PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

‘วิษณุ’ไม่เชื่อ มีช่องโหว่ กม.ลูกถูกคว่ำ จนต้องเลื่อนเลือกตั้ง ยันเป็นไปตามกรอบ

‘วิษณุ’ไม่เชื่อ มีช่องโหว่ กม.ลูกถูกคว่ำ จนต้องเลื่อนเลือกตั้ง ยันเป็นไปตามกรอบ


“วิษณุ” เชื่อ ศึกไพรมารีโหวตต้องจบ แต่ไม่แน่ใจลงเอยดีหรือเปล่า ย้ำ รัฐบาลไม่เห็นลางว่าต้องเลื่อนโรดแมป
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 มิถุนายน ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่า ตนเชื่อว่าสุดท้ายเรื่องไพรมารีโหวตจะจบได้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องจบ มีตารางเวลาล็อกไว้แล้ว แต่จะจบด้วยดีหรือไม่นั้นไม่ทราบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาฟันธงว่าการเลือกตั้งปลายปี 2561 จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากมีช่องโหว่หากกฎหมายลูกถูกคว่ำ นายวิษณุกล่าวว่า นั่นเป็นโรดแมปนายนิพิฏฐ์ ตนอยู่กับรัฐบาลต้องพูดโรดแมปของรัฐบาล ใครจะมองอย่างไรเป็นเรื่องของเขา รัฐบาลไม่ได้คิดว่าจะถูกคว่ำ รัฐบาลคิดตามโรดแมปของรัฐบาล
เมื่อถามว่า หากกฎหมายลูกไม่เสร็จภายใน 8 เดือนจะทำอย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า ตนไม่ทราบ ไม่ตอบ เพราะเราเชื่อว่าจะเป็นไปตามกรอบ อย่าไปสมมุติสิ่งที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญให้มันเป็นประเด็น เมื่อถามย้ำว่า การที่กฎหมายลูกไม่เสร็จตามกรอบ จะส่งผลกระทบให้โรดแมปการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ตนไม่ตอบ เอาไว้เมื่อถึงเวลาค่อยพูดกันว่ามันจะเกิดอย่างนั้นแล้ว วันนี้ยังไม่เห็นลาง และเราไม่ได้คิดวิธีรับมือตรงนั้นไว้เลย เพราะรัฐบาลไม่ได้คิดในแง่ลบ ไม่มีอะไรให้ต้องวิตกว่าต้องเลื่อนโรดแมป
เมื่อข้อถามว่า รัฐบาลยังยืนยันหรือไม่ว่ากฎหมายลูกที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งต้องแล้วเสร็จภายใน 4 เดือนหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ นายวิษณุกล่าวว่า เราไม่พูดถึงกรอบนั้นแล้ว ต้องพูดถึงกรอบใหญ่ทั้งหมดต้องให้เสร็จภายใน 8 เดือนหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เดิมเราคิดว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะทำ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งก่อน แต่เขาทำไม่ได้ ซึ่งมีเหตุผลของเขา

ชิงมวลชนก่อนลุยเลือกตั้ง

ชิงมวลชนก่อนลุยเลือกตั้ง
โดย สายล่อฟ้า

ไม่มีสูตรสำเร็จ อะไรก็เกิดขึ้นได้

ที่ว่าอย่างนี้ก็คือ สถานการณ์หลังการเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนแล้วว่าปลายปี 2561 เพียงแต่ว่าผลจากการเลือกตั้งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นไป

เมื่อแต่ละฝ่ายมีจุดมุ่งหมายไปในทิศทางเดียวกันก็คือ การได้เป็นรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ประชาธิปไตย “ครึ่งใบ”

สังเกตได้ว่า บรรดาพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคใหญ่ 2 พรรค เริ่มออกสเต็ปไปในทางหาเสียงหาคะแนนกันแล้ว แม้จะมีกฎเหล็กที่ค้ำคออยู่จนไม่สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่คือคำสั่งห้ามพรรคทำกิจกรรม

แต่ความเคลื่อนไหวภายใต้เงื่อนไขจำกัดนี้ก็ไม่ถึงกับถูกปิดปากพูดจาวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะในประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของชาติและประชาชน

รัฐบาล คสช.ก็ทำได้แค่ชี้แจงทำความเข้าใจเท่านั้น

เพราะถ้าเล่นเกมหนักมากไปก็จะเข้าเนื้อมากกว่าจะส่งผลดี อาจถูกมองไปในแง่เรื่องการใช้อำนาจหรือมีผลประโยชน์ได้เสีย

ยิ่งวันนี้กำลังถูกเพ่งเล็งมากกว่าที่ผ่านมา

การต่อสู้ที่ดีที่สุดก็คือ การสร้างผลงานให้ประชาชนพึงพอใจ ได้รับการยอมรับและการใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้ควักเอาแนวคิดที่จะจัดให้มีการประชุม ครม.สัญจรขึ้นมาปัดฝุ่นกันใหม่ ซึ่งกำลังกำหนดวาระกันอยู่ ทั้งนี้ จะดำเนินการในทุกภาคทั่วประเทศ

เพียงแต่จะใช้จังหวัดไหนเป็นที่จัดประชุมเท่านั้น แต่ก็ต้องเป็นจังหวัดที่เป็นเป้าหมายชัดเจน และมีความสำคัญที่จะเป็นฐานเสียงสนับสนุนได้อย่างเต็มที่

ครม.สัญจรนั้น แม้จะไม่ใช่ของใหม่มีบางรัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้ว และได้ผลเป็นอย่างดี ทำให้รัฐบาลได้รับการตอบรับและเสียงสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิธีการว่าจะใช้ทีเด็ดอย่างไรเพื่อซื้อใจกัน

ด้วยบทบาทและลีลาของนายกฯประยุทธ์นั้นถือว่าไม่ธรรมดา มีความสามารถและศิลปะในการครองใจคนได้ไม่น้อย

ที่ต้องยอมรับอยู่อย่างก็คือ รัฐบาลชุดนี้มีเครื่องมือและกลไกที่เข้าถึงชาวบ้านได้หลายช่องทางผ่านทางทีวี วิทยุ

ทีวีช่องดิจิทัลนั้นถ่ายทอดรายการของ คสช.ทุกวันโดยไม่มีวันหยุด

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาดูเหมือนจะไม่เข้าถึงเป้าหมายอย่างที่ควรจะเป็น นั่นแสดงว่ายังไม่มีความสามารถที่จะถ่ายทอดไปสู่ชาวบ้านได้

ทว่า การเข้าถึงแบบเห็นหน้าเห็นตา เห็นตัวตน ที่ควรจะทำมานานแล้วแต่ไม่ทำเพราะถ้าเดินสายไปให้ครบทุกจังหวัดความใกล้ชิดก็มีมากขึ้นเท่าทวีคูณ

นี่ถือว่าเป็นความได้เปรียบที่อยู่ในอำนาจ

วันนี้มีเสียงเรียกร้องให้พรรคการเมือง นักการเมืองจับมือกันเพื่อต่อสู้กับอำนาจที่ต้องการให้ “คนนอก” เข้ามาเป็นนายกฯ

เพราะเห็นว่านี่เป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะสกัดกั้นได้ แต่ความเป็นจริงทางการเมืองมันคงไม่ง่ายอย่างโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์

ที่แปลกไปกว่านั้นมีการสำรวจความเห็นของประชาชนด้านหนึ่งก็เห็นด้วย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

ยิ่งกว่านั้นยังให้ความเห็นว่าควรจะมีการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯหลังการเลือกตั้ง

เป็นความจริงทางการเมืองของประเทศไทย.
“สายล่อฟ้า”

จาก...แผนพัฒนาชาติ สู่...ยุทธศาสตร์ชาติ

จาก...แผนพัฒนาชาติ สู่...ยุทธศาสตร์ชาติ
โดย ซูม

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดกันหนาหูเรื่องยุทธศาสตร์ชาติที่ร่าง พ.ร.บ.ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปแล้ว และคงจะออกมาเป็น พ.ร.บ. ที่สมบูรณ์มีผลบังคับใช้ในเร็วๆนี้

หลายเสียงบอกว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ หลายเสียงบอกว่าจะขัดกับหลักประชาธิปไตย และหลายๆเสียงบอกว่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก

แต่หลายๆเสียงก็บอกว่าดี เพราะยุทธศาสตร์ชาติ น่าจะเป็นเรื่องดีๆ และเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ควรจะได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ผมเองก็เคยเขียนติงไว้อย่างเป็นกลางๆ เพราะเข้าใจและชื่นชมในเจตนาดีของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่ได้อ่านเอกสาร “เบื้องหลัง การถ่ายทำ” ดังที่เกริ่นไว้แล้ว

เพียงแค่ห่วงในเรื่องการปฏิบัติที่อาจจะขัดแย้งกับความเป็นประชาธิปไตยในอนาคตเท่านั้น

ก็พอดีนึกถึงเรื่องของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ขึ้นมาได้ ซึ่งถ้าจะว่าไปก็คือยุทธศาสตร์หรือวิธีการในการพัฒนาประเทศชาติอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง

คือคิดหรือคาดการณ์เสียก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตและประเทศไทยเราควรจะดำเนินการหรือวางตัวอย่างไรบ้าง แล้วก็กำหนดเป็นแผนงานโครงการและยุทธวิธีเพื่อไปดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ให้สอดคล้องกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือตั้งใจจะให้เกิดขึ้น

เพียงแต่แผนพัฒนาชาติอาจจะมองเพียง 4-5 ปี มิใช่ยาวเป็น 20 ปี อย่างที่มีการพูดถึงในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย

ในฐานะผู้ที่เคยมีประสบการณ์และมีโอกาสสัมผัสความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงของการจัดทำแผนพัฒนาประเทศไทยอยู่บ้างประกอบกับผมจะต้องแว่บไปต่างจังหวัดสัก 2-3 วัน ก็เลยอยากจะหยิบยกความหลังมาเล่าสู่กันอ่าน ทั้งเพื่อให้มีข้อเขียนเต็มคอลัมน์ ระหว่างผมไม่อยู่ และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์โยงไปถึงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำลังฮือฮาอยู่ในขณะนี้ ไม่มากก็น้อย

มาเริ่มที่แผนพัฒนาประเทศกันก่อนเลยครับ

นับเป็นเวลา 56 ปีพอดีที่คนไทยเราได้ยินและรู้จักกับคำว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจ” ซึ่งมีการประกาศใช้เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2504 ในยุคที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาในยุค จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯ มีการขยายแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเติมคำว่าสังคมไปด้วย เมื่อ พ.ศ.2510-2514 และ เรียกว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

ทำกันทุกๆ 5 ปี จนล่าสุดก็คือแผนฉบับที่ 12 เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2560-2564 คือปีนี้เป็นต้นไป

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถือเป็นคู่มือสำคัญที่รัฐบาลจะใช้ในการบริหารเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามทิศทางที่กำหนดไว้

แผนฉบับที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ เขียนแล้วหน่วยราชการทำตาม 70-80 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ แผนพัฒนาฉบับที่ 1 ในยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์อย่างที่ว่า

จอมพลสฤษดิ์ท่านเชื่อมือข้าราชการ นักวิชาการที่เรียกว่าเทคโน แครต ยุคนั้นที่มาช่วยท่านทำแผนฉบับที่ 1 ซึ่งมีทั้ง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ม.ล.เดช สนิทวงศ์, บุญมา วงศ์สวรรค์, ฉลอง ปึงตระกูล, สุภาพ ยศสุนทร และหลังๆก็มี ดร.อำนวย วีรวรรณ ฯลฯ ด้วย

เขียนอะไรมาท่านก็เอาหมด และก็สั่งหน่วยราชการให้ทำตาม

มาในยุค จอมพลถนอม กิตติขจร ช่วงแผน 2 ก็ยังใช้สั่งการได้อยู่ เพราะจอมพลถนอมท่านยังมีบารมีอยู่มาก แต่พอเข้าแผน 3 ที่เริ่ม พ.ศ.2515-2519 ก็เริ่มมีการปฏิบัติตามน้อยลง เนื่องจากจอมพลถนอมถูกนิสิต นักศึกษา ประชาชน เดินขบวนขับไล่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เริ่มใช้แผน 3 มาประมาณปีเศษๆ.
(อ่านต่อพรุ่งนี้)
“ซูม”

ก้าวหน้าหรือถอยหลัง?

ก้าวหน้าหรือถอยหลัง?

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเป็นเอกฉันท์ ผ่านร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะมีผลผูกพันคนไทยทั้งประเทศถึง 20 ปี เสียงวิจารณ์จึงยังมีอยู่ต่อไป นักวิชาการบางคนวิพากษ์ว่า เป็นแผนการอยู่ในอำนาจยาวของ คสช. ขณะที่นักการเมืองสองพรรคใหญ่เตรียมร้องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า เป็นการออกกฎหมายแบบมัดมือชก ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ให้รับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่า ผ่านการรับฟังความคิดเห็น
ประชาชนในทุกขั้นตอน รองประธาน สนช. ยืนยันว่า ทำตามรัฐธรรมนูญทุกขั้นตอน รัฐบาลส่งเอกสารการรับฟังความเห็นให้ด้วย

หลายคนฟังคำชี้แจงแล้วอาจสงสัยว่า รัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติตั้งแต่เมื่อไหร่ คอลัมนิสต์บางคนเขียนแซวว่า รัฐบาลเปิดเว็บไซต์ และเชิญประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น มีประชาชนเปิดเว็บไซต์ 3,000 ราย แต่ร่วมแสดงความคิดเห็นเพียง 8 คน ถือว่าเป็นอันเสร็จ “พิธีกรรม” แล้วใช่หรือไม่?

แต่ถ้าดูร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเห็น ได้ว่า ประชาชนแทบจะไม่มีส่วนร่วมใดๆ เริ่มด้วยการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ., ผบ.ตร. และเลขาธิการความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 17 คน

ชัดเจนว่า กรรมการส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ มีผู้นำเหล่าทัพกำกับดูแลอยู่ แต่ไม่มีที่ว่างสำหรับประชาชน ส่วนขั้นตอนต่อไปต้องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติ ให้เสร็จภายใน 120 วัน ส่งกลับไปให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อส่งต่อคณะรัฐมนตรี จากนั้นก็จะเสนอร่างสู่ สนช.พิจารณาอนุมติ ทุกขั้นตอนไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน

เมื่อยุทธศาสตร์ชาติเป็นกฎหมาย แล้ว รัฐธรรมนูญยังได้กำหนดให้ 250 ส.ว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. เป็นผู้ติดตามเร่งรัดให้รัฐบาลทำตามยุทธศาสตร์ชาติ และมีเสียงขู่ด้วยว่า รัฐบาลใดไม่ทำตาม อาจต้องโทษถึงติดคุก ทั้งๆที่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีตัวแทนประชาชนเข้าร่วม ประชาชนก็ไม่ได้ร่วม แต่ใช้บังคับกับคนกว่า 65 ล้านคน แบบนี้มัดมือชกหรือไม่?

กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการปกครองประเทศโดย “รัฐราชการ” หรือ “ชนชั้นนำภาครัฐ” แต่นักวิชาการบางคนเรียกว่า “อมาตยาธิปไตย” ขอให้ประชาชนอยู่เฉยๆ รอฟังคำสั่งเพียงอย่างเดียว จะมีคณะสัพพัญญูผู้รู้แจ้งปัญหาทุกอย่างของประเทศ เป็นผู้ออกกฎหมายใช้บังคับกับคนทั้งประเทศ เป็นการเมือง 4.0 หรือ 0.4 ก้าวหน้าหรือล้าหลัง?

จริงๆขาด ‘พี่ใหญ่’ ไม่ได้

จริงๆขาด ‘พี่ใหญ่’ ไม่ได้

“ลาบเป็ด 4.0” ลีลาล่าสุด “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ลงมือปรุงอาหารโชว์ในงานอีเวนต์ก่อนประชุม ครม.

ได้โอกาสโฆษณาแฝง “ยี่ห้อ 4.0” ที่เป็นแบรนด์ของรัฐบาล คสช.

และนั่นก็เป็นการตอกย้ำเลยว่า “ไทยแลนด์ 4.0” คือยุทธศาสตร์ที่เป็นกลไกหลัก ตามภาษาแบบที่นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการ อดีตคนเดือนตุลาฯ บอกว่า เป็น “มาสเตอร์แพลน” ในการช่วงชิงมวลชนและการสร้างความชอบธรรมใหม่ของชนชั้นนำภาครัฐที่แยบยลมาก เป็นส่วนสำคัญของการยึดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อสถาปนาอำนาจการนำ

“นายกฯลุงตู่” ครึ้มใจ “ไทยแลนด์ 4.0” กำลังติดลมบน

คนไทยส่วนใหญ่เริ่มรับรู้ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายปฏิรูปใหญ่ เป็นจุดขายที่ทีมงาน คสช.นำไปต่อโปรโมชั่นอำนาจพิเศษได้สบาย

โดยรูปการณ์ ประเมินเงื่อนไขภายนอก ภายหลังรัฐบาล คสช.ล็อกความได้เปรียบไว้ทั้งกลไกรัฐธรรมนูญ ทั้งยุทธศาสตร์ 4.0 ทั้งสารพัดโครงการประชารัฐ

ทุกอย่างดูจะเข้าทาง “นายกฯลุงตู่” เรื่อยๆ

แต่ที่ป่วนสวนทางขึ้นมาก็คือแรงกระเพื่อมจากภายใน กับปรากฏการณ์อำนาจขบเหลี่ยม

เหยียบตาปลากันเองในเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ในสถานการณ์กระเพื่อมแรงๆจากเงื่อนปมกฎหมายลูก ทั้งคิวของร่าง พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อเนื่องถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
ตามท้องเรื่อง “หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา”
ต่างฝ่ายต่างร้อนวิชา ตัดต่อ เพิ่มเติมเนื้อหาในกฎหมายลูกกันมั่วไปหมด
สถานการณ์แบบที่นักการเมืองอาชีพแท็กทีมยืนฝั่งเดียวกับ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เอาด้วยกับไพรมารีโหวตที่น่าจะใช้ไม่ได้ผลกับระบบการเมืองไทย แถมเป็นการคุมกำเนิดพรรคตั้งใหม่ เป็นเรื่องยากมากในทางปฏิบัติจริง

ขณะที่กรรมาธิการ สนช.ก็ยืนกรานว่าเป็นแนวทางที่สุดยอดในการจัดการกับการเมืองระบบบริษัทจำกัด โดยมีกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนดังอย่างนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กระโดดออกมาถือหางไพรมารีโหวต ยืนยันว่าไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ กกต.จัดเลือกตั้งได้สบาย

นั่นก็ทำให้นายมีชัยหมั่นไส้ อัด กกต.รับใบสั่งจนสับสน ขณะที่นายสมชัยก็ย้อนศรทันควัน ตามรูปการณ์ที่โยงกับอารมณ์ค้างมาจากยุทธการ “เซ็ตซีโร่” กกต.

สนช. กกต. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ล่อกันเองฝุ่นตลบ

หันไปที่ ครม.ก็ส่อกระเพื่อม แกะรอยตามปรากฏการณ์ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯย้อนถามนักข่าวมีรัฐมนตรีจะลาออกตาม สนช.และ สปท.ที่เตรียมไปลงสมัครเลือกตั้งบ้างไหม

ยั่วต่อมสงสัย ให้ต้องตามเช็กสัญญาณปรับ ครม.

และก็บังเอิญต่อเนื่องกัน กับอาการทะลุกลางปล้องของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่หงุดหงิดกับสถานการณ์แก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ

สงสัยทำไมกระทรวงเกษตรฯต้องรับทุกเรื่อง

โยนกลองกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ช่วยรับหน้าเสื่อเคลียร์สถานการณ์ราคาปาล์ม ราคาข้าวโพดตกต่ำ เพราะเป็นฝ่ายคุมการนำเข้า

เดาอารมณ์ น่าจะเจือภาวะกดดันจากกระแสให้ตัวเปลี่ยน รมว.เกษตรฯ

และอีกจุดที่ถูกจับตาตลอดที่มีกระแสปรับ ครม. ตามรูปการณ์ที่คนวงนอกทั้งกระแทก ทั้งแซะ ลุ้นให้ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง หลุดออกจากวง ครม.

แต่เท่าที่จับอาการคนวงใน ส่วนใหญ่กลับห่วง “บิ๊กป้อม” กลัวจะฝืนสังขารไม่ไหว

ตามอาการป่วยของคนอายุ 70 กว่าที่ต้องผ่าตัดใหญ่ ที่ปกติธรรมดาต้องใช้เวลาพักฟื้นหลายเดือน แต่อย่างที่เห็น “บิ๊กป้อม”พักแค่ไม่กี่วันก็ต้องกลับมาทำงาน

แถมเจ้าตัวยังนั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการหลายสิบคณะแทบทุกวัน

โดยสถานการณ์แท้จริง คนในเรือแป๊ะจึงช่วยกันประคอง“พี่ใหญ่” เต็มที่

เพราะถ้าขาด “บิ๊กป้อม” ไป รัฐบาล คสช.ยวบเลยก็แล้วกัน.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

รายชื่อกก.ปฏิรูปตำรวจ สังคมต้องยอมรับ-เชื่อมั่น

26/5/60 ไทยโพสต์
กระบวนการปฏิรูปตำรวจที่เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ถึงความคืบหน้าในทางปฏิบัติ หลังนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ว่า การที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้โยกย้ายนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ จากปลัดกระทรวงยุติธรรมไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเพราะรัฐบาลมีภารกิจที่ต้องให้นายชาญเชาวน์ดำเนินการ คืองานการปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม รวมถึงการปฏิรูปตำรวจ จึงโยกย้ายนายชาญเชาวน์ให้มารองรับงานดังกล่าวอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี
จากท่าทีดังกล่าวข้างต้น ทำให้คาดได้ว่า นายชาญเชาวน์ น่าจะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่เป็นกรรมการใหญ่สุดที่จะมาทำเรื่องปฏิรูปตำรวจอย่างเป็นทางการตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจหน้าที่ไว้โดยตรง พร้อมกับกำหนดระยะเวลาไว้ว่าต้องดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ที่ก็คือไม่เกิน 6 เมษายน 2561
ที่ผ่านมา แม้จะมีการตั้งกรรมการศึกษาเรื่องการปฏิรูปตำรวจมาหลายชุดหลายรัฐบาล เช่น สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยตั้ง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ศึกษาเรื่องนี้ หรือในยุค คสช. ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็มีการตั้งกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ หลายคณะพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูปตำรวจมากมาย จนมีผลการศึกษาออกมาหลายแนวทาง เช่นล่าสุดกับผลการศึกษาของอนุกรรมาธิการเฉพาะกิจในคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่าง สนช.กับ สปท. ที่เสนอให้โอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปขึ้นตรงกับ รมว.ยุติธรรมแทนที่จะขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีแบบในปัจจุบัน แต่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจตาม รธน.ฉบับปัจจุบัน จะมีความสำคัญมากกว่ากรรมการทุกชุดที่เคยแต่งตั้งศึกษาเรื่องนี้กันมา เพราะเป็นกรรมการที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ จึงทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตามองการทำงานของกรรมการที่จะตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ หลังมีการดึงอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปนั่งแท่นเตรียมรอเป็นกรรมการชุดดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะให้เป็นประธานเลยหรือไม่
ทั้งนี้ เรื่องการปฏิรูปตำรวจ ถูกเขียนไว้ใน รธน. ที่เชื่อมโยงกับหลายมาตรา เช่น มาตรา 258 ที่บัญญัติว่า ให้ดําเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่างๆ ให้เกิดผล โดยในส่วนของเรื่องการปฏิรูปตำรวจ อยู่ใน (ง.) ด้านกระบวนการยุติธรรม ที่ รธน.มาตราดังกล่าว บัญญัติไว้ตอนหนึ่งว่า ให้ดําเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ หน้าที่ อํานาจ และภารกิจของตํารวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการตํารวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตํารวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง และโยกย้าย และการพิจารณาบําเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรม ที่ชัดเจน ซึ่งในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายต้องคํานึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน เพื่อให้ข้าราชการตํารวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพ และภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน
และมาตรา 260 ที่เขียนต่อมาว่า ในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายตามมาตรา 258 ด้านกระบวนการยุติธรรมให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ประกอบด้วย (1) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์และไม่เคยเป็นข้าราชการตํารวจมาก่อน เป็นประธาน (2) ผู้เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตํารวจ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติรวมอยู่ด้วย มีจํานวนตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด เป็นกรรมการ (3) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์และไม่เคยเป็น ข้าราชการตํารวจมาก่อน มีจํานวนเท่ากับกรรมการตาม (2) เป็นกรรมการ (4) ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสํานักงาน ศาลยุติธรรม และอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ โดย รธน.บัญญัติให้คณะกรรมการดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจดําเนินการตามหลักอาวุโสตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกําหนด
ก้าวย่างของการปฏิรูปตำรวจต่อจากนี้ จึงคาดหวังไว้ว่า คณะรัฐมนตรี จะตั้งคนมาเป็นกรรมการปฏิรูปตำรวจ ทั้งตัวประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เมื่อประกาศออกมาแล้ว ต้องเป็นบุคคลที่สังคมในวงกว้างให้การยอมรับ เพื่อให้การปฏิรูปตำรวจที่จะออกมา สังคมเชื่อมั่นตั้งแต่ก้าวแรก ว่าการปฏิรูปตำรวจจะเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การซื้อเวลาแบบที่ผ่านมา.

นายกฯ รับได้รายชื่อ คกก.ปฏิรูปตำรวจแล้ว - ปล่อยตาม กม. ผอ.สามเสนแสดงทรัพย์สิน

นายกฯ รับได้รายชื่อ คกก.ปฏิรูปตำรวจแล้ว - ปล่อยตาม กม. ผอ.สามเสนแสดงทรัพย์สิน

โดย MGR Online   

27 มิถุนายน 2560 16:49 น. (แก้ไขล่าสุด 27 มิถุนายน 2560 17:07 น.)
นายกฯ รับได้รายชื่อ คกก.ปฏิรูปตำรวจแล้ว - ปล่อยตาม กม. ผอ.สามเสนแสดงทรัพย์สิน
        “ประยุทธ์” เผยได้รายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจแล้ว แต่ขออุบไว้ก่อน ย้ำเน้นปฏิรูปองค์กร พร้อมระบุแสดงบัญชีทรัพย์สิน ผอ.โรงเรียนสามเสนฯ ให้เป็นไปตามกฎหมาย
       
       วันนี้ (27 มิ.ย.) เมื่อเวลา 13.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการระงับการโยกย้ายตำรวจไว้ก่อนว่า ตนคิดว่ามันไม่สมควรในเรื่องนี้ต้องไปสอบสวนกันมา ตรงไหนผิดตรงไหนถูก เฉพาะกรณีไป คำสั่งทั้งหมดมีตั้งหลายพันคน ถ้าไปยกเลิกเขาทั้งหมดจะถูกต้องหรือไม่ ตรงไหนมีปัญหาก็ไปแก้ไขตรงนั้น อย่าไปมองทั้งหมด คนที่เขาทำงานวันนี้จะทำอย่างไรกับเขา และเขาก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งไปแล้ว ต้องคุ้มครองสิทธิของเขาด้วย ต้องเป็นบางกรณีแยกแยะไม่ออก มันยังอยู่ในกระบวนการอยู่ ในเรื่องการปฏิรูปตำรวจตนให้ความสำคัญอยู่แล้ว วันนี้ตนย้ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ใช่ที่ผ่านมาตนไม่สนใจ ตนมีการให้พิจารณาของคณะกรรมการภายในของตำรวจมาแล้ว คราวนี้รัฐบาจะต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจซึ่งในวันนี้มีรายชื่อออกมาแล้ว แต่ตนยังไม่สามารถแถลงได้ ได้รวบรวมไว้ที่ฝ่ายกฎหมายอยู่ จะต้องทำงานให้สอดคล้องกับคณะปฏิรูปตำรวจภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ
       
       นายกฯ กล่าวว่า เราเหลือเวลา 9 เดือน ตนคงจะเน้นเรื่องของการปฏิรูปองค์กรซึ่งมีหลายกิจกรรมด้วยกัน มี 3 กลุ่มงานหลัก ได้แก่ เรื่องการปฏิรูปองค์กรตำรวจ การปฏิรูปกฎหมายกระบวนการยุติธรรมของตำรวจ และเรื่องบุคลากร ในแต่ละกลุ่มงานจะมีกลุ่มงานย่อยอีกหลายสิบกิจกรรมอยู่ข้างล่าง ตรงนี้ตนได้สั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีไปดำเนินการข้างล่างให้ตรงกับตรงนี้ และคณะกรรมการปฏิรูปของรัฐบาลจะดำเนินการ และจะดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกันพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการเป็นคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีทั้งพลเรือน ข้าราชการตำรวจ และที่ไม่ใช่ข้าราชการตำรวจ รวมถึงผู้ที่มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ผู้ที่มีผลได้ผลเสียจากการทำงาน ในวันนี้ต้องทำให้เกิดความชัดเจนให้มากยิ่งขึ้น
       
       นายกฯ กล่าวด้วยว่า ก็ให้ใจเย็นๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ถ้าได้คำตอบมาก็แก้ได้เลย ใช้กฎหมาย ใช้คำสั่ง ตนก็ทำได้ทันที แต่จะต้องรอบคอบ เพราะการทำนั้นมีผลกระทบในระยะยาวด้วย เราต้องมาดูว่าจะมองจากต่างประเทศอย่างเดียว ประเทศไทยตนเคยบอกไปแล้ว เหมือนต่างประเทศมากน้อยเพียงไหนไปดู คนของเราสังคมของเรามีแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามกฎหมาย สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับภาคประชาชน ประชาชนก็ร่วมเป็นกำลังใจช่วยกันเฝ้าระวัง ถ้าเราโยนกันไปมาก็เป็นแบบนี้ ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันตลอดไป หลายอย่างผู้กระทำผิดกฎหมายก็จะต้องคุ้มครองเขา แต่การคุ้มครองไม่ใช่ว่าจะให้ทำความผิดต่อไปได้ เพราะจะไปสู่เรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ เรื่องการแต่งตั้ง การเลื่อนยศ ปลด ย้าย ก็จะไปอยู่ในหัวข้อของการปฏิรูปบุคลากร ในเรื่องเงินเดือน เงินค่าตอบแทน ค่าปรับก็จะไปว่ากัน ใน 3 กลุ่มงานหลักที่ตนได้บอกไป ตนได้ให้คอนเซปไปทำตามนั้น ได้มอบหมาย นายวิษณุ
       
       พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอดีตนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยและอาจารย์ด้านคุรุศาสตร์เสนอนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนรับตำแหน่ง และหลังพ้นจากตำแหน่งเพื่อแก้ปัญหาแปะเจี๊ยะว่า ตกลงรัฐบาลนี้มีนายกรัฐมนตรีอยู่คนเดียวหรือเปล่า มีทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา และคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เขากำกับไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนเอาอะไรมาให้ตนแก้เล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดมันไม่ใช้ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ให้เขาเป็นผู้ดำเนินการ ในเรื่องการให้แสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนและหลังรับตำแหน่ง กฎหมายเขาว่าอย่างไร การให้แสดงบัญชีทรัพย์สินของระดับอธิการบดีมันก็วุ่นไปหมด เพราะว่าไม่เคยทำ พอประกาศออกมาจริงๆ มันเป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระเขาจะพิจารณาเองว่าควรจะเป็นอย่างไร อันไหนควรจะเปิดเผย อันไหนควรจะเก็บไว้จนเกษียณอายุ ถ้าไม่มีปัญหาก็จบไป มันมีกฎหมายอย่างนี้อยู่ เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องเข้าใจด้วย 

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องมือปืนป๊อปคอร์น



ประเด็นใหญ่ ของการที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องมือปืนป๊อปคอร์น คือการที่อัยการโจทย์ ไม่นำสืบพยานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะพยานผู้ถ่ายภาพ จึงยกประโยชน์ให้จำเลยแม้จะรับสารภาพก็ตาม ... ดังนั้น ถ้าดูรูปการณ์แล้ว ศาลฎีกาก็น่าจะตัดสินไปในทางเดียวกัน
-------
ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง มือปืนป๊อปคอร์น วิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ คดีพยายามฆ่ากลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ที่บริเวณห้างไอทีสแควร์ ย่านหลักสี่ เมื่อ ก.พ.ปี 57 ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ แต่ยังให้นำตัวไปขังระหว่างฎีกา
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า มีประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีพนักงานสอบสวน ได้สืบสวนทราบว่า มีคนร้ายเกี่ยวข้องกับการยิงรวม 21 คน ในจำนวนนี้มีชายชุดดำ คือจำเลยคดีนี้รวมอยู่ด้วย ดังที่ปรากฏในภาพนิ่งที่เห็นชายชุดดำ ในสถานที่และเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุหลายรูป แม้โจทก์จะมีเทปภาพเคลื่อนไหวหรือวีทีอาร์กับภาพนิ่ง จากหนังสือพิมพ์ แต่โจทก์ไม่นำสืบถึงความเกี่ยวข้องหรือนำตัวผู้ถ่ายหรือนำประจักษ์พยานมาเบิกความประกอบให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องพยานโจทก์จึงมีข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยพิพากษายกฟ้องแต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/985200

แผนปฏิรูปกองทัพ-



แผนปฏิรูปกองทัพ---ออกแผนปรับลดอัตรากำลังพล ผู้ทรงคุณวุฒิและนายทหารปฏิบัติการ ร้อยละ 2.5 ต่อปีจนถึงปี 2571
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม สั่งการในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ให้ จัดทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากองทัพ โดยเฉพาะ ยุทโธปกรณ์ของสหรัฐอเมริกา ว่า ตัองการอะไร เพื่อที่ นายกฯ ไปเป็นข้อมูล ในการเดินทางไปพบ หารือ กับ ประธานาธิบดี Donald Trump ที่สหรัฐฯ ปลาย กค.นี้ ตามคำเชิญ.
เผื่อว่ามีการหารือเริ่องความร่วมมือเรื่องความร่วมมือทางการทหาร และความช่วยเหลือ ทางการทหาร
พลตรีคงชีพ กล่าวถึงความคืบหน้า ในการปฏิรูปกองทัพให้มีขีดความสามารถที่เหมาะสม ว่า พลเอกประวิตร รมว.กลาโหม. สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ เร่งดำเนินการ สรุปจำนวน/ชนิดอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพที่มีอยู่ในปัจจุบัน และความต้องการที่จำเป็น ในการเสริมสร้างขีดความสามารถกองทัพ
โดยคำนึงถึงศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศรอบบ้าน รวมทั้งภัยคุกคามในห้วงเวลา ประกอบการพิจารณาให้มีขีดความสามารถในการทำสงครามจำกัด ควบคู่กับการปฏิรูปการจัดหน่วยให้เหมาะสม ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน ตามที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย
โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ประสานกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ ในการจัดเตรียมข้อมูลร่วมกัน
ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้ นายกฯ ในการเดินทางไปพบ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา. พบ Donald Trump ที่อเมริกา ปลาย กค.นี้
ส่วนการปฏิรูปกองทัพมีพัฒนาการและความคืบหน้าตามลำดับ นั้น ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกองทัพมาตลอด ด้วยการปรับให้กองทัพมีขนาดที่เหมาะสม มีขีดความสามารถด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ที่เพียงพอต่อการตอบสนองความเสี่ยงของภัยคุกคามด้านความมั่นคงของภูมิภาค โดยคำนึงถึงความเป็นประชาคมอาเซียน
​​
พล.อ.ประวิตร ได้กำหนดเป็นนโยบายของกระทรวงกลาโหม ให้กองทัพต้องปฏิรูปทั้งโครงสร้างการจัดหน่วย ระบบบริหารจัดการ และพัฒนากำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้มีความคล่องตัวและเหมาะสมกับปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
โดยมีความคืบหน้าที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้
 ได้ทบทวนสภาพแวดล้อมความมั่นคงและจัดทำ ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2560-2579 เสร็จสิ้นแล้ว
โดยกำหนดวิสัยทัศน์คือ “การมีกองทัพชั้นนำ มีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงของรัฐและมีบทบาทในการส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค”
 กำหนดแนวความคิดสำคัญในการพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพ ในด้าน การเตรียมกำลังและการใช้กำลัง
 แนวความคิดด้านการจัดเตรียมกำลัง ได้จัดทำแผนหลักรองรับ 2 แผน คือ แผนแม่บทการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560-2569 และแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560-2569 เสร็จสิ้นแล้ว
 แนวความคิดด้านการใช้กำลัง ตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหมจะครอบคลุมแนวทางใช้กำลังและขีดความสามารถของกองทัพที่ต้องการพัฒนากำลังตามห้วงระยะเวลา เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมเผชิญกับภัยคุกคามทางทหารและภัยคุกคามอื่นๆ
​ที่ผ่านมามีการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและการปฏิรูประบบงาน ทั้ง 18 ระบบงาน โดยขอสรุปการดำเนินการที่สำคัญ พอสังเขปดังนี้
 ด้านโครงสร้างการจัดหน่วย ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์กระทรวงกลาโหม การจัดตั้งศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย การจัดตั้งศูนย์การลาดตระเวนทางอากาศและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ จัดตั้งกรมทหารพรานนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นกำลังประจำถิ่นในการดูแลแก้ปัญหา จชต
. การปรับปรุงโครงสร้างศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล การปรับปรุง แปรสภาพโครงสร้างหน่วยกำลังรบทั้ง ทบ. ทร. และ ทอ. รวมทั้งศึกษาภาระงานเพื่อยุบรวมปรับลดอัตรากำลังพลในส่วนที่ไม่จำเป็น
 ด้านกำลังพล ตราพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ.2558 พร้อมกับจัดทำแผนแม่บทการพัฒนากิจการกำลังสำรองระยะ 5 ปี นำระบบข้าราชการพลเรือนกลาโหมมาใช้ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกัน ปรับลดอัตรากำลังพลในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิและนายทหารปฏิบัติการ ร้อยละ 2.5 ต่อปีจนถึงปี 2571
 ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พ.ศ. 2558 -2563 เสนอร่าง พ.ร.บ. สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อการวิจัยพัฒนา มุ่งสู่การใช้งานและการพึ่งพาตนเอง
 ด้านการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับต่างประเทศ การจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน และการลงนามความร่วมมือทางทหารกับ กห. ประเทศต่างๆ เป็นต้น
 ด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส จัดทำแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตของ กห. ปี 58 - 60 และทบทวนเพื่อจัดทำแผนปี 60 – 64 เพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกัน

อาวุธมะกันแพง...แต่อยากซื้อ ฮ.Black Hawk เพิ่มให้ครบฝูง

อาวุธมะกันแพง...แต่อยากซื้อ ฮ.Black Hawk เพิ่มให้ครบฝูง
‪"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่ได้เตรียมซื้ออาวุธ US เพราะราคาแพง แต่สั่ง ผบ.เหล่าทัพเตรียมข้อมูลทางทหารให้นายกฯไปอเมริกา คุย ปธน.Donald Trump ยันไม่ใช่ให้ลิสต์รายการซื้ออาวุธ แต่อาจมีความช่วยเหลือทางทหาร ความร่วมมือต่างๆ ข้อมูล อาวุธยุทโธปกรณ์สหรัฐฯที่เรามีอยู่
ยอมรับ อยากซื้อ ฮ.Black Hawk ให้ครบฝูง‬ แต่ก็ไม่รู้ทางสหรัฐฯจะให้ความช่วยเหลืออะไรหรือไม่ เพราะตอนเราซื้อ ตอนแรก สหรัฐฯก็ไม่ได้ให้เงิ่อนไขพิเศษอะไรกับเรา
ทั้งนี้ ฮ.Black hawk ของทบ.มี6 ลำ อต่หากครบฝูง คือ12 ลำ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสั่งการให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพสำรวจยุทโธปกรณ์ ที่เคยได้รับการสนับสนุนมาจากสหรัฐอเมริกา ก่อนที่นายกฯจะเดินทางไปเยือนสหรัฐในเดือนก.ค.ว่า ตนให้สำรวจดูว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยกับสหรัฐได้มีความร่วมมือกันในเรื่องใดบ้าง เช่นเรื่องด้านการศึกษา การฝึกร่วมทางทหาร และยุทโธปกรณ์ที่มีการแลกเปลี่ยนกัน เป็นต้น
ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การเดินทางไปครั้งนี้ของนายกฯจะมีแนวโน้มจะการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯนั้นพลเอกประวิตร กล่าวว่า มันไม่เกี่ยวกัน เราไม่ได้จะซื้อ เพราะยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯมีราคาแพง

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ไทยซื้อยุทโธปกรณ์จากจีนบ่อยครั้งคิดว่าสหรัฐจะมีท่าทีอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่มีอะไรเพราะทางสหรัฐฯ ก็รู้ว่าไทยไม่มีงบประมาณในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์
และหากว่าทางสหรัฐให้ความช่วยเหลือ เรื่องยุทโธปกรณ์ก็ต้องดูก่อน เช่น ฮ.Black Hawk ที่เรามีอยู่ นั้น ยังไม่ครบฝูง หากจำเป็นก็ต้องซื้อก็จะต้องซื้อให้ครบฝูง
ส่วนการจัดซื้อจะได้เงื่อนไขพิเศษหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีเรื่องใดที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯเป็นกรณีพิเศษ

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงเรื่องการรายงานผลการค้ามนุษย์ TIP Report ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่จะประกาศผลการจัดอันดับออกมาในคืนนี้ ว่า ไทยได้ดำเนินการมาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ตนยังไม่สามารถตอบได้ว่าผลจะออกมาดีหรือไม่ แต่มั่นใจว่าทำเต็มที่แล้ว
ส่วนผลจะเป็นอย่างไรยังไม่ทราบ ตนยังตอบไม่ได้
ส่วนที่ทางสหรัฐฯจะมาตรวจการดำเนินการของไทยอีกครั้งในเดือนก.ค.นี้ก็พร้อมและสามารถมาตรวจได้ตลอดเวลา

กลอนแปด..ของ..."บิ๊กตู่"

กลอนแปด..ของ..."บิ๊กตู่"
เสธ.ก้อง พันเอกอธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผช.โฆษกรัฐบาล อ่านกลอน..."ไทยแลนด์4.0"
นายกฯบิ๊กตู่ สวมบท "สุนทร ตู่"แต่งกลอน "ไทยแลนด์4.0"ให้ ครม. เขียนมาด้วยลายมือ.. คุย..ผมก็แต่งกลอนเป็น‬

คำว่าไทย คือไทย ด้วยใจรัก
ร่วมใจภักดิ์ ต่อชาติ ศาสนา
สถาบัน คงอยู่ คู่นานมา
เป็นม่านฟ้า ปกป้อง ล้วนผองไทย
มาวันนี้ สืบสาน ทำงานต่อ
แผ่นดินพ่อ แผ่นดินแม่ ช่วยแก้ไข
ให้ยั่งยืน ตื่นเถิด สังคมไทย
ก้าวต่อไป อนาคต ให้มั่นคง
เราลูกหลาน ช่วยสาน สืบงานต่อ
อย่ารั้งรอ ขัดแย้ง แกล้งเล่าขาน
ทำวันนี้ ดีกว่า ปล่อยช้านาน
ทำเพื่อบ้าน เมืองเรา ให้เท่าทัน
ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ
เปลี่ยนชีวิต รายได้น้อย ค่อยส่งเสริม
คนละน้อย ร้อยท่อ ช่วยต่อเติม
เร่งส่งเสริม รายได้ ให้มั่นคง
พัฒนาคน การศึกษา พาไทยรุ่ง
ล้วนต้องมุ่ง ตามประสงค์ จำนงหมาย
สร้างสังคม ปลอดภัย ไม่วุ่นวาย
ช่วยผ่อนคลาย มีสุข ทุกครอบครัว
สิ่งสำคัญ วันนี้ คือกฎหมาย
ไม่ท้าทาย ยึดถือ เป็นพื้นฐาน
ช่วยกันทำ ช่วยกันเริ่ม เสริมยาวนาน
เป็นการงาน ผองไทย ร้อยใจกัน
ประชารัฐ ช่วยเสริม ใช้เติมแต่ง
ทุกหนแห่ง กิจกรรม ทำสร้างสรรค์
ไทยเจริญ ด้วยไทย ไปพร้อมกัน
ทำความฝัน ต้องการ ให้เป็นจริง
ต้องลดแรง เร่งขจัด ความขัดแย้ง
ลดระแวง เชื่อมั่น เพื่อวันหน้า
สืบสานต่อ โบราณ นานนำมา
ให้ก้าวหน้า ด้วยไทย ใจมั่นคง
สู่เศรษฐกิจ 4.0 จากมูลฐาน
ทุกกิจการ พัฒนา อย่าใหลหลง
สู้อาชีพ สู้งาน บ้านมั่นคง
มุ่งจำนง ปวงชน ทุกคนไทย

‘พันธุ์เก่า’ ไม่ได้ไปต่อ

‘พันธุ์เก่า’ ไม่ได้ไปต่อ

ปี่กลองเชิดฉิ่งโหมโรงตามเงื่อนเวลาที่กระชั้นเข้ามา
เดดไลน์ก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม ไฟต์บังคับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องร่อนใบลาออก เพื่อเลี่ยงเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ
นัก “ลากตั้ง” เตรียมแต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้ง
ในจังหวะที่เซียนจอมเก๋าก็ขยับแข้งขยับขา เดินหน้ากระตุกเรตติ้งกันคึกคัก
อาศัยเหลี่ยมกระแทกทหาร เทกแอ็กชั่นปฏิเสธอำนาจพิเศษ แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แท็กทีมพรรคเพื่อไทย แตะมือลูกข่าย “ทักษิณ” ประสานเสียงคัดค้านระบบไพรมารีโหวต ต่อต้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
นักเลือกตั้งอาชีพหันมาปรองดอง ต้องช่วยกันรักษาผลประโยชน์ในเส้นทางอำนาจตัวเองไว้
ดิ้นสู้ ไม่ยอมให้ทหารตีกินง่ายๆ
แต่นั่นก็ไม่แน่ว่าจะสายเกินไปหรือไม่ กับการยื้ออ้อยออกจากปากช้าง
เพราะโดยรูปการณ์ที่มันสวนทางกับกระแสข่าววงใน หลายสายยืนยันตรงกัน สถานการณ์ไหลมาถึงตรงนี้ ยุทธศาสตร์ของฝ่ายคุมเกมอำนาจ
ล็อกคำตอบไว้ 2 ทางเลือก
ทางแรกเลย ยังไม่ปล่อยเลือกตั้ง ลากยาวต่อไป เพราะตามรูปการณ์ที่หัวเชื้อความขัดแย้งยังแฝงอยู่ทุกอณู เลือกตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์ เสี่ยงปฏิวัติเสียของซ้ำซาก
หรืออีกทางหนึ่งคือมีการเลือกตั้ง แต่มีเงื่อนไขต้องเซ็ตซีโร่ โดยให้เป็นพื้นที่ของนักการเมืองรุ่นใหม่ นักการเมืองพันธุ์เก่าโดนล้างบางหมด
ว่ากันตามโจทย์บังคับออกมาแบบนี้ นั่นหมายถึงนักการเมืองที่ส่งเสียงเย้วๆกันอยู่ ส่วนหนึ่งคงต้องล้มหายตายจากไปเกินกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขทางคดี คุณสมบัติติดล็อกในรัฐธรรมนูญ หรือด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็ตามแต่
ที่แน่ๆพวกที่มีส่วนร่วมในการก่อวิกฤติ ไม่มีสิทธิ์ไปต่อ
โดนตัดตอนไม่ให้กลับมาก่อปัญหาซ้ำอีก
เรื่องของเรื่อง ด้วยเงื่อนไขกระแส “ปฏิรูป” มันเอื้อกับฝั่ง คสช.มากกว่า
ดูจากสถิติที่สะท้อนจาก “นิด้าโพล” ประชาชนหนุนพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แต่เชื่อว่ายากจะเป็นไปได้เพราะแตกต่างกันคนละขั้ว
แต่ขณะเดียวกันก็เห็นด้วยกับการผุดพรรคการเมืองเพื่อหนุน คสช.เป็นรัฐบาล
นั่นหมายถึงตามสภาพความเป็นจริง ประชาชนส่วนใหญ่ก็เข้าใจเงื่อนไขสถานการณ์บังคับทางการเมือง พร้อมรับได้กับสภาพรัฐบาลที่ผิดรูปผิดร่างในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ
ในเมื่อนักการเมืองเองยังแก่งแย่งผลประโยชน์ไม่เลิก ก็เป็นประโยชน์กับรัฐบาลทหาร ตัวแทนชนชั้นนำที่ยังอยู่ในชัยภูมิได้เปรียบ ส่อเค้าคุมเกมอำนาจยาว
เข้ากับบทวิเคราะห์ของนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการ อดีตคนเดือนตุลาฯ ที่ฟันธงเลยว่า รัฐบาล คสช.จะใช้ยุทธศาสตร์ผ่านไทยแลนด์ 4.0 และโครงการประชารัฐ
ในการดีลอำนาจแลกประโยชน์กับประชาชน
ไม่ใช่ฟอร์มทหารเดิมๆที่ใช้ปลายกระบอกปืนบีบบังคับ ยั่วกระแสตีกลับ
และก็อย่างที่เห็นๆ กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ยึดโยงกับยุทธศาสตร์ทางการเมือง ตามแผนที่วางโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ
ค่อยๆรุกคืบ วาง “มัดจำ” กับประชาชนคนไทย
ด้านหนึ่งก็เร่งเครื่องโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ใช้เม็ดเงินมหาศาลจากเมกะโปรเจกต์ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาพกว้าง
แต่นั่นก็ยังถือเป็นเรื่องไกลตัวชาวบ้าน แว่วๆโจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องเร่งอุดรอยโหว่เรื่องปัญหาปากท้อง ต้องรีบอัดฉีดช่วยเหลือ
ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาพืชผล
ตามรูปการณ์คงหนีไม่พ้นการจ่ายเงินสดช่วยเหลือเพื่อลดขั้นตอน บรรเทาภาวะปากท้องเฉพาะหน้า พร้อมๆกับกระตุ้นการใช้จ่าย ช่วยการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องระวังไม่ให้ซ้ำรอยอดีตรัฐบาล เผลอแจกดะไม่ได้
ต้องลดโทนประชานิยม เป็นแค่ “สวัสดิการประชารัฐ”.

ทีมข่าวการเมือง

ปฏิรูปกฎหมายปฏิวัติระบบราชการ : ปลดล็อกการเมือง

ปฏิรูปกฎหมายปฏิวัติระบบราชการ : ปลดล็อกการเมือง



รัฐบาลและ คสช.จะปฏิรูปอะไรในช่วงเวลาที่เหลือก่อนจะมีการเลือกตั้ง”
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) บอก ทีมข่าวการเมือง ระหว่างที่ให้สัมภาษณ์ชนิดเปิดใจว่า เป็นสิ่งที่สังคมตั้งคำถามต่อรัฐบาลและ คสช.
ก่อนเฉลยว่า เมื่อ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ย่อมมีผลกระทบต่อ ป.ย.ป. เพราะตามกฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นตัวจริงเสียงจริงตามรัฐธรรมนูญ
ฉะนั้น ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ป.ย.ป.จะประชุมในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อสรุปส่งมอบงานให้ ตัวจริงเสียงจริง ซึ่งเป็นงานจาก 4 แท่ง ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามยุทธศาสตร์ (มินิคาบิเนต) คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง
แท่งมินิคาบิเนตน่าจะอยู่ต่อ เพราะเป็นเครื่องมือของนายกรัฐมนตรีใช้ตามงาน แท่งยุทธศาสตร์ชาติ กำลังต่อจิ๊กซอว์ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวงและยุทธศาสตร์ภาคเคลื่อนไปพร้อมกัน นี่คือสิ่งที่จะส่งมอบให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเอาไปต่อยอดปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
แท่งการปฏิรูป ความชอบธรรมของรัฐบาลและ คสช.ที่เข้ามาเพราะต้องการปฏิรูปก่อนหน้านั้นมีประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต ทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งมีม็อบตลอด การทุจริตคอร์รัปชัน และประสิทธิภาพของภาครัฐ
ปรากฏว่า วันนี้เราลงมือทำ ปฏิรูปนำร่องในหลากหลายมิติในรอบ 3 ปี รวมถึงการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และกำหนดวาระการปฏิรูปก่อนส่งมอบให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
แท่งการปฏิรูป แม้ส่งมอบงานให้กับตัวจริงเสียงจริงแล้ว แต่รัฐบาลยังมีหน้าที่จะต้องปฏิรูปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ โดยไม่ก้าวก่ายส่วนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ การปฏิรูปย่อมต้องใช้ระยะเวลายาวถึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม อย่างประเทศจีนใช้เวลา 30 ปี ปฏิรูป 6 พันเรื่อง แต่ยังเหลืออีก 3 พันเรื่องจะต้องสานต่อ
รัฐบาลจะส่งมอบงาน 10 ด้านบวกหนึ่ง ประกอบด้วย การเมือง ความเหลื่อมล้ำ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจสังคม การศึกษาและสาธารณสุข สื่อสารมวลชนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การต่างประเทศ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน การปฏิรูปด้านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และด้านอื่นๆ
การปฏิรูปแต่ละด้านเกี่ยวโยงกับยุทธศาสตร์ชาติที่บอกเป้าหมายและทิศทางของประเทศ 20 ปี

แท่งปรองดองมีโรดแม็ปชัดเจน รัฐบาลและ คสช.มีความตั้งใจจริง โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความปรองดอง
คาดรายละเอียดสัญญาประชาคมคงออกมา 10 ด้าน เป็นเรื่องพื้นฐานที่คาดเดากันออกอยู่แล้วว่ามีอะไรบ้าง เช่น ปมความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะยึดโยงกับการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดอง
มาถึงวันนี้ ป.ย.ป.ยังมีงานอีกหลายอย่างที่จะต้องทำ รวมถึงด้านการยกเครื่องกฎหมายให้ทันสมัยต่อการปฏิรูปและเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย
ซึ่งชุดนี้มีคณะกิโยติน จะเข้าไปปรับรื้อกฎหมายที่ล้าสมัย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ การปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ และการพัฒนากฎหมายใหม่
เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ
ถ้าส่งมอบงานให้ตัวจริงเสียงจริงไปแล้วคณะไทยแลนด์ 4.0 จะอยู่ไหน นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลจะต้องช่วยเรื่องการปฏิรูป เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ฉะนั้น อาจจะตั้งคณะกรรมการคล้ายๆชุดนายบวรศักดิ์ขึ้นมาขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ร่วมกับภาคเอกชน
ยุค 4.0 ไม่ใช่นวัตกรรมอย่างเดียว จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดของทรัพยากรมนุษย์ โดยเริ่มจาก “ปฏิวัติความคิดปฏิรูปตัวเอง” นายกรัฐมนตรีถึงเน้นว่า ยุค 4.0 จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคนไทยไม่ใช่ 4.0 ไม่ว่าจะอยู่ระดับไหนขอให้มีความรู้สึกว่าพรุ่งนี้ชีวิตของเราต้องดีขึ้น ถึงสอดรับกับการปฏิรูป เราถึงมีโครงการประชารัฐให้เอกชนเข้ามาช่วย เร่งเทงบประมาณลงไปชุมชน เพราะต้องการให้มีการปฏิรูปในพื้นที่
การปฏิรูปต้องมีคานงัดสองคาน คือ “การปฏิรูปกฎหมาย-ปฏิรูประบบราชการ”
เพื่อนำไปสู่กระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ
คานงัดสองตัวนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าแก้ไม่ได้ต่อให้มีความคิดดีแค่ไหนก็ทำไม่ได้ หากยังไม่ปฏิรูประบบราชการ ฉะนั้นเวลาที่เหลือก่อนจะมีการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีพยายามปลดล็อกคานงัดสองคานนี้ หลายเรื่องจำเป็นต้องใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 44 เพื่อผ่าทางตัน
และต่อให้กฎหมายเขียนดีอย่างไร ถ้าระบบราชการไม่ปฏิรูป รับรองไม่มีทางปฏิรูปประเทศสำเร็จ ระบบราชการในอนาคตต้องตอบโจทย์การสร้างภาครัฐที่น่าเชื่อถือ เป็นภาครัฐที่เปิดกว้าง เชื่อมโยงกัน มีสมรรถนะสูงและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ต่อไประบบราชการจะให้บริการตามความต้องการเฉพาะปัจเจกบุคคล โดยแต่ละบุคคลสามารถออกแบบ เลือกรูปแบบ วิธีการในการรับบริการได้ บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมโยงทุกส่วนราชการในการให้บริการประชาชน ให้บริการเชิงรุก นำเสนอบริการที่เหมาะสมแก่ผู้รับบริการแต่ละบุคคล ขอรับบริการได้หลากหลายช่องทาง ขอรับบริการได้หลากหลายบริการ ณ ช่องทางเดียว
การเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบค่าตั้งต้น สามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนร้องขอ การใช้ แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆในการให้คำปรึกษา ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบ เพื่อสร้างความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภาครัฐ
การดำเนินงานที่ตอบสนองทันที ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีการคาดการณ์ วางแผนดำเนินงานล่วงหน้า มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญในหลากหลายสาขาวิชาและข้ามสาขาวิชา การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพ การกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชนและใช้ข้อมูลเชิงลึกเป็นหลัก การบูรณาการทำงานร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ระดับการวางนโยบายไปจนถึงการนำไปปฏิบัติ
การทำงานมีการเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ทำงานสถานที่ใดก็ได้ทั่วทุกมุมโลก การใช้ประโยชน์หน่วยงานสนับสนุนร่วมกัน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างนวัตกรรมการทำงานใหม่ๆ
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติราชการ ต่อไปจะตั้งง่ายยุบง่าย มีการจ้างงานตามเงื่อนไขสัญญา ให้ความสำคัญกับประเด็นภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีโมเดลร่วมบริการจัดการในยุค 4.0 เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาคของประชาชน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน พร้อมวางรูปแบบการโอนอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นแบบมีเงื่อนไข
ภายใต้การบริการจัดการงบประมาณตามวาระการขับเคลื่อนและระดับการบริหารจัดการ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความซ้ำซ้อนของภารกิจและงบประมาณ สะท้อนภาพบูรณาการของภารกิจและงบประมาณ
เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ
นับจากนี้ไปเราจะเดินหน้า “ปฏิรูปกฎหมาย-ปฏิรูประบบราชการ”
มันเป็นเรื่องยาก ถ้าไม่ยากจะทำไปทำไม ถ้าคิดจะทำแต่เรื่องง่ายๆ ก็ลูบหน้าปะจมูกกันไป
ขอถามว่า ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทำและไม่ทำวันนี้ เมื่อไหร่จะได้ทำ
อย่าถามว่า ทำได้หรือไม่ แต่ควรถามว่าจะมาช่วยให้มันเกิดขึ้น ได้อย่างไรจะดีกว่า
เพราะสิ่งที่ ป.ย.ป.ทำล้วนเป็นงานที่ยาก แถมถูกท้าทายพอสมควร
สำเร็จเมื่อไหร่ ประชาธิปไตยจะไม่หวนกลับไปสู่วงจรเดิมอีกต่อไป.
ทีมการเมือง

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นายกฯ สั่ง กองทัพ ส่งทหารช่างสำรวจ ถนนเชื่อมหมู่บ้านที่ชำรุดจากน้ำท่วม โดยด่วน

นายกฯ สั่ง กองทัพ ส่งทหารช่างสำรวจ ถนนเชื่อมหมู่บ้านที่ชำรุดจากน้ำท่วม โดยด่วน เร่งรายงาน ในกค. นี้ /คสช.เดินหน้าช่วยแจงโครงการรัฐ เตรียมเปิดเวทีสาธารณะ4 กองทัพภาคชี้แจงสัญญาประชาคมสร้างสามัคคีปรองดอง ย้ำ กกล.รส.คงระดับดูแลความปลอดภัย
พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบทบ./รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช . กล่าวว่า ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้กลไก กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยและฝ่ายปกครอง ในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เกี่ยวกับความคืบหน้าในงานบริหารราชการแผ่นดิน
โครงการและมาตรการต่างๆที่ภาครัฐกำลังดำเนินการเพื่อส่วนรวม รวมทั้งเรื่องที่ประชาชนได้รับประโยชน์
และประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม เช่น ความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมการคมนาคมขนส่ง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กลไกราคาพืชผลทางการเกษตร
การจัดทำผังเมืองในระดับประเทศและผังเมืองในทุกจังหวัดที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม
และการใช้มาตรา 44 ในการขับเคลื่อนวาระเร่งด่วนและคลี่คลายปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น การใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ในกิจการพลังงาน
ความร่วมมือรถไฟไทย-จีน เป็นต้น โดยมอบให้ กกล.รส. เดินหน้าช่วยเผยแพร่ความคืบหน้าในเรื่องที่เป็นประโยชน์ดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจ และช่วยเสริมสร้างความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี/หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีความห่วงใยในด้านการสัญจรของประชาชน ที่เดือดร้อนจากการชำรุดของ ถนน และเส้นทาง หลังเกิดอทกภัยใช่วงที่ผ่านมา
นายกฯได้มีบัญชาให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยกระทรวงกลาโหม ส่งหน่วยทหารช่างของกองทัพบก และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เข้าสำรวจเส้นทางที่เสียหายจากอุทกภัยทั่วประเทศ
โดยเฉพาะถนนหรือเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน และเตรียมเข้าดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซมโดยด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจร และขนส่งพืชผลทางการเกษตรได้โดยสะดวกและปลอดภัย
โดย พลเอกพิสิทธิ์ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เร่งรัดให้หน่วยทหารช่าง ร่วมกับทางจังหวัด เข้าตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลความเสียหายให้เรียบร้อยภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้
ส่วนการดูแลความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยนั้น รองเลขาธิการ คสช.ระบุว่า การทำงานของ กกล.รส. ในเรื่องนี้ ยังต้องคงระดับความเข้มงวดในมาตรการรักษาความปลอดภัย ป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้ดำเนินการติดตั้งและจัดระบบกล้องวงจรปิดให้เรียบร้อยในทุกพื้นที่ในเดือนนี้ตามนโยบายของ หน. คสช.
รวมทั้งการสร้างเครือข่ายและให้ความรู้ ประชาชนอย่างต่อเนื่องในการเฝ้าระวังเหตุและการแจ้งข้อมูล สิ่งผิดปกติ เสริมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่ด้วย
การประชุมในวันนี้ พลเอกพิสิทธิ์ รองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาค ร่วมกับส่วนราชการ จัดเตรียมพื้นที่และความพร้อมในการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อชี้แจงสาระสำคัญของร่างสัญญาประชาคมให้ประชาชนได้รับทราบ อันเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมีกำหนดดำเนินการใน ๑-๒ สัปดาห์นี้ ต่อจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศเป็นสัญญาประชาคมฉบับสมบูรณ์ต่อไป

ทำใจให้เชื่อลำบาก!

ทำใจให้เชื่อลำบาก!

กลับมาออกหน้าสื่อถี่ยิบอีกรอบ
ตามจังหวะที่แรงเสียดทานหลายช็อตกระแทกใส่รัฐบาลพร้อมๆกัน
กลายเป็นไฟต์บังคับให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ต้องเลิกปิดปาก หันหน้าคืนไมค์ กลับเข้าสไตล์ธรรมชาติของตัวเอง ตอบคำถามสื่อเป็นชุดๆไม่หยุดหย่อน
หลังจากเจอสารพัดปมร้อนแฉลบเข้าเนื้อเล่นงานจนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องไล่เคลียร์ให้เกิดความกระจ่าง ไม่ให้ถูกปั่นกระแส ขยายผลสร้างความเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้น
อย่างที่เห็นๆกัน จากปรากฏการณ์วุ่นไม่เลิก อารมณ์เดือดของกลุ่มเอ็นจีโอไล่ล้มเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นประชาชนเรื่องการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในหลายจังหวัด
ขัดขวางไม่ให้แก้กฎหมายโครงการบัตรทอง
หรือประเด็นการใช้มาตรา 44 เร่งเครื่องโครงการรถไฟความเร็วสูง กทม.-นครราชสีมา ก็ถูกท้วงติงจากฝั่งนักการเมือง นักวิชาการ กลุ่มวิศวกร และสถาปนิก ส่งเสียงคัดค้านในทำนองเอื้อประโยชน์ให้จีนมากเกินเหตุ
เรียกร้องให้ “บิ๊กตู่” ทบทวนโครงการรถไฟไทย-จีนใหม่
แม้แต่อดีต รมว.คลัง ที่เคยร่วมทีมเรือแป๊ะอย่าง “สมหมาย ภาษี” ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดต้องใช้ช่องทางอำนาจพิเศษมาขับเคลื่อนโครงการแทนการใช้ช่องทางปกติ
ไล่เรียงไปถึงปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ อาทิ ยางพารา กดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอยู่ในเวลานี้
และสดๆร้อนๆ กับฉากดราม่าของ “อดีตนายกฯปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่โชว์ซีนน้ำตานองหน้ารับวันเกิดกลางวัดสระเกศ ระบายความอัดอั้นตันใจที่ถูกกดดันจากการต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าว
ออกอาการขาสั่น เมื่อใกล้ถึงวันชี้ชะตาตัดสินคดีจำนำข้าวในปลายปี 2560
แต่อีกทางก็เป็นเหลี่ยมบิ๊วต์อารมณ์แฟนคลับให้ฮึกเหิมตั้งแต่เนิ่นๆ ตามปฏิกิริยาของกลุ่มแม่ยกที่รีบยกพลไปให้กำลังใจ ตะโกนปลุกใจให้ “อดีตนายกฯปู” ถึงบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3
ได้เช็กเรตติ้ง รู้ยอดกองหนุน ส่งสัญญาณเตือนว่า ยังมีไพร่พลอยู่ในหน้าตัก
แต่ละเรื่องถูกเขี่ยหัวเชื้อ รอการขยายผลให้พร้อมลุกโชนได้ทุกขณะ
ปมอันตรายยังอยู่รายล้อมรอบตัว “บิ๊กตู่” ที่ต้องเร่งเครื่องสร้างความเข้าใจ
ยังไม่รวมกับบรรยากาศร่างกฎหมายลูกสำคัญ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ยังมีปัญหาไม่สะเด็ดน้ำ
เผยให้เห็นอาการไม่ลงรอยกันระหว่าง กกต. สนช. และ กรธ.
หันมาเป็นคู่ขัดแย้งให้ชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด
ปมงัดข้อทั้งเรื่อง “เซ็ตซีโร่” และ “ไพรมารีโหวต” ยังฝุ่นตลบ ส่อเค้าได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ทบทวนหาข้อยุติกันให้ลงตัว
ขั้นตอนคลอดกฎหมายลูก ถูกทอดเวลายืดเยื้อจนถึงที่สุด แนวโน้มยื้อเลือกตั้งเริ่มเด่นชัดขึ้น
มันก็เป็นธรรมดาที่ฝ่ายการเมืองต้องออกลูกตีโพยตีพาย กรณี
สนช.สอดไส้เพิ่มเติมกติกาในร่างกฎหมายลูกให้มีขั้นตอนสลับซับซ้อนมากกว่าร่างเดิมที่ กรธ.เสนอมา
ตีความขัดแย้งข้อกฎหมายลูกในทำนองแบ่งบทกันเล่น มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ หวังเลื่อนโปรแกรมกาบัตรเลือกตั้ง ต่อโปรโมชั่นคุมเกมอำนาจกันยาวๆ
พอดิบพอดีกับบริบทที่ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุกันตรงๆ การกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐจะรักษาพื้นที่อำนาจต่อไปอีก 10 ปี
เป็นข้อเท็จจริงที่ขั้วอำนาจพิเศษแก้ตัวไม่ได้เต็มปาก ถ้าดูตามกติการัฐธรรมนูญปี 2560 นอกจากสร้างกลไกระบบเลือกตั้งใหม่ สกัดไม่ให้มีพรรคใดได้ครองเสียงข้างมากในสภาฯแบบเด็ดขาดแล้ว
ยังมีออปชั่นพิเศษในบทเฉพาะกาล เปิดช่องให้ ส.ว.สรรหา 250 คน โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก
แปลความตรงๆคือ ส.ว.สรรหา 250 คน มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯคนนอกได้ 2 สมัย หรือ 8 ปีของรัฐบาลเลือกตั้ง
วางกลไกคุมเกมอำนาจต่อกันยาวๆ ไม่มีที่ว่างให้พรรคการเมืองในห้วงเวลาร่วม 10 ปีหลังจากนี้
ดูตัวเลขช่วงเวลาแล้วก็ไม่ต่างจากที่นายเสกสรรค์คาดการณ์ไว้
ในสถานการณ์ที่ท็อปบูตอ่านเกมขาดว่า โอกาสที่ฝ่ายการเมืองขั้วใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะจับมือร่วมกันสกัดท็อปบูตไม่ให้ผงาดกลับมาครองอำนาจย่อมเป็นไปได้ยาก
แม้ “บิ๊กตู่” และทีมงานจะออกมาโต้แย้งคลายแรงกดดัน ไม่เคยคิดผูกขาดอำนาจระยะยาว
แต่ดูจากรูปการณ์จะชี้แจงยังไง ก็ทำใจเชื่อลำบาก.
ทีมข่าวการเมือง

โจทย์ "เสกสรรค์" ชี้เป้าแผน "ทหาร" ฮุบ10ปี : การเมืองปฏิรูป ทวงคืนอำนาจ

โจทย์ "เสกสรรค์" ชี้เป้าแผน "ทหาร" ฮุบ10ปี : การเมืองปฏิรูป ทวงคืนอำนาจ

ปฏิทินเข้าสู่ปลายเดือนมิถุนายน กำลังผ่านพ้นครึ่งปีแรก
วันคืนหมุนผ่านไปไว แปรผันตรงกับเงื่อนไขสถานการณ์ที่กระชั้นเข้ามาของคดีสำคัญที่ลุ้นเดิมพันพลิกคว่ำพลิกหงาย ใกล้เวลาชี้เป็นชี้ตายเข้ามาทุกขณะ
ตามฉากบีบคั้นหัวใจกองเชียร์ ยั่วต่อมหมั่นไส้กองแช่ง
กับช็อตที่ “น้องปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลั่งน้ำตานองหน้า ในระหว่างการทำบุญเนื่องในวันเกิดครบรอบ 50 ปี พร้อมตัดพ้อเป็นเชิงน้อยใจ
คนอื่นรอสิ่งดีๆในวันเกิด แต่ตัวเองต้องรอความหวังว่าจะรอดอุปสรรค
โดยอารมณ์บีบคั้น สะท้อนเบื้องลึกในจิตใจ อดีตผู้นำหญิงเริ่มหวั่นไหวกับชะตากรรมตัวเองที่ผูกอยู่กับคดี ปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
ที่กำลังคืบเข้าใกล้จุดไคลแมกซ์ น่าจะรู้ผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
บท “หญิงแกร่ง” ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหลั่งน้ำตาปลอบขวัญตัวเอง
แน่นอนปรากฏการณ์ของ “ยิ่งลักษณ์” พูดได้ว่านี่คือเหยื่อของวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดจากการแก่งแย่งอำนาจ ช่วงชิงผลประโยชน์ของนักเลือกตั้งอาชีพ
เล่นกันแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่มีใครยอมใคร
มุ่งแต่เอาชนะกัน ไม่สนการเมืองพิกลพิการ การเลือกตั้งพิลึกกึกกือ ได้สภาผู้แทนราษฎรที่ไร้คุณภาพ รัฐบาลที่ขาดประสบการณ์ในเชิงบริหาร ทำให้ประเทศชาติฉิบหายวายป่วง
สุดท้ายก็ต้องรับชะตากรรมกันไป
แต่ในห้วงกระแสน้ำตา “นารีพิฆาต” กระตุกฉากการต่อสู้ทางการเมืองให้กลับมาคุกรุ่น
โดยจังหวะก็พอดีเวียนมาถึงวันที่ 24 มิถุนายน วันเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อ ปี พ.ศ.2475
ครบรอบ 85 ปีเต็มพอดิบพอดี
และก็อย่างที่เห็นๆ แนวโน้มการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทยยังห่างไกลประเทศศิวิไลซ์ ระดับคุณภาพของ “ประชาธิปไตย” ไม่ได้คืบหน้าไปถึงไหน
ยังหลงอยู่ในวังวนของวงจรอุบาทว์
ตามสถานการณ์วนซ้ำไปซ้ำมา เดี๋ยวเลือกตั้ง เดี๋ยวปฏิวัติรัฐประหาร เดี๋ยวร่างรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวฉีกรัฐธรรมนูญ ผ่าน 20 ฉบับไปแล้ว ทำสถิติประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดในโลก
เกมอำนาจประเทศไทยกลายเป็นสมบัติผลัดกันชม
สลับฉากกันไปสลับฉากกันมาระหว่างนักการเมืองกับทหาร
แน่นอน ณ วันนี้ ทุกอย่างตกอยู่ในกำมือของฝ่ายท็อปบูต นักการเมืองโดนไล่ไปอยู่ข้างสนาม
โดยเงื่อนสถานการณ์แบบที่ล่าสุด นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และอดีตแกนนำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
ถ่ายทอดปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยได้อย่างแจ่มแจ้ง
แสดงมุมมองอย่างตรงไปตรงมาในเหลี่ยมเชิงทางวิชาการ
ฟันธงกันเลยว่า ด้วยเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเรื่องการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน และบทเฉพาะกาลที่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง รวมทั้ง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ
จะทำให้การกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 9–10 ปี
และสังเกตว่า งานนี้มีเสียงตอบโต้จาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่ปฏิเสธกันแบบเถียงหัวชนฝา
นั่นก็เพราะนายเสกสรรค์ไม่ใช่พวกขาประจำ ไม่มีเหลี่ยมแฝงผลประโยชน์ทางการเมือง
ที่สำคัญด้วยเครดิตของอดีตแกนนำคนเดือนตุลาฯที่ยังรักษาสถานภาพของนักคิดเพื่อมวลมหาประชาชน โดยไม่สนจะเข้ามาเกลือกกลั้วทางการเมือง
การพูดจา บทวิเคราะห์จึงมีน้ำหนัก ทรงพลังให้สังคมเงี่ยหูฟัง
อีกทั้งตามท้องเรื่องที่นายเสกสรรค์ฟันธงว่าชนชั้นนำ โดยทีมงานทหารจะกุมอำนาจยาวอีก 10 ปี ก็ไม่ใช่การใช้อำนาจปลายกระบอกปืนมาบีบบังคับตามฟอร์มเหมือนในอดีต
แต่เป็นการใช้กลไกของรัฐธรรมนูญและแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ประกอบกับการพยายามยกระดับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย ผ่านนโยบายสำคัญ 2 ประการ คือ 1.การยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือไทยแลนด์ 4.0 และ 2.นโยบายขับเคลื่อนจุดหมายทางเศรษฐกิจด้วยกลไกประชารัฐ
นี่จะเป็นจุดตัดสินสถานการณ์ต้านหรือหนุนรัฐบาลชนชั้นนำ
ซึ่งตามจังหวะที่สอดคล้องกับการสะท้อนปรากฏการณ์ของนายเสกสรรค์ มันก็ล้อต่อเนื่องกันเลยกับจังหวะที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์
เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย
แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใกล้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
โดยการกำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน จำนวน 11 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม
5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.ด้านสังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ล็อกเส้นทางปฏิรูปประเทศไทย ไม่มีผลแม้จะเปลี่ยนรัฐบาล
ขณะที่อีกด้านก็เป็นจังหวะการเดินหน้าเสริมฐานความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ ตามฉากล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นเวที Thailand’s Big Strategic Move กวักมือเรียกนักลงทุนทั่วโลก
โรดโชว์ทิศทางยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกองทุนต่างชาติที่ให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทย ตามเงื่อนไขจูงใจจากแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่จะเป็นแนวทางพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สร้างฐานในการพัฒนาโดยใช้โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อก้าวไปสู่อนาคต
แสดงให้เห็นความเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ขายฝันกันลอยๆ
ต่อเนื่องจากการใช้อำนาจมาตรา 44 ผ่าทางตันให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟไทย–จีน รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าอีก 2–3 สาย โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) หรือการแก้ปมกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ในเชิงเศรษฐกิจ
ยังไม่นับสารพัดมาตรการอัดฉีดงบประมาณส่งตรงถึงประชาชนฐานราก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย กระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน
ตามยุทธศาสตร์ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประเทศไทยพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ด้วยการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างคนเมืองกับคนต่างจังหวัด
แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น
อันนำมาซึ่งวิกฤติความแตกแยก
รัฐบาลทหาร คสช.ได้แสดงความจริงใจที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกันก็ยังมีการเตรียมฟื้นโครงการประชุม ครม.สัญจรในต่างจังหวัดที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลทหาร
คสช.กำลังเดินยุทธศาสตร์การตลาดในการชิงมวลชน
สู้กับนักการเมืองที่จ้องแต่ปั่นกระแสเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่
เป็นการประคองเวลายื้อสู้กับนักการเมือง เพราะรู้อยู่แก่ใจ ปล่อยเลือกตั้งไปก็เสี่ยง “เสียของ” ซ้ำ
เรื่องของเรื่อง ถึงนาทีนี้ แม้จะยื้อการเลือกตั้งออกไป แต่กระแสก็ยังเลือกอิงอยู่กับทหาร สังคมวางใจ คสช.มากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ทำให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ ไม่มีม็อบป่วนเมือง
เพราะพฤติกรรมของนักเลือกตั้งที่ทำให้เกิดวิกฤติ เปิดช่องให้ทหารเข้ามา
ว่ากันตามเงื่อนสถานการณ์ตรงหน้าที่ล้อกับมุมมองของนายเสกสรรค์ โอกาสที่ชนชั้นนำจะคุมเกมอำนาจประเทศไทยไปอีก 10 ปี จึงเป็นเรื่องมีที่มาที่ไป และโอกาสความเป็นไปได้สูงมาก
นี่คือโจทย์ยากๆของนักการเมืองจะต้องขบคิดกัน
อันดับแรก ทางเดียวที่ยังพอเห็นโอกาสในการทวงคืนอำนาจ นั่นคือต้องรีบปฏิรูปตัวเองก่อนอื่นใด
นักการเมืองต้องทำให้สังคมเห็นว่า พอฝากผีฝากไข้ได้มากกว่าทหาร
แต่ถ้ายังเป็นประเภทที่แสดงตัวแสดงตนตั้งแต่ไก่โห่ เชียร์ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างออกนอกหน้า เคลื่อนไหวตั้งพรรคเพื่อเกาะเอวทหารเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หวังแค่เสวยอำนาจและผลประโยชน์
ยอมเป็นแค่ “หางเครื่อง” ตัวประกอบทหาร
ก็ชอบแล้วที่จะโดนดองยาว จน “สูญพันธุ์” ไปตามกาลเวลา.
“ทีมการเมือง”

พรรค คสช"พรรคคืนความสุข"...พรรคทางเลือกที่3!!

"พรรค คสช"พรรคคืนความสุข"...พรรคทางเลือกที่3!!
"‪บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร ยันไม่คิดตั้งพรรคการเมือง แม้ผลโพลล์หนุน คสช.ตั้งพรรค ก็ตาม.. แต่ไม่รู้นายกฯบิ๊กตู่ ว่าไง ให้นักข่าวไปถามเอง ปัดตอบ "น้องตู่"เหมาะเล่นการเมืองมั้ย ชี้เป็นถึงนายกฯคิดเองได้ แต่ไม่ตอบ ข้อดีข้อเสีย การตั้งพรรค หรือ คสช.จะเป็น "พรรคทางเลือกที่3" ของคนไทย....ยันคสช.ยึดโรดแมพ‬ นำไปสู่การเลือกตั้ง

เร่งทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้เสร็จในมิย.นี้

ช๊อปปิ้ง ลิสต์....
"‪โฆษก กห."เผย บิ๊กป้อม สั่งผบ.เหล่าทัพ ในที่ประชุมสภากลาโหม เร่งทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้เสร็จในมิย.นี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้นายกฯไปเยือน USA และพบปธน. Trump กค.นี้ 
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม สั่งการในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ให้ จัดทำแผนความต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากองทัพ โดยเฉพาะ ยุทโธปกรณ์ของสหรัฐอเมริกา ว่า ตัองการอะไร เพื่อที่ นายกฯ ไปเป็นข้อมูล ในการเดินทางไปพบ หารือ กับ ประธานาธิบดี Donald Trump ที่สหรัฐฯ ปลาย กค.นี้ ตามคำเชิญ.
เผื่อว่ามีการหารือเริ่องความร่วมมือเรื่องความร่วมมือทางการทหาร และความช่วยเหลือ ทางการทหาร
พล.ต.คงชีพ เผยว่า ในที่ประชุม พลเอกประวิตร ได้กล่าวถึงการปฏิรูปกองทัพให้มีความทันสมัยโดยพล.อ.ประวิตร ได้ขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ เร่งดำเนินการสรุปจำนวนชนิด ยุทโธปกรณ์ ของกองทัพที่มีอยู่
รวมทั้งความต้องการตามที่จำเป็นในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพ โดยพิจารณาถึงขีดความสามารถของกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน และภัยคุกคามในห้วงระยะเวลาต่างๆในการประกอบการพิจารณา และให้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้
โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทย ประสานการปฏิบัติร่วมกัน ในการจัดทำข้อมูล
ทั้งนี้ พล.ต.ประวิตร ได้ระบุว่า การปรับโครงสร้างของกองทัพกำหนดให้เป็นนโยบายของกระทรวงกลาโหม ให้กองทัพปฏิรูปทั้งโครงสร้าง รวมถึงการจัดหน่วยการบริหารจัดการและพัฒนากำลังพลยุทโธปกรณ์ให้มีความคล่องตัวเหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลาย
โดยมีความคืบหน้า คือได้มีการทบทวน สภาพแวดล้อมของความมั่นคงและจัดทำยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหมเสร็จสิ้นแล้วและมีการกำหนดวิสัยทัศน์ การเป็นกองทัพชั้นนำ มีบทบาทด้านความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมทั้งกำหนดการเตรียมกำลังและใช้กำลัง

นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมข้อมูลส่งไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ตามคำเชิญของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กระทรวงกลาโหม โดยเหล่าทัพจะสำรวจข้อมูลยุทโธปกรณ์ว่าทางสหรัฐฯ สนับสนุนช่วยเหลืออะไรเรามาในอดีต และเราต้องการอะไรที่สนับสนุนช่วยเหลือเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งจะดำเนินการไปในคราวเดียวกัน ทั้งยุทโธปกรณ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ ความจริงประสิทธิภาพของอาวุธสหรัฐฯ ดีมาก
แต่บางอย่างก็ไม่ขาย บางอย่างให้เปล่า เช่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็จะให้มาในโครงการความร่วมมือ ความช่วยเหลือทางทหาร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็อยู่ในแผนพัฒนาขีดความสามารถกองทัพอยู่แล้ว
แต่ที่ นายกฯ จะไปสหรัฐฯ เราก็จะแยกว่าส่วนที่มีอยู่คืออะไร และ ส่วนที่จะได้คืออะไร อย่างกองทัพบก มีทั้ง เฮลิคอปเตอร์ ชีนุก ฮ.โจมตีCobra และ ฮ.Black hawk ก็ต้องคุยทั้งในเรื่องส่งกำลังบำรุงและ อะไหล่ เพราะยุทโธปกรณ์บางประเภทไม่มีอะไหล่ ก็ไม่สามารถใช้ได้ ทั้งที่ราคาแพง ทำให้ความมั่นคงไม่ค่อยมี เพราะสหรัฐฯ ก็มีเงื่อนไขค่อนข้างมาก

“ตอนนี้เราเลยต้องถ่วงดุลย์ และไปซื้ออาวุธจากจีน เราก็นำปัญหาที่คุยกับสหรัฐฯ มาคุยกับจีน ว่าต่อไปการซ่อมบำรุงจะมี อะไหล่ให้เรามากน้อยแค่ไหน จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราหรือไม่ เราคุยผ่านทูตสหรัฐฯไปแล้วว่าเราอยากได้อาวุธของเขา เราก็จะดูความร่วมมือในการจัดหาร่วมกัน เพราะสหรัฐฯ กับไทย เป็นพันธมิตรร่วมกันมาช้านาน โครงสร้างการจัดหน่วยของไทย หลักนิยม ก็เป็นของสหรัฐฯ