PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สนิท "เสนาะ"แต่ไม่เคยไปหา ปัดสั่ง"ไพศาล" ไป "ดูด "

สนิท "เสนาะ"แต่ไม่เคยไปหา ปัดสั่ง"ไพศาล" ไป "ดูด "

"บิ๊กป้อม" เผยสนิท กับ"ป๋าเหนาะ" นานแล้ว แต่ไม่เคยคุยเรื่องการเมือง ยัน ไม่เคยไปพบ ไปเจอ ที่บ้านเลย ยันไม่เคยสั่ง "ไพศาล พืชมงคล" คุยกับ "เสนาะ" เผยเขารู้จักกัน แต่คุยเรื่องงานเท่านั้น ไม่ให้มีม็อบ แค่นั้น อย่าเอามาเป็นประเด็น เพราะ "ไพศาล" เป็น ทีมงานผม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงนายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ได้ไปพูดคุยกับนายเสนาะ เทียนทอง นั้น ว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของนายไพศาล กับนายเสนาะ ที่เขารู้จัก และมีความสนิทกันเป็นเวลานาน
"จะมาจับประเด็น เพราะนายไพศาล ทำงานกับผมอย่างนั้นหรือ"
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม แม้นายไพศาลจะเป็นกรรมการผู้ช่วยฯ ของผม แต่ไม่ได้เป็นกรรมการช่วย เรื่องการเมืองหรือไม่
เมื่อถามว่า ท่านมีความสนิทส่วนตัวกับนายเสนาะหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สนิทกันมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมืองต่อกัน
และผมก็ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกับนายไพศาลด้วย หากจะมีการคุยกับนายไพศาลก็จะเป็นเรื่องงาน เรื่องป้องกันไม่ให้มีการเดินขบวน
ส่วนที่เรื่องนี้ เป็นสาเหตุให้เกิดกระแสข่าวนายกฯทาบทาม นายเสนาะ ให้ร่วมพรรคการเมืองนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่มี นายกฯจะไปทาบทามใคร ยืนยันว่านายกฯไม่ได้ทาบทามใครและนายกฯยังไม่ได้บอกว่าจะเล่นการเมืองเลย

เมื่อถามถึงกรณีที่นายเสนาะพูดถึงรัฐบาลแห่งชาติ จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้หือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ไม่มี ไม่รู้ เหตุการณ์ข้างหน้ายังมาไม่ถึง จะไปรู้ได้อย่างไร หากอยากรู้ต้องไปถามนายเสนาะ
เมื่อถามว่า ตอนอยู่ พล.ร.2รอ. ได้ไปพบ ไปบ้าน ไปงาน นายเสนาะ หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่เคยเจอ นายเสนาะ เลย ไม่เคยไปพบ ไม่เคยไปหา หรือคุยเรื่องการเมืองอะไรกันเลย

ใครจะจับมือกัน ก็จับไปเถอะ!!

ใครจะจับมือกัน ก็จับไปเถอะ!!
ไม่สน จับมือ"เพื่อไทย" ลั่นไม่ใช่ศัตรูใคร
ยันอยากให้มี เลือกตั้ง
"บิ๊กตู่" ไม่สนใจ โพลล์ อยากให้"เพื่อไทย"เป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาล ปัดตอบ "คสช.จับมือ"เพื่อไทย" ยัน ไม่จับมือกับใคร ใครจะจับก็จับไป ชี้ผมไม่ใช่ศัตรูของใคร ระบุพรรคการเมืองต้อง ทำเพิ่อประขาขน ไม่ใช่ทำเพื่อผม หรือผมทำเพื่อเขา ไม่ใช่ วันนี้ก็โจมตีกันไปมา. ผมอยากให้มีการเลือกตั้ง นะ ไม่ใช่ไม่อยากให้มี หรือหาเหตุไม่อยากให้มี ผมพูดมาร้อยครั้ง พันครั้งแล้ว ว่า ตัองเลือกตั้ง ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ ดังนั้นใครจะจับกับใคร ก็เรื่องของท่าน ก็จับไปเถอะ

ไม่เกี่ยว ไม่แทรกแซง ?!!

ไม่เกี่ยว ไม่แทรกแซง ?!!
"บิ๊กตู่" ยัน ไม่เกี่ยว ปลด บก."Umesh Pandey"ของ Bangkok Post แจง ผมยังไม่รู้จักเลย ชี้เป็นเรื่องของเอกชน เผย คสช.ไม่แทรกแซงสื่อ ให้โอกาส ควบคุมกันเอง ชี้ สื่อสาร2 ทาง ติเพื่อก่อ ผมไม่ว่ากัน แต่ด่าอย่างเดียว ทำลาย ควรต้องพิจารณาตัวเอง
พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงการ การเด้งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ที่ถูกมองว่าเพราะถูกรัฐบาลคสช.แทรกแซง เพราะให้เสนอข่าวโจมตีรัฐบาลทหาร นั้น ว่า เขาเป็นใครเนี่ย Umesh Pandey"ผมยังไม่รู้จักเลย แล้วผมจะไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงอะไรเขา
พร้อมกล่าวว่า เป็นเรื่องของเอกชน เป็นการบริหารงานของเขาเอง ซึ่งก็รู้ดีอยู่ กฎหมายอะไร ก็ออก ไม่ได้ทั้งสิ้น. ก็คิดว่า รัฐบาลจะควบคุม ซึ่งกฎหมายออกมา ไม่ได้ ก็หารือกันต่อไป. ได้ไม่ได้ ก็ไม่รู้.
"นี่เป็นเรื่องจรรยาบรรณของสื่อ ที่ต้องดูแลกันเอง ผมให้โอกาสในการดูแลกันเอง ก็ไปพิจารณา กันสิว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อย่ามา สร้างความขัดแย้งแบบนี้"
"สื่อมักจะบอกว่า จะอยู่ตรงกลาง ได้ยังไงอ้างว่า อยู่ตรงกลางเนี่ย แต่พอรัฐบาลทำอะไร ก็ผิดไปหมด ผิดๆ แล้วมันจะอยู่กันได้ยังไง"
"ผมก็หวังในจรรยาบรรณของหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นด้วย"
"การสื่อสาร 2ทาง ติเพื่อก่อ ผมไม่ว่า แต่ถ้า ติ แล้ว เพื่อจะทำลายอย่างเดียว ผมคิดว่าต้องพิจารณาตัวเอง" นายกฯกล่าว

ฝาก หา "นายกฯ" หน้าใหม่

ฝาก หา "นายกฯ" หน้าใหม่
"บิ๊กตู่" ขอบคุณ ผลโพลล์ ที่ให้ เป็นนายกฯต่อสมัยหน้า แต่ก็งง ว่า ทำไมผลโพลล์ให้พรรคเพื่อไทย ตั้งรัฐบาล "ไปโน่นเลย" ปัดตอบ จับมือพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาล หรือไม่. แนะให้ไปหา ตัวเลือกนายกฯ มาอีก ไม่ใช่มีแค่ 3-4 คนนี้ เดิมๆ ไปหาคนใหม่ๆ มาบ้าง ไม่ต้องมีผม ก็ได้ เชื่อ การเมืองไทย การเลือกตั้ง แตกต่างจากมาเลเซีย หลังมีกระแสหนุน "ชวน หลีกภัย" คัมแบ็ค ...แจง เรียก อนุทิน เป๋นทีมประชารัฐ ของรัฐบาล หมายถึง ทุกคนที่มาช่วย ก็เขามาตัอนรับ มาร่วมงาน

ก็ไม่รู้จะตอบยังไง!!

ก็ไม่รู้จะตอบยังไง!!
"บิ๊กตู่-บิ๊กป๊อก" ไม่ตอบ ผลสำรวจนิด้าโพลล์ ให้ บิ๊กตู่ เป็นนายกฯต่อ/ ยัน รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูป ต่อเนื่อง แต่แก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย วอนสื่อ ช่วยนำเสนอผลงาน
บิ๊กป๊อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และพี่รองบูรพาพยัคฆ์ กล่าวถึงผลโพลล์ ที่ระบุว่า การปฏิรูปของรัฐบาลตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีการเดินหน้านั้นว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้ติดขัดหรือมีปัญหา
แต่การแก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย
พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้เสนอข่าวการทำงานของรัฐบาล เพราะประชาชนจะได้รับรู้และเข้าใจ
แต่ พลเอกอนุพงษ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามหลังนิด้าโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจ อยากให้พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป โดย กล่าวว่า ให้ไปถาม นิด้าโพลล์
ขณะที่ พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ก็ไม่ตอบคำถาม เรื่อง นิด้าโพลล์ โดยมีสีหน้า เรียบเฉย ก่อนเดินขึ้นประชุม ครม.

ถึงคิว เชือด มาเฟียเงินกู้ !!

ถึงคิว เชือด มาเฟียเงินกู้ !!
"บิ๊กป้อม" สั่ง กอ.รมน. ปราบ "มาเฟียเงินกู้" เร่งแก้ปัญหา "หนี้นอกระบบ" ยันจะรักษาความลับ ไม่ให้ถูกข่มขู่ คุกคาม หรือใช้ความรุนแรง จากกลุ่มที่ไม่หวังดี/ ให้แจ้ง"ศูนย์ดำรงธรรม" จังหวัดทั่วประเทศ หรือ 1374 สายตรง กอ.รมน.

พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานของรัฐบาล เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้าน เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ได้พบว่าปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นปัญหาหนึ่งของพี่น้องประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มคนบางกลุ่มในสังคม
เช่น ปัญหาเรื่องการชำระหนี้ สาเหตุเพราะจากสัญญาไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยแพง ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ไปจนถึงการถูกข่มขู่คุกคามใช้ความรุนแรงในการทวงหนี้
ซึ่งปัญหานี้เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุปัญหาในการพัฒนารายได้และการคุณภาพชีวิตของประชาชน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จึงได้สั่งการให้ กอ.รมน. ได้บูรณาการ ประสานงาน กับหน่วยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเร่งด่วน
โดยเน้นย้ำให้ กอ.รมน.จังหวัด ประสานงานกับศูนย์ดำรงธรรมอย่างใกล้ชิด และดำเนินการแก้ไขปัญหา อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน
รวมไปถึงการให้ความรู้ ให้คำแนะนำ ส่งเสริมให้ประชาชนนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกับประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัด(ธงฟ้า)อย่างกระจายไปในพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
กอ.รมน. จึงขอแจ้งให้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้นอกระบบ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเรื่องดังกล่าว ขอให้แจ้งความเดือดร้อนที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่ 1374 สายตรง กอ.รมน.
ซึ่งการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ กอ.รมน. จะรักษาข้อมูลของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นความลับ เพื่อป้องกันการถูกข่มขู่ คุกคาม หรือใช้ความรุนแรงจากกลุ่มที่ไม่หวังดี

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ผู้ว่าฯ กทม. ยอมถอยยึดหอศิลปกรุงเทพฯ “ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย กทม. ก็จะไม่เข้าไปยุ่ง”

ผู้ว่าฯ กทม. ยอมถอยยึดหอศิลปกรุงเทพฯ “ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย กทม. ก็จะไม่เข้าไปยุ่ง”
.
หลังมีกระแสการคัดค้านต่อกรณีที่ กทม. จะเข้าไปบริหารจัดการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นแคมเปญรณรงค์ใน change.org โดยมีผู้ลงชื่อร่วมสนับสนุนล่าสุดกว่า 13,000 คน (17.00 น)
.
ล่าสุด พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ผู้ว่าฯ อัศวินระบุว่า กทม. จะยอมถอยหากประชาชนไม่เห็นด้วย โดยมีเนื้อหาระบุว่า
.
‘Ars Longa, Vita Brevis’ ประโยคดังกล่าวได้รับการแปลอย่างลึกซึ้ง โดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีใจความว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” แสดงถึงความสำคัญของศิลปะ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการสนับสนุนให้ประชาชนมีพื้นที่สาธารณะปราศจากการแทรกแซงเพื่อสร้างสรรค์งานศิลป์ ไม่ว่าจะใช้เพื่อการแสดงออก เพื่อศึกษาหรือร่วมแบ่งปันงานศิลป์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของประเทศที่ใช้ในการทำกิจกรรมเหล่านี้
จากการที่มีกระแสข่าวในทำนองว่า กทม. จะนำพื้นที่ในหอศิลปกรุงเทพฯ ทั้งหมดไปทำอย่างอื่น หรือแม้กระทั่งนำไปทำห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงแคมเปญออกมา คัดค้านการที่ กทม. จะเข้ามาบริหารจัดการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครด้วยตนเองนั้น
ผมคงต้องตอบว่า กทม. ไม่เคยคิด และไม่มีทางที่จะทำลายสถานที่แสดงศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศเรา เพียงแต่เราต้องการพัฒนาสถานที่แห่งนี้ให้ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันพื้นที่บางส่วนของหอศิลปกรุงเทพฯ ยังไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ เราต้องการนำพื้นที่เหล่านั้นมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ หนึ่งในแนวทางที่อยากจะปรับปรุงก็คือ การนำพื้นที่เหล่านั้นมาปรับเป็นให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนได้เข้ามาใช้ สร้างสรรค์งานศิลป์ ทำงาน พบปะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือที่เรียกกันว่า Co-Working Space ในส่วนนิทรรศการก็ยังจะต้องใช้เพื่อแสดงงานศิลปะและวัฒนธรรมอย่างเดิม
แต่การที่ กทม. จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์นั้น อาจติดด้วยระเบียบและกฎหมายการมอบกิจการให้มูลนิธิ กทม. จึงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่เหล่านั้น เพื่อให้ทุกคนมีพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันและดึงดูดให้ประชาชนสนใจงานศิลป์มากขึ้น สำหรับแนวทางการพัฒนานั้นอาจมีการดึงผู้ที่เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนา
ผมเชื่อมั่นว่าศิลปะเป็นเรื่องของอิสระทางความคิดและจินตนาการ ศิลปะเป็นสิ่งจรรโลงใจหาใช่เพื่อวัตถุประสงค์ใด และสถานที่แสดงศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแห่งนี้จะต้องยังคงอยู่เพื่อประชาชนทุกคนครับ
สุดท้ายนี้ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย กทม. ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพัฒนาในพื้นดังกล่าวครับ
.
อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/
Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร #BACC #News#TheStandardCo #TheStandardTH #StandUpForThePeople

มีแผนไปสระแก้ว เปิดด่าน ร่วม"ฮุนเซน"

มีแผนไปสระแก้ว เปิดด่าน ร่วม"ฮุนเซน"
"บิ๊กตู่" ยอมรับ มึแผนไป "สระแก้ว" ร่วมเปิดด่านชายแดน แต่ยกเลิก เพราะ"ฮุนเซน" ไม่ว่าง ยันไม่ได้มีแผนจะไป "ดูด"ใคร หรือกลัวโยงการเมืองจึงยกเลิก วอนอย่าบิดเบือน ชี้ สส.ย้ายพรรค แล้วใช่ว่าจะได้รับเลือกตั้ง วอนเคารพการตัดสินใจจองประชาชน ชี้แม้ยังไม่เข้าสู่การเลือกตั้ง ยังมีการยุยงปลุกปั่นให้ร้ายเช่นนี้ และเมื่อเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองจะเป็นไง แจงเคยรู้จักนานแล้ว "เสนาะ เทียนทอง" แต่ไม่ได้ใกล้ชิด สนิทสนม หริอเกี่ยวข้องใดๆ กัน
พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล เผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จ.สระแก้ว ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการไปพบใคร หรือจะไปดูด ส.ส.ในพื้นที่ หรือไปพบปะประชาชน และไม่ใช่ เกรงว่าจะถูกมองเชื่อมโยงทางการเมือง จึงได้ยกเลิกภารกิจไป
"เพราะแต่เดิมนั้น ได้กำหนดว่าจะเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดด่านชายแดนร่วมกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่เนื่องจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชาติดภารกิจจึงต้อง ยกเลิกกำหนดการ"
"นายกฯ ไม่ต้องการให้สื่อมวลชนหรือนักการเมืองนำประเด็นนี้ไปบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด
ส่วนการย้ายพรรคหรือรวมพรรค ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะรับประกันว่าผู้นั้น จะได้เป็น ส.ส. หากไม่มีผลงาน หรือไม่ได้รับความไว้วางใจ ประชาชน ก็ไม่เลือกอยู่แล้ว จึงไม่อยากให้กังวลจนมากเกินไป และต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนด้วย"
นายกรัฐมนตรี ยังแสดงความเป็นห่วงด้วยว่า แม้ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่การเลือกตั้ง แต่มีการยุยงปลุกปั่นให้ร้ายเช่นนี้ และเมื่อเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
ส่วนกรณีนายเสนาะ เทียนทอง นั้น นายกฯ เคยรู้จักมานานแล้ว แต่ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนม หรือเกี่ยวข้องใด ๆ กัน

นี่ ขนาดยังไม่เลือกตั้ง นะ!!

นี่ ขนาดยังไม่เลือกตั้ง นะ!!
(13/5/61)"บิ๊กตู่" ยันไม่ได้ ลงพื้นที่ เพื่อ"ดูด"สส.วอนอย่าบิดเบือน ชี้ สส.ย้ายพรรค แล้วใช่ว่าจะได้รับเลือกตั้ง วอนเคารพการตัดสินใจของประชาชน เปรย นี่ขนาดยังไม่เลือกตั้ง ยังยุยงปลุกปั่นให้ร้าย ขนาดนี้ แล้วถ้าเลือกตั้ง จะขนาดไหน
พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล เผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ต้องการลงพื้นที่เพื้อไป ดูดใคร
"นายกฯ ไม่ต้องการให้สื่อมวลชน หรือนักการเมืองนำประเด็นนี้ ไปบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด"
ส่วนการย้ายพรรคหรือรวมพรรค ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะรับประกันว่าผู้นั้น จะได้เป็น ส.ส. หากไม่มีผลงาน หรือไม่ได้รับความไว้วางใจ ประชาชน ก็ไม่เลือกอยู่แล้ว จึงไม่อยากให้กังวลจนมากเกินไป และต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนด้วย"
นายกรัฐมนตรี ยังแสดงความเป็นห่วงด้วยว่า แม้ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่การเลือกตั้ง แต่มีการยุยงปลุกปั่นให้ร้ายเช่นนี้ และเมื่อเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
ส่วนการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จ.สระแก้ว ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการไปพบใคร หรือจะไปดูด ส.ส.ในพื้นที่ หรือไปพบปะประชาชน และไม่ใช่ เกรงว่าจะถูกมองเชื่อมโยงทางการเมือง จึงได้ยกเลิกภารกิจไป
"เพราะแต่เดิมนั้น ได้กำหนดว่าจะเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดด่านชายแดนร่วมกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่เนื่องจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชาติดภารกิจจึงต้อง ยกเลิกกำหนดการ"

"เสี่ยหนู" ในงานเลี้ยงฉลอง "ดร.หญิงหน่อย" คุณหญิงสุดารัตน์"

"เสี่ยหนู อนุทิน" บอกแล้วว่า "ไม่ได้ โดน ดูดดดดด"... แม้จะไป ต้อนรับ "บิ๊กตู่" กระหึ่ม บุรีรัมย์....
แถมยิ่ง "บิ๊กตู่" เห็นภาพ "เสี่ยหนู" ในงานเลี้ยงฉลอง "ดร.หญิงหน่อย" คุณหญิงสุดารัตน์" รับปริญญาเอก ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อคืน 13พค....คงรู้สึก "เหมือนอะไร ติดคอ"....อย่างที่ "เสี่ยหนู" บอกไว้ "ดูดไป ติดคอตาย"....5555
เสี่ยหนู มาทำหน้าที่ ช่างภาพ ให้ หญิงหน่อย
"เสี่ยหนู" เพื่อนเยอะ มากคอนเนคชั่น ไปทุกขั้ว ทุกงาน ทุกสาย.....ไปได้หมด ประมาณว่า พร้อมร่วมรัฐบาล ไม่ว่า ใครชนะ !!! นั่นเอง
แต่ข่าวว่า. ในวงการ ทหาร และนักการเมือง แซว เสี่ยหนู ว่า "ว่าที่ นายกฯ" กันเลยทีเดียว !!!! เพราะมี แบ็คอัพ กองหนุนพิเศษ !! จึงไม่อาจมองข้าม!!
ภาพจาก เพจ-Anuthin Chanvirakul

อดีต สส.ปชป.ชู “ชวน” หวนนั่งนายกรัฐมนตรี มั่นใจฐานเสียงใต้แน่น

อดีต สส.ปชป.ชู “ชวน” หวนนั่งนายกรัฐมนตรี มั่นใจฐานเสียงใต้แน่น



ภาพจากเฟสบุ๊ก Democrat Party, Thailand
อดีตสส.ปชป.ชี้ประชาชนภาคใต้หนุน “ชวน” คัมแบกนายกรัฐมนตรี หลังนายมหาธีร์ฯได้รับเลือกนายกฯมาเลเซีย ปชป.มั่นใจฐานเสียภาคใต้ กวาดที่นั่ง สส.ไม่น้อยกว่า 50 คน
วันที่ 14 พ.ค. ผศ.ดร.พีรยศ ราฮิมมูลา อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชป.เปิดเผยว่า จากที่ประชาชนมาเลเซียเลือกนายมหาธีร์ มูฮัมหมัด อายุ 92 ปี กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งนั้น มีประชาชนในภาคใต้จำนวนมาก นึกถึงนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี วัยอายุ 79 ปี ยังสามารถหวนกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป.และนายกรัฐมนตรีได้

“ด้วย ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถและความซื่อสัตว์สุจริตและยังเป็นแบบอย่างนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย หากเราสามารถกระตุ้นให้ประชาชนไทยตื่นตัวเกลียดการทุจริตคอร์รัปชั่นและ การใช้อำนาจรัฐในทางผิดได้” นายพีรยศ กล่าว
รายงานข่าวจากสาขาพรรคประชาธิปัตย์สงขลาระบุว่าว่าจากการสำรวจอดีต สส.ของพรรคในภาคใต้ครั้งล่าสุด ยังไม่มีอดีต สส.พรรคคนใดที่จะย้ายพรรค เพียงมีกระแสข่าวเท่านั้นว่าจะมี อดีต สส.ย้ายพรรค หากมี อดีต สส.ย้ายพรรคจริง พรรค ปชป.ไม่มีปัญหา ยังมีผู้ที่เสนอตัวลงสมัครในนามพรรค ปชป.แต่ละเขตไม่น้อยกว่า 4-5 คน และยังมั่นใจว่าผู้สมัครของพรรค ปชป.ยังได้รับการเลือกตั้งมากกว่าเดิมคือ 50 คน ถึงแม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคพยายามดูดอดีต สส.ของพรรค ปชป.ก็ตาม

“สุวัจน์”ชู ‘โน พรอบเบลม’ การเมืองสูตร ‘น้าชาติ’ (คลิป)


“สุวัจน์”ชู ‘โน พรอบเบลม’ การเมืองสูตร ‘น้าชาติ’ (คลิป)



หมายเหตุ – นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ให้สัมภาษณ์ “มติชน” สะท้อนภาพการเมืองในสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี กับการเมืองในปัจจุบันภายใต้กติกาตามรัฐธรรมนูญ 2560
ในฐานะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเห็นการเมืองไทยในยุคหลังๆ นี้อย่างไร
ก็ต้องยอมรับว่า หลายสิ่งหลายอย่างมันต่างไปจากอดีตเยอะ มองการเมืองทุกวันนี้แล้วผมคิดถึงการเมืองในสมัยน้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผมว่าหลังๆ ที่การเมืองมันขัดแย้งกันมาก เพราะบางครั้งเราขาดศาลพระภูมิหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองไป สมัยก่อนเรายังมีคนอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ป๋าบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ คุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีบุคลิกที่จะสร้างความไม่เครียด อาจจะด้วยคำพูด หรือแม้แต่การเอื้อมมือไปโอบไหล่คนกลุ่มต่างๆ ที่มีความขัดแย้งทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ ซึ่ง พล.อ.ชาติชายก็ถือได้ว่าเป็นคนที่มีบุคลิกแบบนั้น อาจจะด้วยความที่ผ่านประสบการณ์มาเยอะ จึงมีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในตัวเอง ทั้งความเป็นนักการเมือง นักการทหาร นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม นักการทูต ซึ่งยังไม่รวมถึงชีวิตส่วนตัวที่มีความเป็นหนุ่มอยู่ตลอดเวลา
ผมอยู่กับ พล.อ.ชาติชาย รับใช้ใกล้ชิด 7-8 ปี ตั้งแต่เป็น ส.ส.โคราชสมัยแรก พรรคปวงชนชาวไทย ก็ได้รับโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่อายุ 34 ปี หลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.อ.ชาติชายตั้งพรรคชาติพัฒนาก็ย้ายมาอยู่ด้วย อยู่กับท่านมาโดยตลอดจนท่านถึงแก่อสัญกรรมในปี 2541 ได้เห็นวิธีคิด วิธีพูด วิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ รวมไปถึงวิธีการปฏิบัติตนเองในฐานะนักการเมืองจากการเลือกตั้ง มีสปิริต มีน้ำใจทางการเมือง แล้วรักษาคำพูด อีกทั้งยังมีบุคลิก โดยเฉพาะการสร้างแนวร่วมในการแก้ปัญหาด้วยประโยคที่ว่า โน พรอบเบลม (No problem) ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ โน พรอบเบลม ไม่มีปัญหาเสมอๆ เพื่อสร้างความสบายใจให้กับประชาชนว่าเราสามารถจัดการมันได้
อีกอย่าง ผมมองว่า พล.อ.ชาติชาย มีหัวใจเป็นนักประชาธิปไตยสูง เข้าใจพื้นฐานของการเมืองไทย มักพูดเสมอว่าการเมืองจบเป็นยกๆ การเมืองมีปัญหา แต่เมื่อยุบสภาแล้ว เลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินแล้ว เรื่องเก่าก็ลบเทป ไม่ใช่หยิบมาคาอกคาใจ แล้วมาสร้างเดดล็อกทางการเมือง คำว่าประชาธิปไตยชนะเสียงเดียวก็พอแล้ว เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าท่านเข้าใจสมดุลทางการเมืองเป็นอย่างดี เพราะคนแพ้จะได้ไม่ช้ำใจ คนชนะก็ไม่ย่ามใจ เสียงเยอะๆ สำหรับท่านมันไม่จำเป็น เพราะการเมืองแบบ พล.อ.ชาติชาย เอาชนะกันแค่พอสมควร เพื่อรักษามิตรภาพเอาไว้ เพราะถ้าการเมืองไม่สมดุล ประชาธิปไตยก็ไม่สมบูรณ์
และที่สำคัญที่สุด ท่านเป็นคนที่มีสปิริตทางการเมืองสูงมาก ถ้าจำกันได้หลังจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ลาออก ด้วยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 พรรคร่วมรัฐบาลได้เสนอชื่อ พล.อ.ชาติชาย เป็นนายกฯ แต่ทางประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลแข่ง โดยเสนอนายชวน หลีกภัย เป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งการเลือกนายกฯคราวนั้น ได้มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่างูเห่าเกิดขึ้น ตอนนั้นเสียงก้ำกึ่งกันมาก ก่อนโหวตระหว่างไปสภาก็มีผู้ใหญ่ของประชาธิปัตย์โทรหาผม บอก สุวัจน์ ไปเรียนน้าชาติเถอะว่า เสียงท่านคงแพ้ท่านชวน ดังนั้น อย่าแข่งกันเลย ชาติพัฒนามาร่วมรัฐบาลโดยให้นายชวนเป็นดีกว่า ถ้าไม่เช่นนั้น คงได้เป็นฝ่านค้าน ผมก็เรียนท่านตามนั้น ท่านก็ตอบผมว่า ไม่ได้ๆ ผมรับปากจิ๋วไว้แล้ว เดี๋ยวผิดคำพูดกับจิ๋ว
ผมจำได้แม่น หลังจากสภาโหวตเสร็จ ก็กลับมานั่งติดตามข่าวอยู่ที่บ้านราชครูกับท่าน เพราะไม่มีใครทราบว่า ผลจะออกอย่างไร แต่พอมีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งท่านชวน เป็นนายกฯ พล.อ.ชาติชาย ก็ให้ผมโทรหาท่านชวนทันที แล้วท่านก็หยิบโทรศัพท์ไปพูดว่า ยินดีด้วยนะ ถ้าประชาธิปัตย์มีอะไรให้ชาติพัฒนาสนับสนุนก็ด้วยความยินดี เป็นคำพูดที่ผมได้ยินแล้วก็รู้สึกว่า ในใจท่านก็คงผิดหวัง เพราะมีโอกาสจะกลับมาเป็นนายกฯครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกถูกยึดอำนาจ แต่ด้วยสปิริต ท่านไม่ได้แสดงอาการอะไร แต่ยังหยิบโทรศัพท์ให้ผมต่อไปถึงนายชวนด้วย ถือเป็นแบบอย่างที่ดีที่ผมไม่ค่อยจะได้เห็นจากใคร

มองการเมืองในสมัย พล.อ.ชาติชายแล้ว อยากเห็นอะไรในวันที่การเมืองปลดล็อกแล้ว

อยากเห็นการลืมอดีตแห่งความขัดแย้ง เพราะด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจโลก และด้วยภูมิศาสตร์ของไทย เรายังมีโอกาสดีๆ ทางเศรษฐกิจอยู่อีกมาก และด้วยโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐบาลนี้ได้ริเริ่มไว้จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้ ไทยเป็นประเทศที่มีอนาคตซึ่งทุกคนมองเห็น ถ้าไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่เรามีอยู่ ใครประเทศใดในภูมิภาคนี้ก็ต่อกรกับเรายาก ดังนั้น หลังการปลดล็อก หรือการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เราต้องทำให้โลกเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะไม่ใช่เรื่องที่ใครต่อใครจะไม่เชื่อมั่นเราอีก ถ้าเราทำให้โลกเห็นได้ว่าการเมืองไทยจะเป็นมาตรฐานสากล มีการเลือกตั้งที่ได้รับการยอมรับ ได้รัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับ มีคนดีๆ ที่เข้าสู่ระบบการเมือง ทำการเมืองไม่มีความขัดแย้ง พรรคการเมืองเล่นกันตามกติกา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหาก็ใช้กลไกตามกติกาของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเป็นทางออก
ส่วนตัวผมอยากเห็นทุกพรรคการเมืองร่วมมือกัน เล่นการเมืองกันอย่างสร้างสรรค์ เล่นการเมืองแบบที่ พล.อ.ชาติชายเคยพูดไว้ว่า หันหน้าเข้าหากัน สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย หมายถึงลืมอดีตแห่งความขัดแย้ง พยายามทำการเมืองกันด้วยกฎด้วยกติกา เลือกตั้งใครจะแพ้ใครจะชนะก็ไม่เป็นไร แต่ทุกอย่างขอให้เป็นไปตามกติกา เราต้องไม่ไปสร้างเดดล็อกให้การเมืองเดินไปถึงทางตันอีก ถ้าทำได้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็จะกลับคืนมา
ดูเหมือนว่าวันนี้กติกาตามกฎหมายลูกจะยังเปลี่ยนแปลงตามผู้มีอำนาจได้อยู่ตลอดเวลา
ก็ต้องรอดูกันให้ชัดเจนว่าเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อใด ทุกอย่างอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพียงแต่มีบางประเด็นที่ต้องรอการตีความจากศาลรัฐธรรมนูญ แต่เท่าที่ฟังดูจากหลายฝ่ายก็ค่อนข้างมั่นใจถึงโรดแมป.ของการเลือกตั้งในเวลาใกล้เคียงกรอบเดือนกุมภาพันธ์ 2562

รู้สึกว่ากระบวนการต่างๆ ก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งมันยากลำบากสำหรับพรรคการเมืองหรือไม่

ทุกพรรคก็เล่นตามกติกาเหมือนกัน (play by rule) ไม่มีใครได้รับข้อยกเว้น เมื่อกติกาออกมาแบบนี้ ถ้าอยากจะชนะทุกพรรคก็คงต้องปรับกลยุทธ์ หรือหาแผนว่าจะเล่นกับเกมนี้ได้อย่างไร เหมือนกับเล่นฟุตบอลก็จะต้องไปวางแผนตามกติกาว่าถ้าเจอคู่แข่งแบบนี้ แล้วจะวางตัวผู้เล่นกันอย่างไร แม้ว่าวันนี้กติกาที่เห็นจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ทุกคนก็ต้องเล่นด้วยกติกาเดียวกัน การเมืองเป็นเรื่องของการอาสาตัวเอง ไม่มีใครบังคับ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ หากไม่ชอบกติกาก็ไม่ควรลงไปเล่น ถ้าจะเสนอตัวเองเข้ามาเล่น ก็ต้องควรจะต้องเล่นตามกติกา แต่เมื่อเล่นกันแล้วเห็นกติกาไหนมันยากไป ไม่เหมาะก็หารือกันหลังจากมีการเลือกตั้งได้ว่าควรจะปรับอะไรไหมเพื่อให้เกมมันสนุกมากขึ้น มีความยากลำบากน้อยลง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ชม
วันนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้กำหนดกติกากำลังเตรียมตัวเพื่อลงสนามการเมืองด้วย
เมื่อมีรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นใหม่ กฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญว่าอย่างไร ทั้งพรรคการเมืองเก่าและใหม่ หรือใครก็ตามที่อยากจะเล่นการเมืองก็ควรอยู่ในวิถีทางของกติกานี้ เพราะถือว่าเป็นกติกาที่เกิดขึ้น โดยที่พี่น้องประชาชนได้ตอบรับด้วยผลของการทำประชามติไปแล้ว

แต่กติกาที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีเสียง ส.ว. 250 คนเข้ามาร่วมกำหนดตัวนายกฯ

ก็เป็นไปตามบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ใน 5 ปีแรก ถือเป็นกติกาไปแล้ว แต่ผมคิดว่า ถ้าดูเจตนารมณ์ผู้เขียนก็ยังให้ความสำคัญกับ ส.ส.อยู่ แต่อาจจะมองว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ จึงให้มีอีกองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อมาช่วยกันดูแลให้เกิดความเข้มแข็ง
มองอย่างไรกับประเด็นเรื่องนายกฯคนนอก เพราะวันนี้ผ่านมา 30 ปีแล้วนับตั้งแต่ลง ส.ส.สมัยแรก กลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ
จะเป็นนายกฯคนในหรือคนนอก ส่วนตัวผมรับได้ เพราะถ้าดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้อยู่แล้วว่า กว่าจะถึงนายกฯคนนอกได้จะต้องมีเหตุการณ์ต่างๆ ตามเงื่อนไขของบทเฉพาะกาลก่อน ซึ่งก็กำหนดแค่เฉพาะ 5 ปีแรกเท่านั้นที่จะต้องใช้เสียง 750 คน โดยจะมีเสียง ส.ว. 250 คน เข้ามาร่วมกับ ส.ส. 500 คนโหวตเลือกนายกฯ ไม่ได้ใช้ตลอดไป ขณะเดียวกันยังกำหนดให้ 750 คนต้องเลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อนายกฯ 3 คนของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.เสียงเกิน 25 เสียงขึ้นไปด้วย พรรคไหนได้เสียง ส.ส.ไม่ถึง 25 คน บัญชีรายชื่อนายกฯของพรรคนั้นก็จะไม่มีสิทธิเข้าแข่งขันในที่ประชุมรัฐสภาได้ ถือเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับคนจากพรรคการเมืองก่อน

เมื่อประชาชนรับรู้ตั้งแต่ต้นประชาชนก็ตัดสินใจตั้งแต่ต้นเช่นกันว่า จะเลือกใครเป็น ส.ส. แล้วจะได้ใครมาเป็นนายกฯ ดังนั้น ผมจึงคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่การตัดสินใจของพี่น้องประชาชนไม่ได้ตัดสินใจจากนโยบายหรือตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเท่านั้น แต่จะตัดสินใจจากบัญชีรายชื่อนายกฯเพิ่มเติมด้วย ถือเป็นองค์ประกอบใหม่ที่จะเป็นตัวแปรใหม่ในการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน อีกทั้งแคนดิเดตนายกฯที่พรรคการเมืองเสนอยังเปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วย เมื่อก่อนยังเปลี่ยนได้ คนที่เป็นหัวหน้าพรรคอาจจะไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ครั้งนี้จะล็อกตั้งแต่ต้นด้วยบัญชีที่เสนอก่อนการเลือกตั้ง
แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเขียนต่อไปอีกว่า หากเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อนายกฯไม่ได้สมาชิกเข้าชื่อเลือกคนนอกได้
ถือเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญเผื่อไว้ไม่ให้เกิดเดดล็อกทางการเมือง เพราะหากเกิดชุลมุนไม่สามารถหาเสียงเกิน 376 เสียงโหวตคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อได้ ก็ยังเปิดช่องให้เข้าชื่อเพื่อปลดล็อกเลือกบุคคลนอกบัญชีรายชื่อได้ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการกำหนดว่าคนเป็นนายกฯต้องเป็น ส.ส.บางครั้งทำให้เรามีเดดล็อก อย่างในระหว่างการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็มีเหตุการณ์ที่เป็นวิกฤตเกิดขึ้นในปี 2557 แม้จะอยากแก้ไขวิกฤตร่วมกัน
รู้เลยว่าต้องการอะไร แล้วจะทำอย่างไรจึงจะแก้ได้ แต่รัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องเอาไว้
ถามว่า เปิดช่องให้มีนายกฯคนนอกหรือไม่ ผมมองว่าเป็นบันไดหนีไฟในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า เวลาไฟไหม้ลงลิฟต์ไม่ได้ก็ค่อยมาลงบันไดหนีไฟ ไม่ได้หมายความว่าเริ่มต้นก็จะใช้บันไดหนีไฟเลย ลองใช้ลิฟต์ก่อน แต่ถ้าลิฟต์เสียก็มาออกบันไดหนีไฟเอา ดังนั้น ถ้าเลือกตั้งแล้ว ยังหา 375 เลือกนายกฯในบัญชีไม่ได้ ก็ยังไม่ตัน เพราะยังมีอีกทาง โดยใช้เสียง 2 ใน 3 เพื่อปลดล็อกเลือกคนนอกบัญชีได้ ถือเป็นเจตนารมณ์ที่ดีของผู้ร่างที่นำวิกฤตของบ้านเมืองที่ผ่านมา มาเขียนเปิดช่องให้มีหนทางในการคลี่คลายวิกฤต แต่ก็ไม่ได้ลืมสาระสำคัญที่ว่า คนในที่มาจากการเลือกตั้งต้องมาก่อน

กติกาแบบนี้ถูกมองว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับผู้มีอำนาจปัจจุบัน

ผมเชื่อว่าพรรคที่จัดตั้งใหม่ถ้าเสนอชื่อนายกฯที่สมาร์ทๆ ขึ้นมาสู้แล้วโดนใจประชาชนขึ้นมาก็อาจเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่เกิดขึ้น อาจจะได้คะแนนเสียงอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้คิด ด้วยกติกาใหม่ ผมจึงเห็นว่าไฮไลต์ของการหาเสียงเลือกตั้ง จะอยู่ที่ประเด็นที่ว่านายกฯที่แต่ละพรรคเสนอเพิ่มเติมจากเรื่องของนโยบาย เป็นของใหม่ที่มีนัยสำคัญ เพราะพรรคเล็กอาจจะเสียเปรียบพรรคใหญ่ในเรื่องนโยบาย แต่การนำเสนอตัวนายกฯที่โดนใจประชาชน ผมว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่พรรคเล็กสามารถทำงานได้แบบไม่เสียเปรียบใคร
แสดงว่าแคนดิเดตนายกฯจะเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งได้เหมือนกัน
สมมุติพรรคใหญ่นำเสนอนโยบายดีมาก แต่เสนอแคนดิเดตนายกฯไม่มีที่มาที่ไป เพราะคิดว่ามีเสียงข้างมาก บางทีก็ฝืนๆ ความรู้สึกประชาชนเหมือนกัน การมีเสียงข้างมากจะต้องมีแคนดิเดตนายกฯที่ประชาชนเอาด้วย
มองปรากฏการณ์ของพลังดูดอดีต ส.ส.อย่างไร
การดูดก็คือการย้ายพรรค ผมมอง 2 มุม ย้ายเพราะอยากไป กับย้ายเพราะพรรคอยากได้ เพราะพรรคที่จัดตั้งขึ้นใหม่อาจจะยังไม่มีบุคลากร จึงอยากได้คนที่มีโอกาสเป็น ส.ส.มากที่สุด ถือเป็นเรื่องปกติ ส.ส.ย้ายพรรคไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอด โดยเฉพาะในช่วงการเว้นวรรคประชาธิปไตย หรือทุกครั้งที่มีการยุบสภา ทุกคนก็ต้องคิดใหม่ แต่คนที่จะบอกว่าการย้ายนั้นถูกต้องหรือไม่อยู่ที่ประชาชน ทุกอย่างต้องผ่านการเลือกตั้ง ถ้าคุณไม่มีความชอบธรรม หรือขาดเหตุผลเพียงพอในการย้ายพรรค หรือไปอยู่กับพรรคที่ประชาชนไม่ชอบ ประวัติศาสตร์ทางการเมืองบอกมาตลอด หลายคนสอบตกอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดกันมาแล้วก็มีเยอะ การย้ายพรรคไม่ได้หมายความว่าความเป็น ส.ส.จะตามไปโดยอัตโนมัติ
แน่นอน การเรียนลัดทำพรรคการเมืองก็จะต้องใช้คนที่มีโอกาสเป็น ส.ส.มากที่สุด นั่นก็คืออดีต ส.ส.เก่า แต่ในการทำการเมืองให้ยั่งยืนก็เหมือนกับการทำทีมสโมสรฟุตบอล เมื่อยังไม่มีเลือดเนื้อเชื้อไข หรืออคาเดมีก็ต้องดึงตัวผู้เล่นอื่นมาอยู่ทีมเรา แต่วันนี้ทุกสโมสรมีอคาเดมี สร้างเลือดเนื้อเชื้อไขขึ้นมา คนเหล่านี้จะเรียนรู้ประเพณี วิธีคิด วิธีการเล่นของทีม และข้อดีที่สำคัญของคนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขก็คือ ค่าตัวไม่แพง การเมืองก็เหมือนฟุตบอล เราต้องให้เวลาเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง สร้างคนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมทางการเมืองของพรรค ผสมผสานกับคนรุ่นเก่าถึงจะเป็นสูตรการเมืองค็อกเทลที่ลงตัว
มองกระแสคนรุ่นใหม่ขณะนี้อย่างไร เป็นความหวังของการเมืองไทยได้หรือไม่
สมัยผมเล่นการเมืองแรกๆ เป็น ส.ส. โคราชเขตเดียวกับ พล.อ.ชาติชาย เวลามีงานท่านก็มักให้คนไปตามให้มานั่งข้างๆ บอกให้ผมฝึกงานไว้ ด้วยการทำหน้าที่แทนเวลาต้องมอบสิ่งของให้กับประชาชน วันที่พรรคปวงชนชาวไทยที่ผมสังกัดอยู่ ได้ร่วมรัฐบาลกับท่าน ท่านก็ได้เน้นย้ำกับ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก หัวหน้าพรรคว่า การเมืองต้องมีคนรุ่นใหม่มาทดแทน วันที่ผมได้เป็นรัฐมนตรีโควต้าพรรคปวงชนชาวไทยในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ท่านก็บอกกับผม ขณะที่ไปกราบท่านที่บ้านราชครูในวันที่ผมได้รับตำแหน่งอยู่ 2 ประโยคว่า ท่านอายุ 70 กว่าแล้ว บ้านเมืองต้องมีคนรุ่นใหม่ ต้องมีคนรุ่นที่สอง เราต้องเตรียมตัวกัน ท่านบอกว่าผมเป็นคนรุ่นที่สอง จึงให้ผมมาเตรียมตัว ผมก็รู้สึกว่าเราเป็นคู่ต่อสู้กันมาในเขตเดียวกัน ท่านก็ว่า เฮ้ย ก่อนเลือกตั้งคือการเมือง แต่หลังเลือกตั้งคือบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องที่จะมาแข่งขันกันแล้ว เป็นเรื่องที่จะต้องช่วยกันทำงาน
ถามว่านักการเมืองรุ่นใหม่จำเป็นหรือไม่ ผมตอบเลยว่าจำเป็น จำเป็นแบบมากๆด้วย วันนี้ทุกพรรคต้องช่วยกันสร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อวางหลักเกณฑ์ในการบริหารประเทศ ยิ่งวันนี้สังคมโลกอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ท่ามกลางการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 ที่มีเทคโนโลยีเป็นฐานของการเปลี่ยนแปลงที่มีความรุนแรง รวดเร็วและมีขนาดมหึมา ความท้าทายของไทยที่อยู่ท่ามกลางเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ จึงยิ่งมีความจำเป็นมากที่จะต้องได้คนรุ่นใหม่ที่ทันยุค ทันสมัย ทันกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของโลกเข้ามาสู่การเมือง โดยที่คนรุ่นเก่าต้องไม่ทิ้งเขา ต้องเป็นพี่เลี้ยง เป็นหลังบ้านคอยระวังไม่ให้กลไกทางการเมืองที่มีหลายมิติ สลับซับซ้อนไปได้ไม่กระทบงานของคนรุ่นใหม่เขา
ผมอยากเห็นทุกพรรคสร้างคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งให้โอกาสคนรุ่นใหม่จริงๆ ไม่ใช่เอาคนรุ่นใหม่มาใช้หาเสียงทางการเมือง เพื่อให้เกิดชัยชนะเท่านั้น แต่ต้องสร้างค็อกเทลผสมทั้งคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ให้ได้ โดยที่คนรุ่นเก่าต้องมอบหมายภารกิจให้คนรุ่นใหม่มากๆ โดยเฉพาะภารกิจในการบริหารจัดการ วางนโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ถ้าทำได้ถือได้ว่า นี่คือเป็นการปฏิรูปการเมืองจริงๆ


ทีมการเมือง

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เส้นทางชีวิต"สันธนะ" อดีตตร.สันติบาล..ที่ไม่ธรรมดา...

ย้อนรอยอดีตสันติบาลคนดัง 'พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์' ทั้งผันตัวเล่นการเมือง และตกเป็นข่าวครึกโครม ล่าสุดขวางชุดค้นตลาดใหม่ดอนเมือง ซ้ำขู่จะแฉเรื่องทุจริตคนในรัฐบาล
ศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2561 เวลา 12.54 น.


เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวการจับกุมผลิตภัณฑ์อาหารและสุขภาพที่ไม่ได้คุณภาพกันหลายราย ตำรวจและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต่างลงพื้นที่ตรวจสอบกันหลายจุด โดยเฉพาะที่ "ตลาดใหม่ดอนเมือง" ชุดจับกุมต้องเผชิญหน้ากับ "อดีตตำรวจนายหนึ่ง" ที่ออกมาโต้เถียงกับชุดตรวจค้นนั่นก็คือ "พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์" ในฐานะที่ปรึกษาประธานกรรมการ บริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนมือง จำกัด


เวลานั้น พ.ต.ท.สันธนะ ได้พยายามเรียกร้องขอคืนพื้นที่ จนทำให้เกิดการปะทะคารมกับนายตำรวจชุดตรวจค้นกันขึ้น ไม่นานนัก พ.ต.ท.สันธนะก็ถูกดำเนินคดีข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งเจ้าตัวเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา แต่ก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว อ้างว่าในเมื่อจะเล่นกับตนเอง ก็จะขอสวนหมัดต่อหมัด พร้อมดำเนินทางกฎหมายกับ 3 นายพลที่เกี่ยวข้อง เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เอกชนจะเข้าค้นต้องทำให้ถูกต้อง จากนี่น พ.ต.ท.สันธนะ ก็ออกมาแฉเรื่องการเก็บส่วยในตลาดและโดนกลั่นแกล้งเพราะไปรู้ข้อมูลการทุจริตของคนในรัฐบาล สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาตอบโต้ทำนองว่า พ.ต.ท.สันธนะ จะให้ข้อมูลอะไรก็ให้รัฐบาลมาได้ทันที จะได้ให้คนที่ถูกกล่าวหาชี้แจง และไม่มีใครมากดดันเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาลได้โดยเด็ดขาด การทำงานต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส


คำถามหนึ่งคือ อดีตนายตำรวจผู้นี้เป็นใคร ทำไมถึงกลายเป็นผู้กว้างขวางย่านตอนเมือง ปัจจุบันนี้มีอายุ 59 ปี โดยประวัติ พ.ต.ท.สันธนะเป็นคนกรุงเทพฯ เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 6 คนของ พล.ต.ต.สมชาย และนางนิตยา ประยูรรัตน์ เป็นน้องชายในสายเลือดของ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปัจจุบันชีวิตครอบครัวแต่งงานสร้างครอบครัวกับนางพรรณี ประยูรรัตน์ มีบุตร-ธิดาด้วยกัน 2 คน ด้านการศึกษา พ.ต.ท.สันธนะ สำเร็จการศึกษามัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก เข้าเรียนต่อยังโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 17 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 เมื่อปี 2523 วิทยาลัยตำรวจเอฟบีไอ สหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรี-รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต ปริญญาโท-นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เส้นทางชีวิตราชการตำรวจ พ.ต.ท.สันธนะ เคยเป็นสารวัตรงาน 5 กองกำกับการ 3 กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจสันติบาล (2 ต.ค.2535), สารวัตรงาน 4 ฝ่าย 4 กองตรวจคนเข้าเมือง 2 (1 ก.พ. 2538), รองผู้กำกับการชุดตรวจงานป้องกัน ปราบปราม ส่วนตรวจราชการ 5 สำนักงานจเรตำรวจ (31 ส.ค.2539) และรองผู้กำกับการ 1 กองตำรวจสันติบาล 2 (16 พ.ย.2543) ก่อนตัดสินใจตัดสินใจลาออกจากราชการ


ในส่วนของคดีความ หรือที่เคยเป็นข่าวดังครึกโครม เริ่มจาก ในปี 2547 ช่วงสมัยที่เป็นรองผกก. 4 ส.2  พ.ต.ท.สันธนะ เคยถูกตำรวจด้วยกันนำกำลังเข้าบุกค้น พี.พี.แมนชั่น ย่านบางกองน้อย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาคมบริหารธุรกิจและกฎหมายที่ พ.ต.ท.สันธนะ ดูแล โดยถูกกล่าวหาว่ามีบ่อนการพนันภายในอาคาร หลังเกิดเรื่องดังกล่าว พ.ต.ท.สันธนะได้ลาออกจาการเป็นตำรวจ และหันหน้าไปทำธุรกิจส่วนตัว รวมทั้งเล่นการเมืองอย่างจริงจัง โดยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชากรไทย ต่อมาได้ลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภา หรือ ส.ว. ในปี 2549 แต่สอบตก (ในปี 2550 ลงสมัคร ส.ส.กทม. เขต 5 ในนามพรรคประชากรไทย แต่ก็ยังสอบตกตามเคย)

โดยปี 2549 มีเหตุยิงถล่มกลางสามแยกไฟแดงสวรรคโลก ตัดถนนสุโขทัย แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต และมีคนเสียชีวิต โดยมือปืนหวังสังหาร พ.ต.ท.สันธนะ แต่ไม่สำเร็จ เพราะเจ้าตัวขับรถคันอื่นออกจากสนามม้าเพื่อกลับออฟฟิศ ส่วนผู้ที่ขับรถคันเกิดเหตุ และรับเคราะห์แทนก็คือลูกน้องคนสนิท ภายหลัง พ.ต.ท.สันธนะ ออกมาแฉว่าเป็นเรื่องของมาเฟียผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับธุรกิจการพนันย่านเตาปูน โดยตัวเองเคยเข้าไปในบ่อนดังกล่าวมาแล้ว 2 ครั้ง หลังจากที่กองปราบบุกเข้าปราบปรามบ่อนดังกล่าว ซึ่งทาง พ.ต.ท.สันธนะ ยืนยันว่ายังมีบ่อนอยู่เช่นเดิม ซึ่งได้เข้าไปแจ้งความกับทาง สน.เตาปูนแล้ว


ปี 2548-2552 พ.ต.ท.สันธนะได้เป็นหนึ่งใน 25 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไทย และตกเป็นผู้ต้องหาปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อต่อรองกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯสมัยนั้นให้ลาออกจากตำแหน่ง

ปี 2552  พ.ต.ท.สันธนะ ถูกจับกุมหลังไปพัวพันคดี ข่มขู่ รีดไถบุคคลที่อยู่ตามชายแดน โดยเฉพาะคนที่เดินทางเข้าไปเล่นการพนันตามบ่อนประเทศเพื่อนบ้าน พ.ต.อ.สุธรรม ชาติอาษา ผู้กำกับ สภ.เชียงแสนสมัยนั้น นำกำลังเข้าคุมตัว พ.ต.ท.สันธนะ กับพวกเอาไว้ได้ 8 คน พร้อมอาวุธปืน ภายหลัง พ.ต.ท.สันธนะ อ้างว่า เป็นการทำงานในภาคประชาชน และขู่ฟ้องกลับชุดจับกุม เนื่องจากมาทำงานเก็บข้อมูลไปรายงานให้ตำรวจจังหวัดเชียงราย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯสมัยนั้นให้ได้รับทราบ ส่วนอาวุธปืนจำต้องพกติดตัวเพราะเคยถูกขู่มาก่อน


ปี 2554 พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบสนามม้าราชกรีฑาสโมสรถึงความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับการจัดแข่งม้าการกุศล และในปี 2555 ปี ก็ยังออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับขบวนการไซฟ่อนเงิน จากการทุจริตในภาครัฐ ไปฮ่องกง ขณะที่ปี 2556 พ.ต.ท. สันธนะ ในฐานะที่ปรึกษาส่วนตัวของนายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล ประธานกรรมการ บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการว่าจ้างจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินงานโครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง ทั่วประเทศ มูลค่า 5,848 ล้านบาท ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกร้องความเป็นธรรม

จนกระทั่งในปี 2560 พ.ต.ท.สันธนะ เข้าไปให้ข้อมูลคดีฆาตกรรมครอบครัว นายวรยุทธ สังหลัง โดยอ้างว่ารู้เบื้องหลังการยิง 8 ศพ เป็นฝีมือ "เจ๊ชุมพร" แต่ภายหลังตำรวจพบว่า เจ๊ชุมพร ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด สุดท้ายปลายเดือนเม.ย. 2561 พ.ต.ท.สันธนะ ในฐานะเจ้าของคอกม้ามิตรภาพไทยเวิลด์ ยื่นหนังสือถึง พล.ต.ท. ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง และดำเนินการทางวินัยกับ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ในฐานะรองหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศูนย์ป้องกันปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันแข่งม้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปพม.ตร.) อ้างว่าตนเองถูก พ.ต.อ.นายหนึ่งต่อว่าเสียงดัง และแสดงกิริยาไม่สุภาพ แต่ทางพล.ต.ต. สุรเชษฐ์ ไม่ได้ห้ามปรามตำรวจนายดังกล่าว ที่แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพแต่อย่างใด ก่อนที่ชื่อของ พ.ต.ท.สันธนะ จะกลายเป็นคนดังอีกครั้ง...หลังจากเข้าขวางชุดตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง ต้นเมือน พ.ค. ที่ผ่านมา.



ที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/642796

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

“มิตร-ศัตรู” วนๆกันไป

“มิตร-ศัตรู” วนๆกันไป



“ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร-ศัตรูของศัตรู คือพวก”
ความจริงที่สะท้อนภาพการเมือง ไม่เฉพาะประเทศไทย กับล่าสุดผลการเลือกตั้งใหญ่ในประเทศมาเลเซีย กลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน ปากาตัน ฮาราปัน ได้ 113 ที่นั่ง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล ของนายนาจิบ ราซัก นายกฯมาเลเซีย ได้ไป 79 ที่นั่ง เตรียมตัวเป็นอดีตผู้นำไปโดยปริยาย
ขณะที่นายมหาธีร์ โมฮัมหมัด แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ที่เคยเป็นผู้นำประเทศมานาน 22 ปี และลงจากเก้าอี้อำนาจไป 15 ปี คืนสู่สังเวียนรอบนี้ จ่อคัมแบ็กเก้าอี้ผู้นำประเทศในวัย 92 ปี
เป็นรายการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างครูและลูกศิษย์ทางการเมือง “มหาธีร์-นาจิบ ราซัก”
ยังไม่รวม คิวยุติความบาดหมาง ระหว่างมหาธีร์ และนายอันวาร์ ฮิบราฮิม อดีต แกนนำฝ่ายค้านที่เคยมีความแค้นต่อกันในอดีต และพลิกกลับมาเป็นแนวร่วมกันครั้งนี้
“จากมิตรกลายเป็นศัตรู ศัตรูพลิกมาเป็นมิตร”–“มีศัตรูคนเดียวกัน ก็คือพวกเดียวกัน” ตามตำราเป๊ะ
ก็คงจะไม่แตกต่างกับประเทศไทย ล่าสุด 2 อดีต ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย ทั้ง “พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ” และ “สุรชาติ เทียนทอง” ออกมาโวยคำสั่งจากสำนักงานเขตคันนายาว–หลักสี่ ให้งดทำกิจกรรมและขึ้นป้ายบริการฉีดยุง วัคซีนสุนัข แมว โดยอ้างคำสั่ง คสช.
มีการตั้งข้อสงสัย เหตุใดคำสั่งที่ออกมาช่วงนี้ ตั้งข้อสังเกตคำสั่งเลือกปฏิบัติ ใจคับแคบ
แม้ยังไม่ระบุชัด แต่เอ่ยอ้างคำสั่งที่โยงไปถึงวาระแฝงการเมือง
แน่นอนคิวนี้อดีต ส.ส.เพื่อไทย ย่อมพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กวิน” พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. จากการแต่งตั้งของ คสช. พร้อมๆกับความเคลื่อนไหว พรรคใหม่ค่ายหนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปักหมุดพื้นที่เมืองกรุงเป็นเป้าหมายแย่งแต้มเจ้าถิ่นเก่า ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์
และหนึ่งในจังหวะของแผน น่าจะเป็นการดึง“จั้ม” สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับมอบหมายให้คุมงานด้านเทศกิจ คุมเข้มป้ายในพื้นที่สาธารณะ
คิวคำสั่งจากสำนักงานเขตครั้งนี้ รองผู้ว่าฯ กทม.น่าจะผ่านหูผ่านตาเหมือนกัน
“จั้ม–สกลธี” และ “ออฟ-สุรชาติ” เรื่องราวหนหลัง เป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งในสนามเลือกตั้งเขตหลักสี่
ดังนั้นนอกจากมองภาพกว้าง ถึงสมรภูมิแข่งขันเดือดเมืองกรุง ที่เริ่มเห็นปฏิบัติการถากถางทาง
และจังหวะเล่นลูกไหลตาม ในยุทธการ “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด”
อะไรไม่ว่า ถ้าจะมองไปถึงเอฟเฟกต์สะเทือนเกมอำนาจภาพรวมหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
กับคิวเคลื่อนตัวเชื่อมต่อในหัวเมืองชายแดน จ.สระแก้ว ที่มีชื่อของ “เสนาะ เทียนทอง” ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น ปรากฏบนหน้าสื่ออีกครั้ง จากการโพสต์เฟซบุ๊กของกุนซือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม
เปิดคิวเตรียมลงพื้นที่ตรวจราชการของ “บิ๊กตู่” ที่ จ.สระแก้ว กลางเดือน พ.ค.นี้ อาจเป็นคิวดึงผู้เฒ่าวังน้ำเย็น มาร่วมวงปฏิรูป ส่อนัยถึงลำดับถัดไป อาจชูมือ “นายกฯลุงตู่” ทำสถิติปั้นผู้นำรอบใหม่
โปรแกรมที่ “ป๋าเหนาะ” ไม่ปฏิเสธ พร้อมโยนสูตร “รัฐบาลแห่งชาติ” ถามทางอีกรอบ
“เจ้าพ่อวังน้ำเย็น” รอรับดีลพิเศษ กับเครือข่าย “บิ๊กป้อม” อดีตหัวขบวนบูรพาพยัคฆ์ ที่เคยรับราชการในพื้นที่ ในสาย “บูรพาชายแดน” จ.สระแก้ว ที่เคยคุ้น คุ้นเคยเจ้าถิ่นอย่าง “ป๋าเหนาะ”
ที่จริง มีคนในเครือข่ายเจ้าพ่อวังน้ำเย็น ระดับบิ๊กหอการค้า จ.สระแก้ว ในทีมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก และเครือข่ายสนามม้านางเลิ้งของ “บิ๊กป้อม” มานานพักใหญ่แล้ว
ถึงแม้ “บูรพาสายทหารเสือ” อย่าง “บิ๊กตู่” อาจไม่แนบแน่นนักก็ตาม ก็ถือว่ายังมีเชื้อความสัมพันธ์จากอดีต
สรุปว่าดีลการเมือง “เทียนทอง–ผู้พ่อ” ในภาพรวม กับเหตุกระทบกระทั่งสั่นสะเทือน “เทียนทอง–ผู้ลูก” ในพื้นที่เมืองกรุง น่าจะเดินไปตามรูปรอยทั้งจีบทั้งเขย่ากันไป ในจังหวะเกมส่วนรวม­ส่วนตัว
แบบฉบับ “มิตร–ศัตรู” ไม่ถาวร สลับฉากในประเทศไทยเหมือนกัน.
ทีมข่าวการเมือง

เลื่อนไปสระแก้ว

"บิ๊กตู่"เลื่อนลง สระแก้ว  รอ"ฮุนเซน" ว่าง เปิดด่านร่วมกัน เซ็ง!!โดนหาว่า ไปดูดดดด นักการเมือง 

ทีมงานทำเนียบรัฐบาล  ชี้แจง กำหนดการลงพื้นที่ สระแก้ว ของ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี 18 พค. นี้ว่า เป็น แผน ที่ทางมหาดไทย โดยทางจังหวัดเสนอมา แต่ต้องรอ "สมเด็จฮุนเซน" นายกฯกัมพูชา ว่าง เพื่อมาเปิดด่านร่วมกัน จึงต้องเลิ่อนไปก่อน เพราะ นายกฯฮุนเซน ติดงาน ที่เขาพระวิหาร จึงต้องรอนัดกันอีกที....โดยยืนยันว่า นายกฯ ไม่ได้หวังผลเริ่องการเมือง ในการลงพื้นที่สระแก้ว แต่ไปเปิดด่านชายแดน  เพื่อเศรษฐกิจชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กับเพื่อนบ้าน
ไม่มีเรื่องการเมือง แต่กลับมีการวิจารณ์ว่า นายกฯจะไป ดูด นักการเมือง สระแก้ว

ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ มีแผนจะลงพื้นที่ 23 พค. แต่ยังไม่เปิดเผย ว่า จังหวัดใด

พระสยามเทวาทิราช

"พระสยามเทวาธิราช" ก็ยังเหนื่อย!!

"บิ๊กตู่" ถอนหายใจ เฮือกใหญ่ บอก "พระสยามเทวาธิราช"ก็เหนื่อย ดูแลประเทศชาติมานานแล้ว  ขอให้ท่านพักบ้างนะ

พลเอกประยุทธ์ กล่าว บนเวทีลงนาม ผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวว่า  "พระสยามเทวาธิราช" ทรงดูแลประเทศไทยมานานตั้งแต่สร้างมา 200-300 กว่าปี ท่านก็เหนื่อยนะ ให้ท่านพักบ้างเถอะ อะไรก็ขอท่านให้เรียบร้อย ขอได้เป็นกำลังใจให้เรา ขอให้ท่านช่วย ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ท่านช่วยให้เราทำงาน

เมื่อมาถึงช่วงนี้. นายกฯได้หยุดพูด พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนกล่าวว่า "ขอให้พระบารมีอันมากล้นของสถาบันพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้ปกป้องทุกคน เราต้องปฏิรูปประเทศในสมัยเราให้ได้ ตราบที่เรามีชีวิตอยู่ ถ้าเราไม่ช่วยกัน ไม่มีรัฐบาลจะทำได้ ทุกรัฐบาลไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ถ้าเราไม่ช่วยกันทำเอง

การบ้าน

"บิ๊กตู่" พ้อ การเมือง คือการสร้างบ้านสร้างเมือง ไม่ใช่ทำลายกัน  ...ยันผมไม่ทำการเมือง ผมทำ "การบ้าน"ของผม

พลเอกประยุทธ์  พ้อ โดนครหา ทำอะไรเพื่อ การเมือง ตลอด  หลังถูกจับตา ลงพื้นที่สระแก้ว ไปดูด"เสนาะ เทียนทอง"

ยัน ผมไปทุกจังหวัด ใครรับผมก็ไป ตรงนั้น ผมต้องการไปเจอ ปชช.ให้มากที่สุด ไม่ได้ไปให้เป็นคำครหา ผมไม่ทำการเมือง ผมทำการบ้านของผม

ผมจำเป็นต้องพูดบ้าง กลัวจะไม่เข้าใจ เพราะอะไรก็จะ ถูกมองเป็นเรื่องการเมืองไปซะหมด" 

การเมืองก็เรื่องของการเมือง การเมืองเขามีไว้ให้สร้างบ้านสร้างเมือง ไม่ใช่ใช้การเมือง ไว้ทำลายกัน  สร้างความเกลียดชังไปเรื่อยๆ แล้วจะอยู่กันได้ยังไงวันข้างหน้า เลือกตั้งมาใหม่ก็เกลียดกันอย่างนี้อีกแหละ นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นกังวล” นายกฯกล่าว บนเวที ลงนามข้อตกลงผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นายกงอนข่าวดูดป๋าเหนาะ

พลังงอน....พลังเงียบ....พลังดูด

"บิ๊กตู่" งอน... งดให้สัมภาษณ์ ไม่พูดแม้แต่คำเดียว..... หลังถูกกล่าวหาว่า มีแผนลงพื้นที่สระแก้ว เพราะจะไป "ดูด" ป่าเหนาะ"18พค.นี้ / ทีมงานนายกฯแจง เป็นแผนมหาดไทย เสนอมาเรื่องเปิดด่าน แต่รอ"ฮุนเซน" นายกฯเขมร ยังไม่ว่าง จึงเลื่อนไปก่อน/ บิ๊กตู่ บ่น ทำอะไร ก็โดนโยงเป็นการเมืองตลอด

"นายกฯ บิ๊กตู่" ลั่นใครอยากเป็น นายกฯ เป็นรัฐบาล ใครจะเป็น ก็เป็นไปเหอะ ไม่ห่วง  แต่ทุกเรื่องที่ทำ โดนโยงเป็นการเมือง ผมจำเป็นต้องพูด เพราะโดนทุกวัน ได้รัฐบาล ที่พอใจ ยั่งยืน ครบวงจร ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ชี้ มีความพยายามบิดเบือน  ทั่งเรื่องรัฐธรรมนูญ และกฏหมายลูก

พลเอกประยุทธ์  กล่าว ในเวที ลงนามความตกลงเรื่องผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว  แต่ออกมา  นักข่าวดักถาม กลับเดินนิ่ง ไม่ตอบคำถาม เริ่องการลงพื้นที่สระแก้ว และถูกมองว่า จะไปดูด นายเสนาะ เทียนทอง

เมื่อนักข่าวถามว่า จะใช้พลังเงียบ รับมือพลังดูด ใช่หรือไม่ นายกฯ ทำมือปัด แล้วเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไป