PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560

สมชาย แสวงการ บอก มีการอ้างกลุ่มพุทธ แพร่ข่าวรายชื่อที่ว่ามุสลิม มีเป้าควบคุมพุทธ นั้น ทั้งมั่ว และเมคข่าว

จากเพจ สมชาย แสวงการ
เลขาวิปสนช. สมชาย แสวงการ บอก มีการอ้างกลุ่มพุทธ แพร่ข่าวรายชื่อที่ว่ามุสลิม มีเป้าควบคุมพุทธ นั้น ทั้งมั่ว และเมคข่าว
---------------
ประหลาดใจมากที่เห็นคนหลายคนหลายกลุ่ม แม้บางท่านจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้ใหญ่ในหลายแวดวงทั้งภาคราชการ ธุรกิจ การเมือง ศาสนา และอื่นๆ. กลับงงและหลงข่าวลวงที่บรรดาตระกูลเสี้ยมปล่อยอกมาทำลายรัฐบาล คสช สนช ฯลฯ
ที่สำคัญต้องการสร้างความขัดเเย้งแตกแยกในหมู่คนไทยด้วยกัน โดยเฉพาะไทยพุทธกับไทยมุสลิม.
ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและได้โปรดทราบเเละเเชร์ต่อๆกัน. จะได้เลิกเอาสิ่งแปลกปลอมรำคาญใจเหล่านี้มารกสมองท่านอีก.
ผมในฐานะเลขานุการวิปสนช. ยืนยัน100%ครับ. ทั้ง รายชื่อ63คนที่มั่วเมคขึ้นเอามาบอกเป็นสนช มุสลิม ที่ร่วมลงชื่อใน84สนช เสนอแก้กฎหมายพรบสงฆ์ เรื่องสมเด็จพระสังฆราชที่ผ่าน3วาระรวด นั่น เป็นเรื่องบิดเบือนโกหกมดเท็จทั้งสิ้น
ไม่มีข้อเท็จจริงใดๆแม้เเต่นิดเดียว และใน63คนนี้ไม่มีใครเป็นสนชเลยสักคนครับ
โปรดใช้ปัญญาพินิจด้วย
1: สนชปัจจุบัน 250 คน
มี สนช ไทยมุสลิมเพียง4ท่านคือ
1) นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล อดีตผวจนราธิวาส
2)นายวิทยา ฉายสุวรรณ อดีตขรก
3)นายอนุมัติ อาหมัด อดีตจังหวัดสงขลา22วัน ที่ถูกรัฐประหารเมื่อ22พค2557
4)ศสมคิด เลิศไพทูรย์ แต่งงานกับภรรยาไทยมุสลิม ครับ
2: การเสนอแก้พรบสงฆ์ มี สนช84คน เสนอเป็นพุทธ83คน รวมทั้งผมด้วย มีสนชที่ร่วมลงชื่อเสนอเป็นมุสลิม1คน และ เมื่อกฏหมายเข้าบรรจุวาระ1แล้ว. รัฐมนตรีที่รับมอบมาจากคณะรัฐมนตรีไม่รับไปดำเนินการต่อ. จึงเป็นภาระของสนช
จึงเสนอพิจารณา 3วาระรวดในวันเดียวกันทันที. คนๆนั้นเป็นไทยพุทธ100%ครับ เป็นอดีตเด็กวัด ครับ.. ผมเองครับ.
เพราะฉนั้นจึงเรียนมาให้คนไทยตาสว่าง อย่าไปหลงเชื่อข่าวมั่วข่าวปล่อยทำลายประเทศอีกครับ. เเละถ้าใครส่งหรือแชร์ข้อความบิดเบือนทำนองนี้มาให้ โปรดแชร์ข้อเท็จจริงที่ผมชี้แจงนี้ให้ท่านเหล่านั้นรับทราบข้อเท็จจริงนี้ด้วยครับ
สนช สมชาย แสวงการ
เลขานุการวิปสนช 1 มี.ค.2560

ปชช. ยังทยอยแลกเหรีญที่ระลึก วันที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

ปชช. ยังทยอยแลกเหรีญที่ระลึก วันที่ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถนำบัตร ปชช. มารับบัตรคิว แล้วสามารถแลกเหรียญที่ระลึกได้ทันที โดยไม่ต้องรอนาน

บรรยากาศการแลกเหรียญกษาปณ์ ที่ระลึก วันที่ 2 ที่กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ยังคงมีประชาชนยังทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง โดยทางเจ้าหน้าที่ ยังเปิดเเจกบัตรคิวอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ในช่วงสาย การแจกจ่ายทำได้คล่องตัวมากขึ้น ประชาชนไม่ได้แออัด โดยจากการประเมินจากจำนวนประชาชนที่มาต่อคิว คาดว่าอาจใช้เวลาเพียง 3 วัน เหรียญจำนวน 20,000 ชุด ที่กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ อาจจะหมดลง โดยเจ้าหน้าที่พยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมาอย่างเต็มที่ โดยบัตรคิวล่าสุดจำนวนอยูาที่ กว่า 2,000 คน แล้ว จากประชาชนที่เดินทางมาแลกเหรียญทั้งหมด
6,370 คน เมื่อวานนนี้

อย่างไรก็ตาม กรมธนารักษ์ ได้กำหนดเปิดให้ประชาชนแลกได้ตั้งแต่วันที่ 1, 2, 3, 6 และ 7 มีนาคมนี้ (5 วันทำการ) ตั้งแต่เวลา 08.00 - 18.00 น. โดยไม่หยุดพักเที่ยง แลกได้ที่หน่วยจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพฯ, และหน่วยจ่ายแลกโรงกษาปณ์ รังสิต จ.ปทุมธานี และส่วนภูมิภาคแลกได้ที่ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และส่วนกลาง กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์

ดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุด ทำสถิติทะลุ 21,000 จุด

ดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุด ทำสถิติทะลุ 21,000 จุด ขานรับ ปธน.ทรัมป์ ประกาศแผนทุ่มงบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในการลงทุนสาธารณูปโภค 

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมา ดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุด ทำสถิติทะลุแนวต้านที่ระดับ 21,000 จุด
หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนทุ่มงบประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในการลงทุนโครงการสาธารณูปโภค
ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรส

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงการใช้นโยบายกีดกันการค้าในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์
ครั้งนี้ ยังช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้า และเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดพุ่งขึ้นด้วย

ดาวโจนส์ปิดที่ 21,115.55 จุด เพิ่มขึ้น 303.31 จุด หรือ +1.46%
NASDAQ ปิดที่ 5,904.03 จุด เพิ่มขึ้น 78.59 จุด หรือ +1.35%
S&P500 ปิดที่ 2,395.96 จุด เพิ่มขึ้น 32.32 จุด หรือ +1.37%

ด้านสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย.ลดลง 18 เซนต์ หรือ 0.3% ปิดที่ 53.83 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนเม.ย.ลดลง 15 เซนต์ หรือ 0.3% ปิดที่ 56.36 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.ร่วงลง 3.9 ดอลลาร์ หรือ 0.31% ปิดที่ระดับ
1,250.00 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. ปีนี้
-----------
บล.อาร์เอชบี คาด ภาวะตลาดหุ้นไทย แนวโน้มดัชนีเช้านี้ปรับขึ้นเช่นเดียวกันตลาดภูมิภาค

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) คาด ตลาดหุ้นไทยเช้านี้จะปรับตัวขึ้น เนื่องจากตลาดหุ้นในภูมิภาคต่างอยู่ในแดนบวกกันทั่วหน้า รับอานิสงส์จากดาวโจนส์ที่ปรับตัวขึ้นไป ตอบรับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แต่มองว่าเป็นปัจจัยภายในของสหรัฐฯ ซึ่งมาตรการที่ออกมาของ "ทรัมป์" คงจะดีต่อสหรัฐฯ แต่ตอบยังไม่ได้ว่าจะดีต่อทั่วโลก

อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นของดัชนีฯ อาจจะถูกจำกัดด้วยประเด็นทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งตอนนี้ความคิดเห็นของผู้ว่าการเฟดหลายสาขาได้ออกมาในเชิงที่มีโอกาสจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในการประชุมเฟดเดือนมีนาคมนี้

สำหรับปัจจัยในประเทศ เศรษฐกิจโดยรวมก็ยังเป็นบวก ตัวเลขส่งออกของไทยก็ยังดี ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมยังเติบโตได้ดี ส่วนปัจจัยในเชิงลบไม่ค่อยมี ทิศทางตลาดฯจึงยังสดใสอยู่

พร้อมให้แนวรับ 1,555 - 1,560 จุด ส่วนแนวต้าน 1,580 - 1,590 จุด
----------
ไทยออยล์ เผย ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์น้ำมันปิดตลาดประจำวันที่ 1 มีนาคม 2560 น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสลดลง 0.18 เหรียญ
มาอยู่ที่ 53.83 เหรียญ น้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 0.15 เหรียญ มาอยู่ที่ 56.36 เหรียญ โดยราคาน้ำมันดิบปรับลดหลังปริมาณน้ำมันดิบ
คงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างความกังวลว่าการเติบโตของความต้องการอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาด
กลับเข้าสู่สมดลได้

ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เผยปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 24 ก.พ. 60 ปรับ
เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาร์เรล ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่แปด ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดที่
520.2 ล้านบาร์เรล

ทั้งนี้ ผลสำรวจจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส ชี้ให้เห็นว่าผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกยังคงเดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตในเดือน ก.พ. โดยผู้ผลิตในกลุ่ม
โอเปกได้ให้ความร่วมมือถึงร้อยละ 94 หรือคิดเป็นการปรับลดลง 1.098 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปริมาณการผลิตเดือน ต.ค. 59

ขณะที่ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก เช่น รัสเซีย ที่ปรับลดกำลังการผลิตในเดือน ก.พ. ลงเพียง 100,000 บาร์เรลต่อวัน ให้ความร่วมมือเพียง
ร้อยละ 33 อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงดังกล่าว สอดคล้องกับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรัสเซีย กล่าวไว้ว่า รัสเซียจะค่อย ๆ ปรับ
ลดกำลังการผลิตลง และคาดว่าจะเดินหน้าปรับลดมากขึ้นและแตะระดับ 300,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือน เม.ย.

ข่าว2/3/60

บึ้มใต้

นายกฯ สั่งดูแลเข้มงวดภาคใต้ หลังยิงรถรับส่งนักเรียนไทยพุทธ จนเป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงรถรับส่งนักเรียนไทยพุทธ จนเป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต ว่า ยัง

ไม่ได้รับรายงานดังกล่าว แต่ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่ในการวางกำลัง และเส้นทางในจังหวัดภาคใต้มีหลายเส้น แต่ไม่สามาถนำกำลังไปวางไว้ได้ทุกจุด จึงต้องมีกติกา

ซึ่งกันและกัน โดยทุกคนต้องร่วมกันดูแลและระมัดระวัง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุย หากมีการพูดคุยอยู่แสดงว่ายังคงมีทางออกอยู่บ้าง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยและ

ทดลองศักยภาพว่าพื้นที่ใดปลอดภัยแล้วจึงจะพูดคุยในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป รวมถึงพิจารณาเป้าหมาย โดยเฉพาะครู นักเรียนและวัด จะต้องปลอดภัย แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามลำดับกระบวนการ

แก้ไขความขัดแย้ง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังย้ำอีกว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาภายในประเทศ อย่าเอาคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง และต้องเดินหน้ากระบวนบังคับใช้กฎหมายและการพัฒนาด้านต่าง ๆ รวมทั้งการศึกษาอย่าง

เร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาการทำงานล่าช้า จนทำให้กระบวนการเรียนรู้และการศึกษาไม่เกิดขึ้น ดังนั้น จากนี้จะต้องหามาตราการป้องกันให้ได้ ขออย่าเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวไปเชื่อมโยงกัน

ไปหมด
/////////
ธรรมกาย

รัฐบาล ไม่ห่วงปมวัดพระธรรมกาย เชื่อต่างประเทศเข้าใจ มั่นใจมีข้อมูลชี้แจงได้ ขอประชาชนยึดกฎหมาย

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงมุมมองของต่างชาติต่อรัฐบาลไทยกรณีวัดพระธรรมกาย ว่า เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา

ต่างประเทศ จึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามชี้แจง ทำความเข้าใจกับนานาชาติแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถเข้าใจอย่างชัดเจน โดยยืนยันเจ้าหน้าที่ไม่ใช้ความรุนแรงอย่างแน่นอน

และขอให้ทุกคนยึดตามหลักของกฎหมาย

ทั้งนี้ พล.ท.วีรชน กล่าวถึง กรณีที่ศิษย์วัดพระธรรมกายมีการยื่นเรื่องไปที่องค์กรพุทธศาสนาสากล หรือ องค์การสหประชาชาติ (UN) ว่า รัฐบาลไม่มีความกังวลเช่นกัน เนื่องจากทุกองค์กรต้องมี

การตรวจสอบข้อมูล ซึ่งรัฐบาลมีข้อมูลที่สามารถชี้แจงได้ และมีวิธีการดูแลสถานการณ์ที่ชัดเจน ไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
-----------
นายกฯ ลั่น แจงหมดแล้ว ปมคนตายในวัดพระธรรมกาย ขอลูกศิษย์หยุดต้าน คาด พระธัมมชโย ยังอยู่ในวัด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเสียชีวิตด้วยโรคหอบหืด บริเวณหลังวัดพระธรรมกาย ว่า เจ้า

หน้าที่ได้ชี้แจงไปแล้ว ว่าผู้ตายเสียชีวิต ภายในห้องที่มีการปิดล็อกประตู และไม่จำเป็นต้องมีการปรับแผนการทำงานของเจ้าหน้าที่ หลังจากมีการอ้างว่าติดด่านตรวจตำรวจทหารตามมาตรา 44

จนทำให้เสียชีวิต

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่มีปฏิบัติการปล่อยข่าวลวงเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นหรือที่เรียก ไอโอ ว่า หากพูดความจริงก็ยอมรับ แต่หากไม่ใช่ความจริงก็ไม่รับ ดังนั้น ขอให้คิดถึงเจ้าหน้าที่ที่

ต้องเหนื่อยจากการทำงานด้วย ซึ่งขณะนี้จากการประเมินของเจ้าหน้าที่เชื่อว่า พระธัมมชโย ยังอยู่ภายในวัด เพราะหากไม่อยู่ คงปล่อยให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้น ขณะเดียวกัน อยากให้สื่อช่วยกัน

บอกให้หยุดต่อต้านเจ้าหน้าที่ ถ้าคิดว่าถูกและบริสุทธิ์ก็ออกมารับมาพิจารณาคดีและต่อสู้คดีทางกฎหมาย อย่าใช้วิกฤติศรัทธาของประชาชนมาเป็นเกราะป้องกันตนเอง ซึ่งส่วนตัวเบื่อกับเรื่องดัง

กล่าวแล้ว และขออย่าว่าตนไปรบกับพระ หรือทำลายพระพุทธศาสนา หากวิพากษ์วิจารณ์กันแบบนี้ทำให้ท้อใจเช่นกัน
/////////
ปยป.

"สุวิทย์" เผย ประชุมหลักสูตร ป.ย.ป. ระดมความคิดและข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวรายงานการประชุมหลักสูตร การบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ( ป.ย.ป.) ว่า การประชุมนี้ เป็นการระดมความ

คิดและข้อเสนอแนะ เพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา อุปสรรคของการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยมี 2 ประเด็นหลัก คือ การพัฒนาและเตรียมคน

สู่อนาคต และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เปิดงาน การประชุมหลักสูตร ป.ย.ป. และกล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง โครงสร้างและ

แนวทางการบริหาราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธ์ศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง แล้ว จากนั้น นายกวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย จะบรรยาย

พิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และปฏิรูปประเทศตามหมวด 16 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ..
---------
นายกฯ ย้ำ เดินหน้าปฏิรูปประเทศ ยันจำเป็นต้องใช้ ม.44 หากแก้ปัญหาไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานในการเปิดหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ

ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. พร้อมกล่าวว่า ส่วนตัวดีใจที่มาประชุมทำงานเพื่อประเทศ ซึ่งประเทศชาติ ต้องสำคัญกว่าอย่างอื่น โดยเฉพาะข้าราชการที่ประเทศ
ต้องมาก่อน แม้เกิดปัญหาต้องฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อคนอื่น และส่วนตัวจำเป็นต้องมายืนและพูดวันนี้ ไม่ใช่เพราะสถานการณ์เลวร้ายจนแก้ไม่ได้ หรือรัฐล้มเหลว ข้าราชการไม่ดี แต่มายืนตรงนี้เพราะ

เคยเป็นอดีตข้าราชการ ยอมไม่ได้หากประชาชนไม่ไว้ใจหรือให้ร้ายบิดเบือนตลอดเวลา จึงต้องมาพูดเพื่อให้สังคมเข้าใจ และเห็นว่าขณะนี้กำลังปฏิรูปตัวเองและปฏิรูปประเทศตลอดไปเป็นระยะ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตั้งแต่ปี 2557 หลายอย่างมีผลสัมฤทธิ์ บางอย่างอาจล่าช้า ติดขัด จึงต้องคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอย่างไร จึงได้สั่งการต่าง ๆ แต่ขอให้คิดถึง

เหตุผลที่ต้องสั่ง เพราะหากไม่เห็นปัญหาตรงกันก็จะแก้ไขไม่สำเร็จ จึงต้องมาพูดคุยกันและแลกเปลี่ยนกันในหลักสูตรดังกล่าวและเชื่อว่าจะครอบคลุมทั้งหมด โดยจะคนทั้งประเทศจะต้องแก้ไข

ปัญหาร่วมกัน ไม่เช่นนั้นต้องใช้กฎหมาย หรือ มาตรา 44 หากทุกคนไม่ช่วยกันก็ไม่สามารถแก้ได้.
---------
นายกฯ ยัน กฎหมายไม่ได้กำกับประชาชน ชี้เพื่อความเท่าเทียม - เร่งสร้างสะพานให้รัฐบาลใหม่เดิน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่เป็นสะพานให้ประชาชนก้าวข้ามปัญหา อุปสรรค และขณะนี้รัฐบาลกำลัง

สร้างสะพานให้รัฐบาลใหม่เดิน แต่จะเดินหรือไม่ก็แล้วแต่ และหากเดินตกสะพานก็ช่วยไม่ได้ เพราะประชาชนเลือกมาเอง ไม่ใช่ส่วนตัวต่อสู้หรือแข่งขัน แต่รัฐบาลใหม่จะมีอำนาจในการบริหาร

ดังนั้น ข้าราชการจึงต้องสร้างกลไกที่เข้มแข็งไม่เช่นนั้นจะกลับไปที่เดิม ซึ่งจะต้องรับผิดชอบเอง เพราะเป็นผู้ปฏิบัติ ตอนนี้สะพานยังไม่เสร็จก็ให้ประชาชนเดินเหยียบข้ามไปก่อน แต่หากเสร็จ

แล้วจะต้องเดินนำประชาชนไปข้างหน้า ไม่ใช่มองแต่เรื่องเลื่อนยศ คิดแต่เรื่องตัวเองเพราะจะติดกับดักตัวเอง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวยืนยันว่า กฎหมายที่ออกมาไม่ได้กำกับประชาชน แต่เพื่อความเท่าเทียม ไม่ว่าใครก็ต้องทำตาม และขอให้ลดความขัดแย้งและความคิดที่ไม่ตรงกันออกไปก่อน เพื่อให้

ประเทศเดินไปได้ ซึ่งขณะนี้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยกว่าปี 2557 ไม่มีการประท้วงหรือใช้อาวุธสงคราม แต่จะยุติได้หรือไม่ จึงต้อง มี ป.ย.ป. วันนี้
---------------
นายกฯ ยัน ไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย เร่งทำความเข้าใจประชาชน แก้ปัญหาลดเหลื่อมล้ำทางสังคม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า วันนี้ไทยมีปัญหาอยู่ 3 ประการ คือ ปัญหาประชาธิปไตยที่มีมากว่า 80 ปี จึงต้องมีคณะ

กรรมการสร้างความสามัคคีปรองดองเข้ามาแก้ปัญหา ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการขาดหลักคิดที่ถูกต้อง หากแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ได้ ประเทศไทยจะเจริญ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า ไม่ได้ทำ

ให้ประเทศเสียหาย แต่ทำเพียงแค่หยุดการบริหารประเทศแล้วมาซ่อมแซ่มในเวลานี้ให้เศรษฐกิจดีขึ้น ปัญหาปรุงกฎหมายให้ประชาชนปฏิบัติตามไม่ใช่ค้านทุกเรื่อง อย่างที่หลายคนมองว่า เส้นแบ่ง

สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย เป็นเส้นเดียวกัน จึงต้องทำให้ประชาชนเข้าใจให้ได้ แม้บางครั้งจะถูกต่อต้านแต่ส่วนตัวต้องอดทนทำให้ปี 2560 เป็นปีสำคัญที่จะเดินหน้า
-----------------
"วิษณุ" เชื่อ ป.ย.ป. ทำภารกิจ 4 ด้าน ขับเคลื่อนทำงานได้รวดเร็ว ยันจำเป็นต้องใช้ ม.44 เพื่อความมีประสิทธิภาพ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และปฏิรูปประเทศตามหมวด 16 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ... ตอนหนึ่งว่า โดยเชื่อว่าคณะ

กรรมการบริราชการแผ่นดินตาม กรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. จะทำให้ภารกิจของรัฐบาลทั้ง 4 ด้าน ขับเคลื่อนการทำงานไปได้อย่าง

รวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาก็จะต้องดำเนินงานตามแผนที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ นายวิษณุ ยังกล่าวว่า ในการทำงานของรัฐบาลในขณะนี้ จะต้องเร่งการขับเคลื่อนงานในเรื่องที่มีความสำคัญและเรื่องเร่งด่วนก่อน ซึ่งหากเรื่องใดมีความล่าช้า ก็จำเป็นต้องออกคำสั่งตาม มาตรา

44 เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
------------------
"วิษณุ" ย้ำ รัฐบาลใหม่สามารถเปลี่ยนแปลงแผนยุทธศาสตร์ชาติได้ - เตรียมจัดทำ พ.ร.บ. วางแผนปฏิรูปประเทศ 7 ด้านหลังประกาศใช้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประกาศใช้ก็จะมีการจัดทำ พ.ร.บ.วางแผนการปฏิรูปประเทศ 7 ด้าน และ พ.ร.บ.การวางแผนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่ง

จะใช้เวลาการดำเนินการประมาณ 3 เดือน

ขณะเดียวกัน เปิดเผยว่า กำลังจะมีการส่งแผนยุทธ์ศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ให้แก่นายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามา สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแผนยุทธศาสตร์ชาติได้ แต่จะต้องผ่านความชอบ

จากรัฐสภา
---------------

-////////////
ปมทุจริต

ประธาน ป.ป.ช. เผยผลสำรวจความรุนแรงในการทุจริตงบรัฐในโครงการขนาดใหญ่ของไทยดีขึ้น

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันแบะปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามมการทุจริตโดย

ใช้กลไกทางการศึกษา ว่า ความรุนแรงของการทุจริตมีตัวชี้วัดทั้งจากในและนอกประเทศ หนึ่งในนั้นคือ ดัชนีชี้วัดการคอร์รัปชั่นบององค์กรต่างประเทศ ที่จะมีการประกาศคะแนนทุกปี และ

คะแนนในปีนี้ไทยได้ 35 คะแนน เป็นอันดับที่ 101 ของโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าคะแนนของไทยจะดีกว่าคะแนนปี 2558 ที่ได้ 38 คะแนน แต่เนื่องจากในปีนี้มีการเก็บคะแนนเพิ่ม

เติมในส่วนของความหลากหลายของประชาธิไตย การเลือกตั้ง เสรีภาพการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นครั้งแรก จึงส่งผลต่อผลการประเมินของไทย

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพบว่า ความรุนแรงในการทุจริตงบประมาณของรัฐในโครงการขนาดใหญ่ของไทย ตั้งแต่ปี 2554 - 2559 ดีขึ้นตามลำดับ มีการทุจริตลดลง เหลือประมาณ 1 - 15% ของ

งบโครงการ ขณะที่การปราบปรามการทุจริตสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นเพราะรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ การมีผู้นำที่มุ่งมั่น แต่สิ่งสำคัญของการต่อต้านการทุจริตคือมาตรการการป้องกัน ดัง

นั้น แผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับคนในสังคม โดยเป้าหมายที่จะให้ไทยมีค่า cpi

มากกว่า 50 คะแนน ด้วยการร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ซึ่งเจตนารมณ์ของกองทัพอากาศในการต่อต้านการทุจริตถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม
---------------
ประธาน ป.ป.ช. ปัดเปิดเผยรายชื่อผู้โยงสินบนโรลส์ - รอยซ์ ยันใช้เวลาไม่นาน เตรียมตั้ง คกก. ไต่สวนเร็ว ๆ นี้

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการติดสินบนของบริษัท โรลส์ - รอยซ์ ว่า

จากการตรวจสอบข้อมูลเอกสารที่ได้รวบรวมมา ทำให้ขณะนี้คณะทำงานมีข้อมูลที่เพียงพอแล้ว คาดว่าจะสามารถเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนได้เร็ว ๆ นี้

ซึ่งหากมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนแล้ว จะทำให้รู้ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ชัดเจนขึ้น สามารถไต่สวนเพิ่มเติม และตั้งข้อกล่าวหาผู้ที่มีข้อมูลครบถ้วนก่อน แต่คงไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ใน

ขณะนี้ เพราะจะกระทบต่อสิทธิของบุคคลเหล่านั้น แต่ยืนยันว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะส่วนตัวมีกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ ประธาน ป.ป.ช. ก็ไม่ระบุชัดเจนว่า เรื่องดังกล่าวจะเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในสัปดาห์หน้าหรือไม่

นายกฯเปิดอบรม’ป.ย.ป.’ บอกไม่ย่อมาจาก’ประยุทธ์อยู่ต่อไป’ เพราะยิ่งอยู่ยิ่งทรมาน

นายกฯเปิดอบรมหลักสูตร ป.ย.ป. เน้นระดมความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานตามนโยบาย ชี้ต้องได้รับความร่วมมือทุกภาคส่วน ปล่อยมุข “ป.ย.ป.” ไม่ใช่ “ประยุทธ์อยู่ต่อไป” บอกยิ่งอยู่ยิ่งทรมาน ย้ำต้องพูดเพราะไม่อยากให้ใครบิดเบือน ให้ร้ายตลอด ไม่ใช่รัฐล้มเหลว
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 มีนาคม ที่เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (หลักสูตร ป.ย.ป.) โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วม ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น โดยมุ่งเน้นกิจกรรมการระดมความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาอุปสรรคของการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญต่างๆ ของรัฐบาลโดยจัดทำหลักสูตร 3 หลักสูตร ประกอบด้วยหลักสูตรการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (ป.ย.ป.1) (สำหรับปลัดกระทรวงและอธิบดี) หลักสูตรการสร้างผู้นำแห่งการบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแบ่งเป็นหลักสูตรการสร้างผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง สำหรับรองอธิบดี (ป.ย.ป.2/1) และหลักสูตรการสร้างผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (สำหรับรองผู้ว่าราชการจังหวัด) (ป.ย.ป.2/2) เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจต่อบริบทใหม่ ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบของ ป.ย.ป. และเพื่อปรับกระบวนการทางความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และศักยภาพความเป็นผู้นำ ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบบูรณาการ ร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ในการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญๆ ตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของรัฐบาล เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า เข้าใจดีว่าทุกคนมีภาระหน้าที่ แต่ทุกคนมีหน้าที่ต้องทำงานเพื่อประเทศซึ่งต้องสำคัญกว่าอย่างอื่น ถ้าเรายังเป็นข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ จะต้องทำงานเพื่อส่วนรวม และประเทศชาติต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือมีปัญหาอะไรก็ตามต้องฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อประชาชนและประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยึดมั่นมาโดยตลอด จึงจำเป็นต้องหลุดพ้นจากการเป็นตัวเอง ในช่วงการทำงาน “ผมเองจำเป็นต้องมายืนอยู่ตรงนี้ และต้องพูดเรื่องนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างมันเลวร้าย หรือไม่ดีจนแก้ไขไม่ได้ ไม่ใช่รัฐล้มเหลว หรือข้าราชการไม่ดี แต่ที่ผมต้องมายืนตรงนี้เพราะผมเป็นอดีตข้าราชการเก่า ผมยอมไม่ได้ที่ประชาชนไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และให้ร้ายเราตลอดเวลา สาเหตุมาจากการบิดเบือนต่างๆ จึงต้องมาพูดคุยเพื่อให้เห็นว่าเรามีการปฏิรูปตัวเอง ระหว่างที่เรากำลังปฏิรูปประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องปฏิรูปตัวเอง และตลอดไป ไม่ใช่แค่ทำช่วงใดช่วงหนึ่ง”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หลักสูตร ป.ย.ป. ตนคิดมาทุกวันตั้งแต่ปี 2557 เดินหน้ามาตลอด วันนี้ปัญหาของประเทศคือ ถ้าไม่เข้าใจกัน มองไม่เห็นปัญหาร่วมกัน หรือเห็นทางแก้ปัญหาที่ตรงกันไม่มีทางที่จะสำเร็จในทุกๆ เรื่อง และไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ตนพูดจะถูกทั้งหมด “หลักสูตร ป.ย.ป.ครอบคลุมปัญหาทุกเรื่องของประเทศ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะต้องได้รับการแก้ไข โดยได้รับความร่วมมือจากทุกส่วน ไม่ใช่ผม คสช. แต่คนทั้งประเทศต้องช่วยกัน การใช้กฎหมาย มาตรา 44 มาตรา 88 ก็แก้อะไรไม่ได้ ถ้าทุกคนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบราชการ ไม่สุจริตโปร่งใส ทุกอย่างก็จะพันกันไปหมด และผมไม่ได้คาดหวังว่าจะต้อง ป.ย.ป.ตลอดไป หลายคนไปเปลี่ยนชื่อจากการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประยุทธ์อยู่ต่อไปนานๆ ถ้าคิดแบบนี้ก็ต้องเลิก สงสัยว่าคิดได้อย่างไร ถ้าทุกคนมาอยู่แบบผมก็จะรู้ว่า การอยู่ต่อไปมันทรมานจริงๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะผมมีผู้นำทุกองค์กรอยู่เคียงข้าง แค่นี้ก็พอแล้ว ขอว่าทุกคนจะต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศ ถ้าไม่ทำวันนี้ประเทศไทยจะสับสนอลหม่าน”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หลายคนมองว่าประเทศไทยเดินหน้าไม่ได้ หรือปล่อยให้อยู่กันเฉยๆ ก็ดีแล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะปัจจุบันปัญหามีมากมาย สิ่งที่ยากที่สุดคือการบริหารให้คนทั้ง 70 ล้านคนมีความสุข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งไว้ว่า การบริหารงานต้องเข้าให้ถึงปัญหา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ต้องมีหลักการ หลักคิด ไม่ใช่แค่คิดเป็น วันนี้สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือ โซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งข้อดีและไม่ดี และการที่คนหันมาเสพโซเชียลมีเดียมากขึ้นและอ่านหนังสือพิมพ์ลดลง จนบางฉบับเริ่มขาดทุน เนื่องจากอ่านหนังสือพิมพ์แล้วตอบโต้ไม่ได้ แต่ในโซเชียลมีเดียสามารถตอบโต้และแสดงความคิดเห็นได้ แต่บางทีก็เกินเลย ทำให้ทุกอย่างเกิดความสับสน เพราะคนไทยยังขาดหลักคิดที่ถูกต้องในการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เตือนให้ใจเย็นๆ แต่ตนเป็นคนเสียงดัง ยืนยันว่าไม่ได้บ้า โมโหทุกวัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็บ้าแล้ว แต่ก็อยากถามว่าการเป็นผู้นำจะโมโหอารมณ์เสียไม่ได้เลยหรือ เพราะก็เป็นมนุษย์ ที่สำคัญตนทำงานในหน้าที่ เป็นธรรมดาที่จะต้องมีอารมณ์บ้าง ไม่เช่นนั้นต้องไปบวชพระ โมโหใครไม่ได้ เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ทุกคนเจอตนเองมา 2 ปีกว่าแล้ว หวังว่าจะไม่รำคาญกันเกินไป

"ก็ไอ้คนเลว มันจะทำ"



"ก็ไอ้คนเลว มันจะทำ"

"บิ๊กตู่" โวย สื่อ โยงเหตุรุนแรงชายแดนใต้ ตอนนี้ เป็นการตอบโต้ "พูดคุยสันติสุข" ซัด "คนเลว"มันจะทำ ยันกำลังแก้ไข เรื่องยังไม่จบ แค่เจอทางออก กำหนดSafety zone ชี้ใต้บ้านเรา ไม่เหมือนประเทศอื่น เป็นเรื่องภายใน อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยว ฃอ อย่าเอาแค่เหตุเดียว ไปโจมตี ยันไม่ได้หงุดหงิด ให้รู้บ้างว่า หน้าที่ของนายกฯ คืออะไร ตอบคำถามได้ทุกวัน ก็เก่งแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เช้าวันนี้ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตว่า ก็เป็นเพราะเรื่องมันยังไม่จบ ขณะนี้เรากำลังแก้ไขปัญหาอยู่
"สื่อจะไปคิดหรือเขียนได้ยังไง ว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะต้องการตอบโต้การพูดคุยสันติสุข ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการพูดคุยในเมื่อยังมีการพูดคุยกันอยู่ แสดงว่ายังมีทางออกอยู่บ้าง ไม่ใช่จะไม่คุยแล้วจะไม่มีปัญหา พอคุยกันก็หาว่ามีการตอบโต้"
"ก็ไอ้คนเลว มันจะทำ"
วันนี้ข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำงานอย่างเต็มที่ มีการวางกำลังดูแล เห็นมั้ยว่าเส้นทางในพื้นที่ภาคใต้มีมากน้อยแค่ไหน ถ้าจะเอากำลังไปขึงพืดทั้งหมด ก็คงไม่ได้ ต้องมีกติกาทุกคนก็ต้องดูแลซึ่งกันและกัน
รัฐไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ แต่ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเองด้วย
สิ่งที่พูดทุกวันนี้คือจะทำอย่างไรให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยขึ้น และหากพื้นที่ใดมีศักยภาพเพียงพอก็คุยเรื่องอื่นต่อ แต่ถ้ายังไม่มีก็ต้องทำให้ได้ เพราะเราต้องปรับให้ทุกพื้นที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป้าหมายคือ ครู นักเรียน วัด จะต้องไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก เป็นกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง ถือเป็นการแก้ปัญหาภายใน อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยวข้อง เพราะสถานการณ์ไม่เหมือนกัน
"การรบกันนอกบ้าน ก็ไม่เหมือนกับของเรา เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ปัญหาภายในของเราให้ได้ กระบวนการการใช้กฎหมายก็ทำไป การพัฒนาอย่างเร่งด่วนก็ต้องทำอย่างคู่ขนาน การศึกษาก็ต้องทำให้มากขึ้น "
"ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การทำงานช้าเกินไป กระบวนการเรียนรู้ไม่เกิด การศึกษาก็ไม่เท่าเทียมและทำไม่ได้ จึงทำให้เกิดคนเหล่านี้ขึ้นมา
เพราะฉะนั้นยิงกันก็ต้องแก้ให้ได้ ต่อไปก็ต้องหามาตรการป้องกัน อย่าเอาเพียงเหตุการณ์เดียว ไปตีไม่ได้ เพราะปัญหามันเชื่อมโยงกันทั้งหมด
ผมไม่ได้หงุดหงิด แต่การรายงานเดี๋ยวก็คงมาถึงผมตามขั้นตอน และบางเรื่องไม่ต้องถึงเร็วก็ได้ เพราะนายกฯ ไม่จำเป็นต้องสั่งทุกเรื่อง เพราะได้มอบอำนาจหมดแล้ว
ให้รู้บ้างว่า หน้าที่ของนายกฯ คืออะไร ตอบคำถามได้ทุกวัน ก็เก่งแล้ว"นายกฯ กล่าว

สร้างความหวาดระแวง ทางศาสนา

สร้างความหวาดระแวง ทางศาสนา
โฆษก คสช.ชี้ มีกลุ่มบิดเบือน ปล่อยข่าวลือ
หวัง สร้างความหวาดระแวง ทางศาสนา ชี้ละเอียดอ่อน โยง สนช.ผ่าน ร่างพรบ.สงฆ์ เป็นมุสลิม 63คน ยัน มีมุสลิมแค่1คน เตือนคนปล่อยข่าว ผิดกม.

พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวว่า ขอสังคมใช้วิจารณญาณต่อการบริโภคข่าวสาร เพราะขณะนี้เริ่มพบว่ามีบางบุคคลได้นำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มีลักษณะพาดพิงการทำหน้าที่ของ สนช.เกี่ยวกับการพิจารณากฎหมายของคณะสงฆ์ที่ผ่านมา

โดยพยายามผูกจินตนาการสร้างเรื่องเท็จให้เกิดเป็นประเด็นแตกแยกและทำลายความน่าเชื่อถือองค์กร เชื่อว่าสังคมรู้ทัน

สำหรับกรณีการนำเรื่องเก่า เมื่อครั้ง สนช.ขอเสนอแก้ พรบ.คณะสงฆ์ฯ ที่ผ่านมานั้น มีการนำมาอ้างถึงว่ามีสมาชิก สนช.ที่เป็นมุสลิมมากถึง 63 คน จาก 84 คน เป็นผู้เสนอนั้น เป็นเรื่องที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงเพราะ สนช.ที่ร่วมเสนอในครั้งนั้น พบว่ามี สมาชิก สนช.ที่เป็นมุสลิมอยู่เพียง 1 คนเท่านั้น ไม่ใช่ 63 คน

ที่สำคัญในรายชื่อที่ถูกแอบอ้างว่าเป็น สนช.มุสลิมทั้ง 63 คนนั้น กลับพบว่าไม่มีใครเป็น สมาชิก สนช.ในชุดปัจจุบันเลย

"มั่นใจคนส่วนใหญ่คงไม่มีใครเชื่อหรือคล้อยตาม แต่การบิดเบือนลักษณะนี้ อาจสะท้อนให้เห็นว่ายังมีบางบุคคลที่คิดไม่ดีต่อสังคมและประเทศชาติ คิดแต่จะสร้างความแตกแยก และไม่พยายามพัฒนาตัวเองให้ทันยุคสมัย ขอคนไทยช่วยกันปฏิเสธกลุ่มคนเหล่านี้"

ทั้งนี้ ขอเตือนไปยังผู้ที่ตั้งใจนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จ หวังให้เกิดความหวาดระแวงกันในประเด็นทางศาสนาซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และบางครั้งอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะ พรบ.คอมพิวเตอร์ ซึ่ง จนท.อาจจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อป้องกันและการกระทำที่เป็นภัยต่อสังคม

‪"ธัมมชโย"ยังอยู่



‪"ธัมมชโย"ยังอยู่
นายกฯ ชี้"ธัมมชโย"ยังอยู่ ในวัดธรรมกาย ระบุ ถ้าไม่อยู่ เขาก็คงให้เข้าไปแล้ว ถ้าจะบอกว่าไม่มีคนอยู่ ถ้าไม่อยู่จริงๆ คงให้จนท.เข้าไป ก็จบแล้ว‬ ....เตือน สื่อ อย่าไปอ้างตาม"ธรรมกาย"ก็เป็นเครื่องมือของเขา เชื่อพระใช้ปฏิบัติการจิตวิทยา แนะพูดความจริง คิดถึงเจ้าหน้าที่บ้าง ไม่ใช่ฟังแต่คนทำผิดกฏหมาย จำเอาไว้ ในเมื่อผมแตะท่านไม่ได้ ท่านก็อย่ามาแตะผม" จี้สื่อช่วยบอก ให้เขาหยุดต้าน จนท. ถ้าบริสุทธิ์ก็ออกมาต่อสู้ อย่าใช้ศรัทธาเป็นเกราะป้องกันตัว "อย่าคิดว่า ผมกำลังรบกับพระ ผมกำลังทำลายศาสนา ถ้าวิจารณ์กันแบบนี้ ผมก็ท้อใจเหมือนกัน แต่ถ้าท้อ ก็ไม่ได้ เพราะยืนตรงนี้" ถาม ที่ทำทุกนี้ทำเพื่ออำนาจหรือ เพื่อผลประโยชน์หรือ ติงสื่อ นึกถึงผมบ้าง ไม่ใช่มาไล่ล่าผมทุกวัน ไปไล่ล่าคนทำผิดโน่น เดี้ยวคนดีไม่อยากทำงาน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของลูกศิษย์ธรรมกายเป็นรายที่ 2 ว่า เขาชี้แจงกันหรือยังว่าเสียชีวิตในวัดตรงไหน ในห้องปิดล็อคหรือไม่ แล้วตายมากี่ชั่วโมงแล้ว คิดบ้าง. ไม่ต้องมาถามผม

ส่วนที่อ้างว่าติดด่าน มาตรา 44 นั้น ใครจะไม่ให้เข้าต้องไปดู มันเป็นข้ออ้างแล้วสื่อจะอ้างตามเขาทำไม
"แล้วสื่อก็เป็นเครื่องมือเขาแบบนี้ ตนชี้แจงไปกี่ครั้งแล้วจะเอาอะไรอีก ผมไม่เคยไปกำหนดสื่อเลย ผมพูดแล้วชี้แจง แต่ท่านจะมากำหนดผมไม่ได้ จำเอาไว้ ในเมื่อผมแตะท่านไม่ได้ ท่านก็อย่ามาแตะผม"
“เขาต้องการ IO (ปฏิบัติการข่าวสาร) เขาพูดความจริงหรือเปล่า ถ้าจริงก็รับ ไม่จริงก็ไม่รับ สื่อต้องไปพูดความจริง ไม่ใช่ไปต่อความยาวสาวความยืด คิดถึงเจ้าหน้าที่ที่เขาทำงานนอนอยู่ 3 พันคน เขาร้อน คิดถึงลูกเมีย คิดกลับมาทางนี้บ้าง ไม่ใช่ไปทำให้คนผิดกฎหมายตลอด ไปฟังเขาตลอด แก้ปัญหาไม่ได้ ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ประเมินว่า พระธัมมชโยยังอยู่ในวัดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาประเมินว่ายังอยู่
"ถ้าไม่อยู่เขาก็คงให้เข้าไปแล้ว ถ้าจะบอกว่าไม่มีคนอยู่ ถ้าไม่อยู่จริงๆ คงให้เจ้าหน้าที่เข้าไปก็จบแล้ว ให้เข้าไปตรวจ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องทำงาน จะคุณบอกว่าผิดเล็กผิดหน่อยก็อ้างคนบางคน คนอื่นผิดทั้งเยอะ อ้างอย่างนี้ได้ที่ไหนเข้าทำกัน พฤติกรรมเลียนแบบอย่างนี้ใช้ไม่ได้ อย่าไปขยายความให้เขาแบบนี้ "
เมื่อถามว่า ในการข่าวมีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นขบวนการอะไร แล้วมาเขียนอะไรตุตะ เยอะไปหมด
"โธ่!คุณมีของคุณทั้งหมด แต่ต้องการให้ผมตอบกับ สิ่งที่มีปัญหากับคนเขา สื่อต้องบอกให้เขาหยุดการต่อต้านเจ้าหน้าที่ ถ้าคิดว่าถูกบริสุทธิ์ก็ออกมาต่อสู้คดีทางกฎหมาย อย่าใช้ฃศรัทธาประชาชนเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ถ้าไม่ผิดก็คือไม่ผิด เกิดแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว หลายคนก็หนีไปต่างประเทศแล้ว แต่หลายคนที่ทำก็ยอมรับโทษ แต่บางพวกมันไม่รับ ทำอยู่อย่างนี้ เราก็ให้ท้ายอยู่แบบนี้ "
"ผมจำเป็นต้องพูด เพราะเบื่อแล้ว เขาคือคนไทยก็ต้องมีหลักคิด ทำอะไรต้องมีหลักในการคิด อย่าใช้หลักการของสื่ออย่างเดียว

วันนี้ประเทศกำลังมีปัญหาจะทำกันแบบปกติได้อย่างไร ผมเชื่อว่าทุกท่านมีจรรยาบรรณ คิดเป็น แต่ต้องพยายามลดปัญหามาให้ผมบ้าง ให้กฎหมายเจ้าหน้าที่ทำงาน แต่ท่านไปฟังอีกข้าง เขาพูดมาแล้ว10 เรื่องที่เขาพูดมามันจริงหรือไม่แล้ว นำมาเผยแพร่ให้เขาอีก จะให้สงบสุขได้ยังไง ศาสนาจะปลอดภัย ทำตามคำสอนได้ยังไง

คิดตรงนี้ อย่าคิดว่า ผมกำลังรบกับพระ กำลังทำลายศาสนา ถ้าวิจารณ์กันแบบนี้ ก็ท้อใจเหมือนกัน แต่ถ้าท้อไม่ได้ เพราะยืนตรงนี้"นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่า จะเป็นสะพานที่เข็มแข็งหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สื่อจะไม่เป็นสะพานร่วมกันผมหรือ หรือจะรอเพียงอย่างเดียว เห็นแก่ตัวกันหรือไม่ ทุกอย่างมีปัญหาก็เรียกนายกฯ ถ้าไม่ร่วมมือกันพูดอะไรมีปัญหาหมด ถ้าไม่ช่วยสร้างมันจะแข็งแรงได้อย่างไร จะรอแต่ประโยชน์กันอย่างเดียวได้ยังไง

" ที่ทำทุกนี้ทำเพื่ออำนาจหรือ ที่พูดทุกวันเพื่อผลประโยชน์หรือ นึกถึงผมบ้าง ไม่ใช่มาไล่ล่ากันทุกวัน โน่น ไป ไล่ล่าคนทำผิด โน่น! ไม่เช่นนั้นคนดีไม่อยากทำงาน"

เมื่อผมแตะท่านไม่ได้ ท่านก็อย่ามาแตะผม

"อย่ามาแตะผม"
บิ๊กตู่ บ่น"ผมไม่เคยไปกำหนดสื่อเลย ผมพูดแล้วชี้แจง ท่านจะมากำหนด ผมไม่ได้ จำเอาไว้ ในเมื่อผมแตะท่านไม่ได้ ท่านก็อย่ามาแตะผม"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของลูกศิษย์ธรรมกายเป็นรายที่ 2 ว่า เขาชี้แจงกันหรือยังว่าเสียชีวิตในวัดตรงไหน ในห้องปิดล็อคหรือไม่ แล้วตายมากี่ชั่วโมงแล้ว คิดบ้าง. ไม่ต้องมาถามผม
ส่วนที่อ้างว่าติดด่าน มาตรา 44 นั้น ใครจะไม่ให้เข้าต้องไปดู มันเป็นข้ออ้างแล้วสื่อจะอ้างตามเขาทำไม
"แล้วสื่อก็เป็นเครื่องมือเขาแบบนี้ ตนชี้แจงไปกี่ครั้งแล้วจะเอาอะไรอีก ผมไม่เคยไปกำหนดสื่อเลย ผมพูดแล้วชี้แจง แต่ท่านจะมากำหนดผมไม่ได้ จำเอาไว้ ในเมื่อผมแตะท่านไม่ได้ ท่านก็อย่ามาแตะผม"
“เขาต้องการ IO (ปฏิบัติการข่าวสาร) เขาพูดความจริงหรือเปล่า ถ้าจริงก็รับ ไม่จริงก็ไม่รับ สื่อต้องไปพูดความจริง ไม่ใช่ไปต่อความยาวสาวความยืด คิดถึงเจ้าหน้าที่ที่เขาทำงานนอนอยู่ 3 พันคน เขาร้อน คิดถึงลูกเมีย คิดกลับมาทางนี้บ้าง ไม่ใช่ไปทำให้คนผิดกฎหมายตลอด ไปฟังเขาตลอด แก้ปัญหาไม่ได้ ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

"อย่าคิดว่า ผมกำลังรบกับพระ ผมกำลังทำลายศาสนา ถ้าวิจารณ์กันแบบนี้ ผมก็ท้อใจเหมือนกัน



"อย่าคิดว่า ผมกำลังรบกับพระ ผมกำลังทำลายศาสนา ถ้าวิจารณ์กันแบบนี้ ผมก็ท้อใจเหมือนกัน แต่ถ้าท้อ ก็ไม่ได้ เพราะยืนตรงนี้"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ในการข่าวมีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นขบวนการอะไร แล้วมาเขียนอะไรตุตะ เยอะไปหมด
"โธ่!คุณมีของคุณทั้งหมด แต่ต้องการให้ผมตอบกับ สิ่งที่มีปัญหากับคนเขา สื่อต้องบอกให้เขาหยุดการต่อต้านเจ้าหน้าที่ ถ้าคิดว่าถูกบริสุทธิ์ก็ออกมาต่อสู้คดีทางกฎหมาย อย่าใช้ฃศรัทธาประชาชนเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ถ้าไม่ผิดก็คือไม่ผิด เกิดแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว หลายคนก็หนีไปต่างประเทศแล้ว แต่หลายคนที่ทำก็ยอมรับโทษ แต่บางพวกมันไม่รับ ทำอยู่อย่างนี้ เราก็ให้ท้ายอยู่แบบนี้ "
"ผมจำเป็นต้องพูด เพราะเบื่อแล้ว เขาคือคนไทยก็ต้องมีหลักคิด ทำอะไรต้องมีหลักในการคิด อย่าใช้หลักการของสื่ออย่างเดียว
วันนี้ประเทศกำลังมีปัญหาจะทำกันแบบปกติได้อย่างไร ผมเชื่อว่าทุกท่านมีจรรยาบรรณ คิดเป็น แต่ต้องพยายามลดปัญหามาให้ผมบ้าง ให้กฎหมายเจ้าหน้าที่ทำงาน แต่ท่านไปฟังอีกข้าง เขาพูดมาแล้ว10 เรื่องที่เขาพูดมามันจริงหรือไม่แล้ว นำมาเผยแพร่ให้เขาอีก จะให้สงบสุขได้ยังไง ศาสนาจะปลอดภัย ทำตามคำสอนได้ยังไง
คิดตรงนี้ อย่าคิดว่า ผมกำลังรบกับพระ กำลังทำลายศาสนา ถ้าวิจารณ์กันแบบนี้ ก็ท้อใจเหมือนกัน แต่ถ้าท้อไม่ได้ เพราะยืนตรงนี้"นายกรัฐมนตรี กล่าว

ยิงถล่มรถผู้ช่วยผญบ.รับส่งนักเรียนที่รือเสาะ ผู้ใหญ่ดับ 3 เด็ก 1 เจ็บอีกหลายคน

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง ในห้วงที่รัฐบาลกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐกำลังเร่งดำเนินการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" และสานต่อโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อให้พื้นที่สงบสันติสุขโดยเร็ว แต่ล่าสุดเกิดเหตุคนร้ายกราดยิงรถผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ขับรถส่งนักเรียนใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส มีผู้เสียชีวิตหลายราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัยเพียง 8 ขวบ 
car
          เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 07.40 น. วันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ.60 คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่รถของ นายสมชาย ทองจันทร์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านศรีภิญโญ หมู่ 6 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งกำลังขับไปส่งลูกๆ และเด็กในหมู่บ้านไปส่งโรงเรียนในพื้นที่ เหตุเกิดบนถนนในท้องที่บ้านธรรมเจริญ หมู่ 6 ต.โคกสะตอ ทำให้รถของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นรถกระบะ สีบรอนซ์เงิน เสียหลักตกข้างทาง 
          เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิต 4 ราย คือ นายสมชาย ทองจันทร์ อายุ 47 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าของรถ นางรัตติกา ทองจันทร์ อายุ 40 ปี ภรรยาของนายสมชาย นางสน ทองจันทร์ อายุ 42 ปี พี่สะใต้ของนายสมชาย ด.ช.ธนกฤต ทองจันทร์ อายุ 8 ขวบ ลูกชายของนายสมชาย นอกจากนั้นยังมี ด.ญ.จิรภัทสร ทองจันทร์ อายุ 12 ปี และ ด.ญ.สิรภัทสร ทองจันทร์ อายุ 12 ปี ได้รับบาดเจ็บด้วย ส่วนเด็กหญิงอีกคนที่อยู่ในรถ ไม่ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุของการยิงใส่รถผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในครั้งนี้ แต่ให้น้ำหนักไปที่การสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบ

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

ความขัดแย้งของพระธรรมยุติกนิกายกับพระสงฆ์อีสาน

ประวัติศาสตร์สามัญชนไทย ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 ภาพ
9 ชม.
ความขัดแย้งของพระธรรมยุติกนิกายกับพระสงฆ์อีสาน
การเผชิญหน้ากันมีอยู่ 2 ระลอกใหญ่ นั่นคือ การสร้างวัดสุปัฏนาราม อุบลราชธานีให้เป็นวัดธรรมยุติแห่งแรกในอีสาน พระดี พันธุโลได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำของพระสงฆ์ธรรมยุติ ด้วยการสนับสนุนจากรัฐในสมัยนั้นที่ต้องการขยายอำนาจการปกครองทั้งทางโลกและทางสงฆ์เข้าไปในเขตอีสาน
.
ขณะที่ละเลยการให้ความสำคัญกับพระเถระผู้ใหญ่อย่าง พระสุ้ย วัดป่าน้อย พระเถระผู้ใหญ่ที่ฐานะเทียบเจ้าคณะเมือง รวมไปถึงความตึงเครียดที่ฝ่ายรัฐพยายามลดบทบาทความสัมพันธ์ของพระกับชาวบ้านในกิจการทางโลก เช่น การทำบุญบั้งไฟ เส็งกอง แข่งเรือและเลี้ยงม้า
.
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ร้าวลึก จนประทุออกมาเป็นความรุนแรงทางกายภาพ นั่นคือ ครั้งหนึ่ง เมื่อสายบิณฑบาตทั้งสองฝ่ายเดินสวนทางกัน พระหนุ่มเณรน้อยของทั้งสองฝ่าย ก็ได้วิวาทจนหัวร้างข้างแตก จนฝ่ายบ้านเมืองต้องออกคำสั่งไม่ให้บิณฑบาตสวนทางกัน ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้พระเสาร์ กันตสีโล พระอาวุโสขณะนั้น (ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตด้วย) ที่สังกัดวัดเลียบ (มหานิกาย) พยายามประนีประนอม ด้วยการเสนอยุบรวม 2 นิกายเข้าด้วยกัน แต่ก็ทนแรงเสียดทานไม่ไหว ก็ต้องยอมผ่อนปรนให้ทำงานร่วมกัน
.
ระลอกที่ 2 คือช่วงปี 2471-2472 หลังจากที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เดินทางไปภาคเหนือแล้ว ชั้นลูกศิษย์อย่างหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม
และพระมหาปิ่น ปัญญาพโลกับภิกษุสามเณรฝ่ายธรรมยุติกว่า 80 รูป ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าเมืองอุบลให้ไปเผยแพร่อุดมการณ์ในเขตต่างๆ กล่าวกันว่า การเดินทางเข้าไปในท้องที่ต่างๆ ส่งผลต่อความรู้สึกพระสงฆ์ท้องถิ่นอย่างมาก พบว่าที่ขอนแก่นพระธรรมยุตได้เผชิญการต่อต้านจากสงฆ์ท้องถิ่นอย่างรุนแรง ทั้งยังส่งผลต่อญาติโยมที่แสดงตัวเป็นปรปักษ์กับพระป่าสายธรรมยุตด้วย
.
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ในคณะธรรมยุต ได้บันทึกว่า โยมขอนแก่นไม่เคยเห็นพระกรรมฐาน เรียกว่า "พวกบักเหลือง" เห็นว่าเป็นงูจงอางต้องถือไม้ค้อนมาดูพระที่มาอาศัยอยู่ตามร่มไม้ และพร้อมจะไล่ออกจากพื้นที่ แม้แต่เวลาบิณฑบาตก็ไม่มีใครยอมใส่บาตร จนต้องภาวนาคาถาอุณหัสสวิชัย แยกสายกันไปบิณฑบาตตามที่ต่างๆ ถึงจะได้ฉันบ้าง
.
อย่างไรก็ตามฝ่ายธรรมยุตก็สามารถวางรากฐานที่ขอนแก่นได้สำเร็จ เห็นได้ชัดจากการวางแผนกระจายกันอยู่จำพรรษาตามสำนักสงฆ์ต่าง ๆ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เกือบสิบแห่ง
...
ที่มา
ธีระพงษ์ มีไธสง. "พระวัดป่าอีสาน : การช่วงชิงพื้นที่ภายใต้กลไกอำนาจรัฐ". วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 7 : 1 (มกราคม-มิถุนายน 2559) : 179-183
.
ที่มาภาพ
1.เส้นทางเผยแพร่พระธรรมยุตในอีสาน
ธีระพงษ์ มีไธสง. "พระวัดป่าอีสาน : การช่วงชิงพื้นที่ภายใต้กลไกอำนาจรัฐ". วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 7 : 1 (มกราคม-มิถุนายน 2559)
2.ภาพงานศพในอุบล http://www.guideubon.com/2.0/ubon-story/830/
3.วัดสุปัฏนาราม อุบลราชธานี http://qakm.lib.ubu.ac.th/picture/?p=492

ศาลอุทธรณ์ภาค 4ไม่ให้ประกันตัวไผ่ ดาวดิน


ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยืนตามศาลชั้นต้นไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน จำเลยในคดีหมิ่นเบื้องสูง
วันนี้ (1 มี.ค. 60)
กรณีทนายความเข้ายื่นอุทธรณ์ถึงศาลอุทธรณ์ภาค 4 คัดค้านคำสั่งศาลจังหวัดขอนแก่นลงวันที่ 22 ก.พ.60 ที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนักกิจกรรมกลุ่มดาวดิน และขบวนการประชาธิปไตยใหม่ จำเลยในคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีแชร์ข่าวจากเว็บข่าว BBC Thai โดยอุทธรณ์ดังกล่าว ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลจังหวัดขอนแก่น และอนุญาตให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี ต่อมา ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ดังกล่าวเพื่อส่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณา
ล่าสุด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่าเมื่อเวลา 10.10น. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยืนตามศาลชั้นต้นไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน
...............
TLC.news

ศาลตัดสิน ! มือตัดต่อภาพโป๊ผู้ประกาศ

ศาลตัดสิน ! มือตัดต่อภาพโป๊ผู้ประกาศ
โทษจำคุกรอลงอาญา ให้ปฏิบัติธรรมขัดเกลาจิต
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก
เมื่อวันที่ 28 ก.พ.60
ศาลอ่านคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง นายจิรภัทร อาชีพรับจ้าง จำเลยในฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม.14 , 16 ประมวลกฎหมายอาญา ม.287 , 326 และ 328
คำฟ้องสรุปว่า
ระหว่างวันที่ 21 - 25 ส.ค. 59 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำผิดโดยนำรูปภาพใบหน้าของ น.ส.ชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศช่อง ททบ.5 ผู้เสียหายไปตัดต่อกับภาพหญิงสาวลักษณะเปลือยกาย อันมีลักษณะลามก และเผยแพร่ในอินสตาแกรม ของจำเลย ไปสู่สาธารณะ จนทำให้ น.ส.ชลรัศมี ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ อันเป็นบทหนักสุด พิพากษาจำคุก 2 ปี ปรับ 60,000 บาท จำเลยสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี ปรับ 30,000 บาท
แต่เนื่องจาก จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน ศาลจึงให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี พร้อมให้จำเลยเข้าปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลาจิตใจเป็นเวลา 10 วัน
................
s.news

วงค์ ตาวัน : การเมืองเรื่องธรรมกาย

เป็นที่สงสัยกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง ว่าเหตุใดการจับกุมธัมมชโยและการตรวจค้นวัดธรรมกาย จึงได้ดำเนินการกันอย่างเอาเป็นเอาตายทุ่มเทกำลังหน่วยปฏิบัติการอย่างเกินปกติ ถึงขั้นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. โดดลงมาเล่นเอง ด้วยการเซ็นคำสั่งใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อประกาศให้พื้นที่ธรรมกายและรอบๆ เป็นพื้นที่ควบคุม
จนเปรียบกันว่า ราวขี่ช้างจับตั๊กแตน
จะจับธัมมชโยคนเดียว แต่เสมือนเปิดยุทธการกวาดล้างกันทั้งวัด
แถมนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะปฏิวัติ เปิดหน้าออกมาชนเอง
“ดังนั้น งานนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแค่ล่าผู้กระทำผิดฐานรับของโจร ฟอกเงิน รุกป่า และข้อหาอื่นๆสารพัดเท่านั้นแล้วกระมัง!?”
อันที่จริงอาจจะพอเห็นคำตอบอยู่ หากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงก่อม็อบชัตดาวน์ เพื่อทำทุกอย่างให้สถานการณ์ถึงทางตัน เพื่อเปิดทางให้ทหารเข้ามาปฏิวัติ
ตอนนั้นเหล่าผู้นำม็อบ มีความอาฆาตแค้นในเจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่ง และพระอีกหนึ่ง
ตำรวจนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นหน่วยกำลังที่ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมือง ตามคำสั่งของรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเข้มแข็ง จนทำให้แผนล้มประชาธิปไตยไม่บรรลุง่ายๆ ยืดเยื้อยาวนานหลายเดือน กว่าจะถึงจุดที่ทหารยอมออกมายึดอำนาจ
“พอรัฐบาลประชาธิปไตยโดนล้มสำเร็จ ฝ่ายที่ถือว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ ก็พุ่งเป้าจะต้องจัดการกับองค์กรตำรวจให้สาสมให้ได้ ต้องผ่าตัดลดทอนให้กลายเป็นหน่วยเล็กลง ไร้กำลังอำนาจให้ได้”
เช่นเดียวกับพระ
โดยเฉพาะกรณีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง วัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งขณะที่กำลังชัตดาวน์กันนั้น ท่านดำรงฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช แล้วได้ออกคำแถลงขอบิณฑบาตทุกฝ่าย ให้ถอยกลับไปยังที่ตั้ง เพื่อให้บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบ และเป็นไปตามระบบปกติ
นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่แกนนำม็อบนกหวีดบางราย จดจำไม่ลืมเลือน และจะต้องชำระสะสางให้ได้เมื่อเป็นผู้ชนะ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมื่อมีสภาแต่งตั้งเกิดขึ้น บรรดาผู้มีบทบาทในการก่อม็อบจนนำมาสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ได้เข้ามามีบทบาทกันพร้อมหน้า
“พร้อมกับเดินหน้าปฏิรูปตำรวจและปฏิรูปสงฆ์อย่างฉับพลันทันที!!”
ราวกับว่าทั้งประเทศ มี 2 วงการนี้เท่านั้น ที่จะต้องเร่งปฏิรูปให้ได้

ถือว่าเป็นเรื่องที่ติดพันฝังแค้นมาจากการต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั่นเอง

การปฏิรูปสงฆ์นั้น ดำเนินไปพร้อมกับการโหมคดีรถโบราณที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่สมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช เป็นเจ้าอาวาสอยู่ โดยกลไกรัฐที่เดินเครื่องเรื่องนี้อย่างสุดตัวก็คือ ผู้มีอำนาจในกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานทรงอำนาจของรัฐมนตรีกระทรวงนี้
เดินหน้าสอบคดีรถโบราณอย่างอึกทึกครึกโครม ซึ่งแน่นอนมีผลกระทบต่อสมเด็จช่วง
“จากนั้นกระบวนการชำระสะสางวงการสงฆ์ ก็ขยายวงไปยังวัดธรรมกาย เพราะเป็นที่รู้กันว่าวัดปากน้ำภาษีเจริญ คือต้นธารของวัดธรรมกาย”
ขณะเดียวกัน ภายในหมู่แกนนำ คสช. นั้น มีแกนนำบางรายที่มีแนวทางสายเหยี่ยว พุ่งเป้ากวาดล้างขั้วการเมืองตรงข้ามแบบไม่มีปรานีปราศรัย ได้ระดมทีมสืบสวนเพื่อจะเอาผิดกับธัมมชโยและวัดธรรมกาย ตั้งแต่หลังยึดอำนาจเสร็จสิ้นไม่นานแล้ว
จึงจะเห็นได้ว่า กระบวนการล้มรัฐบาลประชาธิปไตย และแกนนำ คสช. บางคน มองธัมมชโยและวัดธรรมกาย เป็นเป้าหมายที่จะต้องจัดการอยู่โดยตลอด
“รวมทั้งยังเชื่อกันว่าวัดธรรมกาย เป็นฐานกำลังอีกส่วนหนึ่งของขั้วการเมืองที่เป็นศัตรู!”
เราจึงเห็นได้ว่า เมื่อทันทีที่รัฐบาล คสช. ลงมือจัดการกับธัมมชโย คนที่ดาหน้าออกมาสนับสนุนและรุมถล่มธรรมกาย ล้วนแต่กลุ่มฝ่ายขวาฝ่ายแนวคิดอนุรักษนิยมการเมืองที่เกลียดชังทักษิณทั้งสิ้น
กระแสในโซเชียลมีเดีย หากเป็นฝ่ายนกหวีด ฝ่ายขวาจัด
“จะมาแนวเดียวกันโดยพร้อมเพรียง นั่นคือ ถล่มธัมมชโยและธรรมกายไม่มียั้ง สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ให้จัดการให้สิ้นซาก ถึงขั้นเรียกร้องให้สลายลัทธิธรรมกายให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด”
ยิ่งมองเห็นได้ชัดว่า ปฏิบัติการล่าธัมมชโยและจัดการกับธรรมกาย ถูกกำหนดด้วยเป้าหมายทางการเมือง
เป้าหมายที่จะต้องกวาดล้างขั้วการเมืองขั้วนี้ให้หมดสิ้นไปให้ได้
การจัดการกับเรื่องนี้ จึงมุ่งไปยังประเด็นใหญ่เกินกว่าปกติ ผิดเพี้ยนไปตั้งแต่แรกเริ่ม

เพราะมีธงการเมืองเรื่องธรรมกายเป็นตัวกำหนด!


ความจริง ธรรมกายนั้นมีปัญหาไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมจำนวนมากมายาวนาน ในประเด็นการบิดเบือนหลักธรรม การเน้นเงินทองและสิ่งปลูกสร้างใหญ่โต การขยายสำนักสาขา ที่ขัดแย้งกับคนท้องถิ่น และน่าสงสัยเรื่องการรุกป่า
แต่ธัมมชโยและธรรมกายเอง ก็มีสาวกที่เลื่อมใส อยู่มากมายเช่นกัน เป็นจำนวนนับล้านคน
การตรวจพบเรื่องเงินบริจาคจากการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ทำให้ธัมมชโยต้องโดนข้อหารับของโจร ฟอกเงิน เป็นคดีที่ทั่วสังคมไม่ประหลาดใจ
เพราะธัมมชโยนั้นเน้นเรื่องเงินทองก้อนโตอยู่แล้ว อีกทั้งเมื่อเกิดการทุจริตเงินของประชาชนที่เป็นเหยื่อในสหกรณ์ดังกล่าว
“ยิ่งทำให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ สนับสนุนให้ดำเนินคดีกับธัมมชโยอย่างจริงจัง”
แต่หากเริ่มต้น ด้วยการเดินหน้าคดีฟอกเงิน รับของโจรนี้ อย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ทุกอย่างน่าจะง่ายกว่านี้
“หรือเมื่อพบว่า มีการเข้าไปบุกรุกป่า แล้วถูกดำเนินคดีไปตามเนื้อผ้า ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องลุกลามบานปลาย”
แต่เพราะฝ่ายผู้มีอำนาจบางคน มีเป้าหมายทางการเมือง มีอคติเรื่องขั้วการเมืองตรงข้าม และมองว่าสำนักนี้เป็นพวกเดียวกับศัตรูใหญ่ทางการเมือง
กระบวนการจัดการกับผู้ต้องหาฟอกเงิน และรุกป่า จึงไม่เป็นไปตามปกติ
“เรื่องเล็กจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่”
ขณะเดียวกัน หลังจากพยายามเข้าตรวจค้นเพื่อจับกุมตัวในวัด ไม่สำเร็จหลายครั้ง กลายเป็นหนังยาวข้ามปี
จนในที่สุดได้มีปฏิบัติการหนล่าสุด แถมหัวหน้า คสช. เซ็นคำสั่งเปิดตัวออกมาเล่นเอง
“คราวนี้เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่และประหลาดในสายตาประชาชน”
ด้านหนึ่งคงเพราะ ก่อนหน้านี้ตำรวจรายงานตลอดว่า จากการส่งสายเข้าไปหาข่าวในวัด สรุปได้ว่า มีการปิดลับเรื่องตัวธัมมชโยอย่างสูงสุด ยากที่จะไปค้นหาตัว
แต่ต่อมามีหน่วยข่าวอีกหน่วย รายงานเรื่องการเข้าไปตรวจสอบโรงครัว ยืนยันว่ามีการจัดอาหารเมนูพิเศษให้ธัมมชโยอยู่ทุกวัน เชื่อว่าต้องอยู่ในวัดเป็นแน่
“นี่อาจเป็นที่มาของปฏิบัติการบุกใหญ่หนนี้ แถมยังดึงทหารกองทัพภาค 1 เข้ามาร่วมปฏิบัติการด้วย คงมุ่งหวังให้จริงจังจบสิ้นเสียที”
ที่แน่ๆ อีกประการ คนใน คสช. บางคนยังคาดหวังว่า ในช่วงขาลง ที่รัฐบาลกำลังประสบปัญหาหลายด้าน จนคะแนนนิยมตกวูบ
ถ้าได้ผลงานชิ้นนี้สักชิ้น มีปฏิบัติการที่เป็นข่าวใหญ่ดึงดูดความสนใจของประชาชนได้หลายวันต่อเนื่อง

ถือว่าจำเป็นต้องลุยกับธัมมชโยและธรรมกายอย่างคึกคักโครมครามเช่นนี้เอง!
ที่มา: https://www.matichonweekly.com/in-depth/article_26365

งานงอก มล.ปนัดดา หลังแสดงบช.ทรัพย์สินปปช.ญาติร้องศาลขอแบ่งมรดกใหม่

ยลโฉมที่ดิน ‘วังวรดิศ’ 3 แปลง นางเลิ้ง-กทม. 801 ล้าน ‘หม่อมปนัดดา’ ก่อนถูกทายาทสกุล ‘ดิศกุล’ ร้องต่อศาลแพ่งขอให้แบ่งทรัพย์สินที่ดินมรดกใหม่
PIC panadda 28 2 60 1
จากกรณีเว็บไซต์เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานอ้างว่า นางเกตน์สิรี ดิศกุล ณ อยุธยา ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ม.ร.ว.วิบูลดิศ ดิศกุล (เจ้ามรดก) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษิการ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ม.ร.ว.วัฒนดิศ ดิศกุล ม.ร.ว.หญิง เจตนีดิศ ปัทมดิลก และ พล.อ.ม.ร.ว.สังขดิศ ดิศกุล (เจ้ามรดก) เป็นจำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในข้อหาแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ให้ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่ฝ่ายตน 
เบื้องต้น ทนายฝ่ายนางเกตน์สิรี เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้น โดยมีแนวโน้มเป็นไปได้ด้วยดี และใกล้จะจบลงแล้ว แต่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่า โฉนดที่ดินแปลงซึ่งเป็นมรดกของตระกูลจะอยู่ฝ่ายใด เนื่องจากศาลได้นัดหารืออีกครั้งในวันที่ 4 พ.ค. 2560 เพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าว (อ่านประกอบ :https://www.dailynews.co.th/regional/558391)
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล แจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2559 ระบุว่า มีที่ดินทั้งหมด (รวมของคู่สมรส) 18 แปลง รวมมูลค่า 1,152,473,825 บาท (ดูภาพประกอบ)
PIC ทดนปนดดา 1
สำหรับที่ดินใน กทม. มี 5 แปลง แต่มีอยู่ 3 แปลงที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ โฉนดเลขที่ 409 แขวงนางเลิ้ง เขตดุสิต เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา ได้มาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2521 มูลค่า 500,625,000 บาท โฉนดเลขที่ 4262 แขวงนางเลิ้ง เขตดุสิต เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ได้มาเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2554 220,200,000 บาท และโฉนดเลขที่ 4263 แขวงนางเลิ้ง เขตดุสิต เนื้อที่ 3 งาน 57.3 ตารางวา ได้มาเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2556 มูลค่า 80,392,500 บาท รวมมูลค่าทั้ง 3 แปลง 801,217,500 บาท
จากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมที่ดิน พบว่า โฉนดทั้ง 3 แปลงดังกล่าว เป็นที่ตั้งของ ‘วังวรดิศ’ (ดูภาพประกอบ)
PIC โฉนดปนดดา 409 1
PIC โฉนดปนดดา 4262 1
PIC โฉนดปนดดา 4263 1
สำหรับ ม.ล.ปนัดดา เป็นบุตรชายคนเดียวของ พล.อ.ม.ร.ว.สังขดิศ ดิศกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และสำนักวาติกัน ซึ่ง พล.อ.ม.ร.ว.สังขดิศ เป็นโอรสของ ม.จ.จุลดิศ ดิศกุล โอรสพระองค์โตในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปัจจุบัน ม.ล.ปนัดดา เป็นผู้ดูแลวังวรดิศ และผู้จัดการมรดกตระกูล ‘ดิศกุล’
ทั้งนี้เว็บไซต์เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานอ้างด้วยว่า ที่ผ่านมามีการจัดสรรแบ่งมรดกให้กับบุคคลในตระกูล ‘ดิศกุล’ ไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีทายาทบางรายเห็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ม.ล.ปนัดดา ที่มีโฉนดของที่ดินหลายแปลงเป็นของตระกูล จึงพยายามติดต่อ ม.ล.ปนัดดา เพื่อขอเคลียร์ปัญหาดังกล่าว แต่ ม.ล.ปนัดดา แจ้งว่า ไม่มีเวลา เพราะงานยุ่งมาก ทายาทจึงได้ฟ้องร้องต่อศาล เพื่อขอให้มีการจัดแบ่งที่ดินมรดกใหม่ 
ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ต้องรอดูในวันที่ 4 พ.ค. 2560 อีกครั้ง 

อธิบดีเอสไอแจง รีบพารถฉุกเฉิน เข้าวัดทันทีหลังรับแจ้งมีผู้ป่วย เผยเสียชีวิตแล้ว 5ชม.

อธิบดีเอสไอแจง พารถฉุกเฉิน เข้าพื้นที่ทันทีหลังรับแจ้งมีผู้ป่วย ไปถึงมีแพทย์กับตร.ท้องที่ ร่วมชันสูตร เผยเสียชีวิต แล้ว 5 ชม.
เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีที่เฟสบุ๊คของพระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย เผยแพร่กรณีลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเสียชีวิต โดยมีการรับแจ้งว่ามีผู้ป่วยหอบหืด ต้องการยาพ่นเมื่อเวลา 11.29 น. ของช่วงเช้าที่ผ่านมา( 1 ก.พ.) หลังไม่สามารถนำรถกู้ชีพเข้าไปภายในได้ โดยอ้างติดด่านทหาร ไม่อนุญาตให้รถฉุกเฉินผ่านเข้าไปรับต้องไปขอใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ดีเอสไอก่อน
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเวลา 13.51 น. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้รับการประสานจากญาติเพื่อขอรถพยาบาลนำผู้ป่วยเพศหญิงอายุ 48 ปี อาการหอบส่งโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอประสานขอรถพยาบาลเพื่อไปรับผู้ป่วยกรณีดังกล่าวและได้ประสานพระมหานพพร ได้รับคำตอบว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว ดังนั้น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจึงเดินทางเข้าไปยังที่เกิดเหตุพร้อมพระมหานพพรและพระสงฆ์อีก 1 รูป รวมถึงญาติผู้เสียชีวิต เมื่อถึงที่พักซึ่งเป็นแฟลตของเจ้าหน้าที่วัดพระธรรมกาย ตั้งอยู่เลียบคลองแอลประตู 14 ในพื้นที่ 58 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุม เจ้าหน้าที่ดีเอสไอพบตำรวจจากสภ.คลองหลวง ทราบชื่อคือ ร.ต.อ.อดิศักดิ์ คชศักดิ์ รองสารวัตรสอบสวนสภ.คลองหลวง เจ้าของคดีและแพทย์ที่ชันสูตรอยู่ก่อนแล้ว สอบถามเบื้องต้นแพทย์คาดว่าเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง
ด้านพ.ต.ท.กรวัชร์ ยืนยันว่าหลังปภ.ของดีเอสไอได้รับแจ้งเหตุผู้ป่วยได้นำรถฉุกเฉินเข้าไปถึงจุดเกิดเหตุใช้เวลาเพียง 10 นาที แต่เมื่อไปถึงผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว แพทย์ผู้ชันสูตรให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง ดังนั้นต้องตรวจสอบต่อไปว่าเหตุใดยังมีข้อมูลทางไลน์ปรากฏการติดต่อจากโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิตขอความช่วยเหลือไปยังเพื่อนที่อยู่ในอาคารบุญรักษาในเวลาประมาณ 11.00 น. ได้
ด้านพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะโฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่มีความกังวลเรื่องความเจ็บป่วยของเจ้าหน้าที่ ในการประชุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา( 1 ก.พ.) จึงได้มีการหารือกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน(สพฉ.) ที่ร่วมเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการ ขอให้จัดรถกู้ชีพ 1669 เข้าไปตรวจอาการมวลชนที่อยู่ภายในวัด เพื่อจะได้รู้ด้วยว่าวัดจะอนุญาตให้รถเข้าไปหรือไม่ แต่ก็เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นก่อน

สัญญาณเข้ม 'ทุบ' ทุจริต/ไทยรัฐ

อารมณ์เสีย หน้าบูดใส่นักข่าวมา 2-3 วันติดๆกัน
ตามอาการที่เดาทางได้ไม่ยาก “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. คงไม่อยากเจอกับคำถามที่ตอบยากๆของสื่อมวลชน
ทั้งปมธรรมกายที่ยังเอาล่อเอาเถิด ปิดเกมไม่ได้ ไหนจะประเด็นร้อนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ต้องยกเลิกผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เริ่มนับหนึ่งกันใหม่
สถานการณ์วนไม่คืบหน้าไปไหน “บิ๊กตู่” เลยต้องตีหน้ายักษ์กลบเกลื่อนไปก่อน
แต่กับข่าวล่าสุดที่ทำให้ขาใหญ่สะดุ้งไปตามๆกัน
ตามหนังสือที่ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งลงโทษ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ
ถึงขั้นไล่ออกจากราชการ ฐานใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการไปในทางไม่ถูกต้อง แสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเอง ฝักใฝ่ในเรื่องการเมืองเป็นอันตรายต่อความมั่นคง
ไล่เลี่ยๆกันกับการที่ พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา (สบ 10) ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ได้เซ็นคำสั่งให้ พล.ต.ต.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รอง ผบช.ภ.5 ออกจากราชการไว้ก่อน
เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกับคดีที่ร่วมกับ พล.ต.อ.จุมพล บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
ตอกย้ำพฤติการณ์แห่งความผิดที่มีหลักฐานติดบ่วงคดีอาญา
เรื่องของเรื่อง นี่น่าจะเป็นสัญญาณเข้มๆ มาตรการแรงๆในการจัดการกับคนที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
ไม่ว่าสถานะพิเศษแค่ไหน ก็ไม่มีการละเว้น
และก็เป็นอะไรที่ซีเรียสขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วนเหมือนกัน ตามจังหวะก่อนหน้านั้น กรณีที่รัฐบาลทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยกระดับคุมเข้มการทุจริตเมกะโปรเจกต์
ตั้งท่าเอกซเรย์กันละเอียดยิบไม่ให้เล็ดลอดสายตา
โดยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือ “ซุปเปอร์บอร์ด” เพื่อดูแลการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ในโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป มอบหมายให้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็นประธาน
สกัดการทุจริต จ่ายสินบนใต้โต๊ะ
เบื้องต้นเป้าหมายหลักคือการคุมเกมประมูลรถไฟทางคู่ 5 เส้นทางที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการเปิดให้บริษัทเอกชนที่ผ่านคุณสมบัติยื่นซองประกวดราคา
ท่ามกลางการร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสในการกำหนดสเปกผู้รับเหมาเอื้อให้เสือไม่กี่ตัวที่ผูกปีตีกินงานเมกะโปรเจกต์ในเมืองไทย ทำให้ผู้รับเหมาจากจีนที่จอยเวนเจอร์กับผู้รับเหมาขนาดกลางร้องเรียนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องการเปิดทางให้ผู้รับเหมารายเล็กของไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันประมูลงานด้วย ไม่ให้เป็นการผูกขาดเฉพาะรายใหญ่
เลยต้องล้มโต๊ะ ล้มกระดาน
ตามรูปการณ์ดึงหมูออกจากปากหมา ยื้ออ้อยออกจากปากช้าง
ไอ้ที่ดีล ฮั้วแบ่งเค้กกันไว้ เป็นอันโมฆะ
ใครจ่ายค่าหัวคิว ล็อกสเปกกันแล้ว ถือว่าฟาวล์ไป
ในกระแสที่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ไปก่อนเลย กับภาพความพยายามในการสร้างความโปร่งใส สกัดปมทุจริตรีดหัวคิวในโครงการเมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่
“นายกฯลุงตู่” เน้นปิดจุดอ่อนปมทุจริตคอร์รัปชัน
เพราะมันอันตราย ไม่เลือกใหญ่แค่ไหน สถานะพิเศษยังไง “ติดเชื้อ” ขึ้นมากระแสลามไว
กลายเป็น “จุดตาย” ได้เลย.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กตู่ ขอคนไทย ทำอะไรอย่าให้คนสาปแช่ง อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ถึงจะจน ต้องไม่คดโกงใคร

นายกฯ อ้อนแบงค์เอกชนร่วมแก้หนี้นอกระบบ ขู่เจ้าหนี้ตามทวง-เก็บดอกเกินโทษหนัก ชี้ช่องร้องทำเนียบได้ทันที ไม่สนคนแช่งบอกทำเพื่อคนดีใครทำไม่ดีก็ย้อนกลับตัว
วันนี้ (1 ม.ค.) ที่เมืองทองธานี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ อย่างบูรณาการและยั่งยืน ช่วงหนึ่งว่า เราต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมในภาคประชาชน ทั้งกองทุน เงินทุน และธนาคารชุมชนต้องเข้ามาเสริม ไม่ใช่อะไรก็ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และธนาคารออมสินอย่างเดียว ถ้าธนาคารอื่นสามารถช่วยได้ก็ควรเข้ามาช่วย ตอนนี้ประชาชนกำลังมีปัญหาอยากขอให้ธนาคารพาณิชย์อื่นๆ คิดดูว่าหากท่านช่วยก็ถือเป็นกุศลแก่ท่านและองค์กรของท่านที่ทำให้คนที่ลำบากชีวิตดีขึ้น ซึ่งไม่ต้องถึงขั้นขาดทุนก็ได้
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอยืนยันว่าตนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษเพราะถือเป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาล ขอขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนและเข้ามาให้ความรู้กับประชาชน รวมถึงช่วยเรื่องกองทุนหมู่บ้านและสหกรณ์ต่างๆ รัฐบาลพร้อมรับฟังเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับหนี้นอกระบบใครเป็นเจ้าหนี้ที่ไม่ทำตามกฎหมาย ใครไปตามทวงหนี้ขอให้ส่งคำร้องมาที่ทำเนียบรัฐบาลทันที เราจะดำเนินการให้ เราจะต้องแก้ปัญหาเรื่องหนี้ให้ได้โดยเร็ว ขอให้ทุกคนช่วยตนแก้ไขด้วย อย่าโยนมาให้ตนอย่างเดียว ก็ตายกันพอดี และขอให้ทุกคนช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและลดความเหลื่อมล้ำในประชาชนให้ได้ รวมถึงต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนพร้อมทั้งเคารพกฎหมายของประเทศ บ้านเมืองของเราจะไม่วุ่นวายอีกต่อไป เราจะได้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ไม่ใช่ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ถ้าไม่ช่วยกันก็ไปไม่ได้แน่นอน
นายกฯกล่าวว่า วันนี้ต้องใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งนำมาใช้ดำรงชีวิตได้ ขอให้ทุกคนใคร่ควรการใช้ศีลธรรม คุณธรรมในการดำรงชีวิตต่อไป และน้อมนำเอาศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็นแนวทางใช้ชีวิตด้วย
“เราต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ถึงเราจะจนแต่ต้องไม่คดโกงใคร จะทำผิดหรือถูกเรารู้อยู่แก่ใจ ไม่ต้องให้ใครเขามาว่า ให้รู้สึกว่านอนแล้วมีความสุข อย่าให้คนนั่งแช่งหรือด่าทุกวัน นอนก็ไม่มีความสุขเหมือนผมที่กำลังโดนอยู่ แต่ผมไม่กลัวอยู่แล้วเพราะผมทำให้คนดีส่วนคนไม่ดีจะแช่งผมก็ช่างเขา ก็กลับไปหาตัวเองทางพระบอกเอาไว้ว่าอย่าไปสาปแช่งใคร ใครว่าเราก็ย้อนกลับที่เขานั่นแหละ ส่วนใครที่ว่าผมก็เปลี่ยนใจได้นะ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

‘บิ๊กตู่’วอนขออย่ารังเกียจที่มารัฐบาล ให้ดูที่ผลงาน ไม่ต้องการให้ใครมาชอบ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 มีนาคม ที่เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดงาน การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ อย่างบูรณาการและยั่งยืน
โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า “แม้รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งมีจำนวนมาก หลายร้อยปัญหา และมีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่ถ้าไม่พูดคุยไม่ใช้หลักประชาธิปไตย ปัญหาก็จะไม่ได้รับการแก้ไขแบบตรงจุด ต้องแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ผมหรือ ครม.เท่านั้น ทุกคนจะต้องช่วยกัน ไม่ใช่มาคอยจับจ้องว่าผม และรัฐบาลนี้เข้ามาแบบไหน อยากให้มองว่าผมเข้ามาแล้วทำงานอะไร ส่วนการเข้ามาที่ไม่ถูกต้องผมก็รู้อยู่แล้ว ขอร้องว่าอย่ารังเกียจผมเลย ให้กำลังใจเพื่อให้ผมมีกำลังใจ มีสติที่จะทำงานต่อไป ไม่เช่นนั้นทำอะไรก็แย่ไปหมด เพราะต้องคุ้ยทุกปัญหาออกมา ซึ่งมีมากมายทั้งที่ประเทศไทยมีโอกาสมากกว่าหลายประเทศ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับทุกคนซึ่งทราบดีว่าอะไรคืออุปสรรคทั้งด้านการเมือง และเศรษฐกิจ และคงไม่สามารถที่จะแก้ทุกปัญหาได้ภายในวันเดียว ขอร้องคนไทยอย่าใจร้อน ที่ผ่านมาผมไม่ได้ว่าดีหรือเลว และไม่โทษใคร แต่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมจึงปล่อยปละละเลย ซึ่งผมเองก็มีส่วนอยู่ด้วยในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมเชื่อฟังรัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ เท่ากับมีส่วนร่วมไม่แก้ไขปัญหา วันนี้อย่าใช้แค่ความรู้สึกในการตัดสินปัญหา ต้องทบทวนตัวเอง ถ้าผมไม่ดีก็ไม่ต้องมาชอบผม ผมไม่ได้มาทำงานเพื่อให้ทุกคนมาชอบ ผมยืนยันว่ามีความจริงใจกับทุกคนในตัวผมไม่มีอะไร อาจมีปัญหาอยู่บ้างในการทำงานแต่เชื่อว่าจะสามารถแก้ได้ วันนี้ทุกคนมาพร้อมกันอยากถามว่าวันนี้กลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มสิทธิมนุษยชน มาหรือไม่
ขอร้องอย่าไปขยายความ แล้วมองว่าประเทศมีปัญหาทุกอย่าง การบังคับใช้กฎหมายก็ต้องมีปัญหาบ้าง เพราะเส้นแบ่งระหว่างสิทธิมนุษยชนกับการทำผิดกฎหมายมันเส้นเดียวกัน ทุกคนจึงต้องทำตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม อย่ามามีข้ออ้างกับผม ที่ผ่านมาก็มีปัญหาทำไมไม่ออกมาพูดกัน อย่าเอาอันนั้นมาอ้างอันนี้เหมือนหมาป่ากับลูกแกะ ในนิทานอีสป สุภาษิตคำสอน ศีลธรรม เบญจธรรม มีมาทั้งหมดแต่สงสัยว่าทำไมยังวุ่นวายอยู่ คงเพราะเราเป็นคนที่ยุ่งและวุ่นมากต่างคนต่างคิด ต่างความรู้สึก ต่างความต้องการ แต่รัฐบาลก็พยายามที่จะทำทุกอย่างทั้งเรื่องของกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม กระบวนการยุติธรรม เพื่อเปิดเวทีให้กว้างขึ้น เพื่อให้คนมีช่องทาง ได้รับสิทธิ์และการเข้าถึงในสิ่งต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม แต่ทุกอย่างต้องโปร่งใส อย่างเรื่องการรักษาพยาบาลขณะนี้ขึ้นมา 3,091 บาทต่อหัว รัฐบาลไม่เคยคิดจะยกเลิก มีแต่หาทางเพิ่มให้ ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมมาตรการรองรับผู้สูงอายุ และที่วันนี้เราต้องขึ้นบัญชีต่างๆ กับประชาชน ไม่ใช่ไปดูถูกหรือล้วงความลับอะไร แต่ต้องการทราบข้อมูลเพื่อนำเงินที่มีอยู่ไปทำให้เกิดประโยชน์” นายกฯกล่าว