PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี "ในหลวง" เสด็จสวรรคต



แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี "ในหลวง" เสด็จสวรรคต
พี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในราชอาณาจักร และในต่างประเทศทั่วโลกทุกท่าน
วันที่ชาวไทยทั้งปวง ไม่ต้องการแม้แต่จะนึกคิด และไม่ปรารถนาแม้แต่จะได้ยิน ก็มาถึง เมื่อสำนักพระราชวัง ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้ว ในวันนี้ ณ โรงพยาบาลศิริราช ถือว่าเป็นการสูญเสีย และความวิปโยคยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของปวงชนชาวไทย ทั้งประเทศ นับแต่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489
พี่น้องประชาชนชาวไทย ทุกคนได้ติดตามข่าวสาร และรับทราบมาเป็นลำดับว่าในห้วงหลายปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร และได้เสด็จไปประทับที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นระยะ เมื่อพระอาการบรรเทาลงก็จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ตามปกติด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อความผาสุกของพสกนิกร
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด พระอาการดีขึ้น เป็นลำดับ ยังความปลาบปลื้ม แก่ประชาชนคนไทย ทั้งชาติ แต่ในที่สุด พระอาการประชวร หาคลายไม่ ประกอบกับ พระชนมพรรษามาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตพระชนมพรรษา ปีที่ 89 เสด็จดำรงสิริราชสมบัติ 70 พรรษา
วันที่ 13 ตุลาคม จะเป็นวันที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทยตลอดไปนานแสนนาน ดุจวัน "ปิยมหาราช" 23 ตุลาคม
พี่น้องที่เคารพทั้งหลาย
ระยะเวลา 70 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช เริ่มต้นขึ้น ภายหลังจากที่มหาสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุดลง ประเทศชาติกำลังฟื้นตัว จากภัยสงคราม ประชาชนเปี่ยมด้วยความหวัง เมื่อประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ครองราชย์ เป็นผู้นำ เปลี่ยนความท้อแท้ของผู้คน กลายเป็นความแน่วแน่ มั่นคง องอาจที่จะยืนหยัดต่อสู้ กับอุปสรรคต่างๆ
ตลอดรัชสมัยเป็นช่วงเวลาที่มีการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทรงเป็นกษัตริย์ ผู้เป็นที่รัก เทิดทูน ทรงเป็นศูนย์รวมใจ ของคนไทยทั้งชาติ นับเป็น 70 ปี ที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม โดยแท้
บัดนี้ 70 ปี ในรัชสมัย ของ "สมเด็จพระภัทรมหาราช" พระมหากษัตริย์ ผู้ประเสริฐยิ่ง ของปวงชนชาวไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว พระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมากมาย ล้นพ้นหาที่สุดมิได้ มากเพียงใด ความวิปโยคอาลัยของพสกนิกรชาวไทย ก็มากมายท่วมท้นหาที่สุดมิได้ เพียงนั้น
รัฐบาล ขอเชิญชวนให้เราทุกคนร่วมกันตั้งจิตภาวนาตามศาสนา ที่ทุกท่านนับถือ ดังที่เราเคยร่วมกัน ภาวนาถวายพระพร และ อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกท่านเคารพนับถือให้อภิบาลคุ้มครองตลอดเวลาที่ทรงพระประชวร เพื่ออธิษฐานภาวนา ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สถิตในสรวงสวรรค์ และทรงอภิบาลคุ้มครองราชอาณาจักรไทย ประชาชนชาวไทย ผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ ให้มีความสงบสุข และความสันติสุข ดุจดังที่ประเทศไทย และประชาชนชาวไทย มีมาโดยตลอด ภายใต้ร่มพระบารมียาวนาน 70 ปี
พี่น้องประชาชนที่เคารพ
ถึงแม้เราจะอยู่ในยามทุกข์โศกน้ำตานองหน้าทั่วกันเพียงใด ประเทศไทย อันเป็นที่รักของพวกเราและ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ต้องดำรงต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ ทำให้พระราชปณิธาน ที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์ มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกัน ต้องหยุดชะงักลง
การจะแสดงความจงรักภักดี และความอาลัยที่ดีที่สุดคือ เจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน ที่จะรักษาเอกราช อธิปไตย ความสมบูรณ์พูนสุข และ ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ตลอดจน การปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทพระราชดำรัส ที่เคยพระราชทานไว้
ภารกิจสำคัญ ที่จะต้องดำเนินการ ในบัดนี้มี 2 ประการ คือ การดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ ตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467 ตลอดจนตามราชประเพณีในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งสอดคล้องต้องกัน เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินต่อไป อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะแจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลไว้แล้ว เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515 จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
อีกประการหนึ่ง คือการเตรียมงานพระบรมศพในส่วนของรัฐบาล และประชาชนให้สมพระเกียรติยศ และสมกับความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทย ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศทั้งนี้การดำเนินการ ทั้ง 2 ประการนี้ รัฐบาลจะแจ้งให้ พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ ต่อไป
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และราชประเพณี รัฐบาลจึงขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายรับฟังข่าวสารอย่างเป็นทางการ จากหน่วยงานราชการ อย่าเชื่อข่าวที่ลือ ที่ไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิงพร้อมกันนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทย ที่รักทุกท่านแต่งกายถวายความอาลัย เป็นเวลาหนึ่งปี สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 30 วัน และทุกภาคส่วน ควรพิจารณางดการจัดงานรื่นเริงต่างๆ เป็นเวลา 30 วัน
ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายอาจเข้าร่วมพิธีหรือ จัดกิจกรรมทางศาสนาของตนถวายเป็นพระราชกุศล หรือ จัดเป็นพระบรมราชานุสรณ์ อีกทั้งควรใช้โอกาสนี้ให้กำลังใจแก่กันและกัน เพราะเราทุกคนต่างก็มีหัวอกเดียวกัน เพราะมีพ่อของแผ่นดินร่วมกัน และโปรดช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง มิให้ผู้ใด ฉวยโอกาส แทรกเข้ามาก่อความขัดแย้ง จนกลายเป็นความวุ่นวาย
ขอพี่น้องประชาชนทุกคน ร่วมส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศด้วยการรักษาแผ่นดินของพ่อด้วยความรัก และความสามัคคี ตลอดไป
พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว
ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลใหม่ทรงพระเจริญ

สนช.สั่งประชุมนัดพิเศษสามทุ่มวันนี้

สนช.สั่งประชุมนัดพิเศษสามทุ่มวันนี้
เมื่อเวลา 17.18น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 ได้แจ้งต่อที่ประชุมสนช.ว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.และนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 ได้หารือร่วมกันว่าเนื่องจากมีเหตุผลจำเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเลื่อนระเบียบวาระการประชุมที่เหลือในวันนี้ออกไปก่อน ขณะเดียวกันจะของดการประชุมสนช.ในวันพรุ่งนี้ (14 ต.ค.) โดยมีระเบียบวาระเรื่องการพิจารณาซักถามนายอุดมเดข รัตนเสถียร และ นายนริศร ทองธิราช อดีตสส.พรรคเพื่อไทย ผู้ถูกกล่าวหาในคดีถอนจากตำแหน่งจากกรณีการสลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน โดยที่ประชุมมีมติสนช.มีมติเอกฉันท์ 180 เสียง งดออกเสียง 4 คน และไม่ลงคะแนน 1 คน เพื่องดเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมสนช.เพื่อเลื่อนระเบียบวาระดังกล่าวออกไปเป็นการชั่วคราวก่อน
จากนั้น นายสุรชัย ได้แจ้งต่อที่ประชุมอีกว่า จะขอนัดประชุมสนช.ในวันนี้เป็นกรณีพิเศษ ในเวลา 21.00 น. โดยจะแจ้งระเบียบวาระให้สมาชิกทราบอีกครั้ง และขอความกรุณาสมาชิกสนช. เตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับการเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษและขอให้ติดตามการแจ้งนัดหมายทุกช่องทางที่รัฐสภามีอยู่โดยเฉพาะช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

ศาลสั่งให้บิดาพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนไร้ความสามารถ

ศาลสั่งให้บิดาพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนไร้ความสามารถ
Thursday, October 13, 2016
วันนี้(13 ต.ค) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เรื่อง ศาลมีคำสั่งว่า พันเอก ประพัฒน์ จันทร์โอชา เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ 510/2559 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ 852/2559
ด้วย พลอากาศตรีหญิง ประกายเพชร จันทร์โอชา ผู้ร้อง ยื่นคำร้องว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ พันเอก ประพัฒน์ จันทร์โอชา เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ศาลไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องเบิกความประกอบเอกสารใบรับรองแพทย์ระบุถึงอาการของ พันเอก ประพัฒน์ จันทร์โอชา โดยยืนยันว่า พันเอก ประพัฒน์ ป่วยเป็นโรค หลอดเลือดสมองตีบ ร่วมกับสมองเสื่อม มีสติสัมปชัญญะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่เข้าใจสาระสำคัญ ในการทำนิติกรรมใด ๆ ได้ ปรากฏตามเอกสารหมาย ร.๔ อาการดังกล่าวจึงเข้าลักษณะของ การเป็นบุคคลไร้ความสามารถ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบุตรเป็นผู้ดูแล พันเอก ประพัฒน์ มาโดยตลอด ไม่ปรากฏว่า พลเอก ประยุทธ์ เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย เป็นบุคคลล้มละลาย ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อีกทั้งพี่น้องได้ให้ความยินยอมตามเอกสารหมาย ร.8 เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ร.4 คำยืนยันของแพทย์โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ จึงเชื่อได้ว่า พันเอก ประพัฒน์ จันทร์โอชา เป็นคนไร้ความสามารถ และข้อเท็จจริงปรากฏว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ดูแล พันเอก ประพัฒน์ ทั้งไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถเสมือน ไร้ความสามารถหรือล้มละลายหรือต้องห้ามตามกฎหมาย จึงเห็นสมควรให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อนุบาลของ พันเอก ประพัฒน์ จันทร์โอชา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28
จึงมีคำสั่งว่า พันเอก ประพัฒน์ จันทร์โอชา เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ประกาศ ณ วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2559
ภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์
ผู้พิพากษา

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

"บิ๊กโด่ง" แบ่งมอบงาน "ครม.ส่วนหน้า" ใน7 กลุ่มงาน

"บิ๊กโด่ง" แบ่งมอบงาน "ครม.ส่วนหน้า" ใน7 กลุ่มงาน ให้ "พลเอกปราการ" คุมสายบู๊/ "บิ๊กแขก" คุมงานยุติธรรม-เยียวยา/"พลเอกมณี,คุมสิทธิมนุษยชน/ บิ๊กน้อย คุม การศึกษา-ศาสนา/ "ภาณุ" เลขาฯ คุมงานพัฒนา/ บิ๊กเมา-บิ๊กโบ้ คุม การแสวงหาทางออก/ เตรียมลงพื้นที่19 ตค. นี้

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กห. ในฐานะหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ที่ได้รับการแต่งตั้งตามมติ ครม. เมื่อ 4 ต.ค.59 จำนวน 13 คน ได้มีการประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกัน และการประสานการดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วนและทุกระดับ โดยเฉพาะในพื้นที่ จชต. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานการแก้ไขปัญหา จชต. ให้บรรลุผลตามนโยบายของรัฐบาล และ คสช. เมื่อ 6 ตค. และแบ่งมอบงาน
และมีกำหนด ลงพื้นที่ 19 ตค. นี้
การแบ่งมอบงานของผู้แทนพิเศษฯ ตามกรอบแผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาและพัฒนา จชต. พ.ศ.2558 – 2560
โดยกำหนดภารกิจงานไว้ 7 กลุ่ม เพื่อให้ผู้แทนพิเศษฯ ได้ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละกลุ่มภารกิจงาน รวมทั้งการดำเนินงานของกระทรวง กรมที่เกี่ยวข้อง ที่ได้มีการแบ่งมอบความรับผิดชอบไว้ทั้ง 20 กระทรวง เพื่อให้ผู้แทนพิเศษฯ ได้ประสานเชื่อมโยงกับกระทรวงที่รับผิดชอบ และหน่วยงานอื่นที่ไม่สังกัดกระทรวง ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหา จชต.ในระยะต่อไปเป็นไปอย่างมีเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องตามแนวนโยบายของ นรม. และปรากฏผลเป็นรูปธรรมตามคำสั่ง คสช.
โดยการแบ่งมอบงานดังนี้
1. งานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มี พล.อ.ปราการ ชลยุทธ อดีตแม่ทัพภาค4 เป็นผู้รับมอบงาน ในการติดตามการดำเนินงานของ กห. ทส. และ กอ.รมน.
2.งานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มี บิ๊กแขก พล.อ. สกล ชื่นตระกูล เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ ยธ. และ พม. และ พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ กระทรวงแรงงาน สตช. และ สนง.อัยการสูงสุด
3. งานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ/เรื่องสิทธิมนุษยชน มี พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ กต. สร. และ กรมประชาสัมพันธ์
4. งานการศึกษา ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม มี บิ๊กน้อย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ ศธ.และ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ วธ. และ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
5. งานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน มี นายภาณุ อุทัยรัตน์ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ สธ. พณ. อก. และ ศอ.บต. และนายจำนัล เหมือนดำ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ มท. และ กษ.
6. งานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและงานขับเคลื่อนนโยบาย มี พล.อ.จำลอง คุณสงค์ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ พน. สศช. ก.พ.ร. และ สำนักงาน ก.พ. และนายพรชาติ บุนนาค เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ กค. สมช. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง
7. งานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี มี บิ๊กเมา พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ วท. กก. และ สขช. และ พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ คค.
อักษรย่อของกระทรวง
นร. สำนักนายกรัฐมนตรี
กห.กระทรวงกลาโหม
กค. กระทรวงการคลัง
กต. กระทรวงการต่างประเทศ
กก. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
พม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
กษ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คค. กระทรวงคมนาคม
ทส. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทก. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
พน. กระทรวงพลังงาน
พณ. กระทรวงพาณิชย์
มท. กระทรวงมหาดไทย
ยธ. กระทรวงยุติธรรม
รง. กระทรวงแรงงาน
วธ. กระทรวงวัฒนธรรม
วท. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ศธ. กระทรวงศึกษาธิการ
สธ. กระทรวงสาธารณสุข
อก.กระทรวงอุตสาหกรรม
ทม.ทบวงมหาวิทยาลัย

อย่าตื่นตระหนก แต่ ขอให้ตื่นตัว

อย่าตื่นตระหนก แต่ ขอให้ตื่นตัว
"บิ๊กเจี๊ยบ"พลเอกเฉลิมชัย ผบ.ทบ.ไม่ยืนยันข่าว "คาร์บอมบ์"กทม.-ปริมณฑล แต่ก็ต้องป้องกัน ให้ดีที่สุด
ขอประชาชน. อย่าตื่นตระหนก แต่ขอให้ "ตื่นตัว" แทน ชี้เป็นการแจ้งเตือนปกติ ต้องระแวดระวัง เท็จจริงไม่รู้ แต่ทำให้ดีที่สุด ขอปชช.เปลี่ยน จากตื่นตระหนก มาเป็นตื่นตัว ช่วยกันดูแล โดยการข่าวของเรา ไม่ได้ยืนยัน แต่ก็ต้องป้องกันดูแล ไม่ให้เกิดขึ้น
ทั้งนี้ เรื่องจะนำรถจากชายแดนใต้มาก่อเหตุนั้นๆ การข่าวเรา ติดตามตลอด มีรถหายไปและจะนำ ไปใช้ประกอบระเบิด แต่ข่าวก็ไม่ยืนยัน100%
ส่วนสาเหตุมาจากการเมือง หรือดิสเครดิตรัฐบาล ควช.หรือไม่นั้น ผบทบ.กล่าวว่า. เรายังไม่รู้สาเหตุ และเป้าหมายคืออะไร แต่เราต้องเตรียมการป้องกันให้ดีที่สุด

โฆษกรบ.หยุดข่าวลือ

หยุดข่าวลือ ...
นายกฯบิ๊กตู่ กลับเข้าทำเนียบรัฐบาล แต่โฆษกรัฐบาล ยืนยันว่า นายกฯไม่มีแผนจะออกแถลงการณ์ใดๆ เป็นแค่ข่าวลือ แต่เตรียมพร้อม หาก ต้องเข้าเฝ้าฯ วอนอย่าหวั่นไหวกับข่าวลือ
โฆษกรัฐบาลเผยสาเหตุ ที่ นายกฯ งดภารกิจ ที่แหลมฉบัง ในช่วงย่าน แล้วกลับ กทม. ก็เพื่อเตรียมเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ในกรณที่ หากพระองค์ท่าน ทรงโปรดให้เฝ้าถวายรายงานของรัฐบาลตามห้วงระยะเวลา 
ทั้งนี้ ยืนยันว่า นายกฯ ไม่มีกำหนดแถลงข่าวใดๆตามข่าวลือในโซเชี่ยล แนะประชาชนเปิดรับข่าวทางการ อย่าหวั่นไหวไปกับข่าวปล่อยข่าวลือ
พลเอกประยุทธ์ กลับถึงทำเนียบฯ ตั้งแต่เวลา 15.00 น.
พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี งดภารกิจ ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นการหารือร่วมกับ คณะกรรมการ กรอ.ส่วนกลาง และ คณะกรรมการ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เพื่อเตรียมเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารฯ หากทรงโปรดให้เข้าเฝ้าเพื่อถวายรายงานของรัฐบาล ตามห้วงเวลาปกติ จึงได้มอบหมายให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทน
"นายก ไม่มีกำหนดการที่จะแถลงข่าวใดๆ เป็นพิเศษในวันนี้ ขอพี่น้องประชาชนอย่าให้ความสนใจหรือตื่นตระหนกไปกับข่าวลือในโซเชี่ยลมีเดีย ที่อาจสร้างความวิตกหวั่นไหว ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ จึงอยากขอให้พี่น้องประชาชนเปิดรับข่าวในช่องทางการ ที่มีความถูกต้อง เที่ยงตรง"

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

คำแนะนำจาก แจ๊ค หม่า ถึง ‘นักธุรกิจรุ่นใหม่’ และ ‘SME ไทย’

หลังจากที่ แจ๊ค หม่า ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัทอาลีบาบา เดินทางมาประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 2 หรือ 2nd ACD Summit ไปในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา เขาก็ได้มาขึ้นพูดบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Entreperneurship and Inclusive Globalization” ต่อทันทีที่กระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 11 ตุลาคม 2559
วันนี้เราก็ได้แปลและเรียบเรียงคำแนะนำของ แจ๊ค หม่า นักธุรกิจที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จระดับโลกมาให้ทุกคนได้ศึกษากัน ซึ่งต้องบอกเลยว่า นี่ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่จะได้รับฟังและศึกษาวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจระดับโลกคนนี้
อย่างที่เรารู้กันว่า แจ๊ค หม่า เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่มีนักธุรกิจทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ให้ความสนใจ ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเดินทางมาเหยียบเมืองไทย  จริง ๆ แล้วมากกว่า 10 ครั้งซะอีก  โดยคำแนะนำแรกที่ แจ๊ค หม่า เปิดเผยกับผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่ก็คือ เขาเชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเขาดีแล้ว  แต่อยากจะบอกว่า อย่าเพิ่งเชื่อหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเขามากนัก  เพราะเมื่อเขาได้อ่านดูแล้วหลาย ๆ เล่ม พบว่าไม่ใช่ความจริง  เขาก็เป็นเหมือนคนปกติทั่วไปที่เคยผิดพลาดมาก็เยอะ ออกจากงานมากว่า 30 ครั้ง  โดนคนปฏิเสธจนชิน  แต่ส่วนนี้หลายคนไม่มีโอกาสได้เห็น จะมาเห็นก็ตอนที่เขาสำเร็จมีชื่อเสียงแล้ว ซึ่งเอาจริง ๆ เขาก็เคยทำอะไรต่อมิอะไรล้มเหลวผิดพลาดมามากกว่า 5,000 ครั้งด้วยซ้ำ
การจะเป็นผู้ประกอบการที่ดีได้นั้น  เราต้องมีใจคิดบวกอยู่เสมอ ทั้งตัวเขาเอง ทั้งคนดัง ๆ ระดับโลกทั้งหลายก็มีสิ่งนี้กันทุกคน  ซึ่งนี่แหละที่เราควรเอาอย่าง  เมื่อก่อนตอนที่โลกนี้ยังไม่มีอะไรเลยสักอย่าง พวกเขายังผ่านวิกฤติต่าง ๆ มาได้  แต่โลกยุคนี้มีครบหมดแล้ว  ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวเราว่าจะเอามันไปใช้ประโยชน์ยังไง
สิ่งที่ แจ็ค หม่า แนะนำต่อมาก็คือ เรื่องของพาร์ทเนอร์ เราต้องหาพาร์ทเนอร์ที่ดี เชื่อถือได้  ที่เหลือคือเรื่องของเวลา อย่ายอมแพ้ ถ้าคุณล้มลงแล้วยอมแพ้  โอกาสในการจะกลับมาได้อีกมันยาก  ให้เริ่มทำจากสิ่งที่รักอันดับแรกก่อน หลายคนลืมเรื่องนี้  แต่ไปทำให้ธุรกิจมีปัญหาเยอะ
“วันนี้ว่ายากแล้ว พรุ่งนี้มันจะยากกว่า แล้วหลังจากพรุ่งนี้ไปชีวิตของเราจะสวยงามเอง (แต่คนส่วนใหญ่มักจะตายวันพรุ่งนี้ตอนเย็น ๆ)”
เรื่องของการเงินก็เป็นอีกปัญหาที่ทุกบริษัทต้องเจอ  แจ๊ค หม่า บอกเองเลยว่า มันเป็นปัญหาเสมอ ธุรกิจจะเล็กจะใหญ่แค่ไหนยังไงก็ต้องใช้เงิน แต่เวลาที่เราต้องการเงิน จะไม่ค่อยมีใครให้เงินเราหรอก หรือเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะไม่ได้มันเช่นกัน  ซึ่งเขาบอกว่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจ ก็มีแต่คนไม่เห็นด้วย  บอกว่าเขาไม่มีทางทำได้หรอก เขาชวนเพื่อนมานั่งคุยด้วย 48 คน เกี่ยวกับโปรเจ็กต์นี้  คุยไป 2 ชั่วโมงโดนปฏิเสธไป 23 คน แต่เขาก็ตัดสินใจทำอยู่ดี หลายอย่างที่เราอยากทำและถึงแม้คนส่วนมากจะไม่เห็นด้วย แต่อย่างน้อยเราก็ต้องเชื่อในสิ่งนั้น
ตัวเขาเองเริ่มต้นอาลีบาบากับคน 18 คน ตอนนั้นเขาบอกเลยว่าให้เอาเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทุกคนมีมากองไว้บนโต๊ะ ซึ่งมันรวมแล้วได้ประมาณ 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ มีแค่ไหน ใช้แค่นั้น ไม่มีการยืมคนอื่น เพราะมันถือเป็นความรับผิดชอบของตัวเขาเองเช่นกัน แล้วเงินจำนวนนี้ก็ทำให้ธุรกิจของเขาอยู่ไปได้ถึง 10 เดือน
เขาไปขอทุนจากธนาคารกว่า 20 ที่ก็ไม่มีใครให้ บอกว่าอาลีบาบาไม่ดีมั่งอะไรมั่ง ประเทศจีนไม่มีอินเทอร์เน็ตมั่ง อีคอมเมิร์ซไม่รุ่งมั่ง แต่สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การยอมแพ้ มันคือการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างรอบคอบ และโน้มน้าวทุกคนที่เชื่อให้มาใช้บริการให้ได้ โดยต้องไม่ทำให้ความเชื่อใจของเขาผิดหวัง
ตอนนี้คนที่ถือหุ้นใหญ่ ๆ ในอาลีบาบาก็มาจากญี่ปุ่นกับอเมริกา บางคนก็โวยวายบอกทำไมบริษัทจากจีนถึงมีแต่ผู้ถือหุ้นต่างชาติทั้งนั้นเลย ก็เพราะตอนที่เขากำลังต้องการเงินจริง ๆ มันไม่มีใครให้เขายังไงล่ะ
ซึ่งการไม่มีเงินเนี่ย แจ๊ค หม่า บอกเองเลยว่ามันเป็นปัญหาใหญ่อยู่พอสมควรเลย เพราะถ้าเราไม่มีเงิน เราต้องคิดให้รอบครอบว่าเราจะทำอะไร
“ผมได้ยินคนรุ่นใหม่พูดกันเยอะมากว่า ถ้าฉันมีเงินนะ ฉันทำสิ่งนี้สำเร็จไปแล้ว  ซึ่งผมไม่ชอบคนคิดแบบนั้น ผมชอบคนที่บอกว่า ฉันไม่มีเงิน แต่ฉันจะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จให้ได้”
ทุกวันนี้หลายบริษัทเจอปัญหาเรื่องเงินอยู่เยอะ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีเงิน แต่เพราะเขามีเยอะเกินไป ตอนที่เราไม่มีเงิน จะทำอะไรทีก็ต้องคิดให้ดี ทบทวนแล้วทบทวนอีก แต่พอเรามีเงินเยอะ จะทำอะไรเราก็สามารถลงมือได้ทันที ไม่ต้องกลัวเจ๊ง ซึ่งมันก็ทำให้เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์
“พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และทำให้ลูกค้าพอใจให้ได้ ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการทำให้ทีมพอใจด้วย เมื่อลูกค้าพอใจ ทีมพอใจ แล้วหุ้นส่วนก็จะพอใจเอง”
ตัวเขาเองก็เริ่มทำเงินจาก SME แต่ไม่ตัดสินความสำเร็จจากเงินที่ได้มาเอง เขาตัดสินมันจากตรงที่ว่า SME ทำเงินผ่านทางเขาได้เท่าไหร่ ถ้าคนอื่นประสบความสำเร็จ เขาก็ประสบความสำเร็จด้วย และเขายังบอกอีกด้วยว่า เขารู้สึกขอบคุณธุรกิจขนาดเล็ก เพราะเวลาที่เขาได้คุยกับพวก SME มันทำให้เขาตื่นเต้น
“เวลาผมคุยกับ SME ผมถามนู่นถามนี่ได้เป็นชั่วโมง ๆ เลยนะ เพราะคนพวกนี้เต็มไปด้วยความหวังและแพสชั่น  ซึ่งมันต่างกับเวลาที่เราคุยกับธุรกิจใหญ่ ๆ พวกนี้จะมีแต่เรื่องเงินและการแข่งขัน  ซึ่งผมอยากให้ทุกธุรกิจโฟกัสที่ว่า เราจะช่วยคนอื่นยังไง มากกว่าที่จะมาดูว่าคนอื่นจะช่วยเรายังไง”
แจ๊ค หม่า  ได้พูดถึงสิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มทำงานต่อด้วยว่า อย่าคาดหวังให้เจ้านายมาพัฒนาตัวเรา เราต้องพัฒนาตัวเอง “ไม่มีใครช่วยคุณได้ คนที่พัฒนาอาชีพของคุณได้คือตัวคุณ ความรู้ของคุณ และประสบการณ์ของคุณเอง ทุกวันนี้มันมีโอกาสมากมายที่จะช่วยคุณตรงนั้น”
ในอนาคตหลาย ๆ งานจะถูกทำลายลง งานที่เหลืออยู่คืองานที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์  เมื่อก่อนเราใช้คนทำงานเหมือนกับหุ่นยนต์ แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้าเราใช้หุ่นยนต์ทำงานให้เหมือนกับคน ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ คนก็เริ่มกลัวเครื่องจักรมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราในฐานะคนรุ่นใหม่ต้องโอบกอดเทคโนโลยี ต้องกล้า ต้องเรียนรู้มันตั้งแต่เรายังเด็ก ๆ แบบนี้
การทำงานเราไม่ควรเกี่ยงหรือบ่นนั่นบ่นนี่ ตอนที่เขาเป็นเด็ก ๆ วัยรุ่นทั่วไป  เขาก็เคยบ่นเรื่องการทำงานเหมือนกับเราทุกคน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้แล้วย้อนกลับไปมองตัวเองว่า ยิ่งเด็กในตอนนั้นได้บ่นกับเรื่องงานที่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขาในทุกวันนี้มีความสุขขึ้นเท่านั้น
“คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่รอให้ใครมาพัฒนาพวกเขา  แต่พวกเขาจะเริ่มมันด้วยตัวเอง ซึ่งการจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่ว่าคุณทำเงินได้มากแค่ไหน แต่ความสำเร็จจริง ๆ คือเวลาที่คุณแก่ตัวไป คุณมีเรื่องราวมากมายให้พูดถึง เงินไม่มีค่าอะไร อำนาจไม่มีค่าอะไร สิ่งที่มีค่ามากกว่าสิ่งใดคือ ประสบการณ์ของคุณ”
ที่มา: http://www.bangkokbanksme.com/article/8588

บทบาทพลเมืองสยาม ในการปราบกบฏบวรเดช 2476


“คนไทยยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย” นี่เป็นคำพูด ความคิดเห็นที่เราท่านได้พบ ได้เห็น ตั้งแต่เมื่อแรกมีประชาธิปไตยในไทย ใน พ.ศ. 2475 ถึงไม่บ่อยแต่ไม่เคยจางหาย และขยายแนวคิดไปว่า “ประชาธิปไตยไม่เหมาะกับประเทศไทย”
ท่านคิดเห็นอย่างไรเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ตามสถานะ ข้อมูล ฯลฯ
หากวันนี้อยากจะชวนท่านมาดูบทความหนึ่ง ที่ทำให้เห็นภาพประชาชนที่ “ใส่ใจ” และ “เอาใจช่วย” ที่มีต่อ “ประชาธิปไตย”
กับบทความวิชาการที่ชื่อว่า “เมื่อสามัญชนหาญปราบกบฏ : บทบาทพลเมืองสยามในการปราบกบฏบวรเดช 2476” ของ ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
บทความวิชาการนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนตุลาคมนี้
ที่เรียกว่า “บทความวิชาการ” เพราะผู้เขียน (ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง) สืบค้นเอกสารชั้นต้นอย่างรอบด้าน ทุกเรื่องมีเอกสารอ้างอิง เอกสารที่อ้างอิงจำนวนมากเป็นเอกสารชั้นต้น เอกสารชั้นต้นกว่าครึ่งเป็นเอกสารราชการ
ปราบกบฏบวรเดช 2476
ในที่นี้ขอยก 2-3 ตัวอย่างมาเล่าสู่กันฟัง
หนึ่งคือ พระมหาภู่ นาคสลับ วัดมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลิขิตถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2476 ความว่า
การปราบกบฏไม่ใช่เรื่องของสงฆ์ แต่เรื่องของชาติเป็นเรื่องของทุกคน ภิกษุสงฆ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของชาติ เป็นเพื่อนร่วมชาติกับทุกคน พระมหาภู่ยังได้รายงานสถานการณ์ให้รัฐบาลทราบว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เชื่อข่าวของพวกกบฏมากกว่า ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขการนำเสนอข่าวสาร และอำนวยพรมายังรัฐบาลว่า
“อาตมาภาพนอกจากเอาใจช่วยรัฐบาลแล้ว ยังขออัญเชิญพระรัตนไตรและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอภิบาลปกป้องในกาลทุกเมื่อด้วย”
หนึ่งคือ นายพร้อม ทัพประพนท์ เสมียนอำเภอพานทอง ชลบุรี โทรเลขถึงนายกรัฐมนตรี วันที่ 17 ตุลาคม 2476 ได้แจ้งว่า เขาได้ขอลาหยุดงาน 7 วัน เพื่อเข้ามาร่วมกับฝ่ายรัฐบาลปราบกบฏ
หนึ่งคือ นางปุ่น สุภาพันธ์ จังหวัดเพชรบุรีส่งจดหมายลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2476 ถึงนายกรัฐมนตรี บริจาคแหวนแต่งงานสมทบทุนให้รัฐบาลปราบกบฏ
“ดิฉัน เป็นราษฎรสามัญชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่มั่งมีศรีสุขอย่างใด แต่ทั้งกายและใจของดิฉันเคารพมั่นคงในรัฐธรรมนูญซึ่งใต้เท้าได้เป็นประมุขนำมาหยิบยื่นให้ด้วยพลีชีวิต
ดิฉันพร้อมแล้วที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อประเทศต้องการเพื่อรักษารัฐธรรมนูญของชาติให้สถิตสถาพรอยู่
ดังนั้น ดิฉันได้ส่งแหวนมาพร้อมจดหมายนี้ 1 วง แม้จะเป็นแหวนทองเกลี้ยงๆ ไม่มีราคาเท่าใดนัก แต่เป็นของมีค่าที่สุดของดิฉันสิ่งหนึ่ง เพราะเป็นแหวนวิวาห์ของดิฉัน‚”
หนึ่งคือ นางส้มจีน รักภาระพิทักษ์ เจ้าของร้านสหธัญญาพานิช ขออนุญาตรัฐบาลอัดรูปถ่ายพวกกบฏจำหน่ายในราคาถูก เพื่อช่วยรัฐบาลในการจับกุมผู้ก่อกบฏมารับโทษ
นางส้มจีนกล่าวว่า “ดิฉันจะพยายามจำหน่ายให้ถูกที่สุด แม้จะเสียเวลาหรือขาดทุนบ้าง ดิฉันก็ยอม เพราะดิฉันเห็นแก่ชาติมากกว่า”
ตัวอย่างข้างต้นคือ “ชาวบ้านทั่วไปล้วน” แต่ในบทความของณัฐพลยังมีกลุ่มบุคคลอีกจำนวนมากที่เข้าร่วมการปราบกบฏ เช่น พนักงานการรถไฟ, พลเมืองอาสา ที่ช่วยเหลือ, บริจาค, อวยพร ฯลฯ แก่รัฐบาลในการต่อสู้กับกบฏบวรเดช ซึ่งนอกจากจะมีเรื่องของสามัญชนที่ช่วยปราบกบฏ ก็ยังมีเรื่องที่พวกเขาถูกคุกคามชีวิตและทรัพย์สินเพราะเห็นต่างจาก
อภิชนด้วย
เนื้อหาที่เหลือและตอนจบของบทความนี้ขอท่านได้โปรดติดตามต่อใน “ศิลปวัฒนธรรม”
ส่วนตอนจบของการต่อสู้ทางประชาธิปไตยนั้นคงต้องยืมคำอภิปรายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี กล่าวแก่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2483 ว่า
“ระบอบเก่าและระบอบใหม่นี้จะต้องรบกันไปอีกนานจนกว่าระบอบใดจะชนะ และผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วยจะต้องรบกันไปอีกและแย่งกันระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้”
ปราบกบฏบวรเดช 2476
ปราบกบฏบวรเดช 2476ปราบกบฏบวรเดช 2476ปราบกบฏบวรเดช 2476ปราบกบฏบวรเดช 2476ปราบกบฏบวรเดช 2476

นายกรัฐมนตรีวอนอย่าขยายความกรณี ตร.แจ้งเตือนการก่อวินาศกรรม

นายกรัฐมนตรีวอนอย่าขยายความกรณี ตร.แจ้งเตือนการก่อวินาศกรรม ด้าน สมช.เผยเฝ้าระวังเต็มที่ตามที่ได้รับข้อมูล
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนกกับคำเตือนของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในเรื่องการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล วอนสื่ออย่าขยายความ ด้าน สมช.ยืนยันเฝ้าระวังเต็มที่ตามที่ได้รับข้อมูล ขณะที่ ตร.หน่วยปฏิบัติการพิเศษออกตรวจตราห้างสรรพสินค้า ด้านบริการขนส่งมวลชน ท่าอากาศยานเสริมความปลอดภัย ส่วน กทม.สั่งตรวจกล้องซีซีทีวีให้ใช้งานได้
เมื่อวานนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ได้ร่วมประชุมกับกองบัญชาการตำรวจที่เกี่ยวข้องหลังได้รับการสอบถามจากสถานทูตต่างประเทศที่มีข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันการก่อการร้ายร่วมกับไทย โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าอาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเตรียมก่อเหตุในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงวันที่ 25-30 ต.ค.นี้ ว่าได้กำชับการดำเนินการตามแผนป้องกันการก่อการรายแม้จะไม่มีจุดใดที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ แต่ได้เพิ่มการคุมเข้มตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ สถานทูต จุดล่อแหลม และสถานที่เชิงสัญลักษณ์
อย่างไรก็ดี พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (11 ต.ค.) ขอความร่วมมือสื่อไม่ให้ขยายความเรื่องนี้ เพราะจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก และส่งผลต่อกระทบความเชื่อมั่นต่างประเทศ
อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าวไทยรายงานว่า พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยืนยันว่าหลังจากมีการแจ้งเตือนว่าจะมีเหตุดังกล่าว ทางฝ่ายความมั่นคงได้เร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทางการข่าวยังไม่มีการระบุพื้นที่ที่ชัดเจน แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยความมั่นคงดูความปลอดภัยจุดสำคัญทั้งหมด และดูแลภาพรวมทั่วประเทศ
มีรายงานด้วยว่าในวันนี้ หน่วยงานหลายแห่งได้เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย อาทิ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในการบริการเดินรถไฟฟ้า ขณะที่มีรายงานว่าบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยาน 6 แห่ง คือสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย และหาดใหญ่
ด้านตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม ได้ออกตรวจพื้นที่ 5 จุด ใน กทม. ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ สยามสแควร์ เอ็มบีเค เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเอสพลานาด รัชดา แต่ละจุดใช้กำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 นาย ตรวจตราทั้งในห้างและลานจอดรถเนื่องจากมีรายงานรถยนต์ต้องสงสัยที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
สำนักข่าวไทยรายงานด้วยว่า นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ รองปลัด กทม.สั่งให้เจ้าหน้าที่พร้อมรับเหตุวินาศกรรม โดยเน้นจุดเสี่ยงห้างสรรพสินค้า ลานจอดรถ แหล่งท่องเที่ยว และกำชับคุมเข้มให้หน่วยราชการตรวจกล้องวงจรปิดให้ใช้งานได้ #Thailandsecurity

บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ร่วมงาน37ปี สถาปนา พล.ม.2รอ.

ไม่มี โผ No script
บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ร่วมงาน37ปี สถาปนา พล.ม.2รอ.ผบทบ.กล่าวแบบBy heart ไม่มีโผ ชื่นชมทหารม้า ทำหน้าที่สำคัญมาก ที่ผ่านมา ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ฝาก 3ประการ4 ข้อ พูดแบบ เป๊ะๆ ไม่มีงง หลงลืม การเรียงลำดับ เป๊ะ เลย

ฝากขอเป็นทหารอาชีพ ดูแลความสงบเรียบร้อย นำไปสู่เลือกตั้ง ปี60ตามโรดแมพ จัดระเบียบสังคมให้เรียบร้อย ตามบัญชานายกฯ การบังคับใช้กม.และเตรียมพร้อมช่วยเหลือปชช. รับน้ำท่วม

บิ๊กเข้ พลเอกเทพพงศ์ ทิพยจันทร์ บิ๊กเปี้ยก พลเอกสมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล ผช.ผบทบ. ทหารม้า บิ๊กตัอ พลเอก สสิน ทองภักดี เสธ.ทบ. ทหารม้า และบิ๊กแดง พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 ร่วมงาน
"ผบ.ทบ."ยันจะทำให้ ทุกอย่าง เดินตามโรดแมพ สู่เลือกตั้ง ปี2560 บอกทหาร มี3 ภารกิจ รักษาความสงบ จัดระเบียบสังคม ข่วยเหลือประชาชน ย้ำ แม้เรามีอำนาจ แต่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของหน่วยและกองทัพ" /ต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่ ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ดูแลสุขภาพร่างกาย เป็นทหารอาชีพ ชี้ถ้าภาคภูมิใจในความเป็นทหาร ก็จะปฏิบัติด้วยความสุข

พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานงานสถาปนากองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ครบรอบปีที่ 37โดยมี พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ผู้บังคับหน่วย รวมถึง กำลังพลของกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ร่วม ฟังโอวาท

พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พล.ม.2 รอ. ถือเป็นหน่วยกำลังรบที่สำคัญของกองทัพบก และปฏิบัติภารกิจหลากหลายประการ ทั้งภารกิจการป้องกันประเทศ การรักษาความสงบเรียบร้อย และการช่วยเหลือประชาชน การพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และการส่งกำลังเข้าร่วม กองกำลังสันติภาพที่ประเทศซูดาน นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของหน่วยเป็นอย่างยิ่ง

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พล.ม.2 รอ. ถือเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติงาน สนับสนุนการปฏิบัติและบริหารงานของรัฐบาล โดยมีพื้นที่รับผิดชอบคือ กทม. พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ถือเป็นพื้นที่สำคัญมาก กำลังพลทุกคนได้ร่วมกันปฏิบัติภาระหน้าที่ ในบทบาทของ กกล.รส. ของ คสช. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับการยอมรับและชื่นชมจากสังคม ตนขอขอบคุณทุกคน

ในสถานการณ์ปัจจุบัน กำลังพลทุกคนต้องช่วยกันนำพาประเทศให้เดินไปได้ตามโรดแมปของรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560เรามีงานที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย การใช้กำลังในการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่เราดำเนินการมา ขอให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีความเข้มงวดในการใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มที่ไม่ประสงค์หรือกลุ่มก่อกวน จนกระทั่งเราไม่สามารถเดินไปตามโรดแมปของรัฐบาลได้
"ผมขอฝากเรื่องการใช้อำนาจขอให้ดำเนินการตามอำนาจของกฎหมาย หากเรามีอำนาจแต่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของหน่วยและกองทัพ"
2) เรื่องการจัดระเบียบสังคม ขอให้เร่งดำเนินการเป็นรูปธรรม ในช่วงปีที่สุดท้ายให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็วที่สุดและส่งมอบให้หน่วยที่รับผิดชอบดำเนินการต่อไป เพื่อความสงบเรียบร้อยและความมีสง่าราศีของบ้านเมืองเรา
3) ภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่นายกรัฐมนตรี สมัยเป็น ผบ.ทบ. ที่บอกเสมอว่า ทหารต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันเรากำลังมีปัญหาอุทกภัย ขอให้ กกล.รส.ทุกส่วนงาน เตรียมสรรพกำลังและเครื่องมือไปช่วยแก้ไขปัญหา เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หากมีสิ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการก็ขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งภาพรวมทั้งหมดกองทัพบกพร้อมให้การสนับสนุน“
ในส่วนที่เราเป็นกำลังรบหลักของกองทัพบก ผมอยากฝากทุกคน 4 เรื่อง
1) ในฐานะที่เป็นส่วนกำลังรบ การปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง ต้องทุ่มเท มุ่งมั่น ปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จจงได้ เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศของตนเองและหน่วย
2) ในฐานะที่เป็นผู้บังคับหน่วย ต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีคุณภาพชีวิต สวัสดิการที่ดี
3) ในฐานะที่เป็นส่วนกำลังรบ ต้องดูแลสุขภาพร่างกาย ให้พร้อมปฏิบัติภารกิจเมื่อได้รับคำสั่ง
4) ขอให้ทุกคนภาคภูมิใจในการเป็นทหารอาชีพ ในวิถีชีวิตของทหารแบบพวกเรา ต้องพร้อมปกป้องชาติ บ้านเมือง แผ่นดินและพี่น้องประชาชน ถ้าเราภาคภูมิใจในความเป็นทหารแล้ว เราจะปฏิบัติด้วยความสุข” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว

สำหรับ พล.ม.2รอ. ถือเป็น หน่วยทหารม้า ที่มีทั้งม้าเนื้อ ม.พัน29รอ. และม้าเหล็ก รถถัง รถเกราะ ทั้งในกรุงฯ อยุธยา และสระบุรี ถูกขนานนามว่า เป็นกองพลทหารม้า ที่มักจะถูกใช้ในการปฏิวัติรัฐประหาร เสมอ

"นายกฯ" ขอให้มั่นใจ จนท.ดูแลได้ "คาร์บอม์"การข่าวแจ้งเตือนมาตลอด

"นายกฯ" ขอให้มั่นใจ จนท.ดูแลได้ "คาร์บอม์"การข่าวแจ้งเตือนมาตลอด ขอสื่ออย่าขยายให้ตื่นตระหนก กระทบภาพพจน์ในสายตา ตปท. ขออย่าให้ความสำคัญกับวันBRN
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงการแจ้งเตือนมีผู้ไม่หวังดีเตรียมก่อเหตุคาร์บอมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในวันที่ 25-30 ต.ค. 3 จุด ว่า เป็นเรื่องที่มีการเตือนเสมอมา ซึ่งก็ต้องระมัดระวังการเสนอ หรือขยายข่าว
"การที่สื่อนำเสนอถือเป็นเรื่องปกติที่ให้สังคมได้รับรู้ แต่ขอให้เสนออย่างพอสมควร เพราะถ้าข่าวเช่นนี้ ออกไปจะเกิดความตื่นตระหนกได้ โดยเฉพาะผลกระทบกับต่างประเทศ วันนี้จึงเวลาให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน และเชื่อมั่นในตัวเจ้าหน้าที่"
ถามว่า การแจ้งเตือนนี้ต่อเนื่องมาจากเหตุที่เกิดขึ้น ใน 7 จ.ใต้ตอนบน เมื่อ วันที่ 11-12 ส.ค. ที่ผ่านมา หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่รู้ ไม่ทราบ เป็นเรื่องการทำงานด้านการข่าว โดยใช้วิธีการสืบสวนดำเนินการอยู่ รอผลการตรวจสอบก่อน
เมื่อถามว่า เชื่อมโยงกับวันสถาปนากลุ่มBRN หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะไปให้ความสำคัญทำไม ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะขยายความให้กลุ่มที่ใช้ความรุนแรง วันนี้ทั้งโลกมีปัญหาหมด ซึ่งถ้าตนเอง พูดแรงเกินไป ก็จะเป็นประเด็นที่เขาจะใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับมา ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

ตกเป็นเหยื่อทางการเมือง! ทบ.แจง ‘ชลรัศมี’ รับงานรัฐ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

โฆษกทบ. แจง 2 บ. 'ชลรัศมี งาทวีสุข’คว้างานรัฐไม่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ชี้ธุรกิจมีมานานแล้ว แถมมากด้วยความสามารถ รัฐได้ ปย.สูง ระบุตกเป็นเหยื่อทางการเมือง ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ขอให้สื่อ-สังคมฟังข้อเท็จจริง 
PIC wintaii 11 10 59 4
จากกรณีบริษัท งาทวีสุข จำกัด และบริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด ที่มี พ.ต.หญิง ชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น เข้าไปรับงานประชาสัมพันธ์ และงานโฆษณาต่าง ๆ จากภาครัฐ ขณะที่ระเบียบกระทรวงกลาโหมเมื่อปี 2551 และคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เมื่อปี 2519 ระบุสาระสำคัญว่า ห้ามข้าราชการทหารมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะห้ามเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปยอมรับให้บริษัทห้างร้านของเอกชนเหล่านั้นอาศัยชื่อของตนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อมนั้น
ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และโฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราwww.isranews.org ถึงกรณีนี้ว่า เมื่อพิจารณาตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินแล้ว เห็นว่า เป็นการห้ามไม่ให้บรรดาเอกชนเอาชื่อข้าราชการทหารไปใส่เป็นกรรมการบริษัทแล้วนำไปอวดเบ่ง หรือแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งในส่วนของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี ที่มีบริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด และบริษัท งาทวีสุข จำกัด นั้น ไม่เข้าข่ายขัดคำสั่งดังกล่าว เพราะธุรกิจของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี ได้เปิดดำเนินงานมานานแล้ว และไม่ใช่แค่รับงานในยุครัฐบาลชุดนี้ แต่รัฐบาลชุดก่อน ๆ ก็รับงานด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ พ.ต.หญิง ชลรัศมี ก็เรียนจบสายตรงทางนิเทศศาสตร์มา เป็นนักประชาสัมพันธ์ที่เก่งคนหนึ่ง และมีความสามารถสูง ทั้งด้านภาษา และไหวพริบ ดังนั้นในเมื่อบริษัทของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี มารับงานของรัฐ ก็ถือว่ารัฐได้ประโยชน์ด้วย ที่สำคัญทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวเป็นธุรกิจภายในครอบครัวของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี มาก่อนตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเปิดแล้วดำเนินการในยุคนี้
“แต่ถ้าหากพบว่ามีการนำชื่อข้าราชการทหารคนไหนก็ตาม ไปใส่เป็นกรรมการบริษัทที่ประกอบธุรกิจไม่ตรงสาย เช่น นำชื่อ พ.ต.หญิง ชลรัศมี เป็นกรรมการในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการรับงานก่อสร้าง แล้วบริษัทดังกล่าวมารับงานก่อสร้างจากภาครัฐ หรือกองทัพ ก็อาจจะเข้าข่ายน่าสงสัยได้ว่า อาจขัดต่อคำสั่งดังกล่าว แต่กรณีของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี คือเปิดบริษัททำพีอาร์มานานแล้ว และรับงานทุกรัฐบาล” พ.อ.วินธัย กล่าว
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายในสังคมเห็นว่า พ.ต.หญิง ชลรัศมี มียศทางทหาร แต่เปิดบริษัทเข้ามารับงานจากภาครัฐ จะถือว่าเหมาะสมหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ได้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ ต้องเข้าใจก่อนว่าตามหลักข้อเท็จจริงแล้ว การเปิดบริษัทสามารถทำได้ และถ้าเป็นบริษัทที่มีศักยภาพ เมื่อเข้ามารับงานภาครัฐ รัฐก็ได้ประโยชน์สูง อาจจะสูงกว่าบริษัทที่เป็นนักธุรกิจซึ่งหวังทำกำไรเพียงอย่างเดียวด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือไม่ได้รับงานแค่รัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็รับงานด้วย ดังนั้นการกล่าวหาว่า เหมาะสมหรือไม่ คงไม่สามารถตอบได้ 
“อยากให้สังคม รวมถึงสื่อต่าง ๆ เข้าใจว่า การนำเสนอข้อเท็จจริงสามารถกระทำได้ หากมีเรื่องการทุจริตหรืออะไร เราพร้อมจะตรวจสอบทันที เพราะรัฐบาล และ คสช. ให้ความสำคัญมาก แต่การกล่าวหาเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องทางการเมือง พ.ต.หญิง ชลรัศมี เขาเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ทำงานเก่ง มากความสามารถ แต่สังคมกลับทำให้เขาเป็นเหยื่อทางการเมือง ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่หวังดี จึงขอให้สังคมเข้าใจในส่วนนี้ด้วย การที่ทหารเปิดบริษัทเข้าไปรับงานภาครัฐ ทั้งที่ทำด้วยความสุจริต รัฐได้ประโยชน์ แต่ได้งานในยุครัฐบาลทหารด้วย กลับกลายเป็นว่า ทหารเป็นจำเลยสังคมเลยเหรอ ขอให้สื่อและสังคมอย่าใช้ความรู้สึก ให้ใช้ข้อเท็จจริงพิจารณา” พ.อ.วินธัย กล่าว

ครม. ไฟเขียว เพิ่ม “ผช.รมต.” อีก 10 คน เร่งขับเคลื่อนสานงานยุทธศาสตร์ ปฏิรูป

ครม. ไฟเขียว เพิ่ม “ผช.รมต.” อีก 10 คน เร่งขับเคลื่อนสานงานยุทธศาสตร์ ปฏิรูป
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมเห็นชอบหลักการตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ.2546 โดยแก้ไขระเบียบฯ ดังกล่าวเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ช่วยรัฐมนตรีจากเดิม 30 คน เป็น 40 คน ให้เข้ามาเร่งรัดและขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามนโยบาย และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกี่ยวกับแผนการปฏิรูปประเทศ และการกำหนดยุทธศาสตร์ที่มีมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย โดยจะปฏิบัติภารกิจเฉพาะเรื่องตามที่หมอบหมายเป็นกรณีพิเศษ โดยให้ถือว่าเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ภายใต้กำกับของนายกรัฐมนตรีที่ต้องดูแลงาน 6 กลุ่ม และสามารถรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีได้ทันที
พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า ในการแก้ไขระเบียบฯ ครั้งนี้ นายกฯได้มอบหมายให้ชี้แจงทำเข้าใจกับสาธารณชน โดยเฉพาะในส่วนค่าตอบแทนและการเพิ่มภารกิจที่มีมากขึ้น ทางรัฐบาลมีการปรับลดค่าตอบแทนในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2557 จากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 63,800 บาท เป็น 50,000 บาท ซึ่งการเพิ่มจำนวนผู้ช่วยรัฐมนตรีอีก 10 คน ไม่ถือว่าเป็นภาระต่องบประมาณแต่อย่างใด โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีตามระเบียบ พ.ศ.2546 มีวาระ 1 ปี และได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 50,000 บาท และให้ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

นายกรัฐมนตรีเสนออาลีบาบาช่วยกระจายสินค้าเอสเอ็มอีสู่ตลาดจีนและตลาดโลก

นายกรัฐมนตรีเสนออาลีบาบาช่วยกระจายสินค้าเอสเอ็มอีสู่ตลาดจีนและตลาดโลก
แจ็ค หม่า เสนอแนวคิดในที่ประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชียครั้งที่สอง หรือเอซีดี แนะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเชื่อมโยงระบบการเงิน ด้านไทยหวังความร่วมมือเป็นรูปธรรมในการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยสู่ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ของอาลีบาบาอย่างครบวงจร
นายแจ็ค หม่า ประธานบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา กล่าวในการรายงานการประชุมระดับภาคธุรกิจในที่ประชุมเอซีดี ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพแนะนำให้ทุกประเทศพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้เชื่อมโยงกับระบบการเงินเนื่องจากโลกปัจจุบันเป็นโลกในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้นายแจ็ค หม่า ยังได้พบปะหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยพลโทวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงข้อเสนอเกี่ยวกับการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี และการส่งเสริมให้สร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งอาลีบาบาจะแบ่งปันประสบการณ์ดังกล่าวกับไทย
นายกรัฐมนตรีมองว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับอาลีบาบาจะช่วยให้ SMEs ไทย มีโอกาสในการจำหน่ายสินค้าและบริการในตลาดที่กว้างขึ้นและครบวงจร นอกจากนี้ไทยยังได้สอบถามถึงแนวคิดของอาลีบาบาในการจัดตั้งศูนย์กลางการค้าโลก (Global Trading Center) ในไทย ซึ่งฝ่ายอาลีบาบาจะได้ประโยชน์จากการกระจายสินค้าที่จำหน่ายผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งในไทยและในภูมิภาค ในเวลาเดียวกันผู้ประกอบการไทยจะมีตลาดรองรับสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย

26 ทหาร สนช.ใหม่ ไม่ใช่ตอบแทนกัน

26 ทหาร สนช.ใหม่ ไม่ใช่ตอบแทนกัน
บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร แจงการ ตั้ง26ทหาร เป็นสนช.ใหม่จากจำนวน33คน ว่า ไม่ใช่เป็นการตอบแทนกัน แต่เพราะต้องมาช่วยออกกม.เยอะ โดยจะไปเพิ่มในส่วนของกรรมาธิการ ที่ต้องออกกม.อีกหลายเรื่อง และเลือกคนที่อยู่ในกทม.-ปริมณฑล จะได้มาประชุมได้ ไม่งั้น ก็จะบอกว่า ติดราชการบ้าง ไกล มาประชุมไม่ได้.
ที่สำคัญ เป็นคนที่เรารู้จัก ไม่งั้น ไม่รู้ใครเป็นใคร ในสนช.ตีกันมัวไปหมด แล้วก็เป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ ทั้งนั้น. ผมเองก็เคยเป็น สนช. มาก่อน เคยทำงานด้านออกกม.นี่ล่ะ เช่น กม.กอ.รมน. ผมก็เป็นประธาน

"อิจฉาบ้า อะไร ผม 72 แล้ว"

"อิจฉาบ้า อะไร ผม 72 แล้ว"
บิ๊กป้อม อารมณ์ดี ...ปัดตอบ ทำไมยังโสด ไม่แต่งงาน ....เรื่องของฉัน มีคนรู้ใจ รึยัง? ก็เรื่องของฉันอีก บอกไม่ต้องอิจฉา ผมอายุ72 แล้ว วอนเขียนเริ่องจริง และเอาเรื่องการทำงานดีกว่า อย่าเอาเรื่องส่วนตัว มาเขียน ไม่ใช่เรื่องจริง เผยสั่งตร.เอาผิด พวกโพสต์เรื่องไม่จริง เปรย ผมไม่เคยพูดโกหก เวลานักข่าวถาม พูดเรื่องจริง ทั้งนั้น
หลัง เผย โสด ไม่ห่วงโดนโจมตี เรื่องส่วนตัว เรื่องผู้หญิง "ดีที่ผม ไม่ไปยุ่งกับผู้ชาย" ก็ผมโสดน่ะ จะยุ่งกับใครก็ได้

รับมือข่าวคาร์บอมบ์ป่วน 3 จุด กทม. 25 - 30 ต.ค. นี้

'พล.ต.อ.ศรีวราห์' ถกความมั่นคง รับมือข่าวคาร์บอมบ์ป่วน 3 จุด กทม. 25 - 30 ต.ค. นี้ กำชับหาข่าวเชิงลึก ป้องกันการก่อเหตุ
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนในพื้นตำรวจนครบาล/ ตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ 7 ตำรวจสันติบาล/ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจสอบสวนกลาง หลังการข่าวแจ้งเตือนว่าจะมีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงระหว่างวันที่ 25 - 30 ต.ค. นี้ จำนวน 3 จุด โดยมีเป้าหมายบริเวณห้างสรรพสินค้า ลานจอดรถ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีวิทยุสั่งการกำชับให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการป้องกันเหตุการก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมโดยให้สำรวจพื้นที่เป้าหมายหรือจุดเสี่ยง/ จัดทำแผนเผชิญเหตุทั้งก่อนเกิดเหตุ/ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ/ เน้นสืบสวนหาข่าวเชิงลึกด้านความมั่นคง เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลเป้าหมาย โดยบูรณาการด้านการข่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน/ เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจจุดสกัด จุดตรวจความมั่นคง ยานพาหนะในพื้นที่เป้าหมาย ตลอดจนเส้นทางในจังหวัดปริมณฑล และเส้นทางจากภาคใต้

พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของ หรือผู้รับผิดชอบห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพิ่มความเข้มในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบรถยนต์ รถจักรยานที่ผ่านเข้าออก จอดทิ้งค้างคืนในห้างหรือลานจอดรถ ตรวจสอบความพร้อมของกล้องวงจรปิดให้พร้อมใช้งาน และให้สำรวจข้อมูลรถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรม หรือถูกประทุษร้ายย้อนหลังในปี 2558-2559 ในพื้นที่ ภ.7 และ ศชต. เพื่อเป็นข้อมูลให้ตำรวจในแต่ละพื้นที่เฝ้าระวัง

"บิ๊กป้อม" สั่งตำรวจ ปอท.เอาผิด คนโพสต์เรื่องไม่จริงในโซเชี่ยลฯ รวมทั่งเรื่องส่วนตัว



"บิ๊กป้อม" สั่งตำรวจ ปอท.เอาผิด คนโพสต์เรื่องไม่จริงในโซเชี่ยลฯ รวมทั่งเรื่องส่วนตัว. จะฟ้องให้หมด..เรียกเสียงฮา....ชี้ ผมเป็นโสด จะยุ่งกับใครก็ได้ ดีที่ไม่ไปยุ่งกับผู้ชาย ปัดตอบ ทำไมยังโสด ไม่แต่งงาน .เรื่องของฉัน มีคนรู้ใจ รึยัง? ก็เรื่องของฉันอีก เปรย ผมอายุ72 แล้ว วอนเขียนเริ่องจริง เปรย ผมไม่เคยพูดโกหก เวลานักข่าวถาม พูดเรื่องจริง ทั้งนั้น/มองสวนทางผลโพลล์ ยันคะแนนนิยมนายกฯบิ๊กตู่ ไม่ลดลง จะมีแต่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เรื่องอื่น ไม่ลด ชี้นายกฯทำงานหนัก ไม่รู้เอากำลังมาจากไหน เผยการโจมตีคนรอบข้างนายกฯ นั้น เป็นเพราะคนนอก พยายามจะทำให้เรื่องที่ไม่เป็นประเด็น ให้เป็นประเด็น ทั้งนั้น ทั่งๆที่ไม่ใช่เรื่องจริง
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึง ผลสำรวจความเห็นประชาชนที่ระบุวาาคะแนนนิยมพลเอกประยุทธ์ นายกฯลดลงนั้นว่า ไม่ลดหรอก มีแต่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น
"ผมว่าไม่ลด เพราะนายกฯท่านทุ่มเท ทำงานหนัก ไม่รู้เอากำลังมาจากไหน " พล เอกประวิตร กล่าว
เมื่อถามว่า เป็นเพราะ มีเรื่องคนรอบข้างถูกโจมตี หรือไม่ คะแนนเลยลดลงพลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่เพราะคนรอบข้างนายกฯ แต่เป็น เพราะคนนอกจะทำที่พยายามจะทำให้เรื่องที่ไม่เป็นประเด็น ให้เป็นประเด็น
และมองว่า ไม่มีการเตะตัดขาอะไร นายกฯทั้งนั้น อีกปีกว่าก็จะเดินกันไปแล้ว จะตัดยังไงคงไม่ได้
"คิดเอาเองทั้งนั้น คนทำโซเชียลมีเดีย ทำคนเดียวสามารถทำได้ อยากจะพิมพ์อะไรก็พิมพ์ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าจับได้เมื่อไหร่ ผมจะฟ้องหมด ในขณะนี้ตำรวจ เข้าไปดำเนินการ ในทุกเรื่องที่เป็นประเด็น ตนให้ตำรวจดำเนินการหมด พวกที่บิดเบือน "
แล้วเรื่องเหล่านั้น ก็ไม่ใช่เรื่องจริง โดยเฉพาะเรื่องที่โพสต์กันในโซเชี่ยลฯ สังคมออนไลน์ ทั้งนี้ได้สั่งการให้ตำรวจ ปอท.ตรวจสอบและ ดำเนินการ เอาผิด คนที่นำข้อมูลที่ไม่จริง บิดเบือนไปลงในโซเชี่ยลฯ ในสังคมออนไลน์. ทุกเรื่องรวมทั้งเรื่องส่วนตัว
เมื่อผู้สื่อข่าวถูกถามว่า ตอนนี้ดูเหมือนท่านกำลังถูกโจมตี เรื่องส่วนตัว พลเอกประวิตร ถามว่า เรื่องอะไร เรื่องส่วนตัว
เมื่อผู้สื่อข่าว อ้ำอึ้ง พูดไม่ออกว่าเรื่องอะไร พลเอกประวิตร กล่าวว่า เรื่องผู้หญิงเหรอ
"ดีนะที่ผม ไม่ไปยุ่งกับผู้ชาย ก็ผมเป็นโสดน่ะ มันแปลกรึเปล่า วะ ผมจะยุ่งกับใครก็ได้ แต่ถ้าผมไปยุ่งกับ ผู้ชายล่ะสิ ฉิบ...... ไม่เห็นแปลกเลย ผมว่า ไม่ใช่หรอก แต่จะหาเรื่องโจมตี" พลเอกประวิตร กล่าว อย่างอารมณ์ ดี
เมื่อสื่อหยอกว่า ทำไมไม่แต่งงาน พลเอกประวิตร กล่าวว่า มันเป็นเรื่องของผม
เมื่อถามว่า มีคนรู้ใจรึยัง พลเอกประวิตร ก็บอกว่า เรื่องของฉันอีก พรัอมบอก อย่าถามเริ่องส่วนตัว เอาเรื่องผลงาน รัฐบาลดีกว่า
เมื่อสื่อหยอกว่า มีคนอิจฉา ท่านนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า อิจฉาบ้า อะไร ผมอายุ72 แล้ว
"เนี่ยผู้สื่อข่าว เนี่ย ช่วยกันบ้างดิ เขียนเรื่องดีๆ บ้าง เอาเรื่องการทำงานดีกว่า อย่าเอาเรื่องส่วนตัว มาเขียน ไม่ใช่เรื่องจริง ตอนนี้คนเค้า เบื่อมีแต่ข่าวไม่จริง เสนอเรื่องจริง ไม่มีใครเค้าว่าหรอก แต่มีแต่เริ่องไม่จริง ขอสื่อช่วยกันบ้าง เสนอแต่เรื่องจริง เอาอย่างผม พูดแต่เริ่องจริง นักข่าวถาม ผมไม่เคยโกหกเลย ที่ผมตอบเรื่องจริงทั้งนั้น มีเรื่องไหนไม่จริงบ้าง

ผ่าสถานการณ์รอบข้างผู้นำ “สอบตก” จริยธรรม


ผ่าสถานการณ์รอบข้างผู้นำ “สอบตก” จริยธรรม : “ประยุทธ์” สะดุดศรัทธา จุดเสี่ยงขาลง
ที่มา: ไทยรัฐ น.3

ทั่วทุกภาคของประเทศไทยยังชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝน
โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ต้องเจอภาวะน้ำท่วมขังถนน รถติดวินาศสันตะโร ถึงขั้นต้องสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดบริการส่งให้กินถึงที่รถติดแบบไม่ขยับ ใช้เวลาเดินทางกลับบ้านหลายชั่วโมง
คนเมืองกรุงบ่นกันโขมงโฉงเฉง

ในสถานการณ์ที่เดือดร้อนหนักไม่น้อยไปกว่ากัน สำหรับชาวบ้านในเขตพื้นที่ลุ่มภาคกลางที่ต้องรับน้ำจากการระบายของเขื่อนหลากเข้าท่วมบ้านเรือน เรือกสวน นา ไร่ข้าว ผลไม้ พืชผลทางการ

เกษตรเสียหายไปตามๆกัน

บรรยากาศเร้าเหตุฉุกเฉินจากน้ำท่วม ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องนำคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์อุทกภัย พร้อมทั้งมอบสิ่งของ

อุปโภคบริโภคให้ประชาชนผู้ประสบภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดชัยนาท

รีบไปให้ชาวบ้านร้านตลาดได้เห็นหน้า ไม่มัวแต่นั่งดูอยู่บนหอคอยงาช้าง

แสดงถึงความตั้งอกตั้งใจของผู้นำรัฐบาลในการวิ่งเข้าชนปัญหา

เรื่องของเรื่อง โดยภาพมันก็ช่วยฉุดอารมณ์ กระตุกกระแสสังคมที่กำลังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ความคาดหวังและความไว้วางใจที่มีให้ นายกฯลุงตู่และทีมงาน

ตามฉากอีกด้านหนึ่งที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม และนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้

อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย

ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล

ชี้แจงการเช่าเหมาลำเครื่องบินของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา

ที่กลายเป็นปมร้อน ย้อนเข้าพันคอรัฐบาล คสช.

อย่างที่ พล.ท.สรรเสริญ ออกตัวแบบตรงๆเลยว่า รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องความโปร่งใส ปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดจากความเป็นจริง

เกรงว่าประชาชนจะรู้สึกผิดหวังที่ตั้งความหวังกับรัฐบาลชุดนี้

ตามท้องเรื่องที่ไล่เรียงมาจากประเด็นที่ถูกแฉประจานตัวเลขค่าใช้จ่ายจำนวนเกือบ 21 ล้านบาท ไปกันแค่ 40 กว่าคน โดยเฉพาะในส่วนของค่าอาหาร 600,000 บาท มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน

กินอะไรถึงได้แพงระยับขนาดนั้น

และก็ต่อเนื่องกัน ช็อตต่อมาก็เป็นประเด็นรายชื่อผู้ร่วมคณะเดินทางที่ถูกปล่อยออกมาในโซเชียลมีเดีย มีทั้งบิ๊กทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ สื่อมวลชน ฯลฯ

ซึ่งก็มีบางคนถูกตั้งแง่สงสัยในเรื่องของความเกี่ยวข้องกับภารกิจ

ถึงแม้จะมีการปฏิเสธ โดยการยืนยันจากการบินไทยว่า ตัวเลข 20.9 ล้านดังกล่าวยังเป็นแค่ราคากลาง แต่ตอนคิดราคาจริงจะต่ำลงไปกว่านี้

ที่สำคัญเป็นลักษณะของการโยกเงินหลวงจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา

ขณะที่รายชื่อของผู้โดยสารบางคนที่ตกเป็นเป้าวิพากษ์ วิจารณ์ไม่ได้เดินทางไปด้วยแต่อย่างใด

พร้อมทั้งมีการแจ้งความกับเพจดังในโซเชียลฯฐานนำข้อมูลเท็จ บัญชีชื่อผู้โดยสารปลอมออกมานำเสนอทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการบินไทยเกิดความเสียหาย

เบรกกระแสกันด้วยมาตรการทางกฎหมาย

แต่ก็อย่างที่เห็นกระแสไหลลามจากประเด็นทริปฮาวาย เป้าโฟกัสไปที่ผู้โดยสารคนสำคัญที่เป็นพิธีกรสาวคนดัง มีการสาวลึกไปถึงการตั้งบริษัทรับงานจากหน่วยราชการ

โดยการใช้ความใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในรัฐบาลโกยงบประมาณหลวงไปหลายสิบล้านบาท

ตามรูปการณ์เข้าเงื่อน ผลประโยชน์ทับซ้อน

กระแสร้อนแรงจน พล.อ.ประยุทธ์ ร้อนใจสั่งให้รีบเคลียร์กับสังคม

นั่นก็เพราะมันโยงกับความขลังในการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไล่ฟันไล่เชือดพวกขี้ฉ้อ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากมายหลายกรณี

ไล่บี้คนอื่นได้ ก็จำเป็นต้องทำภาพตัวเองให้โปร่งใส

แต่เรื่องของเรื่อง ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก

ในสถานการณ์เคลียร์เผือกร้อนกันแทบไม่ทัน ก่อนหน้าที่พี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตรจะเจอมรสุมปมเหมาเครื่องบิน ก็เป็นคิวของน้องชายคือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ก็

ยังกรุ่นๆกับปมผลประโยชน์ทับซ้อนของภรรยาและลูกชาย

พฤติการณ์ล่อแหลมกับงบประมาณหลวง

พี่ๆน้องๆล้วนแต่เกี่ยวข้องในระดับบุคคลใกล้ชิด

ทั้งนี้ทั้งนั้นจะผิดหรือถูกยังตัดสินไปเลยไม่ได้ ต้องว่ากันไปตามกฎระเบียบและกฎหมาย

แบบที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุถึงเรื่องทริปฮาวายในชั้นต้น ดูจากวัตถุประสงค์และจำนวนคนที่ไปก็มีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคลากรทางความมั่น

คงของไทย อีกทั้งมีบุคลากรทางฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯร่วมเดินทางไปด้วย

ถือว่าช่วยประคองแง่มุมในเชิงกฎหมายได้ระดับหนึ่ง

แต่ในเชิงของกระแสก็อย่างที่สัมผัสได้ โดยพฤติการณ์ที่ขัดความรู้สึกสังคม ในมุมของความเหมาะสม

มันนำมาซึ่งปมคนรอบข้างผู้นำ สอบตกจริยธรรม

จับอารมณ์ของสังคมก็อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังอดร้อนใจไม่ได้

และถึงแม้จะไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดจากตัวผู้นำเองหรือลูกเมีย แต่โดยสถานะกัปตันทีม รัฏฐาธิปัตย์ที่ขันอาสาใช้อำนาจพิเศษแทนประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

เป็นอะไรที่ ชิ่งหนีไม่ออก

ตามอาการแบบที่เห็นผู้นำออกอาการหงุดหงิด ฟาดหัวฟาดหาง ตาขวางใส่สื่อมวลชนและพวกที่สงสัย

ท้าทายเลยว่า ถ้าอยากตรวจสอบก็ให้ไปฟ้องร้องเอา

โดยอารมณ์ที่เดาไม่ออกว่า พล.อ.ประยุทธ์โกรธฝ่ายที่จ้องไล่บี้ตรวจสอบ หรือโมโหคนใกล้ชิดตัวเองกันแน่ ที่เปิดช่อง เปิดคาง ให้โดนทิ่มเอง

จากพฤติกรรมที่ทำให้ชาวบ้านเห็นตำตา

ซึ่งมันทำให้ต้นทุนหน้าตักส่วนตัวหนาๆของ นายกฯลุงตู่ ที่สะสมมาตลอด 2 ปีกว่า และทำท่าจะต่อเวลาคุมเกมรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านออกไปได้สบาย

โอกาสเปิดให้ลากยาวอำนาจพิเศษออกไปอีก 5 ปี ถึง 8 ปี

แต่กระแสพลิกทันที จากจังหวะสะดุดศรัทธา จากคนรอบตัวสอบตกจริยธรรม ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนจากขาขึ้น กำลังติดปิดลอยลมบน

กลายเป็นเสี่ยงกับภาวะขาลงวูบวาบเลย

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องยอมรับในกระแสการตรวจสอบของสังคมที่พัฒนามาอยู่ในระดับรุนแรง

และนั่นก็มาจาก พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นคนถือธงนำกระแสการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ผ่านวาทกรรมและรณรงค์อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น ส่องไฟไล่โกงหรือกรรมสนองโกง

ขึ้นเวทีชูมือกากบาทต่อต้านคนโกง

ท่ามกลางอารมณ์ร่วมของคนไทยส่วนใหญ่ถูกปลุกให้อยู่ในอาการหวาดระแวงคนถืออำนาจ มีพฤติกรรมแอบแฝงแสวงหาผลประโยชน์

ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในวิกฤติจนเกือบรัฐล่มสลาย

และทุกอย่างก็ตกไปอยู่บนบ่าของ พล.อ.ประยุทธ์ที่แบกความคาดหวังของประชาชน

ความไว้เนื้อเชื่อใจของคนไทยส่วนใหญ่ ถึงขนาดมอบ “เช็คเปล่า” ให้ “นายกฯลุงตู่ใช้อำนาจพิเศษแทนเพื่อให้นำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายปลายทางการปฏิรูปใหญ่

ยอมอยู่ภายใต้การปกครองโดยอำนาจนอกระบบของรัฐบาลทหาร

กล้ำกลืนให้ต่างชาติเย้ยหยันเมืองไทยถอยหลังกลับไปอยู่ในโลกประชาธิปไตยเสี้ยวใบ

ทั้งหมดทั้งปวงก็หวังให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์เดิมๆ ทุจริต คอร์รัปชันอำนาจและผลประโยชน์ ฉุดบ้านเมืองไม่เจริญมาหลายสิบปี จนโลกพัฒนาการไปไหนต่อไหน

ความหวังอันสดใสสวยงามฝากไว้ที่ นายกฯลุงตู่ คนเดียว

แต่แล้วกองเชียร์ก็ต้องเสียววาบ เกิดอาการช็อกกับพฤติกรรมตำตา คนรอบข้างผู้นำที่สอบตกจริยธรรม

เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนวนกลับมาหลอน

แถมยังต่างจากยุครัฐบาลเลือกตั้งที่พอโดนสังคมเอะอะโวยวายก็จะหลบกันวูบวาบ กลัวการตรวจสอบแบบลนลาน

แต่นี่กลับเจอกับอาการปิดประตูใส่หน้าประชาชน ผู้นำท้าอยากตรวจสอบให้ไปไล่ฟ้องเอา

ขอดูเอกสารก็อ้างความมั่นคง เปิดเผยไม่ได้

สตง.ก็ออกตัวช่วยเคลียร์ ป.ป.ช.ก็ปัดสอบ องค์กรตรวจสอบพากันหลบเผือกร้อน

ออกลูกดุ ลูกขู่ กลบเกลื่อน โยกโย้ไปโยกโย้มา สุดท้ายมันก็คืออาการ ลูบหน้าปะจมูก

ฟันกันไม่ลงเพราะล้วนเป็นญาติ พี่ น้อง และเพื่อน

มาตรฐานการตรวจสอบพวกเดียวกันอ่อนยวบยาบเมื่อเทียบกับการไล่บี้ไล่เชือดฝั่งตรงข้าม

แล้วถามว่ามันจะแตกต่างกันอย่างไรกับการที่ไปก่นด่า ทำเป็นตั้งแง่รังเกียจนักการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายย่อยยับจากพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ผลประโยชน์ทับซ้อน

บริหารล้มเหลวจนทหารต้องยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง

แต่ผ่านมา 2 ปี สถานการณ์ยิ่งนานวันเข้า มันก็ยิ่งฟ้องพฤติกรรมเสมือนปากว่าตาขยิบ

ชักจะแยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลทหารกับรัฐบาลนัก การเมือง

มันแตกต่างกันตรงไหน.

ทีมการเมือง

ป.ป.ช.เปิดบัญชี “ทรัพย์สิน-หนี้สิน” อดีตรัฐมนตรี



ป.ป.ช.เปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของอดีตรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
(10 ต.ค.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 1 ราย 1 ตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง ครบ 1 ปี จำนวน 19 ราย 20 ตำแหน่ง และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีพ้นจากตำแหน่ง ครบ 1 ปี จำนวน 2 ราย
สำหรับผู้ที่ทรัพย์สินมากที่สุด กรณีพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี คือ หม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร เทวกุล เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,330,852,215 บาท รองลงมาคือ นายปีติพงค์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และคู่สมรส เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1,072,496,793 บาท
ส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 12,633,385 บาท รองลงมาคือ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ และคู่สมรส เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26,282,773 บาท
ขณะที่ในส่วนของ สนช. เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่ง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล และคู่สมรสมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 105,936,748 บาท และ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 49,425,945 บาท