทบความสัมพันธ์กับจีน ผมมองว่านี่คือการที่เราไม่มีศักดิ์ศรีในตัวเราเอง และหมดสภาพที่จะคงไว้ซึ่งพื้นที่ทางปัญญา”
“เราไม่เห็นด้วยกับการละเมิดสิทธิทางปัญญาและงานทางวิชาการของเราในวันพรุ่งนี้ นี่คืองานของเยาวชน เป็นพื้นที่อันเล็กน้อยที่เราอยากมีพื้นที่แลกเปลี่ยนกัน เราอยากเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับประกันว่า โจชัว หว่องจะกลับฮ่องกงอย่างปลอดภัย พวกเราเป็นห่วงเขามาก”
เนติวิทย์ทิ้งท้ายกับ The Momentum ว่า
“คนทั่วโลกอยากให้คนรุ่นใหม่ได้กำหนดอนาคตด้วยตัวเขาเอง แต่ผู้ใหญ่ไทยกลับไม่คิดแบบนั้น”

ฮิวแมนไรท์วอทช์ จี้ไทยปล่อยตัว ‘โจชัว หว่อง’ ตม.ยันห้ามเข้าไทยจริงเตรียมส่งกลับฮ่องกง


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมาระบุว่า ฮิวแมนไรท์วอทช์ หน่วยงานเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัว นายโจชัว หว่อง แกนนำปฏิวัติร่มในการประท้วงใหญ่ที่ฮ่องกงเมื่อปี 2557 ในทันที หลังมีกระแสข่าวรายงานผ่านทางสื่อต่างประเทศเกือบทุกสำนักเช่นซีเอ็นเอ็น บีบีซี เดอะการ์เดียน ว่านายหว่อง ถูกทางการไทยควบคุมตัวที่กรุงเทพฯหลังเดินทางจากฮ่องกงถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลาประมาณ 02.00น. ของวันเดียวกัน
โดยโซฟี ริชาร์ดสัน ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์สำนักงานในประเทศจีน ระบุผ่านอีเมล์ถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “การจับกุมโจชัว หว่องนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของทางการไทยนั้นแสดงให้เห็นอย่างน่าเสียใจว่า ทางการไทยอยากทำตามความต้องการของจีน” และว่า “หว่อง ควรได้รับการปล่อยตัวในทันที และได้รับอนุญาตให้เดินทางและใช้สิทธิในการแสดงออกอย่างเสรี” ริชาร์ดสันระบุ
ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ ยืนยันว่านายหว่อง เลขาธิการพรรคเดโมซิสโต ของฮ่องกง ถูกกักตัวไม่ให้เข้าไทยจริง และจะถูกส่งตัวกลับฮ่องกงต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ดังกล่าวระบุว่าได้รับคำสั่งไม่ให้พูดกับสื่อถึงเหตุผลในการห้ามนายหว่องเข้าไทยในครั้งนี้

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 กับความทรงจำของคนไทย

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 กับความทรงจำของคนไทย
วันพฤหัสบดีนี้จะถึงวันครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนที่ร่วมชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เพื่อประท้วงการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกประชาชนต่อต้านและกดดันให้ออกนอกประเทศไป 3 ปี ก่อนหน้านั้น
หลังเกิดเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516
กลางดึกคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 นักศึกษาราว 3,000-4,000 คน ที่ชุมนุมประท้วงอย่างสงบภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อม และใช้อาวุธทั้งระเบิดและอาวุธปืนยิงโจมตีเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยอย่างหนักหน่วง จนในที่สุดตำรวจสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยได้สำเร็จในช่วงสายของวันรุ่งขึ้น นักศึกษาที่รอดชีวิตถูกบังคับให้ถอดเสื้อและนอนคว่ำหน้าบนพื้นสนามกลางมหาวิทยาลัย บ้างก็ถูกทำร้ายร่างกายเป็นระยะในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว
แม้เหตุการณ์ 6 ตุลา จะผ่านมาถึงสี่ทศวรรษ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ นักวิชาการ และนักประวัติศาสตร์หลายคนเห็นตรงกันว่าคนในสังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถ่องแท้เกี่ยวกับเรื่องนี้
ภาพชายที่ถูกแขวนคอบนต้นมะขามที่ท้องสนามหลวง ฝีมือการถ่ายภาพของอดีตช่างภาพสำนักข่าวเอพี ที่คว้ารางวัลพูลิตเซอร์ ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก ส่วนในเมืองไทยความทรงจำเกี่ยวกับบุคคลนี้ยังคงพร่ามัว
นับจนถึงวันนี้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่ตัวเลขทางการระบุว่ามี 46 คน เห็นว่าพวกเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม สิ่งที่ได้รับคือการบอกกล่าวให้พวกเขา “ลืม” สิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น #6ตุลา2519

รัฐบาลกับคสช.ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตัว “โจชัว หว่อง” ที่สนามบิน

รัฐบาลกับคสช.ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตัว “โจชัว หว่อง” ที่สนามบิน
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับบีบีซีว่า รัฐบาลไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตัวนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและเลขาธิการพรรคเดโมซิสโตของฮ่องกง ที่ได้รับเชิญมาร่วมปาฐกถาในงานรำลึกเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายหว่องถูกเจ้าหน้าที่กักตัวไม่ให้เข้าประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเช้าตรู่วันนี้ ด้าน พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุกับบีบีซีว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นคำสั่งจาก คสช. แต่เป็นการตัดสินใจของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสนามบิน
นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หนึ่งในผู้จัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้ไปรอรับนายหว่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ เผยกับบีบีซีไทยว่าขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อหว่องได้ แต่ถ้ามีการส่งตัวเขากลับฮ่องกงจริง ทางคณะผู้จัดงานก็จะจัดให้นายหว่องกล่าวปาฐกถาผ่านทางสไกป์แทน
นายเนติวิทย์ เผยกับบีบีซีไทยว่า การกักกันตัวหว่องทำให้เขารู้สึกเศร้าใจกับประเทศไทยที่ไม่เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติ เหตุผลที่เลือกหว่องมาพูดในงานรำลึกเหตุการณ์ “6 ตุลา” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะประเด็นหลักของงานในปีนี้คือเรื่องของ “คนรุ่นใหม่มองอนาคต” ที่เป็นการแสวงหาความหวังให้กับสังคม โดย “โจชัว หว่อง” ได้ปฏิบัติตัวให้เป็นที่ประจักษ์จากการที่เขาตั้งพรรคการเมืองเพื่อต่อสู้ทางการเมืองและได้รับชัยชนะ
“สังคมต้องหาคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองอนาคตเพื่อเป็นความหวังของสังคม แต่เรากลับไม่ฟังหรือไม่มีพื้นที่ให้เขาพูดเรื่องประชาธิปไตย ในขณะที่โจชัว หว่อง สามารถไปพูดที่ไทเปของใต้หวันซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งกับจีนได้ แต่กลับมาพูดที่เมืองไทยไม่ได้” เนติวิทย์ กล่าว
ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษากลุ่มฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกร้องรัฐบาลไทยให้ปล่อยตัว “โจชัว หว่อง” โดยทันที และไม่ควรขัดขวางการร่วมอภิปรายในงานรำลึกเหตุการณ์ “6 ตุลา” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับเตือนว่าไทย “อย่าทำตัวเป็นลูกน้องจีนร่วมมือกันละเมิดสิทธิ”
ก่อนหน้านี้พรรคเดโมซิสโตที่เป็นพรรคการเมืองใหม่จัดตั้งโดยหว่องได้ออกแถลงการณ์ที่ระบุว่า หว่องเดินทางจากฮ่องกงมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการอภิปรายเรื่องประชาธิปไตยที่กรุงเทพฯ ตามกำหนดเขาจะเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิคืนวันที่ 4 ต.ค. เมื่อเวลา 23.45 น. แต่ทางพรรคไม่สามารถติดต่อเขาได้จนกระทั่งได้รับคำยืนยันจากเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาลที่เดินทางไปรับหว่องว่า เขาถูกเจ้าหน้าที่ไทยกักตัวไว้ แถลงการณ์อ้างเนติวิทย์ที่กล่าวว่า ทางการไทยได้รับจดหมายจากรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการเดินทางเข้าเมืองไทยของหว่องหนนี้ และเนติวิทย์เองไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้เข้าเยี่ยมหว่องแต่อย่างใด
ล่าสุดผู้สื่อข่าววอยส์ทีวีรายงานอ้างเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยระบุว่า โจชัว หว่องเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศและเตรียมจะส่งตัวกลับฮ่องกงในวันนี้ อย่างไรก็ตามบีบีซีไทยยังไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อยืนยันเรื่องดังกล่าวได้

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

"กองทัพบก" แจงอาวุธอุปกรณ์หายช่วงม็อบเสื้อแดงปี 53 รวม 86 รายการ

"กองทัพบก" แจงอาวุธอุปกรณ์หายช่วงม็อบเสื้อแดงปี 53 รวม 86 รายการ ชี้ได้กลับคืนมาเพียง 29 รายการ เร่งติดตามกลับคืน
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ คสช. กล่าวว่า กองทัพบกยังคงติดตามกรณีอาวุธ อุปกรณ์ และยานพาหนะของกองทัพบกถูกยึด และถูกทำลายให้เสียหายจากเหตุการชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมือง ปี 53 ที่พบมีการใช้ความรุนแรงของมวลชนและแนวร่วมบางส่วนอย่างกว้างขวาง และมักจะกระทำกับ สถานที่ราชการ องค์กรอิสระ สถานที่สำคัญต่างๆ แม้กระทั้งวัด รวมถึงประชาชน และ เจ้าหน้าที่ อย่างกว้างขวางในหลายๆ พื้นที่ 

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ที่เริ่มมีสัญญานความรุนแรงขั้นสูงถึงขั้น มีการบาดเจ็บเสียชีวิต ของ เจ้าหน้าที่ทหาร และประชาชน มีการยึดอาวุธ และยุทโธปกรณ์ไปจากเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่บ้าง ก็มีการทำลายให้อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ได้รับความเสียหาย ซึ่งสัญญานแนวโน้มความรุนแรงอื่นๆ ก็ดูจะเพิ่มระดับขึ้น เช่น มีการพยายามทำร้าย หรือคุกคามความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของบุคคลสำคัญ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเข้าดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาลขณะนั้น 

ส่วนความเสียหายในส่วนของอาวุธและยุทโธปกรณ์ของเจ้าหน้าที่ทหาร พบว่ามีเฉพาะเมื่อ ปี 53 ที่มีทั้งถูกประทุษร้ายทำลายและถูกยึด 1.เหตุการณ์ที่ เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เมื่อ 10 เม.ย. 53 เวลากลางวัน มียอดปืนถูกยึด ประกอบด้วย ปืนเล็กยาวทราโวร์ จำนวน 12 กระบอก ภายหลังได้คืนมาจำนวน 10 กระบอก เมื่อ 25 พ.ย.55 คงเหลือ 2 กระบอก, ปืนลูกซองจำนวน 35 กระบอก ได้คืนมา 15 กระบอก เมื่อวันที่ 3 ม.ค.56 คงเหลืออีก 20 กระบอก เป็นอาวุธของกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 29 (ร.29 พัน.1) ของค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี นอกจากนี้ในช่วงเย็นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำลายยานพาหนะทหารบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเสียหายอีกหลายคัน และได้แจ้งความที่ สน.บางยี่ขัน ทั้งนี้เหตุการณ์ข้างต้นทั้งหมด พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาปล้นทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์สรุปสำนวนส่งฟ้องศาลอาญา (รัชดา) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบพยานขอศาลอาญา 

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า 2.เหตุการณ์ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ10เม.ย.53 เวลากลางคืน มีปืนถูกยึดประกอบด้วยปืนเล็กยาวทราโวร์ 13 กระบอก ได้คืน 3 กระบอก เหลืออีก 10 กระบอก (หน่วย ร.19 พัน.1)ของเป็นอาวุธของกองพันทหารราบที่1กรมทหารราบที่19 , ปืนลูกซอง3 กระบอก ยังไม่ได้คืน ของหน่วย ของกองพันทหารราบที่3กรมทหารราบที่19 (ร.19 พัน.3) ปืนเล็กยาวเอ็ม.16 เอ 1 จำนวน 1 กระบอก ยังไม่ได้คืน ของกองพันทหารม้า กรมทหารม้าที่19 (หน่วย ม.พัน.19) ทั้งหมดแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม และอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดี 

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า 3.เหตุการณ์ที่ แถวบางขุนพรม เมื่อ10เม.ย.53) ปืนเล็กยาว.เอ็ม.16 เอ.2 จำนวน 4 กระบอก ยังไม่ได้รับคืน ของกองพันที่2ศูนย์การทหารราบ (ศร. พัน.2) แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง 4. เหตุการณ์ที่หน้า รร.สตรีวิทยา เมื่อ10เม.ย.53 เวลากลางคืน มีปืนกลรุ่น59 จำนวน 6กระบอก , ปืนเล็กยาวเอ็ม.16 เอ.2จำนวน 5 กระบอก ได้คืน 1 กระบอกเหลือ 4 กระบอก ,ปืนรอสซี่ 3 กระบอก , ปืนพกสั้น .45 2 กระบอก เป็นอาวุธของหลายหน่วย แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง 

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า 5.เหตุการณ์ที่หน้า รร.สตรีวิทยา เมื่อ 10 เม.ย.53 เวลากลางคืน มี รถสายพานลำเลียง 85 เสียหาย จำนวน 6คัน, รถยนต์ เสียหาย 3 คัน แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง 6.เหตุการณ์ที่แยกมัฆวาน และ แยกเทวกรรม เมื่อ10เม.ย.53 เวลากลางวัน มีถูกยึดกระบองยิงกระสุนยาง 2 กระบอก ยังไม่ได้คืน , มีรถบรรทุก เอ็ม35.เสียหาย 2คัน,เสื้อเกราะหาย 2ตัว ยังไม่ได้คืน แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง 7.เหตุการณ์ที่ถนนตะนาว เมื่อ 10 เม.ย.53 เวลากลางวัน มีถูกยึดชุดควบคุมฝูงชน เครื่องมือสื่อสารทางทหาร และอุปกรณ์ของเสนารักษ์ รวมทั้งมีทำลายยานพาหนะอีกเป็นจำนวนมากแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม 

พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า 8.เหตุการณ์ที่ มักกะสัน เมื่อ 14 พ.ค.53 เวลากลางวัน ปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก ยังไม่ได้คืนแจ้งความไว้ที่ สน.มักกะสัน ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก นายคำหล้า ชมชื่น จำนวน 10 ปี ส่วนผู้เกี่ยวข้องที่เหลืออยู่ระหว่างออกหมายจับ 9.เหตุการณ์ที่ ซอยหมอเหล็ง มักกะสัน เมื่อ 14 พ.ค.53 เวลากลางวัน มีเสื้อเกราะถูกยึดไป 14 ตัว ยังไม่ได้คืน ,มีรถยนต์เสียหาย 1คัน ของกองร้อยกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร้อย บก.ร.1 รอ.)แจ้งความไว้ที่ สน.มักกะสัน และ 10. เหตุการณ์ที่ ใต้ด่วนดินแดง เมื่อ 16 พ.ค.53 เวลาประมาณตีสี่ มีเสื้อเกราะถูกยึดไป 14 ตัว ยังไม่ได้คืน ,มีรถยนต์เสียหาย 1 คัน.(ของ ร้อย บก.ร.1 รอ.) แจ้งความไว้ที่ สน.มักกะสัน 

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ในเรื่องของอาวุธ และยุทโธปกรณ์ ที่ถูกประทุษร้ายไปยังคงอยู่ในระหว่างติดตามและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ทางราชการ แม้ว่าบางคดีพนักงานอัยการได้สั่งงดการสอบสวนเนื่องจากความพร้อมของหลักฐาน 

สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองปี 56 -57 โดยเฉพาะเป้าหมายการใช้ความรุนแรง มักเกิดกับเฉพาะกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุม กับ กลุ่ม กปปส.เป็นหลักเท่านั้น สถานการณ์ความรุนแรงอื่นๆ จะไม่ค่อยปรากฏ ซึ่งถือว่ามีบริบทที่แตกต่างกับสถานการณ์เมื่อปี 53 

ดังนั้นภาพรวมการบริหารจัดการเพื่อรักษาความสงบและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินย่อมมีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ แต่หลักๆ คงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของชื่อกลุ่มว่าเพราะเป็น นปช. หรือ กปปส. จึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่มีการเลือกปฏิบัติ อย่างที่บางคนพยายามบิดเบือนโดยเชื่อว่ามุมมองทั้งภายในและภายนอกประเทศก็คงจะเข้าใจ และเห็นชัดกับบริบทที่แตกต่างได้ชัดเจนเช่นกัน

บิ๊กป้อม ไม่เครียด พร้อมเปิดทุกอย่าง ยันไม่มี คนใกล้ชิดพิเศษ ไปด้วย เหน็บ สื่อสนุก แต่ผมไม่สนุก

บิ๊กป้อม ไม่เครียด พร้อมเปิดทุกอย่าง ยันไม่มี คนใกล้ชิดพิเศษ ไปด้วย เหน็บ สื่อสนุก แต่ผมไม่สนุก/ ยันกินแค่ข้าว -ก๊วยเตี๊ยว ไม่มีคาร์เวียร์/ นักข่าว ช่อง5 ก็ไปทำข่าว
บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า พร้อมเปิด 38 รายชื่อ ทริปไปHawaii
และยืนยันว่า ไม่มีคนใกล้ชิดพิเศษ ติดเครื่องบิน เพิ่อไปเที่ยวด้วย ไม่มี ยันคนที่ไป ล้วนเกี่ยวกับผม และ ไปทำงานทั้งสิ้น
ส่วนนักข่าว ที่ไปด้วย ก็ ททบ.5 ก็เกี่ยวกับผม ล้วนไปทำงานทั้งนั้น ไปทำข่าว
ทีม ผช.รมต. และ ตัวแทนสำนักนายกฯ ก็ไปด้วยเพราะมีงานที่ต้องคุย หลายด้าน ทั้งเรื่อง ก่อการร้าย ประมง ค้ามนุษย์
ยันกินแต่ก๊วยเตี๊ยว ข้าวธรรมดา ไม่มี ไข่ปลาคาร์เวียร์ เลิศหรูอะไร
ขอให้สื่อเขียนข่าวให้ตรงกับที่ผมพูด นายกฯโกรธสื่อ ก็เพราะ เขียนไม่ตรง นี่แหล่ะ
เชื่อนายกฯ ไม่ได้เครียดเรื่องผม จะมาเครียดทำไม ตัวใครตัวมัน ดูแลตัวเอง. ผมไม่เครียด. มีแต่ สื่อที่สนุก ผมไม่สนุกด้วย สนุกถามไปวันๆ ทีสหรัฐฯเขาชื่นชมเรา ทำไมไม่เสนอข่าว บ้าง เขาจะให้เราเป็นแบบอย่าง ในการแก้ปัญหา ทั้งค้ามนุษย์ ประมง และ การบินพลเรือน เรื่องอย่างนี้เสนอข่าวบ้าง

" กินอะไรแล้วไม่โมโห"

นายกฯบิ๊กตู่ อารมณ์บูดแต่เช้า เดินหน้ามุ่ย ก่อนขึ้นประชุมครม. เดินชิมขนม เปรย" กินอะไรแล้วไม่โมโห"

ก่อนขึ้นประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เดินหน้ามุ่ย และเคร่งเครียด ลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า แสดงออกถึงอารมณ์หงุดหงิดอย่างเป็นได้ชัด
แต่ต้องมาเดิน อีเว้นท์ หน้าตึกบัญชาการเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ภายใต้ชื่อ “คลองผดุงสุขใจ คมนาคมเชื่อมไทย เชื่อมโลก
พล.อ.ประยุทธ์ ได้เยี่ยมชมสินค้าจากผู้ประกอบการ พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการขายสินค้าโอทอป โดยบอกว่า เป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจกับชาวบ้านหรือผู้ผลิต ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความแตกต่างเพิ่มมูลค่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าราชการที่ต้องทำความเข้าใจและรับรู้
"วันนี้จะทำอย่างไร ให้สินค้าโดนใจ มีความแตกต่าง อย่าไปมองว่าผู้บริโภคไม่ให้ความสนใจ แต่อยู่ที่เราว่าจะทำอย่างไร ให้เกิดการพัฒนา โดยมีนวัตกรรมแบบใหม่ๆนำไปสู่การแข่งขัน ทำอยู่บนหลักการและเหตุผล เราต้องยอมรับในความแตกต่าง พัฒนาทำอะไรใหม่ๆ หาจุดขาย”
จากนั้น นายกฯลองชิม ขนมปั้นสิบ แล้วแนะนำชาวบ้านที่ทำขนม ว่า “ป้ารู้ไหมว่าความต้องการผู้บริโภคเป็นอย่างไร คนกินขนมชอบหวานมากหรือน้อย ซึ่งเราต้องผลิตทั้ง 2 แบบ และต้องหาจุดขาย อย่าทำอะไรแบบเดิมๆ เพราะจะขายได้เท่าเก่า สู้เขาไม่ได้ เจ๊งหมดทุกเจ้า ต้องคิดแบบนี้ ต้องปรับปรุงนะป้า”
จากนั้นได้เยี่ยมชมสินค้าจากปลาสลิด โดยแนะนำถึงการขายที่จะต้องเล่าถึงที่มาเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และต้องไม่ขายด้วยวิธีการเดิมๆ และออกแบบแพคเกจให้น่าสนใจก็เป็นเรื่องสำคัญ
นายกฯได้ชิมขนมปั้นสิบและผลิตภัณฑ์จากปลาสลิด พร้อมสั่งให้นำขึ้นมาให้ ครม.ได้รับประทาน
“มีอะไรกินแล้ว ไม่โมโหบ้าง" นายกฯ เปรย
ก่อนจะบอก ชาวบ้านและคนที่มาออกร้านว่า "ผมโมโหอะไร ก็จะถามไอ้พวกนี้” นายกฯ ชี้มาทางนักข่าว

"บิ๊กโด่ง" ลั่น จะทำให้ดีที่สุด ไม่ก้าวก่าย ยันไม่มีเกาเหลา ไม่ลงรอย กอ.รมน.ภาค4-ศอบต.



"บิ๊กโด่ง" ลั่น จะทำให้ดีที่สุด ไม่ก้าวก่าย ยันไม่มีเกาเหลา ไม่ลงรอย กอ.รมน.ภาค4-ศอบต. ยันหน้าที่ติดตาม กำกับดูแล แนะนำประสานงาน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ นายกฯ และ บิ๊กป้อม เผย คปต.ส่วนหน้า พร้อมลงใต้ทันที หลังครม.อนุมัติ แล้วจะประชุม13คปต.ส่วนหน้า ก่อน
พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง เป็นประธาน หัวหน้าตัวแทนรัฐบาล ในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ หรือ คปต.ส่วนหน้า กล่าวว่า พร้อมลงพื้นที่ ทันที หลังครม.อนุมัติ แล้วจะประชุม13คปต.ส่วนหน้า

พลเอกอุดมเดช กล่าวว่า จะทำให้ดีที่สุด และไม่ก้าวก่าย กอ.รมน.ภาค4-ศอบต.เพราะหน้าที่ของเรา คือ ให้คำแนะนำ ติดตาม กำกับดูแล ประสานงาน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ นายกฯ และ พลเอกประวิตร ที่ได้คิด เรื่องนี้ออกมา

"ผมคิดแผนงานต่างๆ ไว้แล้ว ในด้านต่างๆ จะแบ่งมอบให้ ทั้ง12 คปต.ว่าใครจะทำงานด้านอะไร ให้มีขอบเขตความรับผืดชอบชัดเจน เพราะล้วนแต่เป็นคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่และความมั่นคง"
โดยมีแบ่งใน7สายงาน ตามนโยบายของ คปต. และแบ่งให้แต่ละกระทรวง ทั้งความมั่นคง การดูแลความปลอดภัย ในชีวืตทรัพย์สิน

ทั้งนี้ ยอมรับว่า นายกฯ และ พลเอกประวิตร. คาดหวัง คนไทยก็คาดหวัง กับ คปต.ส่วนหน้า
"ไม่ใช่เป็น ทหารแล้วทำอะไรไม่เป็น ทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ทำงาน มีประสบการณ์ ในทุกด้าน"
อีกทั้ง ที่ผ่านมา กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ก็ดำเนินการคืบหน้ามาเยอะ จึงไม่หนักใจ จะใช้ประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์.โดยคปต.ส่วนหน้า นี้ จะไปติดตามงาน และให้ คำแนะนำ เพราะตอนนี้ แผนงานต่างๆของกระทรวง ได้มีแล้ว ใน พรบ.งบประมาณปี2560
ทั้งนี้ ผมเอง จะลงไปอยู่ในพื้นที่ ให้มากที่สุด ซึ่งตอนนี้ กำลังเลือกสถานที่ที่คปต.ส่วนหน้า จะลงไปอยู่
ส่วนหน้าที่ รมช.กห.ก็ยังมีอยู่ เพราะก็ต้องขึ้นมาช่วย พลเอกประวิตรมรมว.กลาโหม
"ผมจะทำให้ดีที่สุด และเชื่อว่า ทุกคณะที่รัฐบาล ที่ผ่านๆมาตั้งขึ้น ก็คงจะช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง เพราะไม่เข่นนั้น สถานการณ์ ก็คงไม่ดีขึ้น มาถึงตอนนี้ เชื่อมั่นว่า ที่ผ่านมา ได้ประโยชน์. เพราะนายกฯและ พลเอกประวิตร ประธานคปต. ก็ตั้งใจเต็มที่ เชื่อมั่นว่า เราต้องทำให้ดีขึ้นให้ได้"
และ เป็นธรรมดา ที่ก็ต้องมีคนคาดหวัง แต่ไม่กดดัน แต่รู้สึกว่า อยากจะทำให้มันดี
พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีเกาเหลา หรือความไม่ลงรอยกัน ระหว่าง กอ.รมน.ภาค4 กับ ศอบต. ที่ผ่านมาก็ทำงานด้วยกันอย่างดี
อีกทั้ง พลเอกประยุทธ์ ก็ออกคำสั่งในการแก้ปัญหาใต้ ให้2 แท่งนี้ ทำงานประสานงานกันอย่างดี ไม่มีขัดแย้ง

ลงใต้แล้ว จะ หลุด มั้ย หลุด?

ลงใต้แล้ว จะ หลุด มั้ย หลุด?
บิ๊กโด่ง พลเอก อุดมเดช ยันแม้ลงใต้ นั่งปธ. ผู้แทนรัฐบาลในนาม คปต.ส่วนหน้า แต่ก็ยังมีงาน รมช.กห.อยู่ ที่ต้องมาช่วยงาน พลเอกประวิตร โดยจะลงพื้นที่ให้มากที่สุด
หลังมีข่าวสะพัด นายกฯอาจใช้โอกาสนี้ ขยับ"บิ๊กโด่ง-บิ๊กน้อย พลเอกสุรเชษฐ์ รมช.ศึกษาฯ" 2 เกลอเพื้อนรัก ตท.14 ไปนั่งรมต.ประจำสำนักนายกฯ เพื่อทำงานใต้นี้ เต็มที่ แล้ว เอา บิ๊กทหาร ที่เกษียณ มาเสียบ ครม.แทน โดยเฉพาะ บิ๊กหมู พลเอก ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ที่เพิ่งเกษียณ หรืออาจแค่ร้ำลือ เพราะมีคนพยายาม และเสนอนายกฯ
งานนี้ บิ๊กตู่ กับบิ๊กป้อม เท่านั้น ที่ตัดสินใจ และ รู้ อนาคต บิ๊กโด่ง บิ๊กน้อย

"บิ๊กเจี๊ยบ" สั่งเคลียร์ทาง สู่เลือกตั้ง

"บิ๊กเจี๊ยบ" สั่งเคลียร์ทาง สู่เลือกตั้ง
นั่งควบ 3 เก้าอี้ ผบทบ.-เลขาฯคสช.-ผบ.กกล.รส.ประชุมมอบนโยบาย สั่งทหาร ไม่ว่าทำงานอะไร "จะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนและสังคมเป็นหลัก " หวังประเทศสงบเรียบร้อย มุ่งสู่เลือกตั้ง /พอใจ ภาพรวมความขัดแย้งเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนเข้าใจรัฐและต้องการเดินไปข้างหน้า
ที่ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เลขาฯคสช.) เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ครั้งแรก
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เผยว่า พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑/๒๕๕๙ เรื่อง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
เมื่อ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙
การประชุมในวันนี้ เป็นการรายงานสถานการณ์และการปฏิบัติงาน
ในภาพรวมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมถึงการแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติใหม่จำนวน ๔ ท่าน คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และ ผู้บัญชาการทหารบก เป็น เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
นอกจากนึ้ พลเอก เฉลิมชัย เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย
พลเอกเฉลิมชัย ได้แสดงความมั่นใจต่อการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของส่วนงานต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ได้ขับเคลื่อนและดูแลสถานการณ์โดยรวมของประเทศ ให้มีความผ่อนคลาย และเป็นไปตามแนวทางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลกำหนดไว้
โดยในระยะต่อไป การทำงานจะยังคงเป็นไปตามแนวทางเดิมที่ผ่านมา คือ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ยึดถือตามภารกิจหลัก ๗ ประการ ในการดูแลความสงบเรียบร้อย รวมถึงภารกิจการปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๓/๒๕๕๙ ควบคู่ไปกับการช่วยสนับสนุนงานด้านการช่วยเหลือประชาชน
สำหรับงานด้านการจัดระเบียบสังคมและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย
ที่ผ่านมาถือว่ามีความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ให้เพิ่มการปฏิบัติงานร่วมกัน หรือให้พิจารณาถ่ายโอนให้กับส่วนราชการปกติ เป็นผู้สานต่อเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ในการขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม
อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความพร้อมในการดูแลความสงบเรียบร้อยในทุกมิติ ยังคงมีความจำเป็นที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ต้องจัดการอบรม ชี้แจง และจัดทำแผนตามสมมติฐานในเหตุการณ์ต่างๆ ให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมในการคลี่คลายสถานการณ์ ทุกเหตุการณ์
นอกจากนี้ให้เดินหน้างานด้านการปรองดองสมานฉันท์ให้เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด
โดยขณะนี้ภาพรวมความขัดแย้งเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากประชาชนมีความเข้าใจในการทำงานของภาครัฐและต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ซึ่งทำให้คาดหวังได้ว่านับแต่นี้จนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น สังคมไทยจะมีความสงบราบรื่น และเกิดความร่วมมือร่วมใจกันในทุกด้าน
พลเอกเฉลิมชัย ได้กำชับให้ทุกส่วนงานคงความต่อเนื่องในภารกิจที่สนับสนุนงานบริหารราชการแผ่นดิน หรือตามที่รัฐบาลมอบหมาย อาทิ โครงการแก้ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ ซึ่งนำร่องที่คลองลาดพร้าว, โครงการจัดระเบียบชุมชนแฟลตดินแดง, การจัดระเบียบรถสาธารณะ เป็นต้น
โดยให้ทำงานประสานกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานเป็นรูปธรรม สำเร็จตามแผนงานและประชาชนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งโครงการนำร่องเหล่านี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาและจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะในพื้นที่อื่นๆ ได้ต่อไปด้วย
ในตอนท้ายของการประชุม พลเอกเฉลิมชัย ได้ปรารภว่า. ผลสำเร็จของงานที่ผ่านมาเกิดจากความร่วมมือของทุกส่วน ทั้ง ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการ และประชาชน ที่ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและสนับสนุนงานตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตามการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับประชาชน ขอให้ทุกส่วนใช้เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ อย่างถ่องแท้ ควบคู่ไปกับการมีมาตรการและวิธีการที่เหมาะสม
"โดยเฉพาะงานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย จะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนและสังคมเป็นหลัก "
รวมทั้งจะต้องทำงานภายใต้ภารกิจที่เป็นไปตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อย่างเคร่งครัด

"อภิสิทธิ์"บอกควรให้ความเป็นธรรม"บิ๊กป้อม"อธิบายบินฮาวาย

4 ต.ค. 59 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปประชุมกลาโหม ASEAN US ที่ เมืองฮอนโนลูลู เกาะฮาวาย เช่าเหมาลำโดยเสียค่าใช้จ่ายไปประมาณ 20 ล้านบาท ว่า ตอนที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี จะใช้นโยบายหลีกเลี่ยงเพราะว่าคิดว่าถ้าเกิดใช้สายการบินพาณิชย์ได้ ก็ให้ใช้ สาเหตุของการหลีกเลี่ยงที่จะเช่าเหมาลำ คือเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วก็นโยบายของตนตอนเป็นนายกรัฐมนตรีคือ คณะที่เดินทางไปนี้ก็ต้องการที่จะให้กระชับให้มากที่สุด เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย อะไรที่ไม่จำเป็นก็พยายามลด พยายามตัด และบางทีการเดินทางไปมันอาจจะมีคณะของกระทรวงต่างประเทศ หรือกระทรวงอื่นอีก จำนวนไม่ชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การเช่าเหมาลำที่ทำอยู่นั้น จะมีในกรณีที่ว่า ถ้าเดินทางโดยสายการบินพาณิชย์แล้วมันไม่สะดวก หรือกระทบต่อการไปทำงาน แล้วก็เท่าที่ตนจำได้นั้น มีครั้งหนึ่งที่เหมาลำไป เพราะว่าจะมีคณะของเอกชนใหญ่มาก แล้วเราก็จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากภาคเอกชนด้วย มันก็เลยมองดูแล้วว่ามันคุ้มที่จะทำ และที่มีการที่วิพากษ์ วิจารณ์กันก็คงจะเห็นว่า เป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ในแง่ที่ว่าคิดคำนวณแล้ว รู้สึกต่อตัวก็จะออกมาประมาณ 5 แสน แล้วก็โดยเฉพาะถ้าไปไล่ตามรายการ บางรายการคนก็ต้องมีสิทธิ์ตั้งคำถาม เช่น ที่ง่ายที่สุดก็คือเรื่องอาหาร ประมาณ 6 แสน ก็เท่ากับหัวละ15,000 ตรงนี้คงจะต้องชี้แจงออกมาว่า ทำไมถึงเกิดแบบนี้ เหตุผลความจำเป็นคืออะไร จึงต้องใช้วิธีนี้ เพราะว่าเท่าที่ผมสังเกตดู ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็รู้สึกส่วนใหญ่ก็ใช้เครื่องบินพาณิชย์ ไม่เห็นมีประเด็นอย่างนี้ออกมา
“ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านนะครับ ผมเคยทำงานกับท่านรองนายกฯ ประวิตร ท่านก็เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของผม แล้วผมก็สังเกต ผมก็จะเป็นคนสังเกต ผมก็รู้สึกว่าท่านปกติก็ไม่ใช่คนที่จะมาหรูหรา ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ตรงกันข้ามนะครับ มีแต่คนที่รู้จักท่านแล้วผมก็สังเกตเองว่า ท่านก็ค่อนข้างจะเป็นคนเรียบง่าย แต่กรณีนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านทราบถึงรายละเอียดตัวเลขมากน้อยแค่ไหน ว่าค่าใช้จ่ายมันคืออะไร อย่างไร ไม่แน่ใจท่านคงไม่ได้เป็นคนอนุมัติเอง ผมไม่แน่ใจ ของแบบนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ถ้าเทียบกับเครื่องบินโดยสาร ก็ดูว่ามันแพงกว่ากันเยอะ แล้วเครื่องบินโดยสารนั่งชั้น 1 ก็สะดวกสบายพอสมควร อาหารการกินรวมเรียบร้อย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขึ้นเครื่องไปแล้วไม่ต้องตั้งคำถาม มันสะดวกสบาย อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ประเด็นมันจึงอยู่ที่ว่า เหตุผลที่เขาอ้างก็คือว่า เหมือนกับการใช้เครื่องบินพาณิชย์ 1. ก็คือไม่มีบินตรง ก็ต้องไปเปลี่ยนหรืออะไร กำหนดการเวลา แต่มันถึงขั้นที่จะต้องเสียเงินเพิ่มขนาดนี้หรือไม่ อันนี้คือสิ่งที่คงจะต้องฟังคำชี้แจง และอย่างที่บอกสมัยตนให้นโยบายชัดเจน ว่าทุกอย่างก็ต้องประหยัดให้มากที่สุด ความจริงของอย่างนี้มันก็อยู่ที่แต่ละคน

สตง. สอบ “ประวิตร” เหมาลำ ประชุมฮาวาย


ผู้ว่า สตง. เผย กำลังตรวจสอบการใช้จ่ายกรณี “พล.อ.ประวิตร” เดินทางไปร่วมประชุมที่ฮาวาย ประเทศสหรัฐ คาดสรุปได้ศุกร์นี้


            4 ต.ค. 59 - นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า ตอนนี้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กำลังตรวจสอบการใช้งบประมาณในการเช่าเครื่องบินเหมาลำของการบินไทยเดินทางไปประชุม  รมว.กลาโหมอาเซียน –รมว.กลาโหมสหรัฐอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการ ( ASEAN - US Defense Informal Meeting ) ที่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมคณะเดินทาง  38  คน และใช้งบประมาณไป 20.9 ล้านบาท
            “สตง.เพิ่งส่งสายตรวจของ สตง.ไปเก็บข้อมูลจาก 2 หน่วย คือ สำนักเลขาธิการนายกฯ และ การบินไทย ประเด็นที่จะต้องพิจารณาคือ การเดินทางไป ถูกหรือแพงอย่างไร จำเป็นต้องใช้เหมาลำหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นการประชุมไม่เป็นทางการ ต้องไปดูระเบียบแบบแผนของสำนักเลขาธิการนายกฯ เพื่อเทียบเคียงกับกรณีอื่นๆที่มีลักษณะเหมือนกันว่ามีการใช้เหมาลำหรือไม่” ผู้ว่า สตง.กล่าวกับ เดอะเนชั่น
นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ต้องเช็คทางการบินไทยด้วยว่าราคานี้เป็นราคาปกติ เป็นราคาตลาดหรือไม่ ต้องไปดูค่าใช้จ่ายจริงๆว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าหากอุดหนุนการบินไทยก็ไม่เสียหาย เพราะกำไรของการบินไทยก็กลับมาสู่รัฐ เหมือนกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา
            ส่วนที่มีระเบียบการใช้จ่ายว่าหากราคาของการบินไทยแพงเกินกว่าสายการบินอื่นเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ควรไปใช้สายการบินอื่นนั้น  นายพิศิษฐ์ บอกว่า ต้องดูตามความจำเป็นของภารกิจ เช่นภารกิจนี้เกี่ยวกับความมั่นคง  ก็ต้องพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะใช้แบบเหมาลำหรือไม่ นอกจากนี้ต้องพิจารณาเรื่องเส้นทางการบินด้วยว่า ปกติมีเที่ยวบินในเส้นทางนี้หรือไม่ ต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน
            สำหรับการใช้เครื่องบินโอบิ้ง 747-400 ขนาดจัมโบเจ็ตลำใหญ่ ที่จุผู้โดยสารได้ถึง 400 คน ขณะที่คณะผู้เดินทางมีเพียง 38 คนนั้น นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า การบินไทยก็คงจัดมาให้เหมาะสม เพราะระยะทางไกล
            “คาดว่าภายในวันศุกร์นี้จะสามารถสรุปได้ว่าการเช่าเหมาลำและค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้เหมาะสมหรือไม่” ผู้ว่า สตง.กล่าว

“อภิสิทธิ์"ชี้การตรวจสอบน้องชายนายกรัฐมนตรี จะเป็นบทพิสูจน์การทำงานของ ป.ป.ช.

“อภิสิทธิ์"ชี้การตรวจสอบน้องชายนายกรัฐมนตรี จะเป็นบทพิสูจน์การทำงานของ ป.ป.ช.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยกับบีบีซีไทย ถึงการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในช่วงเวลานี้ว่า ปัจจุบันมีกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการปราบทุจริต อย่างไรก็ดียังต้องจับตาดูว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปตามเป้าหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะต้องมีบทบาทนำในการปราบปรามการทุจริตโดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับน้องชายนายกรัฐมนตรีที่กำลังเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้
นายอภิสิทธิ์ บอกกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาในการปราบทุจริตที่ผ่านมาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย และความพยายามในการทำให้การปราบทุจริตเป็นไปตามเป้าหมาย เขายกตัวอย่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ที่ตราขึ้นเพื่อปิดช่องว่างในการให้สินบน แต่เวลาผ่านมาแล้วปีเศษ ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เปลี่ยนแปลงการขออนุญาต เนื่องจากไม่มีการติดตามดูว่าหน่วยงานต่าง ๆ ได้ออกคู่มือในการปฏิบัติตามกฎหมายนี้อย่างไร หรือกรณีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ตราขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีการออกพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามมา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าสิ่งที่สำคัญในเวลานี้คือหน่วยงานอย่างคณะป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีบทบาทสำคัญในการดูแลเรื่องนี้ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ทั้งน้องชาย และหลานชาย ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการฝายผ่องพรรณพัฒนา ซึ่งจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าทำงานได้อย่างเที่ยงตรง ตรงไปตรงมา สามารถอธิบายได้
"การตรวจสอบคนในชาติส่วนอื่นไม่ยากเท่ากับการจัดการในส่วนนี้ จะพิสูจน์ได้ว่าการปราบทุจริตทำได้จริงจังแค่ไหน และต้องตอบสังคมให้ได้ว่า ผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ หรือไม่ผิดอย่างไร แต่เรื่องที่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่นั้น คงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
สำหรับข้อเสนอที่จะเปลี่ยนแปลงกรรมการองค์กรอิสระ รวมทั้ง ป.ป.ช.ใหม่นั้น นายอภิสิทธิ์ ยังยืนยันว่า หากจะดำเนินการจะต้องมีเหตุผลชี้ชัดว่าบกพร่องหรือไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับโครงสร้างใหม่ได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นจะโดนกล่าวหาได้ว่า เป็นความพยายามที่จะนำคนของตัวเองเข้าไปทำหน้าที่แทน

ทบ.เฝ้าระวังกลุ่มเห็นต่างนำอาวุธที่หายไปช่วงชุมนุมทางการเมืองกลับมาก่อความรุนแรงอีก

ทบ.เฝ้าระวังกลุ่มเห็นต่างนำอาวุธที่หายไปช่วงชุมนุมทางการเมืองกลับมาก่อความรุนแรงอีก
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยกองทัพยังคงตามหาอาวุธ อุปกรณ์และยานพาหนะของกองทัพบกที่ถูกยึดและทำให้เสียหายจากเหตุชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยเกรงว่าจะมี “กลุ่มเห็นต่าง” นำอาวุธเหล่านั้นกลับมาก่อความรุนแรงขึ้นอีก ด้าน ผบ.ทบ.เผยการข่าวแจ้งเตือนว่ากลุ่มเห็นต่างยังพยายามใช้ความรุนแรงอยู่
สำนักข่าวไทยรายงานว่า พ.อ.วินธัยเน้นย้ำถึงการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 ที่พบว่ามีการใช้ความรุนแรงของมวลชนและแนวร่วมบางส่วนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในปีนั้นมีอาวุธปืนของทางราชการหายไป 86 กระบอก แต่ได้คืน 29 กระบอก เช่น จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า มีอาวุธปืนเล็กยาวแบบทราวอร์ หายไป 12 กระบอก นำคืนมาได้ 10 กระบอก เหตุการณ์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีปืนเล็กยาวแบบทราวอร์หายไป 13 กระบอก ได้คืน 3 กระบอก ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังติดตามและดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมายอยู่
พ.อ.วินธัย ยังกล่าวถึงความรุนแรงทางการเมืองช่วงปี 2556-2557 ว่ามีบริบทที่แตกต่างกับเมื่อปี 2553 โดยในช่วงปี 2556-2557 เป้าหมายการใช้ความรุนแรงมักเกิดเฉพาะกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุม กับกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เป็นหลักเท่านั้น สถานการณ์ความรุนแรงอื่น ๆ จะไม่ค่อยปรากฏ ขณะที่ภาพรวมในการดูแลความสงบจะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ และพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง โดยไม่ได้แยกปฏิบัติว่าเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กปปส.
ด้าน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงความเป็นห่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่ปี 2553 เนื่องจากทางการข่าวแจ้งเตือนตลอดว่ามีกลุ่มที่เห็นต่างพยายามใช้ความรุนแรง ซึ่งอาวุธของกองทัพที่ยังไม่ได้คืนมีจำนวนมาก และไม่ทราบว่าอยู่ไหนบ้าง แต่จะพยายามติดตามอาวุธที่หายไปกลับมาให้ได้โดยเร็ว #Thaipoliticalcrisis

บิ๊กตู่ลั่นถูกโจมตีทำให้เข้มแข็ง พ้อบ้านเมืองนี้ทำดีไปก็ไร้ประโยชน์ คนชอบขัดขวาง

‘บิ๊กตู่’บอกถูกโจมตีทำให้เข้มแข็ง อดทน เปิดทางให้สอบ แต่ดูด้วย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พ้อหลังเลือกตั้ง จะไม่ทนอยู่ ถ้าประเทศล้มเหลว
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสโจมตีรัฐบาลและตนเองรวมถึงคนใกล้ชิดในช่วงนี้ว่า รู้แก่ใจตัวเองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตนก็วูบวาบเป็นธรรมดา ไม่รู้สึกอะไร เพราะธรรมดาก็ต้องโดนโจมตี การทำความดีไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรในบ้านเมืองนี้ จะต้องถูกขัดขวางเป็นธรรมดา จะผิดจะถูกให้ไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรมก็ยังไม่เข้าใจกันเลยว่ากระบวนการยุติธรรมอยู่ตรงไหน เรื่องบางเรื่องมีกติกาอยู่แล้ว ก็ไปไล่เอาจากหน่วยที่รับผิดชอบ ไม่ใช่ให้ตนไปนั่งสั่งทุกเรื่อง กลไกเดิมมีอยู่แล้วไม่ใช่เพิ่งมาทำตอนนี้ ในอดีตก็ทำอย่าเอามาจับกันไปมา
ผู้สื่อข่าวถามว่าการถูกโจมตีหลายเรื่องทำให้เสียสมาธิหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทำให้เข้มแข็งและอดทนขึ้น สมาธิตนแยกออกจากกัน โมโหคือโมโห ทำงานคือทำงาน อารมณ์ดีก็อารมณ์ดี แยกแยะออก เมื่อถามว่าประเมินถึงการถูกโจมตีในช่วงนี้อย่างไร นายกฯกล่าวว่า แล้วสื่อประเมินอย่างไร เพราะสัมผัสประชาชนมากกว่า คิดอย่างไร หากจะตรวจสอบตนในฐานะที่เข้ามาบริหารประเทศก็ตรวจสอบไป ไม่ได้ห้ามใคร และไปห้ามใครหรือยัง การตรวจสอบอำนาจตนอยู่ตรงไหนต้องดูกฎหมายด้วย เพราะตนไม่ใช่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง นี่คือความแตกต่าง
“ขอให้เข้าใจว่าผมใช้อำนาจเพื่ออะไร ทำอะไร ผมพยายามทำทุกอย่างให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต้องไปว่ากันมา รู้หรือยังว่ากระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นที่ตรงไหน สื่อก็ตกเป็นเครื่องมือคนโน้นคนนี้ หากจะผิดก็ไปว่ากันมาฟ้องร้องมา คนที่เกี่ยวข้องก็ชี้แจงฟ้องร้องไป ชี้แจงได้ก็จบ ชี้แจงไม่ได้ก็สอบต่อ ซึ่งทุกเรื่องไม่ใช่ไม่เคยทำ ก็ทำมาตลอดต้องไปดูว่าเป็นธรรมถูกต้องหรือไม่ หลายเรื่องตอนนี้ที่เข้ามาก็ต้องไปสอบมา ผมห้ามใครที่ไหน” นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งมีการมองว่าใช้มากไปหรือไม่ว่า ถามว่าที่ได้ใช้ไปนั้นมีความหมายอะไรหรือไม่ มันมีเหตุ มีผลในการใช้อยู่ มีเหตุผลอะไรที่ไม่ควรใช้หรือไม่บอกมา อยากให้สื่อมวลชนอธิบายให้ประชาชนเข้าใจด้วย ผมบอกไม่รู้กี่ครั้งแล้วสิ่งที่สื่อถ่ายรูป สิ่งที่เขียนไป ไม่ได้อยู่แค่ประเทศไทย สถานการณ์วันนี้เราต้องการความเข้าใจจากต่างประเทศให้มากที่สุด วันนี้จากการที่เราไปต่างประเทศ เขาก็เข้าใจเรามากขึ้น
เมื่อถามถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาอธิบายเรื่องการใช้มาตรา 44 ในการยุบสภา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นายวิษณุได้อธิบายขึ้นมาเองในห้องประชุม ครม.แล้วว่าไม่ใช่ความหมายอย่างที่เป็นข่าว เพราะมีกติกาการใช้อยู่ จะไปยุบได้อย่างไรถ้ามันไม่มีเรื่อง นายวิษณุได้ชี้แจงอธิบายว่าถ้ามันไม่ได้ แล้วมันจะทำอะไรต่อไป ใครตอบได้ไหมถ้า 6 เดือนเลือกนายกฯไม่ได้ จะทำอย่างไรต่อไป บ้านเมืองเดินหน้าได้ไหม ไม่มีรัฐบาลมันอยู่ได้ไหมประเทศไทย จะต้องลากยาวกันเป็นปีเลยหรือ ที่เขาพูดคือเตือนอย่าให้เป็นอย่างนั้น ทุกอย่างเขาเตือนหมด ที่ออกกฎกติกา แล้วทำไมจะต้องต่อต้านสิ่งที่เขาต้องการให้มันดีกว่าเดิม เขาไม่เอาไปรังแกใครหรอก แล้วที่ผ่านมามันทำดีกันหรือยัง ถ้ามันดีพอแล้วผมจะได้เลิก อำลาไป พอแล้ว
“ก็ตามใจ อยากทำอะไรก็ทำไป วันหน้าเลือกไม่ได้ จะตีกันอีก ผมก็จะปล่อยให้มันตีกันข้ามปีไปเลย ก็เลือกเอา ตามใจ ประชาธิปไตยแบบนั้นก็เอาไป ผมไม่ว่าอะไร แต่คิดว่าผมจะทนหรือ ที่ผมจะอยู่กับประเทศที่ล้มเหลวขนาดนั้น ผมก็ไปไหนของผม พอแล้ว”